วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 74 : ค้นหาความจริง(100%)(ยังไม่ได้ตรวจแก้คำผิด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

จบแบบค้างกว่าเก่าอีกเนอะ หุหุ  รออ่านตอนต่อไปนะคะ (เหมือนพักนี้คนเขียนจะเป็นโรคจิตชอบแกล้งคนอ่านยังไงไม่รู้เนอะ)  ยังต้องแก้ไขสำนวนอีกรอบค่ะ แต่เอาไปอ่านเล่นๆกันก่อนนะคะ
***+++***+++***


รุ่งเช้ามาเยือนอย่างเชื่องช้าสำหรับคนที่กำลังกระวนกระวายเร่งเวลาให้ผ่านไปเร็วๆอย่างคามิว การรอคอยเป็นความทรมานอย่างยิ่ง ถึงแม้บรรยากาศของราเชลจะเหมาะแก่การพักผ่อนแค่ไหน หนุ่มน้อยก็ไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ ความเป็นห่วงและร้อนใจยังคอยตามมารบกวนอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่รุ่นพี่คนเก่งอย่างเมอร์เคนถูกความสดชื่นเย็นสบายของลมทะเลน็อคเอ้าท์ ทำเอาหลับสนิทไปจนถึงเช้า
“ไม่รู้มาก่อนเลยนะ ว่าอากาศชายทะเลจะดีขนาดนี้ ชักอยากจะมาเป็นศิษย์ของสำนักปราชญ์ราเชลซะแล้วสิ” หนุ่มผมขาวตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส สำหรับคนแผ่นดินใหญ่อย่างเมอร์เคนแล้ว นับเป็นประสบการณ์ที่วิเศษสุดจนนึกอยากให้คนอื่นได้มีโอกาสมาสัมผัสบ้าง “อากาศก็ดี อาหารก็อร่อย ใครได้อยู่ที่นี่ถือว่าเป็นโชคดีเลยนะเนี่ย”
“แต่ก็มีคนพยายามจะหนีให้ห่างจากที่ดีๆแบบนี้อยู่คนหนึ่ง ไม่รู้รังเกียจอะไรที่นี่นักหนาสิ” เสียงที่แสนคุ้นเคยซึ่งไม่ได้ยินมาพักใหญ่ดังมาขัดจังหวะ ร่างสูงกำยำของอัศวินปลดระวางเดินเข้ามาพร้อมกับสาวน้อยน่ารัก “ทั้งๆที่น้องสาวก็อยู่ที่นี่ทั้งคน ยังใจดำปล่อยให้เด็กน่ารักต้องเหงาอยู่ที่นี่คนเดียวได้ลงคอ เนอะ รินเซ่”
“พี่จ๋า!!" ร่างเล็กบอบบางของสาวน้อยหน้าแฉล้มวิ่งเข้ามาหาพี่ชายสุดที่รักทันทีที่มองเห็นตัว สองแขนโอบกอดพี่ชายของตนเอาไว้พลางซุกใบหน้าคลอเคลียไม่ห่าง “หนูคิดถึงพี่ชายจังเลย ถามเรื่องตอนที่พี่ไปสำรวจโบราณสถาน ท่านลุงไรเนลก็ไม่ยอมเล่าไม่ยอมบอกอะไรให้รู้เลยสักอย่าง”
“ขอโทษนะรินเซ่” คามิวกอดน้องน้อยเอาไว้ น่าเสียดายที่รินเซ่ไม่ทันได้เห็นสีหน้าเป็นทุกข์ของพี่ชายที่กลายเป็นบุคคลสำคัญของหลายอาณาจักร “ถ้าเป็นไปได้พี่ไม่อยากให้น้องต้องมาลำบากไปด้วยเลยจริงๆ”
รินเซ่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของผู้เป็นพี่ แม้อ้อมกอดจะยังคงอบอุ่นอ่อนโยนแต่ความรู้สึกมันแปลกออกไป สาวน้อยเงยหน้ามองผู้เป็นพี่ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววสงสัยจนทำให้คนเป็นพี่ถึงกับอึ้ง แม้จะพยายามส่งยิ้มไปให้แต่มันก็คงจะกลบเกลื่อนความรู้สึกกังวลที่กำลังท่วมท้นอยู่ไม่มิดเสียแล้ว ความอิดโรยและความเครียดทำให้พี่ชายที่เคยสดใสต่อหน้าน้องสาว ดูหม่นหมองจนน่าเป็นห่วง
“เอาละ รีบไปหาท่านทิวลีนเถอะ ป่านนี้คงเตรียมการเดินทางให้พวกเราพร้อมแล้วละนะ” ไรเนลตัดบทก่อนที่รินเซ่จะทันได้ซักไซร้ไล่เลียงข้อสงสัย “อาเบลกับเมอร์เคน เจ้าสองคนเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่มั้ย?” สองหนุ่มรุ่นพี่พยักหน้ารับพร้อมกับเดินตามไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องให้บอกซ้ำ
แม้จะยังสงสัยในท่าทางรีบร้อนของพี่ชาย แต่เมื่อคามิวยังไม่ยอมพูดอะไรก็คงจะไม่ถาม เพราะเธอรู้นิสัยพี่ของเธอดีว่าเป็นคนปากหนักแค่ไหน ในเมื่อคามิวลงทุนมาถึงที่ราเชลแบบนี้แสดงว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าเธอช่วยอะไรได้ก็ยินดีช่วยเต็มที่ด้วยความเต็มใจ
เมื่อมาถึงห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ก็พบว่ามีวงเวทเคลื่อนย้ายเขียนไว้เรียบร้อยพร้อมที่จะให้ใช้เดินทาง ทิวลีนเรียกคามิวไปสั่งความอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปสั่งงานไรเนลและอาเบลให้คอยดูแลสองพี่น้องให้ดี เมื่อแจกแจงงานที่ทุกคนต้องทำเดินเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งลูกศิษย์ทั้งสองของตนรวมทั้งผู้ติดตามทั้งหมดเข้าสู่วงเวท รินเซ่ที่รู้เพียงว่าให้พาคามิวกลับไปที่โรแลนเซียเริ่มต้นร่ายเวทเคลื่อนย้ายโดยมีทิวลีนคอยเสริมพลังให้ ร่างของทุกคนหายไปพร้อมกับแสงสว่างของวงเวทที่ดับลง เป็นการบ่งบอกว่าอาคมทำงานโดยสมบูรณ์แล้ว
คนที่ไม่คุ้นเคยกับการเดินทางด้วยเวทเคลื่อนย้ายอย่างไรเนลและเมอร์เคน มีอันต้องรู้สึกผะอืดผะอมเหมือนคนเมารถไม่มีผิด แต่ทว่าทั้งสองคนก็พากันลืมความคลื่นไส้ทันทีที่มาถึงจุดหมาย เพราะสถานที่ซึ่งเป็นจุดกำหนดประตูที่พวกเขาทั้งหมดโผล่มานั้นอยู่ในห้องทำงานของคามิลล่า สภาพห้องที่รกไปด้วยกองหนังสือกระจัดกระจายและยังมีร่องรอยของการต่อสู้ให้เห็นอยู่ชัดเจน ขนาดคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวยังตกใจขนาดนี้ คงไม่ต้องพูดถึงคนที่ฝันเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนหรอกว่าจะอาการหนักแค่ไหน
“ท่าน…แม่ ไม่จริงใช่ไหม? ท่านแม่”
ตัวของคามิวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวที่แล่นเข้าเกาะกุมหัวใจ เลือดทั่วร่างกายเหมือนจะกลายเป็นน้ำแข็ง พอตั้งสติได้หนุ่มน้อยก็รีบวิ่งพรวดออกไปจากห้องทันทีโดยไม่สนใจว่าคนอื่นๆจะตามมาทันหรือไม่ ในใจคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหาตัวท่านแม่ของเขาให้พบ ถ้าไม่อยู่ในห้องทำงานก็ต้องเป็นห้องพยาบาลของแพทย์หลวงซึ่งอยู่อีกด้านของวังอย่างแน่นอน
ด้วยความคุ้นเคยกับเส้นทางในวังหลวงที่เคยมาวิ่งเล่นตั้งแต่เล็กๆ ทำให้คามิววิ่งไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างความตกใจและประหลาดใจให้กับทหารยามหรือเหล่านางกำนัลที่เดินสวนมา เรียกว่าแตกตื่นกันไปทั้งวังหลวงเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าพอไปถึงหอแพทย์หลวงกลับไม่พบแม้แต่เงาของมารดาสุดที่รัก หนุ่มน้อยระล่ำระลักถามแพทย์หลวงจนได้ความว่าคามิลล่ากลับไปนอนรักษาตัวที่บ้านแล้ว
ขณะที่กำลังจะวิ่งออกจากวังเพื่อกลับไปบ้านของตน คามิวก็ต้องพบกับกองทหารภายใต้การนำของเซบาสเตียนมหาดเล็กคนสนิทของราชาคาร์ลอสมาขวางทางเอาไว้ และไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมเปิดทางให้ออกไปนอกวังเด็ดขาด เหตุผลที่นำมาอ้างก็คือพระราชาคาร์ลอสมีพระบัญชาให้เข้าเฝ้าโดยด่วน แม้คามิวจะขอร้องและขอผัดผ่อนว่าจะไปเข้าเฝ้าทีหลัง แต่มหาดเล็กคนสนิทกลับไม่ยินยอม อีกทั้งยังสั่งทหารให้เข้าล้อมเพื่อควบคุมตัวหนุ่มน้อยเอาไว้

