[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 14 : สุดท้ายก็หนีไม่พ้นนายอยู่ดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    20 ก.พ. 62

 คำเตือน: นี่คือตอนสุดท้ายของ Highest แล้วนะคะ ซึ่งมีเนื้อหาที่ยาวมากกว่าตอนอื่น ๆ




           เข้าเทอมที่สองของการเรียน อากาศในจังหวัดมิยางิเริ่มหนาวเย็นขึ้น นักเรียนส่วนใหญ่เปลี่ยนเครื่องแบบฤดูร้อนมาสวมเสื้อสเวตเตอร์ทับชุดนักเรียน บางคนสวมผ้าพันคอมาเพราะกลัวจะเป็นหวัด

          ถนนกลางของโรงเรียนเต็มไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง เหลืองและส้ม มองดูแล้วสบายตา เด็กหนุ่มร่างสูงผมสีอ่อนเดินย่างกรายเข้าประตูโรงเรียนมาพร้อมกับหูฟังคู่ใจ วันนี้เพื่อนสนิทของเขาไม่ได้มาโรงเรียนพร้อมกันเพราะดันเป็นหวัดเนื่องจากอากาศเปลี่ยน

          “สึกิชิมะ!” เสียงเล็กเรียกชายหนุ่มคนดังกล่าว แต่เพราะเขาใส่หูฟังอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้น เด็กหนุ่มผมสีส้มอ่อนเร่งฝีเท้าไปขวางหน้าชายร่างสูงคนนั้นให้หยุดเดิน เขาดึงหูฟังออกจากหูแล้วจ้องไปที่เด็กหนุ่มตัวเล็กคนนั้น “ฉันน่ะ...ฉันชอบนายมานานแล้ว!

          “พูดอะไรของนาย” สึกิชิมะขมวดคิ้ว

          “นายเลิกกับคาเงยามะแล้วไม่ใช่เหรอ? ให้ฉันได้มีโอกาสดูแลนายเถอะนะ!” ฮินาตะมองชายร่างสูงใหญ่ด้วยสายตาเว้าวอน

          “ฉันยังเลิกกับหมอนั่นยังไม่ถึงเดือน คิดว่าฉันจะลืมได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ”

          “ถ้าให้ฉันดูแลนาย ฉันจะทำให้นายลืมหมอนั่นให้ได้เลย” ฮินาตะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้สึกิชิมะ

          “ขอโทษนะ” สึกิชิมะพูดเสียงแผ่ว “ต่อให้หมอนั่นไปต่างประเทศเป็นเดือนหรือเป็นปี ฉันก็จะรอหมอนั่นกลับมา” เขาเอื้อมมือไปลูบหัวของฮินาตะแล้วไล่ลงมาลูบแก้ม ก่อนจะโน้มตัวลงมาให้อยู่ให้ระดับสายตาของฮินาตะ “ขอบใจนะสำหรับความรู้สึกของนาย แต่ฉันรับไว้ไม่ได้จริง ๆ”

          ว่าจบเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้ฮินาตะได้แต่มองแผ่นหลังกว้างอันสุดแสนเย็นชานั้นลับหายไปท่ามกลางผู้คน

          “ฮินาตะคุง!” เสียงรุ่นพี่ปีสามคนหนึ่งร้องขึ้นแล้ววิ่งเข้ามาหา “ไม่เป็นไรนะ สึกิชิมะเขารักคาเงยามะมาก แต่ถ้าดูแลเขาให้ดีที่สุด ฉันเชื่อว่าเขาจะต้องหันมามองเธออย่างแน่นอน”

          “ขอบคุณครับรุ่นพี่” ฮินาตะยิ้มบาง ๆ นั่นยิ่งทำให้เธอยิ่งอยากโอบกอดเด็กหนุ่มผู้อ่อนไหวคนนี้






          สึกิชิมะเดินเลี้ยวเข้ามาที่มุมตึกแล้วก็พบกับยาจิที่กำลังยืนสังเกตการณ์อยู่ เธอหัวเราะเสียงต่ำแล้วยกนิ้วให้สึกิชิมะ เด็กหนุ่มยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อขอค่าจ้าง

          “ฉันเตรียมมาแล้ว” ว่าจบเธอก็ยื่นถุงที่มีสตรอเบอรี่ช็อทเค้กสองสามกล่องในนั้นให้สึกิชิมะ “สมบทบาท บทแอบชอบเพื่อนสนิท พอเพื่อนสนิทต้องเลิกกับแฟนเพื่อไปไขว่คว้าความฝันกับการแข่งทีมชาติ จึงเข้ามาดามใจ สุดยอดจริง ๆ!

          “ไปเอาพล็อตนี้มาจากไหน ดราม่าสมจริงเกินไปละ” สึกิชิมะถามออกไปขณะแกะกล่องขนมเพื่อเอาน้ำตาลเข้าเส้นเลือดต้อนรับเช้าอันหนาวเย็นแบบนี้

          “มีแฟนคลับแต่งฟิคเลยไปขโมยพล็อตมาน่ะสิ” เธอว่าแล้วปรบมือให้กับฮินาตะที่เพิ่งจะเดินเข้ามาที่ซอกตึกซึ่งเป็นจุดนัดพบ

          “มาจับแก้มฉันนี่ล้างมือมาหรือยังเจ้าบ้า” ฮินาตะบ่นพึมพำขณะมองไปที่สึกิชิมะที่กำลังกินเค้กอย่างมีความสุข

          “ก่อนจะถามแบบนั้น ดูแก้มตัวเองเถอะว่าสะอาดกว่ามือฉันหรือเปล่า” สึกิชิมะว่าแล้วยื่นเค้กให้ฮินาตะหนึ่งกล่อง “เอาไปยัดปาก จะได้ไม่พูดมาก รำคาญ” ฮินาตะรับมาอย่างรวดเร็ว เพราะของกินเขาย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว

          “ว่าไปก็คิดถึงคาเงยามะ ไม่รู้ป่านนี้เก็บตัวถึงไหนแล้ว” ยาจิว่าขึ้นขณะเดินนำหนุ่ม ๆ ออกไปทางซอกตึกซึ่งเป็นทางทะลุไปยังโรงยิมของชมรม

          “ก็คงใกล้แข่งแล้วล่ะมั้ง เอเชียนคัพเริ่มแข่งช่วงปลายเดือนสิงหานี่” ฮินาตะพูดพลางเคี้ยวเค้กไปพลาง “ดีไม่ดีถ้าลงได้ลงแข่งจริงอาจจะเป็นตัวจริงก็ได้นะ”

