[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 13 : มิกาซ่าของเคย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 356
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    3 ต.ค. 62

          ในโรงยิมประจำจังหวัดที่เมืองเซนได คลาคล่ำไปด้วยเหล่ากองเชียร์จากโรงเรียนสาธิตชิราโทริซาวะที่มาพร้อมกันในชุดเครื่องแบบนักเรียนสีม่วงขาว พร้อมกับเสียงโห่ร้องก้องเชียร์กันอย่างฮึกเหิม อีกฝั่งก็ไม่แพ้กัน เป็นกองเชียร์จากโรงเรียนคาราสุโนะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของแฟนคลับและจากชมรมเชียร์ของโรงเรียน ซึ่งช่วยเรียกสปิริตและสร้างความกดดันไปในเวลาเดียวกัน เพราะนี่คือการแข่งรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาตัวแทนประจำจังหวัดไปแข่งอินเตอร์ไฮที่โตเกียว


          “เอาล่ะ ถ้าใครเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ไปรอที่สนามได้เลย” เอ็นโนชิตะตีมือสองสามทีก่อนจะเดินนำออกจากประตูไป


          คาเงยามะนั่งก้มหน้ามองบางอย่างอยู่ในมือด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นเพราะกำลังทยอยออกไปจากห้องเตรียมตัวกันทีละคนสองคน สึกิชิมะเดินตรงมายืนดูสักครู่แล้วทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ซึ่งมีกระเป๋าของคาเงยามะกั้นไว้อยู่


          “ตั้งแต่เมื่อไหร่?” สึกิชิมะเอ่ยถามออกไปขณะมองสิ่งที่อยู่ในมือของคาเงยามะ


          “ไม่รู้เหมือนกัน พอฉันดึงออกมามันก็ขาดแบบที่เห็นนี่แหละ” คาเงยามะถอนหายใจแล้วทิ้งสนับเข่าคู่ใจลงที่กระเป๋าเหมือนเดิม


          “ไม่ใส่สนับเข่าแล้วจะแย่เอานะ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะทำไง” สึกิชิมะเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าของตัวเองจากเก้าอี้ยาวตัวข้าง ๆ แล้วค้นหาของบางอย่างก่อนจะหยิบถุงพลาสติกออกมา ซึ่งนั่นมันคือสนับเข่าที่เขาเคยซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญให้กับคาเงยามะ แต่ไม่มีโอกาสได้ให้สักที


          เด็กหนุ่มลุกขึ้นแล้วลงไปคุกเข่าตรงหน้าราชา เขาเอามือใหญ่ยกเท้านั้นขึ้นแล้วค่อย ๆ ใส่สนับเข่าให้คาเงยามะทีละข้าง คาเงยามะเอาแต่มองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร


          หลังจากเก็บตัวที่ทะเลสาบ กลับเป็นฝ่ายสึกิชิมะเองที่ตีตัวออกห่างไปพร้อมพูดทิ้งท้ายว่า มันควรจะจบลงสักที และนี่คงจะเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายจริง ๆ ให้กับความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองที่มันยืดเยื้อและซับซ้อนมานานเกือบปี จะรักก็ผิด จะคบก็ผิด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่าง ความรู้สึกที่มีในใจจริง ๆ กลับถูกขังเอาไว้ในใจ ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้อย่างอิสระ แม้จะเล่นบทคู่จิ้นที่คิดมันคือวิธีเดียวที่จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่มันไม่ใช่เลย นั่นยิ่งกลับทำให้ความรู้สึกจริง ๆ ถูกกลืนกินไปเพราะคำว่า ทำเพื่อชมรม


          “ของใหม่มันคงจะแน่นหน่อย” สึกิชิมะว่าขณะช้อนตาขึ้นมองคาเงยามะ ก่อนจะก้มลงจูบที่หัวเข่าข้างหนึ่งเบา ๆ “ขอให้วันนี้เป็นวันของคาราสุโนะ” ว่าจบสึกิชิมะก็ลุกขึ้นยืนแล้วหยิบแว่นสำหรับใส่เล่นกีฬามาสวมเพื่อบอกว่าเขาพร้อมจะทำหน้าที่นักกีฬาที่ดีต่อจากนาทีนี้ต่อไป และหลังจากนี้ฐานะคนรักของเขาจบลงโดยสมบูรณ์แล้ว