เมื่อเห็นว่าเซบาสเตียนคงไม่ยอมปล่อยให้ตนได้ออกไปนอกวังแน่ คามิวจึงตั้งท่าเตรียมต่อสู้และพร้อมที่จะดิ้นรนขัดขืนให้ถึงที่สุด แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องบานปลายใหญ่โตก็มีคนมาห้ามทัพเอาไว้ คนๆนั้นก็คือคริสโตเฟอร์แม่ทัพอัศวินผู้เป็นบิดาของคามิวนั่นเอง
“ท่านพ่อ! ท่านแม่ล่ะครับ? ท่านแม่อยู่ที่ไหน?” หนุ่มน้อยโผเข้าหาบิดาเสียงร้องถามหามารดาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆเหมือนคนที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่ “บอกข้าทีเถอะ ตอนนี้ท่านแม่อยู่ที่ไหน? ท่านแม่ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ?”
“คามิว!? ใจเย็นๆเอาไว้ก่อน ท่านแม่ของลูกไม่เป็นอะไรหรอก ว่าแต่มาที่นี่ได้ยังไงกันน่ะ?” คริสโตเฟอร์จับตัวลูกชายเอาไว้เมื่อเห็นว่าหนุ่มน้อยมีท่าทางแปลกไป “ตั้งสติหน่อยคามิว ลูกกำลังทำให้น้องกลัวใหญ่แล้ว” เมื่อคริสโตเฟอร์พูดถึงรินเซ่ขึ้นมา ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้คามิวได้สติขึ้นมาและสงบลงบ้าง “ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน แล้วเราค่อยขออนุญาตออกไปเยี่ยมท่านแม่ของลูกด้วยกัน ตกลงนะ”
คริสโตเฟอร์โอบไหล่ลูกชายเป็นเชิงปลอบใจ แม้จะยังสงสัยในหลายๆเรื่อง แต่ตอนนี้คงต้องพาทั้งกลุ่มไปเข้าเฝ้าเหนือหัวคาร์ลอสเสียก่อน เนื่องจากเป็นการเดินทางกลับมาอย่างกระทันหันอีกทั้งไม่มีการขออนุญาตเข้าเมือง และที่สำคัญคือเป็นการโผล่พรวดพราดเข้ามาในวังหลวงซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้าม แม้คามิวกับรินเซ่จะเป็นคนของโรแลนเซียก็ตาม แต่การทำเช่นนี้ก็เป็นการไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง นอกจากนั้นยังมีไรเนล อาเบลและเมอร์เคนติดสอยห้อยตามมาด้วย จะว่าไปแล้วทั้งสามคนนี้มีความผิดเท่ากับเป็นพวกบุกรุกและลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย ซึ่งเรื่องนี้คามิวจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้นำคณะ หากราชาคาร์ลอสไม่พอใจขึ้นมาละก็อย่าว่าแต่ไปหามารดาของตนเลย …ดีไม่ดีจะโดนลงโทษด้วยซ้ำไป…
ทั้งหมดถูกนำตัวไปยังห้องสอบสวนห้องเดิมที่คามิวเคยไป ชุดโซฟาและชุดน้ำชาหรูหรารวมทั้งขนมหลากหลายชนิดดูน่าลิ้มลอง ถูกจัดวางเตรียมรอต้อนรับบรรดาแขกผู้มาเยือนแบบกระทันหัน ประตูกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับลมเย็นจากอุทยานอันเขียวชะอุ่มร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้ต่างๆ ทำให้บรรยากาศในห้องนั้นดูผ่อนคลายและเป็นกันเองในความคิดของผู้มาใหม่ แต่สำหรับคามิวซึ่งเคยเข้ามาในห้องนี้ และได้พบกับประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดยากที่จะลืมไปตลอดชีวิตแล้ว …มันก็คือลานประหารดีๆนี่เอง…
“อ้อ พาตัวมาได้แล้วรึ?” ร่างสูงสง่าของบุรุษสูงศักดิ์ก้าวเดินจากระเบียงกว้างซึ่งทอดยาวไปยังอุทยานเข้ามาข้างในห้อง พลางทอดสายตามองเหล่าผู้บุกรุกวังหลวงทั้งหลาย “ไรเนล! ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ ได้ข่าวว่าไปเป็นมือขวาให้ท่านทิวลีนที่ราเชลใช่ไหม?”
“พะย่ะค่ะ ต้องขออภัยที่หลังจากลาออกจากราชการแล้ว กระหม่อมไม่ได้มาเยี่ยมเยียนส่งข่าวคราวอีกเลย” ลุงอัศวินทำความเคารพราชาคาร์ลอสผู้ซึ่งเคยเป็นนายเหนือหัวและสหายร่วมสมรภูมิ “ตอนนี้กระหม่อมรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลลูกๆของแม่ทัพอัศวินคริสโตเฟอร์ในขณะที่ร่ำเรียนอยู่ในราเชล ดังนั้นกระหม่อมจึงต้องติดตามพวกเขากลับมาที่นี่ด้วยพะย่ะค่ะ”
“พ่อหนุ่มผมขาวคนนั้นคงจะเป็น เมอร์เคน เนฟีราเวียส ส่วนอีกคนคือ อาเบล จอมเวทฝึกหัดลูกศิษย์ของท่านทิวลีนสินะ” ดวงตาสีฟ้าคมกริบจ้องมองชายหนุ่มอีกสองคนที่คุกเข่าทำความเคารพตนอยู่ “แม่หนูรินเซ่ ไม่เห็นหน้าพักเดียวน่ารักขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย พวกเจ้าทั้งสี่คนลุกขึ้นเถอะ” แม้จะกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือนแต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่หนุ่มผมดำ ซึ่งยังคงคุกเข่าก้มหน้านิ่งอยู่ “คามิว มีเหตุผลหรือมีอะไรจะแก้ตัวกับความผิดครั้งนี้รึเปล่า?”
“กระหม่อมยอมรับผิดทุกอย่าง แต่ก่อนที่ฝ่าบาทจะลงโทษ ได้โปรดอนุญาตให้กระหม่อมกลับบ้านไปเยี่ยมท่านแม่ก่อนได้ไหมพะย่ะค่ะ”
ราชาคาร์ลอสหรี่ตามองว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์ หนุ่มน้อยผมดำที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้ายังคงมีความเป็นเด็กอยู่มากทีเดียว การกระทำที่ถือเอาอารมณ์เป็นใหญ่ โดยไม่คิดให้รอบคอบก่อนคือเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี แต่ว่าเด็กคนนี้กลับเป็นผู้ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนดาบสองคม การอบรมสั่งสอนจึงต้องกระทำอย่างเข้มงวดแม้จะรู้สึกเห็นใจและสงสารอยู่บ้างก็ตาม ทว่าจำเป็นจะต้องใจแข็งเอาไว้เมื่อคิดถึงอนาคตในภายหน้าและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
