ชีวิตต่างภพมันช่าง SLOW LIFE เหลือเกิน !!

ตอนที่ 3 : วางแผนชีวิตฉบับคุณหนูผู้เพียบพร้อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 มิ.ย. 62

        หลังจากที่รับมื้อค่ำเสร็จ บัวบูชาในร่างจางเซียงเหลียนและปัญธิดาในร่างจางเหมยฮวาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อให้เอาแรงไปวางแผนการใช้ชีวิตของตัวเองและสหายต่อในวันพรุ่งนี้
      รุ่งเช้าทั้งคู่ก็โดนสาวใช้ประจำตัวปลุกชำระร่างกายแต่เช้า เพื่อไปเรือนกลางรับมื้อเช้ากับนายท่านและฮูหยิน เมื่อรับมื้อเช้าเสร็จทั้งคู่ก็มุ่งไปที่เรือนของจางเชียงเหลียนเพื่อหารือการใช้ชีวิตในมิติแห่งนี้ เมื่อมาถึงเรือนก็ไล่สาวใช้ออกไปที่อื่น
    “บัว....เอ้ย ไม่สิ เจียเจีย” จางเหมยฮวาเรียกจางเซียงเหลียนด้วยชื่อของมิติเดิมด้วยความเคยชิน เมื่อนึกได้ก็รีบเปลี่ยนสรรพนามทันที “เจียเจียจะเอาอย่างไรต่อ”
    “อืม..........เมื่อคืนเจียเจียลองวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มดูแล้วนะ จวนนี้ก็ร่ำรวย คนที่นี่ที่เป็นคุณหนูก็แทบไม่ต้องทำอะไร นั่ง ๆ นอน ๆ เรียนมารยาทกุลสตรีไว้ปรนณิบัติสามี เมื่ออายุ 15 ปี ถ้ามีแม่สือมาทาบทามถ้าพ่อแม่เห็นชอบก็ยกให้เลย”
    “15 ปีเนี่ยนะ เฮ้อ ไอ้ชีวิตนั่งๆ นอน ๆ มันก็สบายอยู่หรอกนะ แต่ถ้าให้เลือกว่าแต่งงานตอนอายุ 15 ปี ข้ายอมทำงานหนักดีกว่า มีทางไหนที่เราจะใช้ชีวิตสบายๆ บ้างเนี่ย แต่งงานไปก็ต้องทำโน่นนี่นั่นให้สามี ทำเป็นที่ไหน ไม่มีเตาไฟฟ้า ไม่มีไมโครเวฟ ไม่มีเซเว่น ไม่มีซุปเปอร์มาร์เกตด้วย ที่สำคัญ ไม่มีรสดีกับผงชูรสด้วย อาหารที่ทำมันจะกินได้เหรอ” จางเหมยฮวาผู้มีสกิลการทำอาหารจากมิติที่จากมาน้อยมากเอ่ยขึ้นมาอย่างกังวล
    “ถ้าเราอยากมีชีวิตอย่างที่เราต้องการก็ต้องหาทางทำอะไรซักอย่าง ถ้าเราไม่อยากแต่งงาน เราก็ต้องมีอำนาจการต่อรอง” จางเซียงเหลียนเอ่ยขึ้น
    “อาชีพคุณหนูนี่คงหนีไม่พ้นอ่ะ  เกิดเป็นสตรีในยุคนี้มันไม่มีปากเสียงสู้บุรุษได้เลย ถ้าอยากจะเทียบเคียงก็คงต้องเป็นหมอ เพราะหมอที่ไหนก็ต้องการ ไม่เกี่ยงเพศเท่าไร หากทำการค้าเราก็ต้องขายพวกของสวยๆ งาม ๆ เป็นหลัก และก็ต้องวางแผนดี ๆ ให้รวย ๆ แล้วก็จะได้มีเงินไว้สร้างบารมี” จางเหมยฮวาเสนอจางเชียงเหลียน ถึงความคิดของตัวเอง