          แต่ในที่สุดการแข่งขันก็บจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ชิราโทริซาวะแข็งแกร่งมาก และเป็นเกมที่พวกเขาไม่มีทางเอาชนะได้เลย ทั้งทีมตกอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ ไม่มีคำพูดใดนอกจากใบหน้าอันแสนเจ็บปวดและน้ำตาของลูกผู้ชายที่ไหลรินลงมาอาบที่แก้มทั้งสองข้าง คาเงยามะพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่ให้ร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม


          “ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” คาเงยามะบอกฮินาตะที่กำลังซบแผ่นหลังของทานากะอยู่เพราะเหนื่อยจากการร้องไห้


          เด็กหนุ่มเดินทอดน่องอย่างล่องลอยขณะคิดย้อนถึงความผิดพลาดที่ตัวเองทำตลอดการแข่งขัน ถึงอาจารย์ทาเคดะบอกว่าการแข่งครั้งหน้ายังมี ขนาดตอนปีหนึ่งเรายังชนะเลิศในการแข่งฮารุโคเลย ปีนี้จะไต่ขึ้นไปเป็นผู้ชนะอีกปีจะเป็นไรไป แต่สำหรับนักกีฬาม.ปลายแล้ว การแข่งอินเตอร์ไฮน์นั่นสำคัญที่สุด และเขาไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้เขาจะทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในชมรมได้อย่างเต็มที่ได้หรือไม่ เพราะหลังจากนี้เขาต้องก้าวไปอยู่จุดที่สูงกว่าเดิม


          เขาผลักประตูห้องน้ำแล้วเดินตรงไปยังห้องส้วม ที่ ๆ เขาจะแอบร้องไห้เสียใจได้เพียงคนเดียว และได้แต่หวังว่าจะมีใครสักคนที่เขารักมากที่สุดผลักประตูเข้ามาแล้วโอบกอดเขาในเวลานี้ แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น สึกิชิมะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคาเงยามะออกมาแอบร้องไห้ในห้องน้ำ เพราะเขาถูกส่งเข้าห้องพยาบาลทันทีเพราะได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกกับเอ็นโนชิตะตอนพุ่งตัวเข้าไปรับลูกเสิร์ฟสุดท้ายซึ่งเป็นลูกเสิร์ฟที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ในครั้งนี้



- - - - - - - - - -




          คาเงยามะกลับมาถึงบ้านโดยบนรถบัสไร้เงาของสึกิชิมะและเอ็นโนชิตะ เพราะทั้งสองถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้พลาดพิธีรับเหรียญรางวัลไป


          เขาทรุดตัวนั่งลงที่พื้นยกระดับหน้าบ้านแล้วถอดรองเท้าก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องครัว ที่ตอนนี้มีพ่อกับแม่ของเขานั่งรออยู่บนโต๊ะกินข้าวแล้ว


          “มากินข้าวสิ” พ่อเขาเรียกให้ไปร่วมโต๊ะอาหาร


          คาเงยามะวางกระเป๋าลงข้างเก้าอี้แล้วทรุดตัวลงนั่งเพราะตอนนี้ท้องเขากำลังหิวเต็มที่ เนื่องจากอาจารย์ทาเคดะต้องตามไปที่โรงพยาบาล การเลี้ยงข้าวหลังการแข่งจึงถูกเลื่อนออกไปก่อน


          “รอบชิงเป็นยังไงบ้าง?” พ่อของเขาถามขึ้นขณะแม่ของเขาเริ่มตักข้าว


          “แพ้ครับ” คาเงยามะตอบออกไป


          “ฮึ...คงจะเพราะแกทำพลาดล่ะสิท่า ก็แกมัวแต่เที่ยวเล่นไม่ขยันซ้อมใช่ไหม?”