          “ที่สำคัญกว่าตอนนี้ก็เซ็ตเตอร์ปีหนึ่งของเรานั่นแหละ เหมือนประสาทจะรับประทานอีกรอบแล้วพอเราพูดถึงการแข่งฮารุโค” ยาจิหันมาชำเลืองมองชายทั้งสองที่เดินตามเธอมา “ไหนจะพวกรุ่นพี่ปีสามที่กำลังคิดกันอยู่ว่าจะถอนตัวจากชมรมหรือเปล่า”

          ยาจิถอดถอนใจขณะก้าวเท้าเข้าไปในโรงยิมที่ตอนนี้ยังว่างเพราะไม่มีการซ้อม และเนื่องด้วยต้องทำการปรับปรุงพื้นบางส่วน โค้ชอุไคเลยขอเลื่อนซ้อมออกไปก่อน

          “ช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นอะไรที่หน่วงจริง ๆ” ยาจิเปรยกับตัวเองขณะมองไปที่ช่างกลุ่มหนึ่งที่กำลังซ่อมพื้นสนามโรงยิมอยู่ “เป็นหนึ่งปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย นี่ขนาดเราเพิ่งอยู่แค่ปีสองเองนะเนี่ย ฮ่ะ ๆ”

          “นั่นสินะ” สึกิชิมะตอบรับหลังจากเงียบอยู่นาน “มีอะไรเกิดขึ้นเยอะจริง ๆ”

          "เอ๊ะ?" ยาจิร้องขึ้นแล้วหยิบมือถือออกมาจากเสื้อคลุมคาดิแกนของเธอ "โห...คะแนนโหวตของฮินาตะเพิ่มขึ้นหลังจากสารภาพรักกับสึกิชิมะ แถมมีคอมเม้นท์อีกว่าชื่นชมในความรักเดียวใจเดียวของสึกิชิมะ แถมยังมีการรีเควสโฟโต้บุ๊คเวอร์ชั่นสองอีกด้วย ต้องไปวางเลเอ้าท์โฟโต้บุ๊คเล่มต่อไปละ โฮ๊ะ ๆ!" ยาจิหัวเราะออกมาอย่าบ้าคลั่งแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความเร็วของคนกำลังจะรวยล่ะนะ

          "ฉันว่านายไปตรวจเบาหวานหน่อยก็ดีนะ" ฮินาตะมองไปที่มือใหญ่ของสึกิชิมะที่ยังถือเค้กคามืออยู่







 

          การแข่งขันเอเชียนคัพเริ่มขึ้นโดยมีการถ่ายทอดสดทางทีวี คาเงยามะถูกเปลี่ยนให้เป็นตัวจริงในโค้งสุดท้าย นั่นทำให้หลายคนตื่นเต้นดีใจกันพอสมควร ทุกคนเฝ้ารอชมการแข่งขันทุกเย็นไม่ว่าจะเป็นพ่อกับแม่ของเขาเองและแม่ของสึกิชิมะที่ดูเหมือนจะตื่นเต้นกับเอเชียนคัพครั้งนี้เป็นพิเศษ จนอากิเทรุถามไปว่าแอบชอบเด็กหนุ่มเอ๊าะ ๆ แทนแล้วเหรอ แต่เธอไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มกว้าง

          “สู้ ๆ โทบิโอะคุง!” เธอร้องขึ้นมาเมื่อกล้องจับภาพไปที่เซ็ตเตอร์ตัวจริงของทีมชาติญี่ปุ่น

          “โทบิโอะคุงเหรอ?” สึกิชิมะย่นคิ้วมองแม่ของตัวเองว่าไปเรียกชื่อต้นลูกชายชาวบ้านห้วน ๆ แบบนั้นได้ยังไง

          “ปล่อยแม่เขาไปเถอะน่า” อากิเทรุหัวเราะพลางยกเบียร์ขึ้นมาดื่ม “แล้วคาเงยามะคุงจะได้มาแข่งฮารุโคด้วยหรือเปล่า”

          “ก็คงมาล่ะครับ ไม่รู้สิ ผมไม่ได้คุยกับหมอนั่นเป็นเดือนแล้ว” สึกิชิมะเอนหลังพิงโซฟาเพื่อรอชมการแข่งขันระหว่างญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย

          “นายก็น่าจะเริ่มคิดได้แล้วนะว่าจะไปทำอะไรต่อหลังจบม.ปลาย เดี๋ยวก็ขึ้นปีสามแล้วนี่”

          “ผมคิดไว้แล้วครับ ไว้จะเซอร์ไพรด์พี่ทีเดียวตอนสอบติดแล้วกัน” สึกิชิมะพูดติดตลกขณะจ้องไปที่จอ ซึ่งตอนนี้คาเงยามะกำลังมุ่งมั่นตั้งใจเล่นอย่างเต็มที่ และกำลังคะแนนนำอยู่

          “นายก็ชอบมีเรื่องให้ฉันเซอร์ไพรด์อยู่เรื่อยนั่นแหละ ฮ่ะ ๆ” อากิเทรุยกเบียร์มาดื่มอีกครั้งแล้วตั้งใจดูการแข่งขันไปพร้อมกับน้องชายและแม่ของเขา



 



          หลังจากจบเอเชียนคัพ คาเงยามะก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านมาเยี่ยมพ่อแม่ ก่อนจะถูกเรียกเก็บตัวอีกครั้งเพื่อไปแข่งรายการต่อไป เพราะเขาทำผลงานได้ดีจนทางสมาคมอยากดันต่อให้แข่งอีกหลายรายการ นั่นส่งผลให้เขาไม่ได้ไปโรงเรียนอีกเลย

          พอถึงช่วงสอบปลายภาคเขาก็ต้องไปสอบย้อนหลังกับครูประจำชั้น แม้จะทำคะแนนได้ไม่ดีนัก แต่ครูใหญ่รับปากว่าจะจัดการเรื่องผลการเรียนให้ จนบางครั้งอาจารย์ทาเคดะก็เป็นห่วงการสปอยล์เด็กเกินไปของครูใหญ่ เพราะนั่นอาจจะทำให้คาเงยามะลำบากได้เมื่อต้องขึ้นสู่ระดับมหาวิทยาลัย

 



          เวลาล่วงเลยมาหลายเดือนที่สึกิชิมะไม่เจอคาเงยามะที่โรงเรียน หลายครั้งที่เดินผ่านห้องเรียนของคาเงยามะเขาก็จะแอบหยุดมองโต๊ะริมหน้าต่างอันว่างเปล่านั้นเสมอ ก่อนหน้านั้นเขามักจะเห็นคาเงยามะนอนฟุบหลับตอนเที่ยงทุกครั้ง ไม่ก็นั่งเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเงียบ ๆ คนเดียว

          แม้จะคิดถึงมากแค่ไหนแต่เขาก็ต้องเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ ทำได้แต่เพียงมองสิ่งของต่าง ๆ รอบตัวที่เกี่ยวข้องกับคาเงยามะ นอกจากลูกวอลเลน์ก็ตู้กดน้ำอัตโนมัติ นมและโยเกิร์ตที่คาเงยามะชอบ จดหมายตอบรับจากคาเงยามะที่เขาไม่เคยคิดจะทิ้งเลย เพียงเพื่อหลอกตัวเองว่าคาเงยามะยังอยู่ข้างกายเขาเสมอ



          คิดถึง...ฉันคิดถึงนายแทบบ้าอยู่แล้วราชา กลับมาสักทีเถอะเจ้าบ้า!












