นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[รีโพส] Basic Fantasy : พล็อตอมตะสายแฟนตาซี

โดย BPisces

เมื่อเอาพล็อตอมตะ(สายแฟนตาซี)ทั้งหมดมายำรวมกันในเรื่องเดียว มันจะวายป่วงแค่ไหน มาดูกันค่ะ

ยอดวิวรวม

377

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


377

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 พ.ค. 59 / 20:55 น.
นิยาย [] Basic Fantasy : ͵Όҫ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Basic Fantasy
#พล็อตอมตะสายแฟนตาซี

Biw TigerPisces 

   *หมายเหตุ : เป็นเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นตั้งแต่ สมัย ม.5 เพื่อใช้ในการออดิชั่นเข้าชมรมการ์ตูนฝ่ายฟิคชั่น*



เรื่องสั้นนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า พล็อตอมตะ หรือมุกประจำที่ใช้กันเกร่อเกร๊อเกร่อในนิยาย 
(ซึ่งรอบนี้เป็นนิยายแนวแฟนตาซี)
..และถ้าหากคุณได้อ่านมัน คุณอาจจะนึกถึงตัวเองในอดีต พร้อมอุทานออกมาดังๆ ว่า



ไปอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 พ.ค. 59 / 20:55


Basic Fantasy

เท้าเปลือยเปล่าเนียนสะอาดอ่อนละมุนซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของเรียวเท้านี้ยังเป็นเด็กสาววัยเยาว์ ค่อยๆ เยื้องย่างลงเหยียบผืนวารีแห่งท้องทะเลที่ตอนนี้กำลังซัดสาดเกลียวคลื่นเป็นฟองประกายดุจดั่งประกายไข่มุกธรรมชาติ เป็นภาพที่ชวนให้ผู้ที่ได้มาสัมผัสกับตัวเองเกิดความเคลิบเคลิ้มสุนทรีย์ไปกับความสวยงามของธรรมชาติที่มหัศจรรย์ราวกับว่า ทวยเทพนั้นเป็นผู้บันดาลสรรค์สร้างขึ้นมาให้แก่มนุษย์ในโลกใบนี้


นัยน์ตาคู่งามเฉดประกายสีน้ำเงินสมุทรเฉกเช่นเดียวกับผืนท้องห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลทอผืนครอบคลุมเกินกว่าจะพรรณนา ณ เบื้องหน้า ตวัดเนตรหันไปมองตามเสียงยุรยาตรลึกลับที่ดังขึ้นมาจากเบื้องหลังของจุดที่เธอคนนี้ได้ยืนอยู่


                “องค์หญิงฟาเรอเดอะกวองมาเรซ โกมิลลานุส รีเนเซ่มาริวอีส พะย่ะค่ะ……… ข้าน้อยมีข่าวมาบอก ..การศึกเริ่มแล้วขอรับ”


                น้ำเสียงทุ้มลึกตามวัยวุฒิสังขารของผู้ที่กล่าวออกมา ทำให้ผู้ที่เป็น องค์หญิง เจ้าของพระนามและนามสกุลอันบ่งบอกถึงฐานันดรของตัวเธอ ต้องมีอันปิดแพขนตางอนงามราวกับนกยูงของเธอลง พลางมือเรียวขาวงามสมความเป็นราชนิกุลก็เลื่อนขึ้นมากุมสร้อยคอรูปมังกรสีขาวบริสุทธิ์ไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ก็เลื่อนลงไปจับกับดาบในตำนานที่เธอได้รับสืบทอดมาจากเสด็จพระบิดาของเธอ


                ลวดลายมังกรที่สลักบนดาบในตำนานเล่มนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญที่เธอจะต้องแบกรับชะตากรรมของคนทั้งแผ่นดินโกเมอร์รีเนเซ่มาริวเดเลอโบริสที่สถาปนาคงเอกราชไว้เนิ่นนานนี้ไว้ให้จงได้...


                “เวลานี้………………………มาถึง……………………….แล้วสินะ..............” องค์หญิงโกมิลลานุส(พระนามขององค์หญิงจะอยู่ในวรรคตรงกลางเพื่อให้ง่ายต่อการเรียกขาน)รำพึงรำพันกับตัวเองด้วยความครั่นคร้ามในจิตใจ


                “เวลาที่จอมมารปิศาจแห่งความมืดมิด วาเนวาลันซ่า’ ถูกปลดปล่อยออกมา............”


                หามีใครรู้เลยว่า ในเสี้ยววินาทีถัดต่อจากนี้ จะเป็นการเปิดฉากอภิมหากาพย์มหาสงครามอันแสนดุดันขึ้น


                “องค์หญิง!!!!!!!!!!!!! ระวัง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!?”

               


                ปั้บ!!


                เสียงปิดปึ๊งกระดาษดังพอที่จะทำให้คนที่อยู่รอบข้างหันมามองด้วยความฉงนใจ


“ยัยชัช เป็นอะไรไป”


                คนที่โดนทักหันขวับมาทางคนถาม เผยใบหน้าในสภาพโทรมยิ่งกว่าโทรม ขอบตาดำคล้ำยิ่งกว่าสัตว์โลกน่ารักที่ถูกสถิตไว้กราบไหว้แถวๆ เชียงใหม่ ใบหน้าบึ้งตึงบ่งบอกอารมณ์ในตอนนี้ได้อย่างดี โดยแทบไม่ต้องเดาเลยว่า อารมณ์แบบนี้เกิดจากอะไร


                “แกลองอ่านแปลนนิยายที่เด็กจากทางบ้านส่งมาสิ” เจ้าของใบหน้าโทรมผสมบูดบึ้ง แทบจะโยนปึ๊งกระดาษที่เป็นสื่อในการนำเสนอเนื้อเรื่องนวนิยายแฟนตาซีสุดแสนอลังการ จั่วชื่อเรื่องเด่นหรามาบนปกว่า


                “The Gomerinerolesarose de Mongcias อภิมหามหากาพย์สงครามชี้ชะตาดาบมังกรในตำนานพลิกชะตาแผ่นดิน”


เพื่อนร่วมงานที่รับแปลนนิยายเรื่องนี้มาอ่านแทบจะกลั้นขำกับชื่อเรื่องไว้ไม่อยู่


“ฉันเข้าใจแกแล้วล่ะชัช ว่าทำไมแกถึงทำหน้าอย่างกับหมีพูห์อดกินน้ำผึ้งอย่างนี้” นางว่าพลางหัวเราะหึๆ


“ระดับแม่นาง ชัชชานี มีสกุล แล้วล่ะก็ ถึงจะเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ ในแผนกที่มีหน้าที่คัดกรองนิยายที่ส่งมาจากทางบ้าน แต่ถ้าเจออะไรแบบนี้ชัชชานีคงจะไม่ทนใช่มั้ยคะ?”


ความที่ชัชชานีเป็นคนที่คลุกคลีในวงการนี้มานาน ได้อ่านได้สัมผัสนวนิยายระดับคุณภาพมามากมาย เมื่อเจอนิยายตรรกะเบี้ยวฉบับเด็กน้อยแบบนี้ จะมีของขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


“เออ มันแน่อยู่แล้ว” ชัชชานียกขาอีกข้างขึ้นมาพาดเป็นท่าไขว่ห้างด้วยท่าทีเซ็งสุดขีด


“บ.ก. นี่อะไรก็ไม่รู้ ดันส่งฉันมาทำหน้าที่คัดกรองนิยายที่ส่งมาจากทางบ้านนี่ชั่วคราวจนกว่าเจ้าของตำแหน่งนี้จะลาคลอดเสร็จ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าฉันเป็นพวกไม่ถูกโฉลกกับนิยายของ นัก - หัด เขียน” หล่อนเน้นหนักคำสุดท้ายของประโยคตามแรงอารมณ์


“จริงด้วย ตอนนี้เดือนเมษา กำลังเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ เลยนี่นา” เพื่อนผู้เห็นใจกลอกตาเป็นเลขเจ็ดไทยเลียนแบบอากัปกริยาของเน็ตไอดอลที่เธอปลาบปลื้มนักหนา “มิน่า...ถึงมีนิยายส่งมาให้คัดเป็นกองพะเนินจนแกไม่ได้หลับไม่ได้นอนแบบนี้”


“แต่ละเรื่องทำเอาฉันหลอนจนนอนไม่หลับเลยด้วยแหละ เนี่ย ฉันต้องทนอ่านพวกเรื่องตรรกะเบี้ยวพวกนี้มาตั้งหลายวัน แถมเรื่องล่าสุดนี่หนักเลย ฉันจงใจเปิดแค่ฉากที่จะเริ่มสงคราม กับฉากจบที่อยู่ๆ ก็ Bad Ending ดื้อๆ แค่นี้ก็จะอ้วกละ” คนรับชะตากรรมอันแสนโหดร้ายรำพันออกมา “แกอยากลองอ่านบ้างมั้ย?”