    “เป็นหมอก็ไม่เลวนะ เราก็บอกท่านพ่อกับท่านแม่ว่า อยากอุทิศตัวแก่คนทุกข์ยาก อืม........พวกเราเป็นคนดีจริงๆ” จางเชียงเหลียนพยักหน้าในความคิดของเม่ยเม่ยอย่างเห็นด้วย หากเป็นหมอแล้ว ผู้คนย่อมรักใคร่ ยิ่งรักษาผู้คนแบบไม่เลือกฐานะและเงินทอง ผู้คนย่อมสรรเสริญราวกับเทพเซียนลงมาจุติ  คงไม่มีใครมาหาเรื่องท่านหมอ  ใครจะทำอะไรก็ต้องเกรงใจแน่นอน
    “แต่ถ้าเราเป็นหมอที่รักษาผู้คนไม่หวังสิ่งตอบแทน เราก็ต้องรวยนะเม่ยเม่ย....เราต้องมีแหล่งเงินหมุนเวียน” จางเซียนเหลียนแนะนำจางเหมยฮวา เพราะการที่จะกระทำตัวเป็นพ่อพระแม่พระนั้นต้องมีผู้สนับสนุน หรือไม่ก็ต้องมีฐานการเงินที่มั่นคงไม่ขาดมือ
    “งั้นก็ก่อนอื่น เราเรียนรู้วิชาของมิตินี้ให้หมดก่อนแล้วเจี่ยเจี่ย”
    “เม่ยเม่ยจะเรียนอะไรก่อนหล่ะ....เจี่ยเจี่ยว่าขอท่านพ่อเข้าไปอ่านตำราในห้องหนังสือดีหรือไม่”
    “ดีเจ้าค่ะ เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับมิติแห่งนี้เพิ่มด้วย” จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินไปหาบิดาที่กำลังจะออกไปที่วังหลวงเพื่อประชุมกับฝ่ายอื่นๆ ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
    “ท่านพ่อ.....ทำอันใดอยู่เจ้าคะ”  จางเหมยฮวาเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อน พร้อมทั้งทำท่าออดอ้อนไปด้วย จางเชียงเหลียนลอบเบ๊ปากแว๊บหนึ่ง
    “ข้ากับฮวาเอ๋ออร์รบกวนท่านพ่อหรือไม่เจ้าคะ”
    จางเซียงเหลียนกับจางเหมยฮวาทำหน้าตาออดอ้อนบิดาเต็มที่ แม้ในใจรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ก็ในเมื่อตัวตนข้างในอายุอานามไปเยอะแล้วยังต้องแสดงเป็นเด็กน้อยนี่มันกล้ำกลืนฝืนทนจริงๆ
    “พ่อกำลังจะออกไปทำงาน พวกเจ้าสองคนมีอะไรกับพ่อหรือ” จางหลงเยี่ยนเอ่ยขึ้นหลังจากที่หอมแก้มลูกน้อยทั้งสองเสร็จแล้ว อา.....ลูกของเขาช่างน่ารักเหลือเกิน  หากไม่มีอุบัติเหตุคราวนั้นลูกสาวตัวน้อยของเขาสองคนต้องผลัดกันออดอ้อนนัวเนียเขา ราวกับลูกแมวตั้งนานแล้ว
    “พวกลูกอยากจะอ่านตำราในห้องท่านพ่อเจ้าค่ะ  ลูกกับเม่ยเม่ยนั้นป่วยนานตั้ง 3 ปี ลูกไม่รู้เรื่องอันใดเลยเจ้าค่ะ” จางเซียงเหลียนเงยหน้าและทำน้ำตาคลอจากนั้นเอาหน้าซุกไซร้อยู่แขนเสื้อบิดา จากนั้นก็แอบส่งสายตาไปให้น้องสาวเข้าร่วมกระบวนการ
    “พวกเจ้าอ่านได้หรือ พ่อให้อาจารย์มาสอนอ่านเขียนพวกเจ้าก่อนดีหรือไม่” ผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้น เนื่องจากลูกสาวของเขาไม่เคยร่ำเรียน หากอนุญาตให้อ่านตำราไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด
    “เจ้าค่ะท่านพ่อ” ทั้งสองประสารเสียงกันแล้วก็กระโดดหอมแก้มบิดากันคนละที ทำเอาบิดายิ้มจนแก้มปริ จากนั้นก็หันไปสั่งพ่อบ้านให้หาอาจารย์มาสอนอ่านเขียนให้ลูกน้อย จากนั้นเอาใจลูกน้อยทั้งสองก็ถามเพิ่ม
    “เหลียนเอ๋อร์กับฮวาเอ๋อร์ต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่”
    “ลูกอยากเป็นหมอหญิง” จางเซียงเหลียนยกมือเพื่อพูดก่อนจากนั้นก็หันไปหาจางเหมยฮวา
    “ลูกจะเรียนเหมือนเจี่ยเจี่ยและอยากหัดค้าขายเจ้าค่ะ”
    “พ่อเลี้ยงดูได้สบายๆ อยู่แล้วนะ เจ้าสองคนไม่ต้องค้าขายก็ได้” บิดาแย้งขึ้น เขามีเงินมากพอที่จะเลี้ยงลูกสาวให้สบายไปทั้งชาติแม้ลูกสาวเขาไม่ออกเรือนเขาก็เลี้ยงได้
    “พวกลูกอยากลองดูค่ะ พวกลูกไม่อยากอยู่เฉยๆ อยากทำประโยชน์ให้ท่านพ่อท่านแม่บ้าง”
   จางหลงเยี่ยนมองหน้าลูกทั้งสอง เห็นความมุ่งมั่นในแววตาจึงไม่ขัดอะไร ด้วยเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย การที่ลูกของเขามีความรู้ความสามารถนอกเหนือจากศาตร์สตรีชั้นสูงย่อมเป็นเรื่องดีมีวิชาความรู้ติดตัวย่อมเอาตัวรอดได้ จึงพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นจึงหันไปสั่งพ่อบ้านเพิ่ม โดยให้ไปหาอาจารย์สอนอ่านเขียนและอาจารย์หมอตามลำดับ เมื่อสั่งงานพ่อบ้านเสร็จก็ขึ้นรถม้าไปทำงาน
    สองพี่น้องหลังจากได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็กลับเข้าไปในจวนเพื่อพักผ่อนต่อ ทั้งสองเดินได้ไม่นาน สาวใช้ข้างกายของนายหญิงของจวนก็เดินเข้ามาหา
    “คุณหนูทั้งสองเจ้าคะ ฮูหยินเชิญคุณหนูทั้งสองไปที่ห้องรับรองเรือนกลางเจ้าค่ะ  ฮูหยินแจ้งว่าให้ตามบ่าวไปทันทีเจ้าค่ะ ” จากนั้นก็เดินนำหน้าไปเรือนกลาง
    เมื่อมาถึงแล้ว ทั้งสองก็วิ่งเจ้าไปหาฮูหยินของจวนทันที   เสียงใสดังขึ้นเมื่อเป็นท่านแม่นั่งรออยู่ จางหนานรั่ว หัวเราะเบาๆ กับท่าทางของลูกแมวน้อยทั้งสอง จากนั้นก็ยื่นผ้าและเข็มให้ทั้งสอง
    “ลูกแม่ พ่อบ้านได้มารายงานให้แม่ทราบแล้ว ว่าลูกต้องการเรียนหมอและเรียนอ่านเขียน แม่ไม่ห้ามพวกเจ้า แต่พวกเจ้าเป็นสตรี อย่างไรเสียก็ต้องเรียนศาสตร์ของสตรีด้วย ดังนั้นวันนี้ระหว่างท่านพ่อหาอาจารย์ให้เจ้า พวกเจ้าเรียนเย็บปักกับแม่ก่อน มิฉะนั้น แม่จะแจ้งพ่อเจ้าให้ระงับการเรียนที่พวกเจ้าต้องการ”   
