นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Short Fiction Bungo Stray Dogs] Happy Brithday Chuya!! (Dazai X Chuya ft.You)

โดย BELLASHI

ฟิควันเกิดของชูยะ คู่ดาไซชูยะ จากเรื่อง Bungo Stray Dogs

ยอดวิวรวม

1,099

ยอดวิวเดือนนี้

37

ยอดวิวรวม


1,099

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


22
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 เม.ย. 61 / 06:52 น.
นิยาย [Short Fiction Bungo Stray Dogs] Happy Brithday Chuya!! (Dazai X Chuya ft.You)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

[Short Fiction Bungo Stray Dogs]

Happy Brithday Chuya!!

(Dazai X Chuya ft.You)






TALK:

สุขสันต์วันเกิดน้าาาชูยะสุดที่รักของเลาาา~~ ขอให้รักกับดาไซไปนานๆนะ5555 ฟิคครั้งนี้เราให้เหล่าผู้อ่านมามีส่วนร่วมในนี้ด้วยซึ่งก็คือตัวเราค่ะ ตอนแรกก็จะเป็นชูยะกับเรา ช่วงท้ายเป็นดาไซชูยะล้วนๆเลยค่ะ ที่เราให้ตลค.ตัวเราอยู่ด้วยนั้นเพราะมีความฝันว่าถ้าชูยะมีตัวตนจริงๆเราอยากจะทำอย่างนี้กับชูยะค่ะแต่ถ้าเป็นตลค.ผู้หญิงอื่นเราจะรู้สึกแปลกๆไปนิดหน่อยฮ่ะๆเลยไม่คิดจะใส่ชื่อตลค.เราค่ะให้คิดว่านี่คือเราได้มีส่วนร่วมจริงๆนะ หลังจากจบฟิคนี้คิดจะเว้นไปยาวๆจนถึงช่วงวันเกิดดาไซเลยค่ะแล้วกลับมาลงอีกที (ระหว่างนั้นอาจมีosปนมั้ง) เอาเป็นว่ารักดาไซรักชูยะรักฟิคนี้ก็ติชมได้นะคะ อยากให้มีตลค.เราอีกไหมก็บอกนะคะ เพราไม่รู้ว่าทุกคนโอเคไหม ยังไงก็ขอให้สนุกกับฟิคนี้นะคะ^^



Twitter: @bellashi_bs



b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 เม.ย. 61 / 06:52


[Short Fiction Bungo Stray Dogs]

Happy Brithday Chuya!!

(Dazai X Chuya ft.You)




“ไม่มี..ไม่มี..ไม่มี—!!”


เสียงของร่างนาม ‘นากาฮาระ ชูยะ’ กล่าวอย่างร้อนรนในขณะที่มือของเขาคุ้ยหาของบางอย่างภายในกล่องใส่เครื่องประดับของเขา


“มันหายไปไหนเนี่ย—!!”


ชูยะค้นหาทั้งห้องแล้วก็ยังไม่เจอ ‘ของชิ้นสำคัญ’ ของเขาเลยแม้แต่น้อย จำได้ว่าเมื่อวานเขายังใส่มันอยู่เลยแล้ววันนี้มันหายไปไหน!!?


‘ก๊อกๆๆ!!’


เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอกห้องของเขา ทำให้ชูยะที่กำลังหัวเสียกับการหาของต้องละสายตามาเปิดประตูห้องให้แก่แขกผู้มาเยือน


“อาเจ๊??”


ทันทีที่เปิดประตูปุ๊บเขาก็พบกับร่างอันคุ้นเคย นั้นก็คือ ‘โอซากิ โคโย’ นั้นเอง


“ฉันแวะเอาเอกสารมาให้หน่ะ...ว่าแต่ทำไมห้องของเธอถึงรกขนาดนี้หล่ะ?”


โคโยยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้ก่อนที่จะถามสภาพของห้องนี้ซึ่งมันเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกลื้อออกมาวางกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้อง


“พอดีหาของอยู่หน่ะ”


“ของ? ถึงขนาดต้องรื้อห้องขนาดนี้เชียวรึ? แล้วมันคืออะไรหล่ะ?”


“ ‘โชคเกอร์’ หน่ะ..มันหายไปตอนไหนก็ไม่รู้”


ชูยะกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย


“มิน่าหล่ะ..ทำไมวันนี้เธอถึงไม่ใส่โชคเกอร์ ให้ฉันช่วยหาให้ไหม?”


โคโยถามด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเป็นห่วงในขณะที่สายตาของเธอจ้องมองที่ลำคอของอีกฝ่าย


“ไม่หล่ะ...ไม่อยากรบกวนเท่าไหร่..”


ชูยะตอบด้วยน้ำเสียงเกรงใจ


“งั้นรึ...ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้หาเจอก็หล่ะกันนะ”


โคโยยิ้มให้กำลังใจก่อนที่ชูยะจะปิดประตูห้องเพื่อจบบทสนทนา


“มันหายไปไหนกันนะ...ทั้งๆที่ไม่เคยถอดออกแท้ๆเลย…”


__________


“เธอรู้ใช่ไหม..ที่ฉันเรียกเธอมาวันนี้เพราะอะไร?”


‘ดาไซ โอซามุ’ ถามเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังทำหน้ามุ่งมั่นอยู่


“ค่ะ...ก็เพราะรู้ดีเลยสินะคะถึงได้มาตามคำขอวันนี้…”


ฉันตอบร่างสูงตรงหน้าอย่างขันแข็ง


“ใช่แล้ว..อีกสองวันก็จะถึงวันสำคัญของพวกเรา”


ดาไซก็ทำหน้ามุ่งมั่นไม่แพ้กันทำให้บรรยากาศของสองคนนี้กดดันกันแบบสุดๆ


“วันที่ 29 เมษายน…”


ฉันชี้ไปยังปฎิทิธที่อยู่บนผนังห้องสีขาวสะอาดตา


“วันเกิดชูยะนั้นเอง~!!!”


ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกันอย่างกับนัดกันมาแต่ขอโทษนะ..พวกเราไม่ได้นัดกันพูดเลยสักนิด


“ขอบคุณน้า~ดาไซที่เรียกฉันมาในวันนี้!! ดีใจสุดๆไปเลยหล่า~”


ฉันกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง ใช่แล้วหล่ะ..ฉันถูกดาไซเรียกตัวมาอย่างกระทันหันถึงขั้นบอกว่า ‘ถ้าหากเธอไม่มาจะอดรูปแรร์ของชูยะ’ เลยหล่ะ!


และมีหรือที่ฉันจะไม่มาก็เพราะว่าอีกสองวันก็จะถึงวันเกิดของชูยะสุดที่รักของฉันและดาไซ~


“ที่ฉันเรียกเธอมาก็เพื่อเป็นผู้ช่วยในการจัดงานวันเกิดของชูยะยังไงหล่ะ!!!”


ดาไซพูดแล้วชี้มาที่ฉัน


“ว่าแต่..นายจะจัดงานวันเกิดชูยะยังไงหล่ะ??”


ฉันถามเรื่องแผนการกับดาไซ เขาหัวเราะในลำคอก่อนที่จะล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของเขา


“หึๆ...ฉันคิดมาให้เรียบร้อยแล้วหล่ะ!!”


นั้นก็คือแผ่นกระดาษที่ข้างในเต็มไปด้วยร่องรอยน้ำหมึกจากปากกาที่ขีดเขียนเต็มหน้า


“โห้ว~สุดยอดๆๆ”


ฉันปรบมือแสดงความชื่นชมในความพร้อมของดาไซก่อนจะรับแผ่นกระดาษมาอ่าน


ฉันไล่อ่านไปทีละบรรทัดของกระดาษซึ่งสรุปได้คร่าวๆคือ…


วันนี้ฉันจะต้องโทรนัดชูยะให้ออกมาเจอกันในตอนสายของวันที่ 28 เมษา แล้วก็เที่ยวกับเขาซึ่งในขณะนั้นฉันต้องพยายามถามหรือสังเกตุว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม จากนั้นฉันต้องเมลบอกดาไซในสิ่งที่ชูยะอยากได้แล้วดาไซจะไปหามาให้แล้วพอตกดึกก็ต้องผลัดเวรกับดาไซโดยเราต้องเนียนออกมาโดยที่ไม่ถูกชูยะสงสัย ที่เหลือดาไซจะจัดการเองในขณะนั้นฉันต้องมาจัดปาร์ตี้ที่ห้องของดาไซรอให้ทั้งสองคนนั้นกลับมาซึ่งมันก็จะถึงวันที่ 29 เมษา พอดี


“แผนนายก็โอเคอยู่นะ..แล้วถ้าวันนั้นชูยะเกิดไม่ว่างขึ้นมาหล่ะ?”


