นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[Fic Hormones] Tomorrow เช้าที่ไม่มีเธอ (BossOil)

โดย A.pirirn

Oil Afterstory วันที่ไม่มีเธอ ชีวิตก็ได้เปลี่ยนไป แต่จะดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่ตัวฉันเอง โดยเฉพาะเมื่อมี...เขา

ยอดวิวรวม

626

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


626

ความคิดเห็น


11

คนติดตาม


17
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ม.ค. 59 / 15:32 น.
นิยาย [Fic Hormones] Tomorrow ҷ (BossOil)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีครับ
พิริณครับ

คราวนี้ผมขอไหลตามกระแส (อย่างเต็มใจสุดๆ) กับ Hormones The series ที่คนเขาเขียนฟิคกันไปหมดแล้วไอ้เราเพิ่งเขียน (...)

ขอนำเสนอคู่บอสออยอย่างสุดฤทธิ์ครับ



แต่ในนี้น้องออยเวิ่นเว้อถึงขนมปังเยอะมาก

โปรดทำใจนิดนึง เพราะผมอยากให้เป็น after story ของออยน่ะครับ ก็เลยมีเรื่องให้คิดวุ่นๆ แต่เมนบอสออยอยู่เหมือนเดิม เพราะเราอวย เย้! (ฮา)



จะพยายามรีบอัพครับ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมากๆๆๆๆๆ เลยครับ!

ฝากเพจ (สถานะเกือบร้าง)
https://www.facebook.com/Apirirn-311092125742186/?ref=hl
หรือเสิร์จคำว่า A.pirirn




ขอขอบคุณ

themy butter


© themy butter

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ม.ค. 59 / 15:32


[Fic Hormones] Tomorrow เช้าที่ไม่มีเธอ







ไม่ว่าจะคำพูดไหน ก็สื่อไปถึงเธอไม่ได้แล้ว

 

เพราะเธอไม่ได้อยู่ข้างฉันในวันนี้

 

ขอโทษ...กี่หมื่นล้านคำไม่พอ ที่ฉันไม่ได้พูดออกไป

 

ได้แต่คิดว่าดีแล้วที่เธอเดินจากฉันไป...จะได้ไม่ต้องทนอยู่กับตัวอันตรายอย่างฉันไงล่ะ

 

 

 

 

 

ฉันก้าวเข้าไปในห้องเรียนอึกทึกด้วยเสียงพูดคุยหยอกล้อ ช่วงขณะหนึ่งที่สายตาทุกคนเบนมาทางฉัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนทำให้ทุกคนเมินไปทางอื่นอย่างไม่ต้องนัดหมาย

 

ฉันหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ใกล้ประตูห้อง นับจากนี้ไปมันคือที่ประจำของฉัน ที่ที่ไม่มีเธอคนนั้นอยู่ข้างๆ

 

'เธอ' นั่งอยู่กลางห้อง ห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆ มากหน้าหลากตา ดูเหมือนเธอจะยิ้มออกแล้ว และไม่ได้สนใจฉันสักนิด ก็ดีแล้ว ฉันรู้ว่าเจนเพิ่งย้ายออกไปทำให้เธอออกจะเหงาๆ แต่คนอย่างเธอดึงดูดเพื่อนฝูงอยู่ตลอด ไม่เคยต้องเหงาหรอก...

 

ไม่สิ ฉันไม่อยากพูดเหมือนฉันรู้จักคนอื่นไปหมด ฉันไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้น ฉันจะไม่คิดไปเอง ฉันจะเปลี่ยนความคิดให้ได้

 

ฉันหยิบมือถือขึ้นมากดอย่างเก้อๆ ไม่มีอะไรทำ ยามเช้าที่ไม่มีเธอว่างเปล่าจนน่าแปลกใจ การเล่นมือถือไปพลางๆ ช่วยผ่อนคลายความกดดันที่ฉันแบกรับได้

 

แต่เล่นไปได้ไม่นานก็เบื่อ ฉันไม่มีทั้งเพื่อนในเฟส ทั้งกิจกรรมอะไรที่ชอบนี่หน่า

 

"ออย"

 

หือ? ยังมีคนเรียกชื่อฉันด้วยเหรอ

 

ฉันเงยหน้า ไม่ประหลาดใจที่เห็นบอสหยุดยืนนอกห้อง คงมีเขาคนเดียวที่ยอมคุยกับฉัน

 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เพื่อนส่วนใหญ่ก็พากันเมินฉัน บางคนก็เข้ามาถามไถ่เป็นห่วง ทำตัวเป็นเพื่อนแสนดี แต่ในที่สุดทุกคนก็ค่อยๆ ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน

 

"อ้าว บอส" ฉันคิดว่าน่าจะโบกมือให้เขาหน่อย

 

เขายกมือทักกลับมา จากนั้นฉันก็ได้แต่เงียบ รอให้เขาพูดอะไรต่อ

 

"ไม่ไปคุยกับเพื่อนเหรอ" บอสมองข้ามหัวฉันและถาม

 

ฉันยิ้มแห้งๆ เขาถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าทำไม บอสรู้ตัวเลยรีบพูดต่อ

 

"อ่ะๆ ไม่ต้องตอบก็ได้ งั้นเราไปก่อนนะ"

 

"อืม"

 

ฉันหยิบมือถือมาเล่นต่อ ไม่รู้จะเล่นอะไรเลยกดปัดๆ ผ่านตาไปเรื่อยๆ อีกไม่กี่นาทีหรอกจึงต้องไปเข้าแถว ฉันคงใช้มุกเล่นมือถือเอาตัวรอดไปได้ ทว่ายังไม่ทันกดอะไร เสียงเรียกก็ทำให้ฉันต้องเงยหน้าอีกครั้ง

 

"ออย"

 

ฉันมองบอสที่อยู่ห่างออกไปสองสามก้าวอย่างงงๆ เขาทำหน้าจริงจังซึ่งก็เป็นสีหน้าปกติของเขา ท่าทางเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าจะพูดอะไร

 

"ตอนกลางวัน ถึงแกจะกินข้าวคนเดียว เราก็ไม่ไปนั่งด้วยหรอกนะ"

 

งั้นเหรอ...

 

ฉันนึกไม่ออกในทันทีว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เพราะรังเกียจ? ไม่ชอบกินข้าวกับคนอื่น? กลัวโดนเพื่อนรังเกียจ? แต่ถึงจะเพราะอะไร มันก็เป็นประโยคที่ทำให้ความเหงาหงอยพุ่งเข้าจับใจฉันฉับพลัน ฉันกลบเกลื่อนด้วยการพยักหน้า ขานรับแกนๆ

 

"อื้ม"

 

ฉันคิดว่าตัวเองฝืนยิ้มออกไปแล้วนะ ทำไมถึงถูกเขามองออกในพริบตาก็ไม่รู้ สายตาทะลุทะลวงของบอสทำให้ฉันนึกละอายใจจนลุกลี้ลุกลนทำเป็นหันไปหยิบสมุดในกระเป๋า พอหันกลับมาก็พบว่าเขาเดินกลับมาวางมือบนโต๊ะฉันเรียบร้อย

 

"นี่ ออย" เขาพูดช้าๆ เหมือนอธิบายให้เด็กสองขวบฟัง "ที่เราไม่ไปด้วยเพราะอยากให้แกรู้จักเอาตัวรอดในสังคมหรอกนะ ไม่ต้องทำหน้าเหมือนถูกทิ้งเลย"

 

"อะ อื้ม"

 

