วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 86 : ของมีค่าหรือระเบิดเวลากันแน่?(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

ครบแบบอืดๆ  อย่างที่ทราบกันแล้ว ตอนต่อไปอาจจะช้า ถึงช้ามาก  แต่จะพยายามเขียนและค่อยๆทะยอยมาลงให้อ่านกันค่ะ  (สภาวะตอนนี้อยากเขียนต่อมากมาย  แต่ขอตุนเรื่องที่จะแข่งก่อนนะคะ กรุณารอสักพักขอบคุณมากค่ะ
***++***++***++***


สภาพรอบด้านเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทุกอย่างเป็นสีขาวละออทอประกายสว่างไสวดูอบอุ่นและอ่อนโยน คามิวรู้สึกตัวเบาราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ยิ่งเร่งให้อยากพักผ่อนเพื่อเรียกคืนทั้งพลังใจและพลังกายที่เสียไปกับการทดสอบที่โหดร้าย แต่ก่อนที่หนุ่มผมดำจะเข้าสู่ภวังค์นิทราร่างสูงใหญ่ของมังกรสวมเกราะสีน้ำเงินครามปรากฏกายขึ้น เบื้องหน้าของมันมีชุดเกราะสีดำสนิทที่คล้ายผลงานศิลปะชั้นเลิศ แต่ทว่ามันดูบอบบางเกินกว่าจะปกป้องอันตรายให้นักรบได้ ลวดลายอ่อนช้อยที่สลักไว้ในเนื้อโลหะสีดำดูแปลกประหลาด ...เนื่องจากดูคล้ายอักขระโบราณมากกว่าจะเป็นลายประดับเพื่อความงดงาม...
“ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะ เจ้าคือผู้ถูกเลือกให้ครอบครองสมบัติแห่งซาเรียส ข้ารอคอยมาเป็นเวลานับพันปีเพื่อที่จะได้พบคนที่เหมาะสมจะเป็นเจ้านายของพวกเรา จงเอ่ยเรียกนามของข้าซึ่งเป็นดั่งตัวแทน เพื่อทำพันธะสัญญาให้สมบูรณ์ พร้อมกับและรับมอบสมบัติแห่งวิหารกลางไปเสีย”
คงเพราะเหนื่อยจนสติสตังไม่อยู่กับตัว หนุ่มน้อยผมดำออกอาการงุนงงกับคำพูดวกวนแฝงความหมายเข้าใจยากของไกเซอร์ อีกทั้งมันยังคอยเร่งเร้าให้จัดการรับมอบสมบัติไปโดยไวราวกับว่ามันต้องการให้งานนี้จบๆไปเสียที ถึงจะยังสงสัยอยู่บ้างแต่จากครั้งก่อนๆที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ...คามิวจึงยอมเอ่ยนามเพื่อทำพันธะสัญญาออกไปโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน...
“ด้วยนามแห่งข้า คามิว ทีเอเนีย เดอโรแลนเซีย ขอออกคำสั่ง เจ้าจงมาอยู่ในอาณัติของข้า แกรนมาสเตอร์การ์เดี้ยน ไกเซอร์”
ทันทีที่จบคำมั่นชุดเกราะสีดำซึ่งเคยประกอบกันเป็นรูปร่างคน ได้แตกตัวออกเป็นชิ้นๆ แล้วลอยวูบเข้าหาผู้ที่กำลังจะมาเป็นเจ้าของ ชิ้นส่วนต่างๆลอยหมุนวนรอบตัวหนุ่มน้อยที่กำลังตื่นตกใจ เพราะไม่ทันได้เตรียมใจเป็นผู้ครอบครองสมบัติชิ้นใหม่ แถมยังเปลี่ยนสีจากที่ดำปี๋กลายเป็นอักขระสีทองพร้อมกับเปล่งพลังแห่งธาตุแสงที่เข้มข้นออกมาด้วย
“สมบัติที่ข้าเฝ้าปกป้องคือเกราะแห่งธาตุแท้ ถึงจะเรียกว่าชุดเกราะแต่มันก็คืออักขระเวทซึ่งจะประจุพลังธาตุให้แก่ผู้ครอบครอง ส่วนอำนาจของมันนั้น… เอาไว้ข้าจะบอกให้รู้หลังจากเสร็จพิธีรับมอบก็แล้วกัน หึหึ”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ยามนี้คามิวรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะโดนหลอกอีกครั้ง โดยฝีมือการ์เดี้ยนเจ้าเล่ห์ที่ชื่อว่าไกเซอร์ คราวที่แล้วก็โดนบังให้เข้ารับการทดสอบโดยไม่เต็มใจมาคราวนี้ก็คงไม่ต่างกัน เพราะเจ้าตัวแสบเล่นอุบอิบปิดความลับสำคัญไว้บอกทีหลัง ...เหมือนกลัวหนุ่มผมดำจะเปลี่ยนใจปฏิเสธไม่รับของจากมัน หรือไม่ก็พยายามจะปิดทางหนีไม่มีผิด...
ส่วนคนที่ถูกยัดเยียดสมบัติล้ำค่าให้ทั้งๆที่ไม่ได้ต้องการเลยแม้แต่น้อยนั้น กำลังลนลานถอยหนีแต่ดูท่าจะไปไหนไม่รอด เพราะเจ้าชุดเกราะที่มีสภาพเหมือนอักขระเวทดึกดำบรรพ์มันล้อมเอาไว้โดยรอบ แถมยังเปล่งแสงสีทองจัดจ้าจนแสบตาแทบลืมไม่ขึ้น อาการตาพร่าที่เกิดขึ้นทำให้คามิวชะงักเท้า เป็นการเปิดโอกาสให้ชิ้นส่วนที่เหมือนอักขระเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ร่าง
“อ้ากกก…!?” สัมผัสแรกที่คามิวได้รับเป็นความแสบร้อนที่ผิวกาย เหมือนคราวที่โดนมารดาและน้องสาวสลักอักขระเวทพิทักษ์กายาให้ไม่มีผิด เพียงแต่ว่าคราวนี้มันมีบางอย่างแตกต่างออกไป แต่ละครั้งที่อักขระพุ่งเข้าสลักบนร่างกายหนุ่มผมดำจะรู้สึกว่าธาตุแสงในร่างกายถูกเติมเต็ม ทั้งที่อักขระแต่ละตัวบรรจุพลังธาตุเอาไว้มากมายมหาศาล ขนาดที่คนธรรมดารับไปสักตัวสองตัวก็คงจะเต็มล้นจนไม่อาจทานทนต่อไป ทว่าน่าแปลกใจที่รางกายของคามิวสามารถบรรจุพลังธาตุเหล่านั้นลงไปได้เรื่อยๆ ราวกับทะเลทรายที่แห้งแล้งมานานกระหายที่จะได้ดูดซับน้ำฝนที่พร่างพรม เพิ่มพูนความชุ่มชื้นเพื่อที่จะได้กลายเป็นผืนดินแห่งชีวิตที่อุดมสมบูรณ์
