ความอยากรู้อยากเห็น

  • 100% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 28,491 Views

  • 749 Comments

  • 661 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    49

    Overall
    28,491

ตอนที่ 73 : Phantom Murderer

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 656
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 มิ.ย. 60

“คนร้ายที่เราไม่สามารถจับตัวมาลงโทษได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า... นี่มันบ้าชัด ๆ”

 

            เกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลแห่งหนึ่ง ผู้ตายเป็นชายอายุเกือบสามสิบปี ลูกเศรษฐีเจ้าของบ้านพักเดี่ยวบนที่ดินริมหาดส่วนตัว เหยื่ออีกคนคือหญิงคนรักของเขา มีผู้รอดชีวิตสองคน เป็นหญิงสาวที่เป็นเพื่อนกับผู้ตายและได้รับเชิญไปปาร์ตี้กันทั้งคู่ ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกกักตัวไว้เพื่อสอบปากคำทันที เปมิกา และ วารินทร์ ต่างปฏิเสธไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แน่นอนว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นแตกต่างไป ที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่ส่วนตัว รอบบริเวณบ้านไม่มีร่องรอยของคนนอกเข้าไป พูดง่าย ๆ ในที่เกิดเหตุมีเพียงผู้ต้องสงสัยสองคนนี้เท่านั้นที่อยู่ใต้หลังคาเดียวกับผู้ตาย สภาพศพถูกของมีคมกระหน่ำแทงนับสิบแผล ศีรษะของศพถูกตัดหายไปทั้งสองศพ ร่างไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงนอนคู่ที่บัดนี้โดนเลือดชโลมจนเปลี่ยนสีจากขาวกลายเป็นแดงคล้ำอมดำ เลือดแห้งกรังเกาะติดอยู่กับผ้าปูเตียงและศพบ่งบอกระยะเวลาที่เกิดเหตุได้ในระดับหนึ่ง

            “จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและผลการชันสูตร ผู้ตายถูกทำร้ายและเสียชีวิตในเวลากลางคืน ช่วงระหว่างตีสามถึงตีสี่ สาเหตุการเสียชีวิตคือเสียเลือดมากจากแผลถูกแทง“ นายตำรวจรายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตน

            “แล้วที่ถูกตัดคอล่ะ?” สารวัตร สุทิน เอ่ยถามลูกน้อง สายตาของเขายังคงไล่อ่านข้อความในรายงานไม่หยุด คดีนี้รู้ถึงหูของสื่อแล้วและแน่นอนว่ามันได้หลุดรอดออกไปตามสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่สามารถแพร่กระจายออกไปได้เร็วปานน้ำที่ซึมไปตามกระดาษชำระ ที่แย่ที่สุดก็คือเรื่องอาจไปถึง โภคินทร์ อัยการประจำจังหวัด คนหนุ่มไฟแรงที่เคยไปศึกษากฎหมายจากประเทศอเมริกามาสองปีและได้ไปศึกษาดูงานที่นั่นอยู่เกือบเดือน ไม่แปลกที่เขาจะติดกับภาพของระบบและวิธีการทำงานของต่างประเทศและนำมันมาบังคับใช้กับการสืบสวนสอบสวนของไทย ความแตกต่างของวัฒนธรรมการทำงานจึงสร้างความอึดอัดอย่างมากให้กับทางตำรวจ

            “ดูจากปริมาณเลือดในที่เกิดเหตุแล้ว ศีรษะของผู้ตายถูกตัดไปหลังจากเสียชีวิตไปพักใหญ่แล้วครับ คราบเลือดที่เตียงมีมากกว่าคราบเลือดที่หมอนมาก”

            “แปลว่าแผลถูกตัดคอไม่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต?”

            “ครับ”

            “แล้ว... หัวของศพหายไปไหน?”

            “ตอนนี้เรากำลังค้นหาอยู่ครับ”

            “คงไม่ใช่ว่าโยนลงทะเลไปแล้วหรอกนะ?”

            “อาจเป็นอย่างนั้นครับนาย”

            กริ๊ง... กริ๊ง... ระหว่างที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น โทรศัพท์ของนายสารวัตรก็ดังขึ้น นายตำรวจวัยสี่สิบกว่าถอนหายใจยาว ทำหน้าแบบเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง

            “โอย! พ่อมึงโทรมาแล้วแหนะ!

            “อัยการเหรอครับ?”

            “เออ!” สุทินตอบห้วน ๆ ก่อนจะรับสาย “สวัสดีครับ”

            “มีคนส่งเฟสมาหาผมว่าเกิดคดีฆ่าตัดคอขึ้นที่บ้านพักในจังหวัดเรา”

            “... ครับ เรากำลังสอบสวนรวบรวมหลักฐานอยู่”

            “ผู้ต้องสงสัยล่ะ?”

            “มีสองคนครับ เราพยายามสอบปากคำอยู่ เสร็จแล้วจะรีบส่งรายงานไปครับ”

            “ไม่ต้องรอให้เสร็จหรอก พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวผมไปหาที่สน. จะได้คุยกันว่าเราจะกำหนดทิศทางการสืบสวนร่วมกัน อัยการควรทำงานร่วมกับตำรวจในการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้สำนวนคดีออกมารวดเร็ว รัดกุม และมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจดำเนินการฝ่ายเดียวแล้วผมนั่งรออยู่เฉย ๆ อัยการไม่ใช่ศาล พรุ่งนี้เก้าโมงเช้านะ เตรียมเอกสารไว้ให้พร้อม”

            “ครับ” สุทินวางสายไปแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “คราวนี้ให้ทำอะไรอีกครับ?”

            “ท่านจะเสด็จมาที่นี่พรุ่งนี้เช้า ให้เตรียมเอกสารไว้รอ”

            “ท่านจะมาทำคดีนี้เองเหรอครับ?”

            “มั้ง คนตายเป็นลูกคนรวย พ่อมันคงใช้อิทธิพลไปบีบให้เบื้องบนเร่งทำคดี เบื้องบนก็เลยบีบมัน ให้ลงมาบีบกูอีกทีเนี่ย เฮ้อ... แล้วจำเพาะต้องเป็นไอ้นี่ด้วยนะ” สุทินโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแบบหน่าย ๆ ลำพังการมีเจ้านายที่อายุน้อยกว่าตัวเองเป็นสิบปีก็น่าหงุดหงิดอยู่แล้ว นี่ยังเป็นเจ้านายประเภทที่ไม่สนใจธรรมเนียมและวัฒนธรรมการทำงานที่ตนคุ้นเคยแล้วเอาแนวทางของตนมาใช้บังคับอีกต่างหาก

 

            เช้าวันรุ่งขึ้น ที่ห้องทำงานของสารวัตรสุทิน ชายต่างวัยสองคนนั่งหน้าเครียดไม่แพ้กันอยู่ที่โต๊ะ โภคินทร์พลิกดูเอกสารหน้าแล้วหน้าเล่า ทั้งรายงานการตรวจสอบที่เกิดเหตุ , ภาพถ่าย , ผลการชันสูตร , รูปถ่ายหลักฐาน , บันทึกคำให้การ

            “อาวุธคือมีดปลายแหลมสำหรับใช้ในครัว ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ รอยนิ้วมือถูกเช็ดออกไปพร้อมกับคราบเลือดที่ด้ามจับ ที่เกิดเหตุคือห้องนอนของผู้ตาย เอาชัด ๆ คือบนเตียงที่ทั้งคู่นอน ไม่มีรอยนิ้วมือที่ลูกบิดประตูด้านในห้อง ไม่มีรอยนิ้วมือของใครเลย... ถูกเช็ดออก?”

