พรหมลิขิตรักสองภพ

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 953
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 ส.ค. 58




           เสียงกีบเท้าม้าดังกุบกับดังก้องไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเส้นทางเดินที่ลดเลี้ยวไปตามหุบเขา ขบวนขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่กำลังลำเลียงส่งของเพื่อให้ทันกำหนดเวลา ล้อเกวียนที่บดไปตามถนนส่งเสียงดังเป็นระยะ มันอัดแน่นไปด้วยเหล็กกล้าเนื้อดีเพื่อจะนำไปหล่อเป็นปืนใหญ่ ขบวนอันยาวเหยียดพร้อมกับข้าทาส บริวารทำงานกันอย่างขะมักเขม้น สู้แสงจ้าในยามเที่ยง มีทั้งนั่งอยู่บนหลังม้า และเดินเท้าตามขบวน เส้นทางนี้ถูกใช้บ่อยจนกลายเป็นที่ราบ

            ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่วัยสามสิบห้า นั่งอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลแก่อย่างสง่าผ่าเผย คอยนำขบวนอย่างรีบเร่ง ดวงตาสีดำขลับคมเข้มปลายหางตวัดดูเฉี่ยวขึ้นเล็กน้อย สร้างความยำเกรงให้ผู้พบเห็น ใบหน้ารูปเหลี่ยมตัดแบบชายไทย สีผิวคมขำ อกผายกายกำยำ สวมเสื้อครุยผ้าเนื้อดีแขนยาวบ่งบอกถึงฐานะว่าเป็นชนชั้นสูง ผมปัดปีกสองข้างทรงมหาดไทย ปรายตามองขบวนสินค้าที่เริ่มอ่อนแรง

            “บุญลือ” ชายหนุ่มส่งเสียงเรียกคนสนิท ที่ขี่ม้าตามมาข้างๆ

            “ขอรับ” ชายวัยเดียวกัน รูปร่างล่ำสัน ขานรับอย่างกระตือรื้อร้น

            “เจ้าไปบอกพวกมันให้หยุดพักได้แล้ว เราก็เร่งเดินทางกันมาไกลโข พวกมันคงอ่อนแรงเต็มทน นี่ตะวันก็ตรงหัว หาข้าวหาปลากินกันค่อยเดินทางต่อ”

            “ขอรับ” ชายคนคนดังกล่าวรับคำ ก่อนจะหันไปสั่งเสียงดังสนั่น “เฮ้ย! พวกมึง...ท่านพันอินสั่งให้หยุดพักได้แล้ว”

            สิ้นเสียงชายคนนั้น ข้าทาสทั้งหลายต่างก็พากันจัดแจงหุงหาอาหารอย่างพัลวัน กระโจมถูกสร้างขึ้นชั่วคราวไว้หลบแดด

            พันอินเศรษฐีหนุ่มผู้มีฐานะมั่งคั่ง บุตรชายคนเดียวของจมื่นสุรบดินทร์มหาดเล็กในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้เป็นบิดาได้สิ้นชีพลงในสงครามตั้งแต่วัยเยาว์ พันอินถูกมารดาเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดีจนเติบใหญ่เข้าวัยหนุ่ม นางจันดีผู้เป็นมารดาหวังให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนรับราชการตามผู้เป็นบิดา หากแต่ว่าชายหนุ่มกลับไม่มีความหลงใหลในลาภยศ พอใจที่จะหันมาทำการค้าเสียมากว่า สร้างความผิดหวังให้มารดาเป็นอย่างยิ่ง แต่กระนั้นก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด พันอินยังครองตัวเป็นโสด แม้นางจันดีจะพยายามเสาะสตรีที่เพียบพร้อมมาให้ แต่ชายหนุ่มหาได้มีจิตพิศวาสนางเหล่านั้นไม่ ด้วยยังคึกคะนองกับการค้าขาย ทำให้ชายหนุ่มออกต่างเมืองอยู่บ่อยครั้ง

            หลังจากยุคสงครามสิ้นสุดลงเปลี่ยนราชกาลใหม่ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงขึ้นครองราชย์ เป็นยุคที่บ้านเมืองปรกติสุข เป็นที่ยำเกรงของประเทศเพื่อนบ้าน สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาทำศึกมาตลอดการครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงไม่มีพระราชประสงค์จะแผ่พระราชอาณาเขตออกไปอีก และหันมาเน้นทางการปกครองบ้านเมืองแทน ทำให้ยุคนี้รุ่งเรืองขึ้นมา