“เด็กน้อยเอ๋ย ชะตาลิขิตให้เจ้าต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ หนทางที่เจ้าต้องก้าวเดินคงเต็มไปด้วยอุปสรรคที่หนักหนา แต่ไม่ต้องกลัวเพราะพวกเราจะคอยช่วยเจ้าเอง” ไกเซอร์โอบอุ้มหนุ่มผมดำที่ร่ำๆจะวูบหลับไปหลังจากโดนอักขระพุ่งเข้าใส่ร่างจนหมดสิ้น “จนกว่าร่างและวิญญาณของเจ้าจะหลอมรวมกับพลังแห่งธาตุแสงอันยิ่งใหญ่โดยสมบูรณ์ จงหลับพักผ่อนเถิดนายข้า” ไกเซอร์พูดเสียงทุ้มแผ่วเบาฟังราวกับเสียงเห่กล่อม ทำให้ร่างเพรียวที่กำลังเปล่งแสงสีทองในอ้อมแขนเข้าสู่นิทราอีกครั้งเพื่อปรับสภาพให้พร้อมรับพลังอันมหาศาลนั้น “ระหว่างที่เจ้าหลับข้าจะคอยดูแลร่างของเจ้าให้เอง รับรองได้ว่าตื่นมาเจ้าจะต้องขอบใจข้าอย่างแน่นอน หึหึ”
.
.
ท่ามกลางแสงสีสว่างเรืองรอง ที่สะท้อนจากผลึกศิลามีค่าหลากหลายชนิดจนเกิดทัศนียภาพงดงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย สายลมที่หาจุดเริ่มต้นไม่ถูกว่าพัดมาจากที่แห่งใดหอบเอากลิ่นดอกไม้บางชนิดโชยมา เสียงกรุ๊งกริ๊งที่สะท้อนกังวานจากแท่งอัญมนีฟังเพลินราวเสียงดนตรี โดยรวมแล้วที่แห่งนี้เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจไม่ใช่น้อย แต่ทว่ายังคงมีบางคนที่ต้องคร่ำเคร่งเร่งรีบทำงานทั้งๆที่ง่วงนอนและอยากพักผ่อนเหลือเกินแล้ว
“อดทนหน่อยอย่าเพิ่งวูบไปตอนนี้ล่ะ ทำงานให้เสร็จก่อนจะได้รีบไปจากที่นี่กันเสียที” เสียงตวาดดังอยู่ข้างหูคนที่กำลังงัวเงียจะหลับมิหลับแหล่ แต่ยังอดทนใช้ดาบของตนขีดวาดวงเวทบนพื้นได้อย่างถูกต้อง “เขียนตรงนี้เสร็จแล้วก็ร่ายเวทกำกับเพื่อสร้างศิลาเขตแดนซะ จะได้ไปทำจุดอื่นอีก”
ร่างเพรียวเดินโซเซเข้าไปในวงเวทตามคำสั่งพลางยกสองมือแตะไปที่แท่งหินซึ่งตั้งวางอยู่ ณ ใจกลางที่แห่งนั้น ฉับพลันแสงสีทองก็สว่างวาบพร้อมกับเกิดรอยสลักอักขระมนตราอาณาเขตแห่งธาตุแสงในเนื้อหิน ส่งพลังแผ่กระจายออกมาจนสัมผัสถึงความบริสุทธิ์และอบอุ่นไปเป็นบริเวณกว้าง จากนั้นคนที่สร้างเขตแดนก็เดินเป๋ออกมาเพื่อไปสะสางงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จไป
ฟาร์ฟาร์ลอบยิ้มพึงพอใจกับความก้าวหน้าของเจ้านายน้อยของเธอ เพราะคามิวคงไม่ทันสังเกตหรอกว่าเมื่อสักครู่นี้เขาสร้างศิลาเขตแดนได้โดยที่ยังไม่ได้เอ่ยปากร่ายเวทเลยสักคำเดียว พลังที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในร่างผนวกกับความทรงจำที่ดีเป็นเลิศของคามิว ทำให้เกิดวิธีใช้เวทมนตร์แบบใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว อักขระมนตราที่ถูกต้องชัดเจนทุกตัวอักษรปรากฏแจ่มชัดอยู่ในสมองทั้งบท ถึงไม่ต้องอ้าปากร่ายให้ยืดยาวก็สามารถใช้เวทได้ดังใจนึก
“ไหวรึเปล่าคะพี่ชาย?” รินเซ่ซึ่งนั่งพักอยู่ในกลุ่มองครักษ์เดินมาหาพลางร้องถาม ด้วยเห็นว่าบัดนี้พี่ชายของเธออาการหนักขนาดหลับตาเดินเหมือนคนละเมอดูน่าเป็นห่วง “จะนอนพักก่อนมั้ยคะ พี่ชายไม่ค่อยชินกับการใช้พลังแบบนี้ซะด้วยสิ”
“พี่ยังไหวไม่ต้องห่วงนะ เหลืออีกไม่กี่จุดแล้วละ น้องไปนั่งพักเถอะ” คามิวตอบกลับด้วยเสียงพึมพำเบาๆพร้อมรอยยิ้มบางๆ “เดี๋ยวเสร็จงานนี้แล้วพี่คงต้องนอนหลับสักพัก ระหว่างนั้นถ้าไกเซอรทำอะไรงี่เง่าละก็จัดการได้เลยนะ พี่อนุญาต”
เพราะการสร้างอาณาเขตมันเสียพลังมากพอดู หนุ่มผมดำเองก็เพิ่งเอาชนะการทดสอบโหดของการ์เดี้ยนมาสดๆร้อนๆ ทั้งที่น่าจะพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกายอย่างที่ไกเซอร์บอก แต่กลับยังคงสติและกลับสู่ร่างของตนได้ ซึ่งมันออกจะผิดความคาดหมายของการ์เดี้ยนจอมเจ้าเล่ห์ไปมากโข เพราะคามิวสามารถรับเอาพลังทั้งหมดไว้ได้โดยไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ ทำให้ไกเซอร์ค่อนข้างขัดใจเพราะอดที่จะได้ใช้ร่างของคามิวไปทำอะไรๆอย่างที่มันเคยคิด
การที่ทุกอย่างจบอย่างลงตัวนั้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทำสัญญากับฟาร์ฟาร์ซึ่งเป็นภูตแห่งแสง และอีกส่วนก็เพราะร่างกายหนุ่มน้อยคนนี้ถูกสร้างมาเพื่อการรองรับพลังมหาศาลของทุกธาตุอยู่แล้ว พลังแห่งธาตุแสงสว่างที่ได้รับมาใหม่จึงเหมือนกับไปช่วยเพิ่มพูนพื้นฐานชีวิตซึ่งเคยบกพร่องอยู่ให้สมบูรณ์ขึ้น บัดนี้ คามิวมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมและสามารถที่จะใช้เวทได้ดังใจ โดยไม่ต้องขอให้ฟาร์ฟาร์คอยช่วยควบคุมพลังให้ ทว่าสื่อเวทตัวจิ๋วยังคงคอยทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ด้วยการออกคำสั่งและจ้ำจี้จ้ำไชเจ้านายอ่อนหัดของตนไม่หยุดปาก
ฝ่ายเมอร์เคนและเหล่าองครักษ์เองก็เฝ้ามองอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน ขนาดรินเซ่ที่ว่าเก่งกาจจนอาจารย์ทิวลีนมั่นใจให้เดินทางมา ด้วยยังหมดแรงหลังจากสร้างอาณาเขตไปได้ไม่กี่จุด งานที่เหลือจึงตกเป็นหน้าที่ของคามิว ซึ่งไม่ยอมหลงกลของไกเซอร์และกลับคืนสู่ร่างของตนแม้จะง่วงจนแทบทนไม่ไหวก็ตาม
“เด็กหนุ่มคนนี้น่ะเหรอคนที่ท่านเอ็ดเวิร์ดพูดให้ฟังน่ะ?” “ท่าทางไม่เห็นน่ากลัวเหมือนตอนแรกเลยนี่นา”
