บุพเพร้ายแสนรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 4,634 Views

  • 22 Comments

  • 78 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,040

    Overall
    4,634

ตอนที่ 10 : บางทีก็ตั้งใจ (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    19 ม.ค. 62

พักตรานัดเพื่อนในกลุ่มสังสรรค์เมื่อไม่ได้เจอกันมาร่วมเดือนเพราะต่างก็มีหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบ สถานที่ยังคงเป็นที่เดิมแต่ต่างกันตรงที่วันนี้ไม่ใช่วันฉลองจบการศึกษาเช่นเดิม

“ฉันว่าจะออกจากงาน” สาธิตเพื่อนในกลุ่มพูดขึ้นกลางวง

“ทำไม” ปวีณาถามอย่างสงสัยเมื่องานที่เพื่อนบอกสวัสดิการดีมาก

“เบื่อหัวหน้า มัวแต่สั่งๆ ผิดมาก็โทษแต่ลูกน้องไม่เคยโทษตัวเองเลยทั้งๆ ที่งานทั้งหมดต้องผ่านเจ้าตัวก่อนทุกครั้ง” สาธิตพูดอย่างใส่อารมณ์

“แล้วแกจะออกมาทำอะไร” พักตราถามบ้าง

“ก็ระหว่างที่หางานใหม่ก็ทำงานออกแบบของพวกเราไปพลางๆ ไง”

“ก็ไม่เลว” ธากรพูดขึ้นพลางยักไหล่ “แล้วแกจะมาอยู่กรุงเทพเหรอ”

“อือ...คงต้องเป็นอย่างนั้น” เดิมทีสาธิตทำงานอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีจะกลับเข้ากรุงเทพทีก็ไม่ค่อยมีเวลาถึงแม้ว่าจะอยู่ใกล้ขับรถไม่กี่ชั่วโมงแต่เพราะงานของเขานั้นมักเปิดโอทีทุกวันหยุดจึงหาเวลากลับมาเยี่ยมบ้านได้ยาก

“ไปทำบริษัทเดียวกับหนึ่งสิ” รดิศเพื่อนอีกคนออกความเห็น

“หือ...” นนทพัฒน์ครางรับในลำคอก่อนจะชำเลืองตามองเพื่อนแล้วยิ้มมุมปาก “แกอยากไปเป็นเด็กเดินเอกสารเหรอ สี่เดือนเลยนะกว่าจะพ้นโปรฯ”

“เฮ้อ...” ทุกคนพร้อมใจกันถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเด็กจบใหม่ต่างก็ไม่ได้งานตามที่หวัง

“ฉันลองไปสมัครที่แกก่อนแล้วกัน เผื่อเขาจะเห็นความหล่อของฉันแล้วให้ฉันเข้าตรงตำแหน่ง”

“มั่นใจอะไรขนาดนั้น” รดิศลากเสียงยาวใส่เพื่อนพลางกระดกน้ำสีอำพันเข้าปาก

“ตามใจแก” นนทพัฒน์พูดยิ้มๆ ให้อีกฝ่ายสายตาก็เอาแต่คอยมองไปทางด้านบนเพื่อหาคนที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน “ยังโกรธอยู่มั้ยเนี่ย” เธอพึมพำหน้าสลด

“เป็นอะไรหนึ่ง” ธากรถามเพื่อนอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นใบหน้าใสดูหมองลง

“เปล่าหรอกกร หนึ่งไม่ได้เป็นอะไร” เธอย้ำกับตัวเองเสียมากกว่าจะตอบเพื่อนจริงจัง ทุกอย่างมันหม่นไปหมดไม่รู้ว่าเพราะอะไร

“อือ...” ธากรยังคงมองเสี้ยวหน้าของคนตัวบางอย่างครุ่นคิด จะว่าไปเขากับนนทพัฒน์ก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่เรียนชั้นประถม มีไปทำงานกลุ่มบ้าง งานวันเกิดของกันและกันบ้างแต่ก็ไม่ได้ซี้ปึกชนิดที่ไปนอนค้างอ้างแรมด้วยกันได้ พอได้มาเรียนที่เดียวกันคณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้สนิทขึ้นถึงขนาดที่บางครั้งฟุบหลับคารายงานกลุ่มได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจเลยก็ว่าได้ “ไปเข้าห้องน้ำมั้ยล่ะ”

นนทพัฒน์เงยหน้ามองคนข้างๆ อย่างตะลึง “แก...”

