I NeEd YOu 43 [Gyumyung]

ตอนที่ 1 : I nEed 143

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    19 ก.พ. 62


-I  need 143-







อินฟินิทจะคัมแบคแล้ว!

 

 

 





 

 

แล้วยังไงล่ะ..........

 

 

 







 

ไม่มีซองกยูฮยอง จะคัมแบคไปทำไมกัน.....

 

 





 

 

แต่ก็นะ คนอื่นเขาไม่ได้อยากเจอแค่ซองกยูฮยองนี่นา มันเข้าใจอยู่นะ แต่ว่า.......

 





 

 

ผมอยากให้ฮยองอยู่ด้วยนี่นา ถึงช่วงนี้ความรักของพวกเขาจะหวานชื่นกันปานรักนิรันด์นั่น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนอะไรไปมากหรอก ชีวิตก็ยังยุ่งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรแบบนั้นก็พอ

 

 





 

ก็อย่างที่รู้ๆกัน ซองกยูฮยองกับอูฮยอนฮยองเขารักกันมากแค่ไหน


 





ไปร้านทำผมก็ต้องอัพไอจี...


 





แฟนมีตซองกยูฮยอง อูฮยอนฮยองก็ไม่เคยพลาด...


 





แฟนมีตอูฮยอนฮยอง ซองกยูฮยองก็ต้องออกมาจากกรมมาดู






 

พวกเขาสำคัญต่อกันและกันมากนี่นา ผมจะยุ่งอะไรด้วยล่ะ ผมเป็นแค่รุ่นน้องในวงที่งานยุ่งที่สุดในวง เป็นคนที่เงียบที่สุดในวง ไม่มีใครสนิทกับผมเลย แต่นี่ก็เป็นความต้องการของผมเองแหล่ะ จะโทษคนอื่นไปทำไมกัน?

 

 





เป็นธรรมดาของคนเงียบที่มักจะไม่พูดความรู้สึกหรือแสดงความรู้สึกอะไรออกไปให้คนรอบข้างรับรู้ได้ ดังนั้นแล้ว การที่อูฮยอนฮยองบอกชอบซองกยูฮยองก่อนมันก็ไม่ผิด มันผิดที่ผมต่างหาก ผิดที่ผมช้า ผิดที่ผมไม่กล้า ผิดที่ผมเรียบเฉย สมควรแล้วแหล่ะ เฮ้อ...

 

 





 

คิดถึงจัง...



 





 

 

มีสิทธิ์ไปคิดถึงอะไรแฟนคนอื่นห้ะมยองซู?







 

 

เบื่อใจตัวเองจริงๆ นี่ก็ปีกว่าๆที่ซองกยูไปเข้ากรมได้แล้ว ผมยังไม่เคยได้ข่าวคราวอะไรจากฮยองเลย จะรู้ก็ต่อเมื่ออูฮยอนฮยองเล่าเท่านั้นแหล่ะ

 






หยุดให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ที....

 

 





ผมเอนตัวลงบนที่นอนช้าๆ เงยหน้ามองเพดานที่ว่างเปล่า คอนโดที่ว่างเปล่าแถมยังอยู่คนเดียวแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่างเปล่า  ถ้ามินซอกฮยองยังอยู่ ผมคงไม่ต้องเหงาแบบนี้หรอก และช่วงนี้ผมควรอยู่ห่างๆซองยอลไว้ ไปฟิตเนสบ่อยซะขนาดนั้น ผมไม่ได้อยากมีกล้ามใหญ่ๆแล้วมีหัวเล็กนิดเดียวหรอกนะ

 

 





“เมี๊ยว...” บยอลคงรู้ว่าผมเหงา หลังจากที่จัดการอาหารเสร็จจึงมาหาผมที่ห้องทันที ผมเลยรีบดีดตัวขึ้นเพื่อคุยกับบยอล ถึงจะรู้ว่าบยอลพูดไม่ได้ก็ตามทีเถอะ

 





