Hey, it's kind of long story

ตอนที่ 4 : Scene 2 | What's meant to be will always find a way [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ส.ค. 57

| 2 | 
What's meant to be will always find a way 


 


           ตอนเช้าตรู่           

 

            กริ้งๆ!! เกร้งๆ!!

 

            อืม.. ถ้าเดาไม่ผิดนั่นคงจะเป็นเสียงนาฬิกาปลุก แล้วนี่คงเป็นเวลาเช้าแล้วสินะ ฉันเผลอหลับไปตอนไหนกัน เวลาช่างผ่านไปไวสะเหลือเกินเพระาฉันเพิ่งได้งีบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วให้ตายสิพระเจ้า สร้างเรื่องให้ฉันนอนไม่หลับยังจะย่นเวลานอนอีก ท่านจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ ฉันเอื้อมมือที่แสนสั้นของตัวเอง คลำหานาฬิกาปลุกบนหัวเตียงทว่าพบแต่เพียงความว่างเปล่า

            เสียงขอนาฬิกาปลุกดังเข้มาเรื่อยๆ

            เรื่อยๆ

            แถมเสียงกระดิ่งที่แสนหนวกหูก็ดังถี่ขึ้นและถี่ขึ้น ถ้าฉันไม่ปิดมันตอนนี้หูฉันต้องแตกแน่ๆ แต่เอ๊ะ! จำได้ว่าเมื่อคืนเอาวางไว้นี้บนหัวเตียงไม่ใช้เหรอ ฉันยังคลำมันความว่างเปล่าไปเรื่อยและ แต่เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ คนจะนอน ทำไมฉันต้องคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัวด้วยเนี่ย

            ฉันผงกหัวออกจากผ้าห่มอันแสนอุ่นที่นอนซุกไซ้ทั้กคืน และลืมตาขึ้นมาดูนาฬิกาปลุกตัวดี ทว่าพอลืมขึ้นมาเท่านั้นล่ะ ใบหน้ากวนๆ ของไอ้พี่ชายตัวแสบก็ยิ้มร่าไกล้ มิหนำซำในมือพอลยังถือนาฬิกาปลุกไว้อีก ที่สำคัญมันอยู่ตรงหูและหน้าฉันพอดิบพอดี ไอ้พี่ชายเลววว

            “กรี๊ดดดดดดดดดด!!” เสียงกรี้ดแหลมของฉันทำให้พอลปล่อยนาฬิกนปลุกแล้วกระเทิบห่างฉันอย่างรวดเร็ว

            “จะกรี๊ดไรหนักหนา แสบแก้วหูว่ะ” เขาใช้มือที่ปล่อยจาฬิกาปลุกที่กระเด็นตกที่พื้น ปิดหูตัวเองทั้งสองข้าง

            ดี สมน้ำหน้า!

            “มาแกล้งกันทำไมยะ เป็นไงล่ะ” ฉันว่าแล้วปาหมอนใส่พอลที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง

            “ก็เธอไม่ยอมตื่น นาฬิกาปลุกมันปลุกตั้งสามสี่ครั้งแล้ว ฉันรำคาณเลยเข้ามาปลุกให้ไง ผิดเหรอหะ” พอลว่าอย่างเอาเรื่อง

            “ย่ะ ไม่ผิดเลย~” ฉันมองพอลอย่างหมั่นใส้ “แล้วนายเข้ามาได้ยังไง”

            “ก็…ประตูมันไม่ได้ล็อกไงน้องสาว”

            “…”

            ไม่ได้ล้อก อะไรกันฉันลืมล็อกห้องไปได้ยังไงกัน ฉันก้มหน้าคิดอยู่ชั่วครู่ก็หันไปมองทางพี่ชายที่ยืนยันตัวอยู่ตรงประตูห้อง

            “” พอลยิ้มโชว์เคี้ยวสองซี่หน้าอย่างหมั่นใส้ “ไม่ได้แกล้งนะเว้ย แต่ฉันจะช่วยให้แกได้ตื่นนะต่างหาก”