            “ครับ” สุทินตอบห้วน ๆ

            “เป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือคนนอกหรือเปล่า?”

            “ไม่ครับ รอบตัวบ้านมีกล้องวงจรปิด ตรวจสอบภาพดูแล้วไม่มีคนนอกเข้ามา และไม่มีคนออกจากบ้านไปด้วย”

            “เป็นคนในเท่านั้น?”

            “ครับ”

            “ในบ้านไม่มีกล้องวงจรปิดเหรอ?”

            “ไม่มีครับ ใครมันจะไปบ้าติดกล้องไว้ถ่ายภาพตัวเอง” สุทินสบโอกาสกัดได้เบา ๆ เป็นความสะใจเล็ก ๆ ของสารวัตรแม้อีกฝ่ายจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นก็ตาม

            “อืม... น่าเสียดาย... แล้วอาวุธที่ใช้ตัดศีรษะล่ะ?”

            “เราหาดูแล้วแต่ไม่พบครับ แม้แต่ศีรษะของผู้ตายทั้งสองเราก็หาไม่พบ”

            “แปลก... คนร้ายตัดคอผู้ตายได้ยังไง? คุณบอกว่าศีรษะถูกตัดหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตแล้วโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายศพ แปลว่าการแทงและการตัดคอเกิดขึ้นบนเตียง ถูกไหม? แบบนั้นมันไม่น่าเป็นไปได้”

            “ก็ หลังจากฆ่าผู้ตายเสร็จก็เอาขวานหรืออะไรสักอย่างตัดคอศพแล้วเอาไปทิ้งทำลายพร้อมกับอาวุธ”

            “เป็นไปไม่ได้หรอก ดูรูปที่เกิดเหตุสิ” อัยการหนุ่มเรียงรูปภาพบนโต๊ะให้คู่สนทนาสามารถมองเห็นได้ทุกรูป สารวัตรใหญ่จ้องมองดูรูปเหล่านั้น เขาเคยเห็นรูปพวกนี้มาแล้ว เห็นกระทั่งที่เกิดเหตุเสียด้วยซ้ำ คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นแทนการถามว่า แล้วไง? จนกระทั่งโภคินทร์อธิบายออกมา “ดูจากรูปถ่ายแล้ว คนร้ายคงทำให้ผู้ตายหมดสติด้วยวิธีการบางอย่าง จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งคร่อมบนร่างแล้วใช้มีดจ้วงแทง พอฆ่าทั้งสองคนเสร็จแล้ว... เดาว่าคนร้ายคงเปลือยกายล่อนจ้อน คราบเลือดที่ติดบนร่างกายนั้นอาบน้ำล้างออกง่ายกว่า รอยนิ้วมือที่ด้ามจับก็ใช้ผ้าปูที่นอนหรือผ้าห่มเช็ดออก”

            “... ท่านรู้ได้ยังไงครับว่าคนร้ายขึ้นนั่งคร่อมตัวผู้ตาย?”

            “รอยเลือดบนร่างของศพกระเซ็นเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้าและบริเวณด้านข้างลำตัว แต่คุณดูสิ บริเวณลำตัวช่วงล่าง รอยเลือดขาดหายไปอย่างผิดธรรมชาติ ระยะที่เลือดกระจายออกสั้นกว่าบริเวณอื่น ๆ แปลว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทับตัวของผู้ตายขวางทางที่เลือดกระเซ็นออกไป บวกกับรายงานผลการชันสูตรแล้ว บริเวณลำตัวช่วงล่างของผู้ตายมีรอยถูกกดทับ”

            โห~ มีดีเหมือนกันนี่หว่า

            “ปัญหาคือคนร้ายตัดคอผู้ตายได้ยังไง?”

            “ก็คงใช้ขวานหรืออะไรซักอย่าง”

            “แต่ตรงที่นอนไม่มีรอยฉีกขาดอะไรเลยนะ ใช้ขวานฟันมันต้องทิ้งรอยไว้ด้วยสิ”

            “งั้นผมก็ไม่รู้แล้วครับ”

            “อืม... คุณบอกว่าศีรษะถูกตัดออกไปหลังเกิดการฆาตกรรมแล้วใช่มั้ย? ถ้าอย่างนั้นก็เป็นความผิดฐานทำลายศพ ถือเป็นอีกฐานความผิดหนึ่ง ยังไงเสียประเด็นหลักก็คือคดีฆ่าคนตาย... ผู้ต้องหาล่ะ?”

            “ควบคุมตัวอยู่ครับ ทั้งคู่ปฏิเสธ บอกว่าเมาหลับทั้งคืน... ท่านจะสอบปากคำพวกเขาเองมั้ยครับ?”

            “แน่นอน ผมจะเข้าร่วมด้วย... เรามีเครื่องจับเท็จหรือเปล่า?” คำถามนี้ทำเอาสุทินทำสีหน้าแปลกใจเหมือนถูกถามว่า ผักกาดขาวเป็นสัตว์ใช่หรือไม่?

            “ไม่มีครับ”

            “ไม่มี?” โภคินทร์เงยหน้าขึ้นจากเอกสารการสอบสวนมามองหน้านายตำรวจ คิ้วทั้งสองยู่ย่นเข้าหากันจนน่ากลัวว่าจะทิ้งรอยยับไว้ “ทำไมถึงไม่มี?”

            “มีไว้ทำไมครับ?” จบคำถามนี้ ภายในห้องก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบอันน่าอึดอัด อัยการกับสารวัตรนั่งจ้องหน้ากันนิ่ง พยายามจะยืนยันว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นพูดจริงหรือพูดเล่น

            “ไม่เคยมีการใช้เครื่องจับเท็จกันจริง ๆ เหรอ?” อัยการเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน

            “ครับ ก็ศาลไม่รับฟังผลจากเครื่องนี้เป็นพยานหลักฐานนี่ครับ จะซื้อมาให้เปลืองงบทำไม?”

            “แต่มันช่วยให้การสอบสวนเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น”

            “เราไม่มีงบมากมายขนาดนั้นหรอกครับ” คำตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ นั้นทำให้อัยการหนุ่มถอนหายใจยาวพร้อมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย

            “เพราะแบบนี้ไง  กระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ถึงล่าช้านัก”

            โถ ไอ้เด็กนอก ถ้าเมืองนอกดีนักแล้วมึงกลับมาทำไมวะ?

 

            “กระบวนการสืบสวนสอบสวนของประเทศนี้ควรจะปรับปรุงได้แล้ว” สุทินบ่นกับ บรรจบ เพื่อนของตนระหว่างรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน “ล้าหลังมาก การสืบสวนสอบสวนที่อัยการนั่งรอสำนวนฝ่ายเดียว พอมีตรงไหนไม่สมบูรณ์ก็ส่งกลับมาให้ไปสืบสวนเพิ่มเติม แทนที่อัยการจะลงไปร่วมสืบสวนสอบสวนเสียตั้งแต่แรก แล้วอุปกรณ์หรือหลักการพิสูจน์การให้ปากคำแบบทันสมัยก็ไม่มี ขนาดของอย่างเครื่องจับเท็จยังไม่มีใครมีเลยเพื่อนเอ๋ย”

            “ต่างที่ก็ต่างวิธีการ ต่างรูปแบบ เครื่องจับเท็จก็มีโอกาสถูกหลอกไม่น้อย” บรรจบพูดพลางตักข้าวอบสับปะรดเข้าปาก “แล้วผลการสอบปากคำของนายล่ะ? ได้อะไรบ้าง?”