          “ทุกคนทำเต็มที่ครับ และเราก็ซ้อมหนักมากด้วย แต่คู่แข่ง...”


          “เลิกอ้างสักที!” พ่อเขาตะเบ็งเสียงทำเอาแม่ของเขาถึงกับสะดุ้ง “เพราะแกมันไม่มีวินัย ต่อจากนี้อย่าไปเป็นตัวถ่วงให้ทีมชาติเขา เข้าใจไหม?!


          “พ่อจะไปรู้อะไร?!” คาเงยามะทุบโต๊ะเสียงดัง “พ่อไม่เคยไปดูการแข่งของผมสักครั้ง ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอว่าผมไม่พยายาม ทุกคนในทีม...ตั้งใจซ้อมจนเลือดออกตา พวกเราเป็นแค่เด็กม.ปลายนะครับ ทุกคนต่างมีขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ ที่จะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ง่ายขนาดนั้น”


          “โทบิโอะ!


          "พ่อเอาแต่ถามว่าชนะหรือไม่ชนะ แต่พ่อไม่เคยเลยที่จะถามว่าผมเหนื่อยไหม ผมรู้สึกยังไงบ้าง ผมมีปัญหาอะไรไหม ไม่เคยเลย!


          “อย่าขึ้นเสียงกับพ่อนะ” แม่ของเขาพยายามปรามแต่คาเงยามะลุกขึ้นจากอี้แล้ว


          “ผมทำตามที่พ่อสั่งทุกอย่าง ตลอดม.ต้นผมตั้งใจซ้อมจนไม่มีเพื่อนเลยสักคน เพื่อจะได้ทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจ” น้ำตาของคาเงยามะเริ่มไหลรินออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ นั่นทำเอาพ่อกับแม่ของเขาถึงกับพูดไม่ออก เพราะไม่คิดว่าลูกชายคนเดียวที่ภาคภูมิใจนักหนาจะสติขาดผึงได้ขนาดนี้


          “ตอนม.ต้น...ผมเกือบโดนรุ่นพี่ต่อยหน้าเพราะอยากเก่งขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ ผมเกือบโดนโค้ชไล่ออกจากทีมเพราะอยากเป็นคนที่เก่งที่สุดในทีมเพื่อให้พ่อกับแม่ภูมิใจ พอขึ้นม.ปลายผมก็อยากจะมีเพื่อนบ้าง อยากใช้ชีวิตเหมือนเด็กม.ปลายคนอื่นบ้าง ไม่ได้เหรอครับ? จะเอาขนาดไหนอีกครับ?! จะเอาอะไรอีก?!


          “โทบิโอะ...” แม่ของเขายกมือขึ้นมาทาบอกเพราะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำกับลูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว


          “ไม่ต้องห่วงครับ...” คาเงยามะหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมา “ผมจะเป็นตัวจริงทีมชาติให้ได้ อย่างที่พ่อกับแม่อยากให้เป็น”


          “นั่นแกจะไปไหน?” พ่อเขาถามขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มกำลังเดินออกจากห้องกินข้าว


          “ไปเก็บของครับ ผมจะไปโตเกียวคืนนี้เลย” ว่าจบคาเงยามะก็วิ่งขึ้นบ้านไปเพื่อเก็บของโดยที่พ่อกับแม่ของเขาเอาแต่มองหน้ากัน เพราะยังสับสนอยู่ว่าทำไมเด็กดีอย่างคาเงยามะถึงกล้าเถียงพ่อเถียงแม่ได้ขนาดนี้



- - - - - - - - - -


 

          ตรู๊ด! ตรู๊ด! ตรู๊ด!


          สึกิชิมะเอื้อมมือไปหยิบมือถือจากโต๊ะข้างเตียงขณะนอนซมอยู่ในห้องเพราะอาการเจ็บปวดจากอาการไหล่หลุด เขาเพ่งตามองจอมือถือสักครู่ก็พบเบอร์แปลกที่เขาไม่ได้บันทึกเอาไว้


          “ครับ?”


