Hey, it's kind of long story

ตอนที่ 3 : Scene 1 | 2014 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ส.ค. 57

 

 

| 1 |  

2014




 

            ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ถ้าหากว่าคุณยังไม่รู้จักฉัน หรือพึ่งผ่านเข้ามา ฉันชื่อแอนดี้ และอีก 6 เดือนก็จะอายุ 20 ปี พอกล่าวถึงอายุทีไรฉันก็รู้สึกเวลามันผ่านไปเร็วทุกทีเลย ราวกับว่าเมื่อวานฉันเพิ่งอายุ 16 ยังไง ยังงั้น ถึงแม้ว่าคุณยายข้างบ้านจะย้ำหนักย้ำหนาว่าแกไม่เชื่อว่าฉันจะ 20 ปีนี้ เพราะแกเห็นฉันมาตั้งแต่เด็ก แต่จะว่าไปมันก็รู้สึกดีนะ เพราะเพื่อนในชั้นฉันบางคนหน้าก็ปาไป 25 แล้ว ฮ่าๆ ออ...ฉันมีพี่ชาย ‘พอล’ เราห่างกันประมาณ สามปีได้ ทว่าไม่ได้มีนิสัยที่โตกว่าฉันมากมายหรอก และด้วยความที่เรามีหลายเชื่อชาติในตัว ฉันคิดว่านั่นเป็นส่วนทำให้ฉันกับพอลหน้าเด็กและนิสัยเด็ก (ถ้าพอลได้มาอ่านคงตีฉันตายแน่ๆ) เราเป็นลูกครึ่งเสเปน ญี่ปุ่นและ อังกฤษน่ะ ต้องขอบคุณพ่อและคุณแม่ของเราจริงๆ  หลังจากที่อยู่อังกฤษไม่นาน พออายไดุ้ 8 ขวบ ฉันกับพอลก็ถูกส่งมาอยู่กับป้าที่ สหรัฐฯ เพราะพ่อกับแม่ไม่อยากให้เราต้องวุ่นวายกับการย้ายไปย้ายมา ฉันเดาว่าพวกเขาไม่อยากให้เราเหนื่อยน่ะ พร่ามมานานมากแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และกดแชร์ เรื่องราวของฉันนะ อ้อ ถ้าใครจากมาเจอกัน ฉันเรียนอยู่ University of Muel league หรือเรียกสั้นๆ ว่า UML  สาขา Fashion Design ถ้าใครอยากรู้จักก็มาเจอกันได้นะ 

Andy

 

 

            ฉันกด Publish ข้อควาามที่พึ่งพิมพ์ไปในเบล็อกส่วนตัวของฉัน ไม่ถึงนาทีก็มีคนเข้ามากดไลค์ ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมฉันยังไม่เลิกนิสัยชอบแชร์เรื่องราวส่วนตัวให้คนแปลกหน้าไดรู้สักที ทั้งพอล และวีโอล่า พี่ชายและเพื่อนสนิทฉันบ่นให้ฟังทุกวัน ช่วยไม่ได้นี่นาฉันเลิกยุ่งกับมันไม่ได้อะ

           

            แกร็ก~

            “แอนดี้เรียบร้อยหรือยังลูก”  ประตูเปิดพร้อมกับป้าเแมรี่ที่เดินเข้ามา ฉันพับจอแล็ปท๊อปที่อยู่ในมือและเดินตามป้าแมรี่ออกไป วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนใหมของ UML มหาลัยอันดับต้นๆ ของรัฐที่ฉันเรียนอยู่ ถึงแม้จะเป็นมหาลัยเอกชน การต้องสอบก็ยากเหมือนมหาวิทยาลัยรัฐเช่นกัน  ฉันเลือกลง สาขา Fashion Design เป็นตัวหลัก และภาษาฝรั่งเศสเป็นตัวรอง ถึงแม้ว่ามันจะยากแต่มันคุ้มที่จะเรียน เพราะหลักจากที่เรียนจบฉันฝันไว้ว่าจะไปเรียนต่อที่ ปารีสต่อ ภาษาฝรั่งเศสจึงสำคัญต่อฉันมาก ถ้าหากไม่โดนไอ้พี่ชายตัวแสบกันไว้ก่อน เพราะพอลน่ะ ขี้เหงามากก

            “พอลฉันไปแล้วน้า” ด้วยความหมั่นใส้ที่ไอ้พี่ชายตัวแสบไม่ขานตอบ คนยังนอนอยู่สิท่า ฉันเลยใช้เท้ายันประตูหน้าห้องแรงๆ จนเจ้าตัวที่ยังหลับอยู่โวยวายใหญ่

            “เออโว้ย รู้แล้วจะไปไหนก็ไป!”