“พระอาญามิพ้นเกล้า ท่านคามิวเป็นแค่เด็กอายุ 17 คงจะหวังให้สุขุมรอบคอบเหมือนผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกพะย่ะค่ะ ตอนนี้เขากำลังกระวนกระวายใจพูดอะไรไปก็คงไม่ยอมฟังเป็นแน่ กระหม่อมคิดว่าควรให้เขาได้ไปเยี่ยมมารดาเสียก่อน จากนั้นฝ่าบาทจะทำอะไรเขาก็คงจะยอมเชื่อฟังโดยดี”
เซบาสเตียนกระซิบบอกนายเหนือหัวของตนเป็นเชิงเสนอแนะ เนื่องจากรู้ว่าราชาคาร์ลอสคาดหวังในตัวว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์มากแค่ไหน แต่ทว่าบางเรื่องนั้นตึงเกินไปก็รังแต่จะทำให้เกิดผลเสียโดยเฉพาะเรื่องของจิตใจ ยิ่งกับเด็กหนุ่มที่อ่อนโยนและรักครอบครัวอย่างคามิว การบังคับมากเกินไปอาจจะยิ่งทำให้เกิดการต่อต้าน และหากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริง คงเป็นการยากที่จะควบคุมให้อยู่ในกรอบที่ต้องการ
“อือม์ ฉันอนุญาตให้ไปเยี่ยมแม่ของเจ้าก่อนก็ได้” ราชาคาร์ลอสนั่งลงที่โซฟาหนานุ่มแต่ทว่ายังคงจับจ้องมองปฏิกิริยาของคามิวอยู่ไม่วางตา “คริสโตเฟอร์ ฉันจะให้เวลาเพื่อพาลูกๆเจ้าไปเยี่ยมแม่ของเขาให้เรียบร้อยแล้วจงพากลับมาหาฉัน ส่วนคนอื่นคงต้องขอให้อยู่เป็นเพื่อนคุยกับคนแก่ที่นี่ก็แล้วกันนะ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงอนุญาต” เหมือนจะรอคำนี้มานาน คามิวรีบคำนับพร้อมทั้งกำลังจะรีบผลุนผลันออกจากห้อง แต่ก็โดนทหารยามที่ยืนเฝ้าประตูขวางทางเสียก่อน ทำเอาหนุ่มน้อยแสดงอาการฮึดฮัดออกมาเพราะรู้สึกขัดใจเป็นอันมาก
“เซบาสเตียน เจ้าจัดกองทหารองครักษ์ติดตามไปรักษาความปลอดภัยให้เขาด้วยนะ” ราชาคาร์ลอสรินน้ำชาพลางตรัสอย่างอ่อนอกอ่อนใจเพื่อเตือนสติใครบางคน “เมื่อไหร่เจ้าจะเข้าใจและจำได้ซักทีนะว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร เสร็จเรื่องแล้วคงต้องอบรมกันให้หนักหน่อยละนะ เซบาสเตียน”
เสียเวลาไปครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าราชาคาร์ลอสจะยอมปล่อยคามิวออกไป ระหว่างที่รอคอยหนุ่มน้อยเอาแต่นั่งก้มหน้าพยายามเก็บกดอาการร้อนรนของตัวเองอย่างเต็มที่ ส่วนรินเซ่นั้นก็ได้แต่มองพี่ชายสลับกับท่านพ่อของเธออยู่ไปมาด้วยความงง จนกระทั่งรถม้าคันหรูพาพวกเขาทั้งหมดมาถึงคฤหาสน์ตระกูลอาร์มาเธียส ...ที่ซึ่งคามิลล่านอนรักษาตัวอยู่...
“ท่านยายครับ ท่านแม่ล่ะ? ท่านแม่อยู่ไหน?” คามิวเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปในคฤหาสน์ พอเจอหน้าท่านยายของตนก็ถามเสียงรัวจนดาเลียที่มัวตกตะลึงหาคำตอบไม่ทัน “บอกผมทีเถอะครับว่าท่านแม่อยู่ไหน? ท่านแม่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับท่านยาย?”
“คามิว!? หลานมาได้ยังไงกันเนี่ย?” พอตั้งสติได้ก็กอดหลานชายเอาไว้ เธอรับรู้ได้ถึงอาการสั่นและหวาดกลัวของคามิว “ไม่ต้องกลัว คามิลล่าแม่ของหลานไม่เป็นไรแล้วละ เดี๋ยวคุณยายจะพาไปหานะคะ”
ดูเหมือนคามิวจะสงบลงเมื่อได้รับคำยืนยันจากท่านยายของตนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยา ดาเลียพาคามิวและรินเซ่ไปยังห้องนอนเดิมของคามิลล่าซึ่งตอนนี้ใช้เป็นห้องพักรักษาตัว ที่จริงคามิวคุ้นเคยกับคฤหาสน์หลังนี้เป็นอย่างดี เพราะสมัยเป็นเด็กเขาถูกฝากเลี้ยงไว้ที่นี่บ่อยๆ ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นสภาพภายในที่ยังคงดูอบอุ่นอ่อนโยนเช่นเดิม เฟอร์นิเจอร์ในห้องนั้นดูเรียบง่ายแต่เพราะทำด้วยวัศดุอย่างดี แม้จะไม่มีลูกเล่นหรือลวดลายอะไรมากมายก็ดูหรูและสวยงาม และเจ้าของห้องนั้น ก็กำลังนอนหลับอยู่ในฟูกหนานุ่มบนเตียงไม้หลังใหญ่ที่ตั้งวางอยู่มุมหนึ่ง
คามิวรีบเดินเข้าไปคุกเข่าลงข้างเตียงด้วยความร้อนรน ดวงตาสีทองจ้องมองใบหน้างามที่ยังดูซีดเซียวของมารดา ลมหายใจที่ราบเรียบสม่ำเสมอแสดงว่าคนตรงหน้าทุเลาอาการบาดเจ็บไปมากแล้ว เพียงเท่านี้ก็ทำให้คามิวรู้สึกโล่งใจไปได้มากโข ร่างเพรียวทรุดตัวลงนั่งแปะอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง พลางซบหน้าลงบนฟูกซึ่งมารดาสุดที่รักนอนพักอยู่ ความกังวลใจค่อยๆมลายหายไป ความเครียดที่สะสมมาหลายวันเริ่มผ่อนคลายลง ความง่วงงุนซึ่งเกิดจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะฝันร้ายได้โอกาสออกฤทธิ์ ทำให้คามิวหลับสนิทไปในท่านั้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านแม่ยายครับ คามิลล่าเป็นยังไงบ้าง?” คริสโตเฟอร์แอบกระซิบถามดาเลีย ถึงอาการของภรรยาที่นอนรักษาตัวอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว “อาการดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ? แล้วขจัดพิษหมดรึยังครับเนี่ย?”
“พิษส่วนใหญ่ถูกกำจัดไปเกือบหมดแล้วละนะ” แววแห่งความยุ่งยากใจฉายชัดบนใบหน้าของดาเลีย ยิ่งมาเห็นหลานชายสุดที่รักร้องหามารดาเช่นนี้แล้วยิ่งสะท้อนใจ “แต่พิษอีกชนิดที่ตกค้างอยู่ มันไม่มียาแก้ ที่พอทำได้ก็เพียงแต่ชะลอให้มันออกฤทธิ์ช้าที่สุดเท่านั้นเอง”
.
เส้นผมสีดำสนิทที่เคยลูบเล่นมาแต่เล็กแต่น้อยยังคงลื่นมือไม่เปลี่ยนแปลง มือนุ่มลูบศีรษะทุยของลูกชายที่นอนซบอย่างอ่อนโยน คามิวยังหลับสนิทอยู่ข้างเตียงในท่าเดิมโดยไม่มีใครคิดจะเข้าไปรบกวน ด้วยรู้ดีว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นห่วงเป็นใยและรักมารดามากจนถึงกับหนีกลับมาเยี่ยมถึงบ้าน ...จึงปล่อยให้เขาได้พักผ่อนอยู่ข้างๆมารดาจนกว่าจะตื่นขึ้นมาเอง...