            “ไม่ไหวว่ะ ทั้งคู่ยืนกรานคำเดียวว่าเมื่อคืนเมาหลับไม่ได้สติ ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเช้า พอไปเรียกเจ้าของบ้านก็ปรากฏว่าเป็นศพไปแล้ว” โภคินทร์หยุดพูดนิดหนึ่งเพื่อใช้ผ้าเช็ดปากที่เลอะอาหาร “เราว่าต้องเป็นหนึ่งในสองคนนั่นแหละ หรืออย่างแย่ก็คือสองคนนั้นร่วมมือกัน จริงสิ นายจบด้านจิตวิทยามาไม่ใช่เหรอ? จับโกหกคนได้หรือเปล่า?”

            “โอ๊ย! ไม่ได้หรอก เราเรียนมาเป็นจิตแพทย์ ไม่ใช่นักจิตวิทยา”

            “แต่ก็น่าจะเคยเรียนผ่านมาบ้าง”

            “มัน... ไม่ใช่สายที่เรียนมาโดยเฉพาะ เราไม่อยากรับปากว่ะ”

            “เอาน่า ช่วย ๆ กันหน่อย”

            “... เอา ๆ แต่ไม่รับรองผลนา”

            “เยี่ยม! ขอบใจมากเพื่อน” โภคินทร์เอื้อมมือข้ามโต๊ะไปตบไหล่อีกฝ่าย “บางทีนายอาจอยากฟังข้อมูลเพิ่มเติม จากปากคำของทั้งคู่ ทั้งสี่คนรู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย เรียนคณะเดียวกัน เป็นกลุ่มแกงค์เดียวกัน พอเรียนจบก็แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ ที่มารวมตัวกันที่บ้านนั่นก็เพราะผู้ตายที่เป็นเจ้าของบ้านชวนให้มารวมตัวเพื่อปาร์ตี้ แบบเพื่อนเก่านัดเจอกันอะไรทำนองนี้ คืนนั้นทั้งสี่คนดื่มกินกันหนักมาก นั่นแหละ เลยเมาไม่รู้เรื่องกัน กอดคอกันกลับถึงห้องนอนก็น็อกไปเลย ประมาณว่าไฟไหม้ก็ไม่รู้เรื่อง จนเช้านั่นแหละถึงรู้สึกตัว ผู้ต้องหาสองคนนอนห้องเดียวกัน ส่วนผู้ตายทั้งสองคนที่กำลังคบหากันอยู่ก็อยู่ในห้องเดียวกัน อาจเป็นเพราะเมาหรือไว้ใจว่าเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ตามฝ่ายชายเลยไม่ได้ล็อคประตูห้องใด ๆ ในบ้านเลย”

            “เหตุจูงใจล่ะ?”

            “ไม่มีนะ เรื่องงานหรือกิจการต่าง ๆ ก็ไม่มีการขัดผลประโยชน์กันมาก่อน จริง ๆ แล้วกิจการของทั้งสี่คนไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย”

            “ความแค้นส่วนตัว?”

            “... ไม่นะ เท่าที่ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบมา ทั้งสี่คนไม่น่าจะมีความแค้นต่อกัน”

            “งั้นก็เหลือแต่ทะเลาะกันหน้างานแล้วล่ะ”

            “ยังฟันธงไม่ได้” โภคินทร์ยกน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้วปิดท้ายมื้ออาหารของตน “แต่... คนที่ไม่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน จู่ ๆ จะทะเลาะกันซึ่งหน้ารุนแรงถึงขั้นฆ่าตัดคอกันเชียวเหรอ?”

            “หา! มีตัดคอกันด้วยเหรอ?” นายแพทย์หนุ่มแทบสำลักน้ำเพราะข้อเท็จจริงที่เพิ่มขึ้นมา

            “เฮ้ย! ไม่ใช่อย่างที่แกคิด ผู้ตายถูกฆ่าตายก่อนแล้ว ศพถูกตัดคอทีหลัง ไม่ใช่ฟันคอกันจนตาย” โภคินทร์ส่งกระดาษชำระให้คู่สนทนา “แต่การตัดคอก็เป็นเรื่องผิดปกติในการก่ออาชญากรรม นายมีความเห็นว่าไง?”

            “อืม... ถ้าไม่ใช่การทำลายหลักฐานคนก็ร้ายอาจมีความแค้นต่อผู้ตายอย่างรุนแรง”

            “นั่นแหละ ความแค้นรุนแรงที่ว่านั่นมันคืออะไร?”

 

            วันรุ่งขึ้น ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวมาสอบปากคำอีกครั้ง คราวนี้นอกจากสารวัตรสุทินกับอัยการโภคินทร์แล้วยังมีนายแพทย์บรรจบมาร่วมรับฟังด้วย คำถามถูกขยายขอบเขตขึ้นไปถึงเรื่องในอดีต ความสัมพันธ์ของทั้งสี่คน อาชีพการงาน บรรจบพยายามจับตาดูอากัปกิริยาทุกอย่างแบบไม่ให้คลาดสายตา

            “เป็นไงมั่ง?” โภคินทร์หันไปถามเพื่อน คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้ากับการยกมือทำท่ายอมแพ้

            “ไม่ไหว ทั้งคู่ไม่มีอาการบ่งบอกถึงการโกหกเลย”

            “เฮ้ย! นายจะบอกว่าคำให้การของทั้งสองคนที่บอกว่าเมาหลับไม่รู้เรื่องทั้งคืนเป็นความจริงเหรอ?” จิตแพทย์พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้และนั่นไม่ใช่คำตอบที่ยอมรับได้เลยสำหรับอัยการ “แบบนั้นมัน... เป็นไปไม่ได้ คนร้ายไม่มีทางเป็นคนนอก กล้องวงจรปิดรอบบ้านเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด แล้วถ้าคนในบ้านเมาไม่ได้สติจริง... แล้วคนร้ายเป็นใคร?”

            “ขอโทษทีว่ะ แต่เราบอกแล้วว่าไม่รับปาก”

            ไงล่ะ เทคนิคการสอบสวนจากเมืองนอกของมึง ดีแต่ท่านี่หว่า สุทินยิ้มเยาะอีกฝ่ายอย่างไม่เก็บอาการ โภคินทร์สังเกตเห็นได้ชัดแต่ก็ตอบโต้อะไรไม่ได้

            “เป็นไปได้ยังไงวะ?”

            “ก็... ถ้าฝึกมาเป็นอย่างดีก็สามารถกลบเกลื่อนพิรุธได้”

            “สองคนนั้นเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่หน่วยจารชนลับอะไรที่จะได้ผ่านการฝึกเก็บความลับ”

            “ไม่งั้นก็... เป็นการลงมือโดยที่...” นายแพทย์บรรจบค้างคำพูดไว้แค่นั้น ท่าทางลังเลที่จะบอกคำตอบยิ่งเร่งให้เพื่อนอัยการร้อนรนหนัก

            “โดยที่อะไร?”

            “โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัว”

            “หา?”