ฉันถามด้วยความสงสัยก่อนที่ดาไซจะเดินเข้ามาแตะไหล่ทั้งสองข้างของฉัน


“เธอเคยได้ยินไหม… ‘ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก’ หรือนั้นก็คือหน้าที่ของเธอยังไงหล่ะ”


ดาไซจ้องมองตาฉันด้วยสีหน้าจริงจังราวกับว่านี่คือแผนที่ใช้ในสนามรบ ซึ่งก็ทำให้ฉันอดขนลุกไม่ได้


“ยะ..อย่าบอกนะว่า..ฉันต้องตื้อจนกว่าชูยะจะยอมหน่ะ..”


ใบหน้าก็ฉันเริ่มมีเหงื่อผุดไหลออกมาจากผิวหนัง..นี่เราต้องทำหน้าที่สำคัญขนาดนี้เลยหรอ…


“ถ้าหากเธอไม่ทำหล่ะก็...แผนทุกอย่างมันก็จะล่ม มันก็เหมือนกับว่าเธอทำลายแผนด้วยน้ำมือของเธอยังไงหล่ะ..”


บรรยากาศภายในห้องมาคุขึ้นเรื่อยๆรังสีกดดันแผ่ออกมาจากทั้งสองคนที่นั่งอยู่ภายในห้อง สีหน้าของฉันเริ่มหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ


ถ้าหากเราตื้อชูยะไม่สำเร็จ...ทุกอย่างก็จะพัง!! แบบนั้น..ไม่ยอมหรอกนะ!!!


ฉันเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดาไซ แววตาของฉันจากหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นแววตามุ่งมั่น


“ฉันจะทำค่ะ!! และฉันจะต้องทำมันสำเร็จแน่นอน!!!”


ดาไซยิ้มให้ฉันอย่างชื่นชมในความสามารถ บรรยากาศภายในห้องเริ่มกลับมาดูดีเหมือนเดิม


“ดีมาก!! ถ้างั้นเรามาเริ่มแผนกันเลย”


ดาไซยื่นโทรศัพท์ให้กับฉัน ฉันรับมาอย่างโดยดีก่อนจะเปิดหน้าจอแล้วไปที่บัญชีรายชื่อเพื่อหาชื่อของชูยะ


เจอแล้ว...ฉันกดไปที่ชื่อนั้นจากนั้นหน้าจอก็แสดงถึงการโทรออก


ตื้อ...ตื้อ…ตื้อ...


เสียงสัญญาณรอสายยังคงดังขึ้นอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งได้ยินเสียงเหมือนถูกรับสาย


‘ฮัลโหล..เธอเองหรอ? มีอะไร?’


น้ำเสียงชูยะดังขึ้นทำให้รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง


แหม~ได้ยินเสียงชูยะทั้งทีใครจะไม่ดีใจ~


“คือว่า...พรุ่งนี้ว่างไหม?

พอดีว่าวันนี้ฉันมาที่โยโกฮาม่าหน่ะแล้วอยากให้ชูยะพาเที่ยวหน่อยอ่ะ”


ในขณะที่พูดนั้นดาไซก็ยังคงจ้องฉันอย่างไม่วางตา คงเพราะว่าลุ้นคำตอบของทางฝั่งนั้นอยู่หล่ะมั้ง


“ขอโทษนะ..ฉันก็อยากพาเธอเที่ยวอยู่หรอก..แต่ดันมีงานเอกสารที่ทำยังไม่เสร็จหน่ะ…”


ชูยะกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด ซึ่งแน่นอนว่าเพราะฉันเปิดลำโพงดาไซจึงได้ยินคำตอบชัดเจน


ฉันส่งสายตาราวกับกำลังโทรจิตกับดาไซว่า...ทำยังไงดีหล่ะ??


ดาไซหยิบปากกากับกระดาษก่อนเขียนข้อความบางอย่างลงไปแล้วหันกระดาษมาที่ฉัน


‘ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก’


โอเค..สรุปคือให้ตื้อสินะ…


“งั้นหรอ...เสียดายจังเลยอ่ะ..อุตส่าห์จะได้เจอชูยะแล้วแท้ๆ~ ฉันอยากเจอนายจังเลย”


ฉันดัดเสียงตัวเองให้น้ำเสียงออกมาเศร้าสร้อยปนเสียดายให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทางนั้นยอมเจอกับเราให้ได้


“ชูยะ~นายไม่อยากเจอฉันจริงๆหรอ..นานๆทีฉันได้โอกาสมาหานายนะ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ...ฉันไม่อยากรบกวนหรอก..”


ฉันแกล้งดัด(จริต)เสียงให้ดราม่าที่สุดจนดาไซเขียนข้อความบนกระดาษแล้วยื่นให้ฉันดู

‘เธอควรที่จะได้รางวัลออสก้าสาขานักสตอรว์เบอรี่ยอดเยี่ยมแล้วหล่ะนะ’


ฉันยิ้มให้ดาไซก่อนเขียนตอบบนกระดาษว่า


‘ถ้าฉันได้นายก็คงได้สักร้อยรางวัลนะ’


ในระหว่างที่พวกเราเขียนโต้ตอบบนกระดาษนั้นก็ได้ยินเสียงชูยะพูดออกมาพอดี


‘งั้น...เธอมาที่ห้องฉันไหม’


หืมมมมม!!! ที่ห้อง!! ห้องชูยะงั้นหรอ!?


“ได้งั้นหรอ! จริงหรอ!!”


จากน้ำเสียงเศร้าเมื่อกี้นี้หายวับไปราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น พอได้ยินดังนั้นฉันอดที่จะหลุดน้ำเสียงดีใจออกไปไม่ได้


‘อืม..ได้อยู่แหละ..เดี๋ยวฉันบอกลูกน้องให้รอรับเธอข้างหน้าตึกพอร์ทมาเฟียหล่ะกัน’


“โอเคเลย! ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ!”


ระหว่างที่พูดนั้นฉันก็อมยิ้มด้วยความดีใจ ซึ่งแน่นอนว่าสีหน้าดาไซก็แสดงถึงความหมั่นไส้ฉันสุดขีด


ว้าย~ได้เข้าห้องชูยะด้วยหล่า~


‘อืม..เจอกันนะ’


ชูยะวางสายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดาไซกับฉันก็แท็คมือกันเนื่องจากเป็นไปตามแผน


“อย่างน้อยขอแค่เธอไปเจอชูยะก็โอเคแล้วหล่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้อย่าลืมพาชูยะออกมาด้วยหล่ะ”


“แล้วให้ไปเจอกันที่ไหนหรอ”


“หอชมวิว360องศา ฉันจะรอเธออยู่ที่นั้น แล้วเธอค่อยหาทางเนียนออกมา”


“เชื่อใจฉันได้เลย!!”


และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘แผนการเซอร์ไพส์วันเกิดชูยะ’ ยังไงหล่ะ!


__________


ในยามสายของวันถัดมาภายในเมืองโยโกฮาม่าที่ยังคงคึกคักอย่างเช่นเคย ตัวฉันในตอนนี้อยู่ข้างหน้าตึกสูงเด่นในใจกลางเมืองนี้ ฉันพยายามสอดส่องบริเวณหน้าตึกเพื่อหาลูกน้องของชูยะเพื่อที่จะพาฉันขึ้นไปหาเขา


แต่ยืนอยู่ได้ไม่นานก็มีชายชุดดำกลุ่มหนึ่งใส่แว่นสีดำเดินมาข้างหน้าฉันก่อนที่จะมีใครสักคนภายในกลุ่มเป็นตัวแทนเพื่อพูดคุยกับฉัน


“ชูยะซังกำลังรออยู่ข้างบน เดี๋ยวพวกผมจะนำทางให้”


สองประโยคสั้นๆถูกกล่าวออกมาตัวแทนกลุ่มชายชุดดำ สงสัยชูยะอาจจะให้ดูรูปเราเพื่อจะได้ทักตัวถูกคนสินะ


แต่มาเป็นกลุ่มชายชุดดำนี่ก็น่ากลัวแฮะ..อย่างกับเป็นเจ้าหนี้ตามท้วงหนี้อยู่เลย…


“คะ..ค่ะ”


ฉันพยักหน้ารับทราบ จากนั้นเหล่าชายชุดดำก็นำทางฉันเข้าสู่ตัวอาคารตึกนี้ ภายในตึกก็เหมือนอาคารบริษัทใหญ่ๆธรรมดาๆ มีตัวล็อบบี้ให้ติดต่อกับพนักงาน มีโซนพักผ่อนสำหรับลูกค้าเหมือนปกติทั่วไปเลย


ระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนถูกสายตาของผู้คนบริเวณนั้นหลายๆคนจ้องมองมาทางนี้ยังไงไม่รู้แฮะ แน่หล่ะ..อย่างกับสาวน้อยผู้อ่อนแอท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์...เข้าใจความรู้สึกของพวกคุณหนูคุณชายรวยๆที่มีบอดี้การ์ดตามติดแล้วหล่ะ…