ได้ฟังแล้ว ฉันก็ได้แต่ขานรับคำเดิม มองดูเขารามือไปจากโต๊ะฉัน ขมวดคิ้วย้ำฉันทางสายตาก่อนยอมเดินจากไปในที่สุด ฉันนั่งนิ่ง ในใจครุ่นคิดอะไรเงียบๆ ปล่อยให้หน้าจอมือถือดับไปอย่างไร้อารมณ์

 

คำพูดเมื่อกี้... ตั้งแต่เมื่อไรนะที่บอสใส่ใจความรู้สึกคนอื่นถึงขนาดนี้ ฉันว่าเขาต้องมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นแน่ๆ เหตุการณ์เรื่องสภานักเรียนก็ผ่านไปนานพอที่จะทำให้ความขุ่นเคืองเจือจาง บางที บอสอาจจะกลายเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีกว่าที่คิดก็ได้

 

ส่วนฉันก็อยู่ตัวคนเดียวต่อไป

 

 

 

 

 

วันที่ 1

นึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน ถึงเราจะเล่ากี่ครั้ง เราก็คงบอกไม่ถูกว่าเราดีใจแค่ไหนที่ได้เจอปัง

 

เราอายุแค่นั้น ที่ผ่านมามีแต่ประสบการณ์แย่ๆ ความรู้สึกแย่ๆ กับพฤติกรรมของตัวเอง เราเหนื่อยที่จะโกหก แต่เราไม่รู้จะทำยังไงให้คนอื่นยอมรับในตัวเรา รู้มั้ยว่าวันวันนั้นที่เราเจอกัน เราทั้งดีใจ ทั้งอุ่นใจ ทั้งมีหวังว่าเราอาจจะมีเพื่อนสนิทอย่างคนอื่นเขา

 

แต่เราเลือกที่จะโกหก

 

เพราะเรากลัว...ว่าถ้าบอกความจริงไป เราอาจจะกลายเป็นคนธรรมดาๆ ที่ปังไม่สนใจอีกก็ได้ เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราอยากคุยกันให้มากอีกนิดก็ยังดี อยากใกล้ชิด อยากรู้เรื่องของปังบ้าง

 

ถ้าวันนั้นเรารู้ว่าจะกลายเป็นแบบนี้ เราจะไม่โกหกอย่างแน่นอน

 

เรามันขี้ขลาด

 

 

 

วันที่ 2

เจนยอมคุยกับเราในเฟสแล้ว โดนโกรธด้วย เรายอมรับผิดเอง เจนเลยยอมอ่อนให้ โดนถามนู่นนี่ตั้งมากมาย เจนห่วงปังมากนะ ไม่เหมือนเราหรอกที่เอาแต่มองแต่ไม่เคยเข้าใจปัง

 

เจนบอกว่าเข้าใจเรา แต่บอกว่าเราทำผิดอยู่ดี ถึงเราจะโกหกยังไงถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่เป็นไร แต่นี่...

 

เจนยังเชียร์ให้เราคุยกับปังเหมือนเพื่อนทั่วไป ไม่ต้องสนิทแต่ยังเหลือความรู้สึกดีๆ ให้กัน เราก็รู้ดีนะ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเพื่อนคนอื่นยังไม่เหลือความรู้สึกดีๆ ให้เราเลย บางทีเราก็ไม่เข้าใจนะ เราทำผิดกับปังก็จริง แต่เราไม่ได้ทำอะไรคนอื่นเลย ทำไมต้องรังเกียจ ทำเหมือนเราไม่มีตัวตนเลยล่ะ หนึ่งปีกับหนึ่งเทอมที่ผ่านมา เราเคยช่วยใครทำงาน ให้ใครยืมของ ช่วยใครทำเวร เป็นห่วงเป็นใยใคร มันไม่มีความหมายเลยใช่มั้ย ทั้งๆ ที่ที่เราทำ เราก็ทำด้วยความจริงใจนะ

 

แค่เราทำผิดเรื่องเดียว ทำดีมากี่สิบเรื่องก็ไม่มีความหมาย

 

จริงๆ คนที่เรียกชื่อเราได้เต็มปากเต็มคำก็มีแค่บอสกับซัน เวลาทำงานกลุ่มเราจะโดนเด้งไปอยู่กลุ่มซันทุกครั้ง เพราะเป็นกลุ่มผู้ชายไม่ค่อยคิดอะไรมาก พอเราบอกเจน เจนก็บอกว่า 'ไอ้เ-ี้ยนั่นอ่ะนะ' กับสติ๊กเกอร์รูปแมวหรี่ตา ส่ายหางไปมา

 

เราว่า เราน่าจะใช้ชีวิตมัธยมที่เหลือต่อไปได้แบบสงบๆ ล่ะมั้ง ถ้าไม่นับความรู้สึกผิดในใจที่นับวันก็ยิ่งเจ็บปวด

 

 

 

วันที่ 3

                วันนี้ก็เงียบเหงาเหมือนเดิม

 

 

 

 

 

ฉันรีบเก็บของใส่กระเป๋าทันทีที่คุณครูเดินพ้นห้อง

 

คาบต่อไปวิชาคอมพิวเตอร์ ฉันไม่อยากไปสาย จะได้ไม่ต้องลำบากใจเวลาเลือกที่นั่งที่มีเพื่อนคนอื่นนั่งกระจายๆ กันไปหมด และไม่มีใครอยากนั่งกับฉัน

 

ฉันรีบร้อนเกินไปเลยเผลอดึงสมุดบันทึกออกมาแทนสมุดวิชาคอม ขณะที่จะยัดกลับลงไปก่อนที่ใครจะเห็น ฉันก็เผลอทำหลุดมือจนได้

 

สถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีก เพราะปังเดินผ่านโต๊ะฉันพอดี

 

ฉันรีบก้มลงตะครุบ เอาสมุดเล่มอื่นบังไว้ หลีกทางให้เธอพลางขยับยิ้มให้ตามปกติ ปังก็ยิ้มทักทายฉัน ก่อนเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร

 

รอยยิ้มนั้น ต่อให้ฉันแกล้งเป็นไม่รู้ ก็มองออกว่าพยายามฝืนแค่ไหน

 

ฉันคิดว่า ตอนนี้แค่ได้รับรอยยิ้มจากเธอ ก็เป็นเรื่องวิเศษแค่ไหนแล้ว

 

แต่หวังว่าเธอคงไม่เห็นสมุดบันทึกของฉันหรอกนะ

 

ไม่รู้ว่าใครเป็นตัวการ ฉันคิดว่าคงไม่มีใครนอกจากเพื่อนร่วมห้องของฉัน ที่เอาเหตุการณ์ที่ฉันทำสมุดตกต่อหน้าปังไปซุบซิบกันว่า 'เรียกร้องความสนใจ' เอาเถอะ ฉันไม่สนใจ เพราะถ้าฉันทำได้โดยไม่รู้สึกผิด ฉันก็อยากจะเรียกร้องความสนใจจากเธอเหมือนกัน

 

 

 

 

 

วันที่ 4

เราคิดว่าจะลองเอาเวลาหนึ่งเทอมที่เหลือไปทุ่มเทกับการเรียนดูบ้าง เพราะเป็นเรื่องไม่กี่อย่างที่เราน่าจะทำได้ เราพยายามทำตัวให้ยุ่งๆ เข้าไว้ จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก

 

ถ้าเราสอบได้ดีๆ เข้ามหาลัยดีๆ เมื่อไร เรื่องทั้งหมดก็คงเป็นแค่อดีตใช่มั้ย

 