“เหงาหรอบยอล ฉันก็เหงาแฮะ” บยอลขึ้นมานอนขดตัวบนตักผม ผมเลยลูบหัวบยอลไปพูดไป ขนนิ่มๆของบยอลทำให้ผมหยุดที่จะลูบไม่ได้

 





“เดี๋ยวเย็นๆค่อยพาออกไปเดินเล่นนะ ตอนนี้อยากนอนอ่ะ” ผมพูดพร้อมกับวางบยอลลงแล้วเอนตัวลงนอน ถึงทางกายจะไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก แต่ทางใจนี่สิ เหนื่อยกับการห้ามใจไม่ให้คิดถึงแฟนคนอื่น ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้นะ

 

 

 

 

 





 

 

 

 

ตื้อดึ่ง~

 








ตื้อดึ่งๆๆๆๆๆๆ

 






 

“โอ้ยๆๆๆ ตื่นแล้วๆ กดอะไรนักหนาเนี่ย” ผมลุกออกจากเตียงด้วยความทุลักทุเล ยีหัวเล็กน้อยก่อนเปิดประตูออกมาดูมาใครกันที่มากดกริ่งจนบยอลเต้นระบำฮาวายแบบนี้

 





“มยองซู้วววววว”

 






 

โอ้ไม่นะ...

 






 

ด้วยการที่ผมเปิดประตูออกไปเจอซองยอลแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก ผมเพิ่งบอกไปก่อนนอนว่าไม่อยากไปฟิตเนสกับซองยอล แต่การที่เขามาหาถึงคอนโดแบบนี้ เห็นทีจะต้องไปให้จนได้สินะ

 





“มีอะไหรอ” ผมถามพร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้ซองยอล เห็นแบบนี้ผมก็เป็นเจ้าบ้านที่ดีนะ แต่เพราะผมไม่ได้ชงชาไว้ เลยต้องให้ซองยอลดื่มน้ำไปก่อน

 





“มารับนายไง แล้วนี่กี่โมงกี่ยามแล้วทำไมยังไม่แต่งตัว” ซองยอลมองผมอย่างคาดโทษ สายตาแบบนี้ของซองยอลทำให้ผมกลืนน้ำลายไม่ลง

 





“แต่งตัว...แต่งทำไม วันนี้เราไม่ได้นัดกันไปไหนนี่”

 





“มยองซู!!” ผมสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินของซองยอลตวาดดังลั่น ทำไมต้องตวาดกันด้วย ทำไมต้องตวาดกันด้วย ตกใจหมดแล้วเนี่ย

 





“นี่นายกล้าลืมงั้นหรอ ฉันอุตส่าห์ไลน์มาบอกก่อนตั้งสิบนาที นายไม่อ่านเลยหรือไงหา!!” หนูขอโทษ ToT

 





“คือพอดีว่าฉันนอนอยู่ เลยยังไม่ได้อ่าน” ผมพูดเสียงอ่อย และไม่รู้ว่าจะแก้ตัวยังไง ก็เลยไม่พูดอะไรต่อ

 





“งั้นรีบไปแต่งตัวเลย ฉันมีธุระต้องพานายไป” ซองยอลใช้มือดันหลังให้ผมเข้าห้องน้ำ ผมก็ใช้แรงที่ตัวเองขืนตัวไม่ให้ซองยอลดัน แต่ด้วยความที่อ่อนแอของผมสู้กล้ามของซองยอลไม่ได้เนี่ยสิ มันเลยทำให้ผมค่อยๆไหลไปข้างหน้าทีละนิด

 





“ดะ...เดี๋ยวสิซองยอล ฉันต้องเตรียมชุดก่อน” ผมยังพยายามขายันพื้นเพื่อไม่เข้าห้องน้ำ

 





“เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายรีบอาบน้ำ เดี๋ยวนี้” ไม่ไว้ใจคำนี้เลยสักครั้ง ให้ตายสิ นี่ผมต้องไปไหนกับซองยอลอีกแล้วหรอ ดีหน่อยที่เวลาไปไหนกับซองยอลคนอื่นเขาจะไม่รู้กัน ดูลึกลับแต่ก็เป็นส่วนตัวดี