คามิลล่ารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อเย็นย่ำค่ำลง เธอรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นคามิวนั่งหลับซบหน้าอยู่ใกล้ๆ ลูกชายที่แสนคิดถึงและห่วงหา เด็กน้อยที่จำต้องปล่อยให้ไปเผชิญชะตากรรมแสนสาหัสตามลำพัง โดยที่เธอไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ทั้งที่อยากให้เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข แต่เวลาที่เหลืออยู่คงจะไม่เพียงพอเสียแล้ว ถ้าหากเธอต้องจากไปก่อนก็คงตายตาไม่หลับ เพราะห่วงว่าลูกคนนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป
“คามิลล่า เจ้าคงรู้ตัวดีสินะว่าพิษที่เจ้าได้รับนั้นมิอาจค้นหายาแก้ได้ในยุคสมัยนี้” เสียงเล็กๆของภูตพิทักษ์แห่งแสงซึ่งหายหน้าไปเสียนานดังขึ้นเบาๆ เพราะไม่ต้องการให้เจ้านายของตนตื่นขึ้นมารับรู้ “แต่ข้ายังสงสัยอยู่ว่าศัตรูมันหาพิษชนิดนี้มาใข้ได้ยังไง เพราะตัวที่ผลิตพิษชนิดนี้มันน่าจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ตั้งนานแล้วนี่นา”
“ท่านฟาร์ฟาร์ ข้าคงไม่สามารถอยู่ดูแลช่วยเหลือเขาได้อีกต่อไปแล้ว ฝากลูกของข้าด้วยนะคะ” ดวงตาสีทองที่ดูอ่อนล้ามองภูตแห่งแสงตัวน้อย ดุจจะเป็นความหวังและที่พึ่งสุดท้าย “ได้โปรดช่วยเป็นกำลังให้คามิวด้วยนะคะ เด็กคนนี้ยังต้องพบเจออุปสรรคอีกมากมายนัก ข้าพยายามเลี้ยงดูเขาให้อยู่ห่างไกลอันตรายให้มากที่สุด แต่ข้าคงหมดโอกาสที่จะคอยปกป้องเขาต่อไป ข้าเป็นห่วงคามิวเหลือเกินค่ะ”
“อย่าเพิ่งหมดหวังสิ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางช่วย เพียงแต่มันค่อนข้างเสี่ยงอยู่สักหน่อย” ฟาร์ฟาร์ยิ้มปลอบใจจอมเวทสาวผู้ช่วยให้ทั้งเธอและคามิวรอดพ้นจากวิกฤติ เมื่อคราวถูกอัญเชิญลงมาด้วยฝีมือเด็กอ่อนหัด “ถ้าเป็นคามิวในตอนนี้ละก็ เขาต้องช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน เพียงแต่คนอื่นจะยอมให้เขาทำรึเปล่าเท่านั้นแหละ”
“หมายความว่ายังไงคะท่านฟาร์ฟาร์” จอมเวทสาวขมวดคิ้วกับคำพูดกำกวมเมื่อครู่ที่ว่า คามิวมีทางช่วยเธอจากพิษร้ายที่ไร้ยาแก้นี้ได้ “คามิวมีทางช่วยข้าได้งั้นเหรอคะ แต่ถ้ามันอันตรายข้าก็ไม่อยากให้ลูกต้องเสี่ยง…”
“แต่ผมจะทำ ถ้าช่วยท่านแม่ได้ละก็ ผมยินดีทำทุกอย่างไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม” คามิวตื่นขึ้นมาได้ยินคำสนทนาของทั้งคู่พอดี หนุ่มน้อยรู้สึกใจหายเมื่อได้รับรู้เรื่องพิษที่กำลังจะพรากชีวิตมารดาสุดที่รักของตนไป แต่เมื่อฟาร์ฟาร์บอกว่ายังพอมีทางช่วย ทำให้ความหวังเริ่มส่องประกายขึ้นในใจ บัดนี้คามิวพร้อมแล้วที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยหญิงสาวผู้เป็นดั่งเจ้าชีวิตคนนี้ “ขอแค่ท่านแม่ปลอดภัยหายดี ได้อยู่กับรินเซ่และท่านพ่ออย่างมีความสุข ผมก็พอใจแล้ว”
คามิวกุมมือของมารดามาแนบแก้ม มือเล็กๆที่แสนอบอุ่นนุ่มนิ่มของมารดาที่เคยโอบอุ้มเลี้ยงดูตนมานั้นช่างบอบบางนัก ทว่าความรักที่มีให้กลับยิ่งใหญ่จนไม่อาจจะสรรหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบ แม้ยามที่มารดาเจ็บป่วยมีอันตรายถึงชีวิตก็ยังคงเป็นห่วงเป็นใยถึงขนาดนี้ หากมีทางช่วยได้ละก็ ...ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตคามิวก็พร้อมที่จะแลกโดยไม่มีความลังเลใดๆ...
จอมเวทสาวดึงลูกชายเข้ามากอดเอาไว้แน่น ความรักความคิดถึงซึ่งต้องคอยเก็บงำมาตลอดหลายเดือนถูกถ่ายทอดผ่านอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน ไม่ว่าคามิวจะเติบโตขึ้นมากแค่ไหนสำหรับคามิลล่าแล้วลูกคนนี้ก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ดี ยิ่งรู้ว่ามีอันตรายรอคอยจะทำร้ายเธอก็ยิ่งเป็นห่วงจนยากจะสงบใจลงได้ แม้จะรู้ว่าการถนุถนอมมากเกินไป จะทำให้ลูกชายของเธออาจจะเปราะบาง และไม่ฉลาดรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเลวก็ตาม แต่หัวใจของคนเป็นแม่ยังไม่เข้มแข็งพอจะปล่อยให้ลูกต้องไปเสี่ยงอันตราย
“ท่านฟาร์ฟาร์บอกมาเถอะ ข้าต้องทำยังไงถึงจะช่วยท่านแม่ได้” คามิวหันมาถามภูตสาวตัวจิ๋วด้วยน้ำเสียงคาดคั้น สีหน้าและแววตาบ่งบอกถึงการตัดสินใจที่แน่วแน่ เล่นเอาฟาร์ฟาร์ถึงกับถอนใจส่ายหน้ากับนิสัยเพี้ยนๆของหนุ่มน้อยผมดำ ที่บทจะดื้อรั้นขึ้นมาก็ไม่มีใครเอาอยู่ “ต่อให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็จะไป ถึงต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ยอม”
“ไม่นะ! แม่ยอมให้ลูกทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด” คามิลล่าร้องโวยวายเสียงดังไม่ต้องการให้ลูกชายต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อตน “ตอนนี้ลูกเป็นคนสำคัญเกินกว่าจะให้ไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น”
“มีเรื่องอะไรกันน่ะ คามิลล่า! ลูกตื่นแล้วเหรอจ๊ะ รู้สึกยังไงบ้าง?” ดาเลียเป็นคนแรกที่รีบเข้ามาในห้องทันทีที่ได้ยินเสียงลูกสาวของตนโวยวาย นึกรู้ได้ทันทีว่าคามิวคงจะรับรู้อาการของมารดาของเขาแล้วอย่างแน่นอน “คริสโตเฟอร์! มาพาคามิวออกไปที”
“ทำไมต้องปิดบังผมละครับท่านยาย ท่านแม่ยังไม่หายแถมยังอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตด้วย ขอให้ผมได้ช่วยเถอะครับ”