          “สึกิชิมะคุงใช่ไหม?” เสียงของสาววัยกลางคนดังขึ้นที่ปลายสาย ซึ่งสึกิชิมะจำน้ำเสียงนั้นได้ดี เพราะเป็นคนที่พูดบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจเขามากที่สุด


          “ใช่ครับ คาเงยามะซัง”


          “โทบิโอะได้แวะไปที่บ้านเธอหรือเปล่า”


          “ไม่นะครับ ผมเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล มีอะไรหรือเปล่าครับ?”


          “โทบิโอะเก็บเสื้อผ้าแล้วออกจากบ้าน บอกว่าจะไปโตเกียวตั้งแต่คืนนี้ แต่จริง ๆ ทางสมาคมนัดให้เข้าไปมะรืนน่ะ เลยเป็นห่วงว่าเขาจะไปไหนก่อนหรือเปล่า”


          “ลองถามฮินาตะดูยังครับ?”


          “ถามแล้ว แต่ฮินาตะคุงบอกว่าให้มาถามสึกิชิมะคุงดู ช่วยติดต่อโทบิโอะจังให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ ตอนนี้พวกเราเป็นห่วงโทบิโอะมากเลย”


          “แล้วผมจะลองดูครับ” สึกิชิมะวางสายแล้วหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง “นายไม่ควรทำกับพ่อแม่แบบนี้นะ”


          “ฉันจะไปที่ไหนได้ ไม่มีเพื่อนที่รู้จักที่โตเกียวเลย ส่วนพวกรุ่นพี่ที่จบไปยิ่งไม่ได้ใหญ่ ไม่งั้นเรื่องต้องถึงหูโค้ชกับอาจารย์ทาเคดะแน่นอน” คาเงยามะตอบกลับมาขณะเอนตัวพิงตู้เสื้อผ้าของสึกิชิมะ


          “ฉันจะติดต่อคนรู้จักที่โตเกียวให้ ถ้าเกิดแม่นายรู้เข้าแม่ฉันจะซวยเอา” สึกิชิมะดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกดมือถือโทรหาใครบางคนที่อยู่โตเกียว


          “ฮาย!” เสียงทุ้มแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ดังขึ้นที่ปลายสาย “สึกกี้จ๋า”


          “คุโรโอะซังอยู่กับเมียหรือเปล่าครับ พอดีผมมีเรื่องให้ช่วยหน่อย”


          “หยาบคายจริง ๆ เมียเมยอะไร ฉันเป็นหนุ่มโสด” คุโรโอะหัวเราะคิกคักภูมิใจกับความโสดสนิทของตัวเอง “ว่าแต่มีอะไรให้คนดีอย่างฉันช่วยล่ะ”


          “คาเงยามะจะต้องไปเก็บตัวซ้อมที่สมาคมน่ะครับ แต่ต้องเดินทางไปล่วงหน้า เลยอยากให้เขาไปพักกับคุณก่อน”


          “ไม่มีปัญหา” คุโรโอะตอบอย่างไม่ลังเล “เดี๋ยวจะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลย”


          “แล้วแต่คุณเถอะครับ ผมปวดไหล่อยู่ ไม่อยากพูดเยอะ”


          “ไหล่กับปากมันอยู่กันคนละ-” ไม่ทันที่คุโรโอะจะพูดจบ สึกิชิมะก็ชิ่งตัดสายไปเพราะรำคาญ


          “นายนี่ดีกับฉันตลอดเลยนะ...เจ้าบ้า” คาเงยามะเผยยิ้มให้คนป่วยที่กำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียงเพาะเริ่มปวดไหล่หลังจากการขยับร่างกาย


          “ไม่ว่าใครในคาราสุโนะก็ต้องช่วยนายเต็มที่อยู่แล้ว เพราะนายเป็นเพื่อนเรานี่” สึกิชิมะยกมุมปากยิ้มแล้วค่อย ๆ เอนตัวลงนอนบนเตียง เพราะปวดจนแทบทนไม่ไหวแล้ว


          “ได้เวลากินยาแก้ปวดแล้วเคย์” เสียงแม่ของสึกิชิมะดังขึ้นก่อนจะเผยร่างผอมบางที่ประตู


