นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[WINNER-minyoon] Azaleas in blooms on Jeju Island

ที่เกาะเชจู คังซึงยูนกลับมาหาซงมินโฮ คนที่เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้

ยอดวิวรวม

350

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


350

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


16
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 ก.ค. 61 / 19:02 น.
นิยาย [WINNER-minyoon] Azaleas in blooms on Jeju Island

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 ก.ค. 61 / 19:02



Azaleas in blooms on Jeju Island



            “ซึงยูนอา อย่าออกไปไกลนักนะลูก”

 

 

            เสียงตะโกนจากแม่ทำให้เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ที่นั่งอยู่บนกระดานสำหรับพาย ซึงยูนวางมือจากไม้พายที่ถืออยู่และหันไปโบกมือให้ผู้เป็นแม่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ซึงยูนรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก ตอนอยู่บ้านที่ปูซาน ซึงยูนชอบไปเดินเล่นที่หาดแฮอุนแด บางวันที่อากาศดี เขาก็ได้ลงเล่นน้ำด้วย แต่น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวของที่นี่ไม่เหมือนกับทะเลที่บ้านในปูซาน

 

 

            เพราะที่นี่คือเกาะเชจู เกาะที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่นอกชายฝั่งคาบสมุทรเกาหลี ตัวเกาะอยู่ในช่องแคบเกาหลี ล้อมรอบด้วยทะเลเหลืองในฝั่งตะวันตก และเชื่อมต่อกับทะเลญี่ปุ่นในทางฝั่งตะวันออกของเกาะ

 

 

            ไม่รู้เป็นเพราะว่าเกาะแห่งนี้เชื่อมต่อกับทะเลใหญ่หรือเปล่า ซึงยูนถึงได้รู้สึกว่าน้ำทะเลสีครามสวยกว่าที่ปูซาน เด็กหนุ่มหยีตามองไปข้างหน้า และเห็นคลื่นเล็กๆ สะท้อนกับแสงแดดจนเป็นประกายวิบวับเหมือนเพชรเม็ดเล็กๆ แต่จู่ๆ เสียงลม และเสียงคลื่นรอบตัวก็เงียบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นปิดหูซึงยูนเอาไว้

 

 

            เด็กหนุ่มหันไปเห็นมองด้านหลัง เขายังเห็นแม่เดินเล่นอยู่ริมหาด เพราะเพิ่งพายออกมาไม่ไกล น้ำอาจจะลึกแค่มิดศีรษะเด็กชายตัวสูงอย่างเขาเท่านั้น เพราะซึงยูนยังเห็นทรายขาวที่อยู่ใต้ท้องน้ำชัดเจน

 

 

            ตาเรียวเบิกกว้างอย่างตระหนก เมื่อเห็นเงาดำคล้ายปลาว่ายวนรอบๆ แผ่นกระดานสำหรับพายที่เขานั่งอยู่

 

 

            สัมผัสเย็นเยียบที่ต้นแขนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึงยูนยังไม่ทันร้องออกมาด้วยซ้ำ ตอนที่แขนถูกฉุดอย่างแรงจนล้มคว่ำตกลงจากกระดาน ร่างของซึงยูนร่วงลงใต้ผืนน้ำสีคราม เด็กหนุ่มดิ้นรน และสำลักน้ำเค็มเข้าไป ก่อนที่หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อตาเรียวมองเห็นบางสิ่งอย่างเลือนรางที่ใต้น้ำ แต่ซึงยูนรู้ดีว่ามันเป็นอะไร

 

 

            เงาดำเมื่อครู่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายคน ส่วนหนึ่งของเงานั้นพันฉุดข้อเท้าที่ผูกสายรัดกับกระดานของเขาเอาไว้

 

 

            คังซึงยูนดิ้นรนเพื่อตะกายขึ้นไปที่ผิวน้ำ แต่เหมือนยิ่งดิ้น เงาดำๆ นั่นก็ยิ่งฉุดเขาให้ดิ่งลงใต้น้ำกว่าเดิม ซึงยูนยังรู้สึกได้ว่าปลายเท้าข้างที่เป็นอิสระแตะพื้นทรายได้ เขาไม่ได้จมน้ำลึกนัก และผิวน้ำที่เหนือศีรษะก็ไม่ได้ห่างไกล แต่ซึงยูนสลัดพันธนาการที่ข้อเท้าไม่หลุด

 

 

            เด็กหนุ่มดิ้นรนจนแทบหมดแรง และรู้สึกว่าอากาศในปอดเหลือน้อยลงทุกที แต่จู่ๆ ซึงยูนก็รู้สึกเหมือนแรงฉุดที่ข้อเท้าน้อยลงกว่าเก่ามาก และเห็นว่า มีใครบางคนว่ายน้ำตรงเข้ามาหา มือของฝ่ายนั้นคว้าข้อมือของซึงยูนไว้ และฉุดเด็กหนุ่มขึ้นไปสู่ผิวน้ำ ซึงยูนรู้สึกเหมือนถูกฉุดอย่างแรงจนสายรัดข้อเท้าที่ผูกไว้กับกระดานหลุดออก

 

 

            อ้อมแขนที่โอบรัดรอบตัวซึงยูนไว้ขณะพาเด็กหนุ่มลอยคอกลับเข้าฝั่ง ทำให้ซึงยูนรู้สึกอุ่นเหมือนนั่งอยู่หน้าเตาผิง

 

 

            ซึงยูนสำลักน้ำ และไอโขลกเมื่อเข้าฝั่งจนถึงจุดที่น้ำลึกแค่เอว เขาได้ยินเสียงลม และเสียงคลื่นอีกครั้ง รวมทั้งได้ยินเสียงแม่ที่หวีดร้องด้วยความตกใจ คนที่มาช่วยซึงยูนไว้ พาเขามาจนถึงจุดที่น้ำลึกแค่ครึ่งแข้ง เด็กหนุ่มตัวสั่นด้วยความหนาวเมื่อฝ่ายนั้นคลายอ้อมกอด

 

 

            “ซึงยูน! จมน้ำเหรอลูก” แม่ของซึงยูนวิ่งเข้ามาโอบลูกชายไว้ในอ้อมแขน “ลูกสำลักน้ำหรือเปล่า”

 

 

            เด็กหนุ่มไม่ตอบ แต่ไอโขลกเพราะคอแห้งผากจากการสำลักน้ำเค็ม แต่ตาเรียวยังมองข้ามไหล่แม่ที่กอดเขาเอาไว้ไปยังชายหนุ่มคนที่ว่ายน้ำไปช่วย ฝ่ายนั้นส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดเสียงเบาจนเสียงแทบกลืนหายไปกับเสียงคลื่น

 

 

            “ไม่เป็นไรแล้วนะ”

 

            “ขอบคุณครับ” ซึงยูนพึมพำบอกฝ่ายนั้น และเดินตามแม่ขึ้นมานั่งบนหาดทั้งที่ตัวเปียกชุ่มโชก

 