            “แค่ทักทายเองหน่า” ฮิๆ เสียงฟึดฟัดทำให้ฉันต้องรีบวิ่งออกไปก่อนที่เขาจะโกรธและตามออกมา ตลกจริงๆ เป็นเพราะเราสนิทกันมาก เลยไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นเรื่องน่าสนุกไปหมด นี่ อย่ามองว่าฉันเป็นเด็กนิสัยไม่ดีนะ เพราะพอลแกล้งฉันก่อน ฉันเลยต้องเอาคืนต่างหาก

 

 

@ UML 

 

            หลังจากที่ลงทะเบียนเรียนเสร็จ ฉันก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปลื่อยชมมหาวิทยาลัยและรอเวลาเรียนคลาสแรก ไม่รู้ว่าทำไมคนถึงวุ่นวายและเยอะขนาดนี้ ให้ตายสิ ถึงแม้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก็ควรจะลงทะเบียนเรียนในเว็บไซต์สิหน่า ไม่ทันสมัยเอาซะเลย

           “แอนดี้ !~” เสียงแหลมคุ้นเคยของวีโอล่าตะโกนขึ้นมาเรียกฉันตรงทางเดินแต่ไกลหน้ามหาวิทยาลัยอย่างไกล วีโอล่าเป็นเพื่อนที่สนิทของฉันที่สุดในโลกล้าก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รู้จักกันตั้งแต่เด็กแต่เราก็สนิทกันมากเมื่อเธอย้ายมาเรียนไฮสคูลเดียวกับฉัน นี่ไม่ได้เจอวีโอล่าตั้งนาน ประมาณสองเดือนได้ละมั้ง เพราะเธอต้องกลับไปที่อสสเตรเลียเพื่อทำเรื่องย้ายมหาลัย

            “คิดถึงเธอมากยัยเพื่อนรักก” ยัยวีโอล่าลากเสียงยาว

          “เหมือนกันย่ะ แกเป็นยังไงบ้าง รู้ไหมฉันเหงาจะตายอยู่แล้ว” ฉันว่า

            “สบายดีม้ากมาก แกก็รู้ว่าฉันต้องทำเรื่องย้ายออกจาก VTU¹ มันยากเย็นแค่ไหน” ยัยวีโอล่าเบ้ปาก เพราะแต่ก่อนวีโอลาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย และเธอได้ย้ายมาเรียนที่อเมริกาตอนเกรด 10 และด้วยควาเรียนเก่งของยัยนี่มหาวิทยาลัยออสเตรเลียที่นู่นจึงได้เรียกตัวเธอมาเรียนด้วย และตอนนั้นยัยนั่นก็ตกลง เลยทำให้เธอต้องไปทำเรื่องลาออกให้วุ่นวายกันไปใหญ่ 

            “ฉันรู้หน่า สุดท้ายเธอก็มา” ว่าแล้วยัยวีก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

            ฉันกับวีโอล่าคุยกันสบเพระและอับเดตเรื่องราวชีวิตรักๆ ของเธอ เพราะเราไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยต้องเม้าส์ตามประสาสาวๆ กันหน่อย

            ทว่าระหว่างนั้น...อะไรสักอย่างยาวๆ ก็ได้ลอยผ่านหัวฉันกับวีโอล่าไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แถบจะหลบไม่ทันกันทีเดียว

            ฟาบ!

            “!!”

            “นี่เธอมายืนขวางทางอะไรตรงนนี้วะ!”