“ไม่ล่ะ ฉันว่า ตอนนี้แกรีบ E-mail กลับไปตอบเจ้าของผลงานสุดอลังการนี่ว่า ไม่ผ่านการพิจารณา แล้วก็ลุยอ่านอันอื่นเถอะ”


นางแนะนำทางสว่างให้ พลางเบนกลับไปที่จอคอมพิวเตอร์ของตัวเองแล้วทำงานต่อ ด้วยเพิ่งจะสำเหนียกได้ว่า ควรจะเอาเวลาเมาธ์มอยมารีบทำงานให้เสร็จ ก่อนที่จะส่งงานสายจนโดนบรรณาธิการตามเฉ่งหักเงินเดือนเรียงตัว


“ฉันว่าพิสูจน์อักษรอย่างหล่อนก็น่าเบื่อละนะ แต่ของฉันนี่ไม่ไหวจะเคลียร์ว่ะ..” ชัชชานีถอนหายใจยาว แล้วลงมือเปิดE-mail เตรียมตัวจะส่งข้อความแจ้งข่าวร้ายตอบกลับไปด้วยความเหนื่อยหน่าย


...เจ้าของผลงาน ให้มาแต่เบอร์โทรศัพท์....


ชัชชานีที่ใกล้จะฟิวส์ขาดเต็มที่ พยายามสะกดอารมณ์ตัวเองด้วยการเปิดหน้าเว็บเพจของสำนักพิมพ์ ที่ประกาศไว้ตัวเท่าฝาบ้านว่า สามารถส่งผลงานมาได้ โดยแนบข้อมูลการติดต่อกลับเป็น E-mail’


“เอ็งนี่เองที่ทำให้ประเทศไทยโดนตราหน้าว่าอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 7 บรรทัด” แต่คิดอีกที.. บางทีมันอาจจะไม่มี E-mail เลยก็ได้


“เขาให้มาแต่เบอร์ ก็โทร.กลับไปสิ” เสียงชี้ทางสว่างดังมาจากโต๊ะข้างๆ อีกรอบ


“ก็ได้ๆ” ว่าแล้ว เธอก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นจิ้ม(กระแทก)หมายเลขด้วยความว่องไว เพียงรอสายไม่กี่วินาที เสียงเด็กผู้ชายกึ่งจะแตกหนุ่มก็ตอบกลับมาว่องไวยิ่งกว่าที่เธอกดหมายเลขเมื่อกี้อีก


“ผมผ่านใช่มั้ยครับ ผมผ่านใช่มั้ยครับ ผมผ่านใช่มั้ยครับ!! เนี่ยๆ ขนาดผมไม่รู้ว่า E-mail คืออะไรก็เลย Print แล้วส่งมาให้พวกพี่ๆ อ่านเลยนะ สนุกมากใช่มั้ยครับ”


“ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ผลงานของน้องไม่ผ่านการพิจารณาของสำนักพิมพ์นะคะ”


คนของสำนักพิมพ์กล่าวด้วยความไวเร็วแสง


แต่ยังไวไม่พอจะตัดสายทัน.. “ทำไมล่ะครับ นั่นเป็นเรื่องที่ผมอุตส่าห์แต่งมาค่อนปีเชียวนะ อุตส่าห์เขียนมาอ่ะ มันต้องผ่านสิ”


ปลายสายผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานสุดอลังการอายุไม่น่าจะเกินสิบสอง งอแงใส่เจ้าหน้าที่ตามระเบียบ


ชัชชานีในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สูดลมหายใจลึก “ขอโทษด้วยนะคะ คือทางสำนักพิมพ์ได้ลองอ่านผลงานของน้องแล้ว แต่ว่าไม่ผ่านมติประชุม ทางเราก็ไม่สามารถนำไปตีพิมพ์ได้จริงๆ ค่ะ”


“อะไรกันอ่ะ อะไรกันอ่ะ แล้วนี่บ.ก. ได้อ่านรึแล้วรึยัง”


คนฝ่ายสำนักพิมพ์นิ่งไปนิดนึง เป็นการเปิดช่องว่างให้เด็กโลกสวยสวนขึ้นมายาวเหยียดว่า


“ยังใช่มั้ยล่ะ ไม่ใช่ บ.ก. แท้ๆ มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินนิยายระดับสุดยอดที่จะต้องเป็น Best Seller ในอนาคตของผม นี่ นี่ นี่ รู้ไว้ซะด้วยนะ ในบรรดาเด็กอายุสิบสองขวบ ไม่มีเพื่อนคนไหนสามารถเขียนนิยายในพล็อตระดับยิ่งใหญ่ได้ ไม่มีใครใช้สำนวนภาษาได้สวยสดงดงามเท่าผม ถ้าคุณไม่รับผลงานของผมไปตีพิมพ์ สำนักพิมพ์ของคุณจะมีชะตากรรมอันแสนสลดแบบเดียวกับ 16 กว่าสำนักพิมพ์ที่ปฏิเสธเรื่อง Har*y P**tter ไป!!


ปลายสายโต้วาทีกลับมาด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เล่นเอาชัชชานีทำหน้าซีดอึ้งค้าง เหมือนกับโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ


“งานของผมต้องได้ตีพิมพ์”


“เอ่อ... ทางเราเกรงว่า”


“ต้องได้ตีพิมพ์ ต้องได้ตีพิมพ์ ต้องได้ตีพิมพ์ ต้องได้ตีพิมพ์ ต้องได้...” ว่าที่นักเขียนโลกตะลึงงอแงพูดวลีเดิมซ้ำๆ เกือบจะยี่สิบรอบได้ จนสุดท้ายชัชชานีก็ถึงขีดจำกัดหมดความอดทน สวนกลับผ่านโทรศัพท์ไปเสียงแข็ง


“เงียบค่ะ!! ฟังนะ งานของน้องมันไม่ใกล้เคียงกับคำว่า Best seller เลยซักนิด แค่เห็นชื่อเรื่องก็จะอ้วกเป็นสายรุ้งแล้ว พล็อตก็แบบ เจ้าหญิงผู้ถูกเลือกจากสายเลือดมังกร ต้องไปต่อสู้กับ จ้าวแห่งความมืด โดยมี อาวุธในตำนาน เป็น Key Item...” ชัชชานีเริ่มร่ายยาวเป็นฉากๆ....


“ส่วนรูปแบบการใช้สำนวนภาษาของน้องก็ชวนพี่อัศจรรย์ใจในความงามทางวรรณศิลป์ อันก่อให้เกิดจินตภาพวิลิศมาหรา จนขนลุกขนชันทุกครั้งเมื่อได้ลองอ่านทีเดียวค่ะ น้องฟังนะคะ การบรรยายไม่ใช่สักแต่จะดึงศัพท์มาต่อๆ กันให้ยาว มันต้องสื่อความรู้เรื่องด้วย อย่างไอ้ฉากแค่นางเอกไปร่อนเร่เล่นแช่เกือกตรงริมทะเล แล้วค่อยมีข้ารับใช้มาเรียก ก็แทบจะล่อไปหนึ่งหน้ากระดาษ แถวบ้านเรียก 
เวิ่น เว้อ ค่ะ แล้วเรื่องชื่อตัวละคร ชื่อเมือง ชื่ออะไร จะแต่งให้มันยาวแข่งกับแม่น้ำไลน์รึไงคะ ถามจริง จะมีใครสามารถจำพระนามเต็มขององค์หญิง อันแสนงดงามสละสลวยภาษาคนก็ไม่ใช่ มนุษย์ต่างดาวก็ไม่เชิง ผสมสีตีไข่ใส่โซดาได้เหรอคะ แม้แต่ตัวน้องเองก็เหอะ”


ชัชชานีผู้เชี่ยวชาญการอ่านนวนิยาย ยังคงพ่นไฟต่อไปแบบ non-stop ไม่มีการเปิดจังหวะให้เจ้าของผลงานค้านกลับเลยสักครั้ง


“ต่อไปก็เรื่อง เครื่องหมายวรรคตอน ไอ้จังหวะที่องค์หญิงเหมือนจะถูกอะไรสักอย่างลอบโจมตี จนข้ารับใช้ร้องขึ้นมาน่ะ น้องจะ ใช้ ! ยาวเป็นแพขนาดนั้นไปเพื่อ... จะตั้งกำแพงเมืองจีนเบอร์2ได้แล้วค่ะคู้น..  ส่วนจุดไข่ปลา ก็ใส่ต่อกันยาวซะจะเอาไปเพาะพันธุ์ปลาส่งออกเป็นธุรกิจ SME ตีแตกเศรษฐกิจเติบโตไวได้อยู่รอมร่อแล้วค่า”


รวมคุณสมบัติที่พูดมา ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่ได้ลองอ่านแปลนนิยายเรื่องนี้ ถึงขว้างปึ๊งกระดาษนี่ทิ้งอย่างไม่ใยดี


“สรุปสั้นๆ นะคะ งานของน้อง ไม่ผ่านค่ะ ไม่ผ่านอย่างแรง เอาไปให้ใครอ่านเขาคงนึกว่านิยายตลกมากกว่านิยายแฟนตาซี ดูซิ ตอนจบก็ทำเป็น Bad Ending ให้ดราม่าทั้งๆ ที่อ่านตามเรื่องมามันควรจบ Happy ดังนั้น อย่าหวังจะผ่านพิจารณาเลยแม้แต่นิดค่ะ!