          หลังจากหายไปเกือบห้าเดือน คาเงยามะก็ได้กลับมาโรงเรียนอีกครั้งเพราะขอทางสมาคมว่าจะมาฝึกซ้อมกับชมรมเพื่อแข่งฮารุโค ซึ่งทางสมาคมก็อนุมัติเพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ของกีฬาวอลเลย์บอลระดับมัธยมปลาย

          เขามาถึงโรงเรียนในตอนเช้าท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเพราะญี่ปุ่นเข้าสู่ฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ เขาจำไม่ได้ว่าหิมะแรกตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะมัวแต่ยุ่งกับการซ้อมหนักจนชีวิตแทบไม่ออกจากยิมเลย

          แม้การซ้อมจะสำคัญ แต่การซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ นั้นสำคัญมากกว่าในตอนนี้ ถนนกลางที่เขาเคยมาเล่นบทคู่จิ้นกับสึกิชิมะบ่อย ๆ พอนึกถึงทีไรก็อดขำไม่ได้ทุกที

          “รุ่นพี่คาเงยามะกลับมาแล้ว” เสียงกระซิบเสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา แต่ก็ไม่ทำให้เขารู้สึกสนใจมากนัก เพราะมันก็แค่การซุบซิบทั่วไป

          “แล้วแบบนี้รุ่นพี่ฮินาตะก็ต้องอกหักน่ะสิ” เขาเริ่มจะสนใจขึ้นมานิด ๆ ละ นี่เขาพลาดอะไรดี ๆ ไปอีกแล้ว

          “แต่รุ่นพี่สึกิชิมะก็ยังไม่รับรักสักทีนะ เพราะยังรักรุ่นพี่คาเงยามะอยู่” คาเงยามะหยุดเดินแล้วหันไปมองต้นเสียง นั่นทำให้พวกเธอรีบเดินจากไปในทันที

          “โอ้ย ทำไมวันนี้ไม่มีอะไรให้ทำหว่า” ฮินาตะพูดขึ้นขณะเดินเข้ามาในโรงเรียนเพียงลำพัง

          “ฮินาตะ” คาเงยามะทักขึ้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมสีส้มอ่อนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี

          “คาเงยามะ!” ฮินาตะร้องลั่นแล้วรีบวิ่งตรงดิ่งไปหาเพื่อนสนิทของเขาที่ไม่ได้เจอหน้ามาร่วมห้าเดือน “คิดถึงจุง” ว่าจบฮินาตะก็เทตัวกอดคาเงยามะอย่างจัง

          “ทำบ้าอะไรน่ะเจ้าบ้า!” คาเงยามะเอามือดันหัวฮินาตะให้ถอยออกไป ทีสึกิชิมะกอดล่ะยอมง่ายเชียว “ว่าแต่...ฉันพลาดอะไรดี ๆ ไปบ้าง ได้ยินคนพูดกันแปลก ๆ”

          “ก็ไม่มีอะไรใหม่ วิธีหาเงินของชมรมเรานั่นแหละ” ฮินาตะโบกมือไปมา “เพราะนายไม่อยู่เลยต้องมีตัวละครใหม่มาแทน แต่ก็ไม่เปรี้ยงปร้างมากมายเท่าคู่เดิมหรอก ยาจิซังต้องเรียกเรตติ้งโดยการให้เจ้าบ้าสึกิชิมะล่ามโซ่ฉันด้วย ดูท่าทางหมอนั่นจะชอบด้วย เล่นใหญ่เลย”

          “ชมรมเราชักจะน่ากลัวขึ้นทุกวันแล้วนะ” คาเงยามะยกมือขึ้นมากอดอกเพราะรู้สึกหนาวสะท้าน ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศหรือความน่ากลัวของชมรมตัวเองกันแน่

          “ไหน ๆ ถ้านายกลับมาแล้วก็โดนเจ้าแว่นนั่นล่ามโซ่แทนฉันแล้วกัน ฮึ ๆ” ฮินาตะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “พูดถึงก็มายืนแว่นอยู่ตรงหน้านั่นละ” มือเล็กชี้ไปที่ชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่กำลังยืนดูป้ายประกาศกับเพื่อนสนิทของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

          คาเงยามะเห็นเข้าก็เดินย่ำเท้าเข้าไปหาร่างสูงนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากเห็นใบหน้าซีดเซียวนั้นเต็มแก่ เพราะว่าเขาคิดถึงอย่างนั้นเหรอ คิดถึงจนอยากเห็นหน้าจะแย่อยู่แล้ว!

          “ดูอะไรกันอยู่” คาเงยามะถามออกไป สึกิชิมะค่อย ๆ หันมาหาต้นเสียงที่กำลังยืนยิ้มให้เขาอยู่

          “ดูประกาศ OPEN HOUSE ของมหาลัยกันอยู่น่ะคาเงยามะ” ยามากุจิตอบออกไปเพราะสึกิชิมะยืนอึ้งนานเกินไปแล้ว “ไม่เจอกันนานเลยนะ”

          “อา...” คาเงยามะตอบรับแต่ยังคงจ้องหน้าสึกิชิมะอยู่

          “ฮินาตะ ฉันว่าเราไปหาไอติมกินกันดีกว่า” ยามากุจิว่าแล้วลากฮินาตะให้เดินแยกออกมา

          “ไอติมในหน้าหนาวเนี่ยนะ?” ฮินาตะกระซิบถาม แต่ยามากุจิไม่สนใจ แค่อยากพาฮินาตะหนีออกไปจากที่นี่เท่านั้นเอง




          ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ จนคาเงยามะเริ่มบทสนทนาก่อน

          “นี่ไม่เจอกันห้าเดือน ไม่คิดจะพูดอะไรเลยหรือไง” คาเงยามะจ้องมองใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นด้วยแววตาสงสัย

          “ไปอยู่กับคุโรโอะซังเป็นยังไงบ้าง” สึกิชิมะถามเหมือนไม่มีอะไรจะถาม ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นั้นมันผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว และคาเงยามะไปค้างแค่วันเดียว