            “ตายจริงลูก แม่ไม่ทันมองแค่เดี๋ยวเดียว ทำไมถึงจมน้ำไปได้” แม่ของซึงยูนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “นั่งอยู่นี่ก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่จะไปเอาผ้าเช็ดตัวกับน้ำเปล่ามาให้”

 

            “ครับแม่”

 

 

            ซึงยูนหันไปมองคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ที่เดินตามมาห่างๆ เด็กหนุ่มนั่งลงกับพื้นทรายและตัวสั่น คนที่เดินตามมาลูบผมเปียกชื้นยุ่งเหยิงของซึงยูนเบาๆ และพูดต่อ

 

 

            “ไม่เป็นไรแล้ว”

 

 

            คำพูดของฝ่ายนั้นเหมือนผ้าห่มอุ่นๆ ห่อรอบตัวซึงยูน เด็กหนุ่มเงยหน้ามองใบหน้าคมของชายผิวสีน้ำผึ้งคนนั้น ก่อนจะถาม

 

 

            “ทำไมถึงช่วยผมครับ”

 

            “เพราะนายเป็นเด็กน่ารักยังไงล่ะ” มือแข็งแรงลูบผมซึงยูนเบาๆ “อย่าดื้อกับแม่มากนัก รู้ไหม”

 

            “พี่ครับ”

 

 

            ซึงยูนเรียกฝ่ายนั้นเมื่อเห็นว่าชายที่เข้ามาช่วยชีวิตซึงยูนไว้กำลังจะเดินจากไป ชายคนนั้นหันมาหา และส่งยิ้มให้ ซึงยูนรู้สึกราวกับว่ารอยยิ้มนั้นจะจางหายไปกับแสงอาทิตย์

 

 

            “พี่เป็นใครครับ”

 

            “ฉันเหรอ” ฝ่ายนั้นหัวเราะเบาๆ กับคำถามของเด็กหนุ่ม “ฉันชื่อซงมินโฮ”

 

            “พี่จะไปแล้วเหรอครับ”

 

 

            คำถามของซึงยูนทำให้ซงมินโฮหยุดนิ่ง ตาคมหันมองมาสบตาเด็กหนุ่มที่นั่งตัวเปียกชุ่มโชกอยู่บนหาด สายตาคมที่มีรอยหม่นเศร้า มองใบหน้าของเด็กหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบ

 

 

            “ยังหรอก” ซงมินโฮตอบเสียงอ่อนโยน “พึ่คงยังอยู่ที่นี่อีกสักพักน่ะ”

 

            “งั้นถ้าผมมาที่นี่อีก ผมจะเจอพี่ใช่ไหมครับ”

 

            “เจอสิ ถ้านายอยากเจอ”

 

            “งั้นผม ...”

 

            “ซึงยูน แม่มาแล้ว ขอโทษทีนะลูก”

 

 

            เสียงของแม่ทำให้ซึงยูนต้องหันไปมองผู้เป็นแม่กระวีกระวาดเดินเข้ามาหาลูกชาย เด็กหนุ่มยิ้มรับเมื่อแม่กางผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่คลุมรอบไหล่บาง และส่งกระบอกน้ำอุ่นให้ดื่ม ซึงยูนดื่มน้ำไปหลายอึกก่อนจะหันไปและพบว่า ชายหนุ่มแปลกหน้าที่มาช่วยชีวิตเขาไว้ เดินห่างออกไปไกลจนเกือบสุดหาดควักจี

 

 

 

 

            เวลาผ่านไป เด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่เกาะเชจู กลายเป็นนักศึกษาหนุ่มของภาควิชาประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ซึงยูน กลายเป็นดาวเด่นของภาควิชาที่ทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมในทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมือง และทุกคนต่างรู้ว่า คังซึงยูน เป็นลูกรักของอาจารย์อี ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองสาธารณรัฐเกาหลีหลังปี 1900 ถึงปัจจุบัน เพราะเขาทำคะแนนได้เต็ม ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่มีนักศึกษาคนไหนทำได้มาหลายปี

 

 

            นอกจากนั้น ซึงยูนที่เป็นนักศึกษาปี 3 ยังเป็นประธานชมรมดนตรีสากลของมหาวิทยาลัยด้วย

 

 

            เพราะความทรงจำในฤดูร้อนที่เกาะเชจูกลายเป็นแรงผลักดันหลายๆ อย่างในชีวิตของซึงยูน เขาใช้ความสามารถด้านดนตรีในการรับเล่นดนตรีตามงานต่างๆ รวมทั้งในผับ เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเดินทางไปเชจูอีกครั้ง แต่เพราะการเรียนอย่างหนักในช่วงมัธยมปลาย และปีแรกๆ ของมหาวิทยาลัย ทำให้แผนการไปเที่ยวเชจูของซึงยูนถูกเลื่อนไปครั้งแล้วครั้งเล่า

 

 

            ชายหนุ่มตัวสูงจัดการม้วนสายไฟที่กองระเกะระกะในห้องซ้อมของชมรมดนตรีสากลของมหาวิทยาลัย ซึงยูนทำงานอย่างตั้งใจ จนไม่ได้ยินเสียงคนที่เดินเข้ามา หญิงสาวหน้าหวานทำท่าทางขัดเขินและเป็นกังวล มือเรียวยกขึ้นเกี่ยวผมทัดหู ก่อนจะกระแอมเบาๆ เหมือนเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง

 

 

            “รุ่นพี่คะ”

 

 

            คนถูกเรียกหันมามองทันที และหญิงสาวก็รู้สึกว่าใจเต้นแรงจนแทบระเบิด แต่ก็ข่มความตื่นเต้นไว้ แล้วพูดสิ่งที่ตั้งใจออกไป

 

 

            “ช่วงนี้ รุ่นพี่ยุ่งหรือเปล่าคะ”

 

            “ไม่ค่อยยุ่งนะ มีอะไรหรือเปล่า” ซึงยูนตอบพลางม้วนสายไมโครโฟนไปด้วย “จะต่อเพลงที่ซ้อมค้างไว้เหรอ แชยอง”

 

            “เปล่าค่ะ” พัคแชยองหน้าร้อนจัดด้วยความขัดเขิน ก่อนจะหยิบตั๋วหนังออกมายื่นให้คนตรงหน้า “ฉันได้ตั๋วหนังมา 2 ใบ ตั๋วเป็นรอบวันอาทิตย์นี้ตอนบ่ายค่ะ รุ่นพี่คัง ... ไปด้วยกันได้หรือเปล่าคะ”

 

 

            คังซึงยูนจ้องตั๋วหนังในมือของแชยอง รุ่นน้องในชมรม กับใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงจัด ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าแชยองรู้สึกอะไร แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ยังไม่แน่ใจกับอะไรบางอย่าง

 

 

            “แชยอง ขอโทษนะ พี่ไปด้วยไม่ได้น่ะ” ซึงยูนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

 

            สีหน้าขัดเขินของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นความตกใจ และกลายเป็นความผิดหวัง ปนความอับอายภายในเสี้ยววินาที ซึงยูนอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำให้แชยองผิดหวัง ชายหนุ่มจึงรีบอธิบาย

 

           

            “พอดีว่าพี่จะเดินทางพรุ่งนี้น่ะ”