เสียงปลายสายเงียบไป... ก่อนจะกลายเป็นเสียงร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญได้น่าสงสารยิ่งกว่านางเอกในละครหลังข่าว


“ข้า...ขอสาปแช่ง ฮึก ฮึก ให้เจ้า...ต้องลิ้มรสชะตากรรมอันแสนโหดร้าย ฮึก ฮึก เช่นเดียวกับ.. ฮึก.. ตัวละครในนวนิยายแฟนตาซีอันแสนสุดยอดของข้า!! ฮึก ฮึก จนกว่า ฮึก..เจ้าจะสามารถจบเนื้อเรื่องในนั้นได้ แบบ Happy Ending! ฮึก..!


ตรู๊ด ตรู๊ด...


สิ้นคำสาปแช่งที่เรียกได้ว่าคนกล่าวน่าจะสติหลุดจนเผลอเอาสำนวนนิยายมาใช้ในโลกจริง ชัชชานีก็แทบจะเขวี้ยงหูโทรศัพท์ทิ้ง หากเพราะเป็นทรัพย์สินของบริษัท เธอจึงทำได้แค่ค่อยๆ วางมันลงที่เดิมอย่างทะนุถนอม


“ไอ้เด็กเวร โรคจิต หลุดจากโรงพยาบาลบ้า นิยายก็ซากอ้อย พอพูดความจริงหน่อยทำเป็นสะดิ้ง มีหน้ามาสาปแช่งชาวบ้านอีก”

              

             ครั้นหันไปมองเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่รอบข้าง...ดูท่าทุกคนจะได้ยินการดวลวาทะสุดมันส์เมื่อกี้ เต็มสองตาสองรูหูโดยทั่วกัน

               

            “อุ้ย ขอโทษค่ะ แหะๆ...” ดูเหมือนการได้ ด่า เอ้ย วิจารณ์เด็กคนเมื่อกี้อย่างหนักหน่วง ทำให้ความอัดอั้น เบื่อ อารมณ์เสีย เพลีย อันตราธานไปได้มากโข และมากพอจะทำให้ชัชชานีคนนี้ได้สติอีกครั้งพร้อมตะหนักขึ้นมาว่า เมื่อกี้..เธอทำรุนแรงไปรึเปล่านะ?

 

//////////////////////////////////////////////////////////////////


                จบจากการโดนหัวหน้าฝ่ายสวดเกี่ยวกับประเด็นที่เธอเผลอไป ว้าก ใส่นัก(หัด)เขียนรุ่นใหม่ ว่าเป็นความเสี่ยงที่จะมีผลต่อภาพลักษณ์บริษัท แต่ถึงจะโดนหนักขนาดนี้ ชัชชานีก็รู้สึกยังโชคดีอยู่บ้างนิดๆ เพราะเมื่อลองเช็คเว็บบอร์ดนักเขียนทุกแห่งหน ไม่มีกระทู้ล่อเป้าด่าถึงสำนักพิมพ์สักกระทู้ ทั้งๆ ที่วิเคราะห์จากนิสัยเด็กแบบนั้น มันน่าจะทำการอะไรไปแล้วสักอย่าง

                

              อ้อ เกือบลืมไป.. แค่ E-mail มันยังไม่รู้จัก จะไปมี ID User ทำอะไรใครได้ แค่เปิดอินเทอร์เน็ตเป็นก็น่าจะเยอะสุดแล้ว..


                หล่อนรวบผมที่ยาวประบ่าขึ้นมัดให้เป็นทรงหางม้า เก็บกวาดข้าวของใส่กระเป๋าก่อนจะเดินทางกลับบ้านตามปกติ กระทั่งถึงหอพักเรียบร้อย เธอก็กระโจนตัวลงบนเตียงหลับคร่อกไปในบัดดล


                สิ่งที่ชัชชานีระลึกได้ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา คือคำสาปแช่งบ้าๆ ของไอ้เด็กคนนั้น..

 

              ............



                “แชชิลเน่!! ตื่นได้แล้ว”


                “หวา..!!” คนที่ถูกเรียกสปริงตัวขึ้นมาจากเตียงหนานุ่ม ทั้งๆ ที่ยังงงงวยอยู่ว่า ไอ้ชื่อประหลาดๆ แชชิลเน่ คือชื่อของใคร


                ภาพแรกที่ได้เห็นคือห้องนอนที่ทำมาจากไม้โบราณล้วนๆ ตรงมุมห้องคือเตียงที่เธอนอนอยู่ แต่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ คนที่มาปลุกเธอ เป็นชายวัยชราไว้หนวดยาว ภายใต้ชุดคลุมสีขาว และหมวกเปิดปีกฉบับนักเวทย์ไม่มีผิดเพี้ยน


                “ร..เรียกฉันเหรอ?” ชัชชานีชี้ที่ตัวเองอย่างงงๆ


                “ใช่น่ะสิ แชชิลเน่ เจ้าคือผู้ถูกเลือก..”


                “ว่าไงนะ?” ไอ้ความงงกับชื่อที่ได้มาใหม่ยังไม่ชวนอึ้งเท่ากับคำว่า เจ้าคือผู้ถูกเลือก เลยสักนิด “ผู้ถูกเลือก ? อะไรกัน แล้วนี่ลุงเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน จะแต่งตัวคอสเพลย์แบบนี้เพื่ออะไรกัน”


                 “แชชิลเน่ ฟังข้าให้ดี ตามคำทำนาย ภายในอีกสามวันไม่คลาดเคลื่อน จักเป็นวันที่ผืนฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต..”


                ตาแก่สติเพี้ยนยังคงกล่าวอารัมภบทต่อไป จนได้ข้อสรุปว่า “และเจ้า คือหนึ่งในนักเรียนอัศวินจากปราการเลเวอนอร์ แห่งโรงเรียนฮุกวิลลอร์ด ที่ท่านทวยเทพอามิวลาเซียสโซมุส ได้มอบหมายภารกิจพิทักษ์เจ้าหญิงแห่งโกเมอร์รีเนเซ่มาริวเดเลอโบริสในมหากาพย์สงครามที่กำลังจะมาเยือนนี้”


“..อะไรนะ” คนที่ได้รับมอบหมายภารกิจจากทวยเทพยังงงเป็นไก่ตาแตก งงทั้งชื่อวิสามานยนามแต่ละอันที่ยาวยืดและไม่ใช่ภาษาคน และที่งงที่สุด..


นี่หลุดมาอยู่ในโรงพยาบาลบ้าแล้วรึไง!!


“ลุง พอทีเถอะนะคะ ฉันชื่อชัชชานี ไม่ใช่แชชิลเน่ ไม่ใช่นักเรียนในปราการเลนอร์แห่งฮุกหวัดอะไรนั่น”


“สามหาว!!” ทันใดนั้น พลังเวทย์สีขาวก็ส่องแสงขึ้นจากมือของตาแก่คอสเพลย์นักเวทย์ตรงหน้า ราวกับมีการเซ็ตฉากสปอร์ทไลท์ไว้ให้ “ข้าอุตส่าห์มาเจรจากับเจ้าดีๆ กลับทำกิริยาเยี่ยงนี้ ไม่ดูสังขารตัวเองบ้างเลย”


“สังขาร?” เพียงชัชชานีลองสังเกตร่างกายตัวเอง ก็พบผ้าพันแผลเต็มเนื้อเต็มตัวไปหมด พอลองขยับดูก็มีอันต้องร้องโอ๊ยออกมาดังลั่นห้อง


“อยู่นิ่งๆ” ตาแก่ว่าเสียงเข้มพร้อมทำไม้ทำมือวาดในอากาศ แสงสีขาวเรืองรองอีกหน ...พร้อมกับความเจ็บปวดที่หายไป


มันไม่ใช่มายากล.. นี่มันพลังเวทย์จริงๆ


โอ้ว มาย ก้อช


ชัชชานีอ้าปากค้างกับสิ่งที่เพิ่งปรากฏกับตนเอง การกระทำเมื่อกี้เป็นพลังเวทย์ในการรักษาแบบที่เห็นกันบ่อยๆ ในเกม หรือนิยาย ถ้าหากว่ายังอยู่ในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถทำแบบนี้ได้แน่ๆ


...ตอนนี้เธอติดอยู่ในโลกอะไรกันเนี่ย เอ่อ...ไม่ใช่โลกแบบในแปลนนิยายตรรกะเบี้ยวที่เพิ่งอ่านก็พอจะไหวอยู่หรอกนะ



