[Fic] คลัง fanfic Sherlock BBC, Avengers Kingsman และอื่นๆ

ตอนที่ 20 : [Harry Potter fanfiction] : Shattered (Rose&Scorpius)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ก.ย. 61





 

                สิ่งนั้นมิได้ตายและจักอยู่ไปชั่วกาล เมื่อเวลาอันวิกลเปลี่ยนผ่าน มัจจุราชก็จักมรณา คำกล่าวของอัลฮาเซรดในนีโครมิคอน (Necromicon) ที่หลุดไปอยู่ในมือของพวกมักเกิ้ลกำลังจะบอกอะไรกับเรา?

                น้ำเสียงทุ้มต่ำชวนง่วงนอนดังเป็นจังหวะ แผ่ขยายไปทั่วห้องทำให้นักเรียนครึ่งหนึ่งทำหน้าสะลึมสะลือจะหลับมิหลับแหล่ และอีกครึ่งหนึ่งเอาหัวฟุบลงกับท่อนแขนไปเรียบร้อยแล้ว

                สกอร์เปียสเองก็อยู่ในกลุ่มนักเรียนครึ่งแรก เพียงแต่ดวงตาสะลืมสะลือสีเทาเหลือบฟ้าจางๆ คู่นั้นกลับเหลือบมองไปทางโต๊ะอีกด้านของห้องอย่างไม่ตั้งใจ สายตาปะทะกับภาพที่เห็นจนชิน

                จำเป็นต้องกระตือรือร้นขนาดนั้นไหม ยายนั่นน่ะ...

            เด็กสาวผมฟูสีน้ำตาลแดงชูมือไสว รวดเร็วเสียจนเขานึกว่าเจ้าหล่อนต้องแข่งกันยกมือตอบคำถามกับคนนับร้อย ทั้งที่ความจริงแล้วก็มีแต่เธอนั่นแหละที่ยกมือ

                “ถ้าเป็นมักเกิ้ลนั้นยังคงคิดว่าสิ่งที่อัลฮาเซรดพูดเป็นปริศนาที่พวกเขาแก้ไม่ออก แต่สำหรับพวกเราเหล่าพ่อมดแม่มดแล้วประโยคนั้นจาก ผู้รู้กฎมรณะ หมายถึงเครื่องรางยมทูตนั่นเอง”

                “สิบคะแนนให้กับกริฟฟินดอร์! สมแล้วที่เป็นลูกสาวของเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์” ศาสตราจารย์ร่างเล็กเจ้าของวิชาคาถาร้อง สีหน้าสดใสเมื่อพบว่าท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในวันนี้ยังมีนักเรียนที่ตั้งใจเรียนอย่างเธออยู่ “อย่างที่มิสวิสลีย์ได้บอกเราไปเมื่อครู่ เครื่องรางยมทูตนั้น...”

                ไม่มีใครถามศาสตราจารย์ฟลิกวิตว่าเหตุใดวันนี้วิชาคาถาถึงมีเนื้อหาคลับคล้ายคลับคลากับวิชาประวัติศาสตร์เวทมนต์ เพราะศาสตราจารย์เคยบอกแล้วว่าก่อนจะเรียนรู้เรื่องคาถาเราก็ควรเรียนรู้เรื่องที่มาของมันก่อน แต่ในวันที่ร้อนขนาดนี้ การฟังเสียงอาจารย์พูดถึงตำนานเก่าแก่ก็เหมือนฟังอาจารย์เล่านิทานก่อนนอนยังไงอย่างนั้น

                มีเพียงโรส เกรนเจอร์ - วิสลีย์ที่ยังคง สตรอง พอที่จะต่อสู้ทั้งอากาศ และความง่วงจนสามารถตั้งใจเรียนได้

