หวัดดีจ้าเพื่อนๆพี่ๆป้าๆน้าอาแฟนๆ(นิยาย)ของผมทุกคน
วันนี้ถือว่าเป็นการเปิดบล็อกแรกอย่างจริงจังกับการเขียนแบบ “อยู่ในกรอบ”
ซึ่งทุกท่านก็รู้แล้วว่า มีการออกกฏเรื่องการเผยแพร่ในการออนไลน์ไปแล้ว
ต่อไปนี้ใครจะโพสท์อะไรคงจะใจเย็นขึ้นหน่อยแล้วนะครับ
จะมาแบบว่า มีร้อย ใส่ร้อยมันไม่ได้อีกแล้วนะ คือพูดง่ายๆว่า
ถึงเราจะพูดหรือโพสท์แบบที่เราเห็นว่า “มันเล็กน้อยแค่นี้คงไม่เป็นไรมั้ง”
แต่ที่จริงนั้นรายละเอียดต่างๆมันเยอะนะครับ
เช่น เราเห็นว่ารูปซึ่งอยู่กูเกิ้ลเพียงรูปเล็กกะจิริดเท่าฝาหอยเนี่ย เราจะเอามาแปะไว้บนไอดีเราบ้างสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน รูปนั้นมันเป็นรูปที่อาจจะถ่ายมาด้วยความลำบาก
หรือรูปนั้นเป็นรูปเขียนของนักวาดที่มีชื่อแล้วเขาก็จดลิขสิทธิ์ไว้แล้ว เราเอามาเก็บเป็นของเรา มันก็ผิดเช่นกันถึงเราจะเถียงคอเป็นเอ็นว่า ถ้าหากไม่อยากให้คนอื่นเอาไปใช้ทำไมเอามาโพสท์ไว้บนเว็บล่ะ ? ทำไมไม่เก็บให้พ้นๆสายตาคนเสีย เขาจะไม่ได้เอามาใช้ก็ตามที แต่เขามีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบเราว่า เขามีเหตุผลอะไรที่ไม่ยอมเก็บรูปนั้นๆ เพราะบางทีเขาขายลิขสิทธิ์ไปทั่วโลก และมีคนได้ลิขสิทธิ์รูปของเขาไปหลายคน การจะไปสืบค้นและเก็บรายละเอียดว่า ลูกค้าของเขาเป็นใครบ้างนั้นอาจจะใช้เวลาหน่อย
แต่คิดว่า ด้วยเทคโนโลยี่สมัยนี้ การค้นหารูปของเขา ง่ายแค่ปลายนิ้วแล้วครับ
ทั้งภาพทั้งเพลงหรืองานที่เขาสร้างสรรค์มา แค่เอาชื่อหรือภาพนั้นๆมาวางลงช่องเสิร์จแป๊บเดียวก็รู้แล้วว่าอยู่ที่ไหนในโลกนี้
ดังนั้นผมก็จึงทำตัวเองให้อยู่ในกรอบด้วย ดังจะเห็นว่า รูปหรืออะไรต่างๆที่ผมเอาของเขามาใช้ ทั้งๆที่ผมก็ให้เกียรติลงเครดิตทุกๆครั้งอยู่แล้วแม้สมัยก่อนจะยังไม่ออกกฏนี้มาก็ตาม แต่ผมก็ยินดีลบออกจนเกือบหมดแล้วตอนนี้ และเริ่มหันมาสร้างงานของตัวเองทดแทนแล้ว เพราะผมก็ไม่อุจจาระๆนะครับ ฝีมือผมใช่ย่อยซะเมื่อไหร่เล่า
และคนอื่นๆก็ทำแบบเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า รูปหลายๆรูปหายไปแล้ว