            ถ้าพูดให้ถูกเขาไม่ใช่เหรอที่มายืนขวางทางฉัน และไอ้เสก็ตบอร์ดโง่ๆ นั่นต่างหากที่เกือบจะทำฉันเสียโฉม ฉันหันไปหานายนั่นพร้อม

            “ฉันเนี่ยนะ นายกับเสก็ตบอร์ดโง่ๆ นั่นต่างหาก!” ฉันหันหน้าไปต่อว่านายนั่นอย่างอดไม่ได้ แต่เหมือนหันกลับไป ฉันก็สะดุดกับในตาสีฟ้าอ่อนของผู้ชายตรงหน้า ราวกับทุกอย่างได้หยุดหมุน ไม่ใช่เพราะความพิศวาดหรือใด ทว่าในตานั่นกลับดึงดูดฉันอย่างไม่มีสาเหตุ จนฉันลืมสิ่งที่จะพูดกับเขาไปเลย คิ้วหนาของคนตรงหน้าขมวดเข้าหากันเป็นปมพร้อมกับจ้องฉันกลับ และเมื่อเห็นฉันมีท่าทีเปลี่ยนไป ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลานั้นขยับเล็กน้อยและค่อยๆ เข้ามาหาฉันเรื่อยๆ จนกระทั่งฉันสามารถมองเห็นจิวเพชรสีเงินที่อยู่ตรงจมูกเขาอย่างชัดเจน

            “เป็นอะไรปะ เอ๋อไปแล้วเหรอ” เสียงห่ามๆ สะกิดให้ฉันรู้สึกตัว

            “นะนี่! ขยับออกไปนะ ละฉันก็ไม่ได้เอ๋อด้วย!” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างงๆ เขายกมือสองข้างขึ้นราวกับยอดแพ้และค่อยๆ ถอยหลังไป

            “โอเคๆ ทำไมต้องดุด้วยวะ”

            “ดุเหรอ ถ้าฉันไม่รู้สึกอะไรสิแปลก ไม่รู้ตัวหรือไง ถ้าเกิดว่าไอ้เสเก็ตบอร์ดนั่นมันโดนหัวฉันขึ้นมาจะทำยังไงยะ” ฉันตะโกนใส่หน้าอย่างหงุดหงิด และเหมือนเจ้าตัวจะไม่รับรู้ความผิดใดๆ เขากลับใช้มือทั้งสองปิดหูตัวเอง ราวกับว่าสิ่งที่ฉันพูดมา มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

            “นี่เธอพูดเบาๆ ไม่ได้เหรอ อีกอย่าวมันยังโดนหัวเธอเลย ตีโพยตีพายไปได้”

            “นี่! นายว่าไงนะ”

            “แอนดี้ไปเถอะ อย่าไปมีเรื่อกับเขาเลยนะ อีกอย่างเขาเป็นรุ่นพี่อีกด้วย” วีโอล่าที่อยู่ข้างๆ พยายามดึงฉันออกจากตรงนั้น ให้ตายสิรุ่นพี่ก็รุ่นพี่เถอะ เขาไม่ได้สำนึกเลยนะ

            “มีอะไรกันป่ะครับ” เสียงสวรรค์เดินเข้ามาพร้อมที่จะคลี่คลายปัญหา ทว่าฉันคงคิดผิดเพราะถึงแม้ว่าเขาจะสุภาพแต่ในมือเขาก็ถือเสก็ตบอร์ดไว้ด้วยเหมือนกัน พวกเดียวกันสินะ

            “เครียร์หน่อยดิ ขี้เกียจคุยว่ะ หูฉันแทบแตก”เขาทำท่ากระซิบกระซาบนายผมสีไวท์ช็อกโกแลต ที่พึ่งเดินเข้ามา ขอโทษฉันได้ยินต็มสองหู

            “เฮ้ยสวยหว่ะ!” และหนึ่งในนั้นร้องออกมา

            “โหไม่แบ่งเพื่อนเลยเซฟ ชื่ออะไรคร้าบ”

            “เอาไปดิ ฉันไม่อยากได้”

            หนอย! อย่างกับฉันอยากได้นายงั้นสิ  ฉันตวัดตามองเขาที่ทำเป็นยกฉันให้เพื่อนเขานั่น และเหมือนหมอนั่นจะรู้ว่าฉันคิดอะไร เพราะสีหน้าที่เขาแสดงออกมาว่าเหนือกว่าฉันเห็นๆ

            “อย่าไปถือสาไอ้พวกนี้เลยนะ เอาเป็นว่าพวกเราขอโทษนะ”

            “จะไปขอโทษทำไมวะ ยัยนี่เดินเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ เกือบตายแล้วไหมหล่ะ” เขาว่าแล้วเหลือบตามองทางฉันอีกครั้ง แถมยังทำหน้าเยาะเย้ยเมื่อนายคนผมไวท์ช็อกโกแลตหันกลับไป

            “นี่ ถ้านายขอโทษสักคำเรื่องมันก็จบ”

            “ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ...ครับ” พูดจบเขาก็เหยียบยิ้มจนหน้ามั่นใส้

            “นายมัน ไอ้...”