เออ...เป็นจุดเด่นดี..แต่ก็หน้าอายนิดๆนะ..ฮ่ะฮ่ะ…


เดินจากห้องโถงล็อบบี้มาส่วนที่ไม่มีผู้คนแล้วก็พบกับลิฟท์ประมาณสองตัวอยู่ข้างกัน ชายชุดดำที่ยืนใกล้ปุ่มกดลิฟท์ที่สุดกดปุ่มลูกศรชี้ขึ้น หลังจากที่กดไปแล้วสักพักก็มีลิฟท์ตัวนึงเปิดขึ้นพวกเราจึงเดินเข้าไปภายในลิฟท์ก่อนที่มันจะปิดลง


ชายชุดดำที่อยู่ใกล้ปุ่มกดชั้นแต่ละชั้นกดไปที่เลขสามสิบ นั้นทำให้รู้ว่าชูยะน่าจะอยู่ชั้นสามสิบแน่เลย


เอาแล้ว...บรรยากาศเดดแอร์นี้…


ภายในลิฟท์อันแสนเงียบสงบ...ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเครื่องจักรของลิฟท์เลยแม้แต่น้อย มันเงียบถึงขนาดที่ว่าหากแค่หายใจก็อาจได้ยินกันทั้งหมดก็ได้…


แค่จะตดก็ยังต้องหยุดกระทำเพียงเพราะกลัวที่จะทำให้เกิดเสียงบวกกลิ่นอันรุนแรงที่น่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต แต่ตอนนี้ปวดตดมากเลย...ไม่น่ากินกล้วยก่อนมาเลย ฮือออ~เมื่อไหร่จะถึงน้า~อึดอัดจัง~T[]T


ติ๊ง!!


และแล้วในที่สุดเสียงสวรรค์ก็ทรงโปรด เสียงที่บ่งบอกว่าพวกเราได้เดินทางมาถึงชั้นสามสิบอันเป็นจุดหมายของเราแล้ว


โอ้ยย~ดีใจ~ตดได้สักที~TwT


พวกเราเดินออกมาจากลิฟท์ บรรยากาศข้างนอกลิฟท์ช่างบริสุทธิ์เหลือเกินจนอยากจะสูดเก็บกลับบ้านมากกกก


เหล่าชายชุดดำพาฉันเดินตามทางเดินกว้างจนกระทั่งถึงหน้าห้องๆหนึ่งที่ติดเลขไว้ว่า 3010


ชั้นสามสิบห้องที่สิบสินะ ถ้าตีความไม่ผิด


ชายชุดดำคนหนึ่งเคาะประตูที่อยู่ข้างหน้าฉัน สักพักก็มีเสียงคล้ายปลดล็อกประตูก่อนที่จะถูกเปิดออก


ข้างหน้าฉันเป็นร่างที่ฉันคุ้นเคยดีโดยเฉพาะส่วนสูงที่ไล่เลี่ยกัน เส้นผมสีส้มที่ไร้หมวกปิดบังสะท้อนกับแสงไฟบนทางเดินทำให้ส่องประกายงดงาม ดวงตาสีน้ำเงินราวกับน้ำทะเลสบตากับฉันก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกมา


“กำลังรออยู่เลย..เข้ามาสิ”


พอได้ยินกับคำเชื้อเชิญเช่นนั้น ฉันก็พยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้อง โดยที่ไม่ลืมหันหลังมาขอบคุณเหล่าชายชุดดำที่เป็นไกด์นำทางมาถึงห้องๆนี้


หลังจากได้ยินเสียงปิดประตู จากอาการที่เงียบสงบเรียบร้อยของฉันในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นอาการปลื้มปิติดีใจที่ได้เจอกับชูยะ


“ชูย๊าาา~~คิดถึงจ๊างงง~~!!”


ฉันหันไปหาชูยะพร้อมกระโจนเข้าไปกอดชายที่ส่วนสูงไล่เลี่ยกันตรงหน้า ทำให้ชูยะเอนไปข้างหลังเพราะแรงกระโดดเข้ามาหาอย่างไม่ได้ตั้งตัว


“อะไรกันเล่า...เมื่อวานก็พึ่งโทรคุยกันไม่ใช่หรอ”


ชูยะไม่ได้กอดตอบแต่จับไหล่ทั้งสองข้างของฉันดันออกให้มาเผชิญหน้า


“แหม..ก็ได้ยินเสียงมันไม่ดีใจเท่ากับเจอตัวเป็นๆหรอกน้า~”


ฉันกล่าวพลางยิ้มจนแก้มปริ ทำให้ชูยะอดเคอะเขินไม่ได้


“เข้ามานั่งก่อนสิ เดี๋ยวจะชงชาให้”


ฉันพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปภายในตัวห้องซึ่งโดยรวมแล้วเป็นระเบียบเรียบร้อยยกเว้นบนโต๊ะทำงานที่หันหน้าติดกำแพงซึ่งเต็มไปด้วยกองเอกสารต่างๆ ฉันเลือกที่จะนั่งบนปลายเตียงซึ่งเป็นส่วนที่เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วก็จะเห็นเก้าอี้ของโต๊ะทำงานที่หันหลังให้เรานั้นเอง


จะได้มองแผ่นหลังชูยะเวลาเบื่อๆได้ไงหล่า~


ระหว่างที่ฉันนั่งพลางสำรวจบรรยากาศภายในห้องอยู่นั้น ชูยะที่กำลังค้นหาอะไรสักอย่างในตู้เย็นอยู่ก็ถามขึ้น


“เธออยากกินอะไรระหว่างเค้กชาเขียวกับสโคน?”


พอได้ยินคำถามฉันก็หันไปทางตู้เย็นที่มีชูยะนั่งอยู่หน้าตู้เย็นถึงแม้ว่าฝาตู้เย็นจะบังเจ้าตัวอยู่ก็ตาม


“เค้กชาเขียว~”


ฉันยิ้มตอบกลับไปถึงชูยะจะไม่ได้หันมาก็เถอะ


สักพักชูยะก็นำเค้กชาเขียวที่ถูกห่อด้วยพลาสติกออกมาก่อนจะจัดใส่จานแล้วนำไปวางไว้บนถาดที่มีถ้วยน้ำชาวางไว้อยู่แล้ว


ฉันมองไปที่แผ่นหลังชูยะซึ่งในวันนี้ชูยะก็คงแต่งชุดทำงานเหมือนทุกครั้ง ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันหยุดชูยะก็น่าจะแต่งชุดอยู่บ้านกลับไม่ได้ใส่มัน คงเป็นเพราะหยุดเหมือนไม่ได้หยุดมั้ง


ชูยะหันหลังกลับมาพร้อมในมือที่ถือถาดซึ่งบนนั้นมีเค้กชาเขียวกับถ้วยชาอยู่


“ถ้าเธอกินไม่อิ่มก็กินในสโคนในตู้เย็นไปนะ แล้วถ้าอยากเติมชาก็ตรงเคาน์เตอร์ข้างตู้เย็นเลย”


ชูยะบอกพลางชี้ไปในแต่ละจุดของห้องเพื่อให้ฉันรู้


“ขอโทษนะ..ทั้งๆที่งานก็ยุ่งอยู่แท้ๆยังอุตส่าเตรียมขนมต้อนรับเราอีก..”


ฮือซึ้งใจยิ่งนัก… ฉันต่อประโยคในใจ


“ช่างเถอะมันเรื่องปกติน่า...อีกอย่างฉันเป็นคนชวนเธอมาที่นี่ก็ต้องต้อนรับสิ”


ชูยะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้ฉันรู้สึกผิดที่ร่วมมือกับดาไซให้ตื้อชูยะ…(ไม่ทันแล้วมั้ง…)


“อยากได้อะไรเพิ่มก็เรียกฉันนะ”


“อืม!!”


ฉันพยักหน้าก่อนที่ชูยะจะหันหลังไปนั่งโต๊ะทำงานเพื่อเคลียร์งานของตัวเองให้เสร็จ


ฉันหยิบถ้วยชาเพื่อที่จะจิบชาแต่ก่อนหน้านั้นฉันพิจารณาลวดลายของถ้วยชาซึ่งออกแบบเป็นลายดอกไม้โทนสีน้ำเงินตัดกับพื้นหลังถ้วยที่เป็นสีขาวสะอาดตา


ให้ความรู้สึกงดงามดูมีระดับแม้ว่าจะเป็นลายเรียบๆก็ตาม


หลังจากได้เชยชมถ้วยชาแล้วฉันก็กำลังจะจิบชาร้อน แต่ทันทีที่ถ้วยชาอยู่ในระดับปากนั้นก็ได้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆของชา


อ่า..เป็นกลิ่นที่หอมสบายมากเลย..


พอรับรู้กลิ่นหอมแล้วฉันจึงจิบชาร้อนซึ่งอยู่ในระดับไม่ลวกปากเกินไปนั้น สัมผัสรสชาติที่แล่นสู่ลิ้นก็ทำให้ฉันตกใจ


กลิ่นที่ว่าหอมแล้วก็ไม่เท่ารสชาติที่หอมยิ่งกว่า


อ่า...รู้แล้วหล่ะว่ามันคือชาอะไร


“ชาหอมหมื่นลี้หรอ ชูยะ?”