เราก็ได้แต่หนีปัญหาเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

ที่โรงเรียนตื่นเต้นกันกับวันวาเลนไทน์ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัน เราเกลียดวาเลนไทน์ ยังไงเราก็ไม่มีแฟนก็จริง แต่เพื่อนๆ ก็ชอบติดเล่นสติ๊กเกอร์หัวใจกันไปทั่ว ใครยิ่งเยอะแปลว่ายิ่งป็อป เราเกลียดมัน ถึงเราจะซื้อสติ๊กเกอร์มาติดตัวเอง เพื่อนคงดูออกว่าเราทำเพราะคงไม่มีใครเข้าใกล้เราแต่แรก

 

เราว่าเราจะไม่ไปโรงเรียน

 

 

 

วันที่ 5

 

เรามานั่งเล่นตรงแสตนเชียร์ข้างสนาม เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน แต่คิดอีกทีก็ไม่น่ามานั่งตรงนี้เลย เพราะความทรงจำเรื่องของเรามันเข้ามาในหัวอีกแล้ว

 

หรือ...ทุกครั้งที่เราเหม่อ ทุกๆ ที่ในโรงเรียนนี้อาจจะมีภาพของปังอยู่ในความทรงจำเราก็ได้

 

ที่ตรงนี้ ข้างสนามบอลใกล้ม้านั่งตัวที่สอง เราเคยเล่นพละแล้วเชือกรองเท้าหลุด เดินโขยกเขยกมาริมสนาม ตอนนั้นปังตามมาชวนคุยเรื่องอะไรบางอย่างที่เรายังไม่ได้สนใจ จู่ๆ ปังก็ก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้เรา แก้ให้ใหม่และผูกให้ทั้งสองข้าง

 

ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่อยู่ๆ ก็นึกขึ้นได้

 

ตอนนั้น เราไม่ได้รู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ แค่พูดไปตามสัญชาตญาณ

 

แต่วันนี้ ถึงรู้ตัวว่าเป็นเรื่องที่มีค่าแค่ไหน

 

 

 

 

 

ฉันเอื้อมมือไปจับเชือกรองเท้า

 

สมุดบันทึกเลื่อนหล่นจากตัก คล้ายว่าความอบอุ่นจากมือเธอยังไม่จางหายไป ฉันคิดว่าฉันไม่ได้คิดถึงเธอเพราะความเหงา หรือเพราะอยากให้ใครมาสนใจ ไม่มองด้วยสายตารังเกียจเหมือนทุกวันนี้ ฉันคิดแบบนั้นเพราะต่อให้สายตาทุกคนจับจ้องฉันอย่างชื่นชม ให้ฉันเป็นเจ้าหญิงของโรงเรียน มันก็ไม่มีทางเหมือนการมีเธออยู่ข้างๆ

 

เสียดายงั้นเหรอ...ฉันไม่แน่ใจว่าใช้คำนี้อธิบายความรู้สึกได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่พูดตามหลักเหตุผล ฉันก็คิดว่าความรู้สึกของฉันห่างไกลคำว่าเสียดายมาก

 

ฉันกระตุกเชือกรองเท้าออกช้าๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองทำโง่เง่ามาก ในเมื่อฉันเองต้องเป็นคนผูกมันกลับไป ไม่มีใครมาใส่ใจดั่งวันวาน ภาพตรงหน้าทำให้จิตใจว่างเปล่าเคว้งคว้างไปหลายนาที

 

จวบจนมีเสียงใครบางคนดังขึ้น

 

"คิดอะไรอยู่"

 

ฉันลนลานหันกลับไปมอง เห็นเพื่อนคนเดียวของฉันยืนหน้านิ่ง พอฉันจะรีบลุกขึ้น เขากลับทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เสียก่อน

 

แค่อยู่ใกล้ กลิ่นอายของเขาห่มคลุมร่างฉันและทำให้ใจสงบ ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้...ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฉันคิดว่าตัวเขามีแต่ความวุ่นวาย ไม่น่าเข้าใกล้เท่านั้น

 

"บอส ยังไม่กลับบ้านเหรอ"

 

ฉันถามด้วยน้ำเสียงสงบกว่าที่คิด

 

"ยัง แกล่ะ ให้เราไปส่งมั้ย"

 

"อ๋อ ไม่เป็นไร" ฉันตอบ แต่เดี๋ยวเขาก็คงไปส่งฉันเหมือนเดิม

 

ฉันมองไปทางอื่นอย่างเรื่อยๆ ยกมือเกี่ยวปอยผมทัดหูตัวเอง จิตใจที่เคยว้าวุ่นนิ่งเงียบได้โดยง่าย กระนั้นฉันก็ไม่อาจลบภาพเธอออกไปจากห้วงคำนึง

 

ป่านนี้เธอคงกลับบ้านไปแล้ว ไม่ก็อยู่กับใครบางคนที่ไม่ใช่ฉัน

 

"ยังคิดถึงปังอยู่รึไง"

 

ฉันหันขวับอย่างตกใจ คำปฏิเสธหลุดจากปากก่อนทันคิด

 

"ไม่ใช่ๆ"

 

คราวนี้ดวงตาอีกฝ่ายทอดอ่อนจนเห็นได้ชัด

 

"แกจะหลอกตัวเองไปถึงไหนวะ"

 

ฉันงุนงงราวกับถูกคลื่นซัดกระแทกไปมา

 

ประโยคเดิมๆ ที่เขาเคยพูดกับฉันเมื่อวันนั้น เขากลับพูดออกมาอีกครั้งด้วยความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

เขาต้องการอะไรกันแน่

 

"แกพูดอะไรอ่ะบอส"

 

"ก็เราไม่ชอบให้แกเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวแบบนี้ รู้สึกก็พูด คิดอะไรก็บอกเราดิวะ ถ้าแกไม่พูด แล้วใครจะเข้าใจแก"

 

"แกคิดว่าเราคิดถึงปัง ทั้งๆ ที่แกก็บอกเราว่าเราเกลียดปังเนี่ยนะ"

 

"เราต่างหากต้องถามแก เอาไงกันแน่วะ เสียดายหรือไง"

 

ทันทีที่ได้ยินคำนั้นย้ำสิ่งที่คิดไว้ ฉันเผลอชักสีหน้าใส่ ปกติคนอื่นคงไม่สังเกตเห็นแต่บอสรีบพูดต่อทันควันด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

 

"เราก็แค่พูดไปตามอะไรที่เห็นน่ะ หรือแกจะปฏิเสธว่าแกไม่ได้คิดถึงมัน"

 

ฉันก้มหน้า "เราไม่รู้"

 

กระทั่งตอบตัวเองยังยากเลย

 

ฉันเม้มปากแน่น ไม่ได้เงยหน้ามองบอสพักใหญ่ๆ คำพูดต่อไปของเขาก็คงไม่พ้นหยิบเรื่องของฉันขึ้นมาเยาะเย้ย บอกให้ฉันเลยคิดอะไรงี่เง่าไร้สาระ เลิกพูดเรื่องอดีตที่มันเป็นไปไม่ได้แล้วกัดฟันสู้ต่อไป

 

"แกคงคิดว่าเรางี่เง่ามากอ่ะดิ เออ เรามันบ้า ความรู้สึกของเราต่อปังมันไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ เราไม่เคยเลิกมองหาปังได้เลย ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่ชอบ ไม่อยากเห็นหน้า แกคงคิดว่าเราโลเลใช่มั้ย คิดว่าเราโง่ใช่มั้ยที่ไปคิดถึงคนอย่างปัง"

 

ฉันเกลียดเขาก็ตรงนี้

 

