ท่านแม่ทัพโปรดมีลูกกับข้าเถอะ ( ebok )

ตอนที่ 6 : ตอน ศึกรบศึกรัก (เต็มตอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 361 ครั้ง
    7 มี.ค. 61



ตอนที่6 ศึกรบศึกรัก

 

ฟากแม่ทัพหนุ่มกำลังเดินเอามือไพล่หลังเดินตรวจตราดูแถวของทหารใหม่อย่างเข้มงวด ดวงตาคมกริบดุดัน เดินผ่านแถวทหารตรงไหน ทหารตรงนั้นก็ล้วนไม่กล้าสบตา

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากองแปดธงของเราเอาชนะราชวงศ์หมิงมาได้เพราะอะไร” เสียงเข้มตวาดถามขึ้น เหล่าทหารกล้าราวกับรู้ว่าเจ้าของคำถามไม่ได้ต้องการคำตอบ แม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธงก็พูดต่อ “เพราะความเข้มแข็ง สามัคคี หากว่าขาดความเข้มแข็ง สามัคคี กองทัพจะไม่เป็นกองทัพเลย” พูดไม่ทันจบลู่เคอตัวก็ใช้ความว่องไวคว้าดาบในมือของทหารคนหนึ่งมายึดไว้เป็นของตัวเองได้

“อ๊า” ทหารคนนั้นร้องเสียงหลง หน้าตาตื่น

“ฮึ” ลู่เคอตัวแค่นเสียงในลำคออย่างผิดหวัง “ดูพวกเจ้าตอนนี้สิปล่อยให้ข้าแย่งดาบในมือมาได้โดยไม่ทันระวังตัว อาวุธอยู่ในมือยังถูกข้าแย่งมาได้แล้วแบบนี้พวกเจ้าจะไปสู้กับข้าศึกที่ไหนได้”

ยิ่งพูดเสียงของแม่ทัพหนุ่มก็ดังก้องทั่วลานฝึก ทหารใหม่ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาสักคน

“ใครเป็นหัวหน้าหน่วยนี้ก้าวออกมา” หัวหน้าหน่วยคนหนึ่งก้าวออกมายืนตรงหน้า “เจ้าเป็นหัวหน้าหน่วยต้องฝึกให้ทหารใหม่เหล่านี้มีทักษะการใช้อาวุธมากกว่านี้ ข้าแค่ทดสอบนิดหน่อยก็รู้แล้วว่ายังฝึกไม่หนักพอ พวกเจ้าพาทหารในกองของเจ้าไปวิ่งอ้อมเขาหนึ่งรอบแล้วมาฝึกการใช้ดาบให้คล่องกว่านี้”

“ขอรับท่านแม่ทัพ” หัวหน้าหน่วยคนนั้นพาทหารใหม่วิ่งนำหน้าออกไป ทหารที่เหลือที่ไม่ถูกลงโทษให้วิ่งอ้อมเขาก็ยืนนิ่งอยู่ในแถว

“พวกที่เหลือก็ให้ฝึกการใช้ดาบให้คล่อง ไหนพวกเจ้าจับคู่แล้วประลองดาบให้ข้าดู” ลู่เคอตัวเดินมาที่ทหารอีกกองหนึ่งซึ่งมีราวๆห้าร้อยคนพอๆกับกองแรกที่ให้ออกไปวิ่ง

ไม่มีใครกล้าชักช้า ทุกคนต่างหันหน้าเข้าหาคู่ตัวเองแล้วฝึกการต่อสู้ด้วยดาบอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ยังไม่ดีพอในสายตาของแม่ทัพหนุ่ม

“หยุดแล้วดูข้าเป็นตัวอย่าง” ลู่เคอตัวตวาดอย่างรำคาญสายตา เพลงดาบของทหารใหม่ล้วนเงอะงะ งุ่มง่าม ไม่มีความเร็วแรงพอที่จะสังหารคู่ต่อสู้ได้เลย “ลุ่ยหานมาเป็นคู่ต่อสู้กับข้า”

เกาลุ่ยหานรู้สึกได้ว่าวันนี้เขาจะดวงไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ตั้งแต่ถูกสั่งให้ไปนั่งดูกบ กระทั่งตอนนี้ยังต้องมาเป็นคู่ฝึกอาวุธกับท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีอารมณ์ไม่คงเส้นคงวา

“ขอรับ”

 เกาลุ่ยหานก้าวย่างออกมาอย่างมั่นคง หยิบดาบขึ้นมากำไว้ในมือ

“จู่โจมเข้าใส่ข้า”

เกาลุ่ยหานย่างสามขุมเข้าไป ใช้แรงที่ข้อมือส่งพลังไปที่ดาบแล้วฟาดใส่กลางลำตัวของท่านแม่ทัพใหญ่ แต่ดาบไม่ทันได้สัมผัสเนื้อตัวเพราะแม่ทัพหนุ่มเอี้ยวตัวหลบด้วยความว่องไว แล้วฟาดดาบลงใส่กลางดาบของเกาลุ่ยหาน

อีกฝ่ายกระโดดหลบทันแล้วพุ่งดาบเป็นเส้นตรง มุ่งหวังไปที่กลางอก แต่ความเร็วยังไม่พอ เพราะดาบถูกปัดออกอย่างรวดเร็ว

เคร้ง!

เสียงดาบฟาดกระทบกันไปมา ทหารใหม่ยืนมองตาไม่กะพริบ เพราะแต่ละเพลงดาบล้วนเร็วแรง จนมองตามแทบไม่ทัน แม้คนสนิทเกาลุ่ยหานจะมีแรงมหาศาลเพียงใด ก็สู้ความเร็ว เฉียบคมของแม่ทัพใหญ่ไม่ได้ ร่างของแม่ทัพกับดาบสอดประสานราวกับเป็นตัวตนเดียวกัน มองดูแล้วให้ความรู้สึกสอดผสาน ยากจะรับมือโดยแท้

เกาลุ่ยหานถูกดาบจี้คอห่างๆ ลู่เคอตัวก็เก็บดาบกลับคืน

“พวกเจ้าเห็นความเร็วในการใช้ดาบของข้าแล้วใช่หรือไม่ หัวใจสำคัญของการใช้อาวุธก็คือรวมเป็นหนึ่งกับมัน ไม่ว่าจะเป็นดาบ ทวน หรือ ง้าว ถ้าพวกเจ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งกับมันได้ อาวุธของเจ้าก็จะเร็วแรงราวกับติดปีก”

“ท่านแม่ทัพโปรดชี้แนะด้วย” เหล่าทหารพร้อมใจกันคุกเข่าคำนับ

“ลุกขึ้น” ทหารทั้งหมดลุกขึ้น “ทั้งหมดอยู่ที่ความมุ่งมั่นของพวกเจ้า ตั้งใจฝึกฝนให้ดี เชื่อฟังคำสั่งนายกองของพวกเจ้า ในกองทัพสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อฟังคำสั่ง ตอนนี้สิ่งแรกที่พวกเจ้าทหารใหม่ต้องทำคือฝึกฝนตามคำสั่งอย่างไม่ย่อท้อเท่านั้นถึงจะออกสู่สนามรบโดยไม่ทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น หากแต่นำชีวิตกลับมาหาคนที่พวกเจ้ารัก”

ลู่เคอตัวแปลกใจตัวเองเช่นกันที่พูดคำนี้ออกมา เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องคนที่รออยู่ข้างหลัง เพราะเขาไม่มีสตรีใดให้รอคอย เขาจึงสู้ในสนามรบราวกับวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

แต่พอมาวันนี้เขากลับพูดคำนี้ออกมา ลู่เคอตัวสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดเรื่องนี้ออกไป แล้วเดินดูเหล่าทหารฝึกซ้อมต่อ

 

เต้าเฟยมองดวงจันทร์ที่ขึ้นไปอยู่กลางท้องฟ้ามืดมิดแล้วก็ปิดปากหาวหวอด

“ท่านแม่ทัพยังไม่กลับอีกนี่มันยามใดแล้วไม่รู้หรือไง ถ้าท่านไม่กลับมา ข้าจะนอนก่อนแล้วนะ” นางนับหนึ่งถึงสองเพียงเท่านั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงของลู่เคอตัว

นับแต่วันแต่งงานมานางก็มานอนที่ห้องนี้ทุกคืน นางตั้งใจไว้แล้วว่าอย่างไรเสียก็ต้องเคี่ยวกรำให้ท่านแม่ทัพทำลูกให้นางให้ได้แต่วันแล้ววันเล่าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเด็กโตอยู่ในท้องนางบ้างเลย

“ข้าไม่เหมาะจะเป็นแม่คนหรือไงทำไมลูกชายถึงไม่มาเกิดแก่ข้า”

 พลันเสียงประตูห้องเปิดเข้ามาก็ทำให้นางหยุดสิ่งที่คิดอยู่ ลุกขึ้นด้วยความดีใจ ร่างหนาใหญ่ของลู่เคอตัวเดินเอื่อยๆเข้ามา ท่าทางอิดโรยของเขาทำให้เต้าเฟยขมวดคิ้ว

“ท่านพี่ข้าจะเตรียมน้ำให้ท่านล้างหน้า”

“ไม่ต้องลำบาก ข้าล้างหน้ามาแล้ว”

นางฟังน้ำเสียงของเขาก็รู้สึกว่าเขาคงเหนื่อยมาก “ดูวันนี้ท่านพี่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานนะเจ้าคะ”

“ก็แค่ฝึกซ้อมทหารใหม่ ไม่เหนื่อยอย่างที่เจ้าคิดหรอก”

เต้าเฟยยิ้ม “ท่านพี่ไม่เหนื่อย อืม ถ้าอย่างนั้นวันนี้ท่านพี่ช่วย เอ่อ...ช่วย” เมื่อจะเอ่ยจริงๆ นางก็รู้สึกกระดากอายไม่น้อย