พวกคนแคระพากันมาแอบดูกลุ่มมนุษย์ที่เป็นแขกผู้มาเยือนกลุ่มแรก และอาจจะเป็นกลุ่มสุดท้ายในรอบหลายร้อยปี แน่นอนว่าศูนย์รวมสายตาและเป็นต้นกำเนิดเสียงซุบซิบ ก็คงไม่พ้นหนุ่มผมดำที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ ที่จริงหนุ่มน้อยคนนี้ก็โดดเด่นมาแต่ไหนแต่ไร พอได้การ์เดี้ยนตัวใหม่มาครอบครองก็ยิ่งสะดุดตามากขึ้นกว่าเก่าจนรู้สึกได้ เพราะความมีเสน่ห์ดึงดูดใจใครต่อใครอย่างประหลาด ทำให้สายตาทุกคู่คอยมองตามโดยอัตโนมัติไม่ว่าคามิวจะเดินไปทางไหน ...จนคนที่ไม่ชอบเด่นรู้สึกอึดอัดขัดใจเป็นที่สุด...
“น่าเป็นห่วงจริงๆ!!” อยู่ๆเมอร์เคนก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนมนุษย์ทุกคนในที่นั้นพากันงง “น้องรินเซ่! ไม่มีทางที่จะแยกไกเซอร์ออกจากคามิวได้เลยเหรอ? ขืนให้อยู่ด้วยกันแบบนี้ละก็พี่กลัวจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก”
“พี่เมอร์เคนหมายความว่าไงคะ? หนูไม่เข้าใจ” สาวน้อยรินเซ่ทำหน้างงมองหนุ่มผมขาวตาแป๋ว อีกทั้งนึกขำท่าทางวิตกจริตของเมอร์เคนอยู่ไม่น้อย “มีการ์เดี้ยนอยู่ด้วยแบบนี้ไม่ดีเหรอคะ พี่ชายจะได้ปลอดภัยจากอันตรายไงล่ะ”
“เอ้อ… ท่านรินเซ่คะ ข้าคิดว่าพอจะเข้าใจสิ่งที่ท่านเมอร์เคนพยายามจะบอกค่ะ” ลีฟฟีน สาวเอลฟ์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยพูดอ้อมแอ้ม พลางก้มหน้าพยายามจะไม่มองตามร่างเพรียวของหนุ่มผมดำ “ผู้ที่มีธาตุแท้เป็นแสงสว่างมักจะดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างได้มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแท้ๆ แต่ท่านคามิวกลับเป็นยิ่งกว่านั้นอีก ข้าไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเหมือนกันค่ะ”
พอสาวเอลฟ์พูดจบปุ๊บคนที่เหลือก็พากันอึ้งเพราะต่างก็รู้สึกตรงกัน สิ่งลีฟฟีนพยายามสื่อออกมานั้นใช่ว่าทุกคนจะไม่สะกิดใจ แค่เห็นคนที่มาแอบชื่นชมตัวจริงของหนุ่มผมดำมีมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงซุบซิบวี้ดว้ายที่ดังมาเป็นระยะๆ ก็บ่งบอกถึงความนิยมที่พุ่งพรวดพราดเป็นอย่างดี แถมคงจะไม่ใช่แค่ฝ่ายหญิงเท่านั้นที่ถูกตาต้องใจ เพราะฝ่ายชายเองก็ไม่ค่อยจะต่างกันนักหรอก
“ท่านเอ็ดเวิร์ด! เก็บพ่อหนุ่มคนนี้เอาไว้ที่นี่ไม่ได้เหรอ?” ผู้เฒ่าพยากรณ์ประจำเผ่าแอบกระซิบกับท่านหัวหน้าเผ่าของตน “ถ้าปล่อยให้ออกไปทั้งๆที่เป็นผู้ครอบครองกุญแจแห่งซาเรียสละก็ มันจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมานะท่าน”
“เห็นทีจะไม่ได้หรอก ขืนเก็บตัวไว้ละก็มีหวังเผ่าเราคงจะไม่แคล้วเกิดความบาดหมาง” เอ็ดเวิร์ดเหงื่อตกกับข้อเสนอประหลาดของผู้เฒ่าพยากรณ์ตัวดีที่ตอนนี้กำลังแอบมองหนุ่มผมดำอยู่ไม่วางตา ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีมีบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจตั้งแต่แรกเจอหน้ากัน แต่ใครจะไปนึกละว่าจะติดบ่วงเสน่ห์กันทั้งเผ่าแบบนี้ “คำทำนายของท่านก็ออกมาแล้วไม่ใช่เหรอว่า ฟันเฟืองที่ขาดหายได้กลับคืนมา และเริ่มขับเคลื่อนชะตากรรมไปสู่อนาคต”
“มันก็ใช่อยู่หรอกนะ แต่ข้าทำนายจุดสิ้นสุดไม่ได้ก็เลยรู้สึกเป็นห่วง กลัวว่าพ่อหนุ่มน้อยคนนั้นจะย่ำแย่เอาน่ะสิ” คนพูดยังคงส่งสายตามองอย่างชื่นชมไม่ปิดบัง และคงลืมไปว่าตัวเองอายุเท่าไหร่เพราะเริ่มออกอาการกะลิ้มกะเหลี่ย คล้ายเฒ่าหัวงูยามเห็นน้องหนูที่ถูกใจไม่มีผิด “เขายังเป็นเด็กแถมน่ารักบอบบางขนาดนั้น ปล่อยให้ไปเจออันตรายก็น่าสงสารแย่นะท่านเอ็ดเวิร์ด”
“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วยกับท่านผู้เฒ่าพยากรณ์ ให้เขาอยู่ที่นี่เถอะ” อีกหนึ่งสาวงามของเผ่าคนแคระยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยามชะเง้อชะแง้แลดูหนุ่มผมดำเจ้าเสน่ห์
เอ็ดเวิร์ดผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเริ่มเหงื่อตกเมื่อเห็นสายตาปิ๊งปั๊งของกลุ่มสาวน้อย สาวแก่ แม่หม้ายและคุณยายทวดที่กำลังจ้องคามิวกันตาเป็นมัน ดูท่าพวกคุณเธอจะไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์เลยแม้แต่น้อย บางคนอาการหนักถึงขนาดต้องยกมือคอยปาดน้ำลายของตัวเองอยู่บ่อยๆ เล่นเอาหัวหน้าเผ่าชักรู้สึกเสียวสยองแทนพ่อหนุ่มเนื้อหอมซะแล้วสิ
วูมมม…!! คว้างงง…!!
ในที่สุดเขตอาคมป้องกันแห่งธาตุแสงก็เสร็จสมบูรณ์และเริ่มทำงาน ศิลาเวทแต่ละก้อนส่งพลังต่อเนื่องกันก่อกำเนิดตาข่ายแสงสีทอง ถักทอก่อตัวขยายออกไปจนสุดเเขตแดนครอบคลุมพื้นที่ของเผ่าภูตดินที่อยู่ใต้พิภพจนทั่ว และจะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไปตราบเท่าที่ศิลาเวทพวกนั้นยังไม่ถูกทำลาย เป็นอันวางใจได้ว่าพวกศัตรูร้ายจะไม่มีทางกล้ำกลายเข้ามาทำอันตรายใครในที่แห่งนี้ได้เด็ดขาด

