เซียนกระบี่

ตอนที่ 80 : DE-80

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 857
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

ภูเขามังกรหิมะ? ที่แท้เป่ยจื้อชานกลับเป็นคนของภูเขามังกรหิมะ?

จี้หนิงข่มบังคับตนเองให้หยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “อาการป่วยของท่านแม่ข้าคงหนักหนาจนตระกูลจี้ไม่อาจเยียวยาได้แล้ว ข้าคิดขอเรียนเชิญปรมาจารย์มู่ไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกสักครั้งเพื่อช่วยชีวิตนาง”

มู่เซียวมองดูแววตาอันมุ่งหวังของจี้หนิงแล้วทำได้เพียงทอดถอนใจกล่าวว่า “ย่อมสามารถทดลองดูสักครา ทว่าตัวข้าเองไม่เคยศึกษาเรื่องของการรักษาโรคมาก่อน…”

“ขอเพียงท่านปรมาจารย์ยินยอมเดินทางไป จี้หนิงจะสำนึกในบุญคุณของท่านไปตลอดกาล” จี้หนิงรีบกล่าว

มู่เซียวพยักหน้ารับก่อนหันไปอีกทางแล้วส่งเสียงตวาด “เศษสวะ จงมาทางนี้!”

ผีดิบขนดำที่รัศมีแห่งความตายยังคงแผ่ซ่านออกจากร่างสาวเท้าเข้ามายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่

“เข้าไป” มู่เซียวโบกมือคราหนึ่ง โลงศพสีม่วงก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ผีดิบขนดำเปิดฝาโลงแล้วก้าวลงไปนอนอย่างว่าง่าย ฝาของโลงศพปิดสนิทลงอีกครั้ง

“นี่คือโลงที่ใช้เก็บรักษาซากศพ” เมื่อมู่เซียวโบกมืออีกคราหนึ่งโลงศพสีม่วงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย “ผีดิบตนนี้ไร้ซึ่งผู้บงการ หากปล่อยให้ออกไปสู่โลกภายนอกคงต้องทำร้ายผู้คนอีกไม่น้อย ดังนั้นเมื่อครู่ตอนที่ข้าสนทนากับเจ้าจึงใช้พลังปราณคอยสะกดควบคุมมันเอาไว้”

จี้หนิงพยักหน้ารับฟัง

“ไม่ต้องกังวลไป เจ้าเมื่อเป็นผู้สังหารเป่ยจื้อชาน ข้าย่อมไม่แก่งแย่งสมบัติวิเศษของมันกับเจ้า แต่ผีดิบตนนี้ร้ายกาจเกินกว่าที่พลังของเจ้าในขณะนี้จะบังคับควบคุมได้ ข้าจึงต้องเก็บมันไว้ด้วยตนเอง”

มู่เซียวใช้พลังดึงดูดซากร่างของเป่ยจื้อชานตลอดจนสมบัติวิเศษที่ตกอยู่ข้างกายของมันเข้ามา จากนั้นยื่นมือออก แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วของเป่ยจื้อชานก็หลุดลอยเข้าสู่ฝ่ามือข้างนั้น

“นี่เป็นสมบัติวิเศษมีอันดับ เจ้ายังไม่สามารถสร้างพันธะครอบครองมันได้ ข้าจะช่วยนำสิ่งของภายในออกมาให้”

มู่เซียวทำการสร้างพันธะครอบครองวงแหวนแล้วปลดปล่อยสิ่งของมากมายที่อยู่ภายในออกมา

“ดูจากสภาพร่างกายของเจ้า ข้าคาดว่าเจ้าคงถูกพิษของผงกร่อนดวงใจเข้าไป” มู่เซียวดึงดูดขวดเล็กๆใบหนึ่งออกจากกองสิ่งของและขวดยาจำนวนมากมายบนพื้น บนขวดยังมีกระดาษเขียนข้อความ ‘ยาถอนพิษผงกร่อนดวงใจ’ ติดเอาไว้ คาดว่าแม้แต่เป่ยจื้อชานเองก็ไม่อาจจำแนกแยกแยะขวดยาที่มีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกันทั้งหมดได้ มันจึงทำกระดาษระบุชื่อของตัวยาในแต่ละขวดกำกับไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาด

“รีบกลืนกินยาถอนพิษลงไปเม็ดหนึ่งก่อน จากนั้นเก็บรวบรวมสิ่งของรวมถึงสมบัติวิเศษมีระดับเหล่านี้กลับไป เมื่อใดที่เจ้าบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วค่อยสร้างพันธะครอบครอง” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า “ไม่ต้องกังวลมากความ ของเหล่านี้ล้วนไร้คุณค่าความหมายในสายตาของข้า”