          “ก็ไม่มีอะไรมาก เขามารับฉันที่สถานีรถไฟแล้วโยนกุญแจให้ บอกว่าส่งโลเคชั่นให้แล้ว ให้เดินไปหาอพาร์ตเม้นท์เอง ส่วนเขาจะไปดื่มต่อ” สึกิชิมะนิ่วหน้าทันทีเมื่อคุโรโอะซังทิ้งขว้างคาเงยามะแบบนี้ ทั้งที่อุตส่าห์เชื่อใจว่าจะดูแลให้อย่างดี รู้งี้โทรหาอาคาอาชิซังน่าจะดีซะกว่า “และก็รู้มาอย่างหนึ่ง เขายังไม่มีเมียจริง ๆ นั่นแหละ”

          “ให้ตายสิ” สึกิชิมะสบถออกมา

          “ฉันคิดถึงนาย” คาเงยามะพูดขึ้นขณะเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าตัวหนาของสึกิชิมะ "มากด้วย"

          สึกิชิมะยกมุมปากยิ้มตอบแล้วกุมมือของคาเงยามะที่จับชายเสื้อของเขาไว้แน่น

          "ความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายยังเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ไอ้ความรู้สึกบ้า ๆ นั่น..." คาเงยามะก้มมองมือของเขาที่สึกิชิมะครอบครองอยู่

          “ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจ ไอ้ความรู้สึกบ้า ๆ ของนายนี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” สึกิชิมะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ฉันจำได้ว่าพอนายพูดแบบนั้นจบ นายก็ทำท่าจะล้วงกางเกงฉันลูกเดียว”

          “ไอ้โรคจิต!” คาเงยามะร้องขึ้นแล้วผลักสึกิชิมะให้ถอยออกไป “ในหัวมีแต่เรื่องพวกนี้หรือไง?”

          “ก็ไม่จริงหรือไง?” สึกิชิมะหัวเราะออกมาแล้วเดินหันหลังไป เพราะตอนนี้ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว “ไหน ๆ กลับมาแล้ว ก็ตั้งใจเรียนด้วยล่ะราชา”

          “แล้วนายล่ะ? ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างหรือไง?” คาเงยามะเดินตามสึกิชิมะไป แม้สึกิชิมะจะบ่นในใจอยู่ว่าตลอดเวลาฉันก็สารภาพความรู้สึกกับนายมาตลอด ให้ฉันเป็นคนฟังจากปากนายบ้างเถอะ

          สึกิชิมะหยุดเดินจนทำให้คาเงยามะถึงกับชนเข้าที่หลังอย่างจัง จากนั้นเด็กหนุ่มก็ชี้นิ้วเข้าไปในห้องเรียน “ถึงห้องนายแล้วราชา แล้วก็..." เขายกมือขึ้นมาจับแก้มคาเงยามะโดยที่ไม่สนใจเลยว่าจะมีใครแอบมองอยู่ "เที่ยงนี้ฉันจะมารับไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน รอฉันนะ”

          “อย่าช้านักล่ะ” คาเงยามะตอบรับแล้วเดินเข้าไปในห้องเรียนของตัวเอง ก่อนเพื่อน ๆ ในห้องจะวิ่งมารุมล้อมด้วยความคิดถึง









          เด็กหนุ่มสองคนจูงมือกันเดินเลียบถนนหลังจากวิ่งหนีออกมาจากโรงเรียนตัวเองเพราะดันคิดอยากทำอะไรพิเรณทร์ในห้องชมรมจนเกือบถูกจับได้ ระหว่างทางก็พูดคุยเรื่องที่ผ่านมาตลอดสองปี แม้ช่วงหลังคาเงยามะจะไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเพราะต้องเดินทางไปแข่งบ่อย ๆ แต่เขากลับไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะสึกิชิมะจะคอยส่งข้อความให้เขาทุกครั้งเวลาไม่ได้อยู่ด้วยกัน และทุกครั้งที่คาเงยามะไปก็จะกลับมาเจอกันที่โรงเรียนเสมอ แต่วันนี้มันต่างออกไป เพราะวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตการเป็นนักเรียน ม.ปลาย ของทั้งสอง

          ทั้งสองเดินมาถึงหน้าบ้านของคาเงยามะที่ตอนนี้ปิดไฟมืดทั้งบ้านเพราะดึกแล้ว แต่สึกิชิมะยังไม่ยอมปล่อยมือคาเงยามะให้เข้าบ้าน

          “นายจะจับมือฉันแบบนี้ไปจนถึงเช้าไม่ได้หรอกนะ” คาเงยามะว่าขณะจ้องไปที่มือใหญ่นั้นที่ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยเลย

          “ฉันไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้จับมือนายแบบนี้อีกหรือเปล่า” สึกิชิมะเดินเข้ามาใกล้คาเงยามะจนจมูกแทบจรดกัน “ขออีกสองนาทีนะ แล้วฉันจะปล่อยทันที”

          “นายนี่มันเอาแต่ใจไม่เปลี่ยนเลย” คาเงยามะยื่นจมูกเรียวของตัวเองรุนจมูกของชายตรงหน้า “ฉันมีบางอย่างอยากจะถามนาย มันกวนใจฉันมาสักพักแล้ว”

          “ว่ามาสิ”

          “ฉันรู้สึกเหมือนนายมีอะไรที่กำลังปิดบังฉันอยู่ ไม่รูสิ มันรู้สึกน่ะ” คาเงยามะถอยหน้าตัวเองออกมาเพื่อสบตาสึกิชิมะ

          “ก็ไม่ใช่เรื่องปิดบังหรอก แค่รอเวลาที่จะบอกนายเท่านั้นแหละ” สึกิชิมะยกมือขึ้นมาประคองใบหน้าเรียวเล็กนั้นแล้วเอาหน้าผากชนเบา ๆ “ฉันคงไม่รับปากว่าจะไปอยู่กับนายที่โตเกียว เพราะฉันรู้สึกว่ายังท่องหนังสือได้ไม่หนักพอจะสอบเข้ามหาลัยที่โน่นได้”

           “ฉันเข้าใจ” คาเงยามะฝืนยิ้มทั้ง ๆ ที่แววตานั้นกลับเศร้าสร้อย “นายเลือกจะทำหน้าที่กัปตันทีมจนถึงการแข่งสุดท้ายของเรา แทนที่จะถอนตัวแล้วตั้งใจไปกวดวิชาเหมือนเด็กปีสามคนอื่น ๆ”