"เอาละเรียบร้อยแล้ว ทุกคนมารวมกันทางนี้เร็วเข้า!” ฟาร์ฟาร์ตะโกนเรียกคณะเดินทางที่นั่งพักกันอยู่ห่างออกไป ส่วนคามิวนั้นกำลังขีดเขียนวงเวทเดินทางเพื่อเตรียมส่งพวกตนกลับสู่พื้นดิน “ยาแก้พิษที่ได้มาน่ะเก็บให้ดีนะรินเซ่ ข้าไม่อยากมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง”
ภูตจิ๋วพูดพลางถลึงตามองเหล่าคนแคระ ที่ร่ำๆจะกลายร่างเป็นหมาป่าหิวกระหายจะขย้ำกินเนื้อหนุ่มน้อยเต็มแก่ เล่นเอาสะดุ้งหน้าแดงกันทั้งเผ่าเลยทีเดียว เอ็ดเวิร์ดที่ 4 เหลือบมองหนุ่มผมดำที่เสร็จจากการเขียนวงเวทแล้วก็ต้องสะดุ้งรอบสอง เพราะดวงตาสีทองที่จ้องสวนมานั้นฉายแววเจ้าเล่ห์รู้ทันจนน่ากลัว เล่นเอาคนแคระตัวก่อเรื่องนึกขยาดว่า ...ขืนให้ตัวหายนะอยู่ที่นี่ต่อไปมีหวังล่มจมกันยกเผ่าแน่...
“ขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบาก แล้วก็ขอบใจมากที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่” ในฐานะหัวหน้าเผ่าเจ้าคนแคระตัวก่อเรื่องจึงต้องเป็นตัวแทนออกมากล่าวอำลาคณะเดินทางที่กำลังจะจากไป “ไว้พบกันใหม่นะเจ้าหนุ่ม ข้าจะไปทวงค่าตอบแทนทีหลังก็แล้วกัน ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิ์ภาพนะ”
เมื่อเจ้าของบ้านเอ่ยปากอนุญาตให้กลับได้ ทั้งหมดก็ไม่รอช้ารีบก้าวเท้าเข้าสู่วงเวทอย่างรวดเร็ว เพราะเห็นท่าทีเจ้าบ้านที่เหมือนอยากจะเก็บคนของพวกตนเอาไว้ก็ยิ่งอยากจะไปให้พ้นๆจากที่แห่งนี้โดยเร็ว และเมื่อเห็นทุกคนเข้ามาอยู่พร้อมกันในวงเวทเรียบร้อย หนุ่มผมดำก็ร่ายเวทเดินทางส่งร่างของทุกคนหายวับไปจากที่แห่งนั้นทันที ท่ามกลางสายตาและความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเสียดาย อาลัยอาวรณ์ และเป็นห่วงเป็นใย
“ขอให้โชคดีนะเจ้าหนุ่ม กุญแจที่เจ้าถือครองอยู่นั้นมันเหมือนดาบสองคม อย่าให้มันครอบงำได้ก็แล้วกัน”
.
ณ เบื้องบนพื้นปฐพี แสงตะวันสีส้มแดงโรยอ่อนเตรียมลาลับท้องฟ้า เพื่อผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ราตรีที่ดำมืด ความสลัวรางครอบคลุมทั่วบริเวณป่ารอบด้านให้เกิดเงาทะมึนน่ากลัว ยังดีอยู่บ้างที่กองไฟกองใหญ่ซึ่งลุกโชนส่องสว่าง พอให้คนที่ยังคงปักหลักรอคอยอยู่อย่างใจจดใจจ่อได้อุ่นใจว่าปลอดจากภัยรอบด้าน
เหล่าองครักษ์ที่เหลืออีกห้าชีวิตยังคงคอยปกป้องจุดที่เป็นประตูทางเข้าสู่แดนใต้พิภพอย่างแข็งขัน โชคดีที่เขตอาคมป้องกันของรินเซ่ยังคงส่งผลอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจึงอยู่รอดปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและคนร้ายชุดดำ แต่ละคนมีแววของความเคร่งเครียดฉายชัดบนใบหน้าอิดโรย ร้อนใจและเป็นห่วงเป็นใย ...เนื่องจากพวกเขารอคอยมาเป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้ว...
วาบบบ…!! วูมมม…!!
วงเวทเดินทางที่คามิวสลักเอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะเดินทางเข้าเมืองคนแคระเริ่มทำงาน มันส่งประกายแสงสีทองสว่างเจิดจ้าพร้อมกับปรากฏร่างของคนทั้ง 11 ที่หายไปเป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ อัศวินที่คอยเฝ้าระวังพากันตื่นเต้นดีใจที่เห็นพวกของตนปลอดภัยกลับมากันครบ โดยเฉพาะหนุ่มน้อยผมดำคนสำคัญ ...ถึงแม้จะอ่อนล้าจนต้องให้รุ่นพี่ผมขาวคอยประคองก็เถอะ...
“ท่านคามิว! ข้าว่าท่านพักผ่อนก่อนเถอะครับ” เลนันหนุ่มเผ่าแวมพ์ทำท่าเหมือนจะเดินไปจัดที่ทางให้คามิวได้นอนพัก “ท่านใช้พลังติดต่อกันมาทั้งวันแล้ว มันอาจจะมีผลกระทบกับร่างกายก็ได้ คืนนี้พักให้สบายสักคืนเถอะ พวกเราจะคอยเฝ้าระวังให้เองครับ”
“ไม่เป็นไรครับ เรารีบกลับโรแลนเซียเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า รินเซ่ช่วยเขียนวงเวทให้พี่หน่อยได้ไหม?” คามิวทรุดตัวลงนั่งพักโดยมีเมอร์เคนคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ “เสร็จแล้วบอกพี่ด้วยนะ พี่ขอนั่งพักสักครู่”
ภาพหนุ่มน้อยผมดำที่ซวนซบอยู่ในอ้อมแขนของเมอร์เคนสร้างความรู้สึกประหลาดให้หลายๆคนในที่นั้น โดยเฉพาะเหล่าอัศวินองครักษ์ที่ไม่ได้ไปด้วยกัน เนื่องจากคามิวที่อยู่ในสภาพสะลึมละลือดูบอบบาง(?)น่าถนุถนอมอย่างไรพิกล หนุ่มน้อยร่างเพรียวดูตัวเล็กไปถนัดใจในอ้อมแขนรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าหลายปี แถมหน้าตาที่จะว่าหล่อก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะได้รูปหน้าของมารดามาเต็มร้อยนั้น ช่างงดงามอ่อนหวานเหมือนผู้หญิงเสียเหลือเกิน อีกทั้งท่าทางอ่อนแอไร้กำลังมันชวนให้สงสารอย่างบอกไม่ถูก
