ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 17 จุดเปลี่ยน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ม.ค. 62


ตอนที่ 17

 

ว่ากันว่าเวลาของวันทำงานนั้นช่างยาวนานผิดปกติในความรู้สึกของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ตรงข้ามกับช่วงเวลาในวันหยุดที่แสนสั้นเสียจนรู้สึกราวกับยังไม่ได้หยุดพักผ่อนเลยสักนิด นิลพึ่งรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ก็ตอนที่เธอต้องออกมาทำงานนอกบ้านนี่เอง

“เมื่อไหร่จะวันหยุดนะ... เฮ้ออออ! แต่วันหยุดก็เหมือนไม่ได้หยุดอยู่ดี” หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเอง ระหว่างที่ลุกขึ้นจากเตียงนอนมาทำงานบ้าน เธอยังรักษาความสะอาดของบ้านทุกกระเบียดนิ้วเหมือนเดิม นั่นเองที่ทำให้นิลยังคงเหน็ดเหนื่อยทั้งในวันหยุดและวันทำงาน เนื่องจากเธอจะต้องทำงานบ้านให้เสร็จก่อนออกจากบ้าน ขณะที่ในวันหยุดนั้น นิลก็ยังต้องไปตลาดนัดเพื่อซื้อผักมาตุนไว้กินทั้งอาทิตย์ รวมไปถึงต้องตัดหญ้าในสนามหญ้าหน้าบ้านด้วย

แน่นอน... งานตัดหญ้าของเธอนั้นใช้กรรไกรตัดหญ้าล้วนๆ ซึ่งนับว่าจำเป็นต้องออกแรงมาก และใช้เวลานานหลายชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ ในอดีตเมื่อครั้งที่เธอเคยฝึกงานอยู่ที่ร้านขายยาใกล้บ้าน แล้วใช้ชีวิตสมบุกสมบันเช่นนี้โดยไม่ยอมปล่อยวางอะไรสักอย่าง เธอจึงป่วยไข้และน้ำหนักหายไปหลายกิโล ทว่าสำหรับคราวนี้ นิลเองก็ไม่รู้ว่าเธอจะป่วยหรือไม่ และน้ำหนักหายไปกี่กิโลแล้ว

...หญิงสาวรู้แค่เพียงว่าในช่วงทดลองงานนั้น เธอจะหยุดงานโดยพลการไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นิลก็ไม่เคยคิดจะรักษาสุขภาพของเธอสักครั้ง

ซ่าาาา...

เสียงฝนตกดังเข้ามาถึงภายในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นิลทำงานอยู่ อีกไม่ถึงชั่วโมงเธอจะเลิกงานแล้ว วันนี้ผู้จัดการจัดเวรให้เธอเลิกงานเร็วกว่าทุกวัน นิลจึงมีโอกาสกลับไปคุยกับหนุ่มให้หายคิดถึง และฝนก็ไม่ใช่อุปสรรคยิ่งใหญ่อะไรเลย

ใช่แล้ว... สำหรับมนุษย์ผู้ไม่เคยคิดจะรักษาสุขภาพอย่างนิล ฝนตกแค่นี้น่ะ เธอไม่ยี่หระหรอก นิลมองท้องฟ้าครึ้มๆ นอกกระจกร้านด้วยสายตาเย็นชา เหมือนไม่รู้สึกรู้สาใดๆ กับความเย็นเฉียบที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณจากลมฝนที่พัดกระหน่ำมากว่า 1 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเลือกที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่ามันกลับบ้านอีกด้วย

ทว่า... ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอคิด นิลกลับถึงบ้านในช่วงหัวค่ำท่ามกลางความมืดมิดของทั้งหมู่บ้าน หลังจากสอบถามเพื่อนบ้านข้างๆ แล้ว หญิงสาวก็พบว่าสาเหตุที่ไฟดับน่าจะมาจากการที่หม้อแปลงไฟฟ้าหน้าปากซอยระเบิด นิลจึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้การไฟฟ้ารับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทันที โดยไม่รีรอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน

“ผมกำลังเรียนสายอยู่กับคุณ... บ้านเลขที่... ใช่ไหมครับ?

