นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

หทัยจินดา[เสี้ยววรรณคดี อิเหนา]

โดย A.pirirn

จินดาส่าหรี... ชื่อเล็กๆในวรรณคดีอิเหนาใครจะรู้ว่า...แม้นจงรักภักดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไร หทัยนี้ได้มอบให้ใครไปแล้ว

ยอดวิวรวม

494

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


494

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ย. 58 / 12:33 น.
นิยาย ˷¨Թ[ó ˹]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
     สวัสดีครับ
     วันนี้ผมมาแปลก...กับแฟนฟิคเรื่องอิเหนา (ฮา)

     คือเรื่องนี้มันเป็นแบบเรียนวิชาภาษาไทย เด็ก ม.ปลายเนอะ

     เป็นเรื่องที่ทำผมอกหักหลายชั้นมาก อิพระเอกก็เลว อวยสียะตรา อิสียะตราก็ไปมีระเด่นดะราหวันอีก เสียแรงที่อวยจริงๆ สุดท้ายเลยอวยสังคามาระตา โอเค คนนี้ดีจริง (ฮา)

     ขอเตือนว่า เรื่องนี้คือมโนครับ มโนล้วนๆ เด็กม.4 ที่ไหนเอาไปตอบข้อสอบ รับรองตกแน่นอน (แต่เรื่องจริงมันมีอยูนา...)



     เป็นเรื่องของ ระเด่นจินดาส่าหรี ลูกสาวท้าวสิงหัดส่าหรี ซึ่งในเรื่องถูกยกให้จรกาแทนบุษบา (ทำเอาผมคิดว่า ไม่ยุติธรรมฟ่ะ...เลยกลายมาเป็นฟิคไง)

     กับวิหยาสะกำ เจ้าบ้าที่มาตีดาหาแย่งนางบุษบา ในตอน ศึกกะหมังกุหนิง อย่างโคตรบ้าบิ่น (ทำเอาผมคิดว่า เอ็งบ้าไปแล้ว)

     โปรดใช้จักรยาน...เอ๊ยวิจารณญาณ (มุกเก่าแล้วเอ็ง) ในการอ่าน

     ขอบพระคุณอย่างสูงที่อ่านขอรับ



ขอขอบคุณ
© themy butter

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 พ.ย. 58 / 12:33


ร่างอรชรนั่งชิดขอบสุวรรณบัญชร รอบกายาล้วนเพียบพร้อมด้วยสิ่งของงามล้ำค่า พานทองวางพวงมาลาขาวหอมกรุ่น พระแท่นไมัสักทอง ไม่ห่างออกไปนักยังมีถาดเครื่องพระสุคนธ์นานาชนิดเรียงรายหลากสี ประดุจสายรุ้งที่เทพเจ้าเตรียมวาดบนท้องฟ้า เครื่องพระสุคนธ์เหล่านี้มีไว้เพื่อแต่งแต้มขับโฉมองค์ระเด่นน้อยผู้นี้เอง

 

ดวงพระพักตร์น้อยผินกลับมา เส้นผมดำขลับละเอียดเล็กถูกเกล้าไว้เหนือเศียร เผยวงพักตร์เนียนละมุน วรองค์ขาวอมเหลือง นวลเนียนดุจแสงจันทร์ กรอบพระเนตรกว้าง ประกายเฉลียวฉลาดดุจลูกกวางป่า พระนาสิกเล็กกะทัดรัด ริมพระโอษฐ์บางแดงเรื่อ แม้นมิอาจพูดได้ว่างามหยาดฟ้า แต่ก็งามน่าเอ็นดู สะดุดตากว่าสาวชาวบ้านทั่วไป แลสูงส่งให้ปรากฏความครั่นคร้ามปนชื่นชม

 

ระเด่นจินดาส่าหรีนึกทอดถอนในพระทัย

 

เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นหน้าที่ของผู้ชาย จึงคล้ายว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ไกลตัวนางนัก แต่อันที่จริง ภายหลังศึกสงครามทั้งปวงแล้ว สตรีเยี่ยงนางมิใช่หรือที่ต้องเก็บความรู้สึกไว้ วิวาห์สยุมพรตามบัญชาพระบิดา เชื่อมไมตรีระหว่างเมืองเอาไว้

 

หน้าที่ของสตรีมิได้น้อยให้สมกับความเป็น 'ช้างเท้าหลัง' เลย

 