            “ขอบคุณจากใจย่ะ” พอลหัวเราะล่าเมื่อเห็นฉันทำหน้าบึ้งใส่เขา ไม่รู้เลยสินะ กว่าฉันจะหลับสนิทก็ปาไปกี่โมง

            “ออ...มีอีกอย่างหนึ่ง ฉันไม่ได้เข้ามาแค่แกล้งแกหรอก วันนี้ป้าแมรีไม่่อยู่ว่ะ แถมฉันต้องเข้ามหาลัยฯ แต่เช้า ป้าทิ้งไว้ให้แค่กุญแจรถ และโน๊ตว่าไป Hawaii สองอาทิตย์ เพราะฉะนั้นตื่นโว้ย อาบน้ำแต่งตัว อีกสิบนาทีฉันต้องไปแล้ว”

            “สิบนาที! นายจะบ้าเหรอพอล!” ฉันโพล่งขึ้นมทันที ไม่รอให้ฉันได้พ่นคำด่าใส่ พอลก็วิ่งจู้ดหายไปเลย ให้เวลาฉันสิบนาทีเนี่ยนะ ไอ้พี่ชายเห็นแก่ตัว!

 

            สิบนาทีผ่านไป ไวเหมือนโกหก

 

            วันนี้ฉันใส่เสื้อยืดสีขาวแขนสามส่วนตัวโปรดและ Skinny jeans สีซีดๆ ขาดๆ มาใส่ ส่วนปมปล่อยผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวถึงกลางหลัง สางมันลวกๆ และแต่งหน้าแบบสมโมกกี้อายด้วยความรวดเร็ว และรีบวิ่งไปหาพอลที่นั่งคอยอยู่ในรถ ฉันใสรองเท้าลวกและเดินไปหาเขาที่อยู่หน้าบ้าน

            พอลบีบแตรสองสามครั้งเมื่อเห็นฉันเดินออกมา ให้ตายสิจะรีบไปไหนของเขาหะ  

            “พอลนายจะรีบไปไหน สงสารฉันบ้างเถอะ” ฉันว่าพลางเดินเข้าไปนั่งในรถ พอเห็นฉันบ่นเขาก็บ่นกลับน้อยๆ

            “แกช้านี่หว่า ฉันรอแกโครตนาน” พอลว่าแล้วเร่งเครื่องเสียงดัง จะไปแข่งรถหรือไงยะ

            “เออ ช้ามากเลยนะ นายให้เวลาฉันแค่ 10 นาที ในขณะที่ตัวเองแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำตัวเป็นตาแก่ไปได้ จะให้ฉันเสร็จทันได้ไง นายจะบ้าเหรอพอล” ฉันพูดรัวๆ พร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยไปด้วย 

            “เออๆ ครับๆ พูดมากจริง เป็นแม่ฉันหรือเปล่าเนี่ย”

            “เหอะ ฉันเป็นผู้หญิงนะโว้ย จะให้แต่งตัวเร็วเหมือนนายได้ไงยะ”

            “แกว่าฉันเป็นตาแก่ แกก็เป็นยายแก่เหมือนกัน บ่นๆ อยู่ได้ ยัยแก่แอนดี้”

            “ฉันไม่คุยกับนายละ!”

            “อิอิ นั่งเงียบๆ ไปเลยน้องรัก” มันหน่าหงุดหงิดจริงๆ ทำไมเขาต้องเร่งบ้างเร่งบอแบบนี้ด้วย ทำไมถึงไม่เข้าใจว่าฉันก็เป็นผู้หญิง

            พอพอลขับรถไปได้สักพัก ฉันก็สึงเกตได่ว่าทางที่เขากำลังไปมันไม่ใช่ทางไปมหาวิทยาลัย นี่ที่รีบไปเพราะจะไปที่ไหนก่อนอีกแหงๆ เลย

