Happy Birthday !
         
มืด. . . มันมืดไปหมด  ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้  นี่มัน. . . น่าจะเป็นทางเดินอะไรซักอย่างแต่ทำไมถึงไม่มีไฟล่ะ  แล้วที่อยู่ข้างหน้านี่. . . ประตู. . . รึเปล่า  ม. . . ไม่รู้ล่ะถ้ามันไปที่ไหนที่ไม่ใช่ที่นี่ได้ล่ะก็. . . . . . ว. . .
         
“ ว้ากกกก !! ”
          “ เฮ้ย !! ” เสียงตะโกนด้วยความตกใจดังขึ้นข้างๆตัวผม “ เมิงเป็นเชี้ยไรวะ !! ” ผมใช้เวลารวบรวมสติอยู่พักหนึ่งด้วยความช่วยเหลือของเจ้าของเสียงตะโกนนามกี
          “ เมิงฝันเปียกเรอะอยู่ดีๆร้องมาได้  ค่าทำขวัญสองพันขึ้นนะเว้ย ” เสียงที่ดังขึ้นจากของหลังเป็นของกริมที่เล่นไพ่อยู่กับเพื่อนอีกสี่คนที่ไม่รู้ว่านั่งกันไปได้ไง
          ผมจำได้แล้ว. . . วันนี้เป็นวันเกิดของผมซึ่งพวกเพื่อนๆก็ตัดสินใจจะพาไปฉลองให้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพัทยา  โดยกีซึ่งเป็นคนเดียวที่มีรถเป็นคนอาสาขับรถพาพวกเราไป  ผมยกมือขอโทษเพื่อนทุกคนที่ทำให้ตกใจก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ. . . ดูเหมือนผมจะหลับไปได้ชั่วโมงกว่า  ดูท่าว่าคงใกล้จะถึงแล้วล่ะ
          “ เอาล่ะสุภาพบุรุษทั้งหลาย  จุดหมาย. . . อยู่ข้างหน้าเราแล้ว ” โชเฟอร์คางเขียวหันมาพูดกับเพื่อนๆด้วยประโยคที่น่าถีบหลังจากเห็นตัวโรงแรมอยู่ไกลๆ  และในทันใด. . .
          “ เช็ดเด้ !! อย่างสวยอ่ะ ”
          “ ยัง !!! ” ทุกคนรุมกระหนำคำพูดที่เหมือนนัดกันไว้ใส่ไอ้บ้านนอกที่ชอบปล่อยมุขไม่ฮาพาเพื่อนเครียด น๊อต ก่อนจะถูกลูกพี่ลูกน้องนาม เบียร์ เบิร์ดธงไชยไปหนึ่งป้าบใหญ่ๆ
          “ แล้วคืนนี้จะมีก๊งเบียร์ไหมเนี่ย ” ว่าแล้ว ซ้งเจ้าตัวคนพูดก็ยกกระติกน้ำแข็งที่เหมือนจะใส่บางอย่างไว้ด้วยขึ้นมาเขย่า
          “ ไอ้สเปโตเอ้ย !! ซื้อมาแล้วไม่กินจะซื้อมาทำเห้ไร ” สมาชิกกลุ่มคนสุดท้าย ลาประกาศก้องเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆได้ดีจนผมอดไม่ได้ที่จะต้องขำตาม
          จริงๆแล้วสาเหตุที่เรามาได้  ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะวันนี้มีการแข่งขันแรลลี่ที่พวกพ่อแม่ของเราลงแข่งขันอยู่  เราเลยถือโอกาศมาเลี้ยงฉลองวันเกิดของผมไปในตัว  อ่อลืมบอกไป. . . พวกเราอายุ 15 16 นะครับ
          หลังจากมาถึง  พวกเราก็ร่วมกันทำกิจกรรมหลายอย่างทั้ง  ว่ายน้ำ  เล่นเจ็ทสกี  แทงสนุกเกอร์  เล่นเกมส์ตู้แข่งกัน  และอื่นๆอีกมากมายจนกระทั่ง. . .