          “ผมเพิ่งจะเอนตัวนอนลงเมื่อกี้นี่เอง จะให้ลุกอีกแล้วเหรอครับ” สึกิชิมะบ่นพึมพำแล้วพยายามดันตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับเสียงครางเพราะความเจ็บปวด


          “คาเงยามะคุงจะค้างที่นี่ก่อนไหมจ๊ะ” เธอหันไปถามคาเงยามะขณะเดินมานั่งคุกเข่าข้างเตียงลูกชายของเธอ


          “ผมคงจะเดินทางคืนนี้เลยครับ”


          “งั้นฉันไปส่งที่สถานีนะ เดี๋ยวจะยืมรถคุณพ่อไปส่ง”


          “ไม่ต้องลำบากหรอกครับ”


          “ไม่ได้นะ” เธอขมวดคิ้ว “คาเงยามะคุงเป็นคนสำคัญ ฉันต้องดูแลสิ” ว่าจบเธอก็ยกมือขึ้นมาปิดปากพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ โดยแอบชำเลืองมองสึกิชิมะที่กำลังกินยาอยู่ “กินยาเสร็จก็นอนพักนะเจ้าลูกตัวดี”


          แม่ของสึกิชิมะขอยืมรถคุณพ่อเพื่อขับไปส่งคาเงยามะที่สถานีเซนได ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางอยู่หลายนาทีกว่าจะถึง อีกอย่างคาเงยามะก็มีกระเป๋าสัมภาระพอสมควร เลยคิดว่าการขับรถไปส่งน่าจะดีกว่า และอย่างที่บอกไปว่าคาเงยามะคือ คนสำคัญ เธอจึงอยากดูแลเด็กคนนี้ให้ดี เพราะลูกชายตัวดีของเธอดันไหล่หลุดจนต้องกินยาและนอนพักที่บ้าน แถมอากิเทรุก็กลับไปที่อพาร์ตเม้นท์แล้ว


          “ยินดีด้วยนะที่ได้เป็นทีมชาติ” เธอว่าอย่างอารมณ์ดีขณะมองไปที่ถนน เพราะตัวเองก็ใช่ว่าจะขับรถเก่ง บางครั้งอากิเทรุยังบ่นเลยว่าแม่ขับรถน่ากลัว


          “ขอบคุณครับ”


          “ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า มิกาซ่า จะเป็นเธอนี่เอง” สึกิชิมะซังเผยหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งคาเงยามะก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดมากนัก “ฉันเคยถามเคย์ว่ามีแฟนหรือยัง เคย์ตอบมาว่าชื่อ มิกาซ่า แต่ตอนท้ายอากิจังมาบอกว่ามิกาซ่าเป็นชื่อยี่ห้อลูกวอลเลย์ ฉันนี่ขำไม่ออกเลย”


          “เป็นยี่ห้อวอลเลย์บอลที่ได้รับการรับรองจาก FIVB เอาไว้ใช้แข่งระดับโอลิมปิกครับ” ว่าจบคาเงยามะก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้


          “ช่างเปรียบเปรยเก่งจริง ๆ เลยลูกคนนี้” เธอเผลอหัวเราะออกมา “โรแมนติกสุด ๆ เลยว่าไหม? เปรียบเทียบเธอเป็นวอลเลย์บอลเพราะเธอชอบเล่นมาก แถมยังเป็นยี่ห้อระดับเอาไว้แข่งโอลิมปิกอีกต่างหาก เพราะเธอกำลังจะเป็นทีมชาติ แหม ๆ เขินแทนแล้วนะเนี่ย!