หลังจากที่ฉันว่าถ้วยลง ชูยะที่นั่งทำงานอยู่ก็ตอบขึ้นมา


“ใช่แล้วหล่ะ...พอดีว่าได้มาตอนไปทำภารกิจที่จีนหน่ะ อร่อยไหม?”


พอถึงคำถามท้ายประโยคชูยะก็หันมาเผชิญหน้า


“อืม..ทั้งหอมทั้งอร่อยเลยหล่ะ...รู้ไหม ชาที่ฉันชอบที่สุดก็คือชาหอมหมื่นลี้นี้หล่ะ”


ฉันตอบอย่างมีความสุข แน่หล่ะได้กินสิ่งที่เราชอบจากคนที่ชอบมีหรือจะไม่มีความสุขขนาดนี้


“งะ..งั้นหรอ..”


ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ ฉันเห็นเหมือนแก้มชูยะขึ้นสีแดงด้วย


ฉันจ้องหน้าชูยะที่ขึ้นสีแดงด้วยความเขินอยู่นั้นสายตาก็เลือบไปเห็นสิ่งที่ผิดปกติไปที่บริเวณลำคอของอีกฝ่าย


“ชูยะ..โชคเกอร์นายหายไปไหนหรอ?”


ทันทีที่ฉันถามไปชูยะก็ทำสีหน้าเศร้าหมองลง


“ฉัน..ทำมันหายหน่ะ..”


น้ำเสียงชูยะดูอ่อนลงไปเยอะเลย มันทำให้ฉันตกใจไม่ได้และอยากจะช่วยทำอย่างสักอย่าง


“ฉันจะช่วยหานะ!!”


ฉันลุกขึ้นยืนพลางทำน้ำเสียงแข็งขัน


“ไม่ต้องหรอก..ฉันหามาสามวันแล้ว ยังไม่เจอเลย”


“สะ..สามวัน!!?”


ฉันเผลอเสียงดังด้วยความตกใจ หามาสามวันแล้ว..แสดงว่าต้องเป็นของสำคัญมากแน่ๆเลย


“ขอบใจนะที่ช่วย..แต่ไม่ต้องหรอกนะ...ฉันยอมแพ้แล้วหล่ะ”


ชูยะยิ้มเฝื่อนๆให้ มันเป็นรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดเลย...ไม่ชอบเลยที่ชูยะยิ้มอย่างนี้..


“งั้นหรอ…”


ในเมื่อชูยะพูดอย่างนั้นไฟที่ฉันพร้อมช่วยก็หายไปทันทีแล้วกลับลงไปนั่งดังเดิม


โชคเกอร์...ทำหาย…น่าจะเป็นของสำคัญ…


อ่ะ!!สิ่งนี้แหละ!!ที่ต้องมาบอกดาไซ!!


พอคิดได้ดังนั้นฉันก็ยิ้มโทรศัพท์ขึ้นมา กดไปที่กล่องข้อความก่อนจะพิมพ์อะไรบางอย่าง


‘ชูยะทำโชคเกอร์หายไป หามาสามวันแล้วยังไม่เจอเลย น่าจะเป็นของสำคัญ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นของขวัญวันเกิดได้!!’


เมื่อฉันพิมพ์เสร็จก็กดส่งข้อความไปหาบุคคลร่วมอุดมการณ์..ดาไซ


เหลือแค่พาชูยะออกไปที่จุดที่ดาไซนัดเอาไว้แค่นั้น


แต่ถ้าชูยะงานเยอะจนไปไม่ได้...จะทำยังไงนะ…


พอคำถามผุดขึ้นมาในสมองก็ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของดาไซขึ้นมา


‘ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก’


โอเค...ตื้อก็ตื้อ...ไม่นานฉันน่าจะติดนิสัยนี้มาจากดาไซแน่นอน...นิสัยที่บ่งการคนอื่นนั้นก็คงมาจากคำว่า ‘ตื้อ’ หล่ะมั้ง…


เอาหล่ะ!!ลองถามชูยะดูดีกว่า


“ชูยะ..ตอนเย็นไปข้างนอกกันไหม?”


พอชูยะได้ยินประโยคนี้ก็หันมาหาฉัน


“ก็ถ้าเสร็จงานเร็วจะไปก็ได้นะ”


หันมาพูดแค่นั้นก็หันกลับไปทำงานดังเดิม


ถ้างั้นหน้าที่ของฉันตอนนี้คือห้ามรบกวนชูยะสินะ!


พอคิดได้ดังนั้นก็จัดการกับเค้กชาเขียวที่ชูยะเตรียมไว้ให้และดื่มชาจนหมดอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดคำพูดที่ว่าหน้าท้องตึงหนังตาก็หย่อนก็ใช้ได้ผลกับฉันในตอนนี้มาก


ง่วงซะแล้วสิ..ของีบซะหน่อยนะ…


เปลือกตาค่อยๆหลับลงเพราะความง่วง ชูยะที่นั่งทำงานอยู่นั้นหันมาเห็นพอดีทำให้เจ้าตัวห่มผ้าห่มให้และจัดท่านอนให้กับหญิงสาวคนนี้ให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุดก่อนที่จะจัดการเก็บถาดไปล้างให้


“ฝันดีหล่ะ…”


คำพูดถูกเอ่ยมาแค่นั้นก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบเช่นเดิมมีเพียงเสียงปากกาขีดเขียนที่ดังมาเป็นบางช่วงเท่านั้น


_________


“อืม…”


เสียงสะลึมสะลือของหญิงสาวดังขึ้นบ่งบอกว่าได้เวลาตื่นจากฝันแล้ว ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงหลังจากอยู่กับความมืดอันเนื่องจากการหลับตามาหลายชั่วโมง


ไฟในห้องเปิดไว้อยู่ทั้งๆที่ตอนแรกไม่ได้เปิดไว้ ทำให้ฉันงุนงงจึงหันไปทางหน้าต่างก็พบว่าดวงอาทิตย์นั้นลับลาจากฟากฟ้าไปเสียแล้ว


งั้นก็แสดงว่านี่กลางคืนแล้วหล่ะสิ!!!


ด้วยความตื่นตระหนกที่ตัวเองดันหลับโดยไม่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ทำให้ฉันเปิดโทรศัพท์ขึ้นเพื่อดูเวลา


19:20 น.


หนึ่งทุ่มยี่สิบงั้นหรอ...ดาไซจะไปถึงที่นั้นหรือยังนะ


ฉันเปิดกล่องข้อความดูพบว่ามีเมลส่งมาจากดาไซหนึ่งข้อความ


‘ให้มาที่จุดนัดตอนสองทุ่มนะ อย่าลืมหล่ะ!’


ทั้งข้อความถูกเขียนไว้แค่นั้นแต่มันให้ฉันโล่งใจนิดหน่อยที่คิดว่ายังพอมีเวลาอยู่


พอคิดได้ดังนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมที่ขามันหนักๆพอมองไปก็พบว่าที่ขาถูกห่มด้วยผ้าห่มอยู่ แสดงว่าชูยะน่าจะเป็นคนทำให้เพราะว่าตอนฉันนอนไปนั้นไม่ได้ห่มผ้าไว้เลย


ชูยะนี่..อ่อนโยนจังเลยนะ


ฉันอมยิ้มไว้พลางคิดเช่นนั้น


ในขณะที่ฉันจะหันไปหาชูยะที่น่าจะทำงานอยู่บนโต๊ะนั้นเพื่อจะขอบคุณสำหรับผ้าห่มก็พบกับความว่างเปล่า


ชูยะหายย!!???


จากความใจเย็นกลายเป็นความตื่นตระหนก ชูยะหายไปไหน!!? ชูยะหายไปไหน!!? ชูย๊าา!!


ในขณะที่หัวคิดอยู่แต่อย่างนั้นทันใดนั้นร่างของคนที่ทำให้ฉันตื่นตกใจสุดขีดถึงขั้นหายง่วงก็ปรากฎตัวขึ้น


“เป็นอะไรไป..ทำหน้าตกใจเชียว?”


ชูยะที่เดินเข้ามาเห็นจึงถาม ทำให้ฉันที่นั่งอยู่บนเตียงรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาราวกับอีกฝ่ายจะหายไป


“ก็ฉันตื่นมาไม่เจอชูยะนี่!! นายหายไปไหนมา…”


ฉันกอดด้วยความกลัวทำให้ชูยะใช้มือลูบหลังฉันเบาๆเพื่อปลอบใจ


“แค่ไปส่งงานเอง..กลับมาแล้วนะ..”


ส่งงาน?? แสดงว่าทำเสร็จแล้ว??


คิดได้ดังนั่นฉันก็ดันตัวชูยะออกเพื่อที่จะเผชิญหน้าด้วย


“นายทำงานเสร็จแล้ว??”


ชูยะที่ตามอารมณ์ฉันที่เปลี่ยนปุบปับไม่ทันตอบอย่างมึนๆ


“ก็ใช่..”


