ชีวิตต่างภพมันช่าง SLOW LIFE เหลือเกิน !!

ตอนที่ 2 : คุณหนูสี่และคุณหนูห้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 มิ.ย. 62

      ปัญธิดาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย  พลางหยัดการลุกขึ้นอย่างลำบาก รู้สึกปวดเนื้อตามเนื้อตามตัวอย่างประหลาด เมื่อลุกขึ้นได้  ดวงตาปรับสภาพการรับรู้เข้าที่เข้าทางกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะภาพที่ปรากฎเป็นห้องแห่งหนึ่ง มีเตียง เครื่องเรือน เป็นแบบจีนโบราณ ไม่เหมือนกับห้องของตัวเองและบัวบูชาเลย เมื่อนึกถึงห้องตัวเองก็นึกขึ้นได้ว่ามองไม่เห็นบัวบูชา จากนั้นก็กวาดตาไปรอบๆ เพื่อมองหาเพื่อนของตนอีกครั้ง  แต่ก็พบกับความว่างเปล่า ไม่มีบัวบูชาในห้องนี้
    เสียงประตูเปิดดังขึ้น ปัญธิดาหันควับไปทางต้นเสียง จากนั้นก็เอามือกุมศรีษะ เนื่องจากหันเร็วเกิดไปทำให้ตาปรับจุดโฟกัสไม่ได้เกิดอาการหน้ามืด
   “คุณหนู... คุณหนูฟื้นแล้ว” เสียงดังกล่าวดังขึ้นจากเด็กน้อยประมาณ 10 ขวบดังขึ้นมา แล้วกับหันหลังวิ่งอย่างรวดเร็วปัญธิดาได้แต่มองแต่เรียกไว้ไม่ทัน
   “ไปซะแล้ว ว่าจะถามสักหน่อยว่าที่นี่มันที่ไหน เฮ้อ
!!” ปัญธิดาถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มเพราะยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าได้
     ขณะที่กำลังทบทวนเหตุการณ์จากเมื่อคืนจนถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง พร้อมทั้งปรากฎผู้มาใหม่อีกสี่คน เป็นชายวัยประมาณ 30-40 ปีหนึ่งคน หญิงสาวที่ดูมีอายุประมาณ 20 ปลายๆ ไปถึง 35 ปีหนึ่งคน และชายหนุ่มหน้าตาหล่อหมดจดและคมคายอีก 3 คนเดินปรี่เข้ามา เมื่อทุกคนเห็นปัญธิดามองอย่างงุนงง ก็พากันน้ำตาไหล  ชายที่อาวุโสสุดเดินเข้ามาเหมือนคนโดนสะกดจิต เอื้อมมือมากอดปัญธิดาแนบอก “ฮวาเอ๋อร์ ลูกพ่อ”
    ฮวาเอ๋อร์
!! ปัญธิดามองคนในห้องจากนั้นก้มมองมือตัวเอง พบว่ามือตัวเองเล็กลงเหมือนเด็กไม่เกิน 10 ขวบ  เมื่อเงยมองคนในห้องจากนั้นจึงตัดสินใจถามคำถามโง่ๆ
    “หนูเป็นใครหรือคะ”
     ทั้งห้องเงียบสงัด จากนั้นหญิงสาวมีอายุแต่งดงามก็ตบหน้าผากตัวเองดังป๊าบจากนั้นก็ขยับปากเอ่ย “ตายแล้ว ลืมไปเลยท่านพี่ ฮวาเอ๋อร์ ไม่ได้สติตั้งแต่ 3 ขวบ คงไม่สามารถจดจำเรื่องราวใด ๆ ได้ เพราะลูกยังเด็ก” เมื่อผู้อ้างว่าเป็นแม่กล่าวจบ ปัญธิดาคิ้วขมวดวิเคราะห์ข้อมูลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  จากนั้นก็อุทานในใจด้วยความตกใจ
    “ฉิบหายแล้ว หรือว่าเราจะทะลุมิติมาเหมือนนิยายยัยแก้มวะ”