          “ เฮ้ย !! ลืมกางเกงในไว้ที่หาดว่ะ ” ผมพูดออกไปด้วยความอายระหว่างทางกลับห้องเพื่อหวังว่าจะมีคนเห็นใจไปเป็นเพื่อน
          “ เอ้าชิบหาย !! ม. . . เมิงนี่แม้งโคตร. . . ” เสียงระเบิดหัวเราะอย่างแรงกับท่าทีเวทนาทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า. . . นี่คงเป็นการปฏิเสธ  แบบฉบับของกี
          “ พ่อเมิงเหอะ !! กางเกงใน  แล้วนี่เมิงไม่รู้ตัวเลยรึเชี้ย !! ” คำพูดทีเล่นทีจริงกับเสียงหัวเราะ. . . นี่ก็คงเป็นการปฏิเสธ  แบบฉบับของกริม
          “ เมิงเชื่อกุทิ้งไว้นั่นแหละ  ชาตินี้ไม่มีใครมาเก็บไปหรอก ” “ เห็นด้วยเลยเชี้ย คนอะไรลืมกางเกงใน ” และนี่ก็คงเป็นการปฏิเสธ  แบบฉบับของเบียร์/น๊อต
          “ เวร !! เมิงถอดกางเกงในเล่นน้ำเหรอว่ะ  แล้วตอนขึ้นมาก็สอ-เอือกลืมอีกนะ ” ท่าทางขยะแขยงนี่ก็คงเป็นการปฏิเสธ  แบบฉบับของซ้ง
          “ . . . . . . . . . . . เมิงรีบไปเก็บมาก่อนมันจะไปกัดคอใครเข้าซะก่อนดีกว่า ” และการไล่ให้ไปคนเดียวนี่คงเป็นการปฏิเสธเช่นกัน  แบบฉบับของลา  ผมจึงต้องไปคนเดียวจนได้. . .
          ระหว่างทาง. . . mp3 ที่ผมพกติดตัวมาเป้นสิ่งเดียวที่ช่วยคล้ายความเบื่อของการเดินในระยะทางไกลพอสมควรได้ดี  และในตอนที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับเสียงเพลงอยู่นั้นเองจู่ๆ. . . เพลงก็ดับไป. . .
          “ อะไรวะ ” ผมเช็คที่หน้าจอพบว่าเครื่องดับไปชั่วครู่ที่นานๆจะเกิดขึ้นซักที  นั่นทำให้ผมเริ่มสังเกตุเห็นรอบตัว. . . มันเป็นทางเดินยาวไกลสุดลูกหูลูกตาที่ไม่มีใครหรือแม้แต่เสียงอะไรเลยซักอย่างเดียว  มิหนำซ้ำมันยังมืดมากทั้งๆที่ยังบ่ายอยู่แสงสว่างที่เห็นมีเพียงแค่สุดหัวโค้งทางเดินทั้งสองฝั่งเท่านั้น. . . แต่ที่หนักกว่านั้น. . . รอบทางเดินเต็มไปด้วยห้องที่มีประตูติดกระจกใสเรียงรายอยู่  ผมลองมองเข้าไปในประตูบานหนึ่ง. . . มันมืดสนิท  มืดเหมือนปิดตาย  มืดเหมือนมีคนเอาสีมาทาไว้  แต่ไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่แต่ความรู้สึกแปลกๆกลับทำให้ผมคว้ามือไปที่กลอนประตูแล้วบิดมันออก. . . . . . .
         
กึก กึก กึก กึก กึก !!!