“ไม่ได้หรอกคามิว ตอนนี้ลูกกลายเป็นคนในราชวงศ์ไปแล้ว ที่สำคัญฝ่าบาทคงไม่ยอมให้ว่าที่ราชบุตรเขยของพระองค์ต้องไปเสี่ยงชีวิตเช่นนั้นแน่ เรื่องคามิลล่าน่ะพ่อจะหาทางจัดการเอง ลูกไม่ต้องห่วงหรอก”
คริสโตเฟอร์พยายามเกลี้ยกล่อมลูกชายตัวเองที่เริ่มเข้าสู่โหมดเด็กดื้อ นิสัยที่ว่าเมื่อตัดสินใจแล้วก็จะต้องทำให้ได้นั้นคงได้รับการถ่ายทอดมาจากมิคาเอลล่า ทีเอเนียผู้เป็นท่านย่าของเขา เพราะหญิงแกร่งผู้นำตระกูลซึ่งเคยเป็นถึงอัศวินหญิงแห่งราชสำนักขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเด็ดขาดในการตัดสินใจ และเธอก็เพียรพยายามสั่งสอนหลานชายคนโปรดให้เป็นเหมือนตนเอง แต่ไม่ค่อยได้ผลนักเพราะคามิวเป็นเด็กหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายไม่ค่อยมีปัญหากับใคร จึงมักจะยอมตามใจคนอื่นมากกว่าที่จะออกหน้ามาเป็นผู้นำ ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งเป็นเพียงอย่างเดียวที่คามิวจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเด็ดขาด ...อาการดื้อรั้นจึงมักแสดงออกเฉพาะคราวที่มีภัยกับญาติๆของเขานี่แหละ...
“ถ้าไม่มีท่านแม่ ก็คงจะไม่มีผมในวันนี้ ขอให้ผมได้ตอบแทนบุญคุณในฐานะลูกด้วยเถอะครับ”
“เอาละๆ อย่ามัวแต่เถียงกันอยู่เลย ก่อนจะตัดสินใจน่ะไม่อยากรู้กันเลยเหรอว่าจะไปหายาแก้พิษได้ที่ไหน?”
ภูตสาวตัวจิ๋วตัดบทด้วยความรำคาญ ขืนปล่อยให้ตกลงกันเองคงจะเสียเวลาถกเถียงกันอีกนานแน่ๆ เพราะหนุ่มน้อยเจ้านายตัวป่วนของเธอคงไม่ยอมฟังเหตุผล และอาจจะอาละวาดจนถูกพวกผู้ใหญ่เอาแต่ใจพวกนั้นลงโทษก็เป็นได้ ที่จริงวิธีการช่วยชีวิตคามิลล่าก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลยสำหรับคามิวผู้ครอบครองคัมภีร์อาถรรพ์ แถมยังรู้จักกับคนแคระที่เป็นสิ่งมีชีวิตหายากอีกด้วย เพียงแต่วิธีการไปเอายาแก้พิษนั่นแหละที่ออกจะเป็นเรื่องเสี่ยงอยู่สักหน่อย
“พิษชนิดสุดท้ายที่ยังคงออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายของคามิลล่าก็คือพิษของหนอนฮิลดราโกร่า มันเป็นหนอนยักษ์ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 300 ปีก่อน ว่ากันว่าตอนนี้มันสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว แต่ธรรมชาติของเจ้าหนอนชนิดนี้ก็คือ มันชอบอาศัยอยู่ในถ้ำใต้ดินและจะต้องมีบึงน้ำที่ใสสะอาดด้วย และเพราะมันอยู่ใต้ดินจึงไม่ค่อยมีใครได้เห็นตัวมัน และไม่แน่ชัดว่ามันจะสูญพันธุ์ไปจริงๆหรือเปล่า เมื่อคนร้ายมันหาพิษมาได้ ยาแก้ก็ย่อมต้องมีอยู่เช่นกันจริงไหม?”
“ใต้ดินงั้นเหรอ? หรือว่าท่านฟาร์ฟาร์จะหมายถึงเมืองคนแคระ? ไม่ได้นะคะ! มันเสี่ยงเกินไปที่จะไห้เขาไปพบกับคนแคระคนนั้น ข้ากลัวว่าค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายจะมากเกินกว่าที่คามิวจะให้ได้”
คามิลล่าเริ่มจะมองออกแล้วว่าความเสี่ยงที่ฟาร์ฟาร์พูดถึงคืออะไร เพราะคามิวยังมีหนี้ติดค้างอยู่กับคนแคระซึ่งยอมเสียสละสมบัติหายากระดับตำนานของมัน เพื่อช่วยต่อชีวิตหนุ่มน้อยคนนี้ หากต้องไปเจอกันอีกทีอาจจะถูกเรียกร้องขอสิ่งตอบแทนที่เท่าเทียมกัน …ซึ่งอาจจะหมายถึงการยึดเอาตัวคามิวไว้เลยก็เป็นได้…
“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้สิ สิ่งตอบแทนที่คนแคระต้องการอาจจะเป็นแค่ก้อนหินก็ได้ คิดในทางที่ดีไว้ก่อนเถอะน่า ข้าอยากจะบอกว่าให้ลองเชื่อมั่นในตัวลูกชายของเจ้าดูสักครั้งเถอะ เพราะคามิวในตอนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนแอที่ต้องให้พวกเจ้าคอยปกป้องไปตลอดชีวิตแล้วนะ ลูกๆมักจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนเป็นพ่อเป็นแม่คาดไม่ถึงเชียวละ”
ทว่าก่อนที่จะได้ตัดสินใจอะไรลงไป ก็เกิดเสียงดังเอะอะเอ็ดตะโรคล้ายเสียงต่อสู้กัน ดังมาจากบริเวณสนามด้านหน้าคฤหาสน์ คริสโตเฟอร์รีบไปดูเหตุการณ์ที่หน้าต่างห้องนอนภรรยาก็พบว่า กองทหารองครักษ์กำลังต่อสู้กับกลุ่มชายชุดดำสวมหน้ากาก ลักษณะเดียวกันกับผู้ที่บุกรุกเข้าไปในหอคอยจอมเวท ทุกคนใส่ชุดสีดำและหน้ากากสีแดงปิดบังเพียงใบหน้าครึ่งบนเหมือนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร เนื่องจากเป็นเวลาค่ำความมืดรอบด้านจึงเอื้ออำนวยให้ฝ่ายผู้บุกรุกเป็นฝ่ายได้เปรียบ
พวกมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและชุดที่ใส่ก็เป็นสีดำทำให้กลมกลืนไปกับความมืด แม้ทหารองครักษ์จะมีฝีมือดีแค่ไหนก็ยังรับมือได้ยากลำบากเอาการ เพียงไม่นานนักก็มีพวกมันบางคนบุกเข้ามาภายในคฤหาสน์ที่พำนักของตระกูลอาร์มาเธียสได้สำเร็จ พวกทหารพยายามสกัดไม่ให้คนร้ายบุกเข้าไปถึงห้องบนชั้นสอง ...ที่เจ้าของคฤหาสน์และคนสำคัญรวมตัวกันอยู่...
แต่ดูเหมือนว่าฝีมือของผู้บุกรุกจะเหนือชั้นกว่ามาก พวกทหารรักษาการณ์ของคฤหาสน์จึงเสียท่าถูกฆ่าตายไปหลายคน จนกระทั่งต้องให้แม่ทัพอัศวินออกไปคอยรับมืออยู่ด้านนอกห้อง ในตอนแรกคามิวจะออกไปช่วยต่อสู้ด้วยแต่ถูกท่านยายและมารดา ขอร้องให้อยู่ดูแลพวกตนและรินเซ่ในห้องนี้เพราะมีแต่พวกผู้หญิง แต่จริงๆแล้วคงไม่อยากจะให้คามิวออกไปเสี่ยง เนื่องจากสังหรณ์ว่า …เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน อาจจะเป็นหนุ่มน้อยผมดำคนนี้ก็ได้…
เพล้งงง…!! ตุ้บ…!! ตุ้บ…!! ตุ้บ…!!