          “เป็นสองปีที่ฉันมีความสุขมากคาเงยามะ ขอบใจนะ” สึกิชิมะดึงร่างบางนั้นเข้ามาโอบกอด

          คาเงยามะเบียดหน้าเข้าไปหอมซอกคออุ่น ๆ แล้วกระชับมือโอบร่างใหญ่นั้นเข้ามาจนรู้สึกได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นตุบ ๆ ภายใต้เสื้อเชิ๊ตสีขาวนั้น

          “สึกิชิมะ...ฉันเคยบอกคำนี้กับนายหรือยัง” คาเงยามะกระซิบอย่างแผ่วเบา “ฉันรักนาย” ว่าจบเขาก็รู้สึกว่าสึกิชิมะกระชับกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม “ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่นายทำให้ฉันมาตลอดสองปี ฉันมีความสุขมากเลย”

          “รวมถึงเรื่องอย่างว่าด้วยหรือเปล่า?” สึกิชิมะพูดติดตลกแล้วยกมือใหญ่มาลูบหลังหัวคาเงยามะเบา ๆ ส่วนคาเงยามะก็ลูบแผ่นหลังกว้างนั้นเพื่อสื่อสารกันทางภาษากายท่ามกลางความเงียบและมืดมิดในย่านที่อยู่อาศัยซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย ก่อนจะโยกย้ายความหวังและชีวิตหลังจากนี้ไปที่แห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความกดดันและอันตรายขึ้นกว่าเดิม











 

          โออิคาวะเดินดุ่ม ๆ ตรงไปโรงอาหารของโรงพยาบาลเพราะหิวจนไส้กิ่ว ถ้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องตอนนี้ต้องระบายอารมณ์ใส่ถังขยะสักถังแน่ ๆ โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลาตีสอง โถงทางเดินของโรงพยาบาลจึงไม่วุ่นวายเหมือนตอนกลางวัน เขาใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงโรงอาหาร ชายหนุ่มหยุดกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาใครสักคนที่เขานัดเอาไว้ จากนั้นก็วิ่งเหยาะ ๆ ตรงไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

          “ดับเบิ้ลชีสเบอเกอร์เนื้อของฉันอยู่ไหน?” โออิคาวะเอามือเรียวปาดหาเบอเกอร์ที่เขาฝากซื้อแล้วหยิบขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี

          “อืม...สวรรค์” เขาพริ้มตาหลับเพื่อสัมผัสรสชาติชีสเบอเกอร์เนื้ออันจืดชืดของโรงอาหาร แม้จะไม่อร่อยมาก แต่นี่คือสิ่งที่คอยยื้อชีวิตของเขาหลังจากเข้าเวรติดต่อกันถึง 24 ชั่วโมง “ว่าแต่...นายกับโทบิโอะเนี่ยเจอกันเดือนละกี่ครั้ง ฉันล่ะสงสัยจริง ๆ”

          ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันเหนื่อยล้าของโออิคาวะ ซึ่งบังเอิญได้เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่คณะแพทยศาสตร์ที่มหาลัยในโตเกียว

          “ก็อยู่ที่ว่าจะได้กลับไปนอนคอนโดวันเดียวกันหรือเปล่า” ชายหนุ่มคนดังกล่าวตอบขณะหยิบนักเก็ตชืด ๆ มากินกันตายหลังจากเข้าเวรมาแล้ว 36 ชั่วโมง ซึ่งก็ถือว่าเขายังนำโออิคาวะซังอยู่ 12 ชั่วโมง

          “จะว่าไป โทบิโอะจังก็กำลังจะถอนตัวจากทีมชาติแล้ว เขาเคยบอกหรือเปล่าว่าหลังจากนี้จะไปทำอะไรต่อ” โออิคาวะเท้าคางมองใบหน้าอันอ่อนล้าของรุ่นน้องที่กำลังขยับแว่น

          “ก็มีคุยกันบ้างครับ”

          “นี่แหละนะชีวิตนักกีฬาอาชีพ พออายุได้ประมาณหนึ่งก็ต้องถอนตัวเพราะสภาพร่างกายไม่ไหว บางคนถอนตัวแล้วก็บาดเจ็บเรื้อรังไปจนแก่เลย คนไข้ฉันเป็นนักกีฬาเก่าเยอะ” โออิคาวะเท้าคางขณะยังกัดเบอเกอร์อยู่ “เพราะงี้ฉันเลยไม่เล่นวอลเลย์ต่อไง”

          “กว่าจะเรียนจบหมอได้ร่างกายก็เกือบจะไม่ครบ 32 ไม่ใช่เหรอครับ”

          “ฮ่า ๆ ก็จริงของนาย แต่ละอาชีพมันก็มีความยากของมันเอง แค่มีชีวิตรอดมาได้ก็บุญแล้วใช่ไหมล่ะ” โออิคาวะจ้องไปที่ใบหน้าขาวซีดที่ส่อแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด “สึกิชิมะคุง...ไหน ๆ โทบิโอะก็ถอนตัวจากทีมชาติแล้ว นายน่าจะหาวันหยุดแล้วพาโทบิโอะไปเที่ยวบ้างนะ”

          “ถ้ารุ่นพี่แลกเวรกับผม ผมก็มีเวลาว่าง” สึกิชิมะเผยยิ้มบางแล้วยกกาแฟดำขึ้นมาดื่มเพื่อบังคับไม่ให้ตัวเองหลับก่อนจะกลับคอนโด

          “ฮ่า ๆ ก็ได้ ฉันยอมแลกเวรให้ก็ได้ นี่เพื่อโทบิโอะจังน้องรักของฉันหรอกนะ” โออิคาวะหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากแล้วยกน้ำอัดลมที่น้ำแข็งละลายแล้วมาดื่ม จะโทษสึกิชิมะไม่ได้ที่ปล่อยให้ชุดอาหารของเขากลายเป็นสภาพแบบนี้ เพราะเขาดันมีเคสด่วนเข้ามาก่อนหลังจากโทรสั่งให้รุ่นน้องไปซื้ออาหารให้

          “นี่จะออกเวรแล้วใช่ไหมล่ะ นอนพักผ่อนให้เต็มที่นะ” ว่าจบโออิคาวะก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ฉันมีเคสต่อ แล้วเจอกันนะ ถ้าจะแลกเวรช่วยโทรมาล่วงหน้าด้วย ฉันจะได้อัดกาแฟดำรอ บ๊าย!