 //////////////////////////////////////////////////////////////////



...จนแล้วจนรอด เธอก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ได้แต่เดินตามตาแก่นักเวทย์ที่แลดูจะเป็น จอมปราชญ์
กิตติมศักดิ์
 ต้อยๆ ไปในทั่วบริเวณโรงเรียนชื่อประหลาดๆ ที่ว่านั่น


สิ่งที่ชัชชานี ในชื่อประหลาดๆ ที่เรียกว่า แชชิลเน่ ได้เห็นก็คือ เด็กนักเรียนวัยรุ่นทั้งชายหญิงใส่ชุดยูนิฟอร์มกันให้ควั่ก แต่ที่เห็นได้ชัดดูจะเป็นโบว์หรือเนกไทของแต่ละคนที่มีสีต่างกันไป ...แน่นอน มี 4 สี ประกอบด้วยสีที่รู้ๆ กันอยู่


แดง เขียว ฟ้า เหลือง ...ส่วนโบว์ประจำยูนิฟอร์มของเธอเป็นสีเหลือง... ชัชชานีพยายามเก็บข้อมูลไว้


มีอาจารย์ชายหนุ่มคนหนึ่ง หน้าตาคมสัน ผิวขาวหยวก ตาสีฟ้าใส แน่นอนว่าหูต้องยาวแหลมบ่งบอกถึงเผ่าพันธุ์ยอดฮิต


“อาจารย์คีลา” ชื่อก็ประหลาดไม่แพ้กัน “ในที่สุดข้าก็เจอตัวแชชิลเน่ ตัวแทนแห่งปราการเลเวอร์นอร์”


นักเรียนผู้ถูกมัดมือชกหันขวับไปมองตาแก่ข้างตัวอีกรอบ ทบทวนชื่อปราการของตัวเองอีกที แล้วก็เริ่มแน่ใจขึ้นเรื่อยๆ ว่าชื่อปราการของตัวเองมันคล้ายๆ เรื่องอะไร...


“ดี พาตัวไปที่หอประชุมโดยด่วน เราต้องรีบหารือเกี่ยวกับสงครามคราวนี้”


ไวกว่าที่ชัชชานีจะตั้งข้อสังเกตอะไร ตอนนี้เธอก็เข้ามาสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ แต่ที่เห็นจะเด่นที่สุดก็เหมือนจะเป็นโต๊ะยาวแบบ ยาว ยาว และยาว ชนิดว่าคนที่นั่งหัวโต๊ะฝั่งโน้น กับคนที่นั่งปลายโต๊ะฝั่งทางเข้าต้องตะโกนคุยกันถึงจะรู้เรื่อง เป็นอย่างที่เดาไว้เป๊ะ


“ขอเริ่มการประชุมในบัดนี้” สิ้นเสียงคนที่เหมือนจะเป็นอาจารย์ใหญ่ร่างท้วม ดูมีอายุ ตัวสูงใหญ่ หน้าตาต้องมีสง่าราศี ผู้คนในห้องประชุมก็อยู่ในอาการสำรวมสงบให้เกียรติการประชุมเต็มที่


จะมีก็แต่ชัชชานีนี่แหละ ที่เอาแต่กวาดสายตามองซ้ายแลขวา คนในห้องประชุมส่วนใหญ่น่าจะเป็นบุคลากรขั้นอาจารย์ทรงคุณวุฒิ ซึ่งแต่ละผู้แต่ละคนก็มากชาติหลากพันธุ์ คนนั้นเอลฟ์ คนนี้คนแคระ คนนี้กอบบลิน (แต่ยังไงก็ไม่เจอเผ่าจอมมารสักที) นอกจากนั้นก็จะเป็นเหล่านักเรียนหน้าตาไฮโซไฮซ้อหล่อสวยเกินจินตนาการราวกับผ่านเขียงศัลยกรรมที่เดียวกันมา ซึ่งก็เดาได้อีกว่าน่าจะเป็นคนของสภานักเรียน


สำคัญสุดน่าจะเป็นนักเรียนหน้าตาหล่อสวยระดับธรรมดาสามัญชนข้างเธออีกสามคน


...ผู้ชายคนแรกหน้าตาดูบื้อๆ ผูกเนกไทสีแดง ...ผู้ชายคนต่อมาก็หน้าตายไร้อารมณ์ ผูกเนกไทสีเขียว ...ผู้หญิงคนต่อมาหน้าตาเรียบร้อยอ่อนหวานแต่มองๆ แล้วก็ดูจะมีกึ๋นพอตัว ผูกโบว์สีฟ้า 


คนสุดท้ายของสี่จตุรเทพก็คือเธอเอง โบว์สีเหลือง ได้สีเหลืองเป็นสีประจำตัวด้วยแหละ


...แหม ตามระเบียบแบบแผนของนิยายชื่อดังบางเรื่องดีจัง


...การประชุมดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน ไอ้ประเภทตัวอาวุโสจะพูดอะไรทีต้องอ้างถึงพระนางทวยเทพชื่อแสลงหูมาเป็นอารัมภบท พอถึงบทที่จะพูดถึงคู่ต่อสู้ก็จะใส่ไฟชนิดไม่เหลือซาก ขุดความชั่วทั้งหมดเท่าที่มันเคยมีมาเล่าวกไปวนมา เข้าประเด็นแผนรบไม่ได้ซักที


ในตอนนี้ เธอพอจะเดาได้แล้วว่า ตัวเองกำลังติดอยู่ใน เรื่อง อะไร


พอหันกลับไปที่ ผู้ถูกเลือก อีกสามคน ผู้ชายเนกไทแดงดูจะทำอาการตื่นเต้นมากพร้อมจะลุยไปตั๊นหน้าศัตรูในหัวข้อประชุมทุกเมื่อ ผู้ชายเนกไทเขียวก็หน้าตายต่อไปราวกับที่บ้านฝึกไม่ให้พูดมาแต่เกิด ผู้หญิงโบว์ฟ้าก็ทำท่าจะร้องไห้ทุกครั้งที่พูดถึงศัตรูตัวฉกาจ


“ศัตรูของเราคือนังจอมมารเวเนวาลัลซ่า นางพญาแห่งความมืด เผ่าพันธุ์อสูรปิศาจน่ารังเกียจ”


ตามสเต็ป ตัวร้ายต้องเล่นธาตุมืดตลอด ดินน้ำลมไฟอย่าได้ข้องเกี่ยว เดี๋ยวเสียของ ดูไม่เป็นจอมมารที่แท้จริง


“มันส่งสาส์นท้ารบมาว่าจะทำการศึกใหญ่ภายใน 3 วันนี้ และครั้งนี้ นางพญานั่นจะลงมาต่อสู้ด้วยตนเอง” อาจารย์ใหญ่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “คราวนี้ เห็นทีจะไม่รับมือง่ายเหมือนมอนสเตอร์ที่นางส่งมาแบบรอบก่อนๆ เป็นแน่”


ชัชชานีเริ่มวิเคราะห์พลางกลั้นขำ ...คุณสมบัติถัดไป ตัวร้ายต้องมีมารยาท จะทำอะไรต้องบอกตัวดีก่อนตลอดเวลา จะบุกมาวันไหน กี่โมงอะไรบอกละเอียดสุดๆ


“ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไรจากพวกเรา” อาจารย์คนหนึ่งเอ่ยเสียงเครียดเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการดึงเข้าประเด็นแผนรบ “แผนการรบของเรา เราจะแบ่งฝ่ายออกเป็นสี่ทัพ”


“สีแดงพลองครักษ์ภาคพื้นดิน.. สีเขียวพลเวทย์มนตรา ..สีเหลืองพลอาวุธระยะไกลและกับดัก สีฟ้ากุนซือและหน่วยรักษาพยาบาล” ชัชชานีพึมพำออกมา ซึ่งนั่นทำให้หล่อนกลายเป็นจุดสนใจแก่ทุกคนในองค์ประชุม


“จ..เจ้ารู้ได้อย่างไร นี่คือสุดยอดการวางทัพแบบตำราพิชัยสงครามในตำนาน นอกจากตระกูลในราชวงศ์ก็หามีใครจะล่วงรู้ไม่”


ทุกคนในห้องดูท่าจะ A M A Z I N G กับการพูดแบบเดาไปมั่วๆ ของชัชชานีมากเลยทีเดียว


“เอาล่ะ พวกมันจะบุกทัพมาโดยใช้เหล่าออร์คเป็นทัพหน้า ทัพกลางเป็นนักรบโครงกระดูก โดยหลังสุดจะเป็นนังพญามารนั่น”


“เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อ เราจะใช้หลักจตุรทัพนั่น แล้วให้องค์หญิงอยู่ท้ายสุด ภารกิจของพวกเราคือต้องให้องค์หญิงใช้ ไอ้นั่น พิฆาตนางพญาให้จงได้” นั่นไง อาวุธในตำนานที่ต้องเรียกให้เป็นความลับว่า ไอ้นั่น ที่พูดทีไร กระดากปากเมื่อนั้น มันโผล่ออกมาแล้ว..