 “เจ้าจะให้ข้าช่วยทำอะไร” ลู่เคอตัวเลิกคิ้วหนาขึ้น เห็นใบหน้าน่ารักมีสีแดงระเรื่อขึ้นก็เข้าใจความหมาย เขาลอบยิ้ม แสร้งทำทีไม่เข้าใจทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่านางต้องการสิ่งใด เขาเองก็ต้องการทำสิ่งนั้นกับสาวทุ่งหญ้าผู้น่ารักอย่างนางอยู่เช่นกัน แต่คนมาดเยอะไม่ได้แสดงท่าทีให้นางเดาออก แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็คงต้องสู้ศึกกับนาง ไม่ให้นางดูแคลนเอาได้

“ท่านพอจะช่วยข้าทำลูกชายได้ไหมเจ้าคะ” เต้าเฟยถามเสียงเบาหวิวแล้วใช้นิ้วมือสะกิดท่อนแขนกำยำ ดวงตากลมโตช้อนมองอย่างเอียงอาย

ลู่เคอตัวอยากจะยิ้มแต่ก็ข่มไว้สุดกำลัง “นี่เจ้าจะใช้งานข้าให้คุ้มเลยหรือ ข้าออกไปดูแลกองทัพแล้วยังต้องมาให้บริการเจ้าบนเตียงอีก”

“ท่านพี่ออกจะแข็งแรงปานนี้ อย่าบอกนะเจ้าคะว่าไม่ไหว”

ลู่เคอตัวเบิกตากว้าง พูดแบบนี้คือดูถูกกันชัดๆ รบติดพันเป็นเดือนเขายังสู้ไหว นับประสาอะไรกับการสู้ศึกกับเมีย ทั้งเรื่องงานและเรื่องรักเขาล้วนทำได้ดีไม่ให้นางต้องผิดหวัง

“เจ้าจะได้รู้ว่าข้าไหวหรือไม่ไหว ถ้าเจ้าไม่ขอร้องให้พอ ข้าจะไม่เลิกรา”

“ท่านพี่ ท่านช่างคึกคักนักราวกับม้าศึกก็ไม่ปาน” เต้าเฟยยั่วยวน ทำให้หินผาหลอมละลายลงทีละน้อย

ยามอยู่บนเตียงร่วมรักกับนางลู่เคอตัวช่างแตกต่างจากยามปกตินัก เขาอ่อนโยน เอาอกเอาใจไม่รุนแรงเช่นครั้งแรก เต้าเฟยสัมผัสได้ว่าแม้เขาจะดูเหน็ดเหนื่อยกับการเคี่ยวกรำทหารใหม่มาทั้งวัน แต่เรื่องรบกับนางบนเตียง แม่ทัพใหญ่ก็ไม่ย่นย่อ มีกระบวนท่าใดก็จัดมาให้นางครบหมด ทั้งค่ำคืน

เสียงครางปนคำรามของบุรุษและสตรีดังอื้ออึงไปตลอดรัตติกาล จนในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ

“ท่านพี่ข้ายอมแพ้แล้ว ท่านลงไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

เต้าเฟยถึงได้พลิกกายนอนได้ แผ่นหลังของลู่เคอตัวเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เขาเดินไปหยิบผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตัวแล้วกลับไปนอนข้างๆนาง

“ยามศึกต่อให้เจ้ายกธงยอมแพ้ข้าศึกก็ไม่ปราณีเจ้าหรอก แต่ข้าเป็นสามีไม่ใช่ข้าศึกคืนนี้ข้าจะยอมถอยทัพกลับ”เขายิ้มแล้วนึกขันเมื่อเห็นร่างอรชรนอนผล็อยหลับซบอกอย่างหมดแรง

 

ยามเช้า เต้าเฟยและลู่เคอตัวตื่นขึ้นมากินอาหารเช้าด้วยกัน เต้าเฟยจึงพูดขึ้น

“ท่านพี่เมื่อวานข้าได้เทียบเชิญจากฮูหยินของท่านราชครูหลี่เชิญพวกเราทั้งสองคนไปงานดื่มน้ำชา ข้าคิดว่าจะไป ท่านพี่จะไปด้วยกันไหมเจ้าคะ” นางเปิดบทสนทนาขึ้น

ลู่เคอตัววางตะเกียบในมือลง แล้วยกชาขึ้นจิบกลั้วคอ “ไปเยี่ยมเยียนท่านราชครูบ้างก็ดี หลังจากเหตุการณ์ตอนนั้นที่พวกเราไปเฝ้าประตูมิติด้วยกัน ข้าเองก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับท่านราชครูอีกเลย ท่านราชครูเป็นผู้รอบรู้ด้านดาราศาสตร์ และยังมีความรู้เชี่ยวชาญอีกหลายด้านเจ้าคงคุยถูกคอ”

เต้าเฟยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นข้าจะตอบรับคำเชิญ แล้วให้พ่อบ้านหวังนำไปส่งนะเจ้าคะ อ้อ งานเลี้ยงมีวันพรุ่งนี้ ท่านพี่ไปได้ใช่หรือไม่”

“วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของข้าพอดี ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

“เจ้าค่ะ” เต้าเฟยตอบรับคำแล้วก็เหลือบเห็นว่าเขากินอิ่มพอดี ลู่เคอตัวลุกขึ้น เต้าเฟยจึงลุกตามไปส่งเขาที่หน้าประตูจวน

ลู่เคอตัวเหมือนมีอะไรจะพูดกับนาง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าไร้อารมณ์ดุจแท่งหินยังคงราบเรียบเหมือนเคยก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป

“แปลกจริงเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด” เต้าเฟยยกมือปิดปากหาว เดินกลับไปตรวจดูบัญชีรับจ่ายภายในจวนอีกนิดก่อนจะไปงีบนอน

ฟากลู่เคอตัวที่ควบม้าออกมาแล้ว ภายในใจสั่นไหวรุนแรง เขาหวั่นไหวตอนเห็นว่าเขากับนางทำเหมือนสามีภรรยาทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาประกาศว่าจะไม่ร่วมเตียงกับนาง แต่เป็นเขาเสียเองที่ต้อนให้นางมาร่วมเตียงกับเขา แล้วเขาเองก็เป็นฝ่ายปรนเปรอ คิดที่จะมอบลูกให้นาง

ชายชาติทหารไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย เขาวางทิฐิลง แล้วเลิกอคติกับนาง ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว นางเองก็ดูแลปรนนิบัติเขาอย่างดี การจะมีลูกด้วยกันก็ไม่แปลก อีกอย่างเขาเองก็อยากได้ลูกชายเพื่อให้สืบทอดสกุลลู่ต่อไป

เป็นลูกของเขาที่เกิดกับนางก็ไม่เลว

 

เช้าวันต่อมา เต้าเฟยออกมาจากห้องนอนพร้อมกับลู่เคอตัว เมื่อคืนเขาก็ร่วมรักกับนางจนเกือบทั้งคืนทำให้วันนี้ตื่นสายจนถึงเกือบเที่ยง ทั้งคู่กินอาหารเสร็จก็ขึ้นรถม้าไปจวนราชครูหลี่ เต้าเฟยมองหน้าลู่เคอตัวแล้วอดจะถามขึ้นไม่ได้

“นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เห็นฝ่าบาทและฮองเฮาทะลุมิติไปอนาคตได้ ตอนแรกข้ายังแทบไม่อยากเชื่อเลยนะเจ้าคะท่านพี่”

“เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากหากไม่เห็นด้วยตา โชคดีที่สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาทและฮองเฮาให้เสด็จกลับมาอย่างปลอดภัย”

“แต่ไม่รู้ว่าฮองเฮาหนิงซูเยว่ตัวจริงที่อยู่ในโลกอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้างนะเจ้าคะ” เต้าเฟยถามแล้วลอบสังเกตุอาการของลู่เคอตัว

จู่ๆเขาก็เงียบไป

         

กรุงเทพฯ  ปี ค.ศ 2018

อีกฟากของกาลเวลาหลังจากที่หงส์ตัวจริงอย่างฮองเฮาหนิงซูเยว่ยอมสละบัลลังก์ไม่ยอมก้าวผ่านอุโมงค์กาลเวลาเพื่อกลับไปเคียงคู่มังกรแห่งต้าชิง เพราะตระหนักอยู่แก่ใจว่าโอรสสวรรค์มีนางในพระทัยหนึ่งเดียวแล้วก็คือดั่งฝันสาวในยุคศตวรรษที่21 ที่ทะลุมิติย้อนกลับไปที่ต้าชิงสลับกับเธอที่เดินทางจากต้าชิงมายังยุคปัจจุบัน

ชีวิตนับต่อไปนี้จึงมีแต่อนาคตไร้ซึ่งอดีต วันนี้และต่อไปนี้เธอคือดั่งฝัน คอสตูมกองถ่ายละคร และจะครอบครองทุกอย่างของดั่งฝัน เธอตั้งใจจะทำมันให้ดีเฉกเช่นเดียวกับหน้าที่ที่เธอได้มอบหมายให้ดั่งฝันกลับไปทำแทนเธอ

รถซิตี้คาร์สีขาวขนาดกะทัดรัดกำลังขับเคลื่อนผ่านบ้านหลังคุ้นเคย บ้านของใครคนหนึ่งที่สำคัญกับเธอมากตั้งอยู่หัวมุมของต้นซอยนี้ ในขณะที่บ้านของเธออยู่หลังสุดท้ายของซอย

เขาคนนั้นก็คือเธียรธรรม ผู้ชายที่ช่วยให้เธอใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันได้อย่างไม่วิตกจริตไปก่อน ก็จะไม่ให้เธอตกใจได้อย่างไร จู่ๆก็มาโผล่ในยุคที่ไม่มีระบบศักดินาแล้ว ต้าชิงล่มสลายเหลือแต่อะไรนะ เธียรธรรมบอกเธอว่า ต้าชิงของเธอคือประเทศจีน กว่าเธอจะทำความเข้าใจกับอะไรต่างนานาได้ เธียรธรรมต้องใช้ความอดทนกับเธอมากทีเดียว เขาจึงเป็นคนสำคัญในใจเธอมากที่สุด