            “ก็ถ้าไม่รู้สึกตัวก็จะไม่มีความทรงจำใช่มั้ย? เมื่อไม่มีความทรงจำก็สามารถปฏิเสธได้อย่างบริสุทธิ์ใจเหมือนว่าตัวเองไม่เคยทำอะไร”

            “แล้วกรณีไหนคือการก่อคดีโดยไม่รู้สึกตัว?”

            “ไม่รู้สิ ละเมอมั้ง?”

            “ละเมอ? ไม่ใช่แน่ ๆ คดีนี้มีการอำพรางหลักฐาน ทั้งการล้างคราบเลือด การเช็ดรอยนิ้วมือ คนละเมอจะทำได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “เป็นไปได้ว่าโดนสะกดจิตหรือเปล่าครับ?” สารวัตรสุทินเสนอความเห็นบ้าง

            “ถ้าสะกดจิต... ระหว่างที่ตกอยู่ในภวังค์ก็เท่ากับไม่มีสติ และอาจเป็นไปได้ว่าจะไม่มีความทรงจำด้วย”

            “ปัญหาคือก่อนถูกสะกดจิตเขาจะต้องรู้ตัวว่ากำลังโดนสะกดจิตอยู่ หรือเป็นการสะกดจิตโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัว” โภคินทร์หันไปมองขอความเห็นจากหมอ

            “ถึงขั้นก่อนเหตุอุกฉกรรจ์แบบนี้ สะกดจิตโดยไม่รู้ตัวอย่างเดียวไม่พอจะกระตุ้นความรุนแรงขนาดนั้นหรอก”

            กริ๊ง... กริ๊ง... เสียงโทรศัพท์ของสารวัตรเรียกความสนใจของสองหนุ่มให้หันไปมอง คนที่โทรมาคือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบสืบสวนคดีนี้ต้องการรายงานความคืบหน้า

            “อ้อ... เออ ๆ ... อ๋อ... โอเค ขอบคุณมาก... การตรวจสอบภูมิหลังของผู้ต้องหามีความคืบหน้าครับ คุณวารินทร์เคยถูกลงบันทึกประจำวันเรื่องเมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาอาละวาดในผับแห่งหนึ่งในตัวเมือง ล่าสุดถูกจับเพราะเสพยาไอซ์”

            “ทำไมไม่เห็นปรากฏในประวัติ?”

            “นายเดชา (ผู้ตาย) เองก็โดนข้อหาเดียวกันครับ และพ่อของเขาก็ใช้อิทธิพล... จัดการ”

            “มีอยู่ทุกที่สินะ ไอ้เรื่องแบบนี้”

            “ส่วนอีกคน เปมิกา คนนี้เคยคบหากับเดชามาก่อนตอนที่เรียนอยู่ ต่อมาเลิกกัน เดชาก็ไปคบกับกฤติกา (ผู้ตาย)”

            “เรื่องชู้สาว... ฟังดูน่าจะเป็นแรงจูงใจได้”

            “แต่การเสพยาก็อาจส่งผลต่อประสาทและสมอง บางครั้งอาจสูญเสียการควบคุมตนเองและคุ้มคลั่งได้”

            “...”

            “...”

            “...” ทั้งสามต่างนิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิด ห้องสอบปากคำตกอยู่ในความเงียบที่เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน ความเงียบอันนิ่งสนิทนั้นดำรงไปพักหนึ่งจนกระทั่ง...

            กริ๊ง... กริ๊ง...

            คราวนี้อะไรอีกวะ?

            “ฮัลโหล... เออ... เออ... อะไรนะ? แน่ใจหรือเปล่า? โอเค ขอบคุณมาก แค่นี้นะ”

            “มีอะไรเหรอ?”

            “จากฝ่ายชันสูตรครับ โทรมาแจ้งผลเพิ่มเติม จากบาดแผลที่เกิดขึ้นสามารถระบุได้ว่าคนร้ายถนัดซ้าย”

            “แต่ถ้าผมจำไม่ผิดผู้ต้องหาทั้งสองคนถนัดขวา” โภคินทร์นึกย้อนไปถึงตอนที่ให้เปมิกาและวารินทร์เซ็นต์รับรองคำให้การ ทั้งคู่ใช้มือขวา เขามั่นใจเต็มร้อย

            “ถ้าไม่ใช่ว่าคนร้ายเป็นพวกถนัดทั้งสองมือ ก็คงเป็นฝีมือของบุคคลที่สาม” สารวัตรสุทินออกความเห็นแบบไม่จริงจังนัก

            “ตัดบุคคลที่สามออกไปได้เลย ไม่มีทางเข้าออกได้แน่ เว้นแต่ว่าจะเป็นภูติผีสิ่งลี้ลับ”

            “คนบางคนถนัดซ้าย แต่เฉพาะเวลาเขียนหนังสือเท่านั้นที่ใช้มือขวาก็มี”

            กริ๊ง... กริ๊ง... เสียงโทรศัพท์ของสารวัตรที่ดังขึ้นขัดจังหวะอย่างพอเหมาะพอดีเป็นครั้งที่สามทำให้ความเครียดที่สูงอยู่แล้วยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่า คนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นลูกน้องของสุทินนั่นเอง

            “ขอโทษครับ คงโทรมาเรื่องงาน”

            “ปิดเสียงได้มั้ย?”

            “ครับ ขอโทษครับ” สุทินกดรับสายแล้วระบายอารมณ์ใส่กับนายตำรวจเคราะห์ร้ายที่อยู่ปลายสาย “กำลังคุยงานกับท่านอยู่ มีอะไรด่วนนักหนาหรือไง? หา? เออ ๆ เดี๋ยวแจ้งให้”

            “อะไรล่ะ?”

            “ผู้ต้องหาขอยื่นประกันตัวครับ”

            “คัดค้านไป” โภคินทร์บอกห้วน ๆ

            “คัดค้าน? อาศัยเหตุอะไรครับ? ผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ถ้าวางหลักทรัพย์ครบ-

            “ฆาตกรคือหนึ่งในสองคนนั้นหรืออาจจะเป็นทั้งคู่ จะปล่อยไปได้ยังไง”

            “พวกเขายังเป็นแค่ผู้ต้องหา ตามกฎหมายต้องถือว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน ใช้หลักทรัพย์ประกันแทนการฝากขังศาลไม่ค่อยขัดข้องนักหรอกครับ ท่านน่าจะรู้”

            “ก็ใช่แต่...”

 

            เป็นไปตามที่สุทินว่าไว้ ศาลอนุมัติให้หญิงสาวทั้งสองคนประกันตัวออกไปได้ตามสิทธิ โภคินทร์ยืนมองทั้งคู่เดินเคียงกันไปขึ้นรถแท็กซี่ ความรู้สึกขุ่นมัวและร้อนรุ่มอัดอยู่ในอกเขาจนแทบสำลักออกมา คนร้ายคือหนึ่งในสองคนนี้ไม่ผิดแน่ แต่เขากลับทำได้แค่มองดูทั้งคู่ได้กลับไปสู่อิสรภาพอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงชั่วคราวก็ตาม

            “บางครั้งเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ของเขา” สุทินกล่าวกับผู้บังคับบัญชาของตน

            “ผู้ต้องหา? ฆาตกรน่ะสิไม่ว่า”

            “... อย่าเพิ่งรีบปักใจดีกว่าครับ มันจะกลายเป็นอคติ” สุทินนึกขึ้นได้ว่าจะแขวะกัดอัยการหนุ่มจอมผยองนี้ยังไง และเขาก็ไม่รีรอที่จะทำมัน “หรือว่านี่จะเป็นวิธีการทำงานของอัยการที่เมืองนอกครับ”

            !” โภคินทร์หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ความภูมิใจในวิธีการแสวงหาความยุติธรรมที่ตนเชื่อว่ามีประสิทธิภาพกำลังถูกลูบคม “จากประสบการณ์การทำงานเป็นตำรวจมาสิบกว่าปีของคุณ นอกจากการพูดกระทบกระทั่งแล้วคุณพอจะมีไอเดียที่เป็นประโยชน์ต่อการทำคดีมาแชร์กับผมบ้างมั้ย?”