แม้แต่ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ยังมีข้อมูลของเธออยู่ในสารบบ นั่นก็เพราะเธอจะโทรศัพท์ไปแจ้งการไฟฟ้าทุกครั้งที่ไฟดับ ไม่ใช่แค่นั้น... หลายครั้งที่เธอออกไปเปิดสวิชต์ไฟส่องทางหน้าปากซอยตอนมืดๆ ค่ำๆ บ้าง ตอนฝนตกน้ำท่วมบ้าง เดินเก็บกวาดขยะที่เกลื่อนกลาดข้างทางไปทิ้งบ้าง แจ้งกรรมการหมู่บ้านเรื่องอาการผิดปกติของเครื่องปั๊มน้ำบาดาลบ้าง นิลไม่เคยเกี่ยงว่าควรจะเป็นคนอื่นที่ทำหน้าที่เหล่านี้ มากกว่าคนที่แทบไม่มีเวลาหยุดหายใจอย่างเธอ เธอคิดแค่ว่าหากเธอไม่ทำแล้วใครจะทำเท่านั้น

“ผมจะรีบติดต่อประสานงานให้ทันทีครับ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ”

“ขอบคุณมากๆ ค่ะ”

ความหวังที่จะได้คุยกับหนุ่มเริ่มริบหรี่ เนื่องจากหากไฟฟ้าดับเนื่องจากหม้อแปลงบริเวณปากซอยระเบิดล่ะก็ จะต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง กว่าที่ไฟฟ้าจะใช้การได้ดังเดิม เธอรู้เพราะเคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายรอบแล้ว แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นนิลก็ยังภาวนาขอให้เธอคิดมากไปเอง หญิงสาวใช้ไฟฉายที่เตรียมพร้อมไว้เสมอในการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะมานั่งๆ นอนๆ รอให้ไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติบนเตียงในห้องนอน และสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ทั้งที่ทุกครั้งที่ผ่านมา นิลจะต้องรอจนทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ จึงจะสามารถข่มตาให้หลับลงได้

5 ชั่วโมงจริงๆ ด้วย” นิลตื่นก่อนที่ไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติเล็กน้อย หญิงสาวมองนาฬิกาตรงหัวเตียงแล้วรู้ได้ทันทีว่าวันนี้คงไม่มีโอกาสได้คุยกับหนุ่ม เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นเวลาล่วงเลยสู่วันใหม่เสียแล้ว เธอจึงส่งข้อความแชทไปแทนเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้เขาได้รับรู้ว่า เหตุใดในวันที่เธอบอกว่าได้กลับบ้านเร็ว จึงหายหน้าไม่ติดต่อไปหา

-ไฟดับค่ะ ตั้งแต่พี่กลับมา จนมาติดเอาตอน 5 ทุ่มครึ่ง หม้อแปลงหน้าปากซอยระเบิด ไฟบ้านไม่ติดอยู่ไม่กี่ซอย แต่รวมบ้านพี่ด้วย เซ็งมาก อดคุยกันเลยเนอะ-

จริงอยู่ที่ในวันรุ่งขึ้น นิลยังมีโอกาสคุยกับหนุ่มอีก เพราะการจัดตารางการทำงานของผู้จัดการทำให้เธอได้เลิกงานตอน 1 ทุ่มเหมือนกับวันนี้ แต่การได้ยินเสียงของเขา ได้กำลังใจจากเขา และได้พูดคุยกับเขา แม้แค่เพียงไม่กี่ประโยค ก็ถือเป็นหยดน้ำเล็กๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจของนิลในวันอันแห้งแล้งได้แล้ว เวลานี้นิลจึงรู้สึกเหมือนต้นไม้ที่กำลังจะเฉาตายเพราะขาดน้ำ ด้วยความรู้สึกผิดหวังรุนแรงจากการคาดหวังไว้สูงนั่นเอง

และแม้จะพบเจอเรื่องแบบนั้นแล้ว ทว่านิลก็ยังต้องเจอกับเรื่องบั่นทอนจิตใจที่ร้านอาหารที่เธอทำงานอีก

“พี่นิลไปพักตอนนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพวกหนูดูแลลูกค้าเอง วันนี้พนักงานเสิร์ฟเยอะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