ฉันเกลียดที่เขามองออกหมดทุกอย่าง มองออก...กระทั่งหลุมมืดดำในใจฉันที่พยายามเก็บซ่อนตลอดมา เขาพูดถูกหมด สิ่งที่เขาพูดคือทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุด ทว่าทางออกที่เขาหยิบยื่นให้เจิดจ้าเกินไป แข็งกร้าวเกินไป ตัวฉันไม่สามารถยืนหยัดดังเขาได้ ฉันยังอ่อนแอเกินไปและมองหาใครสักคนให้ที่พึ่งพิง

 

สุดท้ายก็ไม่มีใครคนนั้น สักวันฉันต้องยืนหยัดได้เอง

 

ฉันปิดบังความรู้สึกไว้ในใจจนอึดอัด ฉับพลันก็ผุดลุกผลุนผลัน แต่บอสคว้าข้อมือฉันอย่างว่องไว ฉันพยายามขืนมือกลับแต่มือเขาแข็งแรงจนน่าแปลกใจ

 

ฉันไม่เคยกล้าพอปะทะกับใครซึ่งๆ หน้า จึงได้แต่นั่งนิ่งไม่มองหน้า อดทนฟังคำพูดที่ไม่อยากฟัง

 

"เราไม่ได้จะพูดแบบนั้นสักหน่อย"

 

...เอ ฉันหูแว่วไปเหรอที่ได้ยินเสียงถอนหายใจ

 

"เราพูดอาจจะทำให้แกรู้สึกไม่ดี เราก็ไม่รู้ว่าเราควรพูดอะไร เราพูดได้มั้ย เราแค่อยากจะบอกแกว่า..."

 

จู่ๆ ใจก็เต้นรัวขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

สถานการณ์แปลกประหลาด ฉันรู้สึกว่ามันแปลกเหลือเกิน ทุกๆ อย่างนั่นล่ะที่แปลกไปหมด โดยเฉพาะคำพูดของบอสที่แปลกไปจากทุกครั้ง เขากำลังระมัดระวังอะไรอยู่กันนะ บอสผู้ตรงไปตรงมา ไม่เคยเกรงใจใครในการแสดงความเห็นของตน แต่เขาคนนี้...ตรงหน้าฉัน พูดราวกับเกรงกลัวอะไรบางอย่าง

 

มันทำให้ฉันลืมขัดขืนและตั้งใจฟัง

 

"เราแค่อยากบอกว่า ถ้าแกคิดแล้วแกเจ็บ ก็ลืมมันไปเหอะ"

 

ฉันมองตาเขาในที่สุด

 

ความหมายในดวงตาคู่นั้นกระจ่างชัด...และดูเหมือนจะแฝงรอยเว้าวอนจางๆ ฉันไม่ได้ดูผิดใช่มั้ย เราสบตากันครู่หนึ่งก่อนเขาเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน

 

ฉันไม่เข้าใจคำพูดของเขานักหรอก ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ แต่ฉันกลับรู้สึกดี...รู้สึกดีจริงๆ ทั้งที่เราไม่ได้สัมผัสกันแม้กระทั่งจับมือ ฉันไม่เคยรู้สึกอย่างงี้กับใครมานาน...จนไม่แน่ใจว่าเคยรู้สึกกับใครหรือเปล่า

 

ฉันเจ็บเพราะปังเหรอ ไม่ใช่หรอก ฉันเจ็บกับอดีตโง่ๆ ของตัวเองมากกว่า ถ้าฉันมองหน้าปังแล้วเอาแต่คิดเรื่องนั้น ฉันก็คงเจ็บต่อไป

 

บอสบอกให้ฉัน 'ลืม' เรื่องนี้หรือเปล่า ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

ฉันตอบไปว่า

 

"อืม เราจะพยายาม"

 

บอสยิ้ม

 

ปกติเขายิ้มยากจะตาย พอเขายิ้มฉันเลยอดยิ้มไม่ได้ ใบหน้าเขาดูสดใส ดูดีกว่าเดิมแทบเป็นคนละคน

 

"ป่ะ เราไปส่ง"

 

"ก็ได้"

 

ฉันลุกขึ้นยืน ลืมเรื่องเชือกรองเท้าของตัวเองไปสนิท แต่คนที่สังเกตเห็นคือบอส เพราะเมื่อฉันเพิ่งหยิบกระเป๋าขึ้นมา เขาก็ก้มตัวลงไป ปลายนิ้วเรียวยาวเกี่ยวเชือกผูกพันทบไปมาแน่นหนาให้ฉัน

 

วินาทีนั้นราวกับเห็นภาพซ้อนทับของใครบางคน

 

กะพริบตาอีกที ภาพซ้อนพลันหายไป เหลือเพียงใบหน้าเขาที่เงยขึ้นมองฉันอย่างสงสัย

 

"เหม่ออีกแล้วเรอะ"

 

"เราเปล่านะ"

 

             ท่าทางเขาไม่เชื่อเลย เขาลุกขึ้นและเดินคู่กับฉันไปจนถึงบ้าน

 

 

 

 

 

วันที่ 6

 

เราเคยคิดว่าแม่ของบอสต้องน่ากลัวมากแน่ๆ แต่เราคิดผิด ตอนนี้คุณแม่บอสแทบกลายเป็นคนที่เราสนิทใจที่สุด เวลาคุยด้วยไม่ต้องเกร็งอะไร ยอมฟังเราหมดทุกเรื่อง เราต้องพูดแต่เรื่องน่าเบื่อมากแน่ๆ แต่เค้าไม่บ่นเลย เราชอบเค้าเอามากๆ

 

บอสเป็นคนติดทีวีกว่าที่คิด เวลาเรานั่งคุยกับคุณแม่ในห้องรับแขก บอสชอบนั่งดูทีวี ดูข่าวดูอะไรไปเรื่อยๆ บางทีก็นั่งทำการบ้านตรงนั้นทั้งที่มีทั้งเสียงเรา เสียงทีวี กวนสมาธิไปหมด นานๆ ทีคุณแม่จะหันไปไล่ว่า 'ขึ้นห้องไป๊ ผู้หญิงเค้าจะคุยกัน' บอสก็จะ 'ครับ' แล้วเดินหายไป แปปเดียวก็เดินกลับมา เอาแอปเปิ้ลปอกเปลือกมาให้หรืออะไรทำนองนั้น ทำเอาคุณแม่ดุไม่ลงต้องปล่อยให้เค้านั่งเล่นต่อไป

 

ยิ่งเราได้คุยกับคุณแม่ เรายิ่งรู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรยังไงบ้าง เราอยากเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เธอคืนมา เรากำลังทำใจยอมรับมัน

 

คุณแม่สอนวิธีเลิกโกหกให้เราด้วย บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังโกหก เพราะมันเป็นสัญชาตญาณ คุณแม่เลยสอนวิธีสังเกตตัวเอง ให้เรารู้ตัวแล้วลองพูดความรู้สึกจริงๆ ออกไป บางทีมันก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกนะ เราเลยลองบอกบอสตรงๆ ตอนที่เค้าไปส่งเราที่บ้านว่า 'ขอบคุณนะ'

 

ไม่รู้ดิว่าได้ผลมั้ย เพราะบอสหน้าแดง

 

 

 

วันที่ 7

 

วันนี้เราโดนตบ

 

เราคงไปขัดหูขัดตาคนกลุ่มนั้น มันเป็นระเบียงบันไดปลอดคนหลังเลิกเรียน พอเดินสวนกัน พวกนั้นก็ผลักเรา เอาเรื่องบ้าๆ มาหาเรื่องเรา รวมไปถึงเรื่องปังด้วย

 

ก็อย่างว่า เราไม่มีอะไรจะแก้ตัวเรื่องปัง แต่เห็นชัดๆ ว่าพวกนั้นไม่ใช่เพื่อนของปัง มันแค่เอาเรื่องปังมาเป็นข้ออ้างแกล้งเรา เอาเรื่องของปังมาเล่นสนุก มันไม่ใช่เพื่อนปัง