 

            “เดินทางเหรอคะ” ตากลมสวยของสาวน้อยมองหน้ารุ่นพี่อย่างงุนงง

 

            “อื้ม พี่จะไปเชจูน่ะ”

 

            “รุ่นพี่จะไปเชจูคนเดียวเหรอคะ”

 

 

            หญิงสาวรีบกัดริมฝีปากตัวเอง เมื่อรู้สึกว่ากำลังถามละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย แต่ซึงยูนแค่ยิ้มก่อนจะตอบ

 

 

            “พี่นัดคนไว้ที่นั่นน่ะ สัญญาไว้ว่าจะไปเจอกัน”

 

 

            ซึงยูนพูดด้วยดวงตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความสุข โดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำให้คนที่จ้องมองอยู่จิตใจห่อเหี่ยวขนาดไหน

 

 

 

 

            ซึงยูนส่งข้อความไปบอกแม่ในระหว่างที่ยืนรอกระเป๋าในสนามบินเชจู เขาจับเครื่องบินเที่ยวแรกจากโซลมาที่เชจู ซึงยูนไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว ทำให้ยอมตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อให้มาถึงเชจูในช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ที่ 1 ในเดือนเมษายน

 

 

            ใช้เวลาไม่นาน ซึงยูนก็ได้กระเป๋าสัมภาระของตัวเอง ขายาวๆ ของชายหนุ่มก้าวออกจากอาคารผู้โดยสาร ตรงไปติดต่อเคาน์เตอร์ที่จองรถยนต์ให้เช่าเอาไว้แล้ว และไปรับรถ ก่อนจะขับออกไปยังห้องพักที่มีห้องนอนและบริการอาหารเช้าที่จองไว้ในเขตแอวอล ที่พักของซึงยูนค่อนข้างห่างจากที่อื่น แต่ชายหนุ่มก็ได้เพลิดเพลินกับร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านค้าเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างน่ารักตลอดทางมาที่พัก

 

 

            รถยนต์ของซึงยูนจอดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่บนที่ดินส่วนตัว และมองไปเห็นวิวทะเลทางฝั่งตะวันออกของบ้าน หลังจากจอดรถเรียบร้อย เจ้าของบ้านผู้หญิงท่าทางใจดีเดินออกมาต้อนรับซึงยูน ข้างๆ กันมีเด็กหญิงตัวเล็กหน้าตาน่าเอ็นดูยืนเอียงอายอยู่

 

 

            “สวัสดีค่ะ หาบ้านยากไหมคะ” เจ้าของบ้านทักเมื่อเดินมาที่รถซึงยูน

 

            “ไม่เลยครับ ผมขับมาแป๊บเดียวก็ถึง บ้านสวยมากเลยครับ”

 

            “ขอบคุณค่ะ”

 

 

เจ้าของบ้านกระวีกระวาดจะช่วยถือกระเป๋า แต่ซึงยูนปฏิเสธ ทำให้เธอต้องยอมเดินไปข้างๆ ส่วนเด็กหญิงขี้อายตัวน้อยคอยเดินหลบหลังหญิงเจ้าของบ้าน แต่แอบมองซึงยูนเป็นระยะ

 

 

“ห้องของคุณอยู่ชั้นบนนะคะ” เจ้าของบ้านบอกเมื่อซึงยูนนั่งดื่มน้ำอยู่ในห้องนั่งเล่น “เรามีมื้อเช้าให้ค่ะ คุณทานได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้านะคะ”

 

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจะยกกระเป๋าขึ้นไปเองครับ”

 

“ให้ฉันช่วยเถอะค่ะ” เจ้าของบ้านเสนอตัว แต่ซึงยูนรีบปฎิเสธ

 

“กระเป๋าเบามากเลยครับ ผมถือเองสบายมาก”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสบายนะคะ”

 

 

หญิงเจ้าของบ้านยอมตกลงตามที่ซึงยูนบอก และเอ่ยขอตัวไปจัดการธุระในครัวต่อ ซึงยูนหิ้วกระเป๋าขึ้นบันได และหันไปยิ้มให้เด็กหญิงที่ยืนแอบมุมบันไดเมียงมองมองมา ก่อนจะทักเบาๆ

 

 

“สวัสดีจ้ะ หนู”

 

 

เด็กหญิงทำตาโต และวิ่งหายลับไปทางเดียวกับที่หญิงเจ้าของบ้านเดินไปทันที

 

 

 

 

ซึงยูนใช้เวลาแค่ไม่นานในเก็บงำข้าวของ และล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินออกมาบอกลาเจ้าของที่พัก แล้วขึ้นรถขับออกจากที่พัก เขาคิดในใจว่าจะได้เจอซงมินโฮได้ที่ไหน และซึงยูนก็เห็นร่างสูงของอีกฝ่ายเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมถนน ชายหนุ่มชะลอรถไปจอดใกล้ๆ มินโฮ และลดกระจกลง

 

 

“พี่ครับ” ซึงยูนยิ้มกว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายเต็มตา “ดีจังที่พี่ยังอยู่ที่นี่”

 

“ไม่อยู่ที่นี่แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหนล่ะ เด็กซื่อบื้อ”

 

 

คนโดนดุว่าเป็นเด็กซื่อบื่อทำหน้าหงิกแต่เปิดประตูให้มินโฮ อีกฝ่ายขึ้นรถมานั่งข้างคนขับ และมองสิ่งต่างๆ บนรถอย่างสนอกสนใจโดยเฉพาะหน้าจอ GPS ที่ซึงยูนตั้งค่าไว้ว่าให้นำทางไปที่ถ้ำมันจังกุล ซึงยูนหลิ่วตาให้คนที่นั่งข้างๆ เหมือนจะล้อเลียน ซงมินโฮทำหน้าเฉยก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

 

 

“จะไปถ้ำทำไมน่ะ”

 

“ใครๆ เขาก็ไปเที่ยวถ้ำกันทั้งนั้นแหละ”

 

 

คังซึงยูนว่า แล้วยิ้มพอใจเมื่อเห็นว่าซงมินโฮทำท่าเหมือนเถียงสู้ไม่ได้ ชายหนุ่มจากโซลเร่งเครื่องยนต์ให้ทำงาน และเดินเครื่องไปจนถึงจุดหมายที่ตั้งใจเอาไว้

 

 

 

 

ซึงยูนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักตั้งแต่เดินเข้ามาในถ้ำมันจังกุล ทั้งที่หินงอกหินย้อยภายในถ้ำสะท้อนแสงไฟอย่างสวยงาม แต่ก็พยายามไม่แสดงท่าทางอะไรออกมาให้มินโฮเห็น ทั้งคู่เดินเคียงกันไปช้าๆ ตามเส้นทางที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวเดิน

 

 

“นายหายหน้าไปหลายปี นึกว่าจะไม่กลับมาที่เชจูแล้ว” ซงมินโฮพูดลอยๆ แต่ซึงยูนก็หันไปมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ

 

“ผมยุ่งนี่ครับ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเรียนหนังสือ แล้วก็ทำงานพิเศษอีก”