    เมื่อวิเคราะห์สรุปเหตุการณ์ได้แล้ว ปัญธิดาจึงพยายามสงบจิตใจและกำลังจะกล่าวเสริมความเข้าใจของผู้เป็นแม่ว่าถูกต้องแล้ว เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน เพราะจะอธิบายไปว่าไม่ใช่ลูกสาวของพวกเขา คงจะโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด โดนจับย่างเป็นแน่
     ยังไม่มีใครพูดอะไรต่อจากที่หญิงสาวผู้เป็นแม่กล่าวมาก็มีเด็กรับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มอายุราว ๆ 13-14 ปี ดังขึ้นมาก่อน “คุณหนูสี่..... คุณหนูสี่ฟื้นแล้วค่ะ นายท่าน” ทุกคนหันไปตามต้นเสียง พลันตัวแข็งทื่อกันทั้งหมด จากนั้นก็น้ำตาไหลเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มายืนห้องเธอ จากนั้น นายท่านผู้เป็นพ่อของปัญธิดาในร่างนี้จึงหันมาหาปัญธิดาว่า “ฮวาเอ๋อร์ ลูกพักผ่อนก่อนนะ พ่อกับแม่ไปดูพี่สาวของลูกก่อน พรุ่งนี้พ่อ แม่ กับพี่ชายของลูกจะมาเยี่ยมใหม่”
    ปัญธิดาที่ต้องการเวลาทบทวนและวิเคราะห์เหตุการจึงพยักหน้าตกลงอย่างไม่อิดออด ทั้งหมดยกเว้นสาวใช้ของปัญธิดาจึงก้าวเดินออกจากห้องเพื่อไปดูอาการลูกสาวอีกคน


     ภายในห้องของอีกเรือน คุณหนูสี่ของจวน กระพริบตาปริบ ๆ จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นมาทำตาปริบๆ อีกครั้ง
   “นี่เราฝันไปหรือเปล่าเนี่ย” จากนั้นก็หยิกแก้มตัวเองแรง ๆ ทีหนึ่ง ด้วยแรงที่ดึงไม่เบาเพื่อสอบถามว่าเป็นความฝันหรือเปล่านั้น ทำให้น้ำตาคลอนัยตาที่กลมโตราวกับกวางน้อยทันที จากนั้นก็หันไปมองรอบๆ ก็พบห้องที่ตกแต่งด้วย เครื่องเรือนจีนโบราณ  ดวงตาของบัวบูชาเบิกกว้าง “นี่คงไม่ได้ทะลุมิติมาในโลกจีนโบราณเหมือนนิยายยัยแก้มนะ”  เมื่อมองไปรอบ ๆ และก้มดูตัวเองก็พบว่าเมื่อหดสั้นลง เท้าก็ออกสั้น หน้าอกก็แบน ๆ  เมื่อเหลือบมองเห็นสิ่งที่คล้ายกระจกก็รีบถลาเข้าไปส่องเพื่อดูหน้าตาทันที
     “โว๊ะ น่ารักนี่นา”  เมื่อส่องดูหน้าตาของเด็กที่ตัวเองอาศัยร่างอยู่อย่างพอใจแล้วจึงพูดขึ้นมาอย่างพอใจ อย่างน้อยเด็กนี้ก็น่ารัก จากนั้นก็พยายามนึกไล่เรียงเหตุการณ์ มือประสานลูบกันไปลูบกันมา ขาก็เดินกลับไปกลับ เหมือนคนคิดไม่ตก จากนั้นก็เหมือนนึกขึ้นได้ จึงยกมือข้างขวาที่มีแหวนหยกแดงสวมอยู่จึงคิดถึงข้อความของชายชราที่ดูดวงให้

    “ปากพาซวยแท้ ๆ ไม่น่าไปล้อเลียนตาแก่นั่นเลย แล้วจะกลับยังไงละเนี่ย”
    “เพล้ง” เสียงของตกดังขึ้น บัวบูชาหันหน้าไปมอง พบเด็กสาวหน้าตาจิ้นลิ้มอายุประมาณ 13-14 ปี  เอามือปิดปาก สายตาไม่อยากเชื่อ น้ำตาไหลพราก ประหนึ่งจับได้แฟนตัวเองมีกิ๊ก
   “คุณหนูสี่ฟื้นแล้ว... คุณหนูสี่ฟื้นแล้ว” เด็กสาวคนดังกล่าวพูดคำเดิมซ้ำ ๆ ไปมา ดั่งคนไม่มีสติ บัวบูชาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยปากถาม เพราะอยากรับรู้ว่าสถาณการณ์ของตัวเอง