 

เราพูดไปตรงๆ ว่า 'เธอก็แค่พูดให้ตัวเองดูเท่แค่นั้นแหละ' ก็เลยโดนตบ

 

เรารีบกลับบ้าน ไม่พูดกับใคร ไม่รับสายบอส เรากลัวว่าถ้าเราได้ยินเสียงเค้า เราต้องร้องไห้ออกมาแน่ๆ

 

เราห่วงปัง ปังจะเจอแต่ไอ้พวกหน้าไหว้หลังหลอกพวกนี้ได้ยังไง พวกที่แกล้งทำเหมือนห่วงปัง ทั้งๆ ที่เห็นเรื่องของปังเป็นเรื่องสนุก เราเคยทำร้ายปังแบบนั้นเลยเอาความกังวลมาผสมกับความรู้สึกผิดจนโคตรทรมาน

 

 

 

 

 

ฉันเดินกลับบ้านคนเดียวหลังเลิกเรียน

 

วันนี้แกล้งทำเป็นป่วย เอาหน้ากากอนามัยบังหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงแกล้งไปโรงเรียนทั้งแบบนั้น จะได้มีคนมารุมเป็นห่วง แต่ฉันรู้ว่าตอนนี้ต่อให้ฉันฟกช้ำไปทั้งตัว ก็คงไม่มีใครมาถาม เราเลี่ยงไม่เจอบอส เขาคงจับโกหกฉันได้แค่แรกเห็น

 

ฉันเดินป้ำๆ เป้อๆ ออกจากโรงเรียน ระหว่างที่ฉันกำลังเดินผ่านบันไดเลื่อนของสถานีบีทีเอส สายตาเลื่อนลอยไปสะดุดที่แผ่นหลังของใครคนหนึ่งไม่ห่างออกไปมากนัก ใครที่ฉันไม่มีทางลืม...ปัง ฉันรีบหลบวูบโดยไม่ต้องคิด กะว่าจะปล่อยให้เธอเดินขึ้นบันไดลับไปแล้วค่อยกลับบ้าน

 

แต่มันไม่เป็นดังใจ ปังหยุดเดิน ฉันใจหายไปวูบนึงก่อนเห็นว่าเธอกำลังหยุดคุยกับใครบางคน ไม่สิ กับคนสองคนที่ฉันและปังไม่เคยลืม ถึงจะอยู่ไกล ฉันก็รู้ได้ว่าสองคนนั้นคือพี่ต้ากับพี่เต้ย ทั้งคู่จับมือกันอยู่

 

ลมหายใจฉันผิดจังหวะ ไม่รู้ว่าปังคุยกับพี่ต้าเคลียร์หรือยัง แต่มาเห็นแบบนี้จังๆ เธอคงปวดใจมาก ฉันละล้าละลัง ตัดสินใจวิ่งข้ามถนนเลี่ยงไป

 

ยังไม่ทันโล่งใจ ตัวฉันก็ชนกับใครบางคนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ฉันก้มหน้างุด พูดขอโทษงึมงำคิดจะรีบหนีไปให้เร็วที่สุด ทว่าถูกรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงแจ่มใส เรียกชื่อฉันอย่างชัดเจน

 

"ออย ออยใช่มั้ย"

 

ฉันตกใจเหลือบขึ้นมอง สบตากับอีกฝ่ายพอเหมาะพอเจาะ นนนั่นเอง บังเอิญอะไรเนี่ย!

 

ท่าทางเขาจำฉันได้แล้ว หาทางเฉไฉไม่ได้เลย ฉันจับหน้ากากบนหน้า เม้มปากอย่างกังวล

 

"คือ..." เขามองฉันอยู่พักหนึ่งก่อนถามช้าๆ "เห็นปังมั้ย?"

 

ฉันสะดุ้ง เขากล้าถามคนอย่างฉันได้ยังไง

 

"ไม่เห็น" ฉันพลั้งปาก

 

ฉันเดินหลีกนน วินาทีต่อมาความรู้สึกผิดเริ่มทับถมในใจ ฉันไม่ได้ตั้งใจโกหก มันแค่เผลอพูดไปตามความรู้สึก ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกผิดกับการโกหกเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้

 

"เดี๋ยวนน" ฉันหันไปดึงแขนเสื้อเขาไว้เบาๆ

 

นนมองหน้าฉันอย่างรอฟัง ยิ่งทำให้ฉันละอาย

 

"...ตรงนั้น"

 

ฉันชี้นิ้วออกไป ไม่แม้แต่มองตามนิ้วตัวเอง ฉันก้มหน้า เขาคงนึกรังเกียจใช่ไหมที่ฉันโกหกในทีแรก แต่ฉันไม่เสียใจที่พูดออกไป

 

"ขอบใจนะที่บอก"

 

ฉันเผลอชำเลืองมอง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่ายสว่างไสวเหลือเกิน

 

พวกคนเด่นคนดังมักจะฉายออร่าข่มให้ฉันหม่นหมองเสมอ ไม่ว่าจะนนหรือปัง แต่คราวนี้ฉันรู้สึกอุ่นในใจวาบขึ้นมา ฉันมองอีกฝ่ายวิ่งข้ามถนนจากไปอย่างร่าเริง จากที่เห็นไกลๆ ดูเหมือนนนจะจับมือปังไว้อย่างสนิทสนม ฉันมองภาพนั้นอยู่ครู่นึงจึงค่อยขยับเดิน

 

ยิ่งเดินไกลเท่าไร ภาพตรงหน้ายิ่งพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา ฉันปล่อยสายน้ำตาทิ้งไปโดยไม่คิดจะยกมือเช็ด ปล่อยให้น้ำตาชะล้างความรู้สึกขุ่นมัวไม่ชัดเจนออกไป

 

ฉันเข้าใจความรู้สึกตนเองแจ่มชัด แต่ยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ

 

ฉันเกลียดเธอ เกลียดยิ่งกว่าใคร แต่ฉันไม่อาจสูญเสียเธอไปได้ เธอคือแรงบันดาลใจ คือความเกลียดที่ผลักดันฉันอยู่ข้างใน และ...คือความรักที่หล่อหลอมชีวิตฉันให้ก้าวต่อไป มันสายเกินไปที่จะบอกคำว่ารักกับเธอใกล้ๆ ฉันเลยต้องข่มตัวเอง ซ่อนความรู้สึกไว้ มันเป็นอดีตไปแล้ว

 

เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป เธอมีใครเคียงข้าง ดีกว่าและจริงใจกับเธอมากกว่าฉัน ขนาดตัวเธอยังปล่อยมือจากฉัน ฉันคงต้องปล่อยมือจากเธอได้แล้ว

 

เลิกเก็บเรื่องเธอมาคิด มาใส่ใจ

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าฉันกลับถึงบ้านในเวลาค่ำกว่าปกติ ฉันยกมือขึ้นปาดแก้ม แสร้งทำตัวเป็นปกติ ตอนนี้ฉันไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น

 

"หวัดดีป๊าหวัดดีม๊า" ฉันพูดเร็วๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากวิ่งขึ้นห้องทันที

 

"ออย มีคนมารอแหนะ"

 

ถึงจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ค่อยพอใจ ขาทั้งสองเดินอย่างรวดเร็วนำฉันไปยังโซฟาข้างในบ้าน แต่ไม่พบใคร ฉันรู้ว่าป๊ากับม๊าไม่ชอบให้ฉันนั่งคุยกับเพื่อนเสียงดังเลยมักไล่ให้ขึ้นไปข้างบน แต่ไม่คิดจะถามฉันหน่อยเหรอ?