อันนั้นเรื่องรูปเรื่องเพลงนะครับ ส่วนเรื่องการโพสท์ข้อความในที่สาธารณะนั้นก็ด้วยเช่นกัน ตอนนี้เขาก็เข้มงวดกันแล้วครับ ข้อความที่เราเคยพูดเคยเขียนโดยไม่สนว่าเขียนไปแล้วใครจะเป็นจะตายกับข้อความเราสมัยก่อน ถึงวันนี้ก็ต้องออมพลังภายในกันไว้แล้วนะครับ
เพราะการที่เราเขียน มันไม่เหมือนการที่เราพูด เขียนมีตัวหนังสือเป็นตัวโต้งๆ
เขียนอะไร หรือพิมพ์อะไรออกไป มีให้คนเห็นหมด เขียนดีก็ดีไปครับ
แต่เขียนไม่ดีก็โดนครับ เอาง่ายๆ
หากใครคิดจะไปด่าคนอื่น ก็อย่าไปด่าเขาแรงๆนะครับ
พยายามด่าแบบสำรวมๆเข้าไว้ ทำนองว่า ด่าให้ไม่เหมือนด่าจึงจะเรียกได้ว่าเจ๋ง
อย่างเช่นว่า สมมตใครอยากมาด่าผมเนี่ย เพราะผมมันทำตัวไม่ได้ดั่งใจเขา
ซึ่งแต่ก่อนเขาเคยด่าผมว่า
เคน! นายมันแย่มาก นายมันห่วยมากที่เอาน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ข้าไปกินเสียจนหมดเกลี้ยง ทั้งๆที่ข้าเตรียมเอาไปกินตอนเดินเล่นที่ชายหาด แต่นายก็มาทำให้ฉันสิ้นหวังในทุกสิ่ง ต้องมาทนหิวท้องไส้จะขาดอยู่ตอนนี้ ฉันขอด่าแกว่า จงไปตายเป็นหมาน่อยธรรมดาซะเถอะถ้านายจะทำตัวแบบนี้!
อะไรอย่างนี้โดยประมาณนะครับ แต่ถ้าหากเป็นเดี๋ยวนี้ละก็ ขืนด่าใครๆแบบนี้ไม่ได้แล้วละครับคุณพี่เอ๋ย เพราะการโพสท์ข้อความรุนแรงจนน้องรับไม่ได้แบบนี้แล้วไซร้ จะทำให้น้องเสียใจมาก แล้วประการถัดมา พอน้องรับไม่ได้อันไม่หมายความว่ารับพลาด แต่น้องรับลมปากอันแสลงหูแสลงใจของคุณพี่ไม่ได้ น้องก็ต้องทำอะไรให้คุณพี่เลิกทำอย่างที่ว่าเสียเช่นว่า ไปขอร้องคุณพี่ หรือไปวานใครให้มาช่วยพูดแทน
ก็สรุปว่า หากจะว่าด่าใครในทำนองนี้ ก็ให้เพลาๆอารมณ์ลงบ้างสักเล็กน้อยถึงปานกลางด้วยนะครับที่พูดก็หวังดีและบอกเล่ากันแบบพี่น้องคุยกันนะจ๊ะ
แต่ที่จริงน่ะ ผมไม่ซีเรียสหรอกครับหากใครจะมาด่าผมเล่นๆยามว่าง
ยินดีให้ด่า และยินดีให้ว่าโดยไม่ต่อปากต่อคำ เพราะผมถือว่าทุกๆคนคือเพื่อนที่แสนดีของผมทั้งหมด ทุกคนทราบไหมครับว่า ผมดีใจแค่ไหนที่ผมมีเพื่อนเช่นพวกคุณ
ผมจึงอยากรักษามิตรภาพนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้ว่าบางครั้งจะมีคนเข้าใจความหมายที่ผมทำไปนั้นผิดนิดหน่อยก็ตาม