            “ขอโทษนะค้า” ก่อนที่ฉันจะกระโจนเข้าไปหาเขา วีโอล่าก็ลากฉันออกมาก่อนที่ฉันจะได้ทำร้ายร่างกายเขาจริงๆ คนรอบข้างมองเราสองคนอย่างด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนกับว่า ฉันกล้าดียังไงไปมือเรื่องกับพวกเขา

            “นี่วี! ทำไมเธอต้องไปขอโทษไอ้พวกนั้นด้วยหะ” ฉันสะบัดแขนยัยวีเมื่อเราเดินมาไกลจากพวกนั้น

            “แอนดี้ เธอจะทำให้ชีวิตปีหนึ่งของเราพังนะให้ตายสิยะ”

            “แต่ฉันไม่ผิด เราต่างหากที่เป็นคนเสียหายนะวี!”

            “ช่างมันเถอะหน่า แอนดี้นะๆ” ยัยวีว่าแล้วเข้ามาตบหลังฉันเบาๆ เหมือนปลอบเด็กเล็ก

            “ทำไมเธอไม่เข้าข้าง ฉันเนี่ย”

            “แอนดี้้เธอก็เห็นว่าพวกเขามีเยอะกว่าเราอีก อีกอย่างเราเป็นเด็กใหม่ เธอไม่กลัวพวกเขาแกล้งเราหรือไงกัน ฉันได้ยินว่ารับน้องที่นี่โหดมาก”           

            “ใครสนใจกัน”

            “แอนดี้ถ้าเธอไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่สิ”

            “พับผ่าสิ!”

            “อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันอยากให้วันแรกของเรามีแต่เรื่องดีๆ นะ” วีโอล่าว่าแล้วก็กุมมือฉันพลางกระพริบตาปิ๊บๆ อย่างแมวออดอ้อน

            มันไม่ใช่วันดีตั้งแต่ฉันเจอหมอนั่นแล้วล่ะ!

 

           

            UML เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของรัฐ ไม่แปลกเลยว่าพื้นที่ทุกกระเบียดนิ้วของที่นี่ จะถูกตกแต่งอย่างสวยงามและโมเดิลสุดๆ เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแนวๆ หน้ารัฐ ตึกสูงที่ฉันกับวีโอล่ายืนอยู่ก็ดีไซน์ด้วยกระตกแก้วทั้งหมด จึงสามารถมองทะลุเห็นเฟอนิเจอร์ข้างในได้อย่างชัดเจน จุดเด่นที่ UML ก็คือแต่ละสาขาคณะ ตึกจะดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์และจดจำง่ายสำหรับนักศึกษา สำหรับตึกที่ฉันยืนอยู่ก็เป็นกระจกแก้วทั้งหมด คงจะเป็นตึกส่วนกลาง เพราะไม่มีป้ายบอกว่าเป็นคณะอะไร

            เมื่อลงทะเบียนเสร็จ เราก็แยกย้ายกันไปเรียนลาสแรก แต่ว่าฉันยังไม่รู้เลยว่าห้องเรียนฉันอยู่ที่ไหน เพราะที่นี่ใหญ่เป็นบ้าถ้าไม่มีแผนที่พูดเลยว่าฉันคงต้องหลงในเขาวงกตนี่แน่ๆ

        

            ฉันกลางหนังสือแนะนำมหาวิทยาลัยที่แนบมากับแผนออกเพื่อมองหาตึกที่ฉันจะต้องไปเรียน ฉันเดินตามหาสักพักก็เจออาคารที่เขียน Fashion Design Building 1

            “คงเป็นที่นี่ิสินะ”

            ฉันเดินเข้าไปในอาคาร แปลกจังทำไมที่นี่ถึงเงียบขนาดนี้เนี่ย นี่ฉันไม่ได้เข้ามาผิดหรอกนะ หรือว่าเขาจะเข้าคลาสกันหมด ฉันก้มมองดูนาฬิกาข้อตัวเอง แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงเวลานี่นา ฉันเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงลิฟท์แก้วตัวใหญ่ เอ...น่าจะชั้น 8 นะ

ตึ้ง!