ฉันทำตาโตและฉีกยิ้มด้วยความดีใจก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


“งั้นก็แสดงว่าไปข้างนอกได้แล้วสินะ!!?”


ชูยะพยักหน้า ทำให้ฉันรีบพูดประโยคถัดไป


“ไปจุดชมวิว360องศากัน!! ฉันอยากไปที่นั้นกับนายมากเลย!”


แววตาแสดงความตื่นเต้นของหญิงสาวทำให้ชูยะอดที่จะยิ้มตามก่อนที่จะตอบ


“ถ้างั้นไปกันเลยไหม? ถือว่าฉลองที่ฉันทำงานเสร็จหล่ะกัน”


“อืม!!”


หลังจากจบบทสนทนาข้างต้นแล้วทั้งคู่ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของ ชูยะสวมหมวก เสื้อคลุมประจำเจ้าตัวและผ้าพันคอก่อนที่จะเดินออกจากห้องพร้อมฉัน


เราเดินออกมาภายนอกอาคารแล้ว บรรยากาศยามค่ำคืนของโยโกฮาม่ายังคงสวยเฉกเช่นทุกวัน และยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิทำให้ต้นซากุระในเมืองนี้บานสะพรั่งตามถนนหนทางบวกกับสายลมเย็นที่พัดมาจากทางทะเลทำให้ไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวเกินไป พวกเราทั้งคู่เดินไปตามทางเดินเพื่อไปยังจุดหมาย


“ชูยะ..ขอบคุณสำหรับผ้าห่มนะ นอนหลับสบายมากเลยหล่ะ”


ฉันพยายามหาเรื่องคุยกับชูยะเพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศเดดแอร์ขึ้น


“งั้นหรอ..ถ้างั้นก็ดีแล้ว”


ถึงชูยะจะไม่ได้ตอบประโยคยาวอะไรมากมายแต่มันก็ทำให้ฉันมีความสุข


เดินมาไม่นานพวกเราก็ถึงจุดหมายแล้ว ต้องขอบคุณตึกพอร์ตมาเฟียที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณนี้


“รีบขึ้นไปกันเถอะ!! อยากเห็นเมืองนี้จากที่สูงจะแย่แล้ว”


ฉันพูดพลางทำหน้าเสียงตื่นเต้นก่อนที่จะจูงมือชูยะรีบซื้อตั๋วเพื่อที่จะรีบขึ้นไป


ถ้าไม่รีบก็แย่สิครับเดี๋ยวเจอดาไซบ่นชัวร์!!


“เธอไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้น่า มีเวลากว่ามันจะปิดเยอะไม่ใช่หรอ”


ชูยะที่ดูเหมือนจะจับสังเกตุได้จึงเอ่ยทักทำให้ฉันต้องรีบหาประโยคแก้ตัว


“ก็กลัวคนมันจะเยอะนี่น่า ใครๆก็บอกว่าถ้ามองเมืองนี้จากที่สูงมันจะสวยนี่น่า~”


พอฉันพูดจบประโยคเราก็ขึ้นลิฟท์มาถึงจุดชมวิวพอดี ฉันรีบวิ่งจูงมือชูยะมาที่กระจกใสที่สะท้อนเป็นภาพบรรยากาศวิวของเมืองนี้


ชูยะที่มาเห็นด้วยดังนั้นก็อดที่จะชะงักไม่ได้..ทั้งๆที่อยู่เมืองนี้มานานแท้ๆกลับไม่เคยซึมซับบรรยากาศนี้สักครั้ง


ภาพบรรยากาศที่มองลงมาจากวิว360องศานั้นสวยงามยิ่งกว่าตอนอยู่บนพื้นดินแล้วมองขึ้นมาอีก เมืองในยามค่ำคืนที่เปิดไฟส่องสว่างไปทั่ว ต้นซากุระที่กลีบของมันค่อยๆร่วงหล่นบนพื้นตามทิศทางของลมและเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าก็พบกับดวงจันทร์ที่ส่องสุกสว่างแก่โลกใบนี้ตามด้วยดวงดาวที่ส่องประกายถึงแม้จะไม่มากมายแต่มันก็ช่วยประดับประดาให้ท้องฟ้าสวยมากยิ่งขึ้น


ทั้งๆที่มันก็ไม่น่ามีอะไรพิเศษแท้ๆกับการมองภาพเมืองตัวเองตอนกลางคืนแต่มันกลับเป็นจุดฮิลตัวเองจากการทำงานเป็นชั้นดีเลย


ฉันที่ยืนมองท่าทางชูยะที่กำลังตื่นตากับภาพทิวทัศน์อยู่นั้นมันทำให้ฉันมีความสุข..


ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดนายจากฉันล่วงหน้าหนึ่งวันได้ไหมนะ?


แต่แล้วความสุขมันก็ต้องมีวันหมดลงเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของฉันเองดังขึ้น


หน้าจอโทรศัพท์แสดงให้เห็นบุคคลที่โทรเข้ามามันก็ทำให้ฉันอดที่จะเบะปากไม่ได้


‘ดาไซ’


แค่เห็นชื่อนี้ก็รู้แล้วว่ารีบโทรมาเพื่อจะให้ฉันรีบออกห่างจากชูยะเพื่อตัวเองจะได้เข้าไปแทนที่ได้สักที


นิ้วชี้ฉันสไลด์หน้าจอเพื่อรับก่อนจะกรอกเสียงใส่ไปเบาๆ


“โธ่..กำลังมีความสุขอยู่แท้ๆ..”


พอพูดไปอย่างนั้นสักพักอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา


‘พอเลย..หมดเวลาของเธอแล้ว..แค่ได้เข้าห้องของชูยะ นอนบนเตียงของชูยะฉันก็อิจฉาเธอเต็มแก่แล้ว’


พออีกฝ่ายตอบมาอย่างนั้นทำให้ฉันฉงนใจ เห้ย?ดาไซรู้ได้ไงว่าเรานอนบนเตียงชูยะหน่ะ!!


‘ไม่สังเกตุเลยน้า~กระเป๋าเธอมีกล้องจิ๋วติดอยู่หน่ะ~’


ทันทีที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นฉันก็มองไปที่กระเป๋าตัวเองก็พบกล้องขนาดเท่าแมลงติดตรงสายสะพาย


“นายติดมันตอนไหนเนี่ย!!?”


ฉันตะคอกเบาๆแต่ชูยะดันกลับเห็นท่าทางของฉันเสียก่อน


“มีอะไรหรอ?”


พอชูยะถามดังนั้นฉันก็เริ่มร้อนรนก่อนที่จะรีบหาทางแก้ตัว


“พะ..พอดีว่าเพื่อนโทรมาหน่ะ..ขอตัวไปคุยก่อนน้า~”


ไหนๆก็หมดหน้าที่เราแล้วก็ขอชิ่งไปเลยหล่ะกัน


“อ้ะ!!เดี๋ยวสิ..!”


ก่อนที่ชูยะจะรั้งหญิงสาวก็สายไปแล้วเพราะเธอวิ่งจากไปอย่างว่องไวมาก


พอชูยะเห็นดังนั้นก็อดเศร้าใจนิดหน่อย เหมือนโดนปล่อยมาทิ้งยังไงไม่รู้


ชูยะหันไปมองวิวอีกครั้งราวกับจะคิดอะไรเล่นๆรอหญิงสาวเสียหน่อย


“แปลกนะเนี่ย~ที่เห็นชูยะมาที่อะไรอย่างนี้ด้วย”


แต่แล้วบรรยากาศที่ตัวเองชื่นชอบนั้นก็หมดลงทันทีที่ได้ยินเสียงกวนประสาทอันคุ้นเคย


“ดาไซ!!?”


ชูยะหันไปเผชิญหน้าด้วยความตกใจแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเห็นเป็นเรื่องปกติแทน


“เออ!จริงสิ...เธอคนนั้นฝากมาบอกว่ามีธุระด่วนต้องไปทำหน่ะ เลยฝากให้ฉันช่วยอยู่กับนายสักหน่อย”


ดาไซยิ้มให้อีกฝ่าย มันเป็นรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้มากสำหรับชูยะ


“ในเมื่อเธอติดธุระ..ฉันก็หมดหน้าที่แล้วถ้างั้นฉันกลับหล่ะ..”


