ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 163 : ราชันแดนเหนือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    22 ม.ค. 60

บทที่ 4 : ราชันแดนเหนือ




    การหายใจของตัวประหลาดนี้ผิดจังหวะอยู่เสมอ ราวกับว่ามันไม่พร้อมสำหรับการหายใจด้วยปอดของมัน ผิวกายและขนรวมทั้งเกล็ดของมันดูอ่อนนุ่มราวกับเป็นเพียงเนื้อเยื่อบางๆเพียงเท่านั้น ปีกของมันยังมีเพียงโครงกระดูกชิ้นเล็กๆที่อ่อนนิ่มขึ้นรูปเอาไว้เท่านั้น ผังพืดของปักยังเป็นเพียงเนื้อเยื่อใสๆ


    แม้มันจะมีรูปร่างโตเต็มวัยแล้ว แต่การพัฒนาทางกายภาพยังไม่มากพอจะอยู่รอดได้ในตอนนี้ มันไม่มีแรงมากพอจะลืมตาขึ้นมาเสียด้วยซ้ำไป


    "น่าสนใจ!" เสียงของครรดังออกมาอย่างตื่นเต้น ก่อนที่มันจะเริ่มคัดลอกวงเวทย์ที่เห็นตอนมันกำลังใช้เวทย์นี้ลงในกระดาษทดสอบวงเวทย์


    เขายังคงยุ่งอยู่กับการคัดลอกวงเวทย์จากความภาพที่ชุดเกราะถ่ายเอาไว้ โดยไม่สนใจถึงการคงอยู่ของเจ้าสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์เวทนั้นเลยแต่น้อย เพราะพลังของมันอ่อนแอยิ่งกว่าสัตว์เวทระดับหนึ่งเสียอีก


    เข้าใช้เวลาถึงสิบนาทีเต็มถึงจะวาดวงเวทย์ที่ซับซ้อนลงไปในกระดาษทดสอบได้สำเร็จ


    "เงื่อนไข? วงเวทย์แบบใช้เงื่อนไขงั้นหรอ" น้ำเสียงแปลกใจของชายหนุ่มดังขึ้นเมื่อลองใส่พลังมานาลงไป วงเวทย์กลับส่งข้อมูลเงื่อนไขกลับมาให้เขาแทน


    การที่วงเวทย์จะส่งเงื่อนไขกลับมาเช่นนี้หมายความว่ามันมีเจตจำนงแฝงอยู่ในการใช้วงเวทย์นี้ อย่างน้อยผู้สร้างมันก็อยู่ในขั้นจอมเวทย์ทวิธาตุขึ้นไปถึงแฝงเจตจำนงของตัวเองลงไปได้เช่นนี้


    "เลือดของสัตว์เวทระดับสี่ขึ้นไปสามตัว เลือดของผู้ใช้วงเวทย์ ร่างกายต้นแบบและสุดท้ายจิตวิญญาณหนึ่งดวง ดูเหมือนจะไม่ยากสักเท่าไร" เขาเอาของที่ใช้สำหรับวงเวทย์นี้ออกมา


    เลือดของสัตว์เวทระดับเจ็ดสามตัว ซึ่งเป็นของเบเฮมอธสามธาตุโดยเป็นธาตุไฟ หินและโลหะ เขาเก็บมันไว้นานแล้วหลายเดือนแต่เลือดของพกมันยังคงสดใหม่อยู่เสมอด้วยคุณสมบัติของหีบรวบรวมวัตถุดิบ รวมทั้งเลือดของเขาหยดเล็กๆหนึ่งหยด


    ร่างกายต้นแบบเขาใช้โกเลมระดับจอมศาสตราวุธขั้นกลางตัวหนึ่ง ซึ่งมันมีจิตวิญญาณเทียมติดตั้งเอาไว้เช่นโกเลมรูปร่างมนุษย์ตัวอื่นที่มีระดับการฝึกฝนขั้นจอมศาสตราวุธขั้นต้น เพราะมันจะได้ลดภาระในการสั่งการของเขาได้มากเลยทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้ดีเท่าจิตวิญญาณเทียมและปัญญาประดิษฐ์ที่เขาใช้เป็นตัวควบคุมหลักอยู่ดี