            พันอินได้หันมาเอาดีทางด้านการค้าเหล็กกล้าเพื่อส่งให้หลวง รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นชื่อเรื่องหล่อปืนใหญ่ เห็นได้จากที่โชกุนของญี่ปุ่นถึงกับมีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทย และยังขอให้ไทยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย

            ระหว่างที่ให้คนพักเอาแรง พันอินตรวจดูรายการสินค้าเพื่อความเรียบร้อยดังเช่นเคย

            “หนนี้สินค้ามีมากกว่าหนก่อน เพราะฉะนั้นต้องรัดกุมให้มากนะ อย่าให้ขาดตกบกพร่องเชียว” พันอินสั่งคนสนิทเสียงเข้ม

            “ขอรับ เรื่องสินค้ากระผมรับประกันได้ หากแต่ที่กังวลหาใช่เรื่องนี้ไม่ แต่เป็นเส้นทางที่เราจะลำเลียงของผ่านต่างหาก กระผมได้ยินมาว่าช่วงนี้รอยต่อระหว่างปลายด่านเมืองฝางสวรรคบุรีมีโจรชุมนัก กระผมจึงได้เตรียมคนมีฝีมือมาคอยคุ้มกันเพิ่มมากกว่าเก่า”

            “ดีแล้ว! เจ้านี่รอบคอบเสียนี่กระไร สมแล้วที่อยู่กับข้ามานาน หลายขวบปีมานี้ก็ได้เจ้าที่มาช่วยดูแล ผ่อนแรงข้าไปมากโข ขอบน้ำใจเจ้านักบุญลือ”

            “หามิได้ขอรับ กระผมต่างหากที่ควรจะสำนึก เพราะหากไม่ได้นายหญิงจันดีรับเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย คงมิได้ลืมตาอ้าปากเช่นนี้ดอก”

            “เอาเถอะ นี่เราก็พักมาเสียนานแล้ว เร่งเดินทางกันต่อเถิด จะมืดค่ำเสียก่อน”

พันอินปีนขึ้นหลังม้าไม่ทันไรก็มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหน้าตาตื่น จนแทบพูดจาไม่รู้เรื่อง เขาหยุดหอบหายใจอยู่ชั่ว

            “ท่าน..ท่าน..พันอินขอรับเกิด..เกิด”

            “เกิดเหตุอันใด หน้าตาตื่นมาเชียว” บุญลือถามเสียงเข้ม

            “โจร..โจรป่าขอรับ มันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้” ชายคนดังกล่าวที่ทำหน้าที่สำรวจเส้นทางบอกอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ทว่ามันทำคนฟังหน้าเคร่งขึ้นมาในทันที

            และยังไม่ทันขาดคำก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อขบวนสินค้าถูกลอบโจมตีจากโจรป่า เกิดการต่อสู้อย่างจ้าละหวั่น เสียงโหวกเหวกดังอึกกระทึก พร้อมกับเสียงมีดดาบกระทบกันสลับกับเสียงปืน ช่วงชุลมุนพันอินที่กำลังสู้กับโจรอย่างเอาเป็นเอาตายได้หลุดออกจากขบวนไป

 

 

 

 

            หญิงสาวร่างบางนอนสลบสไลไม่ได้สติอยู่บนพื้น ไม่รู้นานเท่าใด ที่เธอนอนอยู่อย่างนั้น จนเมื่อเริ่มรู้สึกตัว ดวงตาคู่โตค่อยๆ ขยับ เธอปรือเปลือกตาถี่ๆ ขยับมันสู้แสงจ้า ปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็พอมีแรงขยับเขยื้อนร่างกาย ยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงตาพร่ามัวเล็กน้อย สะบัดหัวอย่างมึนงง มองไปรอบบริเวณเธอนอนอยู่กลางป่า พยายามหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิด เธอจำได้เพียงว่าตัวเองลอยคว้างออกมาจากตัวรถ จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายกับสร้อยคอที่มันหล่นอยู่ข้างตัวขึ้นมา มองสำรวจดูตัวเองที่มันเต็มไปด้วยรอยแผล แวบหนึ่งแอบสงสัยว่าตัวเองตายแล้วหรือยัง มือแตะใบหน้าเรียวเล็กของตน แสบตามผิวเนื้อที่มีรอยบาดบางๆ มันเกิดจากโดนเศษกระจกบาดเนื้อเอา และนั่นมันทำให้รู้ว่าเธอยังไม่ตาย ยืนขึ้นอย่างกระปลกกระเปลี้ย ยกมือไปที่ขมับซ้ายมันมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดไปรอบๆ อย่างนึกสงสัย สถานที่แห่งนี้คือที่ไหนกัน ยืนหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรไปทางไหน ควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพาย ดึงมันออกมาเพื่อที่จะโทรฯขอความช่วยเหลือ