          ผมเปิดมันไม่ออก  ดูเหมือนว่ามันถูกปิดตายอยู่จริงๆ  ในตอนนี้แหละที่ผมเริ่มตัวสั่นจนทนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไหวแล้วรีบสาวเท้าออกจากทางเดินนั่นอย่างรวดเร็ว
          คืนวันนั้น. . . มีการเลี้ยงดินเนอร์ของคณะแรลลี่เพื่อเล่นเกมส์และรับของรางวัล  ผมซึ่งไม่ได้เล่าเหตุการณ์เมื่อกลางวันให้ใครฟังกำลังนั่งทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดกับความฝันเมื่อเช้า. . . เหมือนว่าผมจะเคยมาที่นี่แล้ว
          “ เมิงเป็นไรวะ  เห็นเมิงทำหน้าเครียดๆตั้งกะบ่ายแล้ว ” ซ้งที่นั่งอยู่กับครอบครัวในโต๊ะติดกันหันมากระซิบผม “ เฮย. . . เครียดแบบนี้  ไปก้าบซักหน่อยไหม ” คำชวนที่ทำให้ผมเบิกตาโพล่ง
          “ เมิงมีเรอะ ” ผมรีบเอ่ยถามกลับไปทันที
          “ กาแรมรสช๊อกโกแล็ต  ที่นี่มีขายด้วยเจ๋งเป็นบ้า  ถ้าตกลงก็ลุย ” ผมกับซ้งพยักหน้ากันเป็นเชิงก่อนจะบอกพ่อแม่ว่าไปห้องน้ำแล้วเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงไป  ทางเดินภายนอกมีผู้คนพลุกพล่านจนหมดปัญญาที่จะปฏิบัติการแถวนี้  ทำให้ผมนึกถึงทางเดินเมื่อบ่ายได้แล้วเผลอแนะนำสถานที่นั้นไป  ซ้งจึงรีบเดินนำลิ่วไปโดยไม่ทันดูเลยว่า  ผมที่เผลอแนะนำบ้าๆไปกำลังเริ่มหน้าเสีย
          เมื่อเรามาถึง  ผมจึงรู้แล้วว่าที่นี่มันเป็นทางเดินที่ติดกับร้านเกมส์เพื่อไปยังหาด  ซ้งยังคงเดินนำทิ้งห่างผมเข้าไปในทางเดินนั้น โดยไม่สังเกตุเลยว่ามันมืดขนาดไหน
          “ เฮ้ย. . . ทำไมที่นี่แม้งน่ากลัวงี้วะ ” น้ำเสียงของซ้งเริ่มสั่น  ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าเค้าก็คงกลัวๆอยู่เหมือนกัน  เราเดินกันมาได้ครึ่งทางแล้วแต่ซ้งยังไม่หยุดเดิน  ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่ผมประสบมาในตอนบ่ายระหว่างเดิน  นั่นทำให้ซ้งถึงกับหยุดนิ่ง
         
ครืด. . . !!