    จิตวิญญาณสำหรับโลกใบนี้เป็นอะไรที่เรียบง่ายและเห็นได้อยู่ตลอดเวลา พวกมันคือศิลาจิตอสูรนั้นเอง ถึงแม้ร่างกายจะตายไปแล้วแต่สิ่งมีชีวิตทุกอย่างต่างก็ยังคงเหลือจิตวิญญาณเป็นของตัวเองอยู่ดี มันตกผลึกมาจากจิตของสิ่งมีชีวิตและพลังมานาของพวกมัน จนกลายเป็นศิลาจิตอสูรอย่างที่เห็นกัน


    แต่ทว่าเมื่อกลั่นตัวกลายเป็นศิลาจิตอสูรแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ความทรงจำหรืออารมณ์ความรู้สึก แต่กลับเป็นเจตจำนงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือการอยู่รอดต่อไป ทำให้มันมีพลังเป็นของตัวเองและใช้เพื่อเอาตัวรอด บางครั้งมันก็มีความคิดในการครอบครองร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นต้น


    แน่นอนว่าการใช้มันกับวงเวทย์เช่นนี้คงทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ยอมเชื่อฟังผู้สร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่องค์ชายสตีฟกลับใช้ร่างกายและจิตวิญญาณของตัวเองเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเติมเต็มเงื่อนไข ดังนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือองค์ชายสตีฟในรูปร่างของสัตว์เวทเท่านั้นเอง


    "เรามาลองดูกันว่าจิตวิญญาณเทียมนี้จะใช้ได้หรือไม่" เขาเอาศิลาจิตอสูรที่แปลกประหลาดกว่าศิลาจิตอสูรทั่วไปออกมา


    มันเป็นลูกบอลโลหะขนาดเท่ากำปั้นเด็กเล็ก มันใหญ่กว่าศิลาจิตอสูรทั่วไปเกือบสี่เท่าตัว บนผิวของมันถูกจารึกด้วยตัวอักษรที่เล็กขนาดมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่มันสร้างมองเห็นถึงรูปแบบของตัวอักษรได้อยู่ดี


    วงเวทย์บนกระดาษทดสอบกระพริบแสงสีแดงโลหิตรวมกับวงเวทย์ได้ทำตามเงื่อนไขครบถ้วน แต่แสนั้นดับลงในเสี้ยววินาทีด้วยการถูกครรชิตลบจุดศูนย์กลางของวงเวทย์ไป ถึงแม้เขาจะไม่ลบมันออกไปวงเวทยืก็ดับลงไปเองอยู่ดีเพราะเขาหยุดส่งพลังมานาใส่มันเพื่อให้มันทำงาน เพราะรับรู้ได้ถึงการคุกคามของวงเวทย์ต่อร่างกายของเขา


    "ไม่คิดว่ามันต้องการยึดครองร่างกายของข้า ดูเหมือนมันจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ในวงเวทย์นี้สินะ" เขาทำสีหน้าไม่พอใจใต้หมวกเกราะ ก่อนจะเตรียมการอะไรบ้างอย่าง


    ในทางด้านองค์ชายสตีฟในร่างสัตว์ประหลาด มันเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จากการหายใจที่ติดขัดมันก็เริ่มหายใจอย่างสงบมากขึ้น พลังมานาในอากาศเริ่มถูกรวบรวมโดยร่างกายของมันทีละเล็กทีละน้อย


    ปีกและกล้ามเนื้อสีเทาเริ่มกลายเป็นสีชมพูรวมกับเลือกกำลังถูกนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆจากการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มมากขึ้นและการดูดวับพลังมานาก็รุนแรงยิ่งขึ้น


    ส่วนที่ดูดซับมานาเข้าไปมากที่สุดกลับเป็นเกล็ดและเส้นขนของมัน รองลงมาเป็นกล้ามเนื้อเขาและปีกของมัน ซึ่งต่างก็หิวกระหายมานาอย่างบ้าคลั่ง


    "จะตื่นแล้วงั้นรึ หึ! เจ้ามีสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เวท แต่โน้มเอียงไปทางสัตว์เวทมากกว่า ในตอนที่เจ้าหมดสติเช่นนี้วงเวทย์พันธะโลหิตน่าจะจับเจ้าเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าได้!" ไม่มีการให้ความสงสารใดๆทั้งสิ้น


    วงเวทย์ที่สร้างจากเลือดของครรชิตประทับไปที่หน้าผากของอดีตองค์ชายสตีฟ มันซึมลงไปอย่างรวดเร็วไรซึ่งการต่อต้านเพราะมันมีพลังมานาอยู่ในนั้นอย่างเข้มข้น มันจึงดูดกลืนลงไปโดยไม่มีการยั้งคิด