ตอนแรกแชนิลเน่จะฟังเฉยๆ แต่พอนึกถึงคำสาปแช่งรวมกับตอนจบแปลนนิยายของไอ้เด็กนั่นได้ เธอก็ตรัสรู้ได้ทันทีว่า 
ถ้าเธอคาดเดาถูก แล้วปล่อยไปแบบนี้ เรื่องมันต้องไปลงเอยด้วย 
Bad Ending ซึ่งนั่นเท่ากับเธอก็จะต้องติดอยู่ในโลกนี้ตลอดไป!


“ขอถามอย่างนึงค่ะ” ถึงจะยังไม่มั่นใจ แต่มันก็น่าจะดีกว่าอยู่นิ่งดูดาย “ อ...ไอ้นั่น... มีองค์หญิงคนเดียวที่ถือได้รึเปล่าคะ”


ปัดโถ่ รู้งี้อ่านแปลนนิยายของไอ้เด็กนั่นตั้งแต่ต้นจนจบซะก็ดี จะได้ไม่ต้องมาคลาแคลงใจแบบนี้ ...ชัชชานีได้แต่สบถในใจ


“ใช่แล้ว มีเพียงผู้มีบุญญาธิการเท่านั้น ที่จักสามารถอัญเชิญ ไอ้นั่น ออกมาใช้ได้ ซึ่งก็ใช้เวลานานพอตัวในการอัญเชิญออกมา” ตาแก่จอมปราชญ์เป็นคนไขข้อข้องใจให้ แต่ความจริงมันคือการเพิ่มคำถามมากกว่า..


“ทำไมเราต้องรออัญเชิญ ไอ้นั่น ในสนามรบล่ะคะ ทำไมไม่อัญเชิญตั้งแต่ตอนนี้เลย อุตส่าห์มีเวลาเตรียมตัวทั้งที”


 “หามิได้ หากจะให้เจ้าหญิงทำเช่นนั้น การอัญเชิญ ไอ้นั่น นอกสมรภูมิรบ จะถือเป็นการลบหลู่ต่อจารีตประเพณี! ฉันคนนี้ล่ะ ที่จะไม่ยอม” แน่นอนว่าต้องมีคนค้านขึ้นมา ซึ่งนั่นก็เป็นสตรีจากสภานักเรียน ใส่แว่นหน้าเตอะ ให้ดูคงแก่เรียนเข้าไว้ล่ะนะ


...แต่เรื่องที่แปลกใจกว่าคือ ตัวละครบางตัวก็แทนตัวว่า ข้า ท่าน เจ้า แต่พอเป็นตัวละครกรุ๊ปเด็กๆ ก็จะใช้ ฉัน แก เธอ นาย 
อย่างหน้าตาเฉย สรุปแล้ว คนพวกนี้มาจากยุคเดียวกันจริงรึเปล่าหว่า...?


“กว่าเจ้าหญิงจะโอมมะลึกกึ๊กกึ๋ย เอา ไอ้นั่น ออกมาได้ ทหารทัพหน้าต้องเด๊ดสะมอเร่ตายภายในหนึ่งบรรทัดไปกี่ร้อยกี่พันคนคะ ฉากรบมันถึงจะอลังการ ดูดราม่า ดูจะเรียกน้ำตาได้” ชัชชานีค้านหัวชนฝา โดยอาศัยหลักตรรกะเหตุผลจากประสบการณ์...ที่อ่านจาก
นวนิยายทั้งหลายแหล่นั่นแหละ


“เชื่อสิ บางทีนะ เราไม่จำเป็นต้องรอ ไอ้นั่น หรอก แค่เรารวมพลัง เอาพวกตัวปรมาจารย์ในโรงเรียนนี้ รุมโจมตีมันพร้อมกัน แค่นี้เรื่องก็จ...”


“นังนี่ สามหาวนัก! สิ่งที่เจ้าพูดมา ขัดต่อหลักตำราพิชัยสงครามในตำนานที่สืบต่อมาช้านานอย่างฉกาจนัก หามีใครทำตามเจ้าได้หรอก!!” ตาแก่นักเวทย์คนเดิมเป็นคนจัดการกดหัวเธอลงไปจูบกับขอบโต๊ะ “เชิญท่านอาจารย์ทั้งหลาย ว่าความกระบวนศึกต่อเถิด”


ไอ้ตาแก่บ้า..ขืนเอาวิธีเดินทัพชนกันโง่ๆ แบบนั้นมาใช้ เรื่องก็จบแบบเดิมนะเซ่!


ทว่า นั่นก็เป็นแค่เพียงการกรีดร้องในใจเท่านั้น หามีใครรับฟังเธอไม่เลยสักคน


  //////////////////////////////////////////////////////////////////


รู้ตัวอีกที ...ก็ถึงวันรบแล้ว


ไม่นะ สองสามวันก่อนหล่อนยังได้เข้าไปกินนอนในหอพักสี่สีอยู่เลย วันนี้แล้วเหรอที่จะเป็นจุดไคลแม็กส์ของเรื่อง


...ความจริงมาติดอยู่ที่นี่ก็สนุกดีนะ เพราะชัชชานีดูจะเป็นผู้รู้ทุกเรื่องที่จะเกิดขึ้นดี...


“นักเรียนทุกคน นี่คือวันตัดสินแล้ว ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่” อาจารย์ใหญ่กล่าวให้พรแก่ทุกคนตามหน้าที่


...ชัชชานีได้แต่ปลงสังเวช เด็กนักเรียนที่น่าจะเป็นตัวประกอบ แต่ละคนยังเรียนหนังสือหนังหาอยู่แท้ๆ อยู่ๆ ก็โดนเกณฑ์ไปรบราฆ่าฟันอย่างงงๆ แต่ที่น่าปวดใจกว่า คือนักเรียนแต่ละนางไม่มีใครออกอาการรักตัวกลัวตาย หรือตื่นเต้นที่จะรบเลยสักนิด ทุกคนทำท่าทีสบายๆ ราวกับการไปสนามรบที่จะต้องนองเลือดคราวนี้ เป็นการไปฝึกเก็บผักเฉยๆ ไปสู้เท่ๆ ไม่เห็นมีอะไรต้องอาลัยอาวรณ์เลยเนอะ!


น่าปวดใจยิ่งกว่าของยิ่งกว่า ..นักเรียนทุกคน รวมถึง ‘ผู้ถูกเลือก’ ทั้งสี่คนอย่างพวกเธอ ยังอยู่ในยูนิฟอร์มชุดนักเรียนปกติ ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นชุดเกราะหรืออาภรณ์ประจำแต่ละสายการต่อสู้ไม่ใช่เรอะ!!


 ‘ผู้ถูกเลือก ทั้งสี่ นับชัชชานีรวมไปด้วยอีกคน ที่อยู่ๆ เอ็งก็มาเลือกข้า ไม่ถามสุขภาพข้าสักคำ ต้องลากสังขารไปอัญเชิญเจ้าหญิงให้มาร่วมทัพตามระเบียบ


ตรงทิศตะวันออกของโรงเรียน อยู่ติดกับผืนทะเลกว้างใหญ่ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่แค่หันหลังก็สวย สวย สวย และสวย หาคำบรรยายไม่ได้ ผมสีทองของนางกำลังปลิวไสวด้วยลมปริศนาที่อยู่ๆ ก็พัดมา ย้ำ เส้นเกศาต้องสีทอง ถึงจะมีสิทธิ์ได้เป็นคนสวยสะเด็ดเจ็ดย่านน้ำของเรื่อง


                นายพระเอกเนกไทแดง รับหน้าที่เข้าไปอัญเชิญองค์หญิงที่กำลังยืนถ่าย Music Video อยู่ริมทะเล โดยสีหน้าดูจะภูมิใจสุดขีด


                “องค์หญิงฟาเรอเดอะกวองมาเรซ โกมิลลานุส รีเนเซ่มาริวอีส พะย่ะค่ะ... ข้าน้อยมีข่าวมาบอก ..การศึกเริ่มแล้วขอรับ”


                พอได้ยินประโยคเหล่านี้ ชัชชานีก็มั่นใจว่า เธอเดาไม่ผิดเลย...ตอนนี้เธอกำลังติดอยู่ในเรื่องของไอ้เด็กบ้านั่นชัวร์ป้าบ!!


                “องค์หญิงระวัง!