ในจังหวะที่ชูยะเดินหันหลังจะกลับอยู่นั้นเอง มือของดาไซก็จับมือของอีกฝ่ายเพื่อรั้งเอาไว้


“ไหนๆก็เจอกันแล้ว...ไม่อยู่เที่ยวด้วยกันหน่อยหรือไง”


ดาไซยิ้มพลางสบตากับชูยะ สายที่มองมาที่เขาอย่างอ่อนโยนนั้นมันอดทำให้หัวใจข้างซ้ายของเขาพองโตอย่างช่วยไม่ได้


“กะ..ก็ได้…”


สุดท้ายแล้วชูยะก็ต้องกลายเป็นฝ่ายยอมดาไซเสียเอง..และมันก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ดาไซพูดราวกับร้องขอชูยะเสมอ


_________


‘อ่า...อึกอัดชะมัดเลย’


ตอนนี้พวกเขาสองคนได้มาอยู่บนชิงช้าสวรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และชูยะที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ในขณะที่ดาไซกำลังมองออกไปข้างนอกกระจกเพื่อมองทิวทัศน์ของเมืองอยู่


ทุกครั้งที่ชูยะมองหน้าดาไซทีไรความรู้สึกผิดก็ถาโถมออกมาไม่หยุด เพราะว่าเขาได้ทำโชคเกอร์ที่สำคัญซึ่งดาไซให้เขาเอาไว้หายไปนั้นเอง ทุกวันนี้ก็ยังหาไม่เจอจนถอดใจเลิกหาแต่ก็เพราะเหตุผลนี้ทำให้ชูยะยังคง

รู้สึกผิดเอามากๆ


แล้วดันมาเจอดาไซในช่วงที่โชคเกอร์หายนั้นอีก ทำให้เขาอยากจะเอาหัวมุดแทรกแผ่นดินหนีออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย


ชูยะใช้มือกระชับผ้าพันคอของตนเองให้ปกปิดคอของตนให้มิดกว่าเดิม ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่หน้าหนาวก็จริงแต่คงไม่แปลกเท่าไหร่หากใส่ผ้าพันคอมาตอนกลางคืนเพราะว่าในเมืองนี้ก็ได้รับลมจากทะเลส่งผลให้ยังพอมีความเย็นจากสายลมอยู่บ้าง แต่ที่เขากระชับผ้าพันคอไม่ใช่เพราะหนาวแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะกำลังปิดไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคอต่างหาก


“ชูยะ...หนาวหรอ”


ดาไซที่เหมือนกับสังเกตุได้จึงหันมาถามอีกฝ่ายส่งผลให้ชูยะตกใจสะดุ้งเล็กน้อย


“ประมาณนั้น”


ชูยะตอบสั้นๆไป ดาไซลุกขึ้นยืนเพื่อจะย้ายฝั่งที่นั่งของตนไปนั่งข้างๆกับอีกฝ่าย


“นายพันผ้าพันคออย่างนั้นมันไม่ช่วยให้อุ่นขึ้นหรอกนะ”


ดาไซจ้องมองผ้าพันคอที่อีกฝ่ายพันอย่างลวกๆราวกับรีบออกมาจากบ้า นทำให้ดาไซเอื้อมมือไปจับผ้าพันคอหวังจะแก้ไขพันให้ใหม่


“ช่างเถอะน่า”


ชูยะขยับหนีแต่ดาไซยังคงดื้อดึงหมายจะแก้ผ้าพันคอให้ได้


“ชูยะ..ถ้านายพันอย่างนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกนะ”


ยิ่งเห็นชูยะขยับหนีทำให้ดาไซต้องดุอีกฝ่ายบ้างถึงจะรู้ก็เถอะว่าต่อให้ดุยังไงชูยะก็ไม่มีทางกลัวอยู่ดี


“ไม่เป็นไรน่า..”


ยิ่งยื้อกันไปยื้อกันมาส่งผลให้ผ้าพันคอชูยะหลุดออกมา ดาไซที่เห็นบริเวณคอของชูยะนั้นทำให้ชูยะเริ่มลนลานใช้ผ้าพันคอที่หลุดออกไปพันกลับเข้ามาอย่างรีบร้อน


“วันนี้ไม่ได้ใส่โชคเกอร์หรอ?”


ดาไซตาไวพอที่จะเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อกี่นี้ทันทีที่ผ้าพันคอหลุดออกมาก่อนที่ชูยะจะรีบพันกลับเข้าไป ชูยะไม่ตอบอะไรแต่เบนหน้าหนีอีกฝ่าย


“ชูยะ..มีอะไรเล่าให้ฉันฟังก็ได้นะ..เห็นไม่ร่าเริงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”


ดาไซรู้ว่าหากเค้นอะไรไปมากกว่านี้ชูยะอาจจะยิ่งไม่พูด ซ้ำร้ายอาจจะมีปากเสียงกันไปมากกว่านี้ ดาไซจึงเลือกที่จะถามเพื่อให้อีกฝ่ายเล่าออกมาเองดีกว่า


ถึงจะรู้ว่าเหตุที่ชูยะไม่สบายใจมันจะเป็นเรื่องนั้นก็ตาม


ชูยะหันกลับมาสบตาดาไซก่อนที่จะลังเลว่าจะเล่าให้ฟังดีไหมแต่ยิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายก็ยิ่งทำให้ชูยะอยากจะร้องไห้เพราะสำหรับชูยะแล้วมันคือความผิดอันใหญ่หลวงที่มีต่อดาไซเลย


“ไม่เป็นไรนะ...ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นฉันก็อยู่กับนายเสมอนะ”


ดาไซกุมมือชูยะก่อนจะย้ายมาบนหน้าตักของตน ความอ่อนโยนที่ดาไซค่อยๆสัมผัสมือของชูยะทำให้มันรู้สึกอบอุ่นไปหมดและมันยิ่งมอบความกล้าที่จะให้เขาสารภาพมันออกมาอีก


“ดาไซ...ฉันมีเรื่องจะสารภาพ”


ชูยะสูดหายใจเข้าลึกๆในขณะที่มือเอาผ้าพันคอของตนเองออกเผยให้ดาไซเห็นว่าบริเวณคอของชูยะไร้โชคเกอร์สีดำสนิท


“ฉันเผลอทำโชคเกอร์ที่นายให้...หายไป ฉันหาทั่วแล้วก็ยังหาไม่เจอเลยทั้งๆที่ฉันไม่เคยถอดมันออกแท้ๆแต่มันกลับหายไป…”


น้ำเสียงของชูยะสั่นเครือแต่ก็พยายามควบคุมมันไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้..ไม่งั้นน้ำตาคงไหลออกมาแน่


“ทั้งๆที่มันเป็นของชิ้นแรกที่นายให้แท้ๆ..ฉันก็ยังทำมันหาย… ขอโทษนะ..ดาไซ..ขอโทษ..ที่ฉันรักษามันไว้ไม่ได้”


สุดท้ายไม่สามารถอดทนได้ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว น้ำตาค่อยๆรินไหลออกมาจากหางตาอย่างมิอาจหยุดได้และเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ดาไซสวมกอดชูยะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังก้มน้ำร้องไห้ มือข้างซ้ายค่อยๆลูบผมสีส้มยามที่กระทบกับแสงสีขาวส่งผลให้มันเปล่งประกาย


ความอ่อนโยนจากฝ่ามือดาไซที่คอยลูบปลอบส่งผ่านช่วยชะโล้มความผิดที่ชูยะได้ก่อเอาไว้ ซึ่งมันยิ่งทำให้ชูยะร้องไห้หนักกว่าเดิม


‘ฉันทำของที่นายให้หายแท้ๆ..ทำไมถึงไม่โกรธกันหล่ะ’


ประโยคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจชูยะหวังให้อีกฝ่ายโกรธตนให้ได้แต่ก็ไม่มีทีท่าจะทำอย่างนั้นเลย


“ชูยะ..เงยหน้าขึ้นหน่อย”


ดาไซค่อยๆจับคางอีกฝ่ายเพื่อจะให้ดวงตาของชูยะสบตากับตน ซึ่งชูยะก็ทำตามโดยดี ตาของชูยะแดงก่ำ ใบหน้าขึ้นสีเนื่องจากการร้องไห้รวมถึงคราบน้ำตา น้ำตายังคงไหลไม่หยุดหย่อน ดาไซใช้นิ้วโปงทั้งสองข้างปาดน้ำตาใบหน้านี้ทิ้งก่อนจะเอ่ยออกมา


“อย่าร้องไห้เลยนะ..ใบหน้าของนายไม่เหมาะกับน้ำตาสักนิด”


รอยยิ้มที่ดาไซยิ้มให้ชูยะช่างอ่อนโยน นี่คือสิ่งที่ชูยะรับรู้จากใบหน้าอีกฝ่าย


“นาย..ไม่โกรธฉันหรอ…”


ชูยะถามด้วยเสียงแหบแห้งจากการร้องไห้ ดาไซส่ายหน้าตอบก่อนจะค่อยๆเลื่อนใบหน้าของตนประทับจูบลงบนหน้าผากอย่างอ่อนโยน


ชูยะชะงักค้างกับการกระทำของอีกฝ่ายแต่ยังไม่ทันที่จะทักท้วงอะไรดาไซก็เอ่ยว่า


“หลับตาหน่อยสิ”


หลังจากได้รับคำขอของดาไซทำให้ชูยะค่อยๆหลับตาลงก่อนที่ดาไซจะหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทมาสวมใส่บนคอของชูยะ


โชคเกอร์สีดำสนิทถูกดาไซสวมใส่บนคอของชูยะอย่างเบามือ สัมผัสที่ลงมันคอนั้นชูยะคุ้นเคยดี สัมผัสที่เป็นเหมือนเนื้อผ้าชั้นดีที่ล้อมรอบคอของตน ชูยะค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนนำมือมาสัมผัสบริเวณคอของตนเอง


‘โชคเกอร์?’