หัตถ์น้อยเกาะกุมกันไว้บนเพลา ดูสงบ ขณะเดียวกันก็แฝงความประหวั่นพรั่นพรึง ซุกซ่อนในใจมิดเม้น

 

นางคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ว่าตนเองอยู่ในสถานะแบบใด ในเมื่อตนเองเป็นเพียงผู้เดียวในวงศ์เทวัญที่มิได้ตุนาหงันหมั้นหมายกับผู้ใด

 

ระเด่นจินดาส่าหรีคิดว่าตนเป็นแค่ตัวสำรองเผื่อเลือกเท่านั้น

 

พระบิดาของนาง...ท้าวสิงหัดส่าหรีเป็นอนุชาองค์สุดท้ายในวงศ์เทวัญ รองจากพี่รองอย่างท้าวกาหลัง ท้าวดาหา และพี่องค์ใหญ่อย่างท้าวกุเรปัน แม้ทั้งสี่องค์จะมีศักดิ์เท่าเทียมกันตามฐานะเมือง แต่ในจิตใจย่อมรู้ดี...น้องสุดท้องมักเกรงศักดาพี่คนโต

 

ระเด่นจินดาส่าหรีไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าท้าวสิงหัดส่าหรีรู้พระองค์หรือไม่ แต่นางค่อนข้างแน่ใจ...ท้าวสิงหัดส่าหรีเกรงท้าวกุเรปัน

 

มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยนางไม่ให้ตุนาหงัน ทิ้งนางไว้เป็นตัวเลือกให้พี่ชายหรอก

 

จินดาส่าหรีไม่ค่อยสนิทสนมกับญาติวงศ์อสัญแดหวา ตอนเด็กๆ สุขภาพอ่อนแอนัก บางครั้งคราพวกพี่ๆ จึงเดินทางมาเยี่ยมเยือนท้าวสิงหัดส่าหรีผู้เป็นอา และได้พบปะนางบ้าง การพบปะไม่กี่ครั้งนั้นทำให้จินดาส่าหรีออกจะเดาเหตุการณ์ได้ เจ้าพี่อิเหนา...ระเด่นมนตรีเป็นคนรูปงาม คารมคมคายช่างเจรจา อีกทั้งนัยน์ตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มตั้งแต่เด็ก ลับหลังผู้ใหญ่ยังเคยมาเกี้ยวจินดาส่าหรีอย่างหยอกเอินไม่จริงจัง นางก็ไม่ว่ากระไร

 

ระหว่างผู้หญิงสองคนที่พี่อิเหนาไปเกี่ยวพัน ระเด่นจินตะหราวาตีและระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด เจ้าพี่บุษบาอ่อนเยาว์กว่า โฉมงามน่ารักดุจกลีบดอกไม้แรกแย้ม งามดุจนางฟ้านางสวรรค์ อุปนิสัยไว้ตัวเหมือนนางกษัตริย์ทั่วไป แต่เมื่อใกล้ชิดกลับอ่อนหวาน น่าคบหายิ่ง

 

ส่วนระเด่นจินตะหราวาตีนั้นเธอไม่ใคร่รู้จักเท่าไร ฝ่ายนั้นเคยมาเมืองสิงหัดส่าหรีเพียงครั้งเดียว นางเห็นจากที่ประทับไกลๆ อีกฝ่ายก็โฉมงาม แต่ไม่ใคร่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีแค่รอยยิ้มมุมปากบางๆ อย่างกุลสตรีและไม่เคยเสด็จมาเล่นกับจินดาส่าหรีทั้งที่พระชนม์ใกล้เคียงกัน

 

ไม่แปลกเลยที่พระทัยของจินดาส่าหรีจะโน้มเอียงไปทางใคร และนางก็มั่นใจว่าเจ้าพี่อิเหนาเมื่อได้พบเจ้าพี่บุษบา จะต้องรักใคร่ชอบพอเหมือนนางแน่นอน

 

เจ้าพี่อิเหนาเป็นลูกกษัตริย์ เป็นคนมีความสามารถ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เมื่ออยากได้ระเด่นจินตะหราก็ถึงกับหักหานตัดรอนสัญญาตุนาหงันกับเจ้าพี่บุษบา แต่หากได้หลงรักเจ้าพี่บุษบาเข้าจริงๆ...