                ตอนที่เขาบอกกับพ่อว่าปีนี้มีลูกสาวของวีสลีย์มาเรียนด้วย สีหน้าของเดรโก มัลฟอยกระตุกเล็กๆ แทบจะจับสังเกตไม่ได้ แต่เพราะแม่เคยพูดแกมประชดว่าพ่อมี อะไรบางอย่าง ที่เหมือนจะค้างๆ คาๆ กับมิสซิสวีสลีย์ สกอร์เปียสจึงตั้งใจมาจับสังเกตพ่อโดยเฉพาะ

                นอกจากกระตุกตัวเล็กๆ แล้ว พ่อก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เกี่ยวกับครอบครัววีสลีย์ออกมาอีก ไม่เหมือนกับคุณปู่ลูเซียสที่ยังคงพึมพำ พวกทรยศต่อเลือด อยู่เสมอเมื่ออ่าน เดลี่ฟรอเฟต และเห็นข่าวเกี่ยวกับกองบังคับกฎหมาย หรือเรื่องมือปราบมารกวาดล้างบรรดาพ่อมดที่ยังคงพยายามปลุกชีพเจ้าแห่งศาสตร์มืดขึ้นมาอีกครั้งโดยอาศัยคาถาสะกดใจบ้าง หรือสิ่งประดิษฐ์จากเวทมนต์ศาสตร์มืดบ้าง พอคุณปู่รู้ว่าเขาจะได้เรียนกับเชื้อสายของวีสลีย์ ก็ถึงกับตวาดก้อง

                “ห้ามแกไปญาติดีกับไอ้พวกทรยศต่อเลือดนั่นเป็นอันขาด!

                สีหน้าของพ่อเรียบเฉยตลอดเวลาที่ได้ยินเรื่องแบบนี้ แม้แม่จะเคยบอกว่าพ่อยังคงรู้สึกขมขื่นเสมอกับสถานภาพครอบครัวในยามนี้ แต่ตั้งแต่เรียนจบ เดรโก มัลฟอยก็มุมานะทำงานเพื่อกอบกู้ครอบครัว แม้ชื่อเสียงจะไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าเทียบกับเมื่อสมัยจอมมารยังเรืองอำนาจแล้ว พวกเขาก็ถือว่าดูดีกว่าคนที่เคยเป็นผู้เสพความตายตระกูลอื่น...แลกกับการกระซิบกระซาบของคนอื่นๆ ไปทั่วว่าพวกมัลฟอยเป็นพวกสองหน้า

                แน่นอนว่าเขาไม่เคยเล่าเรื่องที่เคยได้ยินนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง ทั้งยังรู้สึกขบขันอยู่หน่อยๆ ว่าพวกที่นินทาเขาลับหลัง ต่อหน้าก็ยังคงพินอบพิเทาต่อเงินของตระกูลมัลฟอยอยู่ดี ยิ่งพ่อเขากลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารในกริงกอตส์ ยิ่งทำให้เสียงนินทาเบาลงแทบจะไม่ได้ยิน

                ตอนแรกเขาคิดว่าเรื่องในอดีตก็คือเรื่องในอดีต กระทั่งเมื่ออายุ 11 ปี และรับรู้ว่าเขาจะได้เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกับพวกพอตเตอร์และวีสลีย์

                บนรถไฟไปฮอกวอตส์ครั้งแรกนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ เขาไม่ได้นั่งรวมกับเด็กๆ ลูกของเหล่าอดีตผู้เสพความตายเพราะเบื่อหน่ายเหลือทนกับการพยายามประจบเอาใจของคนเหล่านั้น พวกนั้นไม่ได้อยากจะเป็นเพื่อนเขาหรอก แต่ที่พยายามยัดเยียดตัวเองมาเป็นสมุนเขาก็เพราะที่บ้านสั่งมาทั้งนั้น