    “คุณคือใคร” บัวบูชาเห็นเด็กสาวทำหน้าไม่เข้าใจ พลางนึกถึงหนังจีนกำลังภายในที่เคยดู จากนั้นก็ถามใหม่ “เจ้าเป็นใคร เข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร แล้วตัวข้าเป็นใคร ชื่ออะไร” เมื่อถามออกไปแล้ว เด็กสาวทำหน้างุนงง แต่ก็ไม่ถามอะไร
    “ข้าชื่อ เสี่ยวซี เป็นบ่าวประจำตัวของคุณหนูเจ้าค่ะ  บ่าวมาเช็ดตัวให้คุณหนูสี่เหมือนทุกวันเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นลูกคนที่สี่ของนายท่าน ชื่อของคุณหนูคือ เซียงเหลียนเจ้าค่ะ”  เสี่ยวซีตอบคำถามของบัวบูชาอย่างครบถ้วน บัวบูชากำลังนึกคำถามต่อไป  เสี่ยวซีกลับบอกว่าจะไปตามนายท่านจากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วไม่มีหันหลังกลับมามอง  บัวบูชาจึงได้แต่ปากค้างไว้อยู่อย่างนั้น
      จากนั้นไม่นานก็มีผู้คนมาเพิ่มเป็นชายหญิงมีอายุกลางๆ คน มีเด็กชายหน้าตาหล่อเหลา 3 คน ไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินมากอดอย่างรวดเร็ว  แถมไม่กอดเฉยๆ อย่างเดียว มีน้ำตาไหลพรากเปื้อนเสื้อบัวบูชาจนเปียก เมื่อ 5 คนผู้มาใหม่กอดบัวบูชาครบแล้ว หญิงสาวมีอายุแต่งดงามก็จับบัวบูชาหันซ้าย หันขวา สำรองร่างกายจนพอใจแล้วก็ยิ้มแล้วกอดอีกที
    “เหลียนเอ๋อร์ ลูกแม่ฟื้นแล้ว ลูกรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวบ้างหรือไม่”

    บัวบูชาถึงแม้จะงุนงง แต่ก็พอเข้าใจสถานการณ์ได้บ้างจึงเอ่ยตอบว่าไม่เป็นไร
     “รั่วรั่ว พี่ว่าเราเชิญท่านหมอมาตวจอาการของลูกเราทั้งสองดีหรือไม่” นายท่านของจวนเอ่ยขึ้นมา เพราะอยากจะให้หมอมาตรวจลูกสาวของเขาทั้งสองคนว่าลูกของเขาหายดีแล้ว นายหญิงของจวนจึงพยักหน้าเห็นด้วย
    “เสี่ยวซีไปเชิญท่านหมอกงกับหมอหวังมาตรวจดูอาการลูกข้า ส่วนพวกเจ้าทั้ง 3 ไปทำงานของพวกเจ้าที่ค้างไว้ก่อน เย็นนี้แม่จะทำมื้อเย็นฉลองที่น้องสาวของพวกเจ้าทั้งสองคนได้สติหลังจากที่หลับไป 3 ปี”
    “ขอรับท่านแม่” ชายหนุ่มทั้ง 3 ที่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดมาทั้งเช้าจากเหตุการณ์ที่น้องสาวตัวเองฟื้นถึงสองคน เอ่ยตอบรับคำสั่งของมารดาแล้วก็รีบเร่งไปจัดการตามหน้าที่ตัวเอง เพื่อให้แล้วเสร็จทันมื้อค่ำ

     เมื่อหมอทั้งสองมาแล้ว นายท่านของบ้านจึงให้บ่าวพยุงลูกสาวของเค้าทั้งสองมาเรือนรับรอง ซึ่ง ณ ตอนนี้มีสองเตียงเพื่อให้ท่านหมอตรวจพร้อมกันและทราบอาการพร้อมกัน   เมื่อหมอตรวจเสร็จแล้วจึงกล่าวแจ้งอาการให้แก่นายท่านและนายหญิงของจวนทันที
    “เรียนท่านแม่ทัพหลง คุณหนูทั้งสองนั้นร่างกายแข็งแรงดีขอรับ คุณหนูห้านั้น ไม่มีความทรงจำตอนเด็กหลงเหลืออยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเด็กนั้นจะจำไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ” หมอหวังที่ตรวจอาการของผิงฮวา หรือ ฮวาเอ๋อร์รายงานอาการหลังจากตรวจเสร็จ