เนื่องจากการแบ่งเวลาพักเที่ยงของพนักงานในร้านไม่มีการกำหนดแน่นอนตายตัว พนักงานแต่ละคนจึงผลัดกันไปพักกินข้าวเอง ซึ่งพนักงานใหม่อย่างนิลนั้น หากไม่มีผู้จัดการหรือรุ่นน้องในร้านบอก เธอก็คงไม่กล้าไปพักในช่วงที่ยังมีลูกค้าอยู่เกือบเต็มร้านเช่นนี้

“ขอบคุณนะน้องชมพู่ งั้นพี่ไปกินข้าวก่อนนะ” นิลยิ้มให้รุ่นน้องสาวด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณจากใจจริง ก่อนจะเดินสะพายกระเป๋าออกไปโดยไม่ลืมตอกบัตรตามอย่างที่เคยทำทุกวัน และตั้งใจว่าจะรีบกลับมาช่วยน้องๆ ทำงานทันทีที่กินข้าวเสร็จ ทว่า...

“ใครให้มันไปพัก!?

เสียงที่บ่งบอกถึงความโกรธของผู้จัดการร้านดังไล่หลังนิลออกไป โดยมีเสียงแก้ตัวแทนเธอดังตามมาติดๆ จากรุ่นน้องสาวคนที่บอกให้เธอออกมากินข้าว

แน่นอน... นิลไม่ได้กลับเข้าไปในร้าน แต่เดินไปหาที่นั่งกินข้าวตรงโต๊ะเก้าอี้ว่างภายในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า และแทนที่จะกลับเข้าร้านทันทีที่กินข้าวเสร็จเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ นิลก็กลับเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนเกือบหมดเวลาพัก เป็นครั้งแรกที่เธอทำเช่นนี้ ทั้งที่ปกติแล้วเธอจะรีบกลับร้านไปทำงานต่อโดยไม่สนใจว่าจะหมดเวลาพักของตัวเองหรือยัง ต่างจากวันนี้ที่เธอรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองเคยทำนั้นช่างไร้ค่า เพราะไม่ใช่แค่ผู้จัดการจะไม่เคยมองเห็นมันเท่านั้น แต่เธอยังกลายเป็นพนักงานที่ไม่มีวินัยในสายตาของผู้จัดการอีกด้วย

“พี่... หน้าไม่ดีเลย ได้ยินใช่ไหม?

ทันทีที่นิลกลับเข้ามาในร้าน รุ่นน้องสาวสองคนซึ่งเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาทำงานหลังจากนิล ก็ตรงรี่เข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวเจือไปด้วยความเศร้าและความผิดหวัง

“อืม... ผู้จัดการเขาว่าพี่ใช่ไหม?” นิลถามสองสาวด้วยท่าทางซังกะตาย

“ใช่พี่ แต่พี่ชมพู่แก้ให้แล้ว ไม่เป็นไรหรอกพี่ เราไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย” 1 ในรุ่นน้องสาวพนักงานใหม่ให้กำลังใจนิล ในฐานะที่พวกเธอเป็นเด็กใหม่ของร้านและเข้าใจความรู้สึกของกันและกันเป็นอย่างดี

“พี่ก็ได้ยินอยู่เหมือนกัน ขอบคุณนะ พี่ไม่เป็นไรหรอก แค่เซ็งๆ นิดหน่อย ทำดีไม่ได้ดีไม่พอ ยังโดนว่าอีก”

แม้จะพูดว่าตัวเองไม่เป็นไร แต่นิลก็ห่อเหี่ยวไปจนกระทั่งเวลาเลิกงาน จริงอยู่ที่เธอยังคงยิ้มแย้มกับลูกค้าอย่างเต็มใจบริการ เพราะหญิงสาวถือว่านี่คืองานของเธอและหน้าที่ของเธอในเวลานี้ แต่หากจะให้ทุ่มเทแบบไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัวเหมือนเมื่อก่อนนั้น นิลคงต้องกลับไปคิดดูใหม่

-ก็ว่าอยู่ทำไมไม่ออนสักที ทำงานสู้ๆ นะกัฟ-

หญิงสาวกลับมาเจอข้อความให้กำลังใจของหนุ่ม แล้วอดยิ้มเศร้าไม่ได้ เธอจะสู้ๆ ได้อย่างไรหลังจากพบเจอกับเหตุการณ์ในวันนี้