                น่ารำคาญ

                สกอร์เปียสสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินเสียงครูดของเก้าอี้กับพื้น เพื่อนๆ พากันลุกขึ้นเตรียมตัวไปเรียนวิชาต่อไป เด็กชายอดหันไปมองกลุ่มผมสีน้ำตาลแดงหยิกฟูที่กำลังพยายามยัดหนังสือทั้งหลายใส่กระเป๋าไม่ได้ พอเห็นมือเล็กๆ นั่นพยายามยัดหนังสือหลายเล่มลงเป้พร้อมกัน แต่เพราะมือหนึ่งหอบหนังสือเอาไว้ อีกมือพยายามถ่างปากกระเป๋าออกให้กว้าง ท่าทางพิกลนั่นทำให้สกอร์เปียสเกิดอารมณ์อยากกรากเข้าไปช่วยจับยัดให้เสร็จๆ ไปเสียขึ้นมาติดหมัด

                ไม่ได้สงสารหรืออะไรหรอกนะ แต่แค่เพราะเห็นแล้วมันหงุดหงิดสายตากับท่าทางเชื่องช้านั่นต่างหาก

                อัลบัส พอตเตอร์เดินออกไปจากห้องเรียนคาถา พูดคุยอยู่กับเฟร็ด วีสลีย์อย่างสนุกสนาน คล้ายกับหลงลืมเด็กหญิงหัวฟูที่ส่งสายตาตามหลังไปอย่างร้อนรนเสียแล้ว แต่ก็ไม่แปลกเพราะรอบข้างของอัลบัสรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ ทั้งร่วมบ้านและร่วมชั้นปี ไม่ต่างจากเจมส์ พอตเตอร์ผู้เป็นพี่ชาย ความจริงโรสก็เคยมีเพื่อนผู้หญิงห้อมล้อม...ใช่ว่าเขาจะหมั่นสังเกตอะไรหรอกนะ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องสังเกตก็เห็นชัดเจนจะตาย ในเมื่อกลุ่มแฟนคลับเด็กผู้หญิงก็เยอะใช่ย่อย

                ทว่าเพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น โรส วีสลีย์ก็ทำให้เหล่าเด็กหญิงที่อยากทำความรู้จักด้วยแตกกระเจิง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอและแฟนคลับผู้คลั่งใคล้ แต่หลังจากนั้นเขาก็เห็นเธอเดินอยู่แค่กับกลุ่มพอตเตอร์ หรือไม่ก็เดินคนเดียวเวลาไปห้องสมุด

                ท่าทางร้อนรนจนน้ำตาเจียนหยดของโรสทำให้เขาขมวดคิ้ว แต่เหมือนกับว่ายิ่งเด็กหญิงเห็นว่าเพื่อนสนิทเดินลับสายตาไปแล้วก็ยิ่งลนลานจนไม่อาจจะยัดหนังสือเก็บเข้าไปได้เสียที

                สกอร์เปียสถอนหายใจ ลุกขึ้นยืนแล้วตั้งท่าจะเดินออกไปเมื่อเห็นแล้วว่าเขากับเธอเหลือเป็นคนท้ายๆ

                ช่างเถอะ เดี๋ยวยายนั่น...

            ตึง!

                เสียงหนังสือหนาหนักหลายเล่มหล่นโครมลงบนพื้นเรียกให้เขาหันกลับไปมองอีกครั้ง ก่อนจะเข้าใจในที่สุดว่าทำไมเธอถึงเก็บของไม่ได้เสียที

                ยายนี่เล่นไปยืมหนังสือมาจากห้องสมุดหลายเล่มเชียว แล้วจะเก็บหมดได้ยังไงกันเล่า สงสัยจริงว่าได้เชื้อความฉลาดมาจากเกรนเจอร์ที่เขาว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะจริงๆ น่ะหรือ?