"กรี๊ดดด…!?" คามิลล่ากรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจและหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าอะไรทำให้หน้าต่างห้องแตก ผู้บุกรุกในชุดดำสองคนพุ่งตัวทะลุหน้าต่างเข้ามาในห้องได้สำเร็จ พวกมันคนหนึ่งแสยะยิ้มเมื่อเห็นเป้าหมายยืนอยู่ลำพังกับพวกผู้หญิงที่กำลังหวาดกลัว

คามิวเรียกดาบออกมาถือเตรียมต่อสู้เพื่อปกป้องคนในห้องอีกสามคนและอีกหนึ่งตัวจิ๋วซึ่งเป็นหญิงล้วนๆ คนร้ายชุดดำเดินแยกกันราวกับจะหาทางประกบหนุ่มผมดำเอาไว้คนละด้าน ในมือพวกมันถืออาวุธมีดสั้นสองเล่มซึ่งมีสายโซ่เส้นเล็กๆร้อยเชื่อมต่อกันไว้ พวกมันคนหนึ่งเหวี่ยงมีดติดโซ่ในมืออยู่ไปมา รอจังหวะขว้างออกมามัดจับตัวคามิวให้ได้
อาการย่างเท้าอย่างระมัดระวังอีกทั้งจ้องเป้าหมายไม่กระพริบตา โดยไม่สนใจอีกสามคนที่เหลือ ทำให้คามิวมั่นใจแล้วว่าพวกมันต้องเป็นพวกเดียวกันกับกรานิสอย่างแน่นอน และถ้าหากสิ่งที่พวกมันต้องการคือตัวเขาละก็เรื่องก็คงจะง่ายขึ้นมาก คามิวร่ายเวทรวดเร็วจนแม้แต่คามิลล่าและรินเซ่ยังฟังไม่ทัน เพียงพริบตาเดียวข่ายอาคมซึ่งเป็นโดมแสงสีทองปรากฏขึ้น ครอบคลุมผู้หญิงทั้งสามคนในห้องเอาไว้เพื่อป้องกันอันตราย
คามิวเริ่มมองเห็นทางชนะเพราะประสบการณ์จากการต่อสู้ครั้งก่อนสอนให้รู้ว่า พวกของกรานิสเป็นฝ่ายความมืดจึงแพ้ทางเวทธาตุแสง แต่มันจะลำบากตรงที่ว่าหนุ่มน้อยคนนี้ยังไม่เคยเรียนเวทโจมตีกับเขาเลยนี่แหละ ถึงจะมีคัมภีร์อาถรรพ์หากแต่ฟาร์ฟาร์ยังไม่ได้อนุญาตให้เรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าเจ้านายน้อยของเธอยังไม่พร้อมจึงยังคงเก็บงำคัมภีร์ปากมากเล่มนั้นเอาไว้ก่อน เมื่อใช้เวทโจมตีไม่ได้จึงเน้นเพียงเวทป้องกันเพื่อไม่ให้คนที่เหลือต้องโดนลูกหลง จากนั้นคงต้องใช้ฝีมือต่อสู้ล้วนๆในการกำจัดศัตรูในครั้งนี้
“รินเซ่! คอยปกป้องท่านแม่กับท่านยายด้วยนะ เดี๋ยวพี่จะล่อพวกมันออกไปไกลๆให้เอง ถ้าจะโจมตีก็ใช้เวทธาตุแสงจะดีที่สุด” คามิวพูดพลางถอยพลางไปทางหน้าต่างที่พวกมันบุกเข้ามา และดูเหมือนว่าพวกผู้บุกรุกก็จะไม่สนใจคนอื่นเช่นกัน พอได้จังหวะหนุ่มน้อยก็กระโดดออกไปโดยมีพวกมันทั้งสองโดดตามออกไปติดๆ
วี้ดดด…!! วี้ดดด…!! วี๊ดดด…!!
เสียงเป่าปากดังขึ้นเหมือนกับเป็นสัญญาณอะไรสักอย่าง เพราะผู้บุกรุกชุดดำที่เหลือต่างพากันผละจากการต่อสู้กับเหล่าทหารองครักษ์ แล้วพากันวิ่งไปทางต้นเสียงสัญญาณที่อยู่ทางสนามด้านหน้าทันที คริสโตเฟอร์ซึ่งกำลังรับมือกับคนร้ายชุดดำอยู่หน้าห้องคามิลล่า และสามารถกำจัดพวกมันไปได้ถึงสามคน ทว่าพอมันตายกลับไม่เหลือซากอะไรไว้ให้ดูเป็นหลักฐาน นอกจากกองของเหลวสีดำๆเหมือนกับคราวก่อน ขณะจะลุยกับพวกที่เหลือก็ต้องชะงัก เพราะพวกมันพากันล่าถอยออกจากคฤหาสน์จนไม่เหลือแม้แต่เงา ...แม่ทัพอัศวินเริ่มเอะใจว่าสิ่งตนกำลังเป็นห่วงอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้...
“คริสโตเฟอร์! รีบตามไปช่วยคามิวเร็วๆเข้า” ดาเลียรีบตะโกนบอกแม่ทัพอัศวินลูกเขยของตนให้รีบไปช่วยหลานชาย เพราะข่ายอาคมของคามิวแข็งแกร่งจนพวกตนไม่อาจแทรกออกไปได้ “พวกหน้ากากชุดดำมันไล่ตามคามิวไปข้างนอกแล้วละ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่ทัพอัศวินก็ไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปด้านหน้าคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว เสียงเอะอะและเสียงอาวุธกระทบกันยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าพวกทหารองครักษ์เองก็ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ และยังคงพยายามช่วยเหลือลูกชายของตนอยู่อย่างเต็มกำลัง ภาพการต่อสู้ที่ได้เห็นเมื่อออกมานอกคฤหาสน์ช่างดูน่าตกใจ เพราะคนร้ายชุดดำแบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งคอยกันไม่ให้ทหารองครักษ์เข้าไปช่วยเหลือคามิว และอีกส่วนก็เหมือนกับพยายามตีวงล้อมเพื่อจับตัวหนุ่มผมดำให้ได้