 

"ไม่เห็นมีเลย" ฉันเหวี่ยงใส่ก่อนซอยเท้าขึ้นบันได

 

"อ้าว คราวนี้ม๊าให้เค้ารอข้างล่างนะ"

 

หือ? งั้นทำไม...

 

ฉันได้คำตอบเมื่อผลักประตูห้องนอนของตน และเจอบอสนั่งอยู่ริมเตียง เขารีบปิดสมุดเล่มนึงบนตัก มองฉันอย่างนิ่งๆ

 

"อ้าว หวัดดีออย"

 

ความโกรธและความกลัวพุ่งพล่านในใจฉัน

 

"แกทำอะไรน่ะ"

 

ฉันตรงเข้าไปแย่งสมุดบันทึก มันหลุดมาอยู่ในอ้อมอกฉันอย่างง่ายดาย ยิ่งตอกย้ำว่าเขาคงอ่านหมดแล้ว สมุดบันทึกไม่กี่หน้าแต่เต็มไปด้วยความในใจของฉัน

 

"แก...แก..."

 

"โกรธเราเหรอ"

 

ยิ่งกว่าโกรธจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว! เพราะนอกจากความโกรธ ฉันยังกลัวคนตรงหน้าจับใจ กลัวเวลาที่เขามองทะลุใจฉัน

 

บอสลุกขึ้น ก้าวมาหาฉันที่ถอยหนีอัตโนมัติ เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยตอนพูด

 

"เราขอโทษ"

 

"..."

 

"แต่แกคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ"

 

ฉันกอดสมุดแน่น "คิดยังไง"

 

บอสเปลี่ยนท่าที เขาทำหน้าเหมือนฉันเป็นเด็กคุยไม่รู้เรื่อง ฉันเกลียดสีหน้าแบบนี้ของเขาเหลือเกิน

 

"แกยังรักปังใช่มั้ย"

 

"...ความรักมันเลิกกันได้ง่ายๆ เหรอ"

 

ฉันไม่ปฏิเสธ

 

"แกอยากกลับไปอยู่กับมันรึไง ถ้าเป็นไปได้ แกจะกลับไปหามันทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกอย่างก็คงลงเอยเหมือนเดิมงั้นเหรอวะ"

 

"ถึงเราพูดไป มันก็ไม่ใช่คำตอบที่แกอยากได้อยู่ดี"

 

"งั้นแกก็พูดดิ พูดมาเลย"

 

ฉันสูดลมหายใจ ยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจฉัน สุดท้ายก็ถูกดุอยู่ดี เพราะงั้นฉันไม่กลัวที่จะพูด สายตาของเขาทำให้ฉันหลุดปากอย่างง่ายดาย

 

"เราเกลียดปัง"

 

"..."

 

"เราจะไม่กลับไปหาปัง แต่ไม่ใช่เพราะเราเกลียดปัง แต่เพราะว่าเรารักปังด้วย"

 

ฉันงอตัวเล็กน้อยอย่างเจ็บปวดเมื่อพูดคำคำนั้น...คำที่ไม่อาจบอกให้เจ้าตัวรู้ ฉันขบริมฝีปากพลางกล้ำกลืนน้ำขมๆ ลงคอไป

 

"แกไม่เข้าใจหรอกว่าปังสำคัญกับเราแค่ไหน ปังเป็นเพื่อนคนแรก...เป็นเพื่อนที่ยิ่งกว่าเพื่อน เป็นคนเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรา แต่เราดันเกลียดปัง... เราเกลียดตัวเองที่คิดแบบนี้ แล้วเราก็ทำทุกอย่างพังไปหมดแล้ว แกรู้มั้ย ถ้าเราเปลี่ยนอดีตได้ เราอยากจะรักปังอย่างเดียวโดยไม่สนเรื่องอื่น แต่เรารู้...ว่าถ้าย้อนอดีตได้ เราคงควบคุมตัวเองไม่ให้ไม่เกลียดปังไม่ได้"

 

บอสจับแขนทั้งสองข้างของฉันไว้ ฉันถึงล้มกระแทกพื้น คำพูดย้ำรอยแผลลึกจนน้ำตาที่พยายามสกัดกั้นไว้พรั่งพรู

 

"ตอนนี้เราทำได้แค่พยายามอยู่ห่างปังให้มากที่สุด เราจะได้...ไม่เผลอทำร้ายปังอีก"

 

"ออย..."

 

"เรา...เราไม่อยากทำให้ปังเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว"

 

และโดยห้ามตัวเองไม่ได้ ฉันก็ร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ฉันค่อยๆ ได้สติผละออกจากบ่าเขาอย่างเก้อๆ บอสมองหน้าฉันอย่างจดจ้องพลางลูบหัวฉันแผ่วเบา ฉันเพิ่งรู้สึกว่าเขาคอยลูบหลังปลอบฉันมาโดยตลอด ไม่เข้ากับหน้านิ่งๆ ของบอสสักนิด ฉันอายอยู่บ้างเลยหลบตาพร้อมกระเถิบหนี แต่แผ่นหลังชนเข้ากับประตู

 

"แก...คิดอะไรเยอะแยะอยู่คนเดียวเนี่ย"

 

บอสพูดเมื่อเห็นฉันเริ่มเงียบ เห็นมั้ย เขาไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้หรอก

 

"เราเห็นแกเหนื่อยจะตายกับการพยายามบ้าๆ พวกนี้ เราว่าแกอย่าพยายามอะไรไปมากกว่านี้เหอะ"

 

ฉันทำเป็นไม่ได้ยินซะดีกว่า

 

"เลิกไปคิดเรื่องแบบนั้นได้แล้ว!"

 

เขาพูดดังจนแทบเป็นตระโกน

 

"แต่เรา...!"

 

"ออย"

 

มือเขาเลื่อนลงมาที่ไหล่ฉัน จับท้ายทอยฉันไว้บังคับให้สบตา

 

"แกไปคิดเรื่องที่มันจำเป็นในชีวิตแกจะดีกว่านะ ทุกวันนี้ทุกอย่างมันก็จบไปแล้ว มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าแกยังทำไม่ได้ เราจะกันขนมปังออกจากแก จะมาหาแกทุกวัน จะทำให้ในหัวแกมีแต่เรื่องเรา เข้าใจมั้ย เราจะดูแลแกจากเรื่องบ้าๆ นั่นให้ แกก็แค่พยายามในส่วนของแกก็พอ"

 

ฉันงุนงงไปแวบหนึ่ง

 

"คือ..."

 

เขาขยับมาใกล้ขึ้น ทำเสียงดุ

 

"ตกลงตามนี้นะ?"