 

“ทำงานเหรอ” คนเป็นพี่ขมวดคิ้ว ก่อนจะถามซ้ำอย่างไม่เข้าใจ “นักเรียนก็ต้องเรียนหนังสือสิ ทำงานอะไรกัน”

 

“ก็เล่นดนตรีไงครับ ผมไม่ได้เรียนตลอดเวลาสักหน่อย”

 

“อย่างนั้นฉันขอทายว่านายคงเรียนไม่เอาไหนแน่ เพราะไม่ได้ทุ่มเทเรียนหนังสือให้หนัก”

 

“พี่พูดอะไรเนี่ย ผมน่ะ เป็นที่หนึ่งของชั้นมาตลอดเลยนะ”

 

 

คังซึงยูนเกือบจะเถียงต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา คนกลุ่มนั้นเป็นชายทั้งหมด 5 คน คนที่เดินมาหน้าสุดใบหน้าผอมตอบ ตาลึกโหล และจ้องมองซึงยูนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ซึงยูนรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นจัดรดลงกลางศีรษะ ความหนาวเย็นนั้นซ่านไปตามไขสันหลังจนซึงยูนก้าวขาแทบไม่ออก

 

 

ชายคนนั้นก็ดูเหมือนจะรู้ว่าซึงยูนรู้สึกอย่างไร เพราะฝ่ายนั้นเดินมุ่งหน้ามาหาซึงยูน

 

 

“เราไปกันเถอะ”

 

 

มืออุ่นของมินโฮกุมมือซึงยูนไว้แน่น ความเย็นยะเยือกจนแทบสะท้านเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจนเกือบร้อน ซึงยูนรู้สึกว่าเหงื่อเม็ดโตๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผม กลุ่มคนน่ากลัวก็ถอยห่างออกจากซึงยูนเช่นกัน เมื่อซงมินโฮมองเมินคนกลุ่มนั้นไปราวกับไม่ใส่ใจ และจูงมือซึงยูนให้เดินเร็วๆ ออกจากถ้ำมันจังกุล

 

 

มือต่อมือละจากกันเมื่อก้าวออกมาสู่ความสว่างไสวนอกถ้ำ แต่ลมเย็นจัดพร้อมกับสายฝนบางเบาที่โปรยปรายลงมา ทำให้ซึงยูนต้องรีบวิ่งไปที่รถ เขาติดเครื่องยนต์ และเปิดเครื่องทำความร้อน แต่มือของซึงยูนยังสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะ และหลับตาลง

 

 

อากาศที่แปรปรวนง่ายของเกาะเชจูทำให้สายฝนพร่างพรมลงมาหนาตาจนแทบมองอะไรไม่เห็น

 

 

“เป็นไงบ้าง” เสียงนุ่มๆ ของมินโฮถาม และซึงยูนก็รู้สึกว่ามืออุ่นของอีกฝ่ายลูบผมอย่างอ่อนโยน “นายไม่น่าเข้าไปเลย”

 

“นั่นสิครับ”

 

 

ซึงยูนบ่นงึมงำ และหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่นานจนกระทั่งฝนซาเม็ดลงจึงลืมตามามองคนที่ยังนั่งอยู่ข้างๆ ซึงยูนยิ้มจางๆ กลับไป เมื่อเห็นมินโฮส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ ก่อนจะพูดเสียงเบา

 

 

“เพราะพี่ยิ้มให้ผมแบบนี้ไง ผมถึงต้องดั้นด้นมาหาพี่ที่นี่ให้ได้”

 

 

 

 

เย็นวันนั้นซึงยูนกินข้าวเย็นง่ายๆ ที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนเล็กๆ มินโฮไม่ยอมแตะอะไรเลย และบอกว่าอาหารที่ซึงยูนสั่งมาอย่างริซอตโต้หมึกดำนั้นดูไม่น่ากินอย่างประหลาด ซึงยูนไม่เถียง แต่ก้มหน้าก้มตากินอาหารไปเงียบๆ จนกระทั่งมื้อเย็นจบลง

 

 

“พี่ไปกับผมไม่ได้เหรอครับ” ซึงยูนยิ้มอ้อนอีกฝ่ายเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง

 

“นายจองที่พักไว้คนเดียวไม่ใช่เหรอ เจ้าของบ้านคงมองนายแปลกๆ แน่เลยถ้าฉันไปด้วย”

 

“ผมจองไว้สองคน บอกเขาไว้ตั้งแต่ตอนจองแล้ว” ซึงยูนพูดเสียงเบา และหน้าแดง “พี่ไปกับผมเถอะนะ เดี๋ยวเช้าวันที่ 4 ผมก็ต้องกลับแล้ว”

 

“งั้นฉันก็คงต้องไปก่อนนาย”

 

 

มินโฮพึมพำ แต่ซึงยูนไม่ทันฟัง เพราะมัวแต่ยุ่งกับการถอยรถ ซึงยูนถอยรถสำเร็จ และหันมาถามคนข้างตัวด้วยน้ำเสียงสดใส

 

 

“พี่ว่ายังไงนะ”

 

“เปล่า”

 

 

ซงมินโฮโกหกเสียงเบา

 

 

 

 

ซึงยูนกลับถึงบ้านตอนค่ำ เขาทักทายเจ้าของบ้านกับสามีเจ้าของบ้าน ก่อนจะขอตัวขึ้นห้องไป ซงมินโฮยืนเก้ๆ กังๆ ในห้องนอนใหญ่ของบ้านที่เจ้าของบ้านแบ่งมาทำห้องพัก ส่วนหนุ่มจากกรุงโซลอย่างซึงยูนกลับทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง และตบเตียงปุๆ

 

 

“มานั่งนี่สิครับ”

 

 

สีหน้ากระอักกระอ่วนของซงมินโฮ ทำให้ซึงยูนหัวเราะคิกอย่างกลั้นไม่อยู่ ซงมินโฮหันไปมองและทำหน้าดุ จนซึงยูนต้องอธิบายไปด้วยหัวเราะไปด้วย

 

 

“ก็ผมขำนี่นา พี่ทำหน้าแปลกๆ”

 

“แปลกยังไง”

 

“พี่ทำหน้าเหมือนผมล่อลวงพี่มางั้นแหละ” คังซึงยูนไม่พูดต่อ แต่ซ่อนหน้าลงกับหมอนแล้วหัวเราะ

 

“ฉันแค่แปลกใจ” ซงมินโฮพูด และมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งสะอาดตา “คนเชจูเดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขานอนแบบปูฟูกกับพื้นแล้วหรือไงนะ”

 

“พี่แปลกใจแค่เรื่องฟูกเองเหรอ” ซึงยูนแกล้งทำเสียงผิดหวัง “ผมนึกว่าพี่กลัวที่เราต้องอยู่ด้วยกันเสียอีก”

 

“นายต่างหากที่ต้องกลัวฉัน”

 

 

ซงมินโฮพูด และคนที่หน้าแดงคือคังซึงยูน

 

 