    “สำหรับคุณหนูสี่นั้น คุณหนูมีอาการความจำเสื่อม อาจจะเป็นด้วยหลับเป็นเวลานาน และตอนที่ไม่ได้สตินั้นก็ยังเด็กด้วย ร่างกายของคุณหนูนั้นแข็งแรงปกติ จึงกล่าวได้ว่า นอกจากที่จำเรื่องราวตอนเด็กได้บ้างไม่ได้บ้างนั้น ก็ไม่มีเหตุให้กังวลขอรับท่านแม่ทัพ” นายท่านของจวนพยักหน้าและเดินไปส่งหมอทั้งสองคนหน้าจวน
    “ลูกแม่ ลูกทั้งสองจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ลูกรับรู้เอาว่าพ่อกับแม่รักลูกๆ ทุกคน แม้จะโชคร้ายมีเรื่องราวให้ลูกทั้งสองไม่ได้สติ 3 ปี แต่ต่อไปนี้แม่จะปกป้องดูแลลูกเองนะ  เหลียนเอ๋อร์ ฮวาเอ๋อร์” ผู้เป็นแม่โอบกอดทั้งสองไว้อยากปลอบประโลม
    “น้องพี่ พี่ใหญ่ก็จะปกป้องเจ้าทั้งสองเหมือนกัน” ผู้เป็นพี่ใหญ่กล่าวขึ้นเสริมทัพเพื่อความมั่นใจ
    “ข้าด้วย ๆ ”  สองฝาแฝดหนุ่มก็กล่าวขึ้นอย่างว่องไว อยากมีส่วนร่วมดูแลน้องน้อยทั้งสองคน 
    “เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านพี่” ทั้งสองสาวกล่าวขึ้นมาพร้อมกันอย่างซึ้งใจ และเหลือบมองหน้ากันโดยไม่ตั้งใจ ดวงตาของทั้งคู่นั้นพยายามค้นหาตัวตนของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ  จากนั้นทั้งหมดก็ออกจากห้องไปและให้ทั้งสองสาวพักผ่อน
    ปัญธิดามองที่ใบหน้าของเด็กสาวที่ผู้คนเรียกชื่อ เหลียนเอ๋อร์ จากนั้นก็ไล่ตามร่างกายของเด็กสาว เด็กสาวผู้นี้มีน่าจะมีอายุมากกว่าเธอเล็กน้อย ปากนิดจมูกหน่อย ดูน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากระจ่างราวกับดวงดารา พลันเห็นมือน้อย ๆ ที่โผล่ออกมาเหนือแขนเสื้อ ก็ตกใจและตะโกนออกมาอย่างเผลอตัว
     “ยัยบัว
!!!
     บัวบูชาที่กำลังลอบมองอีกฝ่ายเหมือนกันพลันสะดุ้ง  แล้วนิ่งไป จากนั้นก็ลอบมองเด็กน้อยตรงหน้าอีกครั้ง หน้าตาเด็กน้อย คล้ายกับร่างที่บัวบูชายึดไว้ เพียงแต่ดวงตานั้นกลมโตกว่าส่องประกายดื้อดึงแบบเงียบๆ อยู่ภายใน จากนั้นก็มองเห็นแหวนหยกสีขาวนม พลันความจำก่อนหน้าที่จะตื่นมายังที่แห่งนี้ก็ปรากฎ จากนั้นก็จ้องตาอีกครั้งเหมือนกับจะชั่งใจว่าจะกล่าวออกไปดีหรือไม่  ไม่นานนักก็ถอนหายใจ กลั้นใจเอ่ยคำออกไปด้วยเสียงอ่อน “ยัยปัญ”
    เพียงเท่านั้นน้ำตาปัญธิดาก็ไหลออกมาแล้วถลาไปกอดบัวบูชาอย่างคนเสียขวัญ จากนั้นทั้งคู่กับกอดกันกลม  “บัว เราเอาไงต่อดี” ปัญธิดาถามบัวบูชา
    “เฮ้อ
!! จะให้ทำไงได้ละ หาทางกลับไปไม่ได้ด้วยสิ ไม่รู้ต้องทำอย่างไรถึงจะกลับไปได้  วิธีจะกลับจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราคงต้องเป็นเด็กสองคนนี้แหละ”
    “......................”