“คามิว... เป็นไงบ้าง?” รุ่นพี่ผมขาวกระซิบถามรุ่นน้องคนโปรดเบาๆพอให้ได้ยินกันแค่สองคน “ถ้าไม่ไหวก็บอกมานะ จะได้รีบหาทางป้องกันก่อนเจ้านั่นจะออกมาสร้างความเดือดร้อน”
“อือม์ ไม่เป็นไรผมยังไหวอยู่ครับ” หนุ่มผมดำตอบกลับมาน้ำเสียงคล้ายคนงัวเงียอยากจะหลับต่อเต็มทีแล้วแต่ยังฝืนถ่างตาเอาไว้ “ผมจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ต้องกลับไปช่วยท่านแม่ให้เรียบร้อยก่อน ถึงตอนนั้นคงต้องขอให้ท่านอาจารย์ทิวลีนจัดการกับไกเซอร์” พูดจบก็ถอนใจปลงกับความโชคร้ายของตัวเองเฮือกหนึ่ง “ขืนปล่อยให้มันทำตามใจชอบต่อไปละก็ คงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ”
เพียงแค่ช่วงที่เข้ารับการทดสอบไกเซอร์ก็ออกลายจนน่าหวาดหวั่น หากยอมอ่อนข้อให้อีกละก็งานนี้คงจะมีปัญหาตามมาให้แก้ไม่หวาดไม่ไหวเป็นแน่ ขนาดเจ้าของร่างครองสติอยู่ได้แต่ไม่เต็มร้อยเจ้าการ์เดี้ยนตัวแสบก็ยังออกฤทธิ์ออกเดช แกล้งปล่อยไอเวทที่ให้ผลคล้ายยาเสน่ห์เชิญชวนให้ใครต่อใครหันมาสนใจ ยังดีที่เมอร์เคนและรินเซ่อยู่ใกล้ชิดคามิวมานานจนอาจจะมีภูมิต้านทาน จึงได้รับความไว้วางใจให้คอยดูแลเวลาที่ตนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
“พี่ชายคะ หนูวางเวทเดินทางเสร็จแล้วค่ะ” สาวน้อยรินเซ่เดินกลับมาหาพี่ชายที่นั่งพักอยู่กับเมอร์เคน ท่าทางของเธอดูอิดโรยเห็นได้ชัดจนคนเป็นพี่นึกเสียใจที่พาน้องสาวมาลำบาก “หนูว่าพี่ชายน่าจะพักสักคืนอย่างที่คุณเลนันบอก เพราะจากที่นี่ไปถึงโรแลนเซียมันไกลกว่าเมื่อกี้ แถมยังต้องพาคนกลับไปหลายคนด้วย”
“พวกเราสามคนขอแยกกลับพรีมิวเลียตรงนี้เลยก็แล้วกันค่ะท่านรินเซ่ เพราะที่นี่อยู่ใกล้พรีมิวเลียพอสมควร” ลีพฟีนรวมทั้งสองหนุ่มเผ่าแวมพ์เห็นพ้องต้องกันว่าไม่อยากจะเป็นภาระ และควรแยกกลับบ้านเมืองเสียตรงนี้ดีกว่า “รอส่งพวกท่านคามิวแล้ว เราจะกลบเกลื่อนร่องรอยที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็จะกลับพรีมิวเลียกันเลยค่ะ”
“ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยนำทางให้นะครับ” คามิวยิ้มให้ชาวพรีมิวเลียทั้งสามโดยลืมไปว่าตอนนี้ไกเซอร์กำลังแผลงฤทธิ์อยู่ เล่นเอาสามสหายพรีมิวเลียหน้าแดงจนก้มหลบกันแทบไม่ทัน “เอ้อ… ขอโทษครับผมไม่ได้ตั้งใจ ฝากทักทายทุกคนด้วยนะครับ รินเซ่! เรียกทุกคนไปที่วงเวทได้เลย”
หลังจากกลุ่มของคามิวใช้เวทเคลื่อนย้ายกลับไปแล้ว ป่าแห่งนั้นก็กลับสู่ความมืดทึมและหนาวเย็นเฉกเช่นที่มันควรจะเป็น ความวังเวงที่ชาวพรีมิวเลียสัมผัสอยู่ตอนนี้นั้นแม้จะเป็นสิ่งที่เคยคุ้นมานาน ทว่าเมื่อได้พบเจอกับความสว่างไสวอบอุ่นเข้าครั้งหนึ่ง ก็คล้ายคลึงกับสิ่งเสพติดที่ยังคงหลงเหลืออาการโหยหา
“มาร์โก ข้ารู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้สิ” หนุ่มแวมพ์ผมทองพูดอ้อมแอ้มพลางเกาต้นคอแก้เขิน “ข้าอยากอยู่กับท่านคามิวต่ออีกสักหน่อย ไม่สิอยากอยู่ใกล้ๆตลอดไปอ่ะ นี่ข้าผิดปกติใช่มั้ย?”
“ไม่หรอกเพื่อน เพราะข้าเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่” มาร์โกยิ้มแหยๆส่งให้เพื่อนก่อนจะทรุดลงนั่งยองๆกุมขมับกับความเพี้ยนที่น่าอับอายของตัวเอง ที่ดันไปติดใจชายหนุ่ม “สาบานเลยนะว่าข้าไม่เคยมีความคิดบ้าๆอย่างนี้มาก่อน แต่ทำไมมันเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย”
“เพราะการ์เดี้ยนของท่านคามิวไงล่ะ” สาวเอลฟ์มีความรู้ด้านเวทมนตร์พอตัว และเธอก็รู้สึกถึงไอเวทจางๆจากตัวหนุ่มผมดำที่กลายร่างเป็นหนุ่มน้อยเจ้าเสน่ห์ที่ต้องตาต้องใจใครต่อใครไปทั่ว “ตราบใดที่ยังไม่หาทางจัดการกับเจ้าตัวแสบนั่น ข้ากลัวว่ามันจะเกิดปัญหาใหญ่อย่างที่กำลังเกิดกับพวกเราตอนนี้”
สองหนุ่มแวมพ์มองหน้ากันพลางนึกเป็นห่วงหนุ่มน้อยคนสำคัญคนนั้น ปกติก็เป็นขวัญใจสาวๆเกือบทั้งอาณาจักรอยู่แล้วแท้ๆ ถ้าเป็นอย่างที่ลีฟฟีนบอกจริงๆละก็ งานนี้มีหวังได้วุ่นวายหัวบันไดไม่แห้งอย่างแน่นอน ...เพราะอัตราการแข่งขันจะยิ่งสูงปรี๊ดเนื่องจากไม่จำกัดเพศของผู้เข้าร่วมนั่นเอง...