          หลังจากออกเวรตอนแปดโมงเช้า สึกิชิมะก็ขับรถกลับมาที่คอนโดที่เขาซื้อไว้เพื่ออยู่กับคาเงยามะ แต่เหมือนจะซื้อไว้เก็บของและนอนมากกว่า เพราะเขาต้องเข้าเวรต่อกันคราวละ 24-36 ชั่วโมง ส่วนคาเงยามะก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ เพื่อไปแข่งทัวร์นาเม้นท์ต่าง ๆ กว่าจะเจอหน้ากันทีเป็นเดือน ๆ เลยก็มี

          เขาเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับถุงสองสามใบ ในนั้นมีแต่ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่เพิ่งหมดไป ส่วนอาหารสดนั้นฝันไปได้เลย เคยลองอยากจะทำอาหารกันแล้วเพราะตั้งใจซื้อห้องที่มีครัวใหญ่ ๆ แต่กลับไร้ค่าเพราะไม่มีเวลากันทั้งคู่ เต็มที่ก็แค่ชงกาแฟดื่มแล้วคว้ากระเป๋าวิ่งออกจากห้องไปแค่นั้น

          หลังจากจัดของแล้วเขาก็คลายกระดุมเสื้อเชิ๊ตออก จากนั้นก็ล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋าเพื่อเช็กข้อความที่เขาพลาดไปตลอด 36 ชั่วโมงที่ผ่านมา


          โค้ชจะมีงานเลี้ยงส่ง ฉันอาจจะกลับบ้านดึกนะ


          ข้อความนี้ถูกส่งมาจากคาเงยามะเมื่อ 20 ชั่วโมงก่อน และตอนนี้เจ้าตัวคงกลับมานอนและออกจากคอนโดไปอีกรอบแล้ว เขากดส่งสติ๊กเกอร์หมาร้องไห้กลับไปแก้เก้อและพิมพ์ตอบกลับ

          ‘You ran away from home again. I wanna see your face.’

          (หนีออกจากบ้านอีกแล้ว ฉันอยากเจอหน้านาย)

          ไม่นานนักข้อความของเขาก็ถูกอ่านและมีข้อความตอบกลับมา

          ‘I’ll be back soon, my sweetie shortcake.’

          (เดี๋ยวจะรีบกลับนะครับ)

          และก็ปิดท้ายด้วยภาพเซลฟี่ขณะที่คาเงยามะกำลังนั่งรวมอยู่กับเพื่อน ๆ ในคาเฟ่ที่ไหนสักแห่ง และเขาก็ไม่ลืมจะกดเซฟรูปไว้ในเครื่องทุกครั้งเพื่อเอาไว้ดูตอนคิดถึงเวลาเข้าเวร จะว่าไปรูปที่คาเงยามะส่งมาง้อตอน ม.ปลาย เขายังเก็บไว้อยู่เลย เพราะนั่นเป็นเซลฟี่ภาพแรกที่คาเงยามะส่งให้เขา เล่นซะสำลักน้ำอัดลมเกือบตายคาบ้าน พอตอนหลังมารู้ว่าเป็นความคิดของโออิคาวะซังเขาถึงกับโค้งคำนับตัวโก่ง ไม่คิดว่าโออิคาวะจะล่อให้คาเงยามะทำอะไรน่ารัก ๆ แบบนั้นได้


          “ฮึ ๆ” สึกิชิมะหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาจำได้ว่าคาเงยามะเคยต่อต้านวิชาภาษาอังกฤษมาตลอดตอนเขาติวให้ แต่พอได้เป็นทีมชาติเขากลับหลงใหลในภาษาต่างประเทศมากขึ้น พอกลับมาจากประเทศไหน คาเงยามะก็ชอบมีประโยคน่ารัก ๆ กลับมาพูดกับเขาเสมอถ้ากลับมาเจอหน้ากัน แต่ส่วนใหญ่จะส่งข้อความให้กันเสียมากกว่า

          สึกิชิมะเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงขนาดคิงไซส์คาชุดทำงาน แล้วผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะกว่าคาเงยามะจะกลับมา ก็อาจจะถึงเวลาที่เขาเข้าเวรอีกครั้งก็ได้ เขาชินแล้วกับชีวิตที่ต้องรอคอยคนรัก ซึ่งคาเงยามะจะกลับมาทุกครั้ง ไม่ว่าจะไปนานแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้ขอนอนก่อนแล้วกัน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว





          คาเงยามะกลับคอนโดมาอีกครั้งก็เกือบตีสี่ เพราะเขาต้องไปกินเลี้ยงกับเพื่อนเก่าที่มหาลัย กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็เหนื่อยเอาการอยู่ ชายหนุ่มเปิดประตูห้องเข้ามาก็พบกับรองเท้าคัทชูที่ต้องสั่งตัดเป็นพิเศษของสึกิชิมะ ซึ่งเป็นคู่ที่ต้องใส่ไปทำงานเป็นประจำ รองเท้าคู่นี้เป็นตัวช่วยอย่างดีเพื่อบอกว่าสึกิชิมะกลับบ้านมาหรือยัง

          เขาเปิดตู้เย็นหยิบนมยี่ห้อโปรดของเขาออกมาแล้วเดินตรงดิ่งไปที่ห้องนอน ภาพที่เห็นก็คือชายร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงแสลกสีดำ นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงพร้อมกับเสียงกรนแผ่ว ๆ

          “อย่างน้อยก็น่าจะถอดชุดทำงานออกบ้างนะ” คาเงยามะบ่นไปงั้น เพราะสึกิมะก็เป็นแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่เป็นหมอ อีกอย่างเขาก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรด้วย เพราะคนที่ซักผ้าไม่ใช่เขาสักหน่อย

          ชายหนุ่มร่างบางค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแล้วเอื้อมมือที่ว่างอยู่ไปลูบหลังนั้นเบา ๆ อย่างเอ็นดู แม้สัมผัสแค่นี้จะไม่ทำให้คนรักของเขาหายเหนื่อย แต่อย่างน้อยก็บอกให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงอยู่เสมอ คาเงยามะยกกล่องนมขึ้นมาดูฉลากและโลโก้ที่ถูกออกแบบใหม่ เป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษแล้วที่นมยี่ห้อนี้ขายดีจนติดตลาด และเขาก็ซื้อดื่มมาตลอด อีกทั้งยังเป็นความทรงจำดี ๆ ระหว่างเขาและสึกิชิมะที่ใช้ของกินสื่อสารกัน พอนึกย้อนกลับไปก็ตลกปนน่ารักดี


          “โทบิโอะ” สึกิชิมะพูดขึ้นขณะพยายามพลิกตัวนอนหงาย “กลับมาแล้วเหรอ”

          “กลับมาแล้วครับ” คาเงยามะโน้มตัวลงไปหอมแก้มคนรักฟอดใหญ่เพื่อส่งความความคิดถึงที่มีให้ “ฉันอยากไปอ่าวมัทสิชิมะ”

          “สติดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย อ่าวมัทสึชิมะอยู่มิยางิเลยนะ ลืมหรือเปล่าว่าเราอยู่โตเกียว” สึกิชิมะค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วชำเลืองไปมองนาฬิกาก็รู้ได้ทันทีว่าเขานอนซ้อมตายไปตั้งแต่แปดโมงยันตีสี่ของอีกวัน การเป็นหมอนี่ไม่ง่ายอย่างที่โออิคาวะซังว่าไว้จริง ๆ “อีกอย่างฉันมี...”