            ประตูเปิดพร้อมกับทางแยกมืดๆ ทั้งสองด้าน บอกฉันทีว่าฉันไม่ได้อยู่ในบ้านผีสิง ทำไมมันเงียบแบบนี้ล่ะ ทางแยกสองทางทำให้ฉันสับสนว่าจะไปทางไหนดี อีกอย่างในกระดาษก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่ว่าโชคช่วยที่มีคนเดินมาพอดี

          “คุณคะ!”

          “ฉันเหรอ..” เสียงนิ่งเรียบไร้ความรู้สึกหันกลับมาทางฉัน พร้อมกับใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกเช่นกัน คิ้วบางค่อยๆ โก่งขึ้น อย่างสงสัย 

            “พอทราบมั้ยคะ ว่าคลาส Fashion Design ไปทางไหน ? ” ฉันถาม

          “อื้ม.. ฉันกำลังจะไปพอดี ไปด้วยกันสิ”

            พอพูดจบเธอก็หันหลังและเดินต่อไปทันทีโดยไม่มีมีโอกาศให้ฉันพูดใด ฉันจึงต้องเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ ฉันไม่ได้อย่าจะว่าผู้มีพระคุณหรอกนะ แต่เธอน่ากลัวชะมัด แถมชุดที่เธอใส่ยังเป็นแซ็กคอเต่าสีขาวและกระโปรงระบายลูกไม้

          “ว่าแต่..เธอใช่ผู้หญิงที่ทะเลาะกับรุ่นพี่ใช่ไหม” อยู่ๆ เธอก็หยุดเดินและหันมาถามฉันด้วยน้ำเสียงที่แหบผล่ากว่าเดิม

          “หา..เอ๊ะเธอเห็นด้วยเหรอ”

            “ใครๆ เค้าก็เห็นกัน”

            อะไรกัน..ฉันก็เห็นแค่มีคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่เหรอ ทว่า..

          “เธอไม่กลัวเหรอ...ไปยุ่งกับรุ่นพี่พวกนั้นอะ” เธอค่อยๆ หันหน้ามามองฉันด้วยสายตานิ่งๆ ให้ตายสิ ฉันพนันได้ว่าเธอมีหน้าเดียว เพราะตั้งแต่เมื่อกี้ เธอก็ยังทำหน้าแบบนี้ใส่ฉัน ยิ้มสิ ยิ้มสิ 

            “แล้วทำไมฉันต้องกลัวอ่ะ พวกเขาไม่ใช่ผีนะ”

             เรื่องจริงนิ ฉันไม่กลัวหรอกพวกที่ชอบเล่นพรรคเล่นพวก รุ่นพี่ก็รุ่นพี่เถอะ

            “คนใดที่กล้าทะเลาะกับพวกรุ่นพี่ จะต้องโดนคำสาป”

            “ !!! ”

            คำสาป ??????

 

 

คืนนั้น

            ถ้าไม่ใช่หูฉันเพี้ยง คงเป็นยัยนั่นต่างหากที่เพี้ยนจนบ้าและพูดจาเพ้อเจ้อ ทว่ามันกลับทำให้ฉันคิดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน! ถ้าเธอรู้คงหัวเราะเนอะฉันน่าดู เพราะไอ้เรื่องคำสาปแท้ๆ อเมริกามีคำสาปด้วยเหรอ? ถ้าหากฉันไม่ได้ยินเรื่องนี้มากับหูตัวเองก็คงจะไม่เชื่อ ไม่งั้นคงจะสาปเช่งคนที่มาเล่าให้แล้ว นี่มันศตวรรษไหนแล้วยะ? ยังจะมีเรื่องคำสาปบ้าบออะไรอีก ถ้าบอกว่าตอนนี้ยังเป็นยุคพ่อมดหรือหมาป่าก็ว่าไปอย่าง นี่มันปี 2014 นะยะ แต่...ที่คิดมากก็เพราะคำพูดมันมากับยัยหน้าไร้ความรู้สึก เพราะยิ่งคิดถึงมันฉันก็สยองเข้าใส้ ฉันไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก อย่าว่าแต่คำสาปเลย ผงผี มันไม่มีจริง!(เหรออออ) แต่ว่ามันทำให้ฉันนึกถึงซีรี่เรื่องหนึ่งของใต้หวันเมื่อนานมาแล้ว ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซานใช่ในเรื่อง F4² ใต้หวัน (รักใสใสหัวใจสี่ดวง) ที่พอเข้ามหาลัยมาก็โดนคำสาปเพราะทะเลาะกับพระเอก นายหัวสัปรส ฉันยังจำได้ดี   (-_-)