บ้านของเธียรธรรมครึ้มไปด้วยต้นไม้ที่เธอชอบ และที่สะดุดตามากที่สุดทุกครั้งที่ขับรถผ่านจะต้องเหลือบตาขึ้นมองคงเป็นต้นพวงครามที่กำลังออกช่อสีม่วงบานสะพรั่งในขณะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่

เจ้าของบ้านหลังนี้เคยบอกเธอว่าเขาชอบดอกพวงครามสีม่วงอ่อนตัดกับใบสีเขียวมองแล้วสบายตามันทำให้ชีวิตของเขารู้สึกสโลไลฟว์ขึ้นไม่ต้องเร่งรีบ เขานำมันมาจากอัมพวาเพื่อมาปลูกเอาไว้ที่บ้านหลังนี้ คราวแรกคิดว่ามันจะตายแต่แล้วมันกลับงามเลื้อยทอดยอดครอบคลุมหลังคาที่เขาให้ช่างมาต่อเติมออกมาจากตัวบ้านจนกลายเป็นซุ้มพวงคราม เขามักจะใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ทำงานในยามบ่ายเพราะเครื่องมือทำงานของเขามีเพียงชิ้นเดียวคือโน้ตบุคตัวบางที่เคลื่อนย้ายไปสถานที่ใดก็ได้  เธียรธรรมเคยบอกเธอว่าการนั่งเขียนบทท่ามกลางต้นไม้ สายตาได้สัมผัสกับธรรมชาติ หูได้ยินเสียงนกตัวเล็กๆ ร้องสลับกับเสียงน้ำตกจำลองที่เขาให้ช่างจัดสวนนำมาประดับไว้ในสวนหน้าบ้านมันให้ความสุนทรีย์ยิ่งนัก บางครั้งเมื่อยล้าก็ลุกไปเดินเล่นชมต้นไม้ ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้รอบๆ บ้านทำให้เขาคิดอะไรออกมากกว่าการนั่งในห้องทำงานติดเครื่องปรับอากาศที่สายตาเห็นแต่กำแพงทั้งสี่ด้าน ก่อนจะคิดนอกกรอบจำเป็นต้องออกมาจากกรอบสี่เหลี่ยมก่อน

ยิ่งนึกถึงเขาเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้น มันหนักหน่วงยิ่งกว่าการที่เคยได้เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ในวันแต่งงาน ดวงตากลมโตมองเข้าไปภายในรั้วบ้านแต่ไม่เห็นใคร เพราะเธียรธรรมไม่อยู่หลายวันแล้ว

สาเหตุที่ทำให้เขาไม่อยู่บ้านก็คือเธอเอง บางทีเธออาจจะมีแววเป็นนักแสดงละมั้งจึงตีบทแตกหลอกเขาว่าเธอไม่ใช่คนที่เขาคิดว่าใช่เสียแตกกระเจิงจนเขาเข้าใจผิดไปไกลคิดว่าตัวเธอข้ามกาลเวลากลับไปยังต้าชิงพร้อมองค์จักรรพรรดิแล้ว ส่วนคนที่อยู่ที่นี่คือดั่งฝันตัวจริง

ดั่งฝันตัวปลอมถอนใจ “คุณไปอยู่ไหนนะ เมื่อไหร่จะกลับมาคะเธียร ตัวไม่อยู่ โทรศัพท์ก็ปิด ติดต่อก็ไม่ได้”

ดั่งฝันนึกอยากจะปีนข้ามรั้วเตี้ยๆ ที่ทำด้วยไม้ระแนงสีขาวเข้าไปรดน้ำต้นไม้ให้เขาและเธอก็ทำเช่นนี้มาหลายครั้งเมื่อเห็นต้นอะเมซอนที่กำลังออกดอกสีขาวแต่ใบเรียวยาวของมันเริ่มเหี่ยว เธียรธรรมขอจอดรถแวะซื้อมันเมื่อหลายเดือนก่อนแถวย่านรังสิต

 แต่เมื่อมองนาฬิกาเธอก็ต้องหักใจไม่ลงไป เธอเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าที่เมืองไทยรถติดมากจะโอ้เอ้ชักช้าไม่ได้

เริ่มแรกของการใช้ชีวิตเป็นดั่งฝันคือต้องไปทำงานตรงต่อเวลา จะให้คนในกองถ่ายรอไม่ได้ ในเมื่อรับปากดั่งฝันตัวจริงเอาไว้แล้วว่าจะทำงานคอสตูมให้ดีเธอก็ต้องทำให้ได้ตามที่รับปาก เพราะในขณะเดียวกันดั่งฝันตัวจริงก็ไปทำหน้าที่ฮองเฮาแทนเธอ

ดังนั้นเธอก็จะไม่ทำให้ชื่อของดั่งฝันตกจากคอสตูมสุดปังเป็นคอสตูมสุดพังอีกเป็นครั้งที่สอง ตอนที่ได้พบกันครั้งนั้นเธอได้มอบหยกรูปหงส์ของรักของหวงให้กับดั่งฝันไป ดั่งฝันต้องรับภาระอันยิ่งใหญ่เป็นฮองเฮาเคียงข้างองค์จักรพรรดิแห่งต้าชิง ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่สำคัญ ดังนั้นรถยนต์คันเล็กจึงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างตัดใจ

สิ่งเดียวที่ดั่งฝันไม่ชอบในยุคนี้คงเป็นสภาพการจราจรที่แออัด เมื่อตัวเลขให้สัญญาณนับถอยหลังไปถึงศูนย์สัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้นดั่งฝันก็ขับต่อไปอย่างรวดเร็วและมาถึงสถานที่นัดหมายได้อย่างทันเวลา หมู่บ้านหรูหราใจกลางเมืองไม่ทำให้เธอหลงทางอีกแล้วแม้ไม่ได้กดตั้งจีพีเอสก็ตาม ความดีนี้ต้องยกให้เธียรธรรมที่สอนให้เธอขับรถยนต์เป็นเมื่อหลายเดือนก่อนและเป็นเพื่อนร่วมทางนั่งติดรถมาด้วยทั้งเช้าเย็นในวันที่เธอต้องขับรถยนต์เข้าเมืองเพื่อไปทำงาน

เมื่อรถคันเล็กเคลื่อนเข้ามายังหมู่บ้านหรูใจกลางเมืองที่หน้าบ้านหลังใหญ่มีรถตู้กองถ่าย ต่อด้วยรถโอบีทีจอดเรียงรายอยู่หลายคันอันเป็นภาพที่เริ่มคุ้นชินตาเวลามาที่นี่ และรถยนต์อีกหลายคันคงเป็นของทีมลำดับภาพ ทีมเขียนบท และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นคนทำงานด้านคอสตูมอย่างเธอที่จะต้องเข้ามาพูดคุยกับผู้กำกับก่อนที่จะเริ่มวางคิวถ่ายทำ งานนี้ถือว่าเป็นงานแก้มือเพื่อให้ชื่อเสียงของดั่งฝันกลับมาเป็นคอสตูมสุดปังอีกครั้ง เธอจึงเตรียมตัวมาอย่างดีหลังจากได้รับบรีฟจากผู้กำกับไปบ้างแล้ว

เมื่อย่างก้าวเข้าไปยังรั้วบ้านหลังใหญ่สองชั้น เธอก็มองเห็นความอลังการของบ้านเต็มตา ทางปีกขวาของบ้านถูกสร้างเป็นออฟฟิศไว้สำหรับทำงาน ทางด้านซ้ายเป็นลานโล่ง เธอเห็นกลุ่มนักแสดงหญิงชายกลุ่มใหญ่อยู่ในชุดทะมัดทะแมงนั่งล้อมวงฟังครูสอนการแสดงคนดังอย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กสาวที่ได้รับคัดเลือกมาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ล้วนหน้าตาสวยสดใส จิ้มลิ้ม พริ้มเพราแต่ใครคนหนึ่งสวยโดดเด่นออร่าแรงจนเตะตาทำให้ดั่งฝันต้องเพ่งมอง

เด็กสาวคนนั้นส่งยิ้มหวานมาให้เธอเช่นเดียวกันแต่ความรู้สึกเป็นมิตรนั้นกำลังถูกทำร้ายเมื่อเสียงแหลมของใครคนหนึ่งดังขึ้น

“หลันหลัน ถ้าเธอไม่ใส่ใจการแสดงฉันจะบอกผู้กำกับให้คัดตัวเธอออก อย่าคิดว่าเป็นตัวเต็งนางเอกเรื่องนี้แล้วเธอจะได้คัดเลือก ถ้าฉันขวางสักคนอย่าหวังจะปัง”

“ขอโทษค่ะคุณอริญ”

ดั่งฝันเลิกคิ้วมองด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ นักแสดงสาวชื่อดังคนนั้นทำท่าทางวางอำนาจน่ารังเกียจ แต่แล้วข้อมือเรียวที่สวมกำไลหยกแดงศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านกู้ม่านเอ่อจินอดีตแม่ทัพแห่งกองแปดธงผู้เป็นบิดาของเธอมอบให้ไว้ ยังเป็นของติดตัวเพียงชิ้นเดียวที่ทำให้เธอลำลึกได้ว่าเธอมาจากสมัยราชวงศ์ชิงการย้อนยุคเคยเกิดขึ้นจริงไม่ใช่เพียงตำนาน

การอุ่นขึ้นของหยกแดงนั่นเป็นสัญลักษณ์ว่าบริเวณนี้มีสิ่งมีชีวิตที่อาจไม่ใช่คนวนเวียนอยู่ หยกแดงนี้บิดาเธอได้มาจากนักพรตรูปหนึ่งมันถูกกำกับด้วยคาถา เธอไม่คิดว่ามันจะเรืองแสงได้อีก ในยุคนี้ซึ่งไม่น่าจะมีปีศาจตนใดหลงเหลืออยู่แล้ว

“เอาล่ะเด็กๆ ไปพักกันได้ ยกเว้นเธอหลันหลัน นั่งท่องบทไปไม่ต้องไปพัก” เพราะคลาสเรียนในวันนี้ไม่ใช่คลาสเรียนของนักเรียนการแสดงทั่วไปแต่เป็นคลาสพิเศษที่ได้เชิญดาราสาวชื่อดังเจ้าของตุ๊กตาทองฝังเพชรสองปีซ้อนมาสอนเรื่องการแสดง