    พลังมานาในอากาศพลันถูกหยุดดึงดูดอย่างฉับพลัน วงเวทย์สีเลือดปรากฏขึ้นที่หน้าผากของสัตว์ประหลาดนั้นหลังจากซึมเข้าไปในร่างกาย มันเปล่งแสงพร้อมกลับที่พลังมานาจำนวนมากมายมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมาจากวงเวทย์นั้น


    ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวที่รอดพ้นการถูกดูดกลืนของสัตว์ประหลาด ทำให้มันมีระดับอยู่ที่ระดับห้าขั้นกลางในทันที ก่อนที่มันจะหายไปและกลายเป็นเพียงตุ้มหูหนึ่งชิ้นอยู่บนถุงมือของครรชิต เขามองมันก่อนจะเก็บเข้าไปในแหวนมิติอย่างเฉยชา


    หลังจากทำพันธะสัญญาโลหิตเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับมันอีกต่อไปรวมถึงสถานที่รอบๆที่แทบจะพังทลายไปแล้ว มังกรวารีเยือกแข็งยังคงไม่ตายแต่มันกลับพยายามหลบหนีไป เช่นเดียวกับสัตว์เวทที่ถูกอัญเชิญออกมาตัวอื่นๆ


    ครรชิตใช้สัญญาโลหิตที่คัดลอกออกมานับพันนับหมื่นชุดในการจับพวกมันทั้งหมด แม้จะเสียไปหลายสิบเล่มก็ตามที แต่พวกมันสิบกว่าตัวก็ถูกจับและกลายเป็นเพียงม้วนสัญญาเช่นเดิมที่มีรูปของพวกมันประทับเอาไว้อยู่ภายใน


    "ไม่เลวๆ ขายในตลาดใต้ดินน่าจะได้หลายสิบเหรียญจิตมาร" เขาพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะวาดวงเวทย์ลงบนพื้นแล้วหายตัวไป


    ห่างออกไปไม่ไกลนักจากที่ที่เกิดการต่อสู้ของพวกเขา มีกลุ่มทหารชุดเกราะอัศวินทองนำทหารเกราะอัศวินเงินมาหลายร้อยนายพุ่งตรงมายังจุดเกิดเหตุ เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆที่มีการต่อสู้กันก่อนที่ภัยพิบัติสิ้นปีวันสุดท้ายจะเริ่มต้น พวกเขาพบเพียงบ้านเรือนและทรัพย์สินบางส่วนที่เสียหายเท่านั้น แต่ศพของทั้งผู้บุกรุกและผู้ตั้งรับต่างหายไปจนหมดสิ้น


    ไม่มีหลักฐานใดๆหลงเหลือแม้แต่น้อย มีเพียงคราบเลือดและเศษซากจากการต่อสู้ที่ยังคงเหลืออยู่เท่านั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่คือหลักฐานของพวกกบฏ ทั้งรายชื่อและแผนการที่ถูกร่างเอาไว้รวมทั้งแหล่งเงินทุนและธุรกิจของพวกมัน


    ไม่มีใครรู้ว่าตัวของผู้บงการหายไปไหน มีเพียงเลือดและหลักฐานที่เหลืออยู่เท่านั้น ทั้งสมบัติและตัวของกลุ่มกบฏต่างหายไปทั้งหมด รวมทั้งทาสที่ขึ้นตรงกับพวกมันที่ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งก็หายไปด้วย


    ทาสนับร้อยคนหายไปในชั่วโมงเดียวตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ การเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากต้องจ่ายด้วยศิลาจิตอสูรจำนวนมาก ไม่ค่อยมีการใช้จ่ายมากมายขนาดนั้นแม้จะเป็นการเดินทัพเพื่อทำสงครามก็ตามที


    "รายงานฝ่าบาทและองค์รัชทายาท ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบเหตุการณ์ไม่สงบตามรับสั่งแล้วพะย่ะค่ะ เป็นฝีมือของกลุ่มคนในชุดเกราะอัศวินโครงกระดูกเช่นพระองค์ทรงวิตกพะย่ะค่ะ และตามที่องค์รัชทายาททรงรับสั่งไว้ การสืบสวนเกี่ยวกับพวกมันได้รับการระงับไว้ชั่วคราวแล้วพะย่ะค่ะ" เสียงของทหารชุดเกราะอัศวินทองคนหนึ่งรายงานในห้องว่าราชการขององค์กษัตริย์ที่ตอนนี้มีขุนนางและเหล่าราชวงศ์หลายสิบคนรวมประชุมกันอยู่