            เฮ้อ ~ ฉันหยิบ iphone ขึ้นมาและจรดปลายนิ้วมือพิมพ์เว็บ Hotmail.com เพื่อเข้าไปเช็คอีเมล พนันได้ว่าคงไม่มีใครส่งอะไรมาหรอกยกเว้นแต่พวกโฆษนาต่างๆ ทว่า..           

 

            Inbox 1

 

             From : Leaonardo_33@hotmail.com, 3 Months ago

 

            ‘สวัสดี

            แอนดี้ ฉันลีโอนาดเอง หลังจากที่เราเลิกกันไป ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้ติดต่อกับเธออีกครั้ง เพราะดูท่าทางเธอ คง..รักเกียจฉันน่าดู แถบเธอยังปิดมือถือไม่คุยกับฉันอีก น่าเศร้านะ ส่วนไอ้พอล พี่ชายเธอ ก็อัดฉันซะน่วมเลย แต่ช่างเถอะ ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปนะ ฉันจะลืมมันไปแล้วกัน ไม่ต้องห่วงนะแอนดี้ ฉันไม่ได้จะมาขอคืนดีกับเธอหรอก แต่แค่ได้ข่าวว่าเรียนที่ UML อย่าตกใจนะ ฉันก็เรียนที่นั่นเหมือนกัน เรียนกับพี่ชายเธอนั่นแหล่ะ พอลคงไม่ได้บอก  หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะครับ

            รักและคิดถึง

            ลีโอนาด 

 

            ว่าไงนะ !!!!  ลีโอนาดเรียนอยู่ที่ UML

            แล้วทำไมพอลถึงไม่บอกฉัน สัก คำ!

            พระเจ้า!

           

            ฉันก็คิดอยู่แล้วแหล่ะว่า ยังไงฉันก็จะได้เจอลีโอนาด แต่..มันจะเร็วไปมั้ยอ่ะ เพราะฉันทำวีระกรรมแสบๆ กับเขาไว้เยอะมากมาย

            เรื่อมันมีอยู่ว่า โอนาดเป็นเพื่อนของพี่ชายฉัน พอลแนะนำให้เราให้รู้จักกัน ตอนนั้นฉันเด็กมากๆ เลนยังไม่รู้ว่าอะไรคือความรัก ลีโอนาดเป็นแฟนคนแรกของฉันเลยล่ะ เราเป็นเพื่อนกันอยู่ช่วงแรงๆ แต่หลังจากนั้นที่ลีโอนาดบอกชอบฉัน เราก็ตกลงคบกันอย่างรวดเร็ว และเช่นกันเราก็เลิกกันอย่างรวดเร็ว เพราะจริงๆ ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือความรัก และที่สำคัญลีโอนาดเป็นเด็กอ้วนมาก ฉันเคยซื้อกางเกงให้เขาเมื่อตอนวันเกิด ทว่าไซส์ที่ลีโอนาดใส่มันไม่มี ก็เลยถึงขึ้นต้องสั่งตัดกันเลยทีเดียว พอถึงงานวันเกิดลีโอนาดดีใจมากที่ได้ของขวัญจากฉัน แต่ว่าลีโอนาดก็ก็ใส่ไม่ได้ และนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำเขาขายหน้าสุดๆ