            “พอลนี่นายจะไปไหนไหน”

            “ฉันจะแวะไปรับเพื่อนก่อนน่ะ”

            “เพื่อนเหรอ?” ฉันถามเสียงสูงอย่างตั้งคำถาม “ชายหรือว่าหญิง”

            “ผู้ชายเว่ย”

            ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอ แถมเพื่อนพอลแต่ละคนก็มีรถกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องให้พอลมารับถึงบ้าน แถมแถวๆ นี้ก็มีรถไฟใต้ดินทำไมต้องมาพึ่งพี่ชายฉันด้วยนะ เปลืองน้ำมันเป็นบ้า ไม่ใช่ว่าฉันขี้เหนียวนะ ได้ข่าวว่าเพื่อนๆ เขาก็มีฐานะกันทั้งนั้น บ่ไปสักพักฉันก็ผลอยหลับไป จนกระทั่งพอลขับรถมาจอดหน้าบ้านใครสักคน  พอลโทรไปหาเพื่อนเขาที่อยู่ในบ้าน จากนั้นประตูไม้บานใหญ่เปิดพร้อมกับคนที่เดินออกมา

            ฉันจ้องมองเจ้าของเลือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ก้าวเท้ามาทางเราอย่างใจจดใจต่อ ทว่าแสงแดงที่สาดใส่เขาาทำให้มองเห็นหน้าเขาไม่ชัดนัก เพื่อนพอลคนนี้ตัวสูงเพรียว แต่มีกล้ามหน่ยๆ ดูจากเสื้อที่เขาใส่ ดูเหมือนเขาจะเป็นนักกีฬาเลย เขาเดินเข้ามาไกล้เรื่อยๆ แต่ยังไม่สามารถเห็นใบหน้าที่หลบอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ได้ เมื่อเขาเดินเข้ามาไกล้ ฉันก็เห็นใบหน้าผิวสีน้ำผึ้งอย่างชัดเจน..

            รวมทั้งในตาสีฟ้าอ่อนที่ฉันจำได้ดี!

            ขะเขา!

            จะเป็นใครไปไม่ได้เพราะเพื่อนของพอลคนนี้ เป็นผู้ชายที่ได้ชื่อว่าไร้มีมารยาทที่สุดในสามโลก ไม่ให้เกียรติผู้หญิง และ กวนบาทาที่สุดฉันรู้จัก ณ ตอนนี้    ฉันสบตานิ่งเมื่อเขาเดินเข้ามาไกล้ ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีแปลกใจใดๆ แถมยังหยักคิ้วให้ฉันอย่างกวนๆ แล้วเดินมาเปิดประตูรถอย่างไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว นายนั่นเข้ามาพูดคุยกับพอลอย่างสนิทสนม แตกต่างกับฉันสิ้นเชิงที่ภายในใจอยากจะกรีดร้องและตะโกนออกมาดังๆ เป็นไปได้ยังไงเนี่ย! ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเป็นเพื่อนกับพี่ชายฉัน มิหนำซำเขายังทำตัวไม่รู้สึกไม่รู้สาอะไรราวกับว่าเราไม่เคยพบปะพูดคุยกันมาก่อน โดยหลักการแล้วฉันกับเขาก็ถือว่าไม่ได้พบปะพูดคุยกันหรอก โอเคย่ะ ถือว่าเราไม่เคยเจอกันก็แล้วกัน

            พอเขาย่างเท้าเข้ามานั่งในรถ หมอนั่นก็กระเถิบเข้ามานั่งไกล้ๆ ฉัน เพราะรถพอลที่นั่งด้านหน้าเต็มไปด้วยกระดานไม้อะไรไม่รู้เยอะไปหมด ฉันจึงจำใจต้องมานั่งด้านหลัง ฉันก็เขยิบตัวออกจากเขาทันทีเมื่อเขาเข้ามาไกล้ เแต่ว่าเขาทำท่าไม่สนใจและกระตุกยิ้มน้อยๆ ฉันละเกลียดร้อยยิ้มนั่นที่สุด