ณ พระราชวังในเมืองหลวงโรแลนเดีย แห่งอาณาจักรโรแลนเซีย ยามนี้มีการตามไฟไว้สว่างไสวอีกทั้งมีการวางเวรยามไว้อย่างแน่นหนาป้องกันคนร้ายเข้ามาก่อเหตุระลอกที่สอง เพราะถึงแม้จะมีการวางข่ายอาคมแห่งแสงเอาไว้โดยรอบก็ตาม ทว่าขณะนี้จอมเวทสาวแห่งราชสำนักคนสำคัญกำลังอยู่ในวิกฤติด้วยพิษร้าย และกำลังรอคอยความช่วยเหลือจากคณะเดินทางที่ไปตามหายาแก้พิษยังเมืองคนแคระ แต่ข่าวคราวกลับเงียบหายไปเป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้ว
“พระอาญามิพ้นเกล้า ขอพระราชทานอนุญาตพะย่ะค่ะ” เสียงกราบทูลเบาๆดังอยู่หน้าห้องบรรทมของราชาคาร์ลอส “บัดนี้ คณะของท่านคามิวกลับมาถึงอย่างปลอดภัยแล้วพะย่ะค่ะ ” เซบาสเตียนมหาดเล็กคนสนิทของราชาคาร์ลอสนั่นเองที่เป็นคนคอยรายงานความคืบหน้าต่างๆ ทั้งเรื่องอาการของคามิลล่าและเรื่องคณะเดินทางให้เจ้านายของตนทราบ แบบเกาะติดข่าวตลอด 24 ชั่วโมง “ขณะนี้กำลังเข้าเยี่ยมอาการท่านหัวหน้าจอมเวท คาดว่าอีกสักครู่คงจะมาขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทพะย่ะค่ะ”
แม้จะเป็นยามวิกาลทว่าภายในวัง ณ เมืองหลวงโรแลนเดียยังคงตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ราชาคาร์ลอสรับสั่งอนุญาตให้มหาดเล็กคนสนิทเข้ามารบกวนได้แม้แต่เวลาบรรทม หากเป็นเรื่องของจอมเวทสาวและว่าที่ราชบุตรเขยคนสำคัญของพระองค์ก็ให้รีบมารายงานทันที ...และนี่ก็คือสิ่งที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ...
เมื่อทราบเรื่องแทนที่ราชาคาร์ลอสจะเตรียมตัวเพื่อรอให้ว่าที่ราชบุตรเขยมาเข้าเฝ้า มหาบุรุษแห่งโรแลนเซียกลับตัดสินใจรีบรุดไปถึงหอแพทย์ซึ่งเป็นที่พักรักษาตัวของจอมเวทสาวด้วยตัวเองทันที เพราะอยากจะเห็นกับตาตัวเองว่าคณะเดินทางที่กลับมาถึงนั้นมีใครบาดเจ็บหรือไม่ เพราะความเป็นจริงหลายสิ่งหลายอย่างมักจะถูกกลบเกลื่อนไปหากให้เวลาเตรียมตัว
ราชาคาร์ลอสใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงหอแพทย์หลวง ร่างสูงของเหนือหัวแห่งโรแลนเซียก้าวเข้าสู่ห้องพยาบาลอันเป็นที่พักของคามิลล่า ภาพแรกที่ได้เห็นหลังจากเปิดประตูเข้าไปก็คือ จอมเวทแห่งราชสำนักที่ได้รับการกำจัดพิษร้ายจนหมดสิ้นอีกทั้งยังฟื้นคืนสติแล้ว และกำลังกอดรับขวัญลูกสาวคนเล็กของเธออยู่ ...แต่ลูกชายคนสำคัญอีกคนของเธอนั้นกลับไม่เห็นแม้แต่เงา...
“คามิวไปไหน!? ทำไมเขาถึงไม่อยู่ในห้องนี้?” สุรเสียงก้องกังวาลของราชาคาร์ลอสบ่งบอกความร้อนพระทัยอย่างชัดเจน “เกิดอะไรขึ้นกับคามิวงั้นรึ? ไหนว่ากลับมาปลอดภัยทุกคนไงล่ะ แล้วทำไมถึงมีแต่แม่หนูรินเซ่คนเดียวที่อยู่ที่นี่?”
“พระอาญามิพ้นเกล้า ตอนนี้ท่านคามิวอยู่กับท่านจอมเวททิวลีนพะย่ะค่ะ” แพทย์หลวงกราบทูลรายงานตะกุกตะกักเพราะนึกไม่ถึงว่าราชาของตนจะเป็นฝ่ายบุกมาหาถึงที่นี่ “อาการทั่วไปของท่านคามิวไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพียงแค่อ่อนเพลียเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่า…เอ้อ…”
ท่าทางอ้ำอึ้งชองแพทย์หลวงและใครต่อใครในห้องทำให้ราชาคาร์ลอสยิ่งสงสัยหนัก แต่ก่อนจะเอ่ยปากถามหนุ่มผมดำก็เดินเข้ามาในสภาพที่น่าตกใจ เพราะถูกผ้าคลุมผืนโตห่อหุ้มเอาไว้มิดชิดทั้งตัวจนดูไม่ออกว่าเป็นใครกันแน่ก็ว่าได้ กระทั่งหน้าตาก็ถูกปิดบังเผยให้เห็นเพียงดวงตาสีทองและเส้นผมดำสนิท ...มีเพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นที่พอจะยืนยันได้ว่าคนๆนี้คือ คามิว ทีเอเนีย...
อีกคนสองคนที่เดินตามหลังมาก็คือมหาปราชญ์ทิวลีนแห่งราเชล และเมอร์เคนประธานนักเรียนแห่งกรุนเบอร์เรีย ทั้งสามทำความเคารพราชาคาร์ลอสที่ยืนเขม่นมองว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์ด้วยความฉงน แต่พอเห็นอาจารย์จอมเวทส่งสายตาเป็นเชิงบอกความนัยว่ามีบางอย่างที่ต้องรายงานให้ทราบ คนฉลาดอย่างจ้าวแผ่นดินโรแลนเซียจึงรับมุขทันที เพื่อจะได้ปลีกตัวไปรับฟังสิ่งที่ทิวลีนต้องการจะบอก
“คงเหนื่อยกันมามากสินะ คืนนี้พวกเจ้าพักผ่อนกันตามสบายเถอะ” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยมีมหาปราชญ์ตามหลังไปติดๆ