-สู้ไม่ไหวแล้ว ฮาาาา เจออารมณ์บูดๆ ของผู้จัดการวันนี้เซ็งมาก-

           เธอพิมพ์ตอบกลับไปโดยเกริ่นนำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วย ใช่แล้ว... สุดท้ายนิลก็โดนหนุ่มอบรมอย่างเคย

“พี่เอาตัวเองไปผูกกับคนอื่นมากไปแล้วรู้ตัวหรือเปล่า?” หนุ่มโทรผ่าน Messenger บน Facebook มาอบรมนิล ทันทีที่เห็นข้อความของเธอ

“คนอื่นที่ไหน ผู้จัดการร้านเลยนะน่ะ” นิลตอบกลับไปตามที่ตัวเองคิด เหมือนไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่หนุ่มพูดเลยแม้แต่นิดเดียว มันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าคืนนี้คงได้อบรมกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่ต่างจากเมื่อคราวเดชถ้วยพริกบินคราวก่อนแน่ๆ

“ผู้จัดการร้านก็ผู้จัดการร้านสิ พี่ทำอะไรผิดหรือเปล่าล่ะ?” หนุ่มพูดราวกับเดาเรื่องที่เกิดขึ้นออก ทั้งที่นิลยังไม่ได้เล่าอะไรเลยสักอย่าง

“ก็... ไม่ได้ทำผิด แต่ก็เหมือนทำผิดในสายตาผู้จัดการอยู่ดีล่ะมั้ง คนมันจะซวยช่วยไม่ได้” นิลบ่นเป็นการเกริ่นนำอีกรอบ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้หนุ่มฟัง แถมท้ายด้วยเรื่องอื่นๆ ที่เธอไม่เคยเล่าให้เขาฟัง

“เรื่องนี้พี่ไม่ผิดอยู่แล้ว เพราะรุ่นน้องในร้านเป็นคนบอกให้พี่ไปพัก พี่ไม่เห็นจะต้องเซ็งอะไรเลย” หนุ่มออกความเห็นหลังจากได้ฟังเรื่องราวจากนิล

“ก็เซ็งเรื่องที่ทำดีไม่ได้ดี แถมยังโดนเข้าใจผิดอีก ก็รู้อยู่หรอกว่าถึงจะเข้างานก่อนหมดเวลาพัก เขาก็ไม่ได้มาเห็นว่าเราขยัน แต่เรื่องที่มาเรียกจิกเราว่ามันด้วยน้ำเสียงแบบนั้น พี่ก็ไม่ชอบหรอกนะ” นิลตอบไปตามที่เธอคิด

“ก็นั่นแหละ ผมถึงได้บอกไงว่าพี่เอาตัวเองไปผูกอยู่กับคนอื่นมากไป พี่น่ะทำงานอยู่บ้านจนเคย พอต้องออกไปเจอคนเยอะๆ ข้างนอกก็ปรับตัวไม่ถูก ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่เห็นจะต้องแคร์ แต่ถ้าเป็นเรื่องถ้วยพริกคราวก่อน พี่น่ะผิดเต็มประตูเลย ดีที่ผู้จัดการร้านเขาไม่รู้” หนุ่มมิวายรื้อฟื้นวีรกรรมเด็ดขึ้นมาแหย่หญิงสาว

“เขารู้พี่ก็โดนไล่ออกน่ะสิ ดีแล้วที่เขาไม่รู้ นี่พี่ก็ระวังมากขึ้นแล้วนะ” นิลหัวเราะฝืดๆ ให้กับวีรกรรมของตัวเอง ซึ่งยังตามหลอกหลอนเธอมาจนถึงตอนนี้

“เรื่องที่มีลูกค้าเรียกพี่ ตอนที่พี่กำลังกวาดร้าน แล้วผู้จัดการดันมาเห็นไม้กวาดวางกองไว้ เลยเข้าใจพี่ผิด นั่นก็ไม่ใช่ความผิดพี่ ถ้าเขามีปัญหา ก็ไปบอกให้เขาเปิดกล้องวีดีโอวงจรปิดดูเลย จะได้รู้กันไป พี่ไม่เห็นจะต้องกลัว” หนุ่มออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องแถมท้ายเรื่องแรกที่นิลเล่าให้เขาฟัง