          เสียงประหลาดดังขึ้นข้างหลังพวกเรา  ความอยากรู้อยากเห็นทำให้พวกเราต้องหันกลับไปดู. . . . . เราไม่พบอะไรนอกจากความมืดที่ปกคลุมทางเดินอย่างท่วมท้น. . . ความมืดทำให้จินตนาการพลุกพล่าน. . . ผมรู้ถึงข้อนี้ดีก่อนจะค่อยๆหันมามองหน้าซ้งเหมือนๆกับเขา ซึ่งเมื่อมองตากันแว่บเดียว  ซ้งก็เปิดแน่บไปอย่างรวดเร็ว  จนผมที่ออกตัวช้ากว่าแทบจะวิ่งตามไม่ทัน. . . หลังจากออกมาได้  ซ้งสัญญาเลยว่าเขาจะไม่กลับไปทางนั้นเด็ดขาด
          หลังจากก้าบเสร็จ. . . พวกเราตัดสินใจกลับห้องจัดเลี้ยงแต่ระหว่างทาง เรากลับเจอ  กี  เบียร์  น๊อต  เดินสวนมา  พวกเขาบอกว่าจะไปเล่นเกมส์  กริมกับลาไปรออยู่ก่อนแล้วเลยลากพวกเราไปด้วย  พอไปถึงร้านเกมส์ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับทางเดินบ้าๆนั่น  สิ่งแรกที่ผมพบเลยคือกริมกับลาหายไปแล้ว  ท่ามกลางความสับสนคู่รักคู่หนึ่งก็เดินผ่านพวกเราไป  ตรงไปยังทางเดินนั้น
          “ เฮ้ย. . . พวกเมิงว่า. . . ชายหญิงสองคนพากันไปในที่ลับตาคน. . . มันมีอย่างอื่นด้วยเหรอวะ ” ความคิดพิเรนบังเกิด  เบียรืก็รีบย่องตามพวกเขาไปทันทีโดยมีกีและน๊อตตามไปติดๆส่วนพวกผมก็ห้ามกันสุดตัวจนพวกมันบอกว่าจะไม่เดินเข้าไปในนั้นก็ได้. . . แต่เชื่อไหม. . . คู่รักคู่นั้นเดินผ่านทางเดินและออกชายหาดไปโดยไม่มีอาการสะทกสะท้านอะไรเลย. . .  ผมเชื่อแล้วว่าความรักทำให้คนตาบอดได้จริงๆ
          หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปห้องจัดเลี้ยงตามเดิม  และหลังจากงานจบพวกเราก็แอบไปเล่นน้ำกันเล็กน้อยพอเพลินโดยมีกริมและลาที่หายตัวไปกลับมาร่วมเล่นด้วย
          “ เฮ้ยเชี้ย. . . ตะกี้ยามแม้งมาเตือนกุสองรอบแล้วว่ะ  ขึ้นเหอะเดี๋ยวรอบสามเราจะซวย ” กริมที่ขึ้นจากน้ำเป็นคนแรกป่าวประกาศจนพวกเราต้องเลิกไปตามๆกัน  และด้วยความเฮง. . . เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคนเดียวต้องขึ้นลิฟแยกจากเพื่อนเพราะห้องครอบครัวผมอยู่คนละฟากกับพวกมัน  ทำให้ผมต้องไปขึ้นลิฟกลางคนเดียวที่มีอยู่แปดตัว  แต่กลับไม่มีคนเลย
          ผมขึ้นลิฟตัวที่สองแล้วกดชั้นเก้าเพื่อกลับห้องแล้วหันออกมามองทิวทัศน์ในตัวโรงแรมนอกลิฟอย่างเพลิดเพลิน  จนผมรู้สึกว่ามันขึ้นสูงผิดปรกติจนไม่น่าจะใช่ชั้นเก้า  และประตูลิฟต์ก็เปิดผมจึงรีบเดินออกไปโดยไม่สังเกตุเลขชั้น  และเมื่อผมออกมาผมก็ได้พบแล้วว่า ชั้นนี้ไม่ใช่ชั้นเก้าที่ผมควรจะมา  แถมเลขชั้นที่อยู่บนกำแพงก็ขาดๆหายๆไป  ผมไม่รู้ว่ามันชั้นอะไรแต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่ชั้นเก้า  ผมจึงรีบกดลิฟต์ตัวเดิมให้ลงมารับผมโดยเร็วที่สุด  แต่. . .