          “แล้ว...คุณไม่ว่าอะไรเหรอครับ?” คาเงยามะจ้องไปที่เสี้ยวหน้านั้นที่ยังขำไม่หยุด แถมหน้าแดงอีกต่างหาก


          “หืม? ทำไมฉันต้องว่าด้วยล่ะ” เธอตอบกลับมา “ความรักที่ก่อเกิดมาจากมิตรภาพคือความรักที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน มันคือความรักนะคาเงยามะคุง”


          “แต่ผมกับเขาเลิกกันแล้วครับ”


          สึกิชิมะซังเงียบไปครู่หนึ่งเพราะเธอต้องใช้สมาธิในการเลี้ยวเข้าชานชาลาของสถานี


          “การเลิกกันบางทีก็เพื่อให้ต่างคนต่างมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้น ตราบใดที่ความรู้สึกในใจยังไม่เปลี่ยนไป สุดท้ายก็ต้องกลับมารักกันเหมือนเดิม” เธอเอื้อมมือมาลูบไหล่กว้างของคาเงยามะเบา ๆ “ตั้งใจฝึกซ้อมและเป็นตัวจริงให้ได้นะจ๊ะ ฉันจะคอยดูการแข่งของเธอในทีวี เอเชียนคัพชอบถ่ายทอดสดตอนทำมื้อเย็นพอดี จะได้มีอะไรดูระหว่างทำกับข้าวด้วย”


          “ขอบคุณครับสึกิชิมะซัง” คาเงยามะยิ้มให้เธอ


          “เรียกซะห่างเหินเชียว เรียกคุณแม่แล้วกัน” เธอยิ้มแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวคาเงยามะอย่างเอ็นดู “ลงไปได้แล้วทีมชาติ มีเงินใช้อยู่ใช่ไหม จู่ ๆ ก็หนีออกมาจากบ้านแบบนั้น แล้วเพื่อนที่โตเกียวที่เคย์ติดต่อไว้ล่ะ มีเบอร์ไหม รักษาสุขภาพด้วยนะ กินข้าวให้ตรงเวลาด้วยนะ”


          “ขอบคุณครับ คุณแม่” คาเงยามะเปิดประตูแล้วหยิบกระเป๋าออกจากประตูหลังแล้วโค้งขอบคุณ คุณแม่ ด้วยรอยยิ้ม ก่อนเธอจะขับรถออกจากชานชาลาไป


          ตรู๊ด!


          เสียงมือถือของเขาดังอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่ออกจากบ้านมาเขาก็โดนโทรตามตลอดจนเครื่องแทบไหม้


          “ครับแม่” คาเงยามะตัดสินใจรับสายของแม่เขาหลังจากไม่รับมาเกือบยี่สิบสาย


          “ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน”


          “ผมกำลังจะขึ้นชินคันเซนครับ มีคนรู้จักที่โตเกียว เดี๋ยวผมไปพักกับเขาก่อนเข้าสมาคม”


          “เพื่อนไว้ใจได้หรือเปล่า ไปรู้จักได้ยังไง”


          “แม่ครับ...ผมขอโทษนะครับ ขอโทษพ่อด้วย” คาเงยามะกลั้นน้ำตาเอาไว้ “รอดูผมในทีวีนะครับ ถึงเป็นตัวสำรอง แต่ผมจะลงแข่งในสนามให้ได้ครับ”


          เสียงร้องไห้ดังขึ้นที่ปลายสายยิ่งทำให้คาเงยามะยิ่งอยากร้องไห้มากขึ้นกว่าเดิม


          “จ้ะ แข่งเสร็จแล้วรีบกลับบ้านนะจ๊ะ”


          “ครับแม่”


          หลังจากวางสายคาเงยามะยืนมองประตูทางเข้าสถานีสักครู่แล้วเดินเข้าไปด้วยความรู้สึกที่ปลื้มปริ่มอย่างบอกไม่ถูก ได้พูดในสิ่งที่อัดอั้นตันใจมาโดยตลอด และได้รับสิ่งดี ๆ จากคำพูดของสึกิชิมะซัง เขารู้สึกรัก...รักในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาวันนี้ที่สุด นั่นคือหนึ่งก้าวของเขาเพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างภาคภูมิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

60 ความคิดเห็น

  1. #20 Nutto21 (@Nutto21) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:30
    ร้องไห้5555

    รออ่านตอนจบนะคะมีเท่าไรใส่มาให้หมดเลย?!
    #20
    1
    • #20-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 13)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:24
      จัดหนักไปเล้ย หวังว่าตอนจบคงไม่น้ำตกอีกน๊า 5555
      #20-1