“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” จี้หนิงกล่าวด้วยความสำนึกตื้นตัน เขาไม่คาดคิดว่าปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้สูงส่งจะให้ความปรานีต่อผู้เยาว์ที่อ่อนแอไร้ทางสู้เช่นเขาถึงเพียงนี้

จี้หนิงกลืนกินยาถอนพิษลงไปพลางครุ่นคิด “สักวันหนึ่งข้าจะต้องหาทางตอบแทนปรมาจารย์มู่ให้จงได้”

เมื่อยาถอนพิษผ่านลำคอลงสู่ช่องท้องก็ละลายอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกอันอบอุ่นชนิดหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ขับไล่พิษของผงกร่อนดวงใจออกไปพร้อมกับความเจ็บปวดและความผิดปกติในร่างของเขา

มู่เซียวชี้นิ้วไปที่รังของตัวต่อสีทอง “ของสิ่งนี้เป็นสมบัติวิเศษไร้อันดับ เจ้าสามารถสร้างพันธะครอบครองได้ในทันที แต่การจะควบคุมบังคับแมลงพิษนั้นคงต้องรอให้พลังปราณของเจ้าบรรลุระดับตำหนักม่วงก่อน ที่สำคัญคืออย่าลืมป้อนอาหารเลี้ยงดูพวกมัน มิเช่นนั้นเมื่ออดอยากจนถึงที่สุด มันจะเริ่มกัดกินพวกเดียวกันเอง”

“ทราบแล้ว” จี้หนิงรับคำ

“สิ่งนี้คือตำราการเลี้ยงดูแมลงพิษของภูเขามังกรหิมะ” มู่เซียวดึงดูดตำราหนังสัตว์เล่มหนึ่งขึ้นมาจากกองสิ่งของ “การสร้างพันธะครอบครองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่การเสาะหาและเพาะเลี้ยงแมลงเหล่านี้กลับไม่ง่ายนัก เจ้าก็ไม่ต้องเร่งร้อนไป ค่อยเริ่มต้นศึกษาเมื่อบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วก็ได้”

“เนื่องจากตัวต่อเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตจึงไม่อาจเก็บเข้าในสมบัติวิเศษ แต่รังต่อนี้สามารถย่อขยายได้ตามใจของผู้ครอบครอง เจ้าสามารถย่อขนาดและพกพามันติดตัว”

จี้หนิงปฏิบัติตามคำแนะนำ ซุกเก็บรังของตัวต่อเข้าไปในชุดขนสัตว์ที่สวมใส่ แล้วดึงดูดสมบัติวิเศษทั้งหลายที่มู่เซียวนำออกจากแหวนไปเก็บในสมบัติวิเศษของตน

“ในสมบัติวิเศษมีอันดับเหล่านี้…” มู่เซียวชี้นิ้วไปยังธงสีแดงเลือดซึ่งวางรวมอยู่กับสมบัติวิเศษชิ้นอื่นที่เป่ยจื้อชานใช้งานก่อนตายและยังคงกองอยู่ร่วมกับซากร่างของมัน “ข้าคงต้องขอนำเอา ‘ธวัชหมื่นภูต’ กลับไป นี่เป็นสมบัติอาถรรพ์ที่สั่งสมบาปอันหนาหนัก ข้าต้องใช้มันเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จของภารกิจ ส่วนสิ่งของอื่นๆที่หลงเหลือเจ้าจงรับเอาไว้”

จี้หนิงรับคำคราหนึ่ง ดึงดูดเอาสมบัติที่เหลือเข้าหาตน

“ธวัชหมื่นภูต…” มู่เซียวจ้องมองธงสีแดงเลือดในมือซึ่งเปล่งประกายแห่งความมืดออกมา “ไม่ทราบผู้คนมากมายเพียงใดที่ถูกทรมานจนตายเพราะมัน เป่ยจื้อชานนับว่าถูกกรรมสนองอย่างแท้จริง กลับใช้ธวัชหมื่นภูตที่ไม่สมบูรณ์กับเจ้าที่มีพลังแห่งจิตตานุภาพอันกล้าแข็ง”

ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้ไหนเลยคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่เบื้องหน้าเรียนรู้เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นสูง เขายังคงคาดคิดว่าจี้หนิงอาศัยพลังแห่งจิตในการทำลายฝูงภูตพยาบาท

“การไล่ล่าทำลายล้างบุคคลและวัตถุอันชั่วร้ายเหล่านี้คือหน้าที่ของพวกเราองครักษ์มังกรวรุณ…”
………