 

เจ้าพี่อิเหนาก็คงจะหักหานอีกครั้ง ทำวิธีใดก็ได้เพื่อให้ได้นางมาครอง

 

และเมื่อนั้น ระตูจรกาซึ่งมาสู่ขอเจ้าพี่บุษบาคงต้องผิดใจกัน ท้าวดาหาพระบิดาของเจ้าพี่บุษบาคงต้องรักษาสัมพันธไมตรีนั้นไว้

 

ด้วยการส่งใครอีกคนไปสยุมพรแทน

 

ใครอีกคนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน ใครที่ไม่มีพันธะผูกพันตุนาหงันกับใคร

 

นางนี่อย่างไรเล่า

 

ร่างบางระหงเหยียดกายขึ้น ภูษาทรงไม่เป็นทางการ ดวงพักตร์ผ่องใสคล้ายเพิ่งตื่นนอน เจือความสงบหลายส่วน จินดาส่าหรีเพิ่งไล่พระพี่เลี้ยงทั้งหลายออกไปเพราะรำคาญเต็มทน ร่างบางเพิ่งเคยอาบน้ำชำระกายด้วยตนเองเป็นครั้งแรก มือเรียวไม่ขัดข้องเลย กลับทำได้คล่องแคล่วจากการสังเกตผู้อื่นมาแต่เด็ก หญิงสาวเลือกภูษาทรงเรียบง่ายสีขาวคล้ายชุดชาวบ้าน...

 

จินดาส่าหรีรักแผ่นดินบ้านเกิดของตน ยิ่งกว่าใดอื่น

 

ขณะเดียวกัน...พระทัยอ่อนหวาน ชุ่มฉ่ำ พักตร์ละมุนละไม เมื่อวรองค์แบบบางก้าวเดินเข้ามาในห้อง โน้มองค์เหนือโต๊ะ นิ้วหัตถ์สัมผัสกล่องไม้หอมขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ สลักปิดทองงดงาม จินดาส่าหรีช้อนขึ้นแนบอก แง้มฝาเปิดอย่างรักถนอม

 

ภายในมีกลีบดอกไม้บอบบาง ช้ำจนมองไม่ออกว่าสีเดิมคือสีอะไร ยามทอดมอง ความทรงจำครั้งเก่าพลันหวนย้อน...

 

'นางคนไร้ความรู้สึก หมั่นไส้นัก! ข้าจะแต่งกับเจ้าให้ได้เทียว ดูซิว่าจะไร้ความรู้สึกอยู่อีกไหม'

 

น้ำเสียงสดใส ทั้งหยิ่งผยอง เอาแต่ใจเหมือนเด็กๆ ยามนั้นจินดาส่าหรีรับฟังอย่างสงบ

 

'เจ้าพี่สุหรานากง เจ้าพี่แท้ๆ ของข้ายังไม่สยุมพร เจ้าจะแต่งกับข้าได้อย่างไร'

 

อันที่จริงในตอนนั้นทั้งตัวนาง อีกฝ่าย หรือสุหรานากงเจ้าพี่ของนาง ก็ล้วนแต่เป็นเด็กเล็กๆ ทั้งนั้น นางเพียงแสร้งตอบจริงจังเพราะขำคำพูดของเขาเต็มทน

 

ร่างเด็กชายสูงไล่เลี่ยกับนางโหนลงจากต้นไม้ ไม่ต่างจากลิงค่าง ไม่สมเป็นลูกกษัตริย์แม้แต่น้อย ขณะที่นางกำลังกลั้นขำเหลือประมาณ กลีบปากน้อยก็ถูกฉกชิงไป

 

สัมผัสผะแผ่ว หวานซึ้ง แม้มิได้แฝงไว้ด้วบรสเสน่หาอย่างคนเป็นผู้ใหญ่ทำกัน แต่ก็นุ่มนิ่ม น่าพิสมัย

 

จินดาส่าหรีตระหนกตกใจ รีบผลักอีกฝ่ายออก

 

เขาท่าทางมึนงง ไม่รู้เรื่องราวที่พวกผู้ใหญ่ทำกันนัก แต่เข้าใจว่าแกล้งนางได้แล้วก็ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เด็กหญิงหยิกสีข้างเขาไปที ปรางขาวแปรเป็นแดงก่ำดุจลูกตำลึงสุก

 

'เจ้าคนทุเรศ! แล้วข้า...ข้าจะแต่งกายสยุมพรได้อย่างไร!'