          คาเงยามะหน้ามุ่ยทันทีเมื่อรู้ว่าสึกิชิมะกำลังจะพูดอะไร

          “แป๊บหนึ่ง” สึกิชิมะเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่หัวเตียงแล้วโทรหาโออิคาวะซัง “ยุ่งอยู่หรือเปล่าครับรุ่นพี่...ผมอยากแลกเวรหน่อยครับ เห็นบอกอยากไปอ่าวมัทสึชิมะครับ ก็ต้องพาไปให้ได้ล่ะครับ ขอบคุณครับรุ่นพี่”

          คาเงยามะดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วพุ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อโค้ทหนา ๆ คนสติดีที่ไหนกันจะไปเที่ยวอ่าวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นขนาดนี้

          “มีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง ฉันขอขับเองนะ” สึกิชิมะลุกขึ้นไปหาเสื้อโค้ทของตัวเองบ้าง







          การเดินทางไปที่มิยางิด้วยรถยนต์ต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าชั่วโมงโดยประมาณ และสึกิชิมะขอเป็นคนขับเองเพราะคราวก่อนที่ปล่อยให้คาเงยามะขับ ดันเจอคนขี่ปาดหน้าจนหัวร้อน กว่าจะช่วยทำให้อารมณ์เย็นลงก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน

          คาเงยามะหลับทันทีเมื่อรถออกตัว คงจะเหนื่อยกับงานเลี้ยงเมื่อคืน แม้ในใจจะยังสงสัยอยู่ว่าทำไมจะต้องเป็นอ่าวมัทสึชิมะ แต่ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป ที่นั่นคงจะเป็นที่ที่คาเงยามะรู้ตัวว่าหลงรักเขาล่ะมั้ง ก็เล่นจูบก่อนซะอย่างนั้น พอนึกย้อนกลับไปทีไรก็รู้สึกอายทุกที ทำไมตอนวันรุ่นถึงใจกล้าบ้าบิ่นได้ถึงขนาดนั้นก็ไม่รู้ ไหนจะที่ทะเลสาบอีก แค่คิดก็หน้าร้อนไปหมดแล้ว

          โชคดีที่สึกิชิมะนอนเต็มที่แล้ว ทำให้เขาสามารถขับรถได้โดยไม่มีอาการง่วงมากวนใจ จนในที่สุดเขาก็พาคนรักของเขามาถึงอ่างมัทสึชิมะอย่างปลอดภัย



          “ถึงแล้ว” สึกิชิมะสะกิดคาเงยามะ เขาตื่นขึ้นมาทันทีแล้วรีบเปิดประตูออกจากรถวิ่งไปยังปลายหน้าผาซึ่งเป็นจุดชมวิว ตอนนี้เวลาเกือบแปดโมงแล้ว แต่ท้องฟ้ายังไม่เปิดเต็มที่เพราะยังหน้าหนาวอยู่

          ลมเย็นจากทะเลปะทะเข้ากับใบหน้าขาวนวลของคาเงยามะ ชายหนุ่มเผยอปากออกมาเพราะหายใจไม่ค่อยสะดวก จนมีไอสีขาวพุ่งออกมาทางปาก เขาเหม่อมองออกไปมหาสมุทรเบื้องหน้าที่นิ่งสงบราวกับมันกำลังจำศีลในฤดูหนาว หมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ลิบ ๆ นั้นถูกบดบังด้วยหมอกหนา แต่ก็พอมองเห็นยอดเกาะได้จากตรงนี้


          “ตอนนี้เราอายุเท่าไหร่แล้วเคย์” คาเงยามะถามออกไปขณะเอี้ยวตัวมามองสึกิชิมะที่ยืนพิงรถอยู่

          “ยี่สิบเจ็ด ลืมอายุตัวเองแล้วหรือไง” สึกิชิมะตอบออกไป

          “10 ปีแล้วนะ ตั้งแต่เราตกลงคบกัน” คาเงยามะเผยยิ้มกว้าง “เป็น 10 ปีที่ฉันมีความสุขมาก ๆ เลย”

          “ฉันก็เหมือนกัน...”

          “นายไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตลอด 10 ปี ไม่ว่าฉันจะอยู่ในจุดที่สูงที่สุดหรืออยู่จุดที่ต่ำที่สุดในชีวิต จะมีนายคอยยืนอยู่เคียงข้างเสมอ ฉันน่ะ...” คาเงยามะหยุดพูดแล้วจ้องตาสึกิชิมะที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ๆ เขา

          “ฉันจะเข้าครัวที่เราแทบไม่ค่อยจะได้ใช้กันเลย แล้วก็ทำกับข้าวรอนายกลับมา ฉันจะซักชุดทำงานให้ และก็...” คาเงยามะถูกปิดปากด้วยจูบอันอ่อนหวานท่ามกลางลมหนาวจากมหาสมุทรที่กำลังพัดถาโถมเข้ามา

          “ฉันจะไม่ให้นายทิ้งวอลเลย์หรอกนะโทบิโอะ” สึกิชิมะว่าหลังจากถอนปากออกมา แต่มือทั้งสองยังประคองหน้าเรียวนั้นไว้อยู่

          “ฉันไม่ได้บอกว่าจะทิ้งสักหน่อย” คาเงยามะยกมือขึ้นมาหยิกแก้มสึกิชิมะเบา ๆ “เพื่อนที่มหาลัยเป็นบรรณาธิการนิตยสารกีฬา เสนอตำแหน่งคอลัมนิสต์เกี่ยวกับวอลเลย์บอลให้ฉัน ตั้งหนึ่งหน้ากระดาษเลยนะ”

          “ทำไมตอนแรกบอกว่าหลังถอนตัวจะไปเป็นโค้ชให้โรงเรียน ม.ปลาย ไง”

          “ฉันถูกกับเด็กที่ไหนล่ะ”

          สึกิชิมะหลุดขำออกมาจนต้องเม้มปาก เพราะคนโดนหัวเราะใส่เริ่มหน้ามุ่ยอีกแล้ว

          “ถ้าเจอพวกเด็กบ้าที่นิสัยเหมือนพวกเราตอน ม.ปลาย ฉันขอกัดลิ้นตายดีกว่า ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับราชาโจรสลัดอีกกี่คน” คาเงยามะหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเกี่ยวแขนสึกิชิมะเอาไว้พลางมองเหม่อมองออกไปที่มหาสมุทรเบื้องหน้า