            “แอนดี้ นี่โจเซฟ เพื่อนฉันเอง”

            โจเซฟเหรอ.. หน้ากับชื่อไม่เห็นจะเข้าตรงไหนเลย แตกต่างกับโจเซฟ กอร์ดิน เลวิตต์ นักแสดงหลักจากนักรักที่ฉันชอบมากที่สุด Day of summer ก็ว่าไปอย่าง เขาทั้งหล่อทั้งน่ารัก  

            “เฮ้~” พอลหันมาสะกิดฉัน

            “อื้ม สวัสดี”  

            “นี่น้องสาวจากท้องพ่อแม่เดียวกัน แอนดี้ รู้จักกันไว้ ยัยนี่เรียนที่ UML เหมือนกัน” พอลร่ายรายเอียดเกี่ยวกับให้นายนั่นฟัง

            “อยู่คณะอะไรเหรอ” เขาเอียงหน้ามาไกล้

            “แฟชั่น” ฉันตอบเนืองๆ พลางไม่มองหน้าเขา

            ไม่รู้ทำไมฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรเข้ามาไกล้ จนกระทั่งฉันอดไม่ได้จึงต้องหันไปมองผู้ชายข้างๆ ที่ยื่นหน้าเข้าแถบจะประชิด เขาขยับใบหน้าเขามาไกล้ พร้อมกับใช้ดวงตาสีฟ้าฮาเซลคู่นั่นจับจ้องใบหน้าฉัน

            “เฮ่ยๆ ให้เซฟ ชิดไปป่ะ” พอลที่นั่งอยู่ด้านหน้ายื่นมือมาปัดหน้าเขาที่จ้องมองฉันไม่ห่าง

            “นี่นาย!”

            “ฮ่ะๆ ว่าแต่...เธอหน้าคุ้นๆ”

            ไม่คุ้นก็บ้าสิ ฉันคิดในใจ

            “อะ อ้าว! นี่มันเด็กใหม่นี่ ฉันจำเธอได้ เราเจอกันที่ตรงทางเดินตรงตึกกลาง” โจเซฟว่าแล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ

            “อ้าว เฮ้ย พวกแกรู้จักกันเหรอ ดีๆ จะได้ไม่ต้องแนะนำให้เสียเวลา” พอลว่าแล้วมองเราทั้งคู่อย่างยินดีปรีดา คิดผิดแล้วล่ะพอล ฉันน่ะเหรอไปรู้จักกับเขา ฉันเหลือบไปมองเขาอย่างหมั่นใส้ หมอนั่นหยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแถมยังฉีกยิ้มด้วยท่าทางที่กวนประสาทกลับมา

            “อืม” ฉันตอบพอลไปอย่างเนืองๆ เมื่อเรารู้จักกันอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ฉันรีบหยิบเฮดโฟนขึ้นมาและยัดใส่หูตัวเองทันที เหอะ ทำเป็นพูดดีไป ตอนที่เจอกันครั้งนายนี่ไม่เห็นจะพูดจากไพเราะเพราะพริ้งแบบนี้

            ฉันรู้สึกถึงสายตาของคนข้างๆ โอ๊ยรำคาณ

            “เฮ้ นี่เธอเมินฉันจริงๆ เหรอเนี่ย” ถึงแม้จะได้ยินเสียงของคนข้างๆ ที่ทำตัวตื้อ (เพื่ออะไร) แต่ฉันก็ทำเป็นไม่ได้ยินพร้อมกับเพิ่มวอลลุ่มให้ดังขึ้น นายโจเซฟก็ไม่วาย ขยับเขามาไกล้ฉัน และพอฉันขยับหนีเขาก็ขยับมาเรื่อย จนตัวฉันแถบจะติดกับกระจกรถอยู่แล้วนะ หนอยไอ้บ้นี่