 

'ก็ข้าไง' เขาทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย 'ข้าจะรับเจ้า ให้เจ้าเป็นประไหมสุหรีเมืองข้า ไม่ต้องมีมะเดหวี มะโต ลิกู หรือเหมาหลาหงีมากวนใจเจ้า!'

 

จินดาส่าหรีชะงัก มองเด็กชายตัวเล็กๆ มอมๆ ท่าทางไม่มีอะไรดีในตัว แล้วถามออกไป

 

'อย่างเจ้าเนี่ยนะ เจ้าชาย?'

 

'อย่างไรเล่า อยากแต่งกับข้าไหมเล่า!'

 

ท่าทางโอ้อวดทำเอานางหลุดขำ ส่ายหน้าระอาใจ ดีที่เขาไม่ทันมองเพราะกำลังหันซ้ายรีขวางหาบางอย่าง นางยังไม่ทันถามว่าหาอะไร เขาก็ยิ้มดีใจ ก้าวเดินไปยังพุ่มไม้ เด็ดดอกการะบุหนิงอย่างเบามือ นางกำลังอ้าปากว่าเขา อีกฝ่ายก็ตรงเข้าประชิดกายรวดเร็ว

 

นิ้วคล่องแคล่วปัดเกลี่ยเส้นผมดำขลับดุจไหมบนนวลแก้ม ก่อนจะรู้ตัว ดอกไม้ดอกเล็กก็ถูกทัดบนใบหูบาง ใบหน้าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ดูท่าทางเด็กชายกำลังสนุกกับการแกล้งเป่าลมหายใจไปทั่วพักตร์เล็ก

 

จินดาส่าหรีกลืนคำพร่ำสอนของพวกผู้ใหญ่กลับไป บางครั้งนางเองอยากขอดื้อ ไม่ทำตัวเป็นกุลสตรีสักวันได้หรือไม่ หากเปิดเปลือยความรู้สึกแท้จริงของตน คนตรงหน้าก็ไม่ใช่คนเลวร้าย

 

กริยาวาจาจองหอง เอาแต่ใจ ท่าทางดีใจลิงโลดเหมือนเด็กๆ ทำอะไรไม่ถามไถ่ผู้อื่น ไม่ได้ทำให้รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นางกลับบังเกิดความคิดที่ว่า หากปล่อยคนผู้นี้ไป เขาคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกอันแสนโหดร้ายได้เป็นแน่

 

นึกอยากจะคอยดูแลอยู่ข้างๆ ขึ้นมา

 

รอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ปรากฏโดยไม่รู้องค์

 

'นี่ เจ้าเป็นเจ้าชายจริงๆ หรือ?'

 

'แน่ล่ะ ถามได้'

 

 'ถ้าเจ้าไม่แต่งข้า ข้าก็แต่งกับใครไม่ได้ แต่ท่านแม่บอกว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ถ้าเจ้าเป็นกษัตริย์แปลว่าเจ้าจะแต่งกับข้าจริงๆ'

 

'ก็จริงนะสิ โว้ย พูดมากจริง'

 

 'ถึงข้าจะพูดมาก เจ้าก็ยังแต่งกับข้าใช่หรือไม่'

 

'เออ ไม่ปล่อยไปให้ใครหน้าไหนหรอก'

 

'สัญญานะ?'

 

'สัญญา ข้า! วิหยาสะกำ วันข้างหน้าจะสยุมพรกับจินดาส่าหรี ให้เทพยดาฟ้าดินเป็นพยาน!'

 

 

 

 

คำหมั้นสัญญา เป็นเพียงลมปาก แต่เป็นถ้อยคำไร้เดียงสาที่สถิตอยู่ในใจนาง ไม่เคยลบเลือน

 

จากความรู้สึกดีๆ อย่างเด็กน้อย แปรเป็นความอ่อนหวานลึกซึ้ง ไหลวนหล่อเลี้ยงใจดวงน้อย หากแม้นนางละเมอเพ้อพกไปเอง จินดาส่าหรีก็ขอจดจำเพียงว่า กาลครั้งหนึ่งในอดีต เด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งได้พูดกับนางเช่นนั้น

 

ขอเก็บไว้ในดวงหฤทัย ตราบสิ้นชีวา

 

 

 