          “ฉันรักนายนะ”

          “นายพูดเป็นพันครั้งแล้ว” สึกิชิมะโน้มหน้าผากลงไปหอมกระหม่อมคนบอกรักเบา ๆ

          “ฉันอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับนาย...” คาเงยามะเอาคางเกยไหล่ของสึกิชิมะแล้วจ้องใบหน้าอันซีดเซียวแต่ก็ยังดูดีภายใต้กรอบแว่นนั้น

          สึกิชิมะไม่ได้ตอบอะไร เขาเอี้ยวตัวไปกอดคาเงยามะจากด้านหลังแล้วประคองมือซ้ายของคนรักขึ้นมา นิ้วมือนั้นยังตัดเล็บกุดสั้นเหมือนอย่างเคย แม้ผิวหนังจะแห้งกร้านบ้าง แต่ทุกครั้งที่คาเงยามะกลับมาบ้านเขาก็จะเอาแฮนด์ครีมทาให้เสมอเวลาเจ้าตัวนอนหลับ

          "โทบิโอะ...แต่งงานกับฉันนะ"

          "เอ๋?" คาเงยามะถามขึ้นแล้วหันไปมองเสี้ยวหน้าที่กำลังเบียดเข้ามาใกล้ ๆ แก้มของเขา

          "อยากใช้ชีวิตที่เหลือกับฉันไม่ใช่เหรอ?" สึกิชิมะยื่นหน้าไปหอมแก้มใสนั้นเบา ๆ "ว่าไง?"

          คาเงยามะเหม่อมองออกไปทางอื่นเพราะไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์อันน่าอายแบบนี้ยังไงดี ทั้ง ๆ ที่ให้เพื่อนที่เป็นบรรณาธิการเตรียมคำพูดแบบสวย ๆ ไว้ให้แล้ว แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะโดนขอแต่งงานดื้อ ๆ แบบนี้ เจ้าบ้า...ดักทางฉันได้ตลอดเลยนะ

          "อืม..." เขาครางตอบในลำคอเบา ๆ

          "หา?" สึกิชิมะพูดใส่หูของคาเงยามะจนเด็กหนุ่มถึงกับหันมามองค้อน

          "ก็บอกว่า 'อืม' ไงเล่า!"




...END...






          ทอร์คส่งท้ายยาวมากเว่อร์: เขียนไปก็รู้สึกเหมือนโตไปกับตัวละครด้วย สรุปนี่เรียกว่าอินสินะ 555+ ปกติไรท์จะมีตอนพิเศษปิดท้ายทุกเรื่องค่ะ อย่าง Higher ก่อนรีไรท์ ไรท์ก็มีตอนพิเศษเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ารอบนี้อารมณ์ค่อนข้างเต็มครบทุกรสชาติ ทุกเหตุการณ์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ถ้าจะมีตอนพิเศษจริง ๆ ก็มีหลายปมที่น่าเล่นค่ะ แต่คิดว่ารีดเดอร์คงอิ่มแล้วกับ 14 ตอนนี้

          หวังว่าคู่สึกกี้คาเงะฉบับรีไรท์ใหม่จะถูกใจรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ไรท์ต้องขอขอบคุณทุกเม้นทุกการกดกำลังใจที่ส่งให้ทุกครั้ง ขอบคุณสำหรับเม้นท์น่ารัก ๆ และคนที่ไม่เม้นท์แต่เข้ามาอ่านทุกครั้งด้วย เพราะรู้ว่าตัวเองรออ่านอยู่ อิอิ (เข้าข้างตัวเองไปอี๊ก)

          สุดท้ายนี้ฝากผลงานฟิคที่ผ่านมาของไรท์ด้วยนะคะ รวมถึงเรื่องสั้นเรือผีหลอกที่กำลังจะแต่งอีกหลายคู่ เผื่อใครอยากลองของไปลงเรือผีกับไรท์ อันนี้ไรท์อยากลองแต่งคู่ "คาเงะฮินะ" ด้วยค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของไรท์ เพราะคู่นี้คนแต่งเยอะมาก และคนแต่งสนุกเยอะมาก แล้วไรท์คือสายแต่งนิยายดึงดิ่ง ดึงดราม่า ฮาได้ไม่เท่าไหร่ตอนต่อมากอดคอร้องไห้อีกละ เกลียดตัวเองก็ตรงนี้แหละ ไรท์ไม่ได้ชิบคู่นี้จริงจังเพราะคาแร็กเตอร์ที่ไรท์ชอบคือสึกกี้ แต่ยังไม่พร้อมให้สึกกี้เป็นเคะตอนนี้ แม้คุโรโอะจะโผล่มาหยอกสึกกี้สองเรื่องแล้วก็ตาม 5555+

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #40 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 13:41

    เต็มอิ่มมากๆเลยค่ะ สนุกมากๆๆๆ

    ขอบคุณมากๆเลยนะคะ

    #40
    1
    • #40-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 14)
      5 สิงหาคม 2562 / 15:01
      เห็นเม้นท์ตกใจเลยค่ะ อ่านรวดเดียวเลยหรือนี่ ดีใจมากเลยค่ะที่ชอบ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ
      #40-1
  2. #23 YukiMichiyo (@YukiMichiyo) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:03

    แอบเปะปากตรง my sweetie shortcake เบาๆ

    หมั่นค่ะ หมั่นไส้ แต่ก็น่ารักนะะ


    //ขอบคุณที่แต่งให้อ่านจนจบนะคะ ละมุนกว่าตอนก่อนรีไรท์มากมาย ><

    #23
    1
    • #23-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 14)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:25
      นิดนึงงง เค้านานๆทีเจอกันนน 5555 ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบค่า
      #23-1
  3. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:09
    ฮือออ ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะอะไรทั้งนั้น คือเราอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกอ่า&#128514;&#128514; ตอนที่ส่งข้อความคุยกันนี่งงเลยจ้าว่าคุยไรกัน คือดิชั้นแปลไม่ออกค่ะ&#128514; //สรุปเรื่องนี้จะมีตอนพิเศษมั้ยคะไรท์&#128559;
    #22
    5
    • 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:11
      ดีใจนะเนี่ย555 ช่วงแรกๆอาจจะไม่ค่อยเม้น แต่ก็อ่านแล้วเก็บไปฟินทุกตอนเลยนะคะ คงเพราะนี่เป็นคู่ที่ชอบที่สุดด้วยแหละ แถมเรื่องที่แต่งจนจบก็ไม่ได้หาง่ายๆด้วย ต่อจากนี้จะติดตามไรท์ไปเรื่อยๆนะคะ<3
      #22-4
    • #22-5 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 14)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:46
      ขอบคุณมาก ๆ เลยค่า
      #22-5