 





ผมจัดการรีบอาบน้ำ แล้วออกมาแต่งตัว เป็นไปตามคาดที่ชุดที่ซองยอลเลือกจะไม่ใช่สีดำ แล้วถ้าซองยอลเลือกสีดำให้ผมมันจะแปลกมากด้วย เพราะซองยอลไม่ได้เลือกเสื้อที่สีใกล้เคียงกับสีดำเลย ตรงข้ามกับสีดำมันคือสีขาว พร้มกับโค้ทสีน้ำตาลอ่อนตัวใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆกัน

 





ชอบขัดใจกันจริงๆ

 





“เสร็จหรือยัง” ซองยอลตะโกนออกมา น้ำเสียงเร่งรีบบ่งบอกได้ชัดเจน ผมเลยรีบสวมเสื้อให้เร็วที่สุด แล้วรีบวิ่งออกมาจากห้อง

 





“เสร็จแล้วๆๆๆ” ยังไม่ทันที่จะได้จัดโค้ทตัวใหญ่ให้เรียบร้อย ซองยอลก็รีบเดินนำหน้าออกจากห้องทันที รีบอะไรนักหนาเนี่ย

 

 

 

 

 

 

“บอกฉันทีซองยอลว่านายพาฉันมาผิดที่” ผมมองที่ที่ซองยอลพามาอย่างอึ้งๆ

 





ค่ายทหาร...


 





ใช่ครับ ทุกคนรู้กันใช่มั้ยครับว่าใครอยู่ที่นี่


 





ซองกยูฮยอง...

 





ผมไม่ยอมก้าวขาลงจากรถ ในขณะที่ซองยอลลงจากรถแล้วอ้อมมาอยู่นอกกระจกรถฝั่งผมที่ลดกระจกลงเพื่อคุยกับเขา

 





“ไม่ผิดสิ ฉันพานายมาที่นี่มันผิดตรงไหน” ซองยอลที่ยืนอยู่ข้างนอกเอ่ยขึ้น ท่ายืนแบบนี้สื่อว่ารอให้ผมลงจากรถ แต่ด้วยความดื้อด้านของผม ไม่สิ ความขี้ขลาดของผมต่างหากที่ทำให้ผมไม่กล้าลงจากรถบวกกับขาเจ้ากรรมที่มันไม่สามารถขยับได้

 





“ที่รีบมากเพื่อที่จะมาที่นี่น่ะหรอ” ผมถามกลับ พยายามจับสายเบลท์ให้แน่นที่สุด เผื่อซองยอลอาจพรวดพราดมาดึงผมลงไป ใครๆก็รู้ ซองยอลน่ะชอบใช้กำลัง เห็นผมหล่อก็อยากจะข่มขืน คนนิสัยไม่ดี!

 





“ก็ใช่น่ะสิ นี่ถ้านายไม่รีบนะ ป่านนี้ค่ายปิดไปแล้ว” ซองยอลชะโงกหน้าเข้ามา ผมเลยบีบสายเบลท์แน่นขึ้นไปอีก จริงๆแล้วผมไม่เห็นด้วยเลยที่แฟนคลับบอกว่าผมชอบทำตัวเหมือนแมว แต่ตอนนี้เห็นด้วยแล้วแหล่ะ

 





“เรามาวันอื่นก็ได้นี่” ผมยังเถียง ไม่ใช่ว่าผมเกลียดซองกยูฮยองหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะการที่เราไม่ได้คุยกันมาเกือบสองเดือน ทำให้ผมรู้สึกประหม่าเหมือนเด็กสาวมีรักแรกพบ แต่เพราะความบาปคาคออยู่ เลยทำได้แค่นี้

 