“อันนี้เขาจะคิดยังไงก็ช่างเขาเถอะ พี่ขี้เกียจไปพูดมาก พูดไปเดี๋ยวเขาก็หาว่าแก้ตัว พี่แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ” นิลเท้าคางตอบเสียงเนือย

“ดีแล้ว! ส่วนเรื่องที่มีรุ่นน้องในร้านไม่ให้พี่ทำ แต่ตัวเองกับคนอื่นทำได้น่ะ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับที่เขาทำหรอกนะ จะมาเลือกปฏิบัติได้ยังไง คนเรามันต้องเท่าเทียมกันสิ ถ้าพี่ทำไม่ได้ เขาเองก็ต้องไม่ทำ ไม่ใช่มาห้ามกันแบบนี้ แล้วตัวเองก็ยังทำเหมือนเดิม เป็นผม ผมไม่ยอมหรอกนะ” หนุ่มออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องแถมท้ายเรื่องสุดท้ายที่นิลเล่าให้เขาฟัง

“พี่ขี้เกียจมีเรื่องน่ะ ไม่รู้พี่ไปทำอะไรให้เขาเหม็นหน้า พวกในครัวก็เหมือนจะไม่ชอบพี่ พี่พูดด้วยก็ไม่พูดกับพี่ เวลาพี่เข้าไปเอาของก็ซุบซิบอะไรกันไม่รู้ บางทีก็หันมามองพี่แล้วก็หันไปหัวเราะอะไรกันสักอย่างนี่แหละ” นิลบ่นไปตามประสาคนหาที่ระบายไม่ได้

...แน่ล่ะ! ก็เธออยู่บ้านคนเดียวนี่นา จะพูดกับตุ๊กตาเหมือนที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าตัวเองคงใจร้ายไปหน่อย ที่เอาแต่เรื่องน่าปวดหัวไปเล่าให้ตุ๊กตาทั้งหลาย ซึ่งนับเป็นเพื่อนเก่าแก่ของเธอมาตั้งแต่เด็กๆ ฟัง

“ผมถึงได้บอกไงว่าพี่สนใจคนรอบข้างมากเกินไป เขาจะพูดอะไรจะหัวเราะอะไรก็ปล่อยเขา ให้เขาเป็นบ้าไปคนเดียว เราไม่ต้องไปสนใจ ทำงานของเราให้ดีก็พอแล้ว” หนุ่มอบรมอีกรอบ

“จ้าๆ พี่ก็แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าพี่ไปทำอะไรให้คนอื่นเขาหมั่นไส้ก็เท่านั้นเอง” นิลยังคงเท้าคางตอบเสียงเนือยด้วยความเซ็ง

“พี่ไม่ต้องไปรู้หรอก เราไม่ได้ทำ แต่พวกนั้นจะไม่ชอบหน้าเราก็ไม่เห็นแปลก คนเราอยู่ดีๆ เหม็นหน้ากันก็มีออกจะบ่อย พี่ไม่ต้องไปสนใจหรอก” หนุ่มยังคงย้ำคำพูดเดิม เพื่อให้นิลสามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่ต้องสนใจเสียงนกเสียงการอบข้างทั้งหลายแหล่อีก

...ก็เพราะเธอน่ะไม่เคยเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก แต่ดันเอาคนอื่นมาเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตน่ะสิ มันถึงได้เป็นแบบนี้ยังไงล่ะ!

“ขอบคุณนะ คุยกับหนุ่มสบายใจแล้ว แต่พี่ก็ว่าจะลองไปสมัครงานที่อื่นดูด้วย เซเว่นใกล้ๆ บ้านพี่ก็เปิดรับสมัครนะ ถ้าได้ก็ดี พี่จะได้ไม่ต้องขี่รถไกล พรุ่งนี้วันหยุดพี่ด้วย” นิลเริ่มวางแผนอนาคตอนางอของเธอใหม่

“ก็ลองดู แต่พี่ควรจะเอาวุฒิมัธยมไปสมัครนะ ถ้าพี่เอาวุฒิปริญญาตรีไปสมัคร เขาคงไม่รับแน่ๆ” หนุ่มแนะนำ ซึ่งนิลก็ทำตามเป็นอย่างดี โดยเอาวุฒิ ม.6 ซึ่งเธอเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.60 ไปสมัคร

...นี่ถ้าหนุ่มรู้ นิลคงถูกบ่นอีกแน่ๆ!