                เห็นเจ้าหล่อนลงนั่งยองๆ เพื่อเก็บหนังสือเล่มหนาทีละเล่ม สกอร์เปียส มัลฟอยก็ได้แต่ถอนหายใจ เปลี่ยนทิศทางการเดินเข้าไปหาเธอพลางคิด ถ้าเรื่องนี้ถึงหูพ่อ ฉันคงหูชาแน่

            ใบหน้าเล็กๆ ท่ามกลางผมหยิกฟูเงยขึ้นมองเขาอย่างรวดเร็วก่อนขมวดคิ้ว “...มัลฟอย”

                “ไงวีสลีย์” ทักเสร็จ เด็กชายก็ก้มลงเก็บหนังสืออย่างเงียบๆ แต่เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายหยุดมือ เขาก็เงยหน้าขึ้นมอง “หยุดมือทำไม รีบเก็บสิ”

                “ช่วยฉันทำไม?

                “เก็บเสร็จแล้วค่อยถามยังไม่สาย ยายฟู” เด็กชายรวบหนังสือที่ตนเองเก็บได้ยื่นส่งให้ร่างเล็กตรงหน้า โรสทำท่าจะยื่นมือมารับ แต่เขาดึงกลับไปเสียก่อน

                “เล่นอะไรของนายน่ะ เอาหนังสือฉันคืนมานะ”

                “เธอคิดอะไรของเธอ จะเอาหนังสือใส่ลงไปในกระเป๋าคราวเดียวกันหมดนี่มันจะไปใส่ได้ไงเล่า เอาเข้าไปทีละเล่มสิ ยายบื้อ”

                โรสเบะปาก “ฉันรู้ย่ะ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นดีหรอก ขอบใจที่ช่วย แต่วางหนังสือลงแล้วไปได้แล้ว”

“เธอพูดกับคนที่ช่วยอย่างนี้หรือวีสลีย์?

“ฉันก็ขอบใจแล้วยังไง” เด็กสาวเอ่ยเสียงขุ่น สีหน้าเจือแววหงุดหงิดจางๆ “แต่ฉันไม่ไว้ใจนาย มัลฟอย คุณพ่อบอกว่าฉันต้องระวังนายเอาไว้ให้มากๆ เพราะงั้นนายไปซะ”

ความโกรธไร้ที่มาพลันพลุ่งพล่าน ถ้อยคำของวีสลีย์มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาหงุดหงิดเหลือที่จะทน แต่สกอร์เปียสก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้พลางเอ่ยอีกครั้ง “ทำไมต้องระวังฉันด้วย เพราะฉันเป็นมัลฟอยอย่างนั้นน่ะเหรอ?

แค่เป็นมัลฟอยก็พอแล้ว” เด็กหญิงยืนยันหนักแน่น สีหน้าเรียบเฉยเหมือนพูดเรื่องราวดินฟ้าอากาศทั่วไป เหมือนเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าคนของมัลฟอยนั้นคบไม่ได้

สกอร์เปียสเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนโยนหนังสือในอ้อมแขนลงพื้นเสียงดังสนั่น โรสอ้าปากค้าง แต่ไม่ทันที่เธอจะได้บริภาษเขาอย่างที่ต้องการ เด็กชายก็ชิงหันหลัง เดินย่ำเท้าปึงๆ ออกจากห้องเรียนมาทันที อารมณ์โกรธทำให้เขาเหวี่ยงเป้แรงๆ ไปโดนเพื่อนร่วมบ้านคนหนึ่ง เด็กชายคนนั้นทำท่าเอาเรื่อง แต่เมื่อเห็นว่าต้นเหตุคือเขาก็เปลี่ยนท่าทางเป็นอ่อนน้อมขึ้นมาทันควัน

“อ้อ...ขอโทษที่ขวางทางนายนะ มัลฟอย”

เด็กชายชะงัก ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่แล้วก็ตัดสินใจเดินต่อไปทันทีที่เห็นสีหน้ายอมสยบของพวกนั้น แต่เพราะพวกเขายังเป็นเด็ก...ความเสแสร้งมันจึงเห็นได้ชัดเสียยิ่งกว่าชัด

พวกนั้นพินอบพิเทาเขาเพียงเพราะว่ากลัว...เพราะเขาเป็นมัลฟอย

เด็กผู้หญิงคนนั้นรังเกียจเดียจฉันท์เขา ทั้งที่เขาช่วยเธอ...เพราะเขาเป็นมัลฟอย

มิตรภาพที่หยิบยื่นให้ก็เสแสร้ง แต่กับ ศัตรู กลับจริงใจที่จะเกลียดเขาทั้งที่เขาไม่เคยทำอะไรให้

เพียงเพราะว่าเขาเป็นมัลฟอย...