“ฉันรู้ก็แล้วกัน” ธากรยักคิ้วให้อย่างเหนือกว่า

“คือฉัน...เอ่อ...” เธออึกอักไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี

“เอาเถอะน่า...เต็มที่กับทุกอย่างแกเคยบอกฉันเองนี่” เขายิ้มให้กำลังใจ “ยากหน่อยก็ไม่เป็นไรดีกว่าไม่ได้สู้แล้วกัน”

หญิงสาวยิ้มขอบคุณเพื่อนจากใจเมื่อนึกย้อนไปช่วงหนึ่งเพื่อนของเธอมีปัญหากับทางบ้านเพราะอยากเข้าสถาปัตย์ซึ่งแตกต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ที่เลือกเรียนหมอหรือครู เธอเลยบอกไปว่าให้ลองสอบดูก่อนแล้วพิสูจน์ให้ทางบ้านดูว่าสิ่งที่เราเลือกเรียนก็มีค่า เต็มที่กับทุกอย่าง ยากหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกถือว่าได้สู้จนเต็มที่ก็แล้วกัน

“ขอบใจแกมากนะกร”

“เอาน่า...เพื่อนกัน”

ผ่านไปจวบจนเข้าวันใหม่ก็ไม่ทีท่าว่าเจ้าของผับแห่งนี้จะปรากฏตัวและเพื่อนของเธอก็ไม่มีที่ท่าว่าจะกลับกันง่ายๆ ทั้งๆ ที่เมากันไปแล้วหลายคน

“ต้องแบกกลับอีกแล้วเหรอวะ” รดิศบ่นอย่างเซ็งๆ มากินกับพวกนี้ทีไรเขาลำบากทุกที!

“แล้วทำไมแกไม่กินกับมันบ้างล่ะ” นนทพัฒน์ถามเพื่อนยิ้มๆ

“แค่นิดเดียวก็พอเดี๋ยวแม่ว่า” ชายหนุ่มทำท่าขยาดเมื่อนึกถึง แม่ที่ไม่ได้ให้กำเนิดเขา

“แกกลัวเหรอว้า...ยังไม่ทันได้แต่งเลยนะเว้ยยยย” จักรินว่าเสียงยานเพราะเริ่มเมาจนเพื่อนทั้งสองที่ยังมีสติครบถ้วนถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา

“ใกล้ได้กลับบ้านแล้วล่ะ เช็คบิลเหอะ” นนทพัฒน์พยักหน้าเห็นด้วยจงยกมือหมายจะเรียกบริกรแต่สายตาที่มองฝ่าความสลัวไปนั้นกลับสะดุดอยู่ที่ร่างคุ้นตาของใครคนหนึ่ง

“น้องคะเช็คบิลโต๊ะนี้ด้วยค่ะ!” เธอตัดสินใจตะโกนเรียกพนักงานแทนที่จะเดินเข้าไปหาเขาอย่างแต่ก่อนเพราะตอนนี้เพื่อนเธอแต่ละคนแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย

“แกไม่ได้เอารถมาก็ขับรถไอ้ต้นไปแล้วกันเอาไอ้กบกับปอยกลับไปด้วย เดี๋ยวฉันไปส่งนัทกับกรเอง”

รดิศพยักหน้ารับคำเพื่อนสาวแล้วล้วงกระเป๋าหยิบแบงค์พันห้าใบให้เด็กหนุ่ม “พวกแกต้องหารนะเว้ย เงินเดือนฉันยังไม่ออก!

“แกพูดกับคนเมามันจะไปรู้เรื่องเหรอวะ” นนทพัฒน์พูดยิ้มๆ แล้วเอาเงินจำนวนสองพันห้าให้กับชายหนุ่ม “ที่เหลือแกก็ไปเก็บเอาเองแล้วกัน ไปล่ะ”

นนทพัฒน์สะกิดเพื่อนสนิททั้งสองเมื่อเห็นว่ายังพอเดินไหวจึงไม่ตามเด็กเสิร์ฟมาช่วยพยุง คนตัวบางเดินตรงไปที่รถของพักตราจัดการยัดสองร่างไปไว้ที่เบาะหลังก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเมื่อต่อให้เดินเองได้แต่ก็ต้องพยุงมาอยู่ดี

ภูธิปเห็นสาวเจ้าตั้งแต่ก่อนที่เธอจะตะโกนเรียกเด็กเสิร์ฟเสียอีก เขายืนดูอยู่สักพักเมื่อเห็นว่าเธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจึงเดินขึ้นไปข้างบนเคลียร์เอกสารรายจ่ายของเดือนนี้ ยอมรับเลยว่าหลายวันก่อนเสียมารยาทกับคนตัวเล็ก เขาโกรธอยู่นิดหน่อยแต่ไม่ได้พูดมันออกไปแล้วเธอเองก็คงจะสังเกตได้จึงพยายามชวนคุยแต่พอมันไม่เป็นผลก็ล้มเลิกแล้วกลับไป

หรือเขาต้องเป็นฝ่ายขอโทษเธอก่อนดี แต่เขาจะแคร์คนที่เพิ่งรู้จักไปทำไมกัน เมื่อหาเหตุผลให้กับความคิดของตัวเองไม่ได้จึงเลือกที่จะทิ้งมันไปแล้วสนใจแค่งานตรงหน้าพอ

“พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับ” น้าเข้มที่เดินเข้ามาพร้อมคนเป็นนายบอกเสียงเครียด

“จับตาดูพวกมันไปก่อน” เขาเองก็เครียดไม่แพ้กัน

“ครับแล้วเรื่องคุณรัด...”

          “...ปล่อยไปก่อน” ดวงตาคมวาวโรจน์ชั่วพริบตาแล้วกลับมาเป็นปกติดังเดิม
===========================
ยัยรัดเธอก็อยู่ส่วนของเธอไปเส้!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น