หนุ่มน้อยที่กำลังต่อกรกับเหล่าคนร้ายฝูงใหญ่ช่างดูแคล่วคล่องว่องไว การออกดาบก็เด็ดขาดไม่มีการลังเล แม้จะไม่ใช่ดาบเล่มเดิมที่คุ้นเคยแต่ก็สามารถควบคุมวิถีดาบให้เข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ ปลายดาบตวัดฟาดฟันเข้าใส่จุดตายของพวกหน้ากากชุดดำอย่างต่อเนื่อง ถึงฝีมือการต่อสู้ของพวกมันจะร้ายกาจแต่ทว่าน่าแปลกที่พวกมันกลับเปราะบางเกินคาด แม้จะโดนฟันเพียงแค่เฉี่ยวๆก็สามารถทำให้มันล้มตายลงได้ และตอนนี้คามิวก็สามารถกำจัดคนชุดดำไปได้หลายคนแล้ว
พวกชุดดำคนหนึ่งซึ่งท่าทางจะเป็นตัวหัวหน้ากลุ่ม เห็นว่าพวกตนกำลังตกเป็นรองและคงทำงานไม่สำเร็จเป็นแน่ จึงส่งสัญญาณให้พรรคพวกที่เหลือถอยทัพกลับไปตั้งหลัก และคงจะหวังให้คามิวไล่ตามพวกมันไป จึงได้ซัดอาวุธลับอาบยาพิษชนิดเดียวกับที่เล่นงานคามิลล่าเข้าใส่เป้าหมาย แต่หนุ่มผมดำกลับปัดออกไปได้จนหมดและรุกกลับจนพวกมันตั้งตัวแทบไม่ทัน
คมมีดของคนชุดดำคนหนึ่งซึ่งอาศัยทีเผลอแทงเข้าใส่สีข้างหนุ่มน้อยกรีดเสื้อจนขาดเป็นริ้ว ยังดีที่คามิวเอี้ยวตัวหลบทันพร้อมกับฟันดาบเข้าใส่ร่างของมันเต็มๆ หยาดโลหิตสีดำคล้ำที่มองไม่เห็นในความมืดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กลิ่นอันน่าคลื่นเหียนเหมือนมีของเน่าลอยคลุ้งและเริ่มออกฤทธิ์ทำให้ทหารหลายคนเกิดอาการหน้ามืด คามิวเองก็เช่นกันเพราะอยู่ท่ามกลางกองซากศพคนชุดดำกลิ่นของเลือดเน่าพวกนั้นรบกวนจนตาพร่า จังหวะที่หนุ่มน้อยเซไปวูบหนึ่งนั้นเอง ...เจ้าตัวหัวหน้าก็ได้โอกาสซัดอาวุธลับเข้าใส่อีกครั้ง...
แม้เป้าหมายหลักคือตัวหนุ่มผมดำแต่เมื่อไม่สามารถนำตัวกลับไปได้ ยามนี้คงต้องสร้างความเสียหายให้มากเข้าไว้ ทว่าอาวุธลับที่ซัดไปหมายจะตัดกำลังกลับถูกคามิวใช้ดาบสะกัดปัดป้องได้ แถมยังกระเด็นเข้าใส่ลูกน้องตัวเองจนละลายไปอีกสองตัว มันจึงเปลี่ยนทิศทางพุ่งเป้าใหม่ไปยังแม่ทัพอัศวินที่กำลังวิ่งเข้ามาหมายช่วยเหลือลูกชายของตน
เฟี้ยววว…!! ฉึก…!!
อาวุธลับซึ่งเป็นมีดเล่มเล็กสีประหลาดเพราะเคลือบไว้ด้วยพิษร้าย พุ่งเข้าใส่ร่างคริสโตเฟอร์อย่างรวดเร็วเกินจะหลบทัน แต่ทว่าก่อนที่มันจะปักเข้าเนื้อ ร่างสูงกำยำของแม่ทัพอัศวินกลับถูกผลักออกไปให้พ้นทางโดยคนๆหนึ่ง เจ้าตัวหัวหน้าซึ่งเป็นคนซัดอาวุธลับหันมาเห็นเข้าก็แสยะยิ้มพอใจกับผลงานของตน ก่อนที่จะพาพรรคพวกที่เหลือหลบเร้นกายหายไปในความมืดของยามราตรี ...เพราะเวลานี้อาวุธลับอาบยาพิษได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6113 yukai (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2557 / 18:59
    คามิวโดนพิษเหรอ   ไม่น่าจะมีผล
    #6,113
    0
  2. #6091 silver_มังกร (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 04:49
    เห็นด้วยกับ คห.ที่6060อย่างยิ่งนะคะ =3=
    #6,091
    0
  3. #6048 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2556 / 15:34
    เจ้าราชาใจร้ายบีบบังคับคามิวทุกอย่าง หลายครั้งหลายหนแล้วนะยะตั้งแต่ยัดเยียดลูกสาวให้แล้วยังจะพรากคามิวจากครอบครัวอีก ประเดี๋ยวคามิวทนไม่ไหวจะเรียกการ์เดี้ยนออกมาทุบให้แบนเลยนี่ ชิชะ!!!!!!!!!!!!!!!
    #6,048
    0
  4. #5617 !จ้ๅชๅ฿ต้๐Jห้ๅม (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2554 / 23:56
    บังคับกันอยุ่ได้นะ