            “อืม... ผมว่าสองคนนั้นร่วมมือกัน ไม่รู้สิ ลองสมมติดูว่าผมกับท่านเป็นสองคนนั้น ถ้าคนใดคนหนึ่งเป็นคนร้ายอีกคนคงระแวงไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อกี้ทั้งคู่เดินออกไปด้วยกันแถมขึ้นรถคันเดียวกันอีกด้วย”

            “แต่นั่นก็แปลว่าทั้งคู่จะต้องมีแรงจูงใจร่วมกัน คุณคิดว่าอะไรเหรอ?”

            “ไม่ทราบครับ”

            “เฮ้อ ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าจริงก็เท่ากับเราปล่อยคนร้ายไปต่อหน้าต่อตาถึงสองคนเลยนะ”

            “เรายังไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างนะครับ”

            “หลักฐานก็คือไม่มีใครสามารถเข้าหรือออกจากที่เกิดเหตุได้ ในที่เกิดเหตุมีแค่สองคนนั้น”

            “ก็แค่พยานแวดล้อมทั้งนั้นครับ”

            “... ตรวจสอบดูว่าสองคนนั้นถนัดมือซ้ายหรือเปล่า”

            “ไม่ครับ ทั้งคู่ถนัดขวา คนของผมสืบมาแล้ว”

            “ฮึ่ม... มันเรื่องอะไรกันวะ!” โภคินทร์ทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้อย่างหัวเสีย เปิดแฟ้มคดีอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบได้ เขาแทบจะจำอักษรได้ทุกตัวแล้วแต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามันไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้ อัยการหนุ่มพยายามตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมาแต่ก็โดนนายตำรวจตีตกไปเสียทั้งหมด เวลาผ่านไปสองชั่วโมงนิด ๆ กว่าที่จะมีเหตุการณ์มาขัดจังหวะการสนทนานี้

            ก็อก ก็อก

            “เชิญ”

            “นายครับ! ผู้ต้องหาสองคนที่มาประกันตัวไปน่ะครับ” นายตำรวจชั้นผู้น้อยรายงานผู้บังคับบัญชา ท่าทางตื่นตระหนกนั้นบ่งบอกได้เป็นนัย ๆ ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่

            “ทำไมเหรอ?”

            “มี... มีการก่อเหตุอีกแล้วครับ ผู้ต้องหาคนหนึ่งใช้มีดแทงผู้ต้องหาอีกคนเสียชีวิต”

            “หา!

            “ที่ไหน?” โภคินทร์ลุกพรวดขึ้น

            “บ้านของคุณเปมิกาครับ”

            “คุณรู้ที่อยู่มั้ย?”

            “ครับ เราได้ที่อยู่มาตอนดำเนินการสืบสวนสอบสวน ไม่ไกลจากที่นี่หรอกครับ” สุทินตอบคำถามอัยการเสร็จก็หันไปถามลูกน้อง “คนร้ายคือคนไหน?”

            “คุณเปมิกาครับ ตอนนี้ควบคุมตัวไว้แล้ว”

            “เอาตัวไปที่ห้องสอบสวน ผมจะสอบปากคำเขาเอง” โภคินทร์เดินจ้ำอ้าวล่วงหน้าไปแบบไม่รอใคร สุทินพยักหน้าบอกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำตามก่อนจะรีบเดินตามอัยการหนุ่มไป

 

            ปัญหาคาใจของอัยการโภคินทร์บัดนี้ได้รับคำตอบแล้ว คนร้ายที่ก่อคดีที่บ้านพักริมทะเลได้ก่อเหตุมัดตัวอีกครั้งและถูกจับได้คาหนังคาเขา ตรงตามสำนวน จับได้ทั้งที่มือแดง ๆ ในทุกแง่มุม เปมิกาถูกนำตัวมานั่งอยู่ในห้องสอบสวน สีหน้าของเธอแสยะยิ้มกว้าง บ้างก็หัวเราะเบา ๆ เหมือนกำลังสะใจ สารวัตรกับอัยการมาถึงห้องสอบสวนพร้อมกัน โภคินทร์ไม่รอช้า เขารีบนั่งลงตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วเริ่มตั้งคำถามทันที

            “คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายเหรอ?”

            “ใช่ ฝีมือฉันเอง”

            “คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายสองคนที่บ้านพักริมทะเลด้วยหรือเปล่า?”

            “สองคนนั้นเหรอ? ใช่ ฉันฆ่าพวกมัน ไอ้พวกที่หักหลังฉัน ทรยศกันทั้งๆ ที่เป็นเพื่อน” สีหน้าของเปมิกาเริ่มแสดงอาการโกรธแค้นออกมา โภคินทร์มองหน้าเธอสลับกับโทรศัพท์มือถือของนายตำรวจที่ถ่ายภาพจากที่เกิดเหตุมาได้ ในภาพนั้นฝ่ายหญิงถูกควบคุมตัวใส่กุญแจมือ มีตำรวจหนึ่งคนประกบอยู่ข้าง ๆ มือซ้ายของเธอเปื้อนเลือดแดงฉาน สีหน้าแสดงออกถึงความยินดีปรีดาอย่างเห็นได้ชัด

            “มือซ้ายเปื้อนเลือด แสดงว่าใช้มือซ้ายถืออาวุธ” สุทินให้ความเห็น

            “ตรงกับพยานแวดล้อมทุกอย่าง” โภคินทร์เหลือบตาขึ้นมองหน้าหยั่งเชิงผู้ต้องหา “คุณยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อคดีทั้งหมด?”

            “ใช่”

            “ช่วยเล่าถึงวิธีการลงมือก่อเหตุของคุณด้วยครับ”

            “เอาคดีไหนก่อนล่ะ?”

            “เริ่มจากคดีที่บ้านพักก่อนครับ”

            “ไม่เห็นมีอะไรยาก พอพวกมันเมาหลับไม่รู้เรื่อง ฉันก็เดินเอามีดเข้าไปกระซวกพวกมันถึงในห้องนอน หึ ๆ ๆ เชื่อมั้ยล่ะ เมาเละขนาดที่มีคนโดนแทงอยู่ข้าง ๆ แท้ๆ ยังไม่รู้สึกตัว ว่าไม่ได้หรอกนะ พวกมันกินแต่ของแรงๆ แถมผสมยาอะไรลงไปด้วย”

            “คุณทำยังไงกับคราบเลือดและรอยนิ้วมือ?”

            “ฉันแก้ผ้าเข้าไป แทงเสร็จก็เอาผ้าห่มเช็ดด้ามมีดแล้วก็ไปอาบน้ำ จากนั้นก็กลับไปนอนตามปกติ หึ ๆ ๆ พวกมันนึกว่าฉันเมาหลับ ไอ้พวกโง่!