    "ส่งรายงานมาให้ข้าในวันพรุ่งนี้ด้วย ส่วนพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนกันก่อน ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับบุตรชายของข้าสักครู่" องค์กษัตริย์ตรัสออกมา ก่อนจะโบกมือไล่คนในห้องออกไป


    เมื่อห้องทั้งห้องเหลือเพียงคนสองคน วงเวทย์แล้วจารึกเวทย์หลายอันก็ถูกกระตุ้นให้ทำงาน ก่อนเกิดเป็นบาเรียและค่ายกลเวทย์ป้องกันการดักฟังเสียงในทันที


    "คราวนี้มันป่วนการศึกของเรา เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมันก็ถล่มตลาดและเศรษฐกิจของเราจนปั่นป่วนไปหมด ครั้งหน้ามันจะทำอะไรอีก" เสียงไม่พอใจผสมไปกับความยินดีดังออกมาจากองค์กษัตริย์


    องค์รัชทายาทกลับแย้มพระสรวลออกมาเล็กน้อยกับท่าทางและน้ำเสียงของผู้เป็นพระบิดาของตน ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างพระวรกายอย่างนิ่มนวลและเริ่มกล่าวออกมาอย่างช้าๆ


    "แต่มันก็นำมาซึ่งความมั่งคั่งและความสงบของแผ่นดินเรามิใช่หรือเสด็จพ่อ ทั้งสินค้าที่มันนำมาขายให้กับเรามาในราคากินกำไรเพียงเล็กน้อย แต่ประสิทธิภาพมากกว่าที่เรารับมาจากนอกอาณาจักรเสียอีก และในครั้งนี้มันก็กำจัดพวกกบฏได้อย่างหมดจดแม้จะเอาค่าจ้างเป็นทรัพย์สินไปเป็นค่าใช้จ่ายก็ตาม" เสียงนุ่มนวลขององค์รัชทายาทคลายพระขนงขององค์กษัตริย์ได้บ้าง


    "ปล่อยมันไปสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าแต่แผนการรับมือกองทัพในคืนนี้เรียบร้อยแล้วหรือยัง"


    "ข้าไม่แน่ใจว่าจะจัดการพวกมันได้หรือไม่เสด็จพ่อ แต่จอมเวทย์หลวงของเราได้ถูกเรียกไปรวมกันที่กลางเมืองแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับเสริิมที่กำแพงที่พวกมันบุกเข้ามา แม้จะคาดการไว้ว่ามันจะมาจากทางเหนือ แต่ก็ไม่สามารถประมาทได้"


    "ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถอะ ข้าคงต้องไปเตรียมตัวสำหรับการรบที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าข้าจะไว้ใจและชุบเลี้ยงเหล่าอัจฉริยะไว้มากมาย แต่การจะต้านทานสัตว์เวทระดับเจ็ดเช่นนั้นเรากลับมีพวกมันแค่สองคนเท่านั้นที่ทำได้ หลังจากนี้ข้าจะให้พวกมันบุกภูเขามาเป็นการฝึกฝนเสียแล้ว แม้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้อาณาจักรพันธมิตรไปไม่ใช่น้อย" เสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความเสียพระทัยเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงแห่งนี้ไป


    ในเวลาเดียวกันกับที่เมืองหลวงกำลังประชุมและวางแผนการรบกับสัตว์เวทชุดสุดท้าย ในเมืองอันห่างไกลไปทางเหนือสถานการณ์กับตรงกันข้าม ที่นี้ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่ทุกร้อนกับการบุกของสัตว์เวทแม้แต่น้อย


    ในมุมหนึ่งของเมืองในหุบเขาขนาดใหญ่ปรากฏวงเวทย์เคลื่อย้ายหลายสิบอันขึ้น แต่ละอันใหญ่มากพอจะครอบคลุมบ้านได้หลายหลังเลยทีเดียว เมื่อมันก่อตัวเรียบร้อยก็มีบุคคลในชุดเกราะอัศวินโครงกระดูกพร้อมกับทาสและร่างของหัวหน้ากบฏถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา พวกมันถูกพาไปยังถ้ำขนาดใหญ่ที่เหมือนจะเจาะเข้าไปในหุบเขารอบด้านนี้