แต่ผมก็ยังยืนยันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เพื่อนๆทุกคนรู้ว่า บนโลกใบนี้
รับรู้ไว้ว่า “มิตรภาพและความจริงใจ” มันยังมีในโลกนี้ และมันก็อยู่ที่ผมนี่
ผมไม่เคยโกรธใครเลย อย่างมากก็แค่ท้อนิดหน่อยที่เห็นเพื่อนบางคนเขาโกรธเราด้วยความเข้าใจผิด ท้อเพราะด้วยว่าเราตั้งใจมากที่จะให้ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อเขา
แต่กลับโดนปฏิเสธกลับมา
แต่ผมคิดว่า ถ้าเราทำด้วยความจริงใจ ถึงวันนี้เขาไม่เห็น
แต่สักวัน หรือวันหนึ่งวันใดข้างหน้าเขาก็ต้องเห็นจนได้ ซึ่งผมก็ไม่เคยท้อเลยที่จะทำให้ทุกๆคนรับรู้ความหวังดีของผมนี้ซึ่งมีต่อทุกๆคนนั้น
พูดเรื่องเครียดไปหน่อย เอาละเปลี่ยนเรื่องดีกว่าครับ
มาว่ากันเรื่องนี้
ช่วงหลายๆเดือนที่ผ่าน ผมเกิดความฟิตจัด อยากเขียนนิยายให้จบบ้าง
เลยเกิดการตั้งกฏกันขนานใหญ่
เรื่องของเรื่องมีว่า
ในการเขียนนิยาย หากใครเคยเขียนย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีว่า หากเราจะเขียนนิยาย เราต้องบิ้วอารมณ์กันเสียก่อน จะมาเขียนปุบปั่บไม่ได้ครับพี่น้อง!
ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบผมไหม แต่สำหรับผมแล้ว ก่อนจะเขียน
ต้องมีการทำอะไรให้เข้าที่เสียก่อน การกินข้าวให้อิ่ม ดื่มน้ำให้หายคอแห้งคืออันดับแรกที่ต้องทำ
ถัดมา หาเพลงหาภาพหรือข่าวสารชมในเน็ตเกือบๆสองชั่วโมงก็เกือบจะได้ที่ แต่ดันหิวขนมอีกเลยไปซื้อมากินจนอิ่ม และมานั่งฟังเพลงก่อนลงมือพิมพ์นิยายกัน รวมๆแล้วใช้เวลาในการบิ้วอารมณ์มิใช่น้อยเลย
เมื่อเขียนไปแล้วใช่ว่าจะเขียนได้เลย มันจะมีว่า คิดเรื่องไม่ออกก็ต้องกลับมาเริ่มต้นกลับไปที่จุดสตาร์ทอีกครั้ง ดื่มน้ำ กินหนม ฟังเพลงเสียจนพอใจจึงวกกลับมาเขียนต่ออีก เป็นแบบนี้ทุกๆครั้งที่จะเขียน
แถมบางทีไม่มีระเบียบในการเขียน ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบหมดเปลืองกับการท่องเว็บจนหมดเวลาเน็ตก็ไม่มีนิยายสักตอน
ก็เลยมาถึงคำตอบว่า ทำไมผมต้องมาตั้งกฏแบบนี้?