          อรอริญคือดาราสาวเจ้าบทบาทที่ถูกเทียบเชิญจากผู้กำกับให้ช่วยมาสอนการแสดงแก่นักแสดงน้องใหม่ในเรื่องนี้ซึ่งเป็นละครโปรเจคพิเศษแห่งปีแนวแฟนตาซีที่ทางช่องไม่เคยทำมาก่อน

          “เธอใช่ไหมที่ดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ค่ายละครนี้” ดั่งฝันงุนงงในทีแรกที่ถูกถามแต่ก็ตอบกลับไปได้ทันท่วงที

          “ใช่ ค่ะ ฝันได้รับมอบหมายให้ดูแลเสื้อผ้าในกองละครเรื่องนี้ ยินดีที่ได้รู้จักคุณอรอริญนะคะ ตัวจริงสวยมากๆ สวยกว่าในโทรทัศน์หลายเท่า” เธอพอจะรู้การวางตัวนักแสดงเรื่องนี้มาบ้างแล้วแต่ไม่เห็นมีชื่อดาราสาวเจ้าบทบาทเล่นเรื่องนี้

          “เรื่องนี้เรายังไม่ได้เจอกัน แต่ฉันรับละครเรื่องฮองเฮาเขย่าบัลลังก์ โปรเจคร่วมทุนละครไทย-จีน ซึ่งฉันต้องการให้คนเขียนบทเรื่องฮองเฮาเขย่าบัลลังก์เป็นคุณเธียรธรรมเท่านั้นแต่ได้ยินว่าเขาไม่ยอมรับงาน” ท่าทางของนักแสดงสาวเจ้าบทบาทบ่งบอกว่าไม่พอใจนัก

          “ตอนนี้คุณเธียรคงพักรับงานมั้งคะหลังจากเขียนบทเรื่อง รักนี้ไม่มีหางจบ เขาก็หายไป ฉันเองก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่ไหน” เพราะเธอเองก็ตามหาอยู่แต่ยังหาไม่เจอ

          “เธอต้องหาเขาให้เจอและต้องทำให้เขาเขียนบทให้ฉันให้ได้”

          คำขอร้องที่ฟังแล้วดูจะเป็นคำสั่งเสียมากกว่าทำให้ดั่งฝันผงะ ยิ่งสบตาอรอริญยิ่งรู้สึกราวกับกำลังถูกมนต์สะกด

          “ฉันจะบอกเธอว่าเขาอยู่ไหน ส่วนเธอมีหน้าที่ไปตามหาเขากลับมา แล้วทำให้เขายอมเขียนบทในละครเรื่องใหม่ที่ฉันจะเล่นเป็นนักแสดงนำเข้าใจไหม”

          “คุณรู้เหรอคะว่าคุณเธียรอยู่ที่ไหน”

          อรอริญเดินเข้ามาใกล้ดั่งฝัน ดวงหน้าสวยเฉี่ยวโน้มเข้ามาใกล้แล้วกระซิบบอกที่อยู่ของเธียรธรรม “ฉันรู้มากกว่าที่อยู่ของเขา แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าเธอมาจากไหน...สนุกไหมกับการเป็นฮองเฮาหลงยุค”

          “คุณอริญ! คุณเป็นใครกันแน่”

          ดั่งฝันไม่ทันได้คำตอบนักแสดงสาวเจ้าบทบาทก็พาร่างเย้ายวนเดินจากเธอไปแล้ว สถานที่ที่อรอริญกระซิบบอกและสั่งให้เธอไปตามหาเธียรธรรมเธอไม่รู้ว่าจะเชื่อได้ไหม แต่คงถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องสารภาพความจริงและสารภาพความในใจที่มีต่อเขา

 

          กลับมาที่อีกฟากของกาลเวลา เต้าเฟยตีต้นแขนของลู่เคอตัวเบาๆ ร่างกำยำสะดุ้งเหมือนหลุดออกจากภวังค์

          “ข้าแค่เอ่ยถึงคนรักเก่า ท่านพี่ถึงกับเงียบงันราวกับต้องมนต์เชียวนะเจ้าคะ”

เขาเงียบไปนานเพราะไม่เข้าใจว่าหนิงซูเยว่เหตุใดยอมทิ้งบัลลังก์หงส์และเลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่อีกฟากของกาลเวลาที่แตกต่างจากที่นี่อย่างสิ้นเชิงไม่ใช่เพราะว่าคิดอะไรลึกซึ้งแบบที่ฮูหยินของเขากำลังเข้าใจผิด

 “ฝ่าบาทตรัสว่าได้พบกับฮองเฮาหนิงซูเยว่ที่ไปอยู่ในโลกอนาคต ฮองเฮาหนิงซูเยว่ไม่มีอะไรให้พวกเราจำต้องเป็นห่วงอีกต่อไป นางมีบุรุษคอยดูแลแล้ว และนางก็เลือกที่จะอยู่ในอนาคตกาลนั้นด้วยตัวนางเอง”

เต้าเฟยจับน้ำเสียงของลู่เคอตัวได้ว่ามีแววเจ็บปวดแกมเป็นห่วงอยู่ในนั้น บุรุษที่ว่าคงเป็นชายคนรักของฮองเฮาหนิงซูเยว่ตัวจริง นางไม่รู้ว่านางควรรู้สึกอย่างไรดีกับสิ่งที่สามีแสดงออก แต่ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา เขาร่วมเตียงกับนางแต่นั่นทำเพื่อตอบสนองที่นางปลุกเร้า เรียกร้องจากเขาใช่หรือไม่ เขาคงทำตามความต้องการส่วนลึกของบุรุษ แต่ลึกๆแล้วเขาคิดอะไร คิดถึงใคร นางไม่อาจล่วงรู้ได้ ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าตอนที่เขาอยู่กับนางเขาคิดถึงภาพใครอยู่

“ฮองเฮาหนิงซูเยว่ตัวจริงนางมีบุรุษที่รักนางแล้ว เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากเลยนะเจ้าคะ” เต้าเฟยพยายามพูดให้สามีตัดใจจากหญิงที่เขาแอบรัก นางส่งยิ้มหวาน ช้อนตามอง

“ข้าไม่รู้” ลู่เคอตัวตอบแบบนั้นเพราะไม่รู้จริงๆว่าบุรุษคนนั้นดีจริงหรือไม่ ขณะที่รถม้าวิ่งเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆไม่รู้ว่าเหยียบเข้ากับอะไรถึงได้สะดุดไปจังหวะหนึ่ง คาดเดาว่าคงเป็นก้อนหิน เต้าเฟยถอนใจรถม้าที่วิ่งไปเหยียบก้อนหินนั้นก็เหมือนจิตใจของนางตอนนี้ที่สะดุดกับท่าทีเย็นชา หมางเมินจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี

แต่กระนั้นนางกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจจนอยากร้องไห้ฟูมฟาย ในทางตรงกันข้าม นางเข้าใจเขา เขาไม่เต็มใจแต่งงานกับนางเสียหน่อยจะให้เขารักทนุถนอมได้อย่างไร ไม่แน่ว่าต่อไปในวันข้างหน้า เมื่อนางได้ลูกชายสมความปรารถนาแล้วนางกับเขาอาจไม่ได้ร่วมชีวิตคู่กันอีก นางก็จะกลับเผ่าของนาง ส่วนเขานางเองก็คงไม่ต้องสนใจอยากรู้ว่าเขาจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก

ลู่เคอตัวไม่มีทางรู้ว่าเต้าเฟยคิดอะไรอยู่ เขาเองก็ไม่ถนัดคาดเดาอารมณ์สตรี กระทั่งรถม้ามาถึงจวนราชครูหลี่ องค์รักษ์ที่ขี่ม้าตามมาก็ลงมาเปิดประตูให้ ลู่เคอตัวในชุดผ้าต่วนสีเขียว สีเดียวกับเต้าเฟยก็ลงมาพร้อมกัน มองเข้าไปในจวนที่ตอนนี้คึกคักเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย ลู่เคอตัวก็หันมาพยักหน้าให้เต้าเฟยเดินตาม

ทันทีที่เข้ามาถึงหน้าโถงรับแขก ทั้งราชครูหลี่และฮูหยินก็เดินออกมาต้อนรับแม่ทัพใหญ่และฮูหยินด้วยตัวเอง ใบหน้าของราชครูหลี่ปิติยินดีมากกว่าใคร

“คำนับท่านราชครูหลี่/คำนับท่านราชครูหลี่เจ้าค่ะ” สองสามีภรรยาสกุลลู่เอ่ยคำนับพร้อมกัน จากนั้นหันไปทางฮูหยินของราชครูหลี่ที่ยืนผลิยิ้มอยู่ใกล้ๆ นางเป็นสตรีวัยเกือบสี่สิบที่ยังดูงดงามชวนมอง “คำนับฮูหยิน”

“ขอบคุณท่านทั้งสองที่มางานจิบน้ำชาเล็กๆของข้า” นางกล่าวอย่างถ่อมตน

“หามิได้เลยฮูหยินหลี่ งานนี้จัดได้น่าชมยิ่งนัก”

“ชมเกินไปแล้วท่านแม่ทัพลู่” นางยิ้มน้อยๆอย่างคนเจนจัดในการออกงาน ชำเลืองมองสายตาของสามีก็รู้ว่าคงมีเรื่องพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่แห่งต้าชิง นางจึงชักชวนสตรีด้วยกันออกไป “ได้ยินว่าท่านราชครูหลี่บ่นคิดถึงท่านแม่ทัพลู่อยู่บ่อยๆคงมีเรื่องให้คุยกันมากมาย ถ้าอย่างนั้นฮูหยินลู่ไปดื่มน้ำชาแล้วก็สนทนากับข้าที่สวนเหมยด้วยกันดีไหม”