หลังจากซึงยูนลุกไปอาบน้ำ และกลับมานอนดูสายฝนสาดปะทะหน้าต่างตรงข้างเตียง ท่ามกลางเสียงฝนปะทะบ้านหลังใหญ่ และเสียงนาฬิกาที่เดินเชื่องช้า ซึงยูนปิดไฟบนเพดาน เปิดแค่โคมไฟหัวเตียง แสงนวลของไฟแรงต่ำกระทบร่างของมินโฮที่นอนเหยียดยาวอยู่ข้างกัน ซึงยูนมองภาพอีกฝ่าย และรู้สึกขำตัวเอง ที่ใจเต้นเพราะการนอนข้างมินโฮ

 

 

“นายบอกว่านายเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว” มินโฮถามเบาๆ คลอไปกับเสียงฝน “เรียนวิชาอะไร วิศวกรรมเหรอ หรือว่าเรียนแพทย์ เรียนบัญชี”

 

“ผมเรียนด้านประวัติศาสตร์ครับ”

 

“หือ” ซงมินโฮขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “เรียนไปทำไมกัน ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ ตอนเด็กๆ ฉันสนใจวิชาวิศวกรรมมากเลยรู้ไหม ฉันอยากสร้างเรือดำน้ำล่ะ”

 

“ประวัติศาสตร์น่าสนใจนะครับ คนชอบคิดว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของสิ่งที่จบไปแล้ว ผ่านไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนะครับ ที่เราได้รู้ว่าคนเมื่อเป็นพันปีก่อน กินยังไง อยู่ยังไง หรือแม้กระทั่งได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กับคนที่จากเราไปก่อนเราจะเกิด ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่สำหรับผม มันเป็นเหมือนเวทย์มนตร์ที่ชุบชีวิตคนในอดีตให้โลดแล่นขึ้นมาอีกครั้ง อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของผม”

 

 

มินโฮเงียบไปนาน สายฝนข้างนอกตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา อาการเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อยทำให้ซึงยูนขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะมองใบหน้าคมที่ยังลืมตามองดูเพดานห้อง ความเงียบครอบคลุมอยู่นานจนกระทั่งมินโฮพูดขึ้นมาเสียงเบา

 

 

“อดีตน่ะ เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเหมือนความฝัน ต่อให้มันกลับมาโลดแล่นในความรู้สึกของนาย แต่สุดท้าย ความจริงของเวทย์มนตร์นั่น ก็คือความว่างเปล่าอยู่ดี”

 

“ผมรู้ครับ”

 

 

ซึงยูนตอบและรู้สึกเหมือนหัวตาร้อนๆ สายฝนที่ตกกระหน่ำภายนอกทำให้ซึงยูนไม่นึกถึงข้อจำกัด หรือความผิดเพี้ยนใดๆ ชายหนุ่มเบียดตัวเข้าไปหาอีกฝ่าย ซบศีรษะลงกับไหล่ของมินโฮ และโอบแขนรอบร่างของมินโฮ

 

 

“อุ่นจัง”

 

 

ซึงยูนพึมพำและหลับสนิทไปแทบจะทันที เหลือแต่ซงมินโฮที่นอนลืมตามองเงาของซึงยูนที่สะท้อนอยู่บนผนังห้อง

 

 

“เด็กดื้อ ทั้งที่รู้ว่าคนที่ต้องเสียใจคือนาย แต่ก็ยังจะทำแบบนี้อีก”

 

 

มินโฮพูดเบาๆ และโอบกระชับซึงยูนเอาไว้ในอ้อมแขนของตัวอย่างแนบแน่น

 

 

 

 

เช้าวันที่ 2 เมษายน อากาศแจ่มใสกว่าเมื่อวาน แต่พยากรณ์อากาศบอกว่า ฝนจะตกตอนบ่าย ซึงยูนเป็นคนเดียวที่ไปกินข้าวเช้ากับเจ้าของบ้านและสามี เพราะมินโฮบอกว่าไม่หิว อาหารง่ายๆ อย่างซุป และข้าวสวยร้อนๆ กลับอร่อยอย่างเหลือเชื่อ ซึงยูนเติมข้าว 2 ครั้ง ทำให้หญิงเจ้าของบ้านยิ้มจนแก้มปริ

 

 

ชายหนุ่มอิ่มแปล้เมื่อเดินออกมาตรงลานหน้าบ้านที่จอดรถไว้ และเห็นว่ามินโฮกำลังเล่นเป่า ยิง ฉุบ กับเด็กหญิงขี้อายที่ซึงยูนเจอเมื่อวาน รอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายยังค้างอยู่บนริมฝีปาก เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองซึงยูน และเพราะรอยยิ้มนั้นเอง ที่ทำให้ซึงยูนใจเต้นตึกๆ

 

 

“สวัสดีจ้ะ”

 

 

ซึงยูนทักเด็กหญิง และผลลัพธ์เหมือนเดิม เด็กหญิงตัวน้อยหลบหลังมินโฮทันที ฝ่ายนั้นลูบผมเด็กหญิงเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเหมือนปลอบใจ

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก พี่ซึงยูนใจดีนะ”

 

 

ตากลมโตของเด็กหญิงแอบมอง และเมื่อเห็นซึงยูนยังมองอยู่ เด็กหญิงก็ลุกขึ้นวิ่งเร็วจี๋เข้าบ้านไปโดยไม่เหลียวหลัง ซึงยูนถอนใจก่อนจะเปิดรถเข้าไปนั่งประจำที่โดยมีมินโฮนั่งข้างๆ และซึงยูนก็บ่นพึมพำ ขณะที่ขับรถออกจากบ้าน

 

 

“ไม่รู้แกจะกลัวผมทำไมนะครับ”

 

“เด็กน่ะ แกไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่หรอก” มินโฮตอบ

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรแกสักหน่อย” ซึงยูนตอบแล้วทำปากบุ่ย ก่อนจะขับรถไปช้าๆ ซงมินโฮเอื้อมมือไปโยกศีรษะของคนขับรถเบาๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะพูดว่า

 

“เด็กขี้งอนเอ๊ย”

 

 

และได้ผล เด็กขี้งอนของซงมินโฮยิ้มออก ก่อนจะขับรถอย่างอารมณ์ดีไปตลอดทาง

 

 

 

 

คลื่นซัดเข้าหาชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินสีดำที่เป็นผลจากการระเบิดของภูเขาไฟ คลื่นสีขาวเป็นฟองพรายตัดกับหินสีดำ มินโฮมองมันอย่างไม่รู้เบื่อโดยไม่สนใจเสียงจ้อกแจ้กจอแจของบรรดานักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านกาแฟของนักร้องชื่อดัง ทีตั้งอยู่ในเขตแอวอล ตาคมของมินโฮมองออกไปบนผืนน้ำสีเขียวมรกตที่ขนานกับผืนฟ้าสีครามสดใส

 

 

คนเพียงคนเดียวที่ทำลายความเงียบในโลกของมินโฮได้คือคังซึงยูน ชายหนุ่มเดินมานั่งข้างๆ และวางแก้วกาแฟร้อนหอมกรุ่นไว้ตรงหน้ามินโฮ ก่อนจะพูดอย่างสดใส