“คามิว” จอมเวทสาวกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงคนป่วย ดวงตาสีทองเจือแววอ่อนล้าทอดมองเด็กหนุ่มในชุดคลุมมิดชิดที่ยังคงยืนห่างออกไป แม้ดวงหน้างดงามของผู้เป็นมารดาจะดูอิดโรยและซีดเซียวไปบ้าง แต่ยังคงมีรอยยิ้ม แขนข้างหนึ่งของเธอกอดลูกสาวไว้ส่วนอีกข้างที่ว่างอยู่นั้นอ้ากว้างรอรับขวัญลูกชาย “มาให้แม่กอดหน่อยได้ไหม?”
ร่างเพรียวในชุดคลุมเหมือนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ยอมเดินมาหามารดาที่ข้างเตียงทว่ายังคงยืนอยู่ห่างๆ จนจอมเวทสาวต้องยื่นมือออกไปคว้าแขนและดึงเข้าสู่อ้อมกอดของตนจนได้ คามิลล่าสัมผัสถึงไอเวทที่ไกเซอร์แกล้งปล่อยออกมา ...แม้จะถูกผ้าคลุมของทิวลีนกักเก็บไว้ได้เกือบหมดก็ตาม...
“ไม่เป็นไร ไอเวทแค่นี้ทำอะไรแม่ไม่ได้หรอก” คามิลล่ากระชับอ้อมกอดของเธอให้แน่นขึ้น “ขอแค่ลูกทั้งสองคนกลับมาอย่างปลอดภัย แม่ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
หนุ่มน้อยหลับตาลงพร้อมกับซึมซับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของมารดาที่โหยหามานาน แม้ความกังวลยังไม่หมดไปแต่เมื่อช่วยให้คามิลล่ารอดชีวิตจากพิษร้ายความเครียดจึงผ่อนคลายลง ความง่วงและความเหนื่อยล้าที่มาถึงขีดสุดจึงเป็นฝ่ายชนะพาให้สติสัมปชัญญะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราจนได้ ในขณะที่คามิววางใจและหลับสนิทไปแล้ว ทว่าความวุ่นวายกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในห้องทรงพระอักษร ...เมื่อสิ่งที่มหาปราชญ์กล่าวออกมาได้สร้างความตื่นตะลึงแก่คนฟังมิใช่น้อย...
“ว่าไงนะ!? คามิวได้การ์เดี้ยนมาอีกตัวงั้นหรือ? นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อกันเล่นนะท่านทิวลีน”
“หามิได้ กระหม่อมไม่บังอาจโป้ปด ที่สำคัญการ์เดี้ยนตนนี้ไม่เหมือนที่แล้วมา เพราะกระหม่อมไม่สามารถแยกมันออกมาจากท่านคามิวได้พะย่ะค่ะ” ทิวลีนมีสีหน้าเครียดจัดขณะทูลให้เหนือหัวรับรู้ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น “ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ ไอเวทของการ์เดี้ยนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา กระหม่อมคงต้องขอเวลาสักพักในการหาวิธีหยุดยั้งมันเอาไว้ ก่อนจะส่งตัวเขากลับไปเรียนต่อ”
“ตกลงว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไมต้องห่อเสียมิดชิดยังกับคนเป็นโรคร้ายแรงอย่างนั้นแหละ?” ความร้อนใจสื่อออกมาชัดเจนในน้ำเสียงของผู้เป็นราชาและว่าที่พ่อตาในอนาคต “การได้การ์เดี้ยนกลับมาเป็นเรื่องน่ายินดีพร้อมๆกับน่าหนักใจก็จริง แต่แบบนี้มันผิดปกติเกินไป แล้วไอเวทที่ท่านว่าน่ะมันมีอันตรายร้ายแรงมากงั้นหรือ?”
“เอ้อ… สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่กับท่านคามิว…กระหม่อมคิดว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยก็ว่าได้ เพราะไอเวทนั่นออกฤทธิ์แบบไม่เลือกหน้าเสียด้วย คนที่โดนไอเวทนั้นเข้าจะมีอาการใจเต้นแรงและหลงไหลท่านคามิวคล้ายกับคนที่ต้องมนตร์เสน่ห์ อีกทั้งธาตุพื้นฐานของเขาเป็นแสงสว่างทำให้ยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดมากขึ้นเป็นทวีคูณพะย่ะค่ะ”
คำกราบทูลของมหาปราชญ์นั้นฟังดูค่อนข้างกำกวมอยู่ไม่น้อย แต่มีหรือคนฉลาดอย่างราชาคาร์ลอสจะไม่เข้าใจ เค้าลางของปัญหายุ่งยากที่เริ่มส่อแววว่า อาจจะกลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างอาณาจักรได้ง่ายๆเริ่มก่อตัวทะมึนมาแต่ไกล เหนือหัวแห่งอาณาจักรโรแลนเซียทรุดตัวลงนั่งกุมขมับด้วยนึกไม่ถึงว่า ...เด็กหนุ่มที่พระองค์หมายมั่นปั้นมือจะฝากฝังให้คอยดูแลพระธิดาและอาณาจักรต่อไป กลับกลายเป็นคนที่อันตรายที่สุดในหลายๆความหมายไปเสียแล้ว...
“ไหนจะมีการ์เดี้ยนในครอบครองถึงสามตัว และความสามารถใหม่ล่าสุดที่ไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลยนั่นอีก ถ้าไม่ระวังละก็ว่าที่ราชบุตรเขยของข้าอาจจะโดนอุ้มหายไปเลยก็ได้สินะ ท่านทิวลีน รีบหาทางทำอะไรเข้าสักอย่างเถอะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5921 NaTzew (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2555 / 01:57
    ไปๆ มาๆ เเอบ สงสาร ราชาคาร์ลอส