ผมต้องขอโทษเพื่อนๆนะครับที่ทำแบบนี้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนๆต้องมาทนรอผมตอบข้อความแบบหมางเมินเสียนั้น แต่ผมก็ไม่อาจจะปล่อยเวลาและความมุ่งมั่นให้มันหายไป จึงขอตั้งกฏบังคับตัวเองเสีย
และหวังว่าเพื่อนๆคงเข้าใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมขอเอามาเล่าให้ฟังอย่างอัศจรรย์ใจก็คือ
การที่บูชาพระพิฆเนศได้สร้างความทึ่งและแปลกใจต่อผมมาก
เพราะแรงบันดาลใจซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นแบบนี้มาก่อนได้ทำให้ผมเขียนนิยายแบบไร้อุปสรรคและไหลลื่นสะดวกตลอดมา การคิดเรื่องก็ทำได้แบบไม่เคยมีมาก่อน
นิยายสองเรื่องที่จบไปทำให้ผมแปลกใจมากด้วยว่าไม่คิดเลยจะเขียนจบได้เร็วแบบนั้นทั้งๆที่ดองมาข้ามปีแบบไร้อนาคตเสียนาน แต่ก็มาจบลงแบบรวดเร็วเสียจนผมตกใจ และตอนนี้ก็มีความมุ่งมั่นแบบกระหายที่จะทำให้นิยายจบอีกสองเรื่องในปีนี้ด้วย นั่นก็ยิ่งทำให้ผมศรัทธาในพระพิฆเนศมากยิ่งขึ้น หลายคนคงเห็นบทความนิยายและกลอน ซึ่งกลอนนี่แหละคือตัวยืนยันว่า ผมเคยเขียน “ห่วย” มาหลายบทแล้วแต่พอมาบูชาท่าน ก็เขียนได้แบบอย่างใจต้องการเลย
วันนี้ก็ว่าจะเขียนกลอนและนิยายอีก แต่ก็ดึกเสียแล้ว
ยังไงก็ขอฝากเพื่อนๆว่า โดยใจจริงแล้ว ไม่เคยคิดจะทำให้เพื่อนๆเสียใจอะไรเลย
เพราะรักเพื่อนๆทุกคนมาก แต่ความฝันที่มีก็อยากต่อเติมให้จบ จึงขอความกรุณาขอเวลาส่วนตัวสักเล็กน้อยกับงานเขียนนะครับ
มีอะไรก็ว่ากล่าวตักเตือนกันได้เหมือนเดิมด่าได้เหมือนเก่า
ผมจะไม่มีทางโกรธเพื่อนๆเลย ยินดีให้ว่ายินดีให้บ่นตลอดปัยอัยๆๆๆ
เอวังของการเขียนบล็อกคุยจน(พี่)ลิงหลับก็มีด้วยประการะฉะนี้แล...
ความคิดเห็น
กลอนก็แต่งเพราะขึ้น...น่าจะเข้าถึงห้วงอารมณ์ตอนนั้นๆ
มีแต่กลอนแนวเศร้า....ดราม่า...ดาร์ก...สีเทา
ลองเขียนแนวสดใสบ้างสิ
จะได้เปรียบเทียบว่า.....มันได้ไหม?
คือ....จะได้เอามางัดข้อไง
สดใส กับ ดาร์ก
แนวไหนที่ทั่นถนัด
ลืมไป....แนวฮาๆก็ดีนะ
ว่าไปนั่น
อืม.....พอไม่มีภาพ ประกอบ
บล็อกไม่สวยเลยอะ
เสียดายเนาะ.....ติดลิขสิทธิ์
บล็อกลิงเขียว....คงสมบูรณ์เมื่อโน๊ตบุคมาโน่นแหละ อีกนานนนน
กะว่าจะพยายามถ่ายรูปเยอะๆๆๆ
จะได้เอามาใช้ในบล็อกโดยไม่ต้องไปดึงภาพมาจากกูเกิ้ล
เดือนหน้าจะไปเที่ยวเมือง Obidos
เมืองแห่งช๊อคโกแลต
บ้านเมืองนี้สวยมาก :)
คำว่า. สมมต ไม่มี
เมื่อก่อนจะใช้ สมมติ อ่านว่า (สมมด-สมมดติ )
หลังๆมาคนส่วนใหญ่จะใช้ว่า. สมมุติ(สมมุตติ)...อันนี้ก็ไม่ผิด
แต่ว่า สมัยเรียนจำได้จะใช้ สมมติ ตามพจฯ
น่าจะเป็นหิน
โกรธใครไม่เป็นแบบนี้น่ะ
โหะๆ
บาย🐱