                อยู่ๆ ก็มีหอกสีดำ ไม่มีทางเป็นสีอื่น พุ่งตรงมาหมายหัวเจ้าหญิงตัวหลัก(ที่ไม่รู้ทำไมต้องเป็นตัวหลัก) หากไอ้เนกไทแดงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็มัวแต่ยืนเหวอ จนคนที่เป็นอาจารย์ใหญ่กระโดดตีลังกาสามร้อยหกสิบองศามาเอาร่างขวางไว้


                สวบ.. หอกสีดำพุ่งทะลุท้องของผู้เป็นอาจารย์ใหญ่เรียบร้อย


                “อาจารย์ใหญ่!!!!” เวลามีใครโดนโจมตีอย่างหนัก ต้องมีคนทวนชื่อขึ้นอย่างดัง เพื่อเพิ่มอรรถรสความตกใจ


                และแล้ว อยู่ๆ ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงเลือด มีฝนตกโปรยปรายมา อยู่ๆ ท้องทะเลตรงหน้าก็แห้งเหือดเป็นทะเลทรายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นักเรียนทุกคนกรูเข้าไปหาอาจารย์ใหญ่ที่โดนทิ่มที่ท้อง แต่ตอนนี้เลือดกระอักตรงปาก ก่อนจะสั่งเสียร่ำไห้นานเกือบยี่สิบนาที


                แน่นอนว่ายี่สิบนาทีนี้ น้ำตาตัวละครอื่นๆ หมดไปนับได้เป็นบ่อ หากอาจารย์ใหญ่ก็ยังคงสั่งเสียทำประกันภัยต่อไป นานเท่าไหร่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตายซะที รวมถึงฝ่ายศัตรูเองก็มีมารยาทสุดๆ ไม่คิดจะใช้ช่องว่างที่ฝ่ายตัวดีทุกตัวกำลังสติแตกรออาจารย์ใหญ่เขียนพินัยกรรม โจมตีใส่ให้ตายๆ ไปพร้อมกันซักกะที


                อาจารย์ใหญ่ค่อยๆ เอื่อมมือเปรอะคราบเลือดที่กำลังสั่นระริกไปวางบนบ่าของพ่อพระเอกหน้าใส


“มันถึงเวลา ที่...ข้าต้อง....อั่ก...บอก.....ข้า...คือพ่อที่แท้จริง..ของเจ้า” เอาล่ะ จะเฉลยปมอะไรได้ก็ต้องใกล้ตายก่อนสินะ


                ครั้นแอบมองอีกที คนที่ดูจะมีได้รับพลังจากการตายของตัวละครอื่นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นพ่อพระเอกเนกไทแดง ที่กำลังดราม่าอย่างหนักหน่วงเมื่อเพิ่งรู้ว่าอาจารย์ใหญ่ตรงหน้า คือป๊ะป๋าของมัน ..ก็นะ..อย่างที่ว่าแหละ พระเอกจะเก่งเทพขึ้นมาได้ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ต้องมีปมในใจ ต้องให้ตัวละครอื่นตายก่อนเป็นแรงบันดาลใจ ถึงจะฮึดเป็น 


        ...ดีค่ะดี


                “วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” พอเห็นว่าอาจารย์ใหญ่ตายได้ในที่สุด เสียงหัวเราะน่ารังเกียจเสียดหูก็ดังขึ้น ดังไปทั่วสนามรบแบบไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง และไม่ต้องเดาเลยว่าใครเป็นเจ้าของเสียง


                “นังจอมมารเวเนวาลัลซ่า!!” อาจารย์เอลฟ์ตะโกนชื่อออกไปถูกอักขระทุกประการ ดูท่าจะพิศวาสกันมากถึงขั้นจำชื่อยากๆ กันได้ด้วยแฮะ


                “แก....!!!” แล้วอาจารย์เอลฟ์ก็เกิดเปรี้ยวบาทาใช้พลังวาร์ปตัวเองไปปรากฏต่อหน้านางพญาชนิดหายใจรดต้นคอ


เหล่านักเรียนตัวประกอบต่างฮือฮาที่อาจารย์เอลฟ์สุดหล่อสามารถประชิดตัววายร้ายสูงสุดได้ภายในพริบตา “นี่สินะพลังของเผ่าเอลฟ์ ผู้ทรงปัญญาในด้านศาสตร์มนตรา!!


...แล้วอาจารย์เอลฟ์ผู้ทรงพลังมนตรา ก็ควักดาบที่เหน็บไว้ข้างตัวขึ้นมาฟันช้งเช้งใส่นางพญาอย่างเอาเป็นเอาตาย...


“ถนัดเวทย์ ใช้พลังเวทย์เซ่!! มีหัวไว้คั่นหูยาวๆ รึไงยะ!!” ชัชชานีถึงกับทนไม่ได้ตะโกนออกไปอย่างเหลืออด


แต่ไม่ทันการเสียแล้ว อาจารย์เอลฟ์ถูกนางพญาชื่อจำยากๆ ดีดนิ้วทีเดียว อาจารย์เอลฟ์ที่เขาว่าเก่งนักเก่งหนาก็ลอยละลิ่วตกลงไปนอนจูบพื้นโลกอย่างสวยงาม ..ไม่น่ารอด


อยู่ๆ ฝนที่เอาไว้ชูกำลังความดราม่าก็กระหน่ำซัดสาดเพิ่มขึ้นไปอีก จนอยากจะพกเสื้อกันฝนมาใส่ตะหงิดๆ


กว่าจะสรุปความได้ อยู่ๆ สงครามก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง ตัวประกอบล้มตายกันด้วยความว่องไว นักเรียนเครื่องแบบสีเขียวก็สาดพลังอะไรก็ไม่รู้ปะทะกับพวกโครงกระดูกมนตรา ส่วนพวกสีเหลืองก็ยิงธนู ปืน สาดกับพวกออร์คอย่างเมามันส์ ด้านสีฟ้าก็ได้แต่กางเวทย์ป้องกัน หรือไม่ก็วิ่งไปรักษาคนที่ยังอยู่ในระดับบาดเจ็บ และด้านที่ชัดที่สุดก็พวกสีแดงที่ต้องต่อสู้กับกองซอมบี้อัศวินอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์


ช่างเป็นการที่จับคู่ที่ยุติธรรมมีจรรยาบรรณสุดๆ จริงๆ นะ...ไม่มีการประชดแต่อย่างใด


พอชัชชานีลองสำรวจอาวุธของตัวเองในฐานะสี่จตุรเทพ มันคือธนูลายสลักประดับเพชรสีเหลืองยั้วเยี้ย พอลองยิง ก็ออกมาเป็นลูกธนูธรรมดา เจาะแม้แต่เกราะของตัวซอมบี้ไม่เข้า ไม่มีความอลังการใกล้เคียงกับคำว่า สี่จตุรเทพ ผู้ถูกเลือก ที่เหลือเลยแม้แต่น้อย..


ใช่สิ สีเหลืองมันจืดจางนี่ สีเหลืองมันไม่ต้องเก่งกาจอะไรนี่ เป็นแค่ตัวประดับให้ครบจำนวนสี่ยอดฮิตก็พอ 


ใช่สิ ใช่สิ ใช่สิ!


พอหันไปทางพวกอาจารย์ทรงคุณวุฒิมากความสามารถทั้งหลาย พวกนางทำแค่โบกไม้โบกมือสั่งการนั่นนี่ แทนที่จะลงไปลุย..


“อาจารย์คะ..” ชัชชานีเลิกความคิดจะลุยด้วยตัวเอง ฝ่าฝูงชนมาถึงจุดที่คณาจารย์ผู้น่ารักยืนรวมกัน “ถ้าไม่อยากให้เด็กมาถอนหงอกว่า เป็นพวกมีประสบการณ์ซะเปล่า  แต่ถึงเวลาจริงดันไม่ได้ลุยเพราะมัวแต่ยืนเก๊ก ก็ช่วย...งัดของดีของเด็ดสาดใส่พวกมันสิคะ”


อาจารย์ผู้มากประสบการณ์ตามจำนวนรอยตีนกาเหี่ยวย่นบนใบหน้ามองหน้ากันปริบๆ ก่อนจะตัดสินใจร่ายเวทย์ออกไป


และตู้มเดียว พวกศัตรูลิ่วล้อที่รบกับนักเรียนสีแดงก็กระเด็นหายตายเป็นแถบ


เรื่องต่อไปที่ชัชชานียังหนักใจ ตอนนี้เธอต้องการจะติดต่อแผนการรบให้พวกนักเรียนที่ยั้วเยี้ยกันอยู่ตรงกลางสนามรบให้รู้กลวิธีใหม่ แต่สนามรบกว้างใหญ่ขนาดนี้จะทำยังไง


หล่อนลองตะโกนเล่นๆ เอาดาบหน้าไปก่อน “นักเรียนสีเขียวเมื่อกี้เห็นมั้ย อิพวกซอมบี้เดินดินเจอพลังเวทย์หน่อยก็ตายเป็นแถบละ ดังนั้น แบ่งกำลังจากสีเขียวครึ่งนึง สาดพลังเวทย์ใส่มันเลยค่ะ”


ได้ผล มีนักเรียนจำนวนมากได้ยินและทำตาม... อ้อ ลืมไป ในนิยายแฟนตาซีเด็กอายุสิบสองไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ตัวละครทุกตัวในสนามรบกว้างใหญ่ อยากพูดอยากตะโกนอะไร เดี๋ยวมันก็ได้ยินกันทั่วอาณาบริเวณเอง ราวกับติดไมค์แบบที่ใช้ขึ้นคอนเสิร์ตไว้ก็ว่าได้


พอมีคนทำตามแผนที่ชัชชานีบอก พวกซอมบี้ทัพถือดาบถือโล่ก็ตายภายในตู้มเดียว แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า อาวุธดาบที่พวกนักเรียนสีแดงใช้กัน มันไม่ใช่อาวุธสุดยอดชนะทุกอย่างได้จริง อย่างที่ชอบกล่าวขานกันนักหนา...