หัตถ์น้อยประคองกล่องไม้หอมห่อด้วยผ้าอย่างดี หย่อนใส่ภูษาทรงก่อนใช้ผ้าอีกผืนพันทับอย่างแน่นหนา หญิงสาวเกล้าเก็บเรือนผมเรียบร้อย หยิบห่อของเล็กๆ ออกมาจากที่ซ่อนลับและใช้คาดรัดกับองค์ คล้ายทหารม้าเร็วเตรียมออกเดินทาง หาได้สมกับความเป็นธิดากษัตริย์ไม่

 

จินดาส่าหรีไม่ได้รังเกียจหากตนต้องสยุมพรกับระตูจรกา ผู้ขึ้นชื่อลือชาในด้านรูปโฉมน่ารังเกียจ เพราะนางถือว่าตนทำเพื่อประเทศชาติเพียงเท่านั้น เพื่อแลกกับความสุขของประชาราษฎร อีกทั้งจินดาส่าหรีก็ไม่ได้คิดว่าผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์จะใจคอโหดเหี้ยมแต่อย่างใด

 

นางเต็มใจ...หากหฤทัยกรรมดันไปยึดมั่นสถิตอยู่กับใครอีกคน

 

หากใจดวงนี้ไม่สามารถยกถวายเป็นของแผ่นดิน ไม่สามารถใช้เพื่อประชาราษฎร์ แต่ถูกยกให้ใครสักคนที่ไม่เคยเห็นคุณค่า นางจะทำเช่นไร...?

 

ใบไม้พลิ้วไหว เสียดสีเป็นเสียงน่าฟังยามลมพัดผ่าน หญิงสาวเดินออกไปยังบานบัญชรอีกครั้ง ฝีเท้ามั่นคง แผ่วเบา วรองค์แบบบางแต่สง่า

 

นางพริ้มพระเนตร และตั้งใจสดับฟัง

 

จินดส่าหรีรู้ว่าตอนนี้เกิดศึกชิงนางที่เมืองดาหา เหตุก็เพราะเจ้าพี่อิเหนาทำให้ปั่นป่วน ท้าวดาหาทรงถือยศถืออย่างกษัตริย์ ไม่อาจทนที่เจ้าพี่อิเหนาหักหน้าได้จึงประกาศยกเจ้าพี่บุษบาให้ใครก็ได้ ถ้าข่าวมาถึงเมืองสิงหัดส่าหรีเร็วพอ จินดาส่าหรีเองคงสามารถจัดการให้เจ้าพี่บุษบาได้ครองคู่กับชายที่เหมาะสมกว่านี้ เมื่อคนแรกที่มาสู่ขอคือระตูจรกา รูปชั่วต่ำศักดิ์ถึงเพียงนั้น ท้าวดาหาเองก็ไม่สามารถกลับคำของพระองค์เองได้

 

ทั้งที่เรื่องราวกำลังจะลงเอย แม้กิ่งทองจะไม่ได้คู่กับใบหยก แต่ก็ลงเอยอย่างสงบราบรื่น กระนั้นแล้ว...ชะตาฟ้าดินยังไม่เป็นใจ กระทั่งจินดาส่าหรีเองก็รู้สึกเงียบๆ มานานว่าเจ้าพี่อิเหนากับเจ้าพี่บุษบาเป็นคู่แท้กัน ถึงอีกฝ่ายจะเจ้าชู้หน้ามืด อีกฝ่ายก็ถือองค์ไม่ยอมให้ ฟ้าลิขิตให้พานพบครองคู่ไม่วันใดวันหนึ่งในภายภาคหน้า

 

ระตูจรกา วิหยาสะกำ หรือตัวจินดาส่าหรีเอง ก็เป็นเพียงอุปสรรคที่ฟ้าประทานมาขัดขวางคู่รัก

 

ข่าวว่าวิหยาสะกำกำลังหลงรักเจ้าพี่บุษบาไม่เป็นอันกินอันนอน เดือดร้อนท้าวกะหมังกุหนิงผู้เป็นบิดา ระตูประหมันและระตูปาหยังผู้เป็นอาต้องมาช่วยออกหน้า ประกาศทำศึกเมืองดาหาเพื่อการอันนั้น จนเกิดวุ่นวายโกลาหลเป็นการใหญ่

 

ยามได้ข่าว จินดาส่าหรีมิได้รู้สึกเจ็บปวดพระทัยนัก

 