            “แล้วคุณตัดคอศพยังไง? และทำไม?”

            “ฉันไม่รู้เรื่อง” คำตอบนั้นทำเอาปริศนาที่กำลังคลี่คลายไปทีละนิด ๆ ต้องวนกลับไปสู่ความงงงวยอีกครั้ง

            “คุณไม่รู้?”

            “ใช่ ฉันแค่แทงพวกมัน เรื่องตัดคอนี่ฉันไม่รู้เรื่อง”

            ... หรือคนที่ตัดคอศพจะเป็นวารินทร์? โภคินทร์ตั้งข้อสันนิษฐานในใจ

            “แล้วคดีที่สองล่ะ? คุณทำยังไง?”

            “ก็ง่าย ๆ เรานั่งรถไปลงที่บ้านฉัน ฉันชวนเขาเข้าบ้าน แล้วก็ฉวยจังหวะตอนมันเผลอ”

            “มันผิดปกตินะ คุณวารินทร์เขาไม่ระแวงคุณเลยเหรอ?”

            “หึ ๆ ๆ ๆ ๆ ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ ไม่เลยสักนิด มันคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงอ่อนแอไร้พิษสง จนกระทั่งตอนที่ฉันถือมีดมาฆ่ามันนั่นแหละ”

            “... แรงจูงใจล่ะ?”

            “พวกมันรวมหัวกันแย่งผู้ชายของฉันไป” เปมิการะเบิดอารมณ์ออกมา “ฉันคบกับพี่เมฆมาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง อยู่ดี ๆ นังโยก็เข้ามาแทรก แล้วนังรินทร์ นังเพื่อนเวรนั่นก็ดันไปเชียร์พี่เมฆให้คบกับนังโย ทั้ง ๆ ที่เป็นเพื่อนรักกันแท้ ๆ”

            “เรื่องชู้สาว แปลว่าที่ผ่านมาคุณแกล้งทำเป็นสนิทกับพวกเขา ทำเป็นไม่ติดใจเรื่องที่โดนแย่งคนรัก” ต่อคำถามนี้ เปมิกานั่งเงียบไม่ตอบ โภคินทร์ตัดสินใจข้ามไปคำถามต่อไป “ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ในคดีแรกคุณมีการอำพรางร่องรอยหลักฐานแต่คดีที่สองคุณกลับยอมให้จับได้คาหนังคาเขา แถมยังยอมสารภาพแบบหมดเปลือกอีก”

            “เพราะฉันฆ่าทุกคนที่ฉันอยากฆ่าไปแล้ว ที่สำคัญ...” เปมิกาเหยียดยิ้มอย่างประหลาด “พวกแกไม่มีทางทำอะไรฉันไม่ได้หรอก?”

            “หมายความว่ายังไง?”

            “หึ ๆ ๆ ๆ ๆ ฮ้า ฮะ ๆ ๆ ๆ พวกแกทำอะไรฉันไม่ได้หรอก จับฉันได้แค่นี้แหละ ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ ฮัก! ฮึก! อึ๊ก! คึ่ก...” หญิงสาวที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลันชักกระตุกอย่างรุนแรง นัยน์ตาเหลือกขึ้นจนเหลือแต่ตาขาว ปากอ้ากว้างส่งเสียงสำลักเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ ลำตัวเหยียดตรง พักหนึ่งเธอก็หยุดชักแล้วกลับมานั่งคอตกเหมือนหุ่นกระบอกที่เชือกขาด อัยการและนายสารวัตรจ้องมองอาการผิดปกตินั้นตาไม่กระพริบ

            “อึก... อือ... นี่... ที่ไหน?” เปมิกาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา สีหน้างุนงง เธอดูตื่นเต้นตกใจมากเมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจที่ตนเพิ่งนั่งรถแท็กซี่ออกไป เธอจำอะไรไม่ได้เลย ความทรงจำของเธอขาดช่วงลงแค่ตอนที่เธอเข้าไปในบ้านเพียงเท่านั้น

 

            Split personality

            “หมายถึงโรคหลายบุคลิกงั้นเหรอ?”

            “ใช่ เท่าที่ฟังจากที่นายเล่ามา เราว่าเธอมีอาการของโรคนี้” นายแพทย์บรรจบให้ความเห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น

            “อาการเป็นยังไง?”

            “ตามชื่อของอาการ ผู้ป่วยจะมีบุคลิกอื่นที่จะปรากฏออกมาเมื่อตกอยู่ใต้ภาวะหนึ่ง นิสัยและพฤติกรรมของผู้ป่วยจะเปลี่ยนไปตามบุคลิกที่ปรากฏออกมาในขณะนั้น เมื่อกลับไปสู่บุคลิกเดิมแล้วจะจำอะไรในช่วงที่บุคลิกตัวเองเปลี่ยนไปไม่ได้”

            “ว่าไงนะ! จำอะไรไม่ได้!

            “อืม ทำไมเหรอ?”

            “นั่นมันยุ่งยากที่สุดเลยล่ะ ถ้าสู้คดีกันก็มีสิทธิ์แพ้สูง”

            “แต่คนร้ายถูกจับพร้อมหลักฐาน ลายนิ้วมือก็มี-“

            “ปัญหาคือเรื่องของเจตนา เธอก่อเหตุในระหว่างที่อยู่ในบุคลิกอื่นซึ่งเธอไม่มีความทรงจำในช่วงนั้น ถ้าเจอทนายเก่ง ๆ อาจถูกสู้ด้วยประเด็นนี้ อาจมองได้ว่าเป็นคนสองคนในร่างเดียว เธอกระทำลงไปโดยไม่รู้สึกตัว ต้องเรียกว่าไม่มีการกระทำเสียด้วยซ้ำ เทียบเคียงได้กับการนอนละเมอก่อเหตุ’ ‘อาการอย่างนี้เข้าข่ายวิกลจริต ข้อต่อสู้มีเยอะแยะ... สมมติว่านายถูกเรียกไปให้การในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ แล้วทนายถามว่า ลูกความผมไม่รู้สำนึกในระหว่างที่ก่อเหตุใช่หรือไม่ นายคงตอบว่าไม่ใช่มั้ย?”

            “ก็... ถ้าว่าตามอาการมันก็เป็นไปตามนั้น”

            “นั่นไง มันจะหลุดเพราะข้อเท็จจริงนี้แหละ” โภคินทร์เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ เหยียดตัวยืดจนน่ากลัวจะหงายหลัง มือก่ายหน้าผากและลูบรูดลงมาตามใบหน้าเหมือนจะเช็ดเอาความเครียดที่เกาะกุมตนเองออก “คนร้ายที่เราไม่สามารถจับตัวมาลงโทษได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า... นี่มันบ้าชัด ๆ”

            “... บางทีเธออาจเคยเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์สักคน นายลองเช็คประวัติการรักษาของเธอดู” บรรจบพูดพลางตบไหล่ให้กำลังใจเพื่อน “บางทีแพทย์ที่เคยทำการรักษาอาจมีข้อสรุปที่ต่างจากเราก็ได้ ถ้าผลออกมาว่าเธอไม่เคยมีอาการของโรคนี้มาก่อน ก็เป็นไปได้ว่าทั้งหมดนั้นเธอแกล้งทำ นายอาจขอให้เขามาช่วยเป็นพยานได้”

            “ขอบใจ... ก็คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้นแล้ว”

 

            จากการตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาล เปมิกาเคยเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์แห่งหนึ่งจริง เป็นคลินิกเอกชน มีหมอทำการรักษาแค่คนเดียว หลังจากแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ธุรการของคลินิกแล้วโภคินทร์ก็ได้เข้าพบกับนายแพทย์ประจำคลินิก

            “เชิญครับ” ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกรมท่า กางเกงยีนขายาวสีน้ำเงินเข้มลุกขึ้นยืนพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง

            “คุณดู... อายุน้อยมากเลยนะครับ”

            “ถ้าต้องการปรึกษาแพทย์ที่มีตัวเลขอายุมากล่ะก็ เชิญที่อื่นได้เลยครับ ประตูอยู่ทางโน้น”

            “ควบคุมอารมณ์ไม่เก่งเลยนะครับ สำหรับคนเป็นจิตแพทย์”

            “เรามีสิทธิ์เลือกลูกค้าครับ”

            “งั้นผมขอโทษละกันครับ ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ คุณจำคนไข้ที่ชื่อเปมิกาได้หรือเปล่าครับ?”