เต้าเฟยเองก็รู้มารยาทและธรรมเนียมดี นางตอบรับอย่างไม่รอช้า แต่ไม่ค่อยแช่มช้อยเท่าใดนัก

“ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ เชิญฮูหยินนำทางข้าด้วย”

ฮูหยินผู้มีอาวุโสมากกว่าอมยิ้มน้อยๆ แล้วออกเดินนำ นางไม่เคยเห็นสตรีใดดูห้าวหาญเหมือนบุรุษเช่นนี้แต่จะว่าไปก็ดูเหมาะสมกับท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าชิงเช่นกัน ระหว่างที่เดินนำไปนางก็ลอบสังเกตสตรีต่างแคว้นที่อยู่ด้านหลังไปด้วย

แม่ทัพลู่เคอตัวหล่อเหลา เก่งกาจ น่าเกรงขาม มีบ้านสกุลใหญ่หลายบ้านต้องการให้ลูกสาวแต่งให้กับแม่ทัพลู่แต่ใครๆก็รู้ว่าแม่ทัพลู่ไม่สนใจสตรีใดนอกจากบุตรสาวอดีตท่านแม่ทัพใหญ่กู้ม่านเอ่อจินนามว่าหนิงซูเยว่เท่านั้น แต่ความรักกลับไม่มีทางเป็นไปได้เพราะนางได้แต่งเข้าราชวงศ์เป็นฮองเฮาขององค์จักรพรรดิไปแล้ว

หลังจากนั้นแม่ทัพลู่ก็ครองตนราวนักพรตเรื่อยมาไม่ตบแต่งกับสตรีนางใด แต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีข่าวคาวกับสตรีเพศเพราะไม่นานก็มีข่าวแม่ทัพลู่และสตรีที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยเกิดขึ้น ฮูหยินหลี่ถอนใจ ข่าวคาวก็พูดกันไป จริงเท็จแค่ไหนไม่มีใครรู้

ตอนฮูหยินหลี่คิดมาถึงตรงนี้นางก็เดินมาถึงสวนดอกเหมยพอดี นางหันมายิ้มให้เต้าเฟย แล้วจูงมือไปเข้าวงสนทนากับบรรดาสตรีที่รวมกลุ่มกันอยู่ก่อนแล้ว

“ฮูหยินลู่เชิญทางนี้ ข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักกับทุกคน”

“ลำบากท่านแล้วเจ้าค่ะ”

ตอนเต้าเฟยเดินเข้าไปนางเห็นกลุ่มบุปผางามกำลังคุยกันอย่างออกรส เห็นแล้วก็น่าเบื่อ ยืนคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เรื่อยไปจนถึงเรื่องในจวนของคนอื่น นางไม่เห็นชอบการเข้าสังคมเช่นนี้ มิสู้อยู่ที่จวนแล้วศึกษาตำราอาวุธยังสนุกเสียกว่า แต่นางก็ยังทำตัวเป็นไผ่ลู่ลมโอนอ่อนผ่อนตาม ผลิยิ้มอ่อนหวานจนหิมะละลาย

“ทุกคน นี่คือฮูหยินลู่ ฮูหยินลู่ ข้าจะแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือฮูหยิน...” ฮูหยินเจ้าของจวนแนะนำสตรีที่บ้างแต่งงานแล้ว บ้างก็ยังไม่ออกเรือนให้เต้าเฟยรู้จักจนครบทุกคน มาถึงคนสุดท้ายที่เพิ่งหันใบหน้ามาให้นางมองชัดๆ

ใบหน้านั้นสวยสะคราญ แต่แววตาคมเฉียบ ริมฝีปากก็อิ่มบาง รวมๆกันแล้วดูสวยบาดใจเหมือนดอกไม้ที่มีคม ไม่รู้ว่านางเป็นใครกัน เต้าเฟยสนใจ

“ฮูหยินลู่ ท่านนี้คือฮูหยินโจว จวนของนางอยู่ใกล้ๆกับจวนของท่านไม่ทราบว่าเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”

เต้าเฟยมองสตรีตรงหน้าที่ผลิยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า “ข้าเพิ่งแต่งเข้าจวนท่านแม่ทัพไม่นาน จึงยังไม่เคยพบฮูหยินโจวเลยเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นก็รู้จักกันวันนี้ พวกเราคนกันเองทั้งนั้น เชิญดื่ม เชิญชมการแสดงกันได้ตามสบาย” ฮูหยินเจ้าของจวนเอ่ยเสียงเนิบนาบ นางเชื้อเชิญทุกคนแล้วหันไปสั่งบ่าวไพร่ให้ไปจัดเตรียมน้ำชา ขนม มาให้พร้อมเพรียง ในงานเลี้ยงนี้แยกฝั่งหญิงชายชัดเจนไม่ปะปนกัน ฝั่งบุรุษนั้นราชครูหลี่ก็ดูแลรับรองไป ฝั่งสตรีนางก็ดูแลอยู่

เต้าเฟยหาที่นั่งได้แล้ว กำลังหยิบน้ำชากับขนมมากิน ร่างของสตรีที่เพิ่งทักทายกันไปเมื่อครู่ก็เดินมานั่งข้างๆ

“ข้ายินดีนักที่ได้พบกับฮูหยินลู่วันนี้ ท่านคงไม่รังเกียจที่ข้าจะนั่งคุยด้วย”

มือเรียวยาวของเต้าเฟยวางขนมลงที่เดิม ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปากด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งหมดอยู่ในสายตาของฮูหยินโจวที่มองอาการทุกอย่างไว้

“ข้าไม่รังเกียจ เชิญฮูหยินโจวตามสบาย”

เต้าเฟยลอบมองสตรีตรงหน้าที่หยิบขนมในจานของนางขึ้นมาถือไว้ในมือ การทำแบบนี้ถือว่าผิดมารยาทยิ่งนัก หรือนางต้องการอะไรกันแน่ ดูเผินๆนางน่าจะมีอายุมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นนางน่าจะรู้ธรรมเนียมดี อีกทั้งก็แต่งงานไปแล้วยิ่งต้องเคร่งครัดธรรมเนียมมากขึ้น

มาแบบนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ เต้าเฟยคิดแล้วระวังตัวมากขึ้น

“ขนมชิ้นนี้ข้าขอได้ไหม อันที่จริงตอนฮูหยินหลี่แนะนำข้าให้ท่านรู้จัก ฮูหยินหลี่ไม่ได้บอกท่านให้ชัดเจนว่าสามีของข้าอดีตเจ้ากรมพิธีการนั้น เขาได้ป่วยตายไปนานแล้ว ข้าเป็นฮูหยินม่ายไร้บุตร อยู่ดูแลจวนคนเดียวมาหลายปี ไร้เพื่อนพูดคุย เมื่อก่อนข้าสนิทกับแม่ทัพลู่มากแต่พอแม่ทัพลู่ไปชายแดนก็ไม่ได้พบกันอีก น่าเสียดายนัก”

เต้าเฟยเงียบและพยายามจะจับประเด็น

“ท่านคงสงสัยว่าข้าพูดเพื่ออะไร ข้าอยากจะบอกว่าต่อไปหากท่านได้ยินข่าวลืออะไรก็อย่าเชื่อ ข้าเองตั้งแต่มีข่าวลือเรื่องนี้เกิดขึ้นก็ไม่อยากไปไหนเก็บตัวเงียบอยู่ที่จวนแต่ว่าที่มางานนี้เพราะข้าสนิทกับฮูหยินหลี่จึงตอบรับคำเชิญของนาง”

“ข่าวลือเรื่องใดกัน ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน” เต้าเฟยถาม

“ข่าวลือเรื่องข้ากับท่านแม่ทัพอย่างไรล่ะ นี่ท่านไม่เคยได้ยินหรอกหรือ งั้นข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านตกใจ”

เต้าเฟยเบ้หน้า นางตั้งใจมาพูดให้ระแวงอยู่แล้วยังมาขอโทษทำไมกัน สตรีนางนี้ช่างร้ายกาจ น่ารังเกียจนัก คิดจะทำอะไรกันแน่

“มิเป็นไร ข้าไม่โกรธท่านหรอกเจ้าค่ะ ในเมื่อท่านหวังดีมาเตือน ข้าก็จะรับฟังไว้ แต่ในเมื่อท่านบอกว่าเป็นข่าวลือข้าก็จะไม่สนใจอีก เพราะนั่นหมายถึงไม่ใช่เรื่องจริง”

เต้าเฟยไม่อยากสนทนาด้วยจึงลุกขึ้น ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน เสียงไม่ดังไม่เบาจากปากของฮูหยินโจวก็ดังขึ้น

“ข่าวลืออาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ ท่านไม่ฟังไว้หน่อยหรือ”

เต้าเฟยหันกลับมาช้าๆ มองสตรีตรงหน้าขึ้นลง “ข้าไม่ชอบฟังเรื่องเล่าเช่นนี้ต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท”

นางพูดชัดถ้อยชัดคำหน้าตาบอกว่าไม่แยแสแล้วหมุนตัวเดินจากไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นสายตาของบุปผางามกลุ่มหนึ่งมองหน้านางแล้วหันไปซุบซิบกัน เต้าเฟยขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าด้วยความรำคาญ นางเดินไปหาที่นั่งมุมหนึ่งลับตาคน ตั้งใจรอเวลาสักครู่แล้วจะไปชวนลู่เคอตัวกลับแต่หูก็แว่วเสียงของสตรีคุยกัน

“เมื่อครู่เจ้าได้เห็นเรื่องสนุกไหม ฮูหยินลู่คนนั้นคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคุยกับชู้รักของสามี น่าสงสารนางนะยังคุยโดยไม่รู้ตัว”

“ใช่ ใครๆในเมืองก็รู้กันทั่วว่าฮูหยินโจวลอบมีสัมพันธ์กับแม่ทัพลู่ อย่างว่าฮูหยินโจวนางสวยสะคราญปานนั้น ได้ยินว่าตอนสามีนางอยู่ก็หลงใหลนางมาก นางคงมีฝีมือมากทีเดียวเชียวล่ะ”