“วันอื่นฉันไม่ว่าง แล้วนายเอง นอกจากจะป็นตอนที่ฮยองเขาเข้ากรมใหม่ๆแล้วนายก็ยังไม่มาเยี่ยมฮยองเขาเลยสักครั้ง เพราะงั้นครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่นายจะได้คุยกับฮยอง” ก็แล้วทำไมต้องขุดเรื่องเก่ามาพูดด้วย แอลไม่สนุกด้วยนะ

 




“ฉันโทรคุยอยู่นะ” หมายถึงเมื่อสองเดือนที่แล้วอ่ะนะ เพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง เอ่อ..ที่ผมเหงาใช่ว่าผมว่างนะ ผมแค่เหงานะ เหงาไม่ได้แปลว่าว่างด้วย จริงๆนะจริงๆ

 




“บอกฉันทีว่าไม่ใช่อาทิตย์ต่อครั้ง” สองเดือนเลยต่างหาก-.-

 




“เอาน่าอย่าเรื่องมาก ถ้านายไม่ลงมาฉันจะโกรธที่นายไปหาพี่มินซอกก่อนวันเข้ากรม แล้วก็ไปกินเลี้ยงกัน โดยที่ไม่บอกพวกฉันนะ” ซองยอลพูดจบก็เดินจากไป เนี่ย! ก็เป็นซะแบบเนี้ย เรื่องตั้งนานไม่โกรธ จะโกรธตอนไม่ได้ดั่งใจ แอลไม่เข้าใจ

 




แต่หลังจากที่ได้ยินผมก็รีบเปิดประตูลงจากรถแทบไม่ทัน ให้ตายสิ  ทำไมเป็นคนแบบนี้นะซองยอล

 

 

 




 

 

 

 

“ฮยองงงงงงงงงงง” ตะโกนแบบนี้กลัวเขาไม่รู้หรือไง หรืออยากจงใจให้เขารู้ทั้งโลกว่านายมาหาฮยองเขาห้ะซองยอล ให้ตายสิ

 




ผมได้แต่เดินตามหลังซองยอลให้ช้าที่สุด บอกแล้วไง ผมยังไม่อยากเจอฮยองถึงแม้ว่าจะคิดถึงแค่ไหนก็ตามที ผมเป็นคนรักสงบ การที่ผมห่างจากใครนานๆแล้วเขาไม่ทักทายผมก่อน นั่นทำให้ผมสานมิตรภาพระหว่างเขากับผมต่อไปไม่ได้อีก แต่นั่นคงใช้ไม่ได้กับซองกยูฮยอง

 




“มากันแล้วหรอ ช้ากันจัง”หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้เห็นหน้าของฮยองเขาอีกครั้ง ผมยืนอึ้งอยู่หลังซองยอลไม่กล้าสบหน้าตรงๆ

 




“รอคนบางคนแต่งตัวอยู่น่ะฮยอง คนอะไรก็ไม่รู้ นอนเก่งจริง” ตกลงรอคนนอนหรือรอคนแต่งตัวล่ะซองยอล นี่ก็แซะเก่งจริง ผมแยกเขี้ยวใส่ซองยอลที่แซะผม ก่อนจะละสายตากลับมากลับมา แต่ก็ต้องผงะ เมื่อพบว่าซองกยูฮยองนั่งจ้องผมอยู่

 




“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” คำทักทายแรกที่ไม่ได้พิเศษอะไร แต่แฝงไปด้วยความหมายที่แสนเศร้า ผมรู้ว่าระหว่างผมกับซองกยูฮยองเราห่างกันมาก แต่นั่นก็ดีแล้ว ก่อนที่ฮยองเขาจะรับรู้ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของหัวใจผม ไม่อย่างนั้นผมคงอยู่ต่อไปในฐานะน้องชายของฮยองเขาได้ไปอีก

 




“นะ...นานที่ไหนกันฮยอง ผมก็โทรคุยอยู่บ้างนะ” ถึงจะสองเดือนก็เถอะ แต่ก็โทรนะ ไท่ใช่ว่าไม่ติดต่อมาเลยสักหน่อย