            “ว้า~ ต่อหน้าพี่ชายนี่หง๋อเชียว” 

            เอาแล้วไง ฉันหง๋อตรงไหนมิทราบ! ฉันถอดเฮดโฟนแล้วหันเผชิญหน้ากับเขาจังๆ จนลืมคิดไปว่าใบหน้าเขาที่อยู่ไกล้ตะกี้มันชิดกับใบหน้าฉันมากแค่ไหน

            “เอ๊ะ! นี่นาย”

            “โอ๊ะ” เสียงเขาร้องออกมาเมื่อใบหน้าเราทั้งปะทะกัน จมูกตรงจมูก ปากตรงกับปาก ดวงตากับดวงตา กะไกล้ไปไหม  

            “เฮ้อ~ ไม่คิดเลยว่าจริงๆ แล้วเวลาเธออยู่กับพี่ชายจะเป็นลูกหมาตัวน้อยๆ” เขาว่าแล้วสบตาฉัน จากนั้นก็เบือหน้านีพร้อมกับหัวเราะออกมา

            นี่! ฉันหันหน้ามองเขาเพราะเริ่มจะโมโหขึ้นมากล้าดียังไงว่าฉันเป็นลูกหมา!
            “นี่กล้าดียังไงมาว่าฉัน”

            “ฮึ :p ”

            “นี่นาย!” ฉันเผลอพูดเสียงดังเพราะอดทนความกวนส้นเท้าของเขาไม่ไหว จนพอลเหลือบตามามองเราสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ฉันเบือนหน้านี่เขาอย่างไม่สนใจ แต่จะไม่มีทางสนใจ และญาติดีด้วยเด็ดขาด ส่วนเขาก็หยักคิ้วให้พอลอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            “น้องแกดุว่ะไอ้พอล”

            “เออ ไปยุ่งกับยัยนั่นมากระวังโดนมันงับเอานะ”

            “พอล!” ฉันมองค้อนพอลผ่านกระจก ผับผ่าสิ นี่เขาไม่คิดจะช่วยน้องสาวคนนี้ไม่ได้หรือยังไง ถึงแม้ว่าเราจะสนิทกันมาก ฉันก็ได้รู้สึกดีเท่าไรที่ตอกย้ำว่าฉันเป็นหมา

             ฉันไม่สนใจทั้งพอลและนายนั่นและมองทางข้างหน้าอย่างไม่สนใจ ทำไมเวลามันชั่งผ่านไปช้าจริงๆ เมื่อไรจะถึงมหาวิทยาลัยสักที~   ฉันเปิดทวิตเตออร์ในโทรศัพท์มือพร้อมกับพิมพ์ข้อความลงไป
 

           

            สักพักวีโอลาเพื่อนสาวของฉันก็เข้ามาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ส่วนฉันก็เล่าให้เธอฟังตอนนี้ว่าฉันกำลังนั่งอยู่ในรถกับรุ่นพี่ที่รักของยัยนั่น ยัยวีก็ส่งรูปอีโมติคอนหน้าบึ้งมาทันที สงสัยงอนที่ฉันเรียกหมอนั่นว่ารุ่นพี่ที่รักมั้ง ก็จริงนี่นาที่เพราะเธอปกป้องเขาตอนที่เราทะเลาะกัน (ได้ข่าวว่าช่วยให้หล่อนไม่ให้มีเรื่องไม่ใช่เหรอ)

             เมื่อถึง UML พอลขับรถมาจอดที่หน้าคณะฉันเป๊ะๆ

            “มีอะไรก็โทรมานะ” พอลว่าพร้อมกับปลดล็อกรถให้ฉัน จากนั้นก็โบกมือให้

            ทำอย่างกับฉันยังอยู่ไฮสคูล ฉันอายุ 19 แล้วนะผับผ่าสิ ทำไมต้องทำให้ฉันขายหน้าต่อหน้าหมอนั่นด้วย ฉันโบกมือให้พอลโดยไม่สนเขาที่โบกมือให้เช่นกัน จากนั้นก็พอลก็ขับรถออกไป ฉันหันหน้าเข้ากับตึกและเดินตรงไปที่ห้องเรียนทันที