     ปัญธิดาเงียบงันและพยักหน้าเห็นด้วย เพราะคิดดูแล้วก็คงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากนี้ 
     “เดี๋ยวปัญแกลองถามสาวใช้ดูแล้วกันเกี่ยวกับตัวแกที่นี่อ่ะ  ส่วนเรื่องเกี่ยวกับคุณหนูสี่นี่จะลองหาทางถามเอง” บัวบูชาเสนอขึ้นเพื่อทั้งสองคนจะได้มีข้อมูลไว้ใช้ชีวิตในโลกแห่งนี้ได้ต่อไป
      “โอเค ตอนนี้นอนเอาแรงก่อนแล้วกัน” ปัญธิดาพูดแล้วก็เอนตัวลงนอนและหลับไป
     เมื่อตื่นมาแผนการสอบถามเรื่องราวความเป็นมาก็เริ่มขึ้นด้วยการสอบถามจากสาวใช้ประจำตัว จากการสอบถามและหลอกถามสาวใช้ ทำให้สองสาวได้รับรู้ว่า จวนแห่งนี้คือจวนแม่ทัพทิศประจิม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงของแคว้นเยี่ย ท่านแม่ทัพมีนามว่า จางหลงเยี่ยน อา
การสอบถามและหลอกถามสาวใช้ ทำให้สองสาวได้รับรู้ว่า จวนแห่งนี้คือจวนแม่ทัพทิศประจิม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงของแคว้นเยี่ย ท่านแม่ทัพมีนามว่า จางหลงเยี่ยน อายุ 38  ส่วนฮูหยินชื่อ  จางหนานรั่ว อายุ 32 มีลูกชายคนโตชื่อ จางเยี่ยนจื่อ อายุ 16 เป็นนายกองของกองทัพทิศประจิม ส่วนคนรองกับที่สามนั้นเป็นฝาแฝด ชื่อ จางเยี่ยนจง กับ จางเยี่ยนหง อายุ 14 ตัวจางเยี่ยนจงนั้นเป็นรอสอบราชการระหว่างรอก็ช่วยเยี่ยนหงดูกิจการ ส่วนจางเยี่ยนหงนั้นกลับชอบเงินและการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคุณหนูสี่และคุณหนูห้านั้น เมื่อ 3 ปีก่อนเกิดเหตุการณ์ตอนไปเที่ยวทะเลสาปชานเมือง อยู่ดีๆ รถม้าก็วิ่งลงทะเลสาปทำให้จมน้ำกันทั้งคู่ จากนั้นก็สลบไสลไม่ได้สติไป 3 ปี คุณหนูสี่อายุ 10 ขวบ คุณหนูห้าอายุ 8 ขวบ
     “โห มีลูกตั้งแต่อายุ 16 เลยเหรอ น่ากลัวจังวุ้ย” บัวบูชาหลังจากสรุปข้อมูลได้ถึงกับกล่าวอย่างตกใจ เมื่อทราบว่าฮูหยินของจวนมีลูกตั้งแต่อายุ 16 ด้วยตนเองและเพื่อนนั้น อายุ 32 เท่ากันกับฮูหยินจางยังไม่มีลูกแฟนเลย
     “นั่นนะสิ ถ้าเกิดบัว 15 ก็ต้องแต่งออกไปสินะ สมัยนี้ไม่มีถุงยางอนามัยด้วยนะ แค่คิดก็สยองแล้ว แต่งตั้งแต่ 15 นี่มันยังเด็กอยู่เลยนะเนี่ย ” ปัญธิดาเองก็โอดครวญไม่แพ้กัน ที่ที่ทั้งสองจากมานั้น อายุ 15 ยังอยู่มัธยมต้นอยู่เลย บางคนเป็นติ่งเกาหลีก็ยังกรี๊ดกร๊าดนักร้องหนุ่มหน้าละอ่อนอยู่เลย ไฉนที่แห่งนี้กลับต้องมีสามีตั้งแต่ยังเด็ก แล้วก็น้ำตาตกใน ทำไมไม่เข้าร่างผู้ชายฟร๊ะ
!!
    “อยู่ที่นี่เราเรียกชื่อของที่นี่แล้วกันนะปัญ จะได้ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องวิธีการพูดเราค่อยๆ ปรับกัน ”
   “อืม” เมื่อตอบรับเพื่อนแล้วก็สั่งสาวใช้ของทั้งคู่เตรียมน้ำอาบเพื่อไปรับมื้อค่ำที่เรือนใหญ่กับบิดามารดา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Pnnk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 18:51
    เนื้อเรื่องน่าติดตามค่ะ
    #1
    0