“ทัพหน้าที่เป็นซอมบี้หายไปแล้ว กลุ่มเลวัน..เอ่อ สีฟ้านี่แหละ ใช้เวทย์ผู้พิทักษ์คุ้มกันให้เหล่าสีแดงหน่อย” ชัชชานีเอ่ยแผนการรบเป็นฉากๆ ตอนนี้เธอรู้สึกฉลาดสุดๆ ในสมรภูมิแห่งนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงก็แค่ คิดต่าง ให้ขัดกับหลักความเบสิคของนิยายแฟนตาซี แค่นี้ก็ชนะใสใส


“กลุ่มสีแดงเข้าไปประชิดตัวตีพวกโครงกระดูกเวทย์เลย รวมถึงกลุ่มสีเหลืองก็ยิงระดมสนับสนุนไปด้วย พวกนี้เข้าประชิดตัวได้ก็จะเปราะมาก”


เป็นตามที่ชัชชานีคาดทุกอย่าง การศึกทุกอย่างดำเนินไปด้วยความง่ายดาย นางพญาฝั่งนั้นก็ใจดี ไม่ล่อหัวเธอสักที


“ไม่จริง ทำไมพวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้น!” เพราะทำได้แค่หวีดร้องทำท่าสะดีดสะดิ้งรับไม่ได้สุดๆ


“ก็ใครใช้ให้ค่อยๆ ส่งลูกกระจ๊อกมาให้ฝ่ายเราตีมอนอัพเลเวลล่ะค้า” สิ่งที่ตระหนักสำคัญได้อีกอย่างคือ นางพญาก็น่าจะเก่งแบบไม่มีใครทัดทาน ยิงพลังบู้มเดียวหายทั้งอาณาจักรตั้งแต่เริ่มเรื่อง แต่นางก็ค่อยๆ ส่งลูกกระจ๊อกมาให้ตัวดีตีมอนอัพเลเวลอย่างสนุกสนาน แล้วนางก็นั่งสวยในปราสาทกึ่งบ้านผีสิงรอไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ..


                พอชัชชานีหันกลับไปมององค์หญิงที่ยืนทำท่าสวดภาวนาสรรเสริญพระบารมีต่อทวยเทพแห่งแสงสว่างอสังหาริมทรัพย์แน่นิ่ง เธอก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเข้าไปตบนังองค์หญิงนี่ที่มัวแต่ถ่าย Music Video อยู่นั่นแหละ


                “องค์หญิ๊งงงง...!!” กุนซือจำเป็นอย่างแชชิลเน่ เอ่อ ชัชชานี ตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด “ศัตรูเผยช่องว่างแล้ว มัวทำอะไรอยู่ ใช้ ‘ไอ้นั่น จัดการเลยค่ะ!!


                “เข้าใจแล้ว หากมันต้องใช้เวลาในการทำพิธีอัญเชิญ” ในที่สุดองค์หญิงก็ยอมสดับรับฟังคำร้องทุกข์ของประชาชนรากหญ้า แล้วเริ่มทำพิธีอัญเชิญ ไอ้นั่น ออกมา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมไม่เอาเวลายืนสวยถ่าย Music Video มาอัญเชิญ ไอ้นั่น ตั้งแต่แรก


พระนางยังคงร่ายรำอัญเชิญต่อไปเรื่อยๆ....โดยไม่มีทีท่าว่าชาตินี้จะเสร็จ


                ชัชชานีหันขวับอีกรอบก็เห็นพ่อหนุ่มเนกไทแดงกำลังใช้ดาบคู่ใจฟาดฟันกวาดศัตรูชนิดใครก็หยุดไม่อยู่ รวมถึงพ่อเนกไทเขียวก็เสกเวทย์โจมตีในหน้าตายๆ แบบนั้น (คงจะคิดว่าเท่มาก) ส่วนแม่นางโบว์ฟ้าก็ไล่รักษาคนนั้นคนนี้แลดูน่าปวดหัว


                เอ่อ...ตามที่เคยได้ยิน พวกนางเป็นเด็กปีหนึ่ง หน้าใสวัยทีนอ่อนวิชาประสบการณ์ แต่ทำไมพอสู้จริงๆ มันดันเก่งเทพกว่า ไอ้พวกรุ่นพี่ตัวประกอบที่เรียนมานานกว่า หรือครูที่แก่ประสบการณ์กว่าหลายขุมจังเลยหนอ..


                ไม่สิ ไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์เนื้อเรื่องแบบนี้ ตอนนี้ต้องให้นังองค์หญิงติสต์แตกกระโจนตัวเอา ไอ้นั่น ไปปิดฉากนางพญาจอมมาร แต่ถ้ายังไม่เสร็จจริงๆ อัญเชิญไม่ได้จริงๆ พลังขององค์หญิงก็น่าจะพอไปสู้กับจอมมารได้  “องค์หญิง ไม่ต้องอัญเชิญแล้ว ไปสู้เลย!


                ตามที่คาด เจ้าหญิงชื่อยาวเป็นหางว่าวก็ตั้งสมาธิภาวนาบริกรรมคาถาอัญเชิญยาวเป็นหางว่าวตามสเต็ป หาได้รับฟังไม่


                “นังองค์หญิง!! วันนี้คือวันตายของเจ้า!!” ตัวร้ายที่ดีต้องแจ้งทุกเรื่อง แต่ถึงจะแจ้งขนาดนี้ นังองค์หญิงก็นิ่ง ท่องนะโมต่อไป


  สวบ!! หอกสีดำเจ้าเก่าพุ่งมาหาเจ้าหญิงเช่นเดิม คราวนี้เป็นตาแก่นักเวทย์ที่ปลุกเธอขึ้นมาในหอพักนั่นเอง


                สวบ!! หอกทิ่มทะลุร่างรุ่นพี่สภานักเรียนที่เคยเถียงเธอในองค์ประชุม เพราะนางเอาตัวเข้ามาขวางกั้นไว้อีกคน


                สวบ!! แม่นางโบว์ฟ้าเอาตัวเข้ารับหอกแทน นับแล้วก็เป็นรายที่สี่ แน่นอน พ่อหนุ่มเนกไทก็ร้องเรียกชื่อของแม่นางดังลั่น


                ...อินังองค์หญิงดัดจริตชีวิตต้องป๊อปเริ่มร้องไห้กระซิกๆ ออกมา 


        ...รวมถึงสติหลุด ลืมบริกรรมคาถาอัญเชิญ ไอ้นั่น ต่อ


        เอ๊า อีกลีบบุปผา


                “อย่าหยุดสิโว้ย!! เดี๋ยวคาถาที่อุตส่าห์สวดมาก็แตกหมดหรอก!!!” ชัชชานีตะโกนสุดเสียง และคราวนี้ก็น่าจะดังพอ เพราะนังองค์หญิง กลับมาบริกรรมคาถาต่อ และไม่กี่อึดใจถัดจากนั้น ไอ้นั่น อาวุธสุดยอดที่มีก็ไม่ใช้ซักกะที ก็ได้ออกมาปรากฏขึ้นบนมือนาง


                ธนู คทาเวทย์ อะไรก็ได้ ยิงเปรี้ยงเดียวตัวร้ายตายสนิท จบเรื่อง Happy Ending อ่ะ!!


                “ดาบในตำนาน...” องค์หญิงกล่าวพร้อมมองดาบที่มีประกายแสงเลื้อยๆ แสนอลังการ รูปทรงประหลาดๆ ออร่าเยอะๆ สลักลายยั้วเยี้ย ชนิดที่ว่าถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่านั่นคือ ดาบ


                “ดาบ!?” คนที่เพิ่งจะดีใจแหมบๆ เปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทัน “ช่างมันเหอะ ยังไงก็รีบใช้เร็วๆ เข้า!