-ไปสมัครมาแล้วค่ะ ตอนเย็นเห็นเขาเอาป้ายรับสมัครออก ไม่รู้ได้คนแล้ว หรือเตรียมจะสัมภาษณ์พวกที่ไปทิ้งเอกสารไว้-

นิลรายงานทุกอย่างที่เธอทำให้หนุ่มรู้ ราวกับเขาเป็นผู้ปกครองของเธออย่างไรอย่างนั้น และเป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่ว่าเธอจะกลับมาทันเขาเข้านอนหรือไม่

-สัปดาห์นี้ มีขัดร้านประจำเดือนด้วย ทุกคนต้องมาช่วยกันทำ กว่าจะเลิกคง 5 ทุ่ม ไม่รู้จะโดนวันที่พี่อยู่กะไหน ถ้าเลิกเร็วต้องกลับบ้านมาก่อน ค่อยออกไปใหม่ ใครไม่ไปก็ได้ หักเงินเดือนร้อยนึง แล้วก็ไม่ได้ทิปรวมด้วย แหะๆ-

หญิงสาวกำลังเป็นกังวลว่า เธอจะต้องกลับไปกลับมาระหว่างบ้านกับร้านอาหารหรือเปล่า เธอมักเป็นพวกชอบคิดล่วงหน้าและตีตนไปก่อนไข้อยู่เป็นประจำ มิหนำซ้ำบางครั้งก็ยังมองโลกในแง่ร้ายอีกด้วย นั่นก็เพราะหลายต่อหลายครั้งที่นิลพยายามมองโลกในแง่ดี เธอจะพบกับความผิดหวังและเหตุการณ์ร้ายๆ เสมอ

-วันนี้เขาให้ซื้อชุดทำงานด้วยนะคะ 2 ชุดพันกว่าบาท หักเงินเดือนเอา คงเห็นว่าพี่ทำงานที่นี่ได้แน่ ไม่รีบลาออก-

ทว่า... ในความแน่นอนก็ยังมีความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่แน่นอนยิ่งกว่า

“วันนี้ไปหาแม่ที่บ้านพี่หมอดีกว่า” นิลบอกตัวเองระหว่างที่ตื่นแต่เช้าขึ้นมาทำงานบ้าน เพื่อที่เธอจะได้มีเวลาไปเยี่ยมแม่ของเธอและอยู่คุยกับแม่ได้นานกว่าทุกครั้ง เธอสวมชุดทำงานใหม่พร้อมติดป้ายชื่อที่ทางร้านทำให้ไปอวดแม่กับพี่ด้วย หญิงสาวคาดหวังว่าทั้งคู่คงพอใจและภูมิใจในตัวเธอบ้างไม่มากก็น้อย

แต่แล้ว...

“มึงมาทำไม?

คำถามกับน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจของคนเป็นพี่ ทำเอานิลที่เดินยิ้มร่าเข้าไปในบ้าน หลังจากที่อีกฝ่ายมาเปิดประตูให้ ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก

“อ้าว... ก็มาเยี่ยมแม่ไงคะ” เธอตอบคำถามของพี่ชายโดยที่ยังคงทำหน้างงไม่หาย

“นั่นไงแม่มึง นอนก็ไม่นอน เรียกกูทั้งคืน พอเช้าก็บอกว่าจะกินข้าว ไม่ให้กูมีเวลาว่างทำอะไรเลย!

ท่าทางของพี่ชายบ่งบอกว่ากำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก และแม้นิลจะเคยพบเจอกับเหตุการณ์อารมณ์บูดเช่นนี้มาหลายต่อหลายครั้งในชีวิต แต่เธอก็ยังไม่เคยชินสักที

“เดินไปเข้าห้องน้ำก็ล้มจนก้นเป็นแผล” คนเป็นพี่ยังคงบ่นไม่เลิก ระหว่างที่ล้างแผลและทายาให้แม่โดยที่นิลได้แต่ยืนดูด้วยความตกใจ เพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนเรื่องที่แม่ล้ม