          ลิฟต์ก็ไม่มาซักที  ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าบนชั้นนี้จะสามารถเงียบได้ขนาดนี้  เงียบขนาดที่ว่าไม่ได้ยินเสียงใครหรืออะไรจากล๊อบบี้เบื้องล่างที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาสังสรรค์กันได้เลย  มันทำให้ผมรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาทันที  สิบนาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตผ่านไปก่อนประตูลิฟต์ที่ลงมาจากชั้นบนจะอ้าออก  มันเป็นความดีใจสุดๆ  ผมรีบเข้าไปโดยไม่คิดอะไรแล้วกดมันลงชั้นเก้าโดยเร็ว  คราวนี้มันส่งผมถูกที่  ผมมาถึงชั้นเก้าในที่สุดแต่ระหว่างทางเดินกลับห้องผมก็นึกขึ้นมาได้
          สำหรับที่นี่. . . คนที่ใช้ลิฟต์จากชั้นบนแล้วไม่ลงมาถึงชั้นหนึ่งที่มีอะไรให้ทำมากที่สุดคงจะเป็นไปไม่ได้  แล้วถ้าเมื่อกี้. . . ลิฟตัวที่ผมขึ้นมาขึ้นต่อไปเพื่อรับคนลงมาล่ะ. . . . คนที่กดลิฟที่น่าจะลงมาพร้อมกับผมหายไปไหน. . . !!
          สติผมแทบขาดสบั้น  ผมรีบวิ่งตรงดิ่งเข้าห้องแล้วนอนทั้งๆที่ยังไม่ได้ล้างน้ำคลอรีนออกจากตัว. . . ผมจำได้แล้ว. . . เมื่อสิบปีก่อนผมเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง  และที่ทางเดินนั้นมันเกิดอะไรซักอย่างขึ้นกับผม  สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผมนึกยังไงก็นึกไม่ออก  เช้าวันต่อมาผมรู้สึกอ่อนเพลียเพราะเมื่อคืนคิดมากจนแทบไม่ได้นอนและไม่ยอมออกไปไหนเลยจนกว่าจะถึงเวลากลับบ้าน  ผมตัดสินใจจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เพื่อนๆฟัง  และเมื่อเวลานั้นมาถึง. . . ทุกๆคนขึ้นรถและนั่งประจำที่กันเหมือนขามา  ผมซึ่งกำลังรวบรวมความกล้าที่จะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกไป  แต่. . .
          “ เฮ้ยลา  เมื่อวานตอนไปเล่นเกมส์พวกเมิงไปไหนมาวะ ”  คำถามของกีกลายเป็นหัวข้อสนทนากับทุกคนก่อนที่ผมจะเอ่ยปาก  แต่คำถามนั้นกลับทำให้ลากับกริมต่างหน้าซีดนิดๆ
          “ กุไปได้ยินพวกยามใหม่แม้งคุยกัน. . . ว่าที่นี่แม้งแปลกๆอย่าเดินคนเดียว ” คำตอบนี้ทำให้กีตัดสินใจเรียกยามที่ยืนโบกรถอยู่ใกล้ๆเข้ามาถามความจริง
          “ อ้อ. . . เมื่อสิบปีก่อนน่ะที่นี่ไฟไหม้. . . เห็นเขาบอกว่ามีคนตายด้วย. . . แต่จริงรึเปล่านี่ยังไม่แน่เพราะไม่กล้าถามเขามา ” คำตอบที่ได้รับทำให้ผมถึงกับตาเบิกกว้าง
         
ภาพที่มันแล่นเข้ามาในหัวคือเหตุการณ์ต่อจากฝันเมื่อวาน. . . ผมจำได้แล้ว. . . สาเหตุที่ห้องแถบนั้นต้องปิดตาย. . . สาเหตุที่ทำให้ทางเดินนั้นมืดเป็นพิเศษ. . . สาเหตุที่ทำให้ผม ! เห็นมัน !!!
ข้อความที่โพสจะต้องไม่น้อยกว่า {{min_t_comment}} ตัวอักษรและไม่เกิน {{max_t_comment}} ตัวอักษร
กรอกชื่อด้วยนะ
_________
กรอกข้อมูลในช่องต่อไปนี้ไม่ครบ
หรือข้อมูลผิดพลาดครับ :
_____________________________
ช่วยกรอกอีกครั้งนะครับ
กรุณากรอกรหัสความปลอดภัย
ความคิดเห็น