“ถ้าไม่ใช่ว่าบิดาของนางยกนางให้เจ้ากรมพิธีการ นางคงเก็บตัวไว้รอท่านแม่ทัพ”

“จะรอได้อย่างไรตอนนี้ท่านแม่ทัพก็มีฮูหยินแล้ว นางคงเป็นได้แค่ชู้รักต่อไปนั่นแหละ น่าขบขันนัก”

เต้าเฟยได้ยินทั้งสองคนหัวเราะแล้วเงียบเสียงไป ที่แท้ข่าวลือที่ว่าก็คือเรื่องนี้นั่นเอง นางเดาได้แต่แรกแล้วเพียงแต่ไม่แน่ใจ นางเดินเร็วๆออกจากที่นั่งไปด้านหลังคนทั้งสอง

“แม่นางทั้งสองโปรดหยุดก่อน”

สตรีทั้งสองหันหน้ามาแล้วต้องตกใจหน้าซีดเผือด แลกสายตากันก่อนจะอ้าปากถาม

“ฮูหยินลู่นั่นเอง มีอะไรรึ ถึงเรียกพวกเราไว้”

เต้าเฟยยิ้มแล้วเดินไปใกล้ๆ “พวกท่านรู้อะไรไหมที่เผ่าของข้านั้น หากมีใครพูดจานินทาคนอื่น หากถูกจับได้ก็จะถูกนำตัวไปบีบลิ้นให้พูดไม่ได้ไปสามวัน เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินพวกท่านนินทาข้ากับสามีข้า ข้าจะไปบอกท่านแม่ทัพให้จัดการพวกท่านด้วยวิธีบีบลิ้นดีไหมนะ” เต้าเฟยพูดจบก็ทำท่าจะผละไป

“อ๊ะ เดี๋ยวก่อน”

เต้าเฟยหยุดมองพวกนาง

พวกนางสองคนไม่เคยได้ยินวิธีการทรมานแบบนี้ ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ด้วยความเป็นสตรีที่อยู่แต่ในบ้านจึงไม่ไตร่ตรองอะไรมากรีบร้องห้ามด้วยความกลัว

“ฮูหยินลู่ ได้โปรดอย่าไปบอกท่านแม่ทัพเลยนะเจ้าคะ พวกข้าขอร้อง พวกข้าปากมากพูดไม่ดีเอง พวกข้าสองคนขอโทษก็ได้”

ทั้งสองคนแทบจะประสานเสียงพูดคำๆเดียวกัน

“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องไปบอกท่านแม่ทัพให้รู้ว่ามีคนพูดถึงลับหลังแบบนี้ ท่านแม่ทัพต้องเหน็ดเหนื่อยกับการสู้รบเพื่อพิทักษ์ดินแดนต้าชิงแต่คนที่อยู่ด้านหลังอย่างสุขสบายกลับพูดถึงเขาแต่เรื่องไม่ดี ข้าไม่สงสารท่านแม่ทัพแต่เวทนาพวกท่านมากกว่า”

“พวกข้าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่พูดอีก พวกข้าให้สัญญา”

เต้าเฟยใช้ความเงียบกดดันต่อไป ทำท่าจะเดินหนีแต่ถูกพวกนางรั้งไว้ด้วยเสียงอันดังกว่าเก่า

“เดี๋ยวก่อน พวกข้ายอมรับผิดแล้ว ฮูหยินลู่โปรดอภัยให้พวกเราด้วย เราก็แค่ได้ยินคำเล่าลือเลอะเลือนมาแล้วจึงมาคุยต่อไม่มีเจตนาร้ายอย่างอื่นเลยจริงๆนะ”

ครั้งนี้สตรีทั้งสองคนถึงกับยอมนั่งคุกเข่าแล้วดึงมือนางไปกุมไว้คนละข้าง สงสัยจะกลัวถูกบีบลิ้นจนพูดไม่ได้ เต้าเฟยอมยิ้ม แต่ยังตีสีหน้าเคร่งขรึม

“เห็นแก่พวกท่านที่สัญญาแล้วว่าจะไม่พูดอีก ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับท่านแม่ทัพก็ได้ ในจวนแม่ทัพมีบทลงโทษกับคนทำผิดมากมายแต่ละวิธีล้วนรุนแรงน่ากลัว ข้าเองก็ไม่อาจทนเห็นสตรีบอบบางอย่างพวกท่านต้องทนทุกข์ทรมานได้ เอาเถอะ วันนี้ข้าจะไม่เอาเรื่อง”

พวกนางสองคนพอได้ยินคำนี้ก็เหมือนเห็นเต้าเฟยเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ลงมาโปรด

“ขอบคุณฮูหยินลู่มาก” เต้าเฟยรับคำเบาๆในลำคอแล้วดึงมือที่ถูกกอบกุมคืนกลับมาช้าๆ หมุนตัวจากไปราวกับเป็นเทพเซียน ทิ้งสตรีเบื้องหลังให้มองอย่างหวาดหวั่น

นางอมยิ้มอย่างอารมณ์ดีมาตลอดทาง แค่หลอกว่าบีบลิ้นก็เชื่อเสียแล้ว สตรีพวกนี้ขี้กลัวเสียจริง แต่พอมาคิดอีกทีอ้างถึงจวนแม่ทัพใหญ่ใครบ้างจะไม่กลัว แต่พอคิดถึงคนที่เป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้นางต้องขายหน้านางก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้

ลู่เคอตัวที่แท้ท่านก็เจ้าชู้ไม่เบา มีสัมพันธ์กับฮูหยินม่ายคนหนึ่งทีเดียว ไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนี้ ท่านทำเป็นรักเดียวใจเดียวครองตัวเป็นโสดทำให้ข้าเข้าใจผิดมาเสียนานว่าเป็นเอกบุรุษ ใต้หล้าหาได้เพียงหนึ่งเดียว หรือคิดอีกทีเขาจะไม่ได้ทำ เต้าเฟยสับสนว้าวุ่นอยู่ในใจ ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินเรื่องฉาวคาวโลกีย์เช่นนี้มาก่อน สตรีมีเงิน มีอำนาจหลายคนหลังจากสามีวัยชราตายพวกนางก็มักซื้อบุรุษให้มาอยู่ด้วย หรือไม่ก็ลอบมีชู้ ดังนั้นเรื่องลู่เคอตัวกับฮูหยินม่ายคนนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นคู่แรกที่ลอบมีสัมพันธ์ไม่เหมาะสม แต่ที่นางสนใจคือเป็นเรื่องจริงหรือไม่

นางไม่สนใจอดีต แต่นางสนใจปัจจุบันมากกว่า นางอยากฟังเขาอธิบายเรื่องนี้แต่นางจะเริ่มต้นอย่างไรดี เต้าเฟยคิดทบทวนไปมาอยู่ในใจ แล้วมุ่งหน้าไปหาคนที่ทำให้นางปวดหัวแทนที่จะมีความสุขกับการดื่มชาชมเหมย

 

ฝ่ายลู่เคอตัวยังคงสนทนากับราชครูหลี่ในห้องทำงาน

“ข้าได้ยินมาว่าประตูสุสานมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นไม่รู้ว่าท่านได้ยินข่าวมาบ้างหรือไม่แม่ทัพลู่”

“ข้าไม่รู้ข่าวนี้เลยท่านราชครูหลี่ ข้าไปชายแดนเสียนาน เพิ่งจะกลับมาเมืองหลวงก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานเสียก่อน”

ราชครูหลี่พยักหน้า รับคำในลำคอ “อืม ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นท่านคงเพิ่งได้ยินเรื่องนี้จากปากข้า ข้าส่งทหารที่ไว้ใจได้คอยไปสอดส่องดูไว้ตลอด หากมีความคืบหน้าอะไร พวกเขาจะรีบกลับมารายงาน”

“ไม่ทราบว่าสิ่งผิดปกติที่ท่านราชครูพูดถึงเป็นสิ่งใดกัน หากเป็นประตูมิติเปิดออกอีก จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าฮองเฮาหนิงซูเยว่ตัวจริงจะกลับมาที่ต้าชิงแห่งนี้” ลู่เคอตัวคาดการณ์ไปตามเหตุและผลเท่านั้น

เขาเองไม่รู้หรอกว่าหลังประตูมิตินั่นมีอะไรซ้อนทับกันอยู่ เขาแค่สงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าฮองเฮาหนิงซูเยว่จะกลับมา

“ข้ารับรายงานมาเพียงว่ามีหมอกควันขึ้นจางๆ และมีลมพัดแรงหอบใหญ่พัดมาระลอกหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

สำหรับราชครูหลี่อาจมองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ลู่เคอตัวกลับรู้สึกอยากไปดูให้เห็นกับตา

“เรื่องนี้เกิดขึ้นนานหรือยังขอรับท่านราชครู แล้วทหารที่ดูแลประตูสุสานได้ตรวจตราโดยรอบหมดแล้วใช่หรือไม่”

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ข้าถามจากทหารแล้ว พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ตรวจตราดูโดยรอบแล้วแต่ไม่พบเห็นใคร หรือสิ่งผิดปกติใดๆ”

“ข้าอยากจะไปดูด้วยตาตัวเอง ท่านราชครูหลี่คงไม่ว่าหากข้าจะขอลากลับก่อน”

ราชครูเฒ่ารู้มาบ้างว่าแม่ทัพหนุ่มมีใจผูกพันกับฮองเฮาหนิงซูเยว่ตัวจริง จึงไม่คิดรั้งไว้ เขาลุกขึ้นยืนเพื่อส่งแขกที่มีท่าทางอยากจะไปให้ถึงประตูสุสานโดยเร็ว

“เชิญท่านแม่ทัพตามสบาย”

ลู่เคอตัวทำมือคำนับแล้วหมุนตัวกลับออกมา ทันทีที่เปิดประตูก็พบว่ามีร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าพอดี นางเงยหน้าขึ้นมอง

“ท่านพี่ ข้าจะมาบอกท่านว่าอยากจะกลับจวนพอดี”