ลึกเข้าไปในหุบเขา อสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้ากำลังบงการบรรดาทาสร่างยักษ์ให้ทำการปลดปล่อยและช่วยเหลือเหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติออกมา

“นายน้อยเล่า? นายน้อยจี้หนิงอยู่ที่ใด?” เมิ่งหยู จี้อูหยู และผู้ที่มาจากตระกูลจี้ต่างพากันร้องถาม

อสรพิษดำรีบตอบว่า “นายน้อยอยู่ทางด้านนั้น”

เมิ่งหยูยังสามารถเดินเหินได้ด้วยตนเอง แต่จี้อูหยูต้องอาศัยผู้คนประคองออกมา เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงบริเวณที่จี้หนิงกับมู่เซียวสนทนากัน จี้หนิงจึงได้เห็นพี่น้องร่วมตระกูลที่ร่างของทุกคนอาบไปด้วยคราบโลหิต หัวใจของเขาปวดแปลบ

“ขอบพระคุณนายน้อย…” ไม่เพียงแต่ผู้ที่สังกัดตระกูลจี้ ผู้รอดชีวิตจากชาติตระกูลอื่นรวมถึงตระกูลเที้ยมู่ต่างพากันกล่าวขอบคุณจี้หนิง ต่อให้จุดตันเถียนของพวกมันล้วนถูกทำลายจนสูญสิ้นพลังฝีมือมีสภาพไม่ต่างกับคนพิการ แต่การได้รับอิสระและมีโอกาสกลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งสร้างความสำนึกขอบคุณเป็นอย่างสูงภายในใจของพวกมัน

“ท่าน… พวกท่าน…” จี้หนิงไม่อาจสรรหาคำพูดใดมากล่าว ผู้คนเหล่านี้บ้างเป็นญาติมิตร บ้างเคยตั้งประจันในฐานะศัตรู แต่การที่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอันน่าภาคภูมิกลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความขมปร่า

ความปิติยินดีของการสังหารศัตรูครอบครองสมบัติวิเศษสาบสูญไปจากใจของเขาจนหมดสิ้น จี้หนิงหันไปตะคอกใส่ทาสผู้ลงทัณฑ์คนหนึ่ง “ยังมีผู้คนอีกมากมายเท่าใดที่ถูกคุมขังอยู่ในหุบเขาแห่งนี้?”

“มีเชลยทั้งหมดประมาณหนึ่งล้านคนถูกส่งเข้าไปจองจำเอาไว้ แต่ถึงบัดนี้ยากจะบอกได้ว่ายังหลงเหลือผู้รอดชีวิตอยู่อีกมากน้อยเท่าใด” ทาสผู้นั้นส่งเสียงตอบด้วยความหวาดกลัว

ทุกผู้คนล้วนนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

“บาปอันหนักหนาสาหัสนัก” มู่เซียวสั่นศีรษะทอดถอนใจ “จี้หนิง… ข้าเสนอให้ทิ้งสัตว์อสูรเหนือธรรมชาติทั้งสองนี้ไว้จัดการกับนักรบเกราะเต๋านับพันและเชลยที่รอดชีวิตเหล่านี้”

เขาหันไปทางสัตว์อสูรทั้งสอง “ขอให้พวกเจ้าจดจำไว้ ว่าพวกมันเพียงเป็นตัวหมากในมือของเป่ยจื้อชาน จงอย่าได้ใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ความอำมหิต”

“ทราบแล้ว” อสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้ารีบรับคำ พวกมันได้เห็นอานุภาพของนักรบเกราะเต๋าเหล่านี้ด้วยตาตนเอง แม้ในหมู่ของศัตรูที่ยอมจำนนจะไม่มียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติหลงเหลืออยู่แล้ว แต่หากจะให้ละเว้นชีวิตคงต้องปลดเกราะออกจากร่างของพวกมันก่อน

“พวกเราออกเดินทางกันได้แล้ว” มู่เซียวหันมากล่าวกับจี้หนิง “เจ้าสามารถพาคนของตระกูลจี้ร่วมทางไปได้”

ใบไม้ขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่ใต้เท้าของทั้งสองโดยไร้วี่แววล่วงหน้า เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้ต่างประคองกันและกันขึ้นบนใบไม้วิเศษ ในขณะที่คนของตระกูลอื่นต้องพักรออยู่ภายในหุบเขาจนกว่าต้นสังกัดของตนจะส่งคนมารับกลับไป

ใบไม้วิเศษบรรทุกร่างของทั้งหมดล่องลอยขึ้นสู่ท้องนภา เหินบินตัดผ่านขุนเขาขอบฟ้าหายลับตาไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น