            “โอย..ไม่มีสัญญาณ! เวรกรรม ทำไงดีล่ะเนี่ย” เพียงออเคาะมันด้วยความหงุดหงิดใจ

            ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า พอเธอเอี่ยวหน้าไปมอง เห็นชายสามคนกำลังขี่ม้าตรงมา หญิงสาววิ่งหลบเข้าไปข้างทาง แล้วเธอก็เห็นชายคนหนึ่งถูกยิงตกจากหลังม้า หญิงสาวเอามืออุดปากก่อนที่จะเผลอกรีดร้องออกมาด้วยตกใจ จากนั้นชายอีกสองคนกระโจนจากหลังม้า ชายทั้งสามคนนั้นสู้กันอย่างอุตลุต เพียงออแอบมองด้วยความสงสัย เธอลอบสังเกตการแต่งกายของชายทั้งสามคน มันไม่เหมือนคนปรกติธรรมดาเขาใส่กันเลย เป็นเป็นกายแต่งกายแบบคนโบราณ สองในสามคนแต่งตัวแบบรัดกุมมีผ้าสีดำโพกหน้า เห็นแต่ลูกตาที่ดูดุดันและน่ากลัวจนขนลุกตั้งชั้น กระหน่ำดาบเข้าใส่ชายอีกคนที่สวมเสื้อครุยสีเข้ม แวบแรกเธอคิดว่าตัวเองอยู่ในกองถ่ายที่ไหนซักที่ เป็นไปได้ว่าสามคนนี้อาจเป็นนักแสดง

            เธอยืนมองอยู่นาน พลันคิดว่าชายสามคนนี้เล่นได้สมบทบาทจริง พยายามมองหากล้องแต่ก็ไม่เห็น มีแต่ความรกร้าง ว่างเปล่า เธอเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว เมื่อหนึ่งในสามนั้นกำลังเสียเปรียบ แม้เขาจะมีฝีมือพอตัว แต่เมื่อโดนรุมแบบนั้น แถมเขายังถูกยิงอีก เพียงออชั่งใจอยู่หลายนาที แต่หากเธอไม่ทำอะไรซักอย่าง ชายคนนั้นต้องถูกรุมฆ่าแน่ๆ หญิงสาวก้มลงเก็บท่อนไม้ขนาดเหมาะมือที่ตกอยู่ใกล้ๆ แอบหย่องไปข้างหลังชายคนหนึ่งที่กำลังเงื้อดาบในมือ ก่อนจะฟาดหัวเขาอย่างจังจนชายคนนั้นสลบเมือดกลางอากาศ ทว่าโชคร้ายชายอีกคนหันมาหาเธอทันที แต่เขาชะงักค้างแบบกะทันหัน จากนั้นก็ก้มลงอกแผงอก มันมีดาบทะลุพร้อมเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมา

            “กรี๊ด!

            เพียงออกรีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจสุดขีด แทบสิ้นสติ ตั้งแต่เกิดมาไม่เห็นคนฆ่ากันตายต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ดวงตาคู่โตเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง มองชายคนที่ถูกแทงล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น มันอะไรกันนี่! เธอเห็นชายคนที่โดนรุมเมื่อกี้มองเธอด้วยความสงสัย ในมือเขาถือดาบที่เปื้อนเลือด เขาเพิ่งฆ่าคนตายไปหมาดๆ แต่กลับไม่มีแววสะทกสะท้านแต่ประการใด ดวงตาคู่คมสีเข้มทั้งดุดันและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมองเธอมันดูอ่อนโยนลง เขาเดินมาหา อ้าปากจะพูด แต่เธอไม่อยู่รอฟังหรอก เพราะกลัวว่าจะถูกชายคนนั้นฆ่า เลยตัดสินใจหันหลังวิ่งหนีมาแบบไม่คิดชีวิต ขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เท้าก็วิ่งไป ใจก็ครุ่นคิด นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือไงนะ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น หญิงสาวหลับหูหลับตาวิ่งหนีแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ดูว่าตนวิ่งไปทางไหน จนกระทั่งเธอพุ่งไปชนเกวียนอย่างแรง

            “โอ๊ะ!” เธอร้องได้แค่นั้นก็สลบไปในทันที

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

350 ความคิดเห็น