สิ่งที่ชูยะสัมผัสและคาดเดาเอาไว้น่าจะเป็นโชคเกอร์ที่เขาไม่ได้ใส่มานานถึงสามวัน


“โชคเกอร์..นายให้ฉัน?”


ชูยะถามย้ำเพื่อความแน่ใจของตนเอง ดาไซพยักหน้าก่อนจะเอ่ย


“ถึงจะไม่ใช่อันเดียวกันกับที่ฉันให้อันแรกแต่อันนี้มันพิเศษกว่านะ ลองจับโชคเกอร์ดูสิ”


ชูยะทำตามนั้น สิ่งที่สัมผัสได้คือเหมือนตัวโชคเกอร์มีร่องคล้ายๆกับร่องสลักเป็นตัวอักษร ตังอักษรที่เขาจับใจความได้น่าจะมีทั้งหมดสิบตัวอักษร และคำที่เขาแกะออกมาได้คือ...


‘DAZAICHUYA’


และนั้นก็เป็นชื่อของดาไซกับชื่อของเขานั้นเอง


“วันหลังก็อย่าทำหายอีกหล่ะ..อุตส่าห์สลักชื่อให้แล้วนะ”


ดาไซยิ้มให้ในระหว่างที่สัมผัสแก้มสีแดงครือของชูยะ ซึ่งเป็นแก้มสีแดงที่มาจากความเขินอายแทนความโศกเศร้า


“ฉันจะไม่ทำหายอีกต่อไปแล้วหล่ะ..”


ชูยะพูดสัญญาต่อหน้าดาไซด้วยสายตามุ่งมั่นว่าตนจะทำตามสัญญาให้ได้อย่างแน่นอน


ดาไซเหลือบมองนาฬิกาที่เผอิญเห็นในระหว่างนั่งชิงช้าสวรรค์ที่กำลังจะค่อยๆลงมา เวลาบ่งบอกว่ากำลังจะเที่ยงคืนแล้วทำให้ดาไซทำสีหน้าจริงจังมากยิ่งขึ้น


“ชูยะ..ขอจูบได้ไหม”


อีกฝ่ายถามอย่างนั้นส่งผลให้ชูยะเบิกตากว้างกับคำขอกระทันหันอย่างนี้

แต่ก็สงบลงก่อนที่จะเอ่ย


“เรื่องอย่างนี้ต้องขอด้วยหรอ…”


ชูยะพูดด้วยสีหน้าเขินอายก่อนจะหลบสายตาของดาไซที่เผลอมองทีไรก็ไม่เป็นอันทำอะไรทุกที


‘ไม่ต้องขอฉันก็พร้อมที่จะให้อยู่แล้ว..’


ดาไซค่อยๆโน้มหน้าลงมาก่อนจะประทับริมฝีปากของชูยะอย่างเชื่องช้าในคราแรกจากนั้นก็เริ่มใช้ลิ้นแตะไปที่ริมฝีปากอีกฝ่ายราวกับจะขอเข้าไปซึ่งแน่นอนว่าชูยะยอมให้ ลิ้นค่อยๆแทรกเข้าไปในโพรงปากและเริ่มเกี่ยวตวัดลิ้นอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อนทำให้เกิดเสียงคล้ายกับกำลังดูดอยู่หลายครั้ง ดาไซจูบจนชูยะเริ่มขาดอากาศหายใจส่งผลให้มือทั้งสองข้างของชูยะต้องกำกับเสื้อโค้ทของดาไซเพื่อประคองร่างตัวเองเอาไว้ เป็นจูบที่ทั้งเร่าร้อนและดูดดื่มแต่แฝงไปด้วยความรักที่มีต่อกัน


ริมฝีปากทั้งสองค่อยๆแยกออกจากกันโดยมีน้ำลายคอยเชื่อมลิ้นทั้งสองราวกับไม่อยากจะแยกออกมา สายตาของชูยะหลังจากที่ได้รับจูบของดาไซหวานเยิ้มมากขึ้นไปอีก


ดาไซเลื่อนใบหน้ากระซิบที่ใบหูของชูยะก่อนจะเอ่ยว่า


“สุขสันต์วันเกิดนะ..ชูยะ”


ซึ่งในขณะที่ดาไซเอ่ยออกมานั้นนาฬิกาก็ชี้บ่งบอกเวลาเที่ยงคืนอันเป็นสัญญาณว่าวันที่29เมษามาเยือนแล้ว


ชูยะที่ได้รับคำสุขสันต์วันเกิดถึงกับตกตะลึงเพราะว่าเขาทำงานจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าวันไหนคือวันเกิดของตนเอง


“วันนี้วันเกิดฉัน...หรอ”


ชูยะพึมพำออกมาดาไซพยักหน้าก่อนจะเอ่ยคำอวยพรออกมา


“ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับนาย มีความสุขมากๆนะแล้วก็…”


ดาไซเว้นจังหวะช่วงนึงก่อนจะเอ่ยต่อ


“ช่วยรักฉันมากยิ่งขึ้นด้วยนะ”


คำขอที่ดาไซเอ่ยออกมาส่งผลให้แก้มของชูยะขึ้นสีอย่างกับผลลูกแอปเปิ้ล ชูยะตอนนี้ทั้งดีใจทั้งเขินอายผสมปนเปไปหมด


‘ไม่บอกก็..รักอยู่แล้ว..’


ถึงแม้จะอยากพูดประโยคนี้แค่ไหนก็ตามแต่ก็กลัวพูดแล้วจะถูกดาไซล้อจนแทบไม่รู้ว่าต้องเอาหัวไปมุดอยู่ไหนเพื่อกลบเกลื่อนใบหน้าที่แดงแจ๊ดของตนเองแล้ว


__________


“แล้วนี่เราจะไปไหนหรอ?”


ชูยะถามดาไซในขณะที่ถูกอีกฝ่ายกึ่งเดินกึ่งวิ่งจูงมือตนเองหลังจากลงจากชิงช้าสวรรค์แล้ว


“เดี๋ยวก็รู้น่า~”


พอถามทีไรดาไซก็พูดประโยคนี้ตอบกลับมาตลอดทางจนถึงที่หมาย


และไม่ใช่สถานที่แปลกที่ไหนมันคือห้องพักของดาไซนั้นเอง ซึ่งตอนนี้อยู่หน้าประตูห้องที่ว่านั้นแล้วด้วย


ดาไซไขประตูก่อนจะเปิดออกมา พบเห็นเพียงแต่ความมืดที่ปกปิดอยู่ภายในห้องเท่านั้น


ดาไซเดินนำเข้าไปตามด้วยชูยะในขณะที่ดาไซเปิดไฟนั้นก็พบสิ่งผิดปกติ


“อ่ะ!ไฟเปิดไม่ติดแฮะ?”


เสียงของปุ่มสวิตส์ถูกเปิดปิดหลายครั้งแต่ก็ไม่มีวี่แววจะติดเลยแม้แต่น้อย


“ไฟตัดระหว่างไม่อยู่หรือเปล่า? เดี๋ยวต้องไปสับคัทเอาท์ขึ้นนะ”


ชูยะลองสันนิฐานดู ดาไซพยักหน้าราวกับเห็นด้วย


“ฝากสับคัทเอาท์ขึ้นหน่อยสิอยู่ที่ห้องนั่งเล่น”


ดาไซชี้ไปยังห้องอีกห้องหนึ่งที่อยู่สุดทางเดิน ชูยะก็เดินไปตามนั้นหวังว่าตนจะพอเป็นประโยชน์กับสถานการณ์นี้ได้พอเปิดประตูไปปุ๊บก็ได้ยินเสียงใครสักคนที่น่าจะเป็นผู้หญิงร้องเพลงขึ้นมา


Happy birthday to you~ Happy birthday to you~ Happy birthday~ Happy birthday~.... Happy birthday to you~


เสียงเพลงมาพร้อมกับหญิงสาวที่พึ่งทิ้งชูยะไปเพราะมีธุระด่วนต้องไปทำอยู่ตรงหน้าในมือของเธอถือเค้กก้อนกลมซึ่งหน้าเค้กเขียนว่า ‘Happy birthday Chuya’ ล้อมรอบด้วยเทียนวันเกิดอันจิ๋วประมาณหกเล่ม


ชูยะได้แต่ตะลึงค้างอยู่อย่างนั่น ความรู้สึกทั้งตกใจ ดีใจ ตื้นตัน มีความสุขและอบอุ่นถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ที่สำคัญก็คือประทับใจมากกับภาพตรงหน้าเขา


ตั้งแต่เกิดมา..ยังไม่มีใครทำให้เขาเลยนอกจากดาไซในสมัยที่ยังอยู่พอร์ทมาเฟีย


“อธิษฐานสิ...ชูยะ”


ดาไซกระซิบข้างหูทำให้ชูยะรู้สึกตัวก่อนที่จะประสานมือ หลับตาและอธิษฐาน สักพักก็ลืมตาขึ้นเป่าเทียนบนเค้กจนดับทั้งหมดและไฟที่ดับอยู่ก็ติดขึ้นมาอย่างดื้อๆ


“สุขสันต์วันเกิดนะชูยะ!!”