“ก็พี่หมอทำราวจับไว้ให้แม่แล้วไม่ใช่หรือคะ?” เธอถามด้วยความสงสัยระคนไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้มารดาล้ม

“เหมือนแม่เขาอยู่ที่นี่ เขาจะไม่กล้าเดิน ไม่รู้กลัวอะไร พาเดินไปก็ทำตัวแข็ง นู่นก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ทันที เดี๋ยวนี้ กูจะเป็นบ้าอยู่แล้วเนี่ย นอนก็ไม่ได้นอน ความดันก็ขึ้น เดี๋ยวก็ฆ่าคนแม่งเลย”

น้ำเสียงของคนเป็นพี่ยังบ่งบอกถึงอาการหงุดหงิด โมโหร้าย ขณะที่แม่เองก็มีอาการหวาดกลัวหวาดผวาตลอดเวลา และไม่ยอมพูดกับนิลสักคำ นิลไม่รู้ว่าหลังจากที่แม่มาอยู่ที่บ้านของพี่ชายแล้ว แม่ทำอะไรบ้าง และพี่ชายทำอะไรกับแม่บ้าง แต่เธอ... รับไม่ได้กับสิ่งที่เห็นในวันนี้

“หนูไปทำงานก่อนนะคะ... แม่ นิลไปทำงานก่อนนะ” หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่งจนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยมแม่ เธอต้องไปทำงานแล้ว เพียงแต่เธอจะทำงานด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์แค่ไหนเท่านั้น

“เตย ออกไปทำหน้าร้านแทนพี่หน่อยได้ไหม เดี๋ยวพี่อยู่ในนี้เอง”

วันนั้นทั้งวัน นิลฝืนยิ้มแย้มบริการลูกค้าตามปกติ แต่เรื่องของแม่ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ก็ทำให้เธอพาลจะร้องไห้ระหว่างการทำงานอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดนิลก็ต้องขอร้องให้รุ่นน้องที่เป็นพนักงานใหม่ด้วยกันออกมาทำหน้าที่ของเธอ และเธอเป็นฝ่ายเข้าไปทำหน้าที่ในห้องเก็บอุปกรณ์แทน

“ฮึก... ฮึก... ฮึก...” นิลทำงานไปร้องไห้ไปอยู่ในห้องห้องนั้น โดยที่รุ่นน้องซึ่งเป็นห่วงเธอหลายคนต่างพากันเข้ามาซักถามถึงสาเหตุ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน

“พี่น้ำคะ... นิลมาขอลาออกค่ะ” เธอเดินไปหาผู้จัดการร้านหลังจากทำความสะอาดเสร็จ ท่ามกลางความตกใจของรุ่นน้องภายในร้าน เพราะแม้จะรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่านิลจะตัดสินใจลาออกแบบนี้

“คิดดีแล้วเหรอ ลองคุยกับพี่ชายใหม่ไหม?” ผู้จัดการร้านถามย้ำกับนิลเพื่อให้หญิงสาวทบทวนในสิ่งที่เธอตัดสินใจให้ดีอีกครั้ง

“คิดดีแล้วค่ะ” นิลยืนยันคำตอบเดิมโดยไม่ได้คิดทบทวนใหม่ นั่นก็เพราะเธอครุ่นคิดเรื่องนี้มาทั้งวันแล้วน่ะสิ

“แล้วจะไปทำอะไร ไหนบอกว่าสำนักพิมพ์ทยอยปิดแล้วไง?” ผู้จัดการร้านยังคงหาเหตุผลมาให้นิลลองคิดทบทวนการลาออกของเธออีกครั้ง

“คงไปรับจ้างเขาเขียนบทความค่ะ เงินน้อยแต่ก็ได้ดูแลแม่อยู่ที่บ้านได้” นิลตอบในสิ่งที่เธอคิดเอาไว้แล้ว

“เอ้าๆ ตามใจ”

สุดท้าย ผู้จัดการร้านก็จำต้องเอาใบลาออกมาให้หญิงสาวเขียน และหลังจากที่เธอลาออกจากการทำงานนอกบ้านอย่างเป็นทางการแล้ว นิลก็โทรศัพท์ไปหาพี่ชายของเธอทันที