ลู่เคอตัวไม่แน่ใจว่านางได้ยินอะไรหรือไม่ เขาเพ่งมองนางครั้งหนึ่ง เห็นว่านางไม่มีท่าทีผิดปกติ ยังยิ้มหวานให้เขาแล้วยังทำท่าบิดขี้เกียจคล้ายคนเบื่อหน่ายกับการต้องอยู่ในงานเลี้ยงน่าเบื่อสักงานหนึ่ง

“ข้าจะกลับพอดี งั้นเรากลับกันเถอะ”

“เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอลาท่านราชครูหลี่ก่อนนะเจ้าคะ”

ท่านราชครูหลี่เดินมาถึงพอดี เต้าเฟยจึงยกมือคำนับ แล้วเดินตามหลังลู่เคอตัวกลับออกไป ทว่ากำลังผ่านหน้าประตูใหญ่ของจวน เต้าเฟยก็เห็นว่าลู่เคอตัวหยุดยืนกะทันหัน นางชะงักฝีเท้าแล้วมองต้นเหตุที่ทำให้ลู่เคอตัวหยุดเดิน

เป็นฮูหยินโจวนั่นเองที่ยืนมองอยู่ เต้าเฟยมองลู่เคอตัวที่ยืนนิ่ง นางมั่นใจว่าเขาเห็นฮูหยินโจวแล้ว

“คารวะท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ” ฮูหยินโจวเดินเข้ามาคำนับ ช้อนสายตามองลู่เคอตัวแน่วนิ่ง

เต้าเฟยไม่เห็นว่าลู่เคอตัวมีสีหน้าอย่างไร เพราะนางยืนอยู่ด้านหลัง แต่เพียงไม่ถึงครึ่งเค่อ ร่างองอาจของแม่ทัพหนุ่มก็หันกลับมาแล้วจับมือนางไปกุมไว้

“เฟยเอ๋อ นี่คือฮูหยินโจว พวกเจ้ารู้จักกันหรือยัง ฮูหยินโจวเป็นภรรยาของเพื่อนสนิทข้าเอง”

“ข้ารู้จักนางแล้วเจ้าค่ะท่านพี่” เต้าเฟยเข้าใจสถานการณ์ดี นางยิ้มแย้ม แช่มช้อยตอบ

“ฮุหยินโจวไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องใดต้องการพูดคุยกับข้าและฮูหยินหรือไม่ พอดีว่าข้ากับฮูหยินจะกลับจวนแล้ว” ลู่เคอตัวถามเสียงเรียบราวกับกดดันให้คนที่คิดจะคุยรีบพูดสิ่งที่คิดไว้

คนที่ถูกแนะนำว่าเป็นฮูหยินของเพื่อนสนิททำสีหน้าไม่ถูก เขียวคล้ำสลับซีดขาวอยู่อย่างนั้น ฮูหยินโจวฉีกยิ้มอ่อนหวานสุดกำลัง

“ข้าแค่เพียงผ่านมาเห็นพวกท่านก็เลยแวะมาทักทายด้วยเท่านั้น หากพวกท่านจะกลับ ข้าก็ไม่คิดรั้งไว้ เชิญ”

เต้าเฟยมองท่าทีของฮูหยินโจวก็นับถือในการแสดงของนางยิ่งนัก ทั้งที่ใบหน้าของนางแข็งกระด้างจนเก็บไม่อยู่แต่คำพูดและน้ำเสียงยังปั้นแต่งให้ถูกต้องตามมารยาทได้ นับถือ นับถือยิ่งนัก นี่แหละสังคมเมืองหลวง ปั้นแต่ง แสแสร้งเข้าใส่กัน นางสะอิดสะเอียนจริงๆ

“ถ้าเช่นนั้นข้ากับฮูหยินขอล่วงหน้าไปก่อน” ลู่เคอตัวรับคำ แล้วดึงมือเต้าเฟยมากุมไว้ “ไปกันเถอะเฟยเอ๋อ”

“เจ้าค่ะ” เต้าเฟยรับคำแล้วเดินตามเขาไปจนถึงรถม้า พอขึ้นรถม้าได้ ลู่เคอตัวก็พูดขึ้น

“เจ้ากลับจวนคนเดียวก่อนเถิด ข้ามีเรื่องด่วนต้องไปทำเล็กน้อย” ลู่เคอตัวพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีแต่เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้น

เต้าเฟยใจสะท้าน เรื่องด่วนที่ว่าคือต้องไปที่ประตูสุสานใช่หรือไม่ ข้านึกไว้อยู่แล้วว่าท่านต้องไปที่นั่น แต่ทำไมท่านไม่พูดความจริงกับข้า เต้าเฟยถอนใจ

“ท่านพี่จะไปตอนนี้เลยหรือเจ้าคะ”

“ใช่ ข้าจะควบม้าไป”

เต้าเฟยจะทำอะไรได้นอกจากพยักหน้ารับคำ “เดินทางระวังด้วยนะเจ้าคะ”

คำนี้ของเต้าเฟยทำให้ลู่เคอตัวชะงักไปนิดหนึ่ง เขาจ้องใบหน้าของนางก่อนจะตอบรับคำในลำคอครั้งหนึ่ง “อืม” จากนั้นก็หันไปตะโกนบอกคนขับรถม้า

“หยุดรถม้า”

เสียงดังเข้มที่แสนคุ้นเคย สั่งเพียงคำเดียวคนขับรถม้าก็บังคับให้รถม้าหยุดลงทันใด ลู่เคอตัวเปิดประตูรถม้าลงไป เต้าเฟยมองตามก็เห็นว่าเขาขอม้าจากองค์รักษ์ที่ควบม้าตามมา เขากระโดดขึ้นคร่อม จากนั้นก็กระแทกเท้ากับสีข้างมัน แล้วม้าก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

“ฮูหยินกลับจวนเลยนะขอรับ” คนขับรถม้าเดินมาถาม นางจึงพยักหน้า แล้วปิดประตูรถม้า จากนั้นก็นั่งเอนกายพิงพนักอย่างเหนื่อยล้า นางไม่ได้เหนื่อยกายแต่รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า

 

ค่ำคืนนี้เต้าเฟยกลับไปนอนที่ห้องของนางเพราะไม่รู้สึกอยากนอนห้องของลู่เคอตัว นางตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ถามแม่นมเซียง

“เมื่อคืนท่านพี่กลับถึงจวนยามไหน”

แม่นมเซียงหลุบตาต่ำ ก่อนจะส่งผ้าที่ชุบน้ำบิดจนหมาดแล้วมาให้นางเช็ดหน้า

“ว่ายังไงล่ะแม่นมข้าถามว่าท่านพี่กลับถึงจวนยามไหน”

แม่นมเซียงไม่อยากตอบให้คุณหนูของนางต้องเสียใจ แต่ถูกคาดคั้นหนักเข้าก็จำต้องตอบ “เมื่อเช้าบ่าวถามจากทหารเฝ้าจวน บอกว่าท่านแม่ทัพไม่ได้กลับจวนเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้กลับจวนหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ ไม่ได้กลับจวน”

เต้าเฟยวางผ้าเช็ดหน้าในมือลงกับถาด แล้วพยักหน้า “ท่านพี่คงจะมีภารกิจด่วน ช่างเถอะ แม่นมไม่ต้องทำหน้าเศร้า ข้าไม่ได้คิดมากแค่ถามไปตามหน้าที่เท่านั้น ไปเถอะ ไปตั้งอาหารเช้าให้ข้า ข้าหิวแล้ว”

“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเตรียมอาหารเดี๋ยวนี้” แม่นมเซียงรักคุณหนูของนางก็ตรงนี้ นางเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอสักนิด ทว่ากำลังจะหมุนตัวออกไป สายตาก็เห็นอะไรบางอย่างที่กระโปรงของเต้าเฟย

“คุณหนูเจ้าคะ ระดูของท่านมานี่เจ้าคะ”

“อ้าว ระดูข้ามาแล้วหรือ ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าข้าไม่ท้องแล้วล่ะสิ”

แม่นมเซียงทำหน้าไม่ถูกจะยิ้มก็ไม่ใช่จะตกใจก็ไม่เชิง ดีที่ว่านางชินชากับคำพูดตรงไปตรงมาทำนองนี้ของเต้าเฟยมานานแล้ว

“ไม่ท้องแล้วเจ้าค่ะแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวบ่าวช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก่อนดีกว่านะเจ้าคะ”

เต้าเฟยถอนใจเดินไปหลังม่านบางตาให้แม่นมเซียงช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ “ถ้าระดูมาแบบนี้ก็เท่ากับว่าหลายคืนที่ผ่านมาข้าก็เจ็บตัวฟรีน่ะสิแม่นม ต่อไปข้าจะต้องจดบันทึกไว้แล้วว่าระดูข้ามาวันไหน แล้วต่อไปสองสามวันก่อนหน้านั้นข้าจะไม่ยอมร่วมเตียงกับท่านพี่อีก”

“คุณหนูเจ้าคะ อย่าพูดแบบนี้อีกนะเจ้าคะ บ่าวกลัวใครมาได้ยินเข้า” แม่นมเซียงหน้าร้อนไปแล้วหลายตลบ นางตกใจจนมือไม้สั่น แกะผ้าผูกเอวไม่หลุดเสียที จนเต้าเฟยต้องช่วย

“ข้าดูดีแล้ว ไม่มีใครได้ยินหรอก แม่นมอย่าขี้กลัวไปหน่อยเลย” เต้าเฟยบอกปนหัวเราะ นางถอนใจแล้วคิดว่าสองสามวันนี้นางจะได้พักอยู่ที่ห้องของตัวเองไม่ไปยุ่มย่ามกับเขาอีก เพราะตัวนางมีระดูอยู่ จะไม่ดีต่อเขาที่เป็นบุรุษ

เต้าเฟยกินอาหารเสร็จก็กลับไปนั่งเช็ดถูมีดบินที่ห้อง อีกทั้งยังหยิบคันธนู ลูกธนูมาขัดถูดูแลให้พร้อมใช้งาน จู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเองเจ้าค่ะ”

“อ้อ แม่นมเหรอ เข้ามาได้เลย”

เสียงเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับร่างของแม่นมเซียง “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว ถามหาคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ คุณหนูจะออกไปพบท่านแม่ทัพไหมเจ้าคะ”

เต้าเฟยส่ายหน้า ดูเวลาแล้วเป็นเวลานอนพักผ่อนยามบ่ายของนาง เขากลับมารุ่งขึ้นอีกวันแถมเลยเวลาอาหารเที่ยงที่นางเตรียมไว้ให้เขาไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้เป็นเวลาของนาง เขาจะมาสั่งให้นางออกไปหาตามอำเภอใจไม่ได้

“ข้าจะนอนแล้ว ไปบอกท่านแม่ทัพว่าข้าไม่ว่าง”

“เอ่อ เจ้าค่ะ บ่าวจะไปบอกตามนี้”

แม่นมเซียงเดินไม่ช้าไม่เร็วมาจนถึงโถงกลางจวนที่ลู่เคอตัวนั่งจิบชาอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองตอนที่แม่นมเซียงค้อมตัวเข้ามา

“ฮูหยินล่ะ”

“คุณหนูให้บ่าวมาเรียนว่าถึงเวลานอนกลางวันพักผ่อนแล้ว ไม่ว่างออกมาพบเจ้าค่ะ”

ลู่เคอตัวขมวดคิ้วเข้มมองแม่นมของฮูหยิน เขาเงียบไปครู่เพื่อใช้ความคิด “บอกนางว่าข้ายังไม่ได้กินอาหารเที่ยงเลยให้นางมาจัดเตรียมให้ที”

“เอ่อ เจ้าค่ะ” แม่นมเซียงเดินไปไม่ช้าไม่เร็วอีกรอบ แล้วกลับมาพร้อมคำตอบ “คุณหนูบอกว่าให้ท่านแม่ทัพสั่งสาวใช้ในจวนไปก่อน คุณหนูไม่ว่างจริงๆ”

“ไม่ว่างจริงๆของนางคืออะไรกัน นางไม่ได้นอนแต่ยังสั่งแม่นมให้มาบอกข้าได้ หากนางออกมาพบข้าเองป่านนี้ข้าก็ได้กินอาหารไปแล้ว” ลู่เคอตัวยังไม่เข้าใจเต้าเฟยนัก ทำไมนางห่วงการนอนมากกว่าเขาซึ่งเป็นสามี เขาตั้งใจกลับมาให้นางดูแลปรนนิบัติแท้ แต่เอาเถอะ นางอยากนอนก็ปล่อยนางไปก่อน เขาไม่อยากไปกวนนาง

คิดได้ดังนั้นร่างสูงสง่าที่หายไปทำภารกิจสำคัญมาหนึ่งคืนก็ลุกขึ้น ตั้งใจจะกลับเรือนพักของตัวเองเพราะหมดความอยากอาหารไปแล้ว ลู่เคอตัวกลับไปนั่งในห้องทำงานหยิบรายชื่อกบฏบัวแดงขึ้นมาอ่าน ไม่นานพ่อบ้านหวังก็เคาะประตูห้องนำน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะ

“ท่านแม่ทัพต้องการอะไรอีกไหมขอรับ”

“มีอะไรงั้นหรือ”

“บ่าวต้องไปดูแลสาวใช้ขนของเก็บเข้าในจวนขอรับ เมื่อครู่มีคนจากเผ่าของฮูหยินมาขอรับ พวกเขานำของขวัญมามากมายบ่าวเลยจะไปตรวจดูความเรียบร้อย” พ่อบ้านหวังรายงาน ลู่เคอตัวเหมือนจะไม่ได้สนใจในครั้งแรกแต่อะไรบางอย่างทำให้เขาเรียกพ่อบ้านหวังเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนพ่อบ้านหวัง คนที่มาจากเผ่าฮูหยินเป็นใครกัน”

พ่อบ้านนึกชื่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบฉะฉาน “เขาบอกว่าชื่อหวงซวนถานขอรับ”

“หวงซวนถาน หวงซวนถานอีกแล้วงั้นเหรอ ฮูหยินออกไปพบเขาหรือไม่”

“ฮูหยินกำลังนั่งคุยอยู่กับคนที่ชื่อหวงซวนถานในห้องโถงแล้วขอรับ”

ลู่เคอตัวเลิกคิ้วสูง ห้องที่เมื่อครู่เขานั่งอยู่แล้วบอกให้นางมาพบแต่นางบ่ายเบี่ยงไม่ยอม แต่ดูเอาเถอะ พอคนในเผ่าของนางมาก็รีบออกมาต้อนรับแทบไม่ทัน ลู่เคอตัวโบกมือไล่

“มีอะไรไปทำก็ไปทำเถอะ”

“ขอรับ” ลับร่างพ่อบ้านหวัง ลู่เคอตัวก็พยายามเรียกสมาธิของตัวเองกลับคืนมา เขากำลังตรวจดูรายชื่อของสมาชิกบัวแดงที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์ชิง เขาได้ข้อมูลมาเพิ่มว่าพวกมันมีหัวหน้าใหม่ชื่อจูเปาจื่อ และกำลังคิดจะลงมือก่อความวุ่นวายภายในเมืองหลวงเร็วๆนี้

เพราะเมื่อวานที่เขากลับจากไปตรวจประตูสุสาน กำลังกลับเข้าจวนก็พบกับเกาลุ่ยหานและติงอี้เทาที่มาหาเขาพอดี เขารับรายงานเรื่องที่มีพวกกบฏบัวแดงลอบสังหารทหารในค่ายทางฝั่งประตูทิศใต้ของปักกิ่ง เขาจึงรีบเร่งไปดู เขาอยู่รับฟังรายงานจนมอบหมายงานให้หัวหน้ากองทิศใต้เสร็จจึงเพิ่งได้กลับจวนเมื่อครู่นี้เอง

ลู่เคอตัวไม่ค่อยมีสมาธิมากนัก แต่หูของเขาก็ยังไวพอที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาอย่างรีบเร่ง เสียงฝีเท้าบอกว่าไม่ใช่พ่อบ้านหวังแต่เป็นสตรี

เสียงเคาะประตูดังสองครั้ง เสียงกังวานรีบเร่งก็ดังขึ้น “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าเข้าไปพบท่านได้หรือไม่”

“เข้ามา”

ลู่เคอตัวดีใจที่นางมาพบเขา นางคงรู้ตัวว่าเมื่อครู่ทำผิดไป แต่ไม่เป็นไรเขาให้อภัยนางได้ ยิ่งวันนี้นางแต่งตัวสวยงามกว่าทุกวัน ลู่เคอตัวมองด้วยสายตาชื่นชมวันนี้นางสวมชุดสีชมพูอ่อนมีลายผีเสื้อบินผ่านกลางอก มองดูขับเน้นให้นางดูเป็นสตรีที่รักอิสระเสรี ราวกับเขาไม่สามารถยึดนางไว้ได้ ดูอย่างไรก็ให้รู้สึกอึดอัดใจบอกไม่ถูก เขามัวแต่มองนางจนถูกนางเรียกซ้ำ

“ท่านพี่ได้ยินข้าไหมเจ้าคะ”

“เจ้ามีอะไรงั้นเหรอ ไหนแม่นมเซียงบอกว่าเจ้านอนกลางวัน”

“ทีแรกข้าตั้งใจจะนอนแต่ท่านพี่หวง เอ่อ พี่ซวนถานมาหาพอดี เขาเดินทางมาไกล ข้าเลยไม่นอนแล้ว จึงออกไปพบพี่ซวนถาน แต่ที่ข้าจะเข้ามาบอกท่านพี่ก็คือ ข้าจะขออนุญาตท่านออกไปข้างนอกกับพี่ซวนถานนะเจ้าคะ”

ดวงตาเย็นเฉียบแรงกล้าของลู่เคอตัวเงยขึ้นมอง นางไม่ได้มาหาเขาแต่นางมาเพื่อขออนุญาตเขาเพื่อออกไปกับหนุ่มที่บ้านเกิด

“เจ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว”

“ข้าไม่ได้ลืม เพราะข้าจำได้ข้าจึงมาขออนุญาตท่านพี่”

ลู่เคอตัวแค่นเสียงเย็นชา “ฮึ เจ้าจะออกไปที่ใดกัน เรื่องนั้นสำคัญมากเชียวหรือ”

เต้าเฟยพยักหน้า “ใช่ เจ้าค่ะ สำคัญมาก ข้าจะพาพี่ซวนถานไปดูอาวุธที่จะให้ช่างเหล็กตี อาวุธชิ้นนี้ข้าเป็นคนออกแบบเอง พี่ซวนถานไม่รู้ว่าควรเน้นจุดไหนให้ใช้งานอย่างไรจึงอยากให้ข้าไปสั่งช่างด้วยตัวเอง”

“ไม่รู้ว่าควรเน้นจุดไหน พี่ซวนถานของเจ้ายังเป็นชายชาติทหารอยู่หรือเปล่า เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้เจ้าซึ่งเป็นสตรีตัดสินใจชี้นำ” บุรุษเช่นนี้แต่งงานไปคงให้เมียจูงจมูกได้ง่ายๆ ลู่เคอตัวเย้ยหยันในใจ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 361 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,724 ความคิดเห็น

  1. #1691 pemipond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 14:10

    ไหน้ำส้มเริ่มมีกลิ่น


    #1,691
    0
  2. #1683 Dreammimi1 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 09:17
    ต้องชอบอยู่แล้วเรื่องนี้รอมานานมากภาพก็สวย
    #1,683
    0
  3. #1682 Dreammimi1 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 09:15
    ลมหึงน่ะแรงนะเจ้าคะ?
    #1,682
    0
  4. #1567 9namfon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 20:05
    ลมหึงลูกใหญ่เชียวท่านแม่ทัพ
    #1,567
    0
  5. #845 mook_kotchakorn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 22:20
    หึงสินะ~~ ท่านเเม่ทัพ
    #845
    0
  6. #843 Nisa Nisa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 17:20
    อ่านรวดเดียวเลย ชอบมากค่ะ
    #843
    1