ฉันพูดอย่างดีอกดีใจ ฉันสัมผัสได้ว่าในแววตาของฉันต้องเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความสุขอยู่แน่ๆเลย ถึงจะไม่ใช่วันเกิดของฉันก็เถอะ แต่มันอดที่จะสุขใจไม่ได้อยู่ดี


“เดี๋ยวสิๆ เกิดอะไรขึ้น?ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ แล้วทำไมไฟที่ดับอยู่ถึงติดขึ้นมาหน่ะ???”

ขณะที่ฉันยืนยิ้มกับชูยะที่กำลังสงสัยอยู่นั้นก็เป็นคนอาสาที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเอง


“ก็ทั้งหมดมันคือแผนนี่น่า~”


“แผน?”


ชูยะทวนคำของฉันอีกครั้งในระหว่างที่วางเค้กลงบนโต๊ะกลม


“ใช่แล้วหล่ะ~ก็เริ่มจากตอนที่ฉันโทรฯนัดชูยะมาเจอกันแล้วชูยะก็ให้ฉันมาหา ซึ่งภารกิจของฉันคือสืบหาของที่ชูยะอยากได้แล้วก็ไปสะดุดที่โชคเกอร์ที่ชูยะทำหายแล้วฉันก็ไปบอกดาไซ แล้วตอนกลางคืนก็พาชูยะไปที่ตึกชมวิวเพื่อพาชูยะไปเจอกับดาไซแล้วฉันก็เดินเนียนออกมาจัดปาร์ตี้ รอให้ดาไซพาชูยะมา ส่วนเรื่องไฟไม่ติดจริงๆแล้วสวิสต์ตรงนั้นมันเสียอยู่แล้วหน่ะ”


ฉันอธิบายยืดยาวจนคิดว่าชูยะน่าจะตามไม่ทันแน่ๆ แต่ก็ขี้เกียจอธิบายซ้ำง่ะ~


“ถ้าจะไปโทษก็ไปโทษที่ดาไซนะ~ฉันเป็นแค่แม่สื่อเท่านั้นเอง~”


ฉันชี้ไปหาดาไซราวกับโยนความผิดให้ ดาไซจึงสะดุ้งหันมาเถียงกับฉัน


“แต่เธอก็มีส่วนในแผนไม่ใช่หรือไง?”


ดาไซเถียงกลับแต่มีหรือว่าฉันยอมแพ้


“ก็ดาไซล่อฉันมาต่างหากอีกอย่างถ้าไม่ใช่เพื่อชูยะฉันก็ไม่มาหรอกย่ะ!!”


เถียงกันไปเถียงกันมาสักพัก ชูยะผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็เริ่มหัวเราะออกมา ส่งผลให้ฉันกับดาไซที่เถียงกันฉอดๆอยู่หันมาและทำสีหน้าอึ้งๆนิดหน่อย


“ชูยะหัวเราะ??”


ทั้งพวกเราทั้งคู่พูดพร้อมกัน ชูยะที่ยังขำอยู่ค่อยๆปาดน้ำตาที่ไหลออกมาก่อนจะยิ้มให้


“ขอบใจนะ..สำหรับวันเกิดฉันปีนี้...ฉันมีความสุขที่สุดเลยหล่ะ”


พอได้ยินประโยคอย่างนี้แล้วทั้งฉันและดาไซต่างหันยิ้มให้กันราวกับสื่อว่าแผนสำเร็จเหนือความคาดหมาย


“งั้นพวกเรามาฉลองให้กับวันเกิดชูยะเลยดีไหม”


พอดาไซถามปุ๊บทั้งฉันกับชูยะก็พยักหน้าตกลง จากนั้นปาร์ตี้ฉลองวันเกิดชูยะก็เริ่มขึ้น


“ชูยะ~สุขสันต์วันเกิดนะ~นี่ฉันให้นะ..ของขวัญวันเกิดชูยะน่ะ ขอให้ปีนี้ชูยะมีความสุขมากกว่าทุกปีนะ~”


ฉันยื่นกล่องของขวัญทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้พร้อมกับอวยพรชูยะ ชูยะค่อยๆแกะห่อของขวัญออกมาก็พบกับสิ่งของที่อยู่ข้างใน


ขวดไวน์ถูกหยิบออกมาจากกล่อง เป็นขวดไวน์สีม่วงทึบดูจากโลโก้แล้วน่าจะเป็นไวน์องุ่นซึ่งเป็นยี่ห้อที่เขาไม่รู้จัก ฉันเห็นหน้าชูยะทำหน้าฉงน(ซึ่งน่ารักมากกก)จึงอธิบายให้


“อันนี้เป็นไวน์องุ่นที่หาได้ในเมืองไทยเท่านั้นนะ ฉันอุตส่าห์บินไปเชียงใหม่เพื่อมาจากไร่องุ่นเลยนะ~ เห็นว่าชูยะน่าจะชอบเลยซื้อมาให้”


ฉันพูดอย่างอารมณ์ดีและระหว่างพูดก็ทำท่าทางประมาณว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยสุดๆ


“ขอบใจนะ...ฉันจะเก็บไว้อย่างดีเลย”


ชูยะยิ้มขอบคุณส่งผลให้ฉันแทบจะลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นกับดาเมจยิ้มสะท้านฟ้าของชูยะ


‘กรี๊ดดดด~ชูยะน่าร๊ากกก~’


และเสียงกรีดร้องนี้ก็ยังคงดังกึกก้องอยู่ภายในใจฉันตลอดกาล~


__________


ปาร์ตี้ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆจนกระทั่งอาหารบนจานแต่ละจานหมดลง เค้กก็ถูกกินเรียบไม่เหลือ ด้วยความอิ่มและง่วงของหญิงสาวเธอจึงขอตัวกลับก่อนถึงแม้ว่าลึกๆจะเสียดายก็ตาม


ฉะนั้นภายในห้องนี้มีเพียงแค่ดาไซและชูยะอยู่กันสองคนเท่านั้น ทั้งสองจึงออกมายืนตากลมที่ระเบียงด้วยความที่ระเบียงมันคับแคบทำให้ทั้งคู่ต้องยืนชิดติดกัน


“นี่..นายอธิษฐานว่าอะไรหรอ”


ดาไซถามอีกฝ่ายในขณะที่สายตากำลังโฟกัสบนท้องฟ้าที่ตอนนี้พระจันทร์เริ่มคล้อยจะตกเพราะเวลานี้ก็ประมาณตีสามได้แล้วแต่ดวงดาวก็ยังคงสว่างเช่นเคย


“ถ้าบอกมันก็ไม่เป็นจริงสิ”


ชูยะตอบไปเช่นนั้นส่งผลให้ดาไซทำหน้ามุ้ย


“นายเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยหรอ”


ดาไซก็ยังคงถามต่อแต่ละสายตาจากท้องฟ้ามาจ้องมองบนใบหน้าหวานสวยของอีกฝ่ายแทน


“ถ้าฉันเชื่อว่าคำอธิษฐานของฉันจะเป็นจริงคำพูดนั้นก็คงจะเป็นจริงเหมือนกัน”


ชูยะก็หันกลับมาสบตาดาไซเช่นกัน สองสายตาที่จ้องมองภายในตาของกันและกันราวกับว่าทั้งคู่กำลังสื่อสารอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจพวกเขาได้แน่นอน นอกจากพวกเขาเอง


‘ฉันอธิษฐานว่า….’


ชูยะหลับตาลงเตรียมรับสัมผัสริมฝีปากของดาไซที่โน้มเข้ามา


‘ขอให้ความรักของเราอยู่ด้วยกันตราบสิ้นชีวิตนี้จะหาไม่...’


-THE END-




ส่งท้ายกันด้วยรูปนี้นะคะ~






Me: ถ้าอยากได้แบบไม่มีลายน้ำไปตามเอากันในทวิตเรานะ~ รูปนี้ตั้งใจทำเพื่อชูยะเลย หารูปนางเท่าที่มีอยู่ในเครื่องมาทำยกเว้นภาพเกมกับมังงะนะ ชูยะเราไม่ว่าผ่านมาเท่าไหร่ก็สวยขึ้นเสมอ~(โดนมีดปัก)

ผลงานอื่นๆ ของ BELLASHI

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 earnnaruk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 01:21
    ชูยะสวยจริงๆนั่นแหละค่ะ
    #2
    0
  2. #1 ~PiToN~ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 03:45
    ชูยะน่ารักมากกก
    #1
    0