“พรุ่งนี้พี่หมอพาแม่กลับมาส่งที่บ้านเลยนะคะ หนูลาออกจากงานแล้ว จะกลับมาดูแลแม่เองค่ะ”

น้ำเสียงของเธอทั้งไหวสั่นและขุ่นเคือง ผสมปนเปกันจากอารมณ์มากมายที่ประเดประดังกันเข้ามา

“แล้วมึงจะทำงานอะไร กูไม่มีเงินส่งให้ทุกเดือนแล้วนะ แค่นี้ที่บ้านกูก็ไม่พอใช้แล้ว” คนเป็นพี่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความเคร่งเครียด

“หนูจะเขียนบทความส่งงานทางอินเตอร์เน็ต” นิลตอบเหมือนอย่างที่ให้คำตอบกับผู้จัดการร้าน

“กูไม่มีเงินจ้างมึงแล้ว เว็บกูก็ไม่ได้มีคนเข้าเยอะเหมือนเมื่อก่อน” คนเป็นพี่พยายามทักท้วงไม่ให้น้องสาวลาออกจากงาน แต่... มันสายไปเสียแล้ว

“หนูไม่ได้จะเขียนบทความส่งให้พี่หมอ หนูจะรับจ้างคนอื่นเขียน” หญิงสาวยังคงตอบคำถามของพี่ชายอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาด นับเป็นความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตที่ผ่านมาเกือบ 30 ปีของเธอ แต่วันนี้มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

“เออๆ ไว้ค่อยคุยกัน ดึกแล้ว”

และแม้จะเป็นอย่างนั้น คนเป็นพี่ก็ยังไม่อยากยอมรับการตัดสินใจของน้องสาว ด้วยเพราะเขาไม่คิดว่างานเขียนบทความจะช่วยให้น้องเลี้ยงแม่กับตัวน้องเองได้

“เป็นพี่น้องกัน มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันนะ” ผู้จัดการร้านบอกกับนิลพร้อมรอยยิ้มแสดงความเห็นอกเห็นใจ ก่อนที่หญิงสาวจะออกไปจากร้าน

“ขอบคุณค่ะพี่น้ำ” นิลเองก็ยกมือไหว้อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกขอบคุณจริงๆ

“โชคดีนะพี่ ว่างๆ ก็แวะมาเยี่ยมกันมั่ง” พวกน้องๆ ที่ร้านซึ่งพลอยได้รับรู้เรื่องนี้ไปด้วย ต่างก็เดินมาร่ำลาอดีตพนักงานใหม่ที่อายุมากที่สุดในร้านอย่างนิลเช่นกัน

“พี่นิล... ไลน์มาคุยกันบ้างนะ คิดถึง”

และโดยเฉพาะกับรุ่นน้องพนักงานใหม่ด้วยกันแล้ว นิลเองก็รู้สึกเหมือนกำลังทอดทิ้งอีกฝ่าย แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเธอเองก็จำเป็นต้องเลือกเส้นทางที่จะทำให้บุพการีผู้ให้กำเนิดเธอกลับมามีความสุขอีกครั้ง

“จ้ะ แล้วพี่จะไลน์มาคุยด้วย ขอโทษนะ พี่จำเป็น” นิลยิ้มให้รุ่นน้องทุกคนที่ร้าน ก่อนจะเดินเร็วนำหน้าออกไปที่ลานจอดมอเตอร์ไซค์ของห้างสรรพสินค้า

...เวลานี้หญิงสาวไม่รู้เลยว่าอนาคตในวันต่อไปของเธอจะเป็นอย่างไร เธอรู้แค่เพียงว่านี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต และเธอเองก็กำลังจะไปตายเอาดาบหน้าเท่านั้น!!

50 ความคิดเห็น

  1. #35 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 21:05

    น้อยคนที่จะทำได้แบบนิลนะ ส่วนใหญ่เวลาพ่อแม่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จะหาคนมาดูแลแม่มากกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันทุกคน แต่นิลกลับเห็นแม่สำคัญกว่าปากท้องของตัวเอง นับถือจริงๆ ค่ะ

    #35
    1
    • 16 มกราคม 2562 / 11:27
      ขอบคุณนะคะ เพราะรักแม่มากมั้งคะ ตอนนั้นที่คิดไว้ก็มีแค่ทางเลือกเดียว
      #35-1