 

 

“ถึงพี่จะบอกว่าไม่กิน แต่ผมก็อยากซื้อมาให้” ซึงยูนพูดพลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ผมไม่ดื่มกาแฟคนเดียวแน่ๆ”

 

 

มินโฮไม่เถียง แต่ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ กริยานั้นทำให้ซึงยูนยิ้มกว้าง มินโฮจึงทำท่าจิบกาแฟให้อีกฝ่ายดูอีกหน เวลานี้โลกของมินโฮกับซึงยูนเงียบสงบ มีแต่เสียงคลื่นที่ซัดเข้ามาเป็นระยะ เสียงหัวเราะสนุกสนานของนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันเข้ามา ไม่ได้รบกวนความสงบของซึงยูนกับมินโฮ ซึงยูนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคู่ของตัวเองกับมินโฮ ที่ทำท่าทางไม่อยากถ่ายนัก ซึงยูนก้มมองหน้าจอมือถือและเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเงียบๆ

 

 

กาแฟของซึงยูนหมดแก้วแล้ว มินโฮจึงพูดเบาๆ

 

 

“นายอยากไปดูดาวที่ภูเขาฮัลลาซานด้วยกันไหม”

 

 

 

 

ซึงยูนไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิด แต่เขาตกลงจะไปกับมินโฮ สิ่งที่ซึงยูนทำคือเข้าไปร้านในเมือง ซื้อเต้นท์หลังเล็ก รองเท้าเดินป่า เสื้อกันหนาวตัวใหม่ที่กันฝนได้ ไฟฉายกระบอกใหญ่ และซื้ออาหารแห้งกับยาสามัญประจำบ้าน และแผ่นทำความร้อนใส่ไปจนเต็มกระเป๋า ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปทางขึ้นภูเขาฮัลลาซาน

 

 

ทั้งคู่เดินไปตามทางที่จัดไว้สำหรับเดินป่า ก่อนที่มินโฮจะดึงให้ซึงยูนเดินออกนอกเส้นทางไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ซึงยูนหอบเหนื่อยจนต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ เพราะเส้นทางที่มินโฮพามานั้นทั้งรก และชัน บางจุดก็อันตรายมากจนถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะกลิ้งตกเขาไปได้ง่ายๆ

 

 

ทันทีที่เห็นคนแปลกๆ เดินออกมาจากป่า ซึงยูนก็รีบคว้ามือของมินโฮไว้ราวกับจะเป็นที่พึ่ง

 

 

ซงมินโฮส่งยิ้มอ่อนโยนให้ซึงยูน ก่อนจะพาเขามุ่งหน้าเข้าไปในป่าที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ ถ้ำรกร้างบางแห่งมีเสียงกระซิบประหลาดดังแทรกเสียงลมเสียดยอดไม้ และเสียงนกภูเขาร้อง ทุกครั้งที่เสียงกระซิบของผู้คนที่ซุกซ่อนอยู่ตามซอกมุมต่างๆ ในป่าดังกว่าเสียงอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว ซึงยูนจะรีบกระชับมือที่จับไว้กับซงมินโฮให้แน่นขึ้นกว่าเดิม

 

 

อากาศค่อยๆ เย็นลง เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ซึงยูนหยุดพักที่ต้นไม้ใหญ่ในป่า กินมื้อเย็นเป็นขนมปังสอดไส้ ไส้กรอกชีส และดื่มนม ชายหนุ่มเอ่ยถามคนข้างตัวที่เหม่อมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับทิวไม้ในป่า

 

 

“เราต้องเดินอีกไกลไหมครับ”

 

“ไม่ไกลหรอก” มินโฮพูดอย่างเศร้าสร้อย และมองพระอาทิตย์ที่ลับหายไปจากทิวไม้ ทิ้งป่าเย็นจัดไว้กับความมืดมิด “ไม่ต้องกลัวนะ พี่ยังอยู่กับนายทั้งคน ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

ซึงยูนพยักหน้า เก็บขยะใส่กระเป๋า และออกเดินตามมินโฮอีกครั้ง โดยสะพายเป้เอาไว้บนหลัง และมือหนึ่งถือไฟฉาย อีกมีก็จับมือซงมินโฮไว้แน่น ยิ่งดึก เสียงซุบซิบที่จับใจความไม่ได้ของคนที่ซ่อนตัวในความมืดของป่าก็ดูเหมือนจะยิ่งดังชัดในความมืด อากาศเริ่มหนาวจนซึงยูนฟันกระทบกัน มินโฮจูงมือให้ซึงยูนข้ามทางน้ำไหลเล็กๆ และฝ่าดงไม้พุ่มไปถึงลานโล่งเล็กๆ ในป่า ต้นไม้ใหญ่เรียงรายรอบเป็นเหมือนกำแพงกั้นพื้นที่ตรงนั้นจากโลกภายนอก

 

 

“ถึงแล้ว”

 

 

มินโฮพูด และจัดแจงไปลากกิ่งไม้แห้งๆ มากองสุมขอนไม้อันใหญ่ พริบตาเดียวกองเพลิงอุ่นๆ ก็สาดแสงไล่ความมืดและความหนาวเย็น ซึงยูนกางเต้นท์ที่ซื้อมาอย่างทุลักทุเล แต่ก็สำเร็จได้ในที่สุด และเข้าไปหลบลมหนาวที่พัดมาเป็นระยะๆ

 

 

“โชคดีจัง วันนี้ฝนไม่ตก”

 

 

ชายหนุ่มพูดเมื่อมินโฮเข้ามานั่งข้างกันในเต้นท์ มินโฮนั่งกอดเข่าเงียบๆ จ้องมองเปลวไฟสีส้มเต้นระบำอยู่ในความมืด สะเก็ดไฟเล็กๆ แตกปะทุ และดับหายไปอย่างรวดเร็ว

 

 

“เมื่อก่อนฉันชอบมานั่งดูดาวที่นี่” มินโฮพูดเบาๆ “บางคืนที่ไม่หนาวมาก ฉันก็จะพาน้องสาวมาด้วย”

 

“น้องสาวพี่ ไม่อยู่ที่เชจูแล้วเหรอครับ”

 

“อือ เธอไปจากที่นี่นานแล้วล่ะ”

 

 

เสี้ยวหน้าของมินโฮดูเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง และทำให้ซึงยูนรู้สึกเศร้าตามไปด้วย ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่า เอียงหน้าไปซบไหล่ของอีกฝ่ายไว้ เสียงต้นไม้เสียดสีกันดังออดแอด และเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกโดยมองไม่เห็นตัวดังอย่างต่อเนื่อง แทรกเสียงแตกเปรี๊ยะของไม้ที่ถูกความร้อนเผาจนเป็นถ่านก้อนแดงๆ

 

 

มินโฮโยนกิ่งไม้แห้งเข้าไปเติมเป็นเชื้อไฟ ก่อนจะวาดวงแขนโอบร่างของคนที่ซบไหล่อยู่

 

 

“ผมคิดถึงแต่พี่ตลอดเลย ตั้งแต่กลับไปที่เชจูครั้งก่อน”