            ฉันคบกับลีโอนาดได้ประมาณ 3 เดือนเพราะตอนนั้นฉันก็แอบคุยกับคนอื่นด้วย แต่เราเป็นพื่อนกันเป็นปีน่ะ ตอนนั้นฉันมันแย่จริงๆ เพราะเขาเป็นผู้ชายที่นิสัยดีมาก ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจ เขาไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวซักครั้ง อันที่จริงก็เคย ฉันไปจุ๊บแก้มลีโอนาดแต่กลับเป็นว่าหน้าเขาก็แดงขึ้นมาเหมือนเด็กเกรด 6 ทันที มันทำห้ฉันเบื่อเขาและบอกเลิกในที่สุด แต่ทว่าลีโอนาดก็มาหาฉันที่บ้านทุกวันเหมือนเดิน ฉันเลยบอกพอลไปว่าลีโอนาดคิดจะปล้ำฉัน พอลโกรธมากเลยชกหมอนั่นไปสองครั้ง คิดแล้วขำเป็นบ้า แต่ขอโทษนะตอนนั้นยังเด็กทำไรไม่คิด หลังจากนั้นพอลก็เลิดคบกับลีโอนาดไปเลย แต่เรื่องกลับผลิกผันที่พวกเขากลับมาคบกันใหม่ ผับผ่าสิ! และพอลก็ไม่คิดจะไม่บอกฉันด้วย!

________________________________________________________________
VTU¹ : Victoria University (Australia)
F4² : ภาพยนตร์ละครไต้หวันเรื่อง รักใสๆ หัวใจ 4 ดวง 



 

| คุยกันหน่อย |


ขออภัยสำหรับใครที่ยังตามอ่านนิยายเรื่องนี้ เราขอโทษจริงๆ ที่รีไรท์ใหม่นะคะ ละประเด็นคือลงแล้วลงอีกเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนของโทษจริงๆ นะ เพราะหลังจากหยุดอัพมานานพอมาอ่านอีกทีรู้สึกว่าแบบแต่งไปได้ไง 5555 เลยจะมาเปลี่ยนเรื่องราวเล็กน้อยค่ะ ไม่มากเท่าไร ตัวละครอาจจะเป็นเปลี่ยนชื่อไปบ้าง อย่างพี่ชายนางเอกก็ชื่อพอลนะ อย่างงไป สำหรับนักอ่านคนเก่าๆ ที่ยังตามติดเรื่องนี้อยู่ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาอ่านนะ จะรีบอัพตอนต่อไปไวๆ สำหรับคนที่พึ่งเข้ามาใหม่ แนะนำให้อ่านตอนแรกๆ ที่ขึ้นอัพเดต 100% ก่อนน้าเดี๋ยวจะงงว่าเห้นเรื่องแม่งเป็นไง ขอบคุณมากๆ ค่า สามารถเม้นติชมได้ทางคอมเม้นด้านล่างนะ สำรับคำผิดรู้ตัวดีค่ะ แต่แก้ไม่ได้ง่ะ 5555 โทดๆ เดี๋ยวจะรีบแก้ให้หมดนะ ทนไป อ่านไปก่อน ขอบคุณมากค้า xD 
 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #131 wondermomo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มกราคม 2556 / 21:09
    พี่ว่าเนื้อหาก็โอเคนะ แต่ปัญหาคือคำผิดเยอะไปหน่อย  มันทำให้อ่านแล้วสะดุดบ่อย ๆ
    ทางที่ดีควรกลับมาแก้ไขงานนะ แล้วเช็คคำผิดหรือวิธีเขียนที่ถูกต้องได้จากพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน
    เดี๋ยวนี้มีเว็บให้ค้นหาความหมายแล้วล่ะ ลองทำดู  

    ส่วนการบรรยายพี่ว่าลดทอนรายละเีอียดบางอย่างลงไปก็ได้  บางทีอ่านแล้วมันเป็นบริบทที่ไม่สำคัญ
    มันทำให้เยิ่นเย้ออ่ะ

    สำหรับนางเอกดูเปรี้ยว มั่นใจตัวเองสุด ๆ  แล้วผู้ชายนี่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นพระเอกอะป่าว ก็ดูกวน ๆ ดี
    ทะเลาะแล้วโดนคำสาปเหรอ?  แปลกดีนะเนี่ย ^^ 
    #131
    0
  2. #116 idiotpwx♥. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 11:55
    เหมือนจะยังมีคำผิดอยู่นะคะ
    แต่ชอบเนื้อเรื่องค่ะ สนุกกกก *O*
    #116
    0
  3. #99 ✖ It's me,Fuck (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2555 / 19:37
     ผ่านเข้ามาอ่านจ๊าา แอนนาเขียนเนื้อเรื่องเจ๋ง > <
    แต่เขียนภาษาไทยผิดเยอะเลยๆ เช่น
    ลูกครึ่ง เสเปน , พึ่ง เปลี่ยนเป็นเพิ่งนะๆ เยอะแยะเลย 
    เรามาคอมเมนต์แค่นี้ละจ๊าาา แต่เนื้อเรื่อง so good >
     < ติดตามต่อๆ :)