 

"อะ..โอเค"

 

ฉันตอบรับทั้งยังมึนๆ บอสเริ่มรู้ตัวเลยถอยห่างออกไปพลางพูดพึมพำแก้ตัวอะไรสักอย่าง ฉันจัดผมตัวเองที่ยุ่งเหยิง หน้าตาคงเละเทะดูไม่ได้ ฉันค่อยๆ คิดทบทวน ทั้งที่ถูกบังคับให้ตอบตกลงแท้ๆ แต่ฉันว่าฉันเต็มใจตอบ

 

เพราะเมื่อกี้ในหัวฉันก็ลืมเลือนความกังวลใดๆ ไปชั่วขณะ มีแต่ภาพเขาตรงหน้า

 

บอสยื่นสมุดบันทึกที่ฉันทำตกให้ ฉันรับมาถือไว้ ยังไม่ค่อยวางใจเขา เขาคงรำคาญท่าทางระแวงของฉันเลยพูดว่า

 

"เราไม่ควรไปอ่านบันทึกแกแต่แรกอยู่แล้วนี่ มันเป็นสิทธิของแก เพราะงั้นเราจะถือว่าไม่เคยอ่านล่ะนะ"

 

"อย่าเอาไป...บอกปังนะ เราขอ"

 

เขาพ่นลมหายใจพรืด

 

"ให้เราไปคุยกับคนอย่างปังอ่ะนะ เราโดดตึกดีกว่า"

 

ฉันเผลอยิ้มออกมานิดนึง บอสก็ยิ้มตาม บรรยากาศผ่อนคลายลงบ้าง ฉันหยิบกระเป๋าหนังสือที่ทิ้งไว้บนพื้นมายัดสมุดบันทึกลงไปและวางบนชั้นวางของ พอหันกลับมา เขาก็เข้ามาประชิดตัว เอื้อมมือมาแตะแก้มฉันอย่างเคร่งเครียด

 

"แกโดนใครตบ?"

 

ฉันเงียบ

 

"เราจะเอาเรื่องมัน ให้มันโดนไล่ออก"

 

"ช่างเหอะน่า เราโดนบ้างก็ดีแล้ว"

 

ฉันยิ้มให้ ก่อนเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ จริงๆ แล้วฉันไม่ได้เงียบเพราะปกป้องคนทำผิดหรอก แต่เพราะฉันดันใจสั่นไปวูบนึงกับใบหน้าเขาระยะใกล้ ก็เลยพยายามกลบเกลื่อน

 

แต่ดูเหมือนบอสจะไม่รู้ทันความคิดฉันเลย เมื่อเขาเดินมาหา ทำท่าจะเอ่ยเถียงต่อ ฉันเลยรีบเปลี่ยนเรื่องพูด

 

"แล้วก็...อย่าเอาไปบอกเพื่อนคนอื่นด้วย"

 

"เออ รู้แล้ว แล้วที่ให้เราอ่านได้เนี่ย เราไม่ใช่เพื่อนเหรอ"

 

บอสถามออกมาเหมือนประชด

 

"ไม่ใช่ๆ คือเป็นเพื่อน...คนสำคัญ"

 

คำสุดท้ายหลุดออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อเราสบตากัน

 

"อะไรคือเพื่อนคนสำคัญวะ ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เห็นเข้าใจ"

 

"ก็ ก็เป็นเพื่อนคนที่เราไว้ใจที่สุดไง"

 

"แบบที่ปังเคยเป็นอ่ะนะ?"

 

 

 

ผมนึกหงุดหงิดขึ้นมาเลยพูดคำที่ไม่สมควรออกไป ออยหน้าเครียดขึ้นมาทันที ขมุบขมิบปากอยู่หลายครั้งก่อนพูด

 

"...ไม่ใช่"

 

ตามปกติผมน่าจะไล่ต้อนซักไซ้เธอต่อ แต่ผมดันรู้สึกผิดขึ้นมา งี่เง่าชะมัด ยิ่งพูดก็ยิ่งบ้าบอ

 

"อ่ะๆ ไม่แกล้งแล้ว ไหนลองพูดใหม่ซิว่าเราเป็นอะไร"

 

ก็คิดว่าตัวเองมันบ้า หรือมันอาจเร็วไป แต่อยากได้คำตอบนั้นจริงๆ คำตอบจากปากเธอ

 

ผมไม่คิดว่า เด็กวัยรุ่นอย่างพวกเราจะเกิด 'ความรัก' ขึ้นมาได้จริงๆ มีแต่ความชอบกับความใคร่เท่านั้น สิ่งที่ผมมีให้เธอนั้นไม่อาจจำกัดความได้ในสามประเภทนี้ เพราะหากพูดว่า...ผมชอบเธอ ผมก็ไม่ได้แค่ชอบทุกๆ ท่าทางของเธอเท่านั้น แต่ผมยังอยากเห็นเธอมีความสุขต่อไปนานเท่านาน ตลอดไปก็ดี

 

ผมก็แค่ขอเวลาสักหน่อยเพื่อยืนยันความรู้สึกตัวเอง

 

"ไม่รู้ดิ ก็...สำคัญกว่าเพื่อนทุกคนอ่ะ"

 

...เธอเนี่ยนะ ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ผมหลุดขำ ผมไม่ได้บังคับให้เธอตอบอย่างเผด็จการหรอก แต่ผมคิดว่าตัวเองรู้ ทั้งความหมายในดวงตาของเธอ ทั้งท่าทางตื่นๆ ยามผมเข้าไปใกล้ ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจไม่ผิดหรอก

 

...หรือเปล่านะ?

 

"ถามจริง? นี่เข้าใจเราป่ะเนี่ย"

 

ออยทำหน้ามุ่ยใส่เหมือนเด็กน้อย

 

"ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย..."

 

ผมก้าวเข้าไปหาเธออย่างไร้เหตุผล วางมือทั้งสองบนโต๊ะด้านหลัง กักเธอไว้ในวงแขนอย่างเอาแต่ใจ ใบหน้าเล็กของเธอแตกตื่นขึ้นมาเล็กน้อย เธอคงคาดไม่ถึง...ผมไม่อยากยอมรับว่าน่ามองชะมัด

 

เด็กซื่อคนนี้ ถัาไม่คาดคั้นก็คงไม่ได้คำตอบ มีแต่เฉไฉโยเยเรื่อยไป ไม่รู้หรือไงว่าคนรอคำตอบทรมานแทบตาย

 

ผมชักเขินขึ้นมา รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่า แต่ดันทำไปแล้วเลยต้องเดินหน้าต่อ ออยขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ไร้เสียงใดๆ ระหว่างเรา ผมถูกดึงดูดไว้ด้วยการเคลื่อนไหวของเธอนั้นจนแทบเสียสมาธิ ยัยนี่รู้รึเปล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

 

ระยะห่างระหว่างเราลดหายไปอีกนิด

 

เมื่อกี้แค่เธอร้องไห้ ผมก็เจ็บ...เหมือนใครปักมีดกลางอก ผมเคยคิดว่าคำพูดแบบนี้น้ำเน่าสิ้นดีแต่เพิ่งรู้ว่ามันคือเรื่องจริง ผมรู้ว่าผมไม่ได้พูดอะไรผิด แต่อยากเอาคำพูดนั้นกลับมายัดปากตัวเองจริงๆ

 

ผมเคยเชื่อว่า ผมพูดถูกเสมอ ผมไม่เคยหน้ามืดตามัวไปกับเรื่องบ้าๆ อย่างวัยรุ่นคนอื่น ผมเชื่อในความถูกต้องตรงไปตรงมาของตัวเอง แต่ความเชื่อมั่นของผมได้ถูกทลายลงโดย...เธอ

 

ผมเพิ่งรู้ว่า ไม่ว่าเรื่องไหนผมก็พูดผิดไปหมดทุกเรื่อง เรื่องที่ผมพูดถูกนั้น ก็คือเรื่องที่ทำให้เธอไม่ต้องเสียน้ำตา

 

เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ

 

 

 

ได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ อยู่ข้างล่าง พร้อมกับลมหายใจของเขาเป่ารดหน้าผากและสันจมูก ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ มองตาไม่กะพริบ แต่ยิ่งมองก็ยิ่งไม่กล้า...เหมือนฉันกำลังเขิน? ดวงตาของบอสเต็มไปด้วยความหมายมากมายที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

 

แต่ว่า...ฉันไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง

 

คนที่เพิ่งทำทุกอย่างพังกับมือ ไม่มีทางเชื่ออะไรใครง่ายๆ หรอก โดยเฉพาะ...ไม่เชื่อใจตัวเอง

 

ทว่ายิ่งมอง บอสยิ่งเหงื่อตกมากขึ้นเรื่อยๆ หน้าแดงๆ กระสับกระส่ายแต่ไม่เลิกจ้องตาฉัน ฉันเลยจ้องกลับแน่วแน่ ไปๆ มาๆ กลายเป็นเกมจ้องตาซะงั้น และดูเหมือนฉันจะเป็นฝ่ายชนะซะด้วย

 

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที บอสก็หลบตาขวับในที่สุด ย่ำเท้าปังๆ อย่างโกรธๆ ไปที่ประตูห้อง ฉันลุกตามคิดจะถามว่ากลับแล้วเหรอ แต่เขาดันหันมาว๊ากใส่ฉันเสียก่อน

 

"ใช่สิ! ก็เรามันจีบใครไม่เป็นนี่!"