มีแค่ความรู้สึกลอยวนอยู่ในอก ความรักต่อเจ้าพี่อิเหนาและเจ้าพี่บุษบาไม่แปรเปลี่ยนหรือสั่นคลอน มีเพียงอะไรบางอย่างที่คล้ายกับความสิ้นหวัง

 

เขาไม่ได้รักนาง

 

เขาอาจจะแค่หลงใหลเจ้าพี่บุษบาชั่วครั้งคราว แต่ที่แน่ชัด...เขาไม่ได้รักนาง ไม่ได้มีท่าทีจะจำเรื่องในอดีตได้แม้แต่น้อย

 

ทุกสิ่งเบื้องหน้าไม่ใช่ภาพฝัน ไม่ได้สวยงาม แต่ไม่ได้พังทลาย

 

ระเด่นจินดาส่าหรีสูดลมหายใจเบาๆ ลืมพระเนตรขึ้น เผยนัยน์เนตรกลมโตสุกใส ผ่อนร่างพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผ่านอากาศยามเช้าแรกแสงอรุณ ไม่ต่างจากวันที่เขาและนางได้พบกันเป็นครั้งแรก

 

"เหนื่อยบ้างหรือกระไรเพคะ องค์วิหยาสะกำ"

 

เสียงลมหายใจกระชั้นชิด กลิ่นอาย เสียงฝีเท้า หรือทุกอิริยาบถของเขา มีหรือนางจะจำไม่ได้

 

จินดาส่าหรีช้อนตาขึ้นสบเนตรคู่คมกริบ กำลังจับจ้องนางอย่างอุกอาจจากบานบัญชรที่เปิดอ้าทิ้งไว้อย่างจงใจ พลันสายความร้อนวิ่งพล่านขึ้นสู่พวงแก้ม สีสันงามน่ารักเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางแต่งแต้ม

 

เขาโตขึ้นมาก

 

ไม่ใช่แค่หน้าตา กริยาอาการ วิธีที่เขาใช้มองนางก็เปลี่ยนไป จินดาส่าหรีไม่ได้คิดไม่พอใจ เพราะไม่ว่ากริยาอาการใดของเขา นางก็อยากรับรู้ หญิงสาวก้าวไปหาโจรผู้บุกรุกอย่างไม่เกรงกลัว ทรุดลงและก้มถวายบังคม

 

"ประชดข้าหรืออย่างไร" เขาว่า น้ำเสียงกระด้าง

 

ข่าวคราวมิได้มาถึงเมืองสิงหัดส่าหรีโดยเร็วเลย จินดาส่าหรีต้องอาศัยการคาดเดา สอบถามเจ้าพี่สุหรานากงผู้ไปช่วยรบ คำนวณวันเวลาเอาจึงสรุปได้ว่าน่าจะวันนี้ถึงวันพรุ่งไม่เคลื่อนคลาด หญิงสาวนั่งรอ หากแม้นมิได้เจ้าพี่บุษบาเป็นคู่สยุมพร ตัวเลือกอีกอย่างที่น่าสนก็คือตัวนางเอง

 

ตัวนางที่เป็นหนึ่งในวงศ์อสัญแดหวา เมื่อเขาพ่ายแพ้ต่อสงคราม การลักพานางไปแทนก็เป็นเหมือนการแก้แค้นเล็กๆ ของคนผู้นี้ โดยที่มิได้มีความพิศวาสใดอยู่เลย

 

จินดาส่าหรีไม่คิดว่าเขาจะตายในสงคราม

 

สำหรับนาง เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่

 

"หม่อมฉันหาได้เจตนาประชดประชัน" ร่างบางนั่งตัวตรง ปอยผมดำขลับเลื่อนลงมาปรกต้นคอ เกิดภาพยวนอารมณ์โดยเจ้าตัวไม่รู้

 

วิหยาสะกำมองภาพนั้น ตัวเขาเองฝ่าสงครามมาได้ในวินาทีสุดท้าย ในตอนที่สังคามาระตาคิดว่าเขาตายแล้ว เร่งม้ามาทั้งวันทั้งคืน คลุกธุลี เลือดเนื้อแห่งสงคราม ไม่ได้อาบน้ำชำระกายสักขณะ จะว่าหนีตายก็ออกจะน่าสมเพช

 

แต่เขายอมรับ...ตัวเขามันน่าสมเพช

 