 

“นายหมกมุ่นเรื่องฉันงั้นเหรอ คังซึงยูน”

 

 

เปลวไฟจากกองไฟตรงหน้าทำให้ร่างกายอบอุ่น แต่คำพูดของมินโฮทำให้หัวใจของซึงยูนสูบฉีดเลือดขึ้นไปบนใบหน้าเจ้าตัวจนหน้าร้อนจัด ซึงยูนบ่นอุบอิบ

 

 

“หมกมุ่นเนี่ย มันฟังดูแปลกๆ นะ”

 

“ก็นายหมกมุ่นจริงๆ” มินโฮพูดพลางหัวเราะในลำคอ “ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไม่กลับมากันหรอก”

 

“ผมต้องกลับมาหาพี่” ปลายนิ้วของซึงยูนยื่นไปเกี่ยวปลายนิ้วของอีกฝ่ายอย่างลังเล ซงมินโฮจึงเป็นฝ่ายดึงมือบางไปกุมไว้เอง ซึงยูนซบหน้าลงกับไหล่แกร่ง และกระซิบแผ่วกว่าเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีก “ผมอยากรู้ว่าพี่เป็นใคร อยากรู้ว่าพี่อยู่ที่ไหน ผมพยายามหาทุกอย่างที่พอจะเกี่ยวข้องกับพี่ แต่ ...”

 

“นายหาไม่เจอเลยล่ะสิ” มินโฮตอบเบาๆ “เพราะหาไม่เจอ เลยต้องกลับมาหาฉัน”

 

“ใช่ครับ ผมรู้สึกเหมือนว่า ถ้าผมไม่กลับมา ผมคงทุกข์ใจเหมือนตกนรกแน่ๆ เลย” ซึงยูนพูดเหมือนแกล้งล้ออีกฝ่าย แต่ซงมินโฮกลับพูดเสียงเบา

 

 

            “เห็นดาวเหนือหรือเปล่า” มินโฮพูดพลางชี้ไปที่จุดสว่างจุดหนึ่งบนฟ้า “วันนี้ฟ้าโปร่ง เห็นดาวชัดมากเลยนะ”

 

 

 

            ซึงยูนแหงนมองท้องฟ้าตามที่มินโฮบอก และเบียดซุกอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเมื่อลมเย็นพัดผ่านมา

 

 

 

 

            เช้าวันที่ 3 เมษายน ซึงยูนตาลึกโหลเพราะนอนไม่พอ เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึงยูนพยายามสะกดความง่วงงุนเอาไว้ และไม่ยอมยอมเข้านอน ด้วยความกังวลว่ามินโฮจะทิ้งไป แต่อีกฝ่ายหนึ่งนอนหลับสนิทจนซึงยูนเผลอหลับไปช่วงก่อนสว่างแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี

 

 

            “นายอยากซื้อกาแฟก่อนไหม”

 

 

            มินโฮถามเมื่อซึงยูนเปิดปากหาวเป็นรอบที่ 4 ขณะขับรถลงจากภูเขาฮัลลาซาน ซึงยูนพยักหน้า และแวะจอดที่ร้านกาแฟ ก่อนจะวิ่งลงไปซื้อกาแฟร้อนมา 2 แก้วให้ตัวเอง และมินโฮ กลิ่นกาแฟหอมอบอวล ทำให้ซึงยูนสดชื่นขึ้นกว่าเก่า

 

 

            ชายหนุ่มพยายามชวนคนข้างตัวพูดคุย แต่มินโฮพูดน้อยลงเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อรถของซึงยูนเลี้ยวเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของสวนสันติภาพเชจู 4.3 คนข้างตัวของซึงยูนถึงได้ขยับ

 

 

            “นายจะเข้าไปในอาคารหรือเปล่า” มินโฮบุ้ยใบไปทางป้ายจบอกทางไปอาคารจัดแสดงนิทรรศการ “ถ้าไปพี่จะรอข้างนอกนะ”

 

            “ไม่ครับ” ซึงยูนตอบขณะดับเครื่องรถยนต์ “เราเดินในสวนกันดีกว่า”

 

            “ไปสิ”

 

 

            ซึงยูนกับมินโฮเดินเคียงกันไปเรื่อยๆ ใต้ฟ้ากว้าง วันนี้เป็นอีกวันที่แดดส่องสดใส ซึงยูนมองไปข้างหน้า ริมทางเดินมีกำแพงสูงเสมอศีรษะแปะทับด้วยหินสีดำ สลักข้อความสั้นๆ จนเต็มแผ่นหิน ซึงยูนพยายามมองเมินข้อความพวกนั้น หัวใจเต้นตุบอย่างบ้าคลั่งด้วยความกังวล เมื่อมินโฮเดินช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดตรงหน้ากำแพงหนึ่ง

 

 

“ซึงยูนอา”

 

 

มินโฮเรียกเบาๆ แต่คังซึงยูนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ตาเรียวมองเห็นแค่ปลายเท้าในรองเท้าหนังเก่าๆ เชยๆ ของอีกฝ่าย

 

 

“ต่อไปนี้ดูแลตัวเองให้ดีนะ” เสียงทุ้มของมินโฮทำให้ซึงยูนใจหาย “แล้วก็ ... อดีตน่ะ ผ่านไปเหมือนความฝัน ไม่มีทางให้เราย้อนกลับไปแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงมันได้หรอกนะ มีแต่ตอนนี้ และเวลานี้นั้นที่มีอยู่จริง อย่าย่ำอยู่กับที่เดิมอีกเลยนะ”

 

 

ซึงยูนไม่มองหน้าอีกฝ่าย และไม่ตอบรับคำ แต่ส่ายหัวอย่างดื้อดึง ซงมินโฮถอนใจเบาๆ ก่อนจะบอกกับคนที่ยังก้มหน้านิ่ง

 

 

“นายบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่านายเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ เพราะนายได้รู้ว่าคนในอดีตเป็นยังไง นายได้เรียนรู้ความผิดพลาด และความสำเร็จที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อวันนี้ และวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ”

 

“ผมไม่อยากให้พี่ไป”

 

 

เสียงของซึงยูนสั่นเครือ เมื่อเงยหน้ามองซงมินโฮ ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเจนนัก เพราะมินโฮยืนหันหลังให้ดวงอาทิตย์ และเพราะน้ำตาที่เอ่อกบตาเรียว

 

 

“คังซึงยูนนี่ดื้อจริงๆ”

 

 

มินโฮหัวเราะเบาๆ และเอื้อมมือทั้งสองข้างมาประคองใบหน้าของซึงยูนไว้ ก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยปาดน้ำตาที่จวนเจียนจะหยดลงมาของซึงยูนให้

 

 

“คิดถึงพี่บ้างนะ ซึงยูน” มินโฮกระซิบ “แต่อย่าคิดถึงพี่จนนายลืมใช้ชีวิตเพื่อตัวเองในวันนี้เลยนะ”

 

 

ซึงยูนหลับตาลงเมื่อริมฝีปากของมินโฮที่แนบสนิทกับริมฝีปากของตัวเอง สัมผัสแผ่วเบาเหมือนสัมผัสของผีเสื้อที่แตะดอกไม้เพียงชั่วครู่ และทุกอย่างรอบตัวของซึงยูนก็นิ่งสนิท เมื่อตาเรียวเปิดขึ้น ซงมินโฮก็ไม่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป ตาเรียวของซึงยูนเหลือบไปเห็นชื่อของมินโฮ สลักอยู่บนแผ่นหินสีดำ ชื่อนั้นโดดเด่นอยู่เหนือหลายร้อยรายชื่อที่อยู่บนแผ่นหินนั้น

 

 

 

ซงมินโฮ เพศชาย อายุ 23 ปี 03.10.1948

 

 

 

 

ข้อความต่อจากนั้นซึงยูนมองเห็นไม่ชัดนัก เพราะป้ายแผ่นหินในสวนสันติภาพเชจู 4.3 และโลกทั้งโลกพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาของคังซึงยูน

 

 

 

 

ซึงยูนเก็บตัวอยู่ในห้องพักที่แอวอลตลอดตั้งแต่บ่ายวันนั้น จนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 4 เมษายน ซึงยูนนอนคิดตลอดทั้งคืนเรื่องมินโฮ เขารู้มาตลอดว่ามินโฮกับตัวเองอยู่กันคนละโลก แต่ซึงยูนหลอกตัวเองว่ามินโฮจะยังอยู่ในโลกใบเดียวกันนี้ต่อไปได้ ถึงได้ดั้นด้นกลับมาตามหามินโฮอีกครั้ง และเมื่อพบกัน ซึงยูนก็ยังแอบคิดว่า อาจจะยืดเวลาที่จะอยู่ด้วยกันได้นานขึ้น เพราะซึงยูนสัมผัสมินโฮได้เหมือนปกติ

 

 

ไออุ่นจากอ้อมกอด รอยยิ้ม แววตา และแม้กระทั่งรอยจูบของมินโฮเป็นของจริงทั้งหมดสำหรับซึงยูน

 

 

เมื่อรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวอีกครั้ง ซึงยูนจึงลุกขึ้นกวาดข้าวของไม่กี่ชิ้นลงกระเป๋า และเตรียมตัวเดินทางกลับ ตาเรียวของซึงยูนกวาดมองไปทั่วบ้าน และไม่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่มักจะมาแอบเมียงมองเขาที่ข้างบันได แต่วันนี้กลับไม่เห็นวี่แวว

 

 

“จะออกไปแล้วเหรอครับ” สามีของเจ้าของบ้านเอ่ยทักเมื่อเห็นซึงยูน “ทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิครับ”

 

“ครับ”

 

 

ซึงยูนตอบเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม และเอ่ยขอบคุณเมื่อเจ้าของบ้านฝ่ายชายชงกาแฟมาให้ และเมื่อนั่งลงจัดการมื้อเช้ากับเจ้าของบ้านตามลำพัง ซึงยูนจึงเอ่ยถามขึ้นเมื่อไม่เห็นเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง

 

 

“พี่ผู้หญิงไปข้างนอกเหรอครับ”

 

“เปล่าครับ” แก้มสองข้างของเจ้าของบ้านฝ่ายชายแดงเปล่งปลั่ง “เธอนอนพักในห้องน่ะครับ เช้านี้เวียนหัวมาก”

 

“ไม่สบายเหรอครับ”

 

“แพ้ท้องน่ะครับ เธอเพิ่งรู้ตัวเมื่อคืนนี้เอง”

 

“ดีใจด้วยนะครับ”

 

 

ซึงยูนพูดแล้วยื่นมือไปจับแสดงความยินดีกับเจ้าของบ้าน ก่อนจะเก็บกระเป๋า และขับรถออกจากบ้านพักมา ตาเรียวยังกวาดมองไปที่จุดเดิมที่เคยเจอซงมินโฮ ด้วยความหวังเล็กๆ ว่าอาจจะเห็นร่างสูงของอีกฝ่ายเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ริมถนนเหมือนเมื่อครั้งที่พบกัน

 

 

แต่ริมถนนสายเดิมว่างเปล่า

 

 

สุดท้ายคังซึงยูนก็ตัดใจและขับรถกลับไปคืนที่สนามบินก่อนจะนั่งรอเรียกขึ้นเครื่องบินอย่างใจลอย มือเรียวกดเปิดรูปภาพที่ถ่ายไว้ที่ร้านกาฟที่แอวอล ในภาพตอนกดถ่ายมีมินโฮนั่งอยู่ข้างกัน แต่ภาพที่อยู่บนหน้าจอมือถือตอนนี้ กลับมีแต่ซึงยูนคนเดียว เหมือนกับที่เขาเองก็เห็นตั้งแต่วันที่ถ่าย

 

 

อย่าคิดถึงพี่จนนายลืมใช้ชีวิตเพื่อตัวเองในวันนี้เลยนะ

 

 

 

 

คำพูดสุดท้ายของมินโฮไล่หยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อขึ้นมา ซึงยูนสูดหายใจลึกๆ และลุกขึ้นเดินไปทางพนักงานสายการบินประกาศเรียกผู้โดยสารเตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

annoym’s message : สวัสดีค่ะ ไม่ได้มาลงฟิคนานมากๆ เพราะว่ายุ่งมากเลยค่ะ T_T เรื่องนี้เขียนมาวันละนิด วันละหน่อย เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นเลยอาจจะเดินเร็วไปบ้างนะคะ เนื้อเรื่อง base on  การสังหารหมู่ที่เกาะเชจูที่เริ่มต้นในวันที่ 3 เมษายน 1948 ค่ะ

 

 

แนะนำ หรือบอกเราได้ว่ารู้สึกยังไงกับฟิคเรื่องนี้ที่ #มินยูน_3_4 หรือ @anonym_minyoon นะคะ ขอบคุณค่ะ

ผลงานอื่นๆ ของ anonym_minyoon

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 13:22
    เศร้ามากเลยค่ะ ปูเรื่องดีมากเลย หลอกเราให้ตายใจแล้วถีบตกทะเล ฮืออออออออออ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆ มาให้อ่านนะคะ
    #3
    0
  2. #2 Nkrose
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 02:09

    ม่ายยยย มันเศร้าแต่มันก็อบอุ่นมากๆเลยค่ะ ฮืออออออ ความเจ็บปวดที่สวยงาม

    ไรท์เก่งมากๆเลย เขียนยังไงให้ลื่นไหลขนาดนี้

    #2
    0
  3. #1 Lalita
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 00:27

    รู้สึกตะหงิดๆตั้งแต่ยูนจมน้ำกับเจออะไรที่น่ากลัวในถ้ำแล้วแต่คิดว่ายูนอาจมีจิตสัมผัสเฉยๆไม่คิดว่ามินโฮจะเป็นวิญญาณมาอยู่ด้วย แปลกใหม่มากเลยค่ะ ยิ่งคำพูดสุดท้ายที่มินโฮบอกยูนซึ้งมากๆเลย????

    #1
    0