            “คนนี้... อ้อ จำได้ครับ”

            “เธอเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าคนตาย ปัญหาคือเธอแสดงอาการของโรคหลายบุคลิกออกมา ผมอยากทราบว่าเธอเป็นโรคนี้จริงหรือเปล่า?”

            “เธอมีความเสี่ยงที่จะมีอาการของโรคนี้ครับ เคยมาปรึกษากับผมครั้งหนึ่ง คนที่เธอชอบทิ้งเธอไปคบกับคนอื่นโดยมีเพื่อนสนิทของเธอคอยยุยง เธอโกรธแค้นคนเหล่านั้นมากแต่ในเวลาเดียวกันเธอก็ยังคิดถึงความเป็นเพื่อนที่เคยคบกันมาอยู่ อืม... บางทีการได้เข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดกับคนเหล่านั้นอีกครั้งอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้อีกบุคลิกหนึ่งของเธอปรากฏออกมา”

            “แล้วคุณให้คำปรึกษาไปว่ายังไงครับ?”

            “ผมบอกไปว่าอาการแบบที่เธอเป็นนี้เป็นเรื่องที่ปกติ เกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ความขัดแย้งด้านอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นอะไรที่รบกวนจิตใจทำให้วางตัวไม่ถูก วิธีการรับมือก็มีอยู่สองวิธี หนึ่ง เธอต้องชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเอง เลือกว่าจะก้าวข้ามความรู้สึกไหน อาจจะต้องสูญเสียอะไรไปบางอย่างแต่มันก็จะทำให้เขาได้รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนออกพ้นจากเขาวงกต อีกวิธีที่สองคือต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน มนุษย์นั้นปรับตัวไปตามสถานการณ์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

            “ทำไมเธอไม่หายจากโรคนี้?”

            “เธอยังไม่ได้รับการรักษาเลยครับ  เพียงแค่มาปรึกษาเท่านั้น โรคนี้ต้องใช้การรักษาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน”

            “ผมขอถามอะไรอย่าง เอาในฐานะที่คุณได้ให้คำปรึกษาใกล้ชิดกับคนไข้ ระหว่างที่บุคลิกเธอเปลี่ยนไป เธอรู้สำนึกในการกระทำของตัวเองมั้ย? พูดให้ชัด ๆ ก็คือ เธอรู้สึกตัวมั้ยว่ากำลังก่อคดี?”

            “อันนั้นผมไม่ทราบหรอกครับ แต่โดยปกติผู้ป่วยที่มีอาการของโรคนี้ก็มักจะจำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าจะเอาแน่ ๆ ก็ต้องใช้วิธีสอบถามแล้วจับโกหกว่าเธอไม่มีความทรงจำจริงหรือเปล่า”

            “...” โภคินทร์นั่งนิ่ง สิ่งที่เขากังวลที่สุดกลายเป็นความจริง เปมิกามีอาการของโรคหลายบุคลิก หมายความว่าบุคลิกดั้งเดิมของเธอไม่ใช่ฆาตกร การจะเอาผิดเธอในบุคลิกดั้งเดิมนี้เรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้

            “คุณหมอ...”

            “ครับ?”

            “เป็นไปได้มั้ยว่าจะดึงเอา... บุคลิกฆาตกรของเธอออกมา?”

            “เป็นคำขอที่แปลกมากครับ ปกติจะมีแต่ขอให้ทำให้บุคลิกที่ไม่พึงประสงค์หายไปเพื่อผู้ป่วยจะได้เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ทำไมหรือครับ?”

            “ถ้าจะต้องเอาตัวมาลงโทษก็ต้องเป็นคน หรือ ในเคสนี้ บุคลิกที่ก่อคดี จะยอมปล่อยให้หลบหนีไปซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกโดยไม่ต้องรับโทษไม่ได้”

            “อา... เข้าใจแล้ว ความรู้สึกรักความยุติธรรม ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้คนทำผิดลอยนวล และขออนุญาตวิเคราะห์นะครับ คุณเป็นคนมีความทะนงตนสูง อาจเรียกได้ว่าเป็นคนอวดดี คุณเกลียดความล้มเหลว ความผิดพลาด ความพ่ายแพ้ เป็นคงอื่นคงปล่อยมือจากคดีนี้ไปแล้ว แต่คุณกลับถึงขั้นเสนอวิธีการแปลก ๆ อย่างการปลุกเอาบุคลิกที่หายไปแล้วกลับคืนมา เพราะอะไร? เพราะถ้าคุณไม่สามารถเอาผิดกับผู้ก่อคดีนี้ได้มันจะกลายเป็นรอยด่างในศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของคุณ ขอเดานะ คุณคงคุยโม้เรื่องฝีมือของตัวเองหรือไม่ก็ดูแคลนคนอื่นเอาไว้ ถ้าล้มเหลวตัวเองจะต้องอับอายเป็นสองสามเท่า” เม้มจ้องมองดูอาการของอีกฝ่ายที่บัดนี้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ การที่อัยการหนุ่มไม่ตอบโต้นั่นบ่งบอกคำตอบเป็นนัยว่าเขาวิเคราะห์ถูก เม้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัย “ต่อคำถามของคุณ คำตอบคือทำไม่ได้ครับ ขอแสดงความเสียใจด้วยแต่คุณเล่นงานเธอไม่ได้หรอก ถ้าจะใช้วิธีการทางกฎหมายนะครับ”

            “หมายความว่าไง? คุณจะให้ผมเล่นนอกกฎหมายเหรอ?”

            “นั่นมันก็แล้วแต่คุณครับ หมดคำถามหรือยังครับ?”

            “ครับ”

            “... ตอนนี้คุณเองก็มีอาการความขัดแย้งทางความรู้สึกนะครับ ใจหนึ่งคุณอยากลากคอฆาตกรมาลงโทษ แต่อีกใจก็ต้องเคารพกฎหมายตามตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง อยากทำแต่ทำไม่ได้ จำต้องยอมรับทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยอมรับ...”

            “จะบอกว่าผมมีความเสี่ยงจะเป็นโรคหลายบุคลิกเหมือนกันเหรอ?”