 

"ห๊ะ!?"

 

 

 

 

วันที่ 8

 

เราคิดว่า...เริ่มรู้แล้วว่าตอนนี้เราควรจะใส่ใจเรื่องใคร

 

 

 

The End.


_________________________________________________________________

จบแล้วครับ
ขอบคุณสำหรับยอดวิวและคอมเมนต์มากๆ อีตานักเขียนปลื้มแปป
จบแบบรวบรัดไปหน่อย แต่ผมว่าบอสมันไม่น่าได้เรื่องหรอก (ฮา)
ผม พิริณ ครับ ไว้เจอกันเรื่องหน้า
ขอบคุณที่อ่านครับ

ผลงานอื่นๆ ของ A.pirirn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

11 ความคิดเห็น

  1. #11 kobning
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 22:21
    แต่งต่ออีกสัก สอง สาม ตอนได้ไหมนะไรเตอร์ :)

    มันเพิ่งจะเริ่มเป็นจุดเริ่มต้นที่กำลังจะดี .. ว่าสิงที่ต้องสนใจ มันไม่ใช่เรื่องอดีตที่ผ่านมา



    ปล. ชอบมากเลยนะคะ วันที่เจ็ด ฉากบอส ฉากออยฉาก ที่จีบใครไม่เป็น



    ขอบคุณนะไรเตอร์ <3
    #11
    1
    • #11-1 a.Prompiriya
      11 มกราคม 2559 / 01:04
      ผมกำลังมองหาแรงบันดาลใจอยู่ครับ555 ขอบคุณนะครับที่ชอบ
      #11-1
  2. #10 PPPWSC
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 17:55
    " แกจะหลอกตัวเองไปถึงไหนวะ "
    น้ำตาที่สะสมมาตั้งแต่ ออยนั่งหน้าประตู ร่วงแหมะใส่หมอน
    ไรท์คะ เรา #ทีมออย สงสารนางสุดๆ ฮือออออ
    #10
    1
    • #10-1 a.Prompiriya
      11 มกราคม 2559 / 01:06
      ขอบคุณสำหรับการอ่านครับ! ไม่นึกว่าฉากนั้นจะอินขนาดนี้ แต่งเรื่องนี่นี่ผมลองเกร็งมือแบบออยดูแล้วด้วย555
      #10-1
  3. วันที่ 10 มกราคม 2559 / 00:26
    กรี๊สสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส ฟินตัวแตกค่า55555555555 เราชอบออยบอสมากเลยหาฟิคเยอะมาก มาเจอเรื่องนี้รู้สึกโดนใจอย่างแรง เขียนดีมากๆจ้าาาาาา จะมีอีกมั้ยอ่า อยากอ่านอีก ๆๆๆ
    #9
    1
    • 10 มกราคม 2559 / 12:11
      ขอบคุณสำหรับการอ่านและคำชมมากๆ ครับ! (นักเขียนก็ฟินตายกับคอมเมนต์เหมือนกัน555)
      #9-1
  4. วันที่ 8 มกราคม 2559 / 15:04
    อ่านละร้องไห้ไม่รู้ทำไม ฮือออออ55555555 ล็อกอินเพื่อเข้ามาเม้นโดยเฉพาะเลย5555555 ชอบบอสออยมากกกกก อ่านละนึกภาพตามเป็นฉากๆเลย จะมีต่อมั้ยคะ สู้สู้น้าไรท์เตอร์  *-*
    #8
    1
    • 8 มกราคม 2559 / 22:29
      จะตอบคอมเมนต์ละพอเหลือบไปที่ชื่อคนเม้นต์...ขุ่นพระ555 ขอบคุณครับนักอ่านผู้น่ารัก~ ตอนนี้ผมขอเวลาขุดอีกเรื่องที่ดองไว้ก่อน555
      #8-1
  5. #7 startay
    วันที่ 8 มกราคม 2559 / 13:20
    รออ่านๆบรรยายความรู้สึกได้ดีมากจะร้องไห้ตามและ แต่ฟินฉากบอสออยมากกกกกกอร๊ายๆๆ อยากอ่านต่อแล้ว แต่อย่าเพิ่งบอกชอบกันตอนนี้นะปากแข็งไปเรื่อยๆก่อน มันหน้าลุ้นดี กรี๊ดดดดดดดดดด
    #7
    1
    • 8 มกราคม 2559 / 13:39
      ขอบคุณที่อ่านมากๆ ครับ!
      #7-1
  6. #6 สมศรี
    วันที่ 6 มกราคม 2559 / 21:39
    บอสสสสสสสสสสสสสสสสสสส ประโยคนั้นมัน โอียยยยยย โอ้พระพุทธเจ้า แง้
    #6
    1
    • 6 มกราคม 2559 / 22:15
      ประโยคเดียวกับที่ผมคิดใช่ม๊ายยยยย555 #บอสเป็นคนตรงๆ
      #6-1
  7. #5 meijiong (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2559 / 18:40
    ฮืออออ ขอบคุณค่ะไรท์ ที่แต่งฟิคเรื่องนี้ ชอบมากเลย55555555
    #5
    1
    • 6 มกราคม 2559 / 20:03
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์มากครับ ดีใจที่ได้เจอกัน~
      #5-1
  8. วันที่ 3 มกราคม 2559 / 00:33
    มารอค่าาา
    #4
    0
  9. วันที่ 3 มกราคม 2559 / 00:31
    เจ็บปวดแต่ต้องผ่านไปให้ได้นะออย
    บรรยายได้มืดมนมากจริงๆค่ะ

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ ?
    #3
    1
    • 6 มกราคม 2559 / 22:14
      จบแล้วครับ :) ขอบคุณที่ชมครับ เรารู้ว่าเมื่อออยผ่านไปได้ก็จะเห็นใครคนนึงที่อยู่ข้างๆ มาตลอดนั่นเอง ถึงจะ-บ้าง5555
      #3-1
  10. #2 kobning
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 22:03
    ยังไงก็จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ :)

    หลังจากเกิดเรื่องเยอะแยะออยคงจะเหงาน่าดู

    แต่ก็ต้องแบบนั้นหล่ะ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปด้วยตัวของออยเอง
    #2
    1
    • 6 มกราคม 2559 / 22:12
      จบแล้วครับ :) ขอบคุณครับสำหรับการอ่าน ชีวิตออยก็เป็นแบบนั้นแหละ ในที่สุดออยก็จะโตขึ้นเอง
      #2-1
  11. วันที่ 2 มกราคม 2559 / 19:49
    รออยู่นะ ^^
    #1
    1
    • 6 มกราคม 2559 / 22:11
      มาครบแล้วครับ ขอบคุณที่อ่านครับ~
      #1-1