    เครียดได้ทุกวัน กับราชบุตรเขย
    #5,921
    0
  2. #5176 คุณมึนจัง (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:12
    หุหุ  ระวัง พระราชา จะ อุ้ม เองก็แล้วกัน   เอิ๊กๆ
    #5,176
    0
  3. #5060 Monda (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2553 / 23:38
    555+ คามิวเสน่ห์แรงน่าดู อิอิ    

    สู้ๆนะค่ะพี่แหม่ม     
    #5,060
    0
  4. #4545 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2553 / 20:52
    โดนอุ้มแน่คามิว
    #4,545
    0
  5. #4318 Lux51Forever (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2553 / 14:21
    รีบหาทางให้ได้นะท่านทิวลีน

    ก่อนที่คามิวจะโดนอุ้ม!!

    มีแต่ปัญหาหนักอกสำหรับคามิวจริงๆ
    #4,318
    0
  6. #4221 RayGuard (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2553 / 20:52
    กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ไม่รู้ว่ามันน่าขำรึเปล่า แต่เราฮาอ่ะ

    ยิ่งประโยคที่ว่าคามิวจะโดนอุ้มหายไปตอนสุดท้ายเนี่ย...แบบว่า คิดได้!!
    #4,221
    0
  7. #3990 inasba (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2553 / 02:11
    ต้องรีบหาทางไม่งั้นอาจโดนอุ้มไปจริงๆนะนิ
    #3,990
    0
  8. #3943 CinderellaMan (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2553 / 19:56

    นั้นสิสงสาร คามิว อ่า~~~~~ให้อยู่ สบาย ๆ สักตอนเถอะ ขอ ร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

    #3,943
    0
  9. #3930 น้องมาย (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2553 / 14:09

     
    โอ ทำอะไรกับ คามิวเขาอะจะแก้คามิวมากไปไหมเจ้าค่ะ

    ให้คามิวอยู่สบายสักตอนจะได้ไหมเจ้าค่ะ

     (^#^)

    #3,930
    0
  10. #3906 ~`NamFar`~ (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2553 / 21:53

    คามิวโดนอุ้มแน่ๆงานนี้ ...
    อร๊ายย!! อิจฉาคามิววว~ เอิ๊ก~ก

    #3,906
    0
  11. #3898 AncientFairy (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 / 16:32
    ตั้งแต่อ่านมาเป็นเรื่องที่ไม่Yแต่จิ้นได้ตลอดเวลาเลยแฮะ...
    #3,898
    0
  12. #3894 คิม ฮานึล (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 / 19:55

    คุณไรท์เตอร์  บอกว่าไม่ Yaoi  แต่เขียนให้จิ้นจัง
    สงสารคามิลแล้วเนี่ย  หัวกระไดไม่แห้ง555

    #3,894
    0
  13. #3891 ~*>> IN (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 / 22:46
    ชอบประโยคที่จะโดนอุ้มหายตอนท้ายเนี่ยล่ะครับ   555+

    เชื่อว่าคามิวคงปวดหัวกับคุณสมบัติใหม่นี้ไปอีกนาน   ท่าทางจะฮาน่าดู  <<<  ไม่ส่อแววสงสารเลยเรา  - -*

    อยากส่งให้คามิวไปเรียนทั้งๆอย่างนี้จัง   อยากรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง   5555555555555+

    #3,891
    0
  14. #3886 เอส (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 / 11:13
    หุหุ ท่านทิวลีนคงกะจะเอาไอเวทนั่นไปทำหัวน้ำหอมไว้ทำขายนะนั่น ท่าจะขายดี 555+
    #3,886
    0
  15. #3885 TADA_FA (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 / 00:55

    การ์เดี้ยนตัวที่ 3 นี่ ทำให้คามิวลำบากนะเนีย (โดนอุ้มแน่คามิว)

    #3,885
    0
  16. #3884 loli (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 / 19:54
    มีการ์เดี้ยนตั้ง 3 ตัวเเน่ะ

    ครองโลกเลยเหอะคามิว5555555
    #3,884
    0
  17. #3883 Danta (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 / 14:59

    โดนอุ้มอีกครั้งแน่งานนี้

    #3,883
    0
  18. #3881 [þ-เมฆาล่องลอย§-] (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 / 13:04
    5555+ เดียวมีโอกาสถูกอุ้มไปสูงนะนั้น
    #3,881
    0
  19. #3875 Naze (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 23:53

    จะโดนใครอุ้มน้อ เห่อๆๆๆ

    #3,875
    0
  20. #3874 cheekss...^^ (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 21:53

    ไกเซอร์น่ากลัวจริงๆ ขนาดผู้ชายยังไม่เว้นเลย55+
    สงสารแต่คามิวอ่ะ งานเข้าชุดใหญ่เลย 
    สู้ๆนะ

     

    #3,874
    0
  21. #3873 RasberryAngel (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 20:23
    WOW~ฟีโรโมนพุ่งกระฉูดดดดดดด~^w^
    #3,873
    0
  22. #3872 Jeajea^_^ (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 20:09
    ไอแสบไกเซอร์ แสบจิงๆนะแก

    แกจะแกล้งคามิวไปถึงไหนห๊ะ! หนูคามิวไม่ค่อยจะไหวแล้วนะT______T
    #3,872
    0
  23. #3869 focus (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 17:25
    อยากเป็นแบบนี้บ้างอ่ะ แต่ไม่ขอผู้ชาย
    #3,869
    0
  24. #3868 เอกเองครับ (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 13:15
    ไม่ต้องใช้น้ำมันพราย แถมไม่เลือกเพศอีกต่างหาก คามิวเอ๋ย จะทำไงถึงจะกำราบไกเซอรืได้เนี่ย
    #3,868
    0
  25. #3867 MerSy (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 09:06

    งานเข้าแล้วคามิว จะเรียกซวยหรือยังไงดีล่ะเนี่ย?
    เฮ้อ! สเน่ห์แรงจนกุมหัวใจไม่อยู่ลอยไปหาคามิวแล้วว

    #3,867
    0