 




“สองเดือนแล้วนะที่นายไม่โทรมา” แต่นี่ก็ดันจำได้เฉย คนอุตส่าห์เลี่ยงๆไปแล้วเชียว

 




“ผมต้องซ้อมบทละครน่ะครับ มีถ่ายละครกับนิตยาสาร” มีจริงๆนะ อันนี้ไม่ได้โกหก ถึงมันจะเป็นแค่ข้ออ้าง แต่มันก็ทำให้ผมยุ่งจริงๆนะ แต่ที่ไม่จริงก็คงจะเป็นที่ผมคิดถึงฮยองเขาทุกวันนั่นแหล่ะ

 




“ไม่ว่างสินะ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนที่พวกเราจะเงียบ จริงๆฮยองเขาพูดมากกว่านี้นี่นา ทำไมวันนี้ถึงดูเศร้าๆ หรือเพราะว่าเจอผม บ้าน่า การเจอผมไม่ได้ทำให้ชีวิตคนอื่นเศร้าสักหน่อย

 




“เอ้อฮยอง อูฮยอนฮยองฝากคลิปพวกเราซ้อมเต้นมาให้ดูด้วย” ซองยอลพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ มั้งนะ อาจจะเพิ่งได้เลยพูดออกมามากกว่า พูดจบก็หยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา จิ้มอยู่สองสามครั้ง

 




“ไหนเอามาดูหน่อยสิ” ซองยอลยื่นให้ทันที เพราะคงจะพอดีเปิดคลิป

 

 




เสียงเพลง Tellme ดังขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งสองตั้งใจดูคลิป ในขณะผมที่นั่งอยู่อีกฝั่งได้เอียงหูฟังว่าถึงท่อนไหนแล้ว พลัยสายตาเหลือบเห็นความเปลี่ยนแปลงของอีกคน ผิวสีขาวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแทนนิดๆ ร่างที่แต่ก่อนดูบอบบาง ตอนนี้มีกล้ามขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และอาจจะป็นเพราะเสื้อที่ใส่นั้นหนาหรือเปล่านะ ถึงได้ดูตัวใหญ่แบบนี้

 

 





“ยังสีดำเหมือนเดิมสินะ” ผมหลุดออกจากภวังค์ เมื่อฮยองเขาพุดขึ้นมา พลันเสมองไปทางอื่น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรสีดำ ทำไมต้องพูดถึงสีที่ผมชอบนะ

 





“อะไรสีดำหรอฮยอง ผมอูฮยอนฮยองหรอ” ซองยอลหยิบโทรศัพท์มาใกล้ๆตาตัวเองเพื่อดูว่าฮยองพูดถึงสีผมของอูฮยอนฮยองหรือไม่ 

 




“ชุดมยองซูน่ะ” ทันทีที่ซองกยูฮยองเอ่ยชื่อผม ทำให้ใจของผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที แถมยังเต้นรัวเสียจนอยากจะกุมเอาไว้ แต่ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายที่อบอุ่นและห่วงทุกคนแบบนี้ คงไม่ได้คิดอะไรมาก มีแค่เพียง ที่พอเขาพูดถึงตัวเอง ก็ห้ามใจตัวเองไม่อยู่แล้ว

 





“อย่าไปอะไรกับเจ้านี่นักเลยฮยอง ตู้เสื้อผ้านี่อย่างกับเจ้านี่ไปงานศพทุกวัน นี่ถ้าผมไม่เลือกให้ คงได้ใส่ชุดดำมาหาฮยองกันพอดี” ผมหันขวับไปจิกตาใส่ซองยอลทันทีที่ซองยอลพูดจบ ไม่เข้าใจคำว่าชอบหรือไงกันซองยอล แค่ใส่สีดำไม่ได้ทำให้ใครตายนะ

 





“แต่ก็ใส่เสื้อขาวมาหาฮยองตอนอยู่กรมแรกๆนิ” ฮยองเขาหันมาหาผม ผมเลยแกล้งมองไปทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการจ้องตากันซองกยูฮยอง

 





“อันนั้นผมก็บังคับอ่ะ ถ้าไม่บังคับก็จะไม่ใส่เลยนะนั่น” จะปล่อยให้เป็นแบบที่ฮยองเขาคิดเลยไม่ได้ใช่มั้ย อี ซองยอล ทำไมจ้องจะหาเรื่องกันแบบนี้นะ

 





“เดี๋ยวผมมานะ ดูคลิปรอก่อนนะ อย่าหนีกลับนะมยองซู” ผมหลบสายตาฮยองที่มองมา มองทางอื่นจนไม่รู้จะมองไปตรงไหนแล้ว

 





“รู้แล้วน่า” ผมตอบซองยอลอย่างเหมือนกับปัดหนีความน่ารำคาญ

 





แต่หลังจากที่ซองยอลเดินไปก็ไม่มีเสียงพุดคุยอีกเลย นี่ถ้ามดมายืนจีบกันแถวนี้นี่รู้เลยนะว่าจีบติดหรือเปล่า ก็มันเงียบจริงๆนี่นา การที่ผมกับฮยองอยู่ด้วยกันมันน่าอึดอัดที่สุด ใจผมนี่แหล่ะน่าอึดอัด ถ้าผมเป็นคนพดูดมากได้ ผมก้อยากทำตัวปกติกับฮยองได้มากที่สุด แต่มันทำไม่ได้เนี่ยสิ

 





“งานยุ่งมากเลยหรอ” ผมสะดุ้ง เมื่อจู่ๆเสียงของซองกยูฮยองก็ทำลายความเงียบ  

 





“ครับ ช่วงนี้ไม่มีเวลาว่างเลยครับ” ผมตอบทันที แต่ก็ก้มหน้าอีก ประหม่าจริงๆเลย

 





“ซองยอลเพิ่งบอกว่านายเอาแต่นอน” จะเชื่ออะไรซองยอลมากเล่า ผมก้มหน้าเล้กน้อยเพื่อหลบสายตาของซองกยูฮยอง

 





“ผมเพิ่งได้นอนตอนหกโมงเช้าครับ เพิ่งเลิกกอง” ขอโกหกได้มั้ย ผมไม่ชอบโกหกนะ แต่ผมต้องโกหกคนๆนี้เพราผมไม่อยากใช้เวลาติดต่อด้วย แม้ว่าจะคิดถึงแค่ไหนก็ตามที

 





“อย่าหักโหมนักสิ กินอะไรมาหรือยัง”

 





“ยังหรอกครับ เดี๋ยวซองยอลก็ซื้อมาให้”

 





“คิดถึงฮยองมั้ย” ทันทีที่ได้ยินคำถาม ผมหยุดหายใจทันที เม้มปากเข้าหากัน พลันเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราสอง เพราะผมๆไม่รู้ว่าจะตอบยังไง แต่ถ้าคนปกติเขาคง.....

 





 


 

“คิดถึงสิครับ”

 

 





 


คิดถึงมากด้วย

 

 

 



///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




ตอนแรกสำหรับวันนี้ค่าา เรื่องนี้ก็จะอิงจากในชีวิตจริงไม่น้อย อาจจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง ถ้ารีดคนไหนไม่ชอบก็ต้องขออภัยนะคะ ไรท์ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายศิลปิน เรื่องที่เขียน นำเรื่องราวจากชีวิตจริงมามโนต่ออีกทีค่ะ


#ineedyou

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #2 KITTYbubble (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:02

    แงงงงงงง พี่กยูอบอุ่นมากเว่อ -/////- ช็อตที่ถามน้องว่าคิดถึงฮยองมั้ยคือไม่ไหวจีง จะตายเอา ละยัยน้องดันมาตอบว่าคิดถึงสิครับอีกคือบึ้ม ลาก่อย ;------;

    #2
    0