                และแล้ว เจ้าหญิงก็เหาะทะยานไปประชิดตัวจอมมารด้วยความว่องไว ปล่อยให้สงสัยกันต่อไปว่า ..นางบินเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่


“แกต้องชดใช้ที่ทำให้ชีวิตบริสุทธิ์จำนวนมากต้องตายไป” หล่อนนั่นแหละตัวต้นเหตุ นังองค์หญิงดัดจริต


จังหวะนั้นเอง นางพญามารก็ดีดนิ้วเสกใยแมงมุมขึ้นมาพันธนาการตัวชัชชานีไว้แน่น “ข้าไม่อยากให้ใครสอดมือ”


ว่าแล้ว..นังองค์หญิง ก็ใช้ดาบในตำนานกระหน่ำ ย่อ ยก ชิด จ้วง แทงใส่นางพญามารไม่ยั้ง กระทั่งจังหวะหนึ่ง ดาบในตำนานก็กระเด็นหลุดออกจากมือองค์หญิง นางพลาดท่า โดนพลังความมืดซัดกระเด็นออกไปไกลโข


แต่ความหวังยังมี นายพระเอกเนกไทแดงรับดาบในตำนานเล่มนั้นไว้เหมาะมือ!


“ถึงเวลาพระเอกแล้ว ลุยเลยพวก!” คนที่ถูกพันธนาการด้วยใยแมงมุมเชียร์สุดใจ


พ่อพระเอกคนเก่งก็ลุยใส่นางพญาจอมมารไม่ยั้ง กระบวนท่าของทั้งสองก็หยุดอยู่ในท่าที่ฝ่ายพระเอกจ่ออาวุธอยู่ที่คอหอยของนางพญามารได้แล้ว


“ได้โอกาสแล้วก็...เชือดมันเลย!!” ชัชชานีเชียร์สุดกำลังขาดดิ้น


พระเอกที่อยู่ๆ ก็เก่งกาจขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ สูดลมหายใจลึก...


“....แกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร นังปิศาจ!


มันใช่เวลาฟื้นฝอยหาตะเข็บมั้ย ไอ้พระเอกโลกสวย!


“ข้าต้องการที่จะ...” และแล้วก็ถึงเวลาที่ตัวร้ายจะพูดความในใจสูงสุด“ทำลายโลกอันโสมมใบนี้ทิ้งไงล่ะ!! วะฮ่าฮ่าฮ่า!!


“เออดี ทำลายโลกที่ตัวเองยืนอยู่” ชัชชานีรำพันออกมาแม้จะขยับเขยื้อนตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


ขณะนั้นเอง เมื่อเห็นว่าหมอนั่นจะลงมือสับคอจริงๆ นางพญามารก็ร้องขึ้นมาดังลั่น


“แต่ตอนนี้ข้าสำนึกแล้ว ได้โปรดให้อภัยข้าเถิด...ข้าจะกลับตัวกลับใจ...” นี่มันมุกในตำนาน ใช้เมื่อไหร่ตัวดีก็จะอ่อนใจนี่นา


และแล้ว....


“ไอ้โง่ เชื่อเขาทำไม!!” ชัชชานีหวีดร้องดังลั่น ชนิดที่อยากจะเอาหัวไปโขกพื้นแต่ก็ทำไม่ได้เพราะติดหนึบอยู่ในใยแมงมุม ก็เพราะไอ้ตัวดีที่ว่า ดันใจอ่อนลดดาบลง แทนที่จะเลือกปลิดชีพศัตรูให้จบเรื่องไปแท้ๆ เชียว


 “เจ้าโง่! คิดหรือว่านางพญาจอมมารอย่างข้าจะกลับใจน่ะ!! ” เพียงนางพญามารเผยธาตุแท้ ใช้จังหวะช่องว่างนั่นตวัดมืออีกรอบ ก็ส่งผลให้ดาบในตำนานที่อุตส่าห์อัญเชิญออกมาถูกนังปิศาจทำลายอย่างง่ายดาย


อาวุธในตำนานบ้าอะไรวะ ของจีนแดงชัดๆ!!


“ไม่....!” พ่อพระเอกคนดี ดีจนแถวบ้านเรียกโง่ ได้แต่หวีดร้อง ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย


ทำไงดี.. นี่น่าจะเป็นฉากที่สิ้นหวังที่สุดของเนื้อเรื่อง กองทัพล้มตายกันเกลื่อน ยิ่งเห็นผู้นำอย่างองค์หญิงที่เทิดทูนกันนักหนารวมถึงสี่จตุรเทพกำลังจะพ่ายให้กับศัตรูทุกคนก็ยิ่งเสียขวัญ ...อย่าบอกนะว่ามันจะกลายเป็น Bad Ending


ไม่ได้ถ้าปล่อยให้จบแบบนั้น เธอก็อดกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมน่ะสิ!


“คิดสิคิด ฉากไคลแม็กส์ของนิยายแฟนตาซีที่แต่งโดยเด็กหัดเขียนมันจะจบยังไง”


ราวกับมีคนมาจุดตะเกียงในหัวให้ เธอคิดออกแล้วว่าจะทำยังไง “จริงด้วย ต้องใช้..ประโยคไคลแม็กส์!


ถึงมันจะน่าอายไปหน่อย ก็เอาวะ... เธอสูดลมหายใจลึกก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมา


“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ตัวข้านี้.. หนึ่งในสี่จตุรเทพนามชัชชา.. เอ้ย แชชิลเน่ ขอสละกายหยาบและดวงจิตของตน เพื่อซ่อมแซมให้ดาบในตำนาน ได้ใช้พิทักษ์ความ...เอ่อ...ความผาสุกของโลกใบนี้ด้วยเถิด!!


ใช่แล้ว แค่ตัวดีพูดประโยคเท่ๆ เชิงสรรเสริญเทพเจ้าในช่วงที่คับขัน จะมั่วแค่ไหน จะเพ้อแค่ไหน ปาฏิหาริย์ก็จะมีจริงเสมอ!


วินาทีนั้น ร่างของเธอค่อยๆ สลายเป็นขนนกแสงบริสุทธิ์ลอยละล่องไปหลอมรวมดาบสองส่วนให้ประกอบกลับคืนเป็นเช่นเดิม..


ภาพสุดท้ายที่ชัชชานีเห็น คือพ่อหนุ่มเนกไทแดงเข้ามาหยิบเธอซึ่งตอนนี้กลายเป็นดาบในตำนาน new version ขึ้นมา ก่อนที่จะทะลวงฟันเข้าที่นางพญามาร ฉัวะเดียว... ตามด้วยเสียงกรี๊ดหวีดร้องของนางพญามารอันแสนยาวนาน 


....แสงสว่างชนะเสมอแหละ! (ทำไมวะ)


โถ่ เป็นตัวร้ายก็น่าสงสารอย่างนี้ล่ะนะ ได้แต่กรี๊ดโหยหวนตอนจบ ฉากสั่งเสียอะไรกับลูกน้องตัวเองไม่เห็นจะมี...


พลัน...สติของเธอก็ดับวูบไปสู่ห้วงนิทราลึกเช่นเดิม....



 //////////////////////////////////////////////////////////////////


ปุ้ก!!


....ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าเสียงอะไร ก็แค่คนนอนตกเตียงเท่านั้นเอง


ชัชชานีกระเด้งตัวขึ้นมาสุดแรงเกิด รีบย้ายร่างไปอยู่ตรงหน้ากระจกเงาของห้อง หมุนซ้ายแลขวาสองสามที ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


“ฝันไป... มุกประจำใช้จนเกร่อ..” เธอส่ายหน้าไปมาอย่างระอา ครั้นมองเวลาว่าเพิ่งจะตี 1 จะหิ้วร่างถลาลงไปนอนบนเตียงต่อ เท้าเจ้ากรรมก็เตะกล่องใบหนึ่งที่วางระเกะระกะไว้ เรียกความสนใจของเธอได้สุดๆ


ชัชชานีตัดสินใจเอี้ยวตัวลงมาจัดการยกกล่องลังใหญ่ไปเก็บที่อื่น ตอนนั้นเอง สมุดจดสภาพเก่าเล่มหนึ่งก็หล่นลงมาแทบเท้า


ตามรูปแบบพวกนักอ่านมือฉมัง เจอของเก่าของดีก็ต้องรีบเอาขึ้นมาเปิดดู...


“เรื่อง มหาตำนานสะท้าน..พิภพโลกาศึกสงครามโรงเรียนเวทมนตร์แห่งเลอบาดอนลัส” ชัชชานีอ่านชื่อเรื่องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


“แต่งโดย เด็กหญิงชัชชานี มีสกุล”
             

...แต่งก็ไม่จบ


....สำนวนภาษาก็เน้นบรรยายเว่อร์ๆ ไว้ก่อน
           

...เนื้อเรื่องนี่ก็ลอกมาจาก Ha**y P**tter ผสม Pe*s* Ja**Son ชัดๆ...

 

...ชัชชานีบรรจงเก็บสมุดที่บันทึกลายมืออันแสนสวยงามของเธอไว้ในกล่องดังเดิม..


และมั่นใจว่า จะไม่หยิบมันขึ้นมาเชยชมอีกเป็นครั้งที่สอง.


== จบเหอะ ==

ผลงานอื่นๆ ของ BPisces

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 11:32
    สนุก สะใจมากก5555
    #2
    0
  2. วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 22:05
    ชอบบบ 55 ยกเป็นเรื่องสั้นในดวงใจเลยค่ะ 55
    #1
    0