สกอร์เปียสเดินลิ่ว ห่างออกมาจากคนกลุ่มนั้นเร็วที่สุด ในใจยังคงหงุดหงิดแกมเศร้าเมื่อค้นพบว่า ตั้งแต่เปิดเทอมมาจนถึงตอนนี้...หรืออาจจะตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากญาติและคนในครอบครัว ไม่เคยมีที่ใดให้เขายืนได้เต็มเท้าได้เลยจริงๆ...

 


..........................................

ความจริงแล้วสิ่งที่นีโครมิคอน (Necromicon) ต้องการจะบอกเรานั้นคืออะไรทางนี้ก็บอกไม่ได้เหมือนกัน 5555 เพราะจนตอนนี้ เนื้อหาในหนังสือที่ถูกกล่าวว่าเป็นหนังสือเวทมนตร์เล่มนี้ก็ยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไรเช่นกันค่ะ แต่พอดีเราอ่านบทความในเด็กดีที่พูดถึงหนังสือเวทมนตร์ เห็นคำนี้แล้วมันปิ๊งไอเดียขึ้นมา คือถ้าเอามาโยงถึงเครื่องรางยมทูตนี่มันใช่เลย แล้วก็เลยกลายเป็นตอนนี้เฉย 555555


แล้วช่วงนี้ก็คิดถึงแฮร์รี่ขึ้นมาซะงั้น พอคิดถึงก็เลยเขียนขึ้นมาเลย แต่รุ่นแฮร์รี่เราเป็นชิปเปอร์ #เดรเฮอร์ ไง แต่เค้าไม่สมหวังกันก็ไม่เป็นไร มารุ่นลูกก็ได้ แต่โรสก็จะเอ๋อๆ บวกนิสัยของรอนเข้าไปอีกหน่อย (ซึ่งขอสารภาพตรงนี้เลยว่าเราไม่โอเคกับนิสัยรอนบางเรื่องจริงๆ นะ) ส่วนสกอร์เปียส จากที่ป้าโจพูดมาว่าเขาจะโตมาเป็นคนที่ดีกว่าพ่อแน่ กับที่เคยอ่านเด็กต้องสาปมาก่อน (ซึ่งก็จำไม่ค่อยได้ละ อาจจะต้องกลับไปอ่านอีกที แต่เราไม่ชอบโรสในเรื่องนั้นมากกว่าอีก ฮืออออ) สกอร์เปียสก็เลยออกแนวเด็กเก็บกดหน่อยๆ อย่างนี้แหละค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #76 ArseyaKung (@ArseyaKung123) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 17:22
    เป็นคนนึงที่ชอบสกอร์เปียสมากๆค่ะ เขาแลเป็นเด็กดีมาก จริงๆชอบตั้งแต่เดรโกแล้วค่ะ;;7;; หนูสกอร์เปียสไม่ต้องสนใจคนอื่นหรอกทำตัวเองให้ดีเลิศเรียนเก่งพ่อพระใจบุญเลย เดี๋ยวก็มีคนสนจัยยยยย
    #76
    0
  2. #75 NibErU_HoRiZonAngel (@tindomerel_tindy) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 15:49

    ฮือออ ชอบคู่นี้อ่าาา มาต่อไวๆนะคะไรท์ // เกาะหน้าต่างรออย่างตั้งใจ

    #75
    0