    ปล. ชอบนางเอกแต่งแบบสโมกกี้อาย กรี๊ดดด!
    #99
    0
  4. #98 ❥Phern (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2554 / 16:44
    เราว่าใช้เป็น blogspot ไปเลยก็ได้น้า เพราะมันก็เหมือนเราเมนชั่นเฟสบุ้คหรือทวิตเตอร์ในนิยายนั่นแหละ
    ว่างๆ จะมาอ่านต่อเนอะตอนนี้เขียน essay ค้างอยู่ 5555
    #98
    0
  5. #97 YOUR$ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 22:53
     พี่เเอนนาบรรยายเก๋อ่ะ :) มีโดนคำสาปด้วย ฮ่าๆ ยัยหน้าจืดนี่น่ากลัวนะ 
    #97
    0
  6. #96 Ms. Kwon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 / 09:56

    โดนคำสาปด้วยอะ 555555555555+

    #96
    0
  7. #95 dduaz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 / 17:40
     ทะเลาะแล้วโดนคำสาป โอเอ็มจี O.O
    #95
    0
  8. #94 `คุณหญิงเลอร์แมน | (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2554 / 20:27
     แม่เจ้าา คำสาป !
     น่ารักอ้ะ ><
    #94
    0
  9. #93 ' Fuckinbestϟ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 01:32
     เจาะจมูกคิ้วและ ระเบิดหู ชอบอ่ะ>< 
    #93
    0
  10. #92 F.UCK BOY (B.) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 14:34
    ตะวันตกเวอร์ๆนิยายเรื่องนี้ -_-
    #92
    0
  11. #91 ☀ ตุ๊กตาโซชิ 'SeXy!' <3 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2554 / 17:32

    แอนดี้น่ารักนะคะ

    #91
    0
  12. #90 nam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 19:24
    ;)) บรรยายเก่งนะฝึกไปเดี๋ยวก็เก่งๆๆกว่านี้นะ สู้ ๆ 555
    #90
    0
  13. #89 f.nista :))))) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 18:10
     ชอบแอนดี้จัง <3
    #89
    0
  14. #88 Cha'Mod ^___^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 17:14
     พี่แอนนาบรรยายสนุก ><
    #88
    0
  15. #87 Aniinocent_14 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2554 / 20:42
    อ่าา า

    นางเอกท่าทางซ่าอ่ะเนี่ยยย
    #87
    0
  16. #86 Kim ` Fifalyz , (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2554 / 19:25
    ชอบนิสัยนางเอกดี ;) 
    #86
    0
  17. #85 John Doe (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2554 / 20:34
    อ่านแล้วคิดถึงเรื่อง F4 ของไต้หวัน ทะเลาะกับพระเอกแล้วมีปัญหา (เหมือนโดนสาป) หุหุ
    #85
    0
  18. #84 .ปิ่นสะเด๋า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2554 / 13:37
     ชอบนิสัยนางเอกอ่ะ มันดูแบบก๋ากั๋นรั่วๆยังไงไม่รู้ 55555
    #84
    0
  19. #83 ❀`bow.ling ❀ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2554 / 00:33
    lol@ comment 27     Woow lovely -.-

    ในที่สุดก็อัพนะพี่แอนนา สนุกอ่ะเหมือ่เจ้าหมอนั่นเป็น เซฟ ที่คุยกันในเว็บเลย ฮ่าๆ
    อัพนะๆ โวตล่ะๆ
    #83
    0
  20. #82 ♔' SweeTHeiresS ! (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2554 / 20:18
    Wow lovely  I love SKINS {just kidding}
    hey your work is good and it will get better in time
    keep on writing ( Y )


    #82
    0
  21. #81 แคนสะดี๋ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2554 / 19:21
    Oh my goshh it hannah m. *sceammm*
    #81
    0