    ฮูหยินของจวนเอ่ยขึ้น โดยมีรอยยิ้มเคลือบอยู่บนใบหน้า แต่ความนัยของรอยยิ้มและคำพูดคือหากไม่ทำตามมีสิทธิ์ห้ามทุกอย่างในจวนได้โดยไม่มีข้อแม้ บิดาของพวกนางไม่มีสิทธิ์ขัดคำพูด สรุปง่าย ๆ คือ จวนนี้ท่านแม่ใหญ่สุดนั่นเอง
    เมื่อไม่มีทางเลือกดรุณีสองพี่น้องก็จำใจนั่งเรียนปักผ้าอย่างเสียไม่ได้ ด้วยมิติที่จากมามีเรียนอยู่บ้างตอนประถม กอปรกับเรียนออกแบบก็ต้องมีใช้งานการเย็บปักถักร้อยบ้าง แต่จะให้ฝีเข็มสวยงามนั้นคงไม่ใช่ จางหนานรั่วแปลกใจกับลูกน้อยทั้งสองพอสมควรที่สอนครั้งเดียวก็สามารถลงฝีเข็มได้สม่ำเสมอพอสมควร จวบจนยามเย็น พี่ชายคนโตที่เพิ่งกลับจากค่ายทหารเดินเข้ามาหามารดา จากนั้นมารดาก็แจ้งข่าวน้องน้อยของเขาทั้งสองว่าขอเรียนหมอและเรียนอ่านเขียนกับท่านพ่อ และเรียนศาสตร์สตรีกับท่านแม่ เมื่อเห็นพี่ใหญ่เด็กน้อยทั้งสองจึงขอหยุดการเรียนกุลสตรีทันที
    เมื่อมารดาอนุญาตให้เลิกเรียนได้แล้วก็ลากต้าเก้อออกไป  ตัวต้าเกอนั้นกลัวน้อยหน้าบิดากับมารดา จึงเสนอตัวสอนวรยุทธให้น้องน้อยเพื่อเอาใจบ้าง ทั้งคู่ปรึกษากัน เมื่อเห็นว่ามีวรยุทธก็ไม่เลวคงคล้ายกับศิลปะป้องกันตัวที่โลกที่จากมาจึงยินยอมแต่โดยดี ก่อนที่จะทำท่าทางดีใจนักหน้าเพื่อเอาใจพี่ชาย
    ส่วนพี่ชายฝาแฝดหลังจากรับมื้อค่ำแล้ว แม้อยากมีส่วนร่วมกับน้องสาวแต่การทำการค้านั้นต้องมีความรู้การอ่านเขียนบ้าง จึงตั้งใจว่ารออีก 6 เดือนให้หลัง จะพาน้องน้อยทั้งสองไปตะเวนดูร้านค้ากับพวกตนอย่างแน่นอน
    ชีวิตประจำวันของสองเด็กสาวนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเรียนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเข้มงวด ยามซื่อเรียนอ่านเขียนไปจนถึงยามอู่ จากนั้นก็พอรับมื้อกลางวันกับท่านแม่ จากนั้นก็เรียนการแพทย์กับอาจารย์หมอจนถึงยามเว่ย หลังจากท่านหมอกับต้องไปเรียนศาสตร์สตรีชั้นสูง จวบจนยามโหย่วก็ฝึกวรยุทธกับต้าเก้อ จนถึงมื้อค่ำ ก็ฝึกวรยุทธต่อจนกระทั่งยามซวี  พอ 6 เดือนผ่านไป หลังจากมื้อค่ำผ่านไปก็เปลี่ยนจากฝึกวรยุทธมาเป็นศึกษาบัญชีและค้าขายกับพี่ชายฝาแฝดแทน  สองสาวมั่นใจว่าตนเรียนหนักกว่าลูกสาวจวนอื่นแน่นอน ชีวิตที่สุขสบาย ร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียงดีงามกับการเป็นหมอหญิง มีอำนาจการต่อรอง
    อา.......


   ชีวิตดี๊ดีในบั้นปลายชีวิตอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น