    หัวหน้ากบฏถูกนำไปยังที่ที่หนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการชั้นในสุดของเมืองแห่งนี้ มันถูกจับมัดกับเก้าอี้และปลุกให้ตื่นจากการสลบด้วยการสาดน้ำ พวกมันทุกคนต่างตื่นตระหนกและบ้าคลั่งทันทีที่ได้สติ


    "เงียบๆกันหน่อย รอไม่นานพวกเจ้าก็จะสบายแล้วอย่างต่อต้านให้มากนัก!" เสียงของเหล่าผู้คุมดังขึ้น ก่อนที่ใครไม่เชื่อฟังก็ถูกสั่งสอนเล็กๆน้อยๆ


    หลังจากที่พวกขุนนางกบฏเงียบสงบปากสงบคำกันได้แล้ว พวกมันก็ถูกทิ้งไว้ในห้องทั้งอย่างนั้น และไม่มีใครมาสนใจพวกมันอีกมีเพียงยามที่เฝ้าพวกมันเอาไว้เท่านั้น


    ส่วนทางด้านทาสนั้นพวกมันถูกนำไปยังถ้ำที่ถูกเจาะไว้สำหรับเป็นห้องพักเรียบๆนับพันห้อง ด้านในมีห้องนอนและห้องอาบน้ำสำหรับพวกมันทุกคน ซึ่งพวกมันได้รับคำสั่งให้ชำระร่างกายและเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิขึ้นในอีกไม่นานนี้


    "ยินดีต้อนรับนายน้อย พวกเจ้านายทาสได้ถูกจัดเตรียมไว้ในห้องเรียบร้อยแล้วขอรับ พวกทาสก็เช่นกันพวกนั้นพร้อมสำหรับการเริ่มฝึกฝนและสวบสวนแล้ว" เสียงรายงานของหนึ่งในอัศวินชุดเกราะโครงกระดูก


    "ข้าจัดการเอง" เสียงของครรชิตดังขึ้น เขากลับมาอยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มเจ้าสำราญเช่นเดิม ก่อนจะก้าวเข้าไปยังภ้ำขนาดใหญ่ที่มีพวกขุนนางหัวเก่าและเจ้าของทาสทั้งหมดถูกมัดเอาไว้


    "สวัสดีทุกท่าน ข้ามีขอเสนอให้กับพวกท่าน สัญญาทาสทั้งหมดแลกกับชีวิต ท่านว่ามันคุ้มค่าไหม" รอยยิ้มอันอบอุ่นของครรชิตเฉิดฉายราวกับดวงอาทิตย์ แต่คำพูดของเขากลับทำให้พวกมันมืดมนราวกลับอยู่ในถ้ำอันไร้ซึ่งแสงตะวัน ซึ่งจริงๆแล้วพวกมันก็อยู่ในถ้ำมืดจริงๆ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1991 Gnuh (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 19:55
    ขอบคุณครับ
    #1,991
    0
  2. #1955 m-cloud (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 16:21
    ให้ๆๆไปเดียวใหม่ได้ทาสหนะถ้ารอดนะ5555
    #1,955
    0
  3. #1953 เอกเองครับ (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 12:28
    โฮ่ ได้ทาสเยอะเลย
    #1,953
    0
  4. #1950 kamol1122 (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 00:00
    สนุกดีครับ
    #1,950
    0
  5. #1949 JomMuD (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 23:44
    ขอบคุณครับ
    #1,949
    0
  6. #1948 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 20:55
    เหลือทางเลือกแค่ทางเดียว...
    #1,948
    0
  7. #1946 phairatw (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 17:45
    ขอบคุณครับ
    #1,946
    0
  8. #1945 supersupersuper (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 16:43
    ^3^ / ขอบคุณครับ
    #1,945
    0
  9. #1944 kacu (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 15:41
    รออ่านน้าาา สู้ๆค่พ
    #1,944
    0
  10. #1942 patiphanpinkham (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 14:13
    โหดดี เลือกเอา จะมีชีวิตต่อไหม ระหว่างชีวิตตัวเองกับทาสทั้งหมด คิดเอาเอง อันไหนสำคัญ (ไม่ให้ก็โดนฆ่าอยู่ดี 555)
    #1,942
    0
  11. #1941 wit000 (จากตอนที่ 163)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 13:57
    ขอบใจจ้า
    #1,941
    0