            ฉันมาถึงคลาสเรียนก่อนเวลาประมาณครึ่วชั่วโมงได้ แน่นอนว่าภายในห้องโถงสูงๆ มีเพียงนักศึกษาเรียงรายอยู่ประมาณ 40% ได้ ดีสิฉันจะได้หาที่นั่งเหมาะๆ ว่าแต่ฉันทำไมฉันต้องทำตัวเป็นยัยเนิร์ดด้วยเนี่ย ฉันสบัดหัวเพือไล่ความคิดตัวเอกออกไป และพาตัวเองเดินมานั่งที่โต๊ะเล็กเชอร์ด้านหน้าสุด ข้างๆ นั้นมีกลุ่มผู้หญิงผู้ชายนั่งอยู่สองสามคน ฉันนั่งลงพร้อมกับวางกระเป๋าลง หนึ่งในนั้นเข้ามาทักทายฉัน

            “สวัสดี ฉันคาลีน ยินดีที่รู้จักนะ หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน” เธอพูดอย่างเร็วปรื๋อแล้วยื่นมือมาตรงหน้าฉัน ฉันยื้มกลับให้คาลีนพร้อมกับยื่นมือไปทักทาย

            “ส่วนหมอนั่น เจร็ฟ และเฟร็ด” เธอว่าแล้วผายมือไปยังผู้ชายอีกสองคนที่นั่งข้างๆ เธอ คาลีนแนะตัวเอง และเพื่อนชายทั้งสองที่นั่งข้างๆ ฉันโบกมือทักทายพวกเขา

             คาลีนจัดเป็นผู้หญิงที่ผิวขาวจัด แก้มเธอชมพูระเรื่อเหมาะกับผมบลอนด์สุขภาพดี ส่วนเจร็ฟ กับ เฟร็ด ฝาแฝดที่สวมเสื้อคอเต่าชาแนลสีดำและกางเกงขาเดฟและรองเท้าหนังของ Versace ที่นั่งข้างคาลีน ไม่แปลกที่รสนิยมพวกเขาเหมาะที่จะอยู่คณะนี้ ให้เดาว่าพวกเขาคงไม่ใช่แมนทั้งแท่งหรอกนะ

            “ฉันแอนดี้ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

            “ไม่ต้องพูดแบบทางการหรอกหน่า ฉันไม่ถือน่ะ” คาลีนว่าพร้อมกับขยับเข้ามานั่นไกล้ฉัน

            “ใช่ แอนดี้เธอรู้มั้ยว่าเธอเป็นคนแรกที่ยัยคาลีนอยากรู้จัก” เจร็ฟว่า

            “ฉันถือว่าเป็นเกรียติมากนะ” ฉันว่าแล้วยิ้มให้เธอน้อยๆ

            “นายก็พูดมากไป” คาลีนว่าแล้วหันไปตีเฟร็ดหรือเจร็ฟที่อยู่ข้างๆ ให้ตายสิ ฉันแยกพวกเขาไม่ออกจริงๆ ไม่มีอะไรที่ไม่คล้ายกันเลย

            “เดี๋ยวอยู่กับพวกมันเรื่อยๆ ก็จำได้หน่า” เหมือนคาลีนจะอ่านใจออก เธอก็เหล่ตามามองฉันแล้วยิ้มน้อยๆ

            “ว่าแต่เธอ ชื่อเหมือนผู้ชายเลยนะ” คาลีนว่าพลางมองฉัน ในตาเธอมีเสน่ห์มาก แต่ว่าไปแล้วเธอก็ตาคุ้นๆ นะ ในตาเธอเหมือนกับใครสักคน..

            “อืม..ก็ตอนแรกน่ะ พ่อแม่ฉันเข้าในผิดว่าเป็นลูกผู้ชาย”

            “จริงเหรอ น่าขันดีจัง ดีนะเธอไม่เป็นผู้ชายน่ะ” คาลีนว่าแล้วหัวเราะขึ้นมา “ฉันก็เกือบเป็นผู้ชายเหมือกัน แต่บังเอิญว่าเป็นพี่ชายฝากแฝด" ไม่อยากเชื่อว่าคาลีนจะมีพี่ชาย งั้นเขาต้องหน้าหวานไม่แพ้เธอแน่ๆ

            “เขาคงหน้าตาคล้ายเธอใช่ไหม”

            “ไม่หรอก เราหน้าตาคนละขั้วเลยแหล่ะ อยากดูมั้ยล่ะ” ฉันพยักหน้า จากนั้นคาลีนก็หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาพร้อมกับโชว์รูปที่ติดอยู่ตรงหน้ากระเป๋าสะตางค์ของเธอ

            “เขาชื่อโจเซฟ”

            โจเซฟเหรอ ทำไมวันนี้เจอแต่คนชื่อนี้นะ โหลจังเป็นบ้า ทว่าพอฉันมองไปที่รูปตรงหน้าก็พบกับความบังเอิญที่เแถบจะป็นไปไม่ได้

            “โจเซฟเหรอ” ฉันพึมพัม ทว่าคาลีนกลับได้ยินพร้อมกับพูดว่า

            “ใช่ เธอรู้จักเขาเหรอ”

 

________________________________________________________________________________


|ช่วง - Talkytalky's|
จบไปแล้วสำหรับซีนนี้ Official แล้วนะตังเอง 555555555 สำหรับใครที่เข้ามาใหม่เหมือนเดินน้า อ่านได้เลย
สำหรับรีไรท์ใหม่ตอนนี้ เพิ่มความมีมิติให้กับนิยายมากขึ้น เรื่องนี้อาจจะมีความมิติลิลับเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย หวังว่าจะติดตามต่อไปนะคะ ไม่ได้แต่งนานฝีห่วยลงทุกวันๆ ค่ะ ขอบโทษถ้าหากอ่านไม่ลื่นเนอะ ติดตามชม ฝากคอมเม้นไว้ที่ช่องด้านล่างได้เลยขอบคุณค่ะ
 
แอนนา 
August, 6, 2014 

 

                                             

                                             

 


 

     


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #108 Ms. Kwon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 / 09:59

    มีคำผิดอะค่ะ
    ทิ้งลีโอนาดทำไมอะ น่าสงสาร T______________T

    #108
    0
  2. #107 `คุณหญิงเลอร์แมน | (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2554 / 20:41
     ฉันนี่ไงที่อยากอยู่กับพี่แก 555555
     กร๊าซซซซ เซฟโคตรฮอต และโซ เซกซี่ ><
    #107
    0
  3. #106 ' Fuckinbestϟ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 01:59
     จะมีแต่คนชื่อ แอน...... ช้ะม้ะ? -.-55
    #106
    0
  4. #105 Aniinocent_14 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2554 / 18:44
    Hot hot hot
    #105
    0
  5. #104 F.UCK BOY (B.) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 14:37
    โอเรกอนนนนนนนนนนนนน *O*
    อยากไป (เกี่ยวไหมเนี่ย ) 
    #104
    0
  6. #103 ☀ ตุ๊กตาโซชิ 'SeXy!' <3 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2554 / 17:33
    เซฟ อิส เวรี่ ฮอตตตต
    #103
    0
  7. #102 f.nista :))))) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 18:11
    ฟ้อนท์แปลกๆ ฮ่าๆๆๆ
    #102
    0
  8. #101 TCHY♡ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 10:31

    ชอบนางเอก 555
    ชอบการบรรยายด้วย สู้ๆนะคะ :)

    #101
    0
  9. #100 dduaz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2554 / 08:37
     โอ้วว เซฟฟแลดูฮอตมากก >_______<
    #100
    0