    คามิวนะ อาจจะสติแตกก้ได้นะ

    ถ้าเป็นเราเราจะฆ่ามันให้หมดเลย พวกเอาแต่บังคับ เห็นตัวเองดีที่สุด
    #5,617
    0
  5. #5592 OCEAN PLANET (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2554 / 01:56
     ถูกใจ  ฟาร์ฟาร์ จริง ๆ เลย ที่บอกว่า  พวกนั้นเป็นพวกผู้ใหญ่เอาแต่ใจ เกลี๊ยดเกลียด 

    ระหว่าง  แม่เรา  กับ  ประเทศ  เราจะเลือกช่วยชีวิตใครก่อน



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 กันยายน 2554 / 08:38
    #5,592
    0
  6. #5591 OCEAN PLANET (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2554 / 01:46
     ราชวงศ์นี้ก็บ้า  บังคับกันอยู่ได้แม่ลูกกันแท้ ๆ สงสารคามิว


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 กันยายน 2554 / 08:39
    #5,591
    0
  7. #5173 คุณมึนจัง (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 / 03:15
    ท่าทาง แผลนี้ อาจจะเป็นแผนของคามิว ที่จะทำให้ไม่มีคนขัดขวางที่เขาจะไปเมืองคนแคระ เอิ๊กๆ
    ระยะนี้ คามิว เจ้าเล่ห์แสนกล ขึ้นเยอะมาก
    #5,173
    0
  8. #5066 นักโพสต์ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2553 / 09:55
    สวัสดีคร้าบ! ผมว่าคามิวต้องโดนแน่เลยครับ เพราะไรเตอร์ชอบแกล้งคามิวอยู่เรื่อยครับ(เท่าที่อ่านมา)
    #5,066
    0
  9. #4264 Lux51Forever (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2553 / 21:20
    พวกนี้มันคือตัวอะไรกันแน่นะ

    จะใช่โฮมุนคูลัสที่เกิดจากเลือดของคามิวรึเปล่า 

    ตามๆๆ
    #4,264
    0
  10. #3240 inasba (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:24
    ร่างโคลนของคามิวที่กรานิสสร้างขึ้นมาใช่ไหมนิ
    #3,240
    0
  11. #3145 เงามายาแห่งรัตติกาล (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 / 06:14

    โอ๊ะโอ๋ O.O เอาแล้วไง เกิดเรื่องอีกแล้ว

    #3,145
    0
  12. #3143 ~*>> IN (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 / 03:45

    งานนี้ต้องบอกคามิวงานเข้าครับ  >O<  ~

    555+   จะว่าไปก็งานเข้าทุกตอนอ่ะนะ  

    แต่งวดนี้ดูงานจะเข้าหนัก  ^^"

    #3,143
    0
  13. #3141 -SongGSo- (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:33

    โว้ววว มันส์สุดยอดค่ะ พี่แหม่ม
    คามิวๆ!!!*o*

    #3,141
    0
  14. #3129 toyo_jeab (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:56

    คามิว!

    #3,129
    0
  15. #3126 black-kitty (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 15:51
    *0*  แม่ยกคามิวเยอะจริงๆนะคะเนี่ย  ใจเย็นๆ รออ่านตอนต่อไปค่ะ แหะๆ
    น้องผงฝุ่นคะ  พี่จะช่วยยังไงดีล่ะเนี่ย เน็ตไม่แรงก็เข้าเด็กดีลำบาก พี่ก็เคยเป็นค่ะทำไงดีล่ะ
    หรือว่าจะไปนั่งอ่านในร้านเน็ตสักอาทิตย์ละวัน หรือนานๆทีก็รวบยอดทีนึงดี
    ไม่งั้นก็ต้องเปลี่ยนเน็ตที่บ้านให้ไวขึ้นเผื่ออนาคตไว้เลยดีกว่ามั้ยคะ แต่มันก็มีค่าใช้จ่ายนี่สิ
       คนเขียนก็คิดถึงคนอ่านเหมือนกันนะคะแต่ไม่รู้จะช่วยไงดีอ่ะ

    #3,126
    0
  16. #3125 DeK_LeaW (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 13:31

    ง่า..

    คัยโดนวัดอาวุธลับใส่อ่า

    ขอให้เป็นตัวประกอบเถอะนะ

    สาธุ

    #3,125
    0
  17. #3124 conankun (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:47

    ไม่ใช่คามิวที่โดนนะ
    ฮือๆๆๆ

    #3,124
    0
  18. #3123 ViViD ^^ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:03
    โอ้ยยยย ย !!! คามิว โดนไรเตอร์แกล้งอีกแล้ว
    แล้วอย่างงี้ คามิวจะไปหาคนแคระยังไงล่ะ

    ไรเตอร์ใจร้าย ย T^T
    #3,123
    0
  19. #3122 เอกเองครับ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 10:08
    เฮ้อ จะมาช่วย กลายเป็นตัวถ่วงไปซะงั้น ถ้าคามิวโดนพิษไปอีกคนแล้วใครจะไปหาคนแคระล่ะเนี่ย
    #3,122
    0
  20. #3121 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 / 09:20
    อย่าบอกน่ะว่าโดนคามิวอีกอ่ะ ไรเตอร์ค่ะสงสารคามิวบ้างเถอะค่ะ หนูจะร้องไห้อยู่แล้วน่ะ วันนี้ก็ฝึกงานวันสุดท้ายแล้วอ่ะ



    คงจะไม่ได้อ่านอีกแล้วอ่ะ ฮือ ฮือ ฮือ ไรเตอร์ค่ะหนูทำยังไงดีล่ะค่ะ



    ฮือๆๆๆๆๆๆไม่ยอมอ่ะ เค้าไม่ยอม จะอ่านที่บ้านเน็ตก็เน่าโหลดทีนึงครึ่งชั่วโมงอ่ะ



    #3,121
    0
  21. #3118 dek-dd-na (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 22:38
    งานเข้าจริงๆ ยังไงก็พยายามเข้านะคามิวววว
    (อดไม่ได้จริงๆ ต้องเข้ามาอ่านก่อนครบ 100% อีกแล้ว)

    ไรเตอร์พยายามเข้านะคะ สู้สู้ค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 22:40
    #3,118
    0
  22. #3117 yukiyuki (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:39
    งานเข้าซะแล้วหนูคามิว สู้ สู้
    #3,117
    0
  23. #3116 conankun (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:38

    โทษนะฮับ ที่ไม่ได้มาคอมเม้นนาน
    ช่วงนี้หน้าเวปไม่รู้เป็นอะไรเลยเม้นไม่ได้สักเรื่องเลย
    น่าสงสารจริงๆๆ 
    คามิวจะเอายังไงต่อมาล่ะ
    คนแคระเริ่มออกโรง ไม่รู้จะมาไม้ไหนกันแน่
    เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วสิ
    คามิวจะช่วยชีวิตท่านแม่ได้มั้ยเอ่ยรออ่านตอนต่อไป....

    #3,116
    0
  24. #3114 น้องมาย (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 15:33

    คามิว อย่ารีบร้อนนะ

    #3,114
    0
  25. #3112 เอกเองครับ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:56
    คนแคระนี่ชื่อเสียจริงๆแฮะ ฮ่าฮ่า
    #3,112
    0