แค่คิด ความโกรธแค้นร้อนรุ่มอัดสุมอยู่ในอุรา กำหมัดแน่นกระทั่งสายโลหิตบนหลังหัตถ์ปูดโปน ชายหนุ่มเหวี่ยงตัวข้ามขอบบัญชร วรกายกำยำ ผอมเกินไปหากจะเรียกว่าสมส่วน ทั่วทั้งร่างมีเพียงกล้ามเนื้อแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว กริชสั้นคาดเอวยิ่งเสริมภาพให้ดูดุร้าย

 

เขาสืบเท้าเข้าประชิดตัวนาง กระชากดึงข้อมือบางของคนที่หมอบบนพื้น ปลิวขึ้นปะทะแผ่นอกกว้างโดยง่าย จินดาส่าหรีขยับผละหนีอย่างไว้องค์แต่อีกฝ่ายยื่นมือมาจับปลายคางไว้อย่างแรง

 

"ตระโกนเรียกคนอื่นเสียสิ จะได้รู้ว่าข้าฆ่าคนได้เร็วแค่ไหน"

"หม่อมฉันมิสงสัยเพคะ"

 "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมา เจ้ารู้ว่าข้าคือวิหยาสะกำ เจ้ายอมกราบข้าทั้งๆ ที่เจ้าศักดิ์สูงกว่า เจ้าพวกวงศ์เทวัญ เจ้าตั้งใจจะปั่นหัวอะไรข้า!"

 

หญิงสาวไม่อาจขืนตัวไว้ได้ จึงใช้ดวงตาสุกใสจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเลือดคาวคลุ้ง สำหรับระเด่นองค์น้อยไม่เคยสัมผัสกลิ่นอายการเข่นฆ่าเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นคงตื่นตระหนกสิ้นสติสัมปชัญญะ แต่จินดาส่าหรีเองไม่มีท่าทางสูญเสียความเยือกเย็นไปเลย

 

"เพราะชีวิตหม่อมฉันอยู่ในกำมือพระองค์กระมังเพคะ จึงได้กราบ"

"โกหก"

เขาสวนทันที

 

ในระยะประชิดห่างเพียงคืบ หญิงสาวกราบทูลต่อไป

 

"หม่อมฉันไม่เรียกผู้อื่น เพราะหม่อมฉันอยากเจรจากับฝ่าบาทโดยตรง การศึกครั้งนี้เป็นการไม่สมควร หากฝ่าบาทได้วางแผนเดินทัพอย่างรอบคอบกว่านี้ ชัยชนะอาจเป็นของฝ่าบาทได้โดยง่าย"

 

"เจ้า!"

 

ข้อมือบอบบางถูกบีบแน่น หากคลายออกเมื่อใดคงมีรอยคล้ำประทับเป็นแน่ จินดาส่าหรีกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดเอาไว้หนักหนา

 

เพราะมองลึกในเนตรคู่คมของอีกฝ่าย ในความโกรธเกรี้ยวนั้นแฝงความเจ็บปวด ดุจมีดกรีดแทงดวงใจนางให้เจ็บปวดได้มากกว่าความเจ็บทางกายเป็นไหนๆ

 

"หากฝ่าบาทพาหม่อมฉันไปด้วย หม่อมฉันจะสอนให้ฝ่าบาทรู้ว่า โลกนี้มิได้ดั่งใจอย่างเราคิด"

 "คนอย่างเจ้ามาพูดจาอวดดีอะไร" เสียงเยาะเย้ยตามคาด

 

"พวกเราเกิดมาในวงศ์กษัตริย์ หาได้สูงส่งกว่าไพร่ฟ้าประชาชน หากแต่ภาระหน้าที่ หนักหนายิ่งกว่า ฝ่าบาทรู้หรือไม่เพคะว่าชีวิตพระองค์นั้นเป็นของประชาชน"

 

 "ไร้สาระ!"

 

ส่วนสูงต่างกันมากทำให้จินดาส่าหรีต้องเขย่งปลายเท้าจนนางชักเมื่อย อีกทั้งความเจ็บรอบข้อมือก็ทวีเหลือประมาณ หญิงสาวไม่ย่นย่อแสดงสีหน้าโอดครวญแม้เสี้ยววินาที

 

"หม่อมฉันจะไปกับพระองค์ มิใช่เป็นตัวแทนของเจ้าพี่บุษบา ไม่ใช่ในนามองค์ปะตาระกาหลา หรือท้าวสิงหัดส่าหรีบิดาของหม่อมฉัