ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 17 : ตอนที่ 16 วีรกรรมเฟอะฟะ (ภาค 2) (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ม.ค. 62


ตอนที่ 16

 

นิลยังคงตั้งใจทำงานใหม่ของเธอด้วยความขยันขันแข็ง เธอรับออเดอร์น้ำซุปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับโค้งให้ลูกค้าตามที่ผู้จัดการร้านสอน รวมทั้งเริ่มชำนาญในการทำน้ำซุปเสิร์ฟลูกค้า การเป็นพนักงานในร้านอาหารยังคงสร้างความสุขให้เธอเหมือนอย่างที่นิลคิดไว้ แม้จะงานในความรับผิดชอบของเธอจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ และมีบางอย่างที่ดูผิดปกติไปจากที่ควรเป็น

“ก่อนปิดร้านวันนี้พี่ไปล้างถ้วยพริกกับกระเทียมนะ เดี๋ยวจะทำให้ดูก่อน ใส่ถุงมือด้วยก็ได้นะ พี่อาจจะแสบมือ แต่หนูน่ะชินแล้ว” รุ่นน้องสาวร่างบางคนหนึ่งบอกนิล แล้วเดินนำเธอเข้าไปภายในครัวของร้าน ก่อนจะล้างถ้วยสแตนเลสที่บรรจุพริกกับกระเทียมสำหรับเป็นเครื่องเคียงให้ลูกค้าเป็นตัวอย่างให้นิลดูก่อน แล้วจึงปล่อยให้นิลล้างเองอย่างทุลักทุเล

เปล่าเลย... มันไม่ใช่เพราะหญิงสาวไม่เคยล้างภาชนะพวกนี้มาก่อน ในเมื่อปกติแล้วเธอก็รับหน้าที่ล้างถ้วยชามที่บ้านอยู่เป็นกิจวัตร หากแต่มันเป็นเพราะรองเท้าคัทชูที่เธอสวมทำให้เธอเหยียบบนพื้นลื่นๆ ไม่ถนัด จนเกือบล้มหน้าคะมำอยู่หลายครั้ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสนใจจะแนะนำอะไรเธอ นิลคิดว่าแต่ละคนคงมีงานล้นมือและอยากรีบกลับบ้าน เธอจึงไม่ได้ปริปากพูดกับใครถึงเรื่องนี้ รวมทั้งหนุ่มด้วย

แน่นอนว่ารุ่งขึ้นงานล้างถ้วยพริกกับกระเทียมก็ยังคงเป็นของเธอ ยิ่งไปกว่านั้นถุงมือที่เคยแขวนไว้ก็หายไป ถามหาเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ นิลจึงต้องใช้มือเปล่าล้างถ้วยพริกกับกระเทียม อาจจะแสบมือไปบ้าง แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้ แม้ว่าการอยู่ปิดร้านหลังเวลาห้างสรรพสินค้าปิด จะทำให้เธอกลับบ้านไปไม่ทันเวลาหนุ่มเข้านอน ทำให้เธอกับเขาไม่ได้พูดคุยกันเหมือนอย่างเคยก็ตามที

...จริงอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านเพียงคนเดียว และไม่ได้พูดคุยกับคนรักจะบั่นทอนกำลังใจไปบ้าง นิลก็ยังบอกตัวเองว่ามันคือหน้าที่ของเธอ และเธอจะต้องอดทนจนกว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี

“พี่อายุเท่าไหร่เหรอ?

สำหรับนิล การได้มีพนักงานรุ่นพี่เป็นรุ่นน้องที่อายุอ่อนกว่าเธอหลายปีไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด และเธอก็สามารถพูดคุยกับทุกคนได้อย่างเป็นกันเอง รวมทั้งยินดีจะเรียนรู้งานที่รุ่นน้องเป็นคนสอนให้

“คิดว่าพี่อายุเท่าไหร่ล่ะ?

“ผมว่า 28 หมอนี่บอกว่า 26” รุ่นน้องชายที่บาร์ซุปเริ่มพูดคุยกับนิลอย่างสนิทสนมขึ้น แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรอยยิ้มและความมีมนุษยสัมพันธ์ของนิลด้วย

“อีกเดือนกว่าพี่ก็ 30 แล้วจ้า” นิลตอบพลางหัวเราะรับความหน้าเด็กของตัวเอง ที่จริงก็อาจเป็นเพราะการตัดผมบ๊อบสั้นของเธอด้วยก็ได้ที่ทำให้เธอดูอ่อนกว่าอายุ แม้มันจะทำให้เธอถูกหนุ่มบ่นเป็นหมีกินผึ้งก็ตามที

“แล้ว... พี่มีแฟนหรือยัง เอ้ย! ต้องถามว่าแต่งงานหรือยังมากกว่าเนอะ” รุ่นน้องสาวหน้าตาน่ารักอีกคนถามขึ้น เท่าที่นิลสังเกต ดูเหมือนเธอคนนี้จะอายุมากกว่าพนักงานในร้านคนอื่นๆ แต่หากพูดถึงความเป็นมิตรกับนิลในบรรดารุ่นน้องผู้หญิงทั้งหมดแล้วล่ะก็ เธอจัดอยู่ในลำดับต้นๆ เลยทีเดียว

“พี่พึ่งจะมามีแฟนตอน 29 นี่แหละ ฮาาาา ยังไม่ได้แต่งงานหรอกจ้ะ เขาทำงานอยู่ญี่ปุ่น อีกเป็นปีกว่าจะกลับ” นิลหัวเราะให้ชีวิตเฉียดคานทองของตัวเอง

“อ้าว... แล้วเวลาพี่มีปัญหา พี่ทำยังไงอะ ขนาดหนูแต่งงานแล้ว แฟนอยู่ด้วยกันทุกวัน เวลามีปัญหาทียังแทบแย่”

คำถามที่ได้รับทำให้นิลสะอึกไปนิดหนึ่ง ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ

“ร้องไห้มั้ง พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงอะ ก็ต้องรอเขากลับมา ถ้าไม่ได้เลิกกันก่อนล่ะก็นะ” นิลยังคงตอบพร้อมรอยยิ้ม แม้คำตอบของเธอจะไม่ได้ชวนให้ยิ้มเลยสักนิดเดียว แล้วก็เพราะคำตอบของเธอข้อนี้นั่นแหละมั้ง ที่ทำให้นิลได้รับความเห็นอกเห็นใจจากรุ่นน้องคนนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

เธอ... คอยช่วยเหลือนิลทุกอย่าง จนอาจเรียกได้ว่ามันเกินกว่าคนที่พึ่งรู้จักกันจะทำให้

“พี่... เดี๋ยวหนูจะสอนให้ ก่อนปิดร้านให้พี่เช็ดพวกนี้รอไว้เลย พวกโต๊ะที่ลูกค้าไปหมดแล้วน่ะ จะได้ไว แล้วเราจะได้กลับบ้านเร็ว พี่จะได้กลับไปทันคุยกับแฟนพี่ มา! เดี๋ยวหนูทำให้ดู” รุ่นน้องสาวคนสวยบอกนิลด้วยความหวังดี แล้วเริ่มต้นทำให้เธอดูเหมือนอย่างที่บอกไว้ แต่แล้ว...

“ไม่ได้! ทำแบบนั้นไม่ได้” รุ่นน้องอีกคนที่เคยสอนนิลล้างถ้วยใส่พริกกับพริกเทียมขัดขึ้น ทันทีที่เห็นเพื่อนร่วมงานสอนพนักงานใหม่ทำงานด้วยวิธีอื่น ทั้งที่ตัวเองอายุน้อยกว่าคนทั้งคู่

“ทำไมจะไม่ได้ ทีคนอื่นยังทำได้เลย?” คนสอนหยุดทำแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“ก็บอกว่าไม่ได้ไง ทำแบบนั้นมันไม่ถูก!” ฝ่ายนั้นโต้กลับและยังคงยืนกรานกระต่ายขาเดียว เรื่องที่จะไม่ให้พนักงานใหม่อย่างนิลทำงานด้วยวิธีการอย่างพนักงานเก่า

“ก็แล้วทำไมคนอื่นทำได้ แต่พี่นิลทำไม่ได้ บอกเหตุผลมาสิ!” คนสอนยังไม่ยอมแพ้ และตั้งท่าจะเถียงสุดใจขาดดิ้นเพื่อทวงความยุติธรรมให้นิล หากว่านิลไม่ขัดขึ้นเสียก่อน

“ไม่เป็นไรหรอกน้องกิ๊ก พี่ทำแบบที่ทำปกติก็ได้” นิลยิ้มเจื่อนๆ ให้ทั้งคู่ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไปด้วยวิธีการธรรมดาๆ โดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองว่ารุ่นน้องสองคนตั้งท่าจะมีเรื่องมีราวกันเพราะเธออีกหรือไม่ เพราะแม้จะซึ้งใจกับความช่วยเหลือของกิ๊ก แต่เธอก็รับรู้แล้วว่ามีรุ่นน้องภายในร้านบางคนไม่ชอบเธอเช่นกัน

“พี่... ทำไมพี่ไม่ไปทำงานที่ญี่ปุ่นกับแฟนล่ะ?

นั่นคือคำถามที่รุ่นน้องคนนั้นเคยถามนิล ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเธอ จนกระทั่งวันนี้...

แน่นอนว่ามัน... ไม่ใช่แค่นั้น

“คุณน้าคะ หนูขอยืมถุงมือหน่อยได้ไหมคะ?” นิลบอกกับแม่บ้านประจำร้าน ซึ่งกำลังยืนคุยกันไปพร้อมๆ กับล้างจาน และถุงมือที่ว่าก็อยู่ใกล้ๆ ตรงที่อีกฝ่ายยืนอยู่ชนิดที่ไม่ต้องเอื้อมมือก็หยิบถึง

“โฮ้ย! ไม่ว่างหรอก ทำงานอยู่ เข้ามาหยิบเองเถอะ” อีกฝ่ายตอบนิลด้วยอาการอารมณ์บูด ทั้งที่ตอนคุยกับแม่บ้านด้วยกันยังหัวเราะชอบใจอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน

“ค่ะ...” นิลยิ้มเจื่อนๆ ให้อีกฝ่าย แล้วเดินเข้าไปในครัวของร้านเพื่อหยิบถุงมือยางมาใช้งาน เธอเริ่มรับรู้แล้วว่าแม่บ้านประจำร้านก็ไม่ชอบเธอเช่นเดียวกัน

ทว่าในฐานะพนักงานผู้มีอาวุโสน้อยกว่าทั้งวัยวุฒิและระยะเวลาในการทำงาน นิลก็ยังเลือกที่จะอ่อนน้อมกับคุณน้าแม่บ้าน เธอจะกุลีกุจอเข้าไปยกลังแก้วและลังใส่จานชามที่ใช้แล้วซึ่งวางต่อคิวรอล้างกันอยู่เป็นพะเรอเกวียน ให้อีกฝ่ายนำไปล้างเสมอๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้แม่บ้านร้องเรียกให้พวกพนักงานเสิร์ฟช่วยยกให้ เหมือนอย่างที่เธอเคยเห็นตอนเข้าไปทำงานใหม่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่อีกฝ่ายยอมหยิบอะไรให้เธอตามที่เธอร้องขอ เธอจะยกมือไหว้ก่อนรับสิ่งของเหล่านั้นมา นิลไม่รู้หรอกว่าเธอทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่ชอบใจ นิลรู้แต่ว่าทุกๆ วันที่ผ่านไป เธอได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง

“คุณน้าคะ มีคนเอาลังใส่ถ้วยพริกกระเทียมเข้าไปในครัวหรือยังคะ หนูหาไม่เจอ?” นิลยังคงพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ โดยไม่เคยคิดว่าตัวเองจบปริญญาตรีมา ในเมื่อมันก็เป็นแค่กระดาษใบหนึ่งที่แสดงว่าเธอเรียนจบอะไรมาเท่านั้นตามความคิดของนิล

“อ๋อ... ป้าล้างให้แล้วลูก”

และแล้วนิลก็ชนะใจแม่บ้านประจำร้าน แต่... นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ชอบเธอจะน้อยลง

“วันนี้เวรพี่เช็ดพัดลม พี่ต้องเอาอะไรปีนขึ้นไปเช็ดเหรอ?” เธอถามลูกสาวของแม่บ้านประจำร้าน ซึ่งทำงานเป็นทั้งพนักงานเสิร์ฟและคนครัวในเวลาเดียวกัน

“ไม่รู้! ดูเอา!” อีกฝ่ายสะบัดเสียงห้วน จนนิลงุนงง เพราะแรกเริ่มที่เธอเข้ามาที่นี่ ก็ยังได้รับมิตรภาพและการปฏิบัติที่ดีกลับมา

“อ้อม! ทำไมไปพูดกับพี่เขาแบบนั้นล่ะลูก” แม่บ้านประจำร้านผู้เป็นมารดาของอ้อมเอ็ดลูกสาว เป็นผลให้คนเป็นลูกจำต้องตอบคำถามของนิลอย่างเสียไม่ได้

“ก็ปีนขึ้นไปบนนั้นนั่นแหละ” เธอชี้มือไปที่กล่องโลหะขนาดใหญ่ ซึ่งทางร้านใช้ใส่ขยะเปียกสำหรับลากไปทิ้งตอนปิดร้าน ถึงอย่างนั้นนิลก็ยังมีคำถามที่คิดว่าควรถามอยู่อีก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการทำงาน

“แล้ว... พัดลมตัวนี้ต้องถอดแค่ไหนเหรอ พี่ต้องเช็ดถึงตรงไหน?

ดูเหมือนคำถามของนิลจะสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้คนตอบไม่น้อย จากท่าทางกระฟัดกระเฟียดของเธอที่แสดงออกต่อหน้านิล

“เช็ดทั้งหมดนั่นแหละ ถอดออกมาให้หมดทั้งตัว!

ทำไมก็ไม่รู้... นิลถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายตอบคำถามเธอแบบขอไปที

“ถอดพัดลมลงมาด้วยเหรอ?” นิลถามย้ำอย่างไม่แน่ใจ

“เออ!

นั่นคือคำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ ที่นิลได้รับจากรุ่นน้องสาวผู้มีอายุไม่ถึง 20 ปี

“แล้วจะถอดยังไง ถอดลงมาทั้งตัวเนี่ยเหรอ?” นิลถามย้ำอีกรอบ เพราะไม่มั่นใจในคำตอบที่ได้รับ

“อะไร! ถอดพัดลมแค่นี้ถอดไม่เป็น เดี๋ยวจะถอดให้ดูก็ได้ รอบเดียวนะ แล้วก็หัดทำเองซะมั่ง” อีกฝ่ายยังคงตอบคำถามของนิลด้วยท่าทางไม่พอใจ ก่อนจะพาร่างเล็กๆ บางๆ เตี้ยๆ ของตัวเองขึ้นไปอยู่บนถังสี่เหลี่ยมใบที่ว่า แล้วเขย่งเกงกอยถอดฝาพัดลม และถอดใบพัดพัดลมออกมา ทว่าถอดอย่างไรก็ถอดไม่ออก เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานชายภายในร้านเดินเข้ามาพอดี

“พี่โบ๊ท! ช่วยถอดใบพัดพัดลมให้หน่อยสิ เนี่ย! ถอดยังไงก็ถอดไม่ออก” อ้อมบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกับตอนที่พูดกับนิล

“จริงๆ เป็นเวรพี่เช็ดพัดลมนั่นแหละ แต่พี่ไม่รู้ว่าต้องถอดถึงตรงไหน อ้อมเขาเลยจะถอดพัดลมให้พี่ดู แต่ถอดไม่ออก” นิลอธิบายให้โบ๊ทผู้เคยซักถามอายุของเธอฟัง

“อ๋อ... ได้ครับ เดี๋ยวผมถอดให้ มาๆ ลงมา สงสัยพวกคราบน้ำมันเกาะจนเป็นสนิมแล้วล่ะมั้ง” โบ๊ทเดาระหว่างที่ค่อยๆ เหยียบขึ้นไปบนถังขยะใบเดิม หลังจากที่อ้อมกระโดดลงมาแล้ว

“โห... ถอดยากนะเนี่ย” โบ๊ทบ่น และพยายามหาวิธีถอดใบพัดพัดลมออกอยู่เป็นนานกว่าจะสำเร็จ ส่วนนิลซึ่งสังเกตการณ์ดูอยู่ตลอดเวลาก็เข้าใจวิธีใส่กลับเข้าไปอย่างเดิมทั้งหมดว่า ไม่ได้แตกต่างจากพัดลมรุ่นเก่าที่บ้านเธอเลย

และเพราะรู้ว่าอ้อมไม่ชอบเธอ นิลจึงพยายามไม่ไปอยู่ใกล้อีกฝ่าย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนคอยแบ่งหน้าที่หนักๆ อย่างการกวาดถูให้เธอทำคนเดียวทุกครั้งเวลานิลต้องอยู่ปิดร้าน โดยที่นิลไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ทุกครั้งจะมีรุ่นน้องสาวสองสามคนยื่นมือเข้ามาช่วยเธอทำงานจนเสร็จเสมอ

เปล่าเลย... ปัญหาของนิลไม่ได้มีแค่นี้หรอก เพราะนอกจากจะมีปัญหากับ คน แล้ว ภัยธรรมชาติก็นับเป็นอีกเรื่องที่เกือบจะกลายเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปทำงานของนิล

“พี่หมอ... พรุ่งนี้มารับหนูไปทำงานหน่อยได้ไหมคะ น้าข้างบ้านบอกหนูว่าฝนตกน้ำท่วมสี่แยกอะค่ะ หนูไม่กล้าขี่มอเตอร์ไซค์ลุยน้ำไป” นิลโทรศัพท์ไปหาพี่ชายของเธอ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เธอสามารถไปทำงานได้ตามปกติ แม้ในวันที่รอบนอกหมู่บ้านของเธอประสบอุทกภัยก็ตาม

“ตอนกลางวันไม่ได้ ไม่ว่าง ขึ้นรถเมล์ไปสิ ตอนเลิกงานจะไปรับ โทรตามด้วยแล้วกัน”

นั่นคือคำตอบที่นิลได้รับจากพี่ชาย โชคดีที่วันนี้เธอหยุด หญิงสาวจึงไม่ต้องลุยน้ำไปทำงาน แล้วก็ยังนับว่าเป็นโชคดีของนิลอีกเช่นกันที่ในวันรุ่งขึ้น น้ำซึ่งเคยท่วมตรงสี่แยกได้รับการระบายออกจนหมด เธอจึงไม่ต้องขึ้นรถเมล์ไปทำงาน รวมทั้งไม่ต้องรบกวนให้พี่ชายไปรับด้วย

เปล่าเลย... ปัญหาของนิลไม่ได้มีแค่นี้หรอก เพียงแต่คราวนี้มันเกิดจากความเฟอะฟะของเธอ ที่เกือบจะนำความซวยมาเยือนหน้าที่การงานของเธอถึงขั้นถูกไล่ออกเสียแล้ว

“พี่! ลูกค้าขอถ้วยพริกกระเทียมเพิ่ม เตรียมตักรอถาดนึงเลยนะ”

นั่นคือหน้าที่ที่นิลได้รับมอบหมายในเย็นวันที่ลูกค้าเต็มร้านมากยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา และเธอก็รีบร้อนดึงถาดสำหรับวางถ้วยพริกกระเทียมสำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้า จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีถ้วยพริกกับกระเทียมวางอยู่บนถาดด้านในสุดอยู่แล้วสามสี่ถ้วย ยิ่งไปกว่านั้นแรงดึงอันมหาศาลจากความรีบร้อนของเธอ ยังทำให้ถ้วยพริกกระเทียมสองถ้วยบนถาด ลอยข้ามหัวหญิงสาวไปตกลงบนศีรษะของลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านหลังอีกด้วย

ใช่แล้ว... นี่ไม่ใช่อนิเมะสุดฮาจากญี่ปุ่น ไม่ใช่การ์ตูนจากดิสนีย์ และไม่ใช่เรื่องที่เขียนขึ้นเพื่ออรรถรสในการอ่านแต่อย่างใด ทว่ามันคือความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของยัยซึมเศร้าจอมเฟอะฟะคนหนึ่งบนโลกใบนี้

“เฮ้ย! ถ้วยนี่ลอยมาจากไหนเนี่ย!?

“โอ๊ย!! มีเศษพริกอยู่บนไหล่ฉันด้วย เสื้อผ้าเปื้อนก็เปื้อน”

“ไม่ใช่แค่เสื้อผ้ากับไหล่ ผมเธอก็มี!

เสียงโวยวายของลูกค้าด้านหลังดังแว่วมาเข้าหูนิล ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังไม่คิดว่าเป็นฝีมือของตัวเอง จนกระทั่งเธอหันไปเห็นเศษพริกกระเทียมบนพื้น ระหว่างที่พยายามมองหาถ้วยพริกกระเทียมบนถาดที่ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ตรงไหนตั้งแต่เมื่อกี๊ และแม้จะเป็นเช่นนั้นนิลก็ยังยืนงงว่านั่นคือฝีมือของเธอหรือ จนกระทั่งได้ยินกิ๊กรุ่นน้องสาวพนักงานเสิร์ฟแสนดีที่คอยช่วยเหลือเธออยู่เป็นประจำ กำลังกล่าวคำขอโทษขอโพยลูกค้ากลุ่มนั้น ขณะที่ลูกค้ากลุ่มนั้นก็ไม่ยอมรับคำขอโทษจากพนักงานที่ไม่ได้ก่อเรื่อง

“ขอโทษจริงๆ นะ เขาเป็นพนักงานใหม่ ไม่ได้ตั้งใจหรอก”

“ไม่ได้ๆ มันอยู่ไหน ไปเรียกมันมา เดี๋ยวจะบอกผู้จัดการ!

นั่นเองที่ทำให้นิลรู้สึกตัวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความรีบร้อนและเฟอะฟะของเธอ หญิงสาวจึงไม่รอช้าที่จะพุ่งตัวเข้าไปแสดงความรับผิดชอบ

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ พึ่งมาทำงาน รีบด้วยค่ะ กลัวเสิร์ฟพริกกับกระเทียมลูกค้าไม่ทัน ขอโทษจริงๆ นะคะ” นิลยกมือไหว้ลูกค้าสาวสี่คนที่โต๊ะด้านหลังบาร์ซุปที่เธอทำงานอยู่ สีหน้าของเธอซีดเผือดเหมือนคนกำลังจะตายภายในไม่กี่วินาทีนี้ เพราะเกรงว่าเรื่องจะถึงหูผู้จัดการ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะต้องโดนไล่ออก และร้านก็จะเสียชื่อเสียง รวมไปถึงความเชื่อมั่นจากลูกค้าแน่ๆ

“ไม่เป็นไรค่ะน้อง ไม่เป็นไร”

“ยังไงคราวหน้าก็อย่ารีบร้อนอีกนะคะ”

“เดี๋ยวพี่พาเพื่อนไปล้างตัวก่อน ตั้งใจทำงานล่ะ อย่าให้มีแบบนี้อีกนะ”

นับเป็นโชคดีของนิลเหลือเกินที่ลูกค้าผู้มีพระคุณทั้งสี่ให้อภัยเธอ โดยปราศจากการร้องเรียนใดๆ ต่อผู้จัดการทั้งสิ้น ทำเอากิ๊กพลอยโล่งใจไปด้วย

“แหมๆ ทีเมื่อกี๊ล่ะบอกว่าจะฟ้องผู้จัดการเชียวนะ” กิ๊กเอ่ยแซวลูกค้าโต๊ะนั้นอย่างสนิทสนม นิลจึงได้รู้ว่ารุ่นน้องของเธอรู้จักกับอีกฝ่ายเป็นอย่างดี และหากเธอไม่ได้กิ๊กช่วยไว้ล่ะก็ เธอคงต้องตกงานวันนี้แน่ๆ

“กิ๊ก พี่ขอบคุณมากเลยนะ ถ้าไม่ได้กิ๊กพี่ต้องแย่แน่ๆ” นิลยิ้มเจื่อนๆ ให้กิ๊กระหว่างที่อีกฝ่ายมาช่วยเธอตักพริกกับกระเทียมใส่ถ้วยอยู่ที่บาร์ซุป

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ แต่ก็เกือบแย่เหมือนกันนะ ตอนแรกที่พี่ไม่มาไหว้ขอโทษเขา เขาจะเอาเรื่องให้ได้เลย บอกว่าจะฟ้องผู้จัดการเลยล่ะ” กิ๊กตอบเสียงเบาให้พอได้ยินกันแค่สองคนตรงนั้น

“พี่รีบน่ะ เลยไม่เห็นว่ามีถ้วยพริกกับกระเทียมอยู่บนถาดข้างใน” นิลบอกความจริงที่เกิดขึ้น แม้มันจะดูเหมือนการแก้ตัวก็ตามที

“วันหลังไม่ต้องรีบหรอกพี่ ตักไว้ก่อนเนิ่นๆ เลยก็ได้ ช่วงที่ไม่ค่อยมีลูกค้าน่ะ” กิ๊กแนะนำในสิ่งที่นิลควรรู้และควรทำ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหมือนอย่างวันนี้อีก เพราะอาจไม่มีโอกาสหน้าสำหรับนิลแล้วก็ได้

“ขอบคุณกิ๊กมากๆ นะ พี่จะทำตามที่กิ๊กบอกจ้ะ” นิลยังคงยิ้มเจื่อนๆ ให้รุ่นน้องสาว และอาจเพราะเสียงโวยวายของลูกค้า บวกกับท่าทางกระซิบกระซาบของคนทั้งคู่นั่นเอง ที่ทำให้พนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ แวะเวียนกันเข้ามาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“มีอะไรกันเหรอ?

“ใช่ๆ เมื่อกี๊มีอะไรหรือเปล่า?

คำถามเหล่านั้นทำเอานิลเสียวสันหลังวาบ เพราะเกรงว่าวีรกรรมของตัวเองจะลอยไปเข้าหูผู้จัดการร้านในที่สุด

“ไม่มีอะไร ก็แค่ลูกค้าคุยกันเสียงดังน่ะ” กิ๊กช่วยเหลือนิลเต็มที่ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ลอยไปถึงหูผู้จัดการ และลงเอยด้วยการที่รุ่นพี่สาวของเธอถูกไล่ออก เธอยืนยันคำพูดเดิมจนทุกคนที่เข้ามาถามจำต้องถอยทัพกลับไป ส่วนนิลก็ได้แต่ขอบคุณกิ๊กซ้ำๆ อยู่หลายรอบต่อหลายรอบ ด้วยความรู้สึกตื้นตันในความช่วยเหลือที่เธอได้รับ พร้อมกับหวังว่าตัวเองจะไม่ก่อวีกรรมเฟอะฟะแบบนั้นอีก

...มันไม่เกี่ยวกับการที่หญิงสาวนอนน้อย หรือไม่ค่อยได้คุยกับหนุ่ม แต่คงเกิดจากความซวยล้วนๆ มิเช่นนั้น ถ้วยพริกกระเทียมใบเล็กขนาดแค่เพียงนิ้วมือสามนิ้วเรียงกันในแนวนอน คงไม่ลอยละลิ่วไปตกที่ลูกค้าราวกับจับวางได้แบบนั้นแน่ และแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ควรเล่าเท่าไหร่ แต่นิลก็ยังอุตส่าห์พิมพ์ข้อความไปรายงานหนุ่มทันทีที่เธอกลับถึงบ้าน

-โห ช้าไป 6 นาที ฝันดีค่ะ ป.ล.เคยเห็นถ้วยน้ำจิ้มบินไหม ไม่ได้มีแต่ในอนิเมะ พี่เองง่ะวันนี้ โดนลูกค้าด้วย เกือบซวยแล้ว ดีที่เขารู้จักกับน้องพนักงานเสิร์ฟอีกคน ไม่งั้นพี่ตกงานแหง-

แน่นอน... หนุ่มซึ่งได้อ่านข้อความในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากคืนก่อนเขาเข้านอนไปแล้ว หนักใจกับวีรกรรมของนิลถึงขั้นที่ส่งสติกเกอร์ตัวประหลาดปาดเหงื่อมาให้เธอ ทำเอาหญิงสาวที่กลับมาเห็นในอีก 4 ชั่วโมงถัดมา เผลอตัวหัวเราะออกมา

-แหะๆ วันนี้ปลอดภัยค่ะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ระวังมากขึ้นแล้วล่ะ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรอก-

และทั้งที่คิดว่าชายหนุ่มเข้านอนไปแล้ว เนื่องจากตอนนั้นที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง อีกทั้งวันถัดไปหนุ่มเองก็ยังต้องไปทำงาน นิลจึงไม่ได้คิดว่าเขาจะส่งสติกเกอร์หมายกนิ้วตอบกลับมา

-นึกว่านอนแล้ว-

นิลรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ

-พึ่งกลับมาเหรอกัฟ จะเปิดคอมตอนไหน-

หนุ่มพิมพ์ตอบกลับมาด้วยคำถาม

-พึ่งกลับค่ะ อยู่ปิดร้าน นึกว่ามาไม่ทันหนุ่มนอน-

-งั้นพรุ่งนี้ค่อยคุยก็ได้-

-ถ้าหนุ่มจะเข้านอนก็โอเค พี่ยังไงก็ได้ค่ะ ปลั๊กคอมก็เสียบอยู่แหละ ถ้าจะรอก็ 2 นาที คอมฯ พี่มันเก่าแล้ว อืด-

-งั้นเปิดเลย แล้วค่อยโทรมา-

ด้วยเหตุนี้ นิลจึงได้คุยกับหนุ่มถึง 2 ชั่วโมงสมใจ ทว่าจะเรียกว่าคุยก็ไม่ถูกนัก เพราะควรจะเรียกว่าเป็นการอบรมชุดใหญ่จากหนุ่ม ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารมาก่อนถึงจะถูก

“จะทำอะไรก็ค่อยๆ ทำสิ พี่จะรีบทำไม เราเป็นพนักงานใหม่ยังไม่ชำนาญ ก็ไม่ต้องไปรีบเท่าคนอื่น คนอื่นเขารีบได้เพราะเขาชำนาญแล้ว เขาบอกให้เรารีบก็ไม่ต้องไปรีบอย่างที่เขาบอก เวลาพลาดขึ้นมาคนที่ต้องรับผิดชอบก็มีแต่เรา รอให้ชำนาญก่อนแล้วค่อยรีบทำให้ได้เท่าเขา ถ้าเกิดลูกค้าไม่ได้ใจดีแบบนี้จะทำยังไง เกิดเป็นพวกมนุษย์ป้าที่ยังไงก็ต้องเอาเรื่องให้ได้ พี่ก็รับความซวยอยู่คนเดียวอยู่ดี ต่อไปไม่ต้องรีบจนกว่าจะทำงานจนชำนาญแล้ว เข้าใจไหม?

คำพูดคำจาของเขาราวกับคนแก่อายุสัก 60 ปี ที่กำลังอบรมสั่งสอนลูกหลาน ถึงอย่างนั้นนิลก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองชายหนุ่ม นั่นก็เพราะสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดถูกต้องทุกอย่าง และเธอเองก็ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตเสมอ

“เข้าใจค่ะ” นิลยิ้มเจื่อนๆ ระหว่างที่ตอบกลับไป เธอดีใจที่ชายหนุ่มเป็นห่วงเธอถึงขั้นที่ยอมอดหลับอดนอนอบรมเธอ จนเลยเวลานอนของตัวเขาเองไปเสียนานอีกด้วย

“เข้าใจก็ดีแล้ว งั้นผมไปนอนแล้วนะ ตีสองที่ญี่ปุ่นแล้ว พี่เองก็อย่านอนดึกล่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีก” เขาทิ้งท้ายไว้โดยไม่รู้เลยว่า คนที่ตัวเองพึ่งอบรมไปนั้นนั่งหลับคาเครื่องคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของเธอแทบทุกคืน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #34 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 19:59

    อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไใมบางคนจึงไม่ชอบนิล นิลเองก็ไม่ได้ทำหัวสูงสักหน่อย งงจัง

    #34
    1
  2. #33 spinechi (@spinechi) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 21:11

    รีบมาต่อ รออยู่จ้า

    แวะไปเยี่ยมเราด้วยน้าาา "หมอกซ่อนรัก" https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1900230

    #33
    1