            “ถ้าก้าวข้ามไม่ได้ ยังคงอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง คุณก็อาจจะเป็นเหมือนคุณเปมิกาครับ” เม้มพูดไปพลางเขียนอะไรบางอย่างลงในแบบฟอร์มแล้วยื่นให้กับโภคินทร์ “เอานี่ไปยื่นที่เคาท์เตอร์นะครับ”

            โภคินทร์เคยได้ยินเรื่องของลายมือหมอมาบ้าง ลายเส้นขยุกขยุยดูไม่เป็นตัวอักษรจนไม่สามารถสะกดเป็นข้อความได้ หากแต่ลายมือของเม้มนั้นดูจะประหลาดไปสักหน่อย ท่านอัยการพยายามจ้องดูเพื่ออ่านว่าข้อความนั้นคืออะไร มันอาจไม่สำคัญอะไรนัก แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เขาต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ ลวดลายเส้นแปลก ๆ นั่นยิ่งจ้องมองเขายิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าสติจะถูกดูดให้หลุดลอยออกไปจากร่าง

            “ถ้าก้าวข้ามไม่ได้ก็ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน อยู่กับคนอื่นก็ขอให้เป็นคุณในแบบปกติ แต่เมื่อไหร่ที่อยู่กับคนที่คุณเกลียดชังก็เอาอีกหน้ากากออกมาสวม... เสร็จเรื่องแล้วก็จงถอดมันทิ้งไปอย่าได้ให้มันปรากฏออกมาอีก ให้เหมือนกับผีร้ายที่ไปมาไร้ร่องรอยและไม่สามารถจับตัวได้... ขอให้จัดการกับคนร้ายได้อย่างที่คุณปรารถนานะครับ ลาก่อน” นั่นคือข้อความสุดท้ายที่โภคินทร์ได้ยิน น่าแปลก เสียงของเม้มกังวานแต่แผ่วเบาราวกับว่ามันดังมาจากที่ที่ไม่ใช่โต๊ะทำงาน ดังมาจากในหัวของเขา จากจิตใต้สำนึกของผู้ฟัง

            “... คะ ... คุณคะ”

            “อะ ครับ?”

            “ใบเสร็จค่ารักษาค่ะ”

            “ครับ... ครับ” อัยการรับเอาใบเสร็จมางง ๆ ทำไมเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเดินมาจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์เมื่อไหร่

 

            “เมื่อจำเลยลงมือกระทำการไปในระหว่างที่อยู่ในสภาวะไม่รู้สำนึกในการที่กระทำ ย่อมไม่อาจถือได้ว่ามีเจตนาตามมาตรา 59... ศาลจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง” คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเหมือนกับการตบหน้าอัยการฉาดใหญ่กลางศาล เปมิกาดีใจจนกระโดด ส่วนสารวัตรสุทินก็ยิ้มเยาะสะใจในความล้มเหลวของเขา โภคินทร์ยืนตัวสั่น กำหมัดแน่น พยายามสะกดความโกรธของตนไม่ให้ระเบิดออกมา

            ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ เหรอวะ? โภคินทร์ได้แต่เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับไปที่สำนักงานของตน เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ความโกรธอาจทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้จนกระทบถึงประสิทธิภาพในการทำงาน อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา กรณีนี้มันเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา ฆาตกรที่มีหลายบุคลิกจนถึงขั้นที่แทบจะกลายเป็นคนละคนกัน เป็นอะไรที่เหนือความคาดคิดเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น การที่เขาปรามาสระบบการทำงานของกระบวนการยุติธรรมที่นี่เอาไว้แล้วตนเองกลับไม่สามารถเอาผิดคนร้ายที่กระทำความผิดอย่างโจ่งแจ้งได้ คำว่า ดีแต่ปาก คงมีไว้เพื่อกรณีนี้ ยิ่งคิดโภคินทร์ก็ยิ่งเจ็บแค้น

            ...

            ...

            ...

            ...

            ...

            ...

            “หยุด! ทิ้งอาวุธเดี๋ยวนี้!

            “อะ อะไรนะ?” โภคินทร์ทำหน้ายุ่ง เขาไม่เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนกำลังพูดถึงอะไร ทั้งคู่มีสีหน้าตื่นตกใจ ว่าแต่เวลากลายเป็นกลางคืนไปตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วเขาออกมาจากสำนักงานตอนไหน? เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งชี้มาที่มือซ้ายของเขา... จริงสิ เขารู้สึกว่ามือซ้ายของเขามันหนัก ๆ แปลก ๆ แล้วนี่เขากำลังถืออะไรที่มันแข็ง ๆ ยาว ๆ อยู่ ชายหนุ่มก้มลงมอง

            “เฮ้ย!” โภคินทร์รีบโยนไม้หน้าสามในมือทิ้ง มันมีคราบเลือดเกาะอยู่เป็นรอยกว้าง ที่ปลายเท้าของเขา ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนแน่นิ่ง ศีรษะถูกตัดขาดหายไป ดูยังไงก็มองได้แค่ว่าเขาเป็นคนลงมือ...

 

แต่เขาจำไม่ได้!

 

นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาจับเขาใส่กุญแจมือ โภคินทร์ไม่ได้ขัดขืน เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ความทรงจำของเขาขาดช่วงไป

 

ความทรงจำขาดช่วง!

 

            นี่มันอาการเดียวกับเปมิกาเลยนี่หว่า!’

            “ไอ้พวกเด็กเก่ง หยิ่ง อวดดี พวกแพ้ไม่เป็นก็อย่างนี้แหละ คล้าย ๆ ไอ้พวกที่เรียนเก่งมาก ๆ พอเกรดตกก็สติแตก อันนี้แค้นมากจนต้องมาดักตีหัวจำเลยที่ตัวเองสู้คดีแพ้” สารวัตรสุทินพูดจาถากถางใส่เขาแบบไม่เกรงใจกัน “เดี๋ยวกูจะแสดงให้ดูว่าวิธีสอบปากคำแบบไทย ๆ เขาทำกันยังไง?”

 

            “สวัสดีค่ะ”

            “ครับ เชิญครับ” เม้มผายมือเชิญลูกค้าคนใหม่ให้เข้ามานั่งในห้อง “ว่ายังไงครับ มีอะไรจะปรึกษาผมครับ?”

            “คือ... เรื่องของน้องชายน่ะค่ะ เขาชอบมารบกวนฉันเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ฉันเองก็ไม่ใช่จะมีรายได้มากนัก... แต่ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นน้อง... ฉันเครียดมากค่ะคุณหมอ ลำบากใจ”

            “อ้อ ภาวะขัดแย้งด้านอารมณ์ความรู้สึก ความยุ่งยากในการจัดการความคิดของตัวเอง” เม้มพูดพลางมองดูกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ใต้โต๊ะตัวเอง เขาเพิ่งได้กะโหลกศีรษะของเปมิกามาไม่นานนี้และถูกเก็บสะสมรวมกับกะโหลกของคนสองคนที่ถูกเธอฆ่าตาย แต่ไม่เป็นไร กระเป๋าของเขามีที่ว่างสำหรับกะโหลกใบใหม่เสมอ ชายหนุ่มยิ้มกว้างแล้วหันไปสนใจคนไข้ของตนต่อ

            “คุณมาถูกที่แล้วครับ เคสแบบนี้เป็นเคสที่ผมเชี่ยวชาญที่สุด”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #735 lucky.t (@eng9t) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 21:28
    แง่~ เศษตร์ หายไปไหนง่าาาา เม้มคือครายยยยยยยย >?<
    #735
    0
  2. #734 EternalBlizzard (@EternalBlizzard) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 21:48
    โหเล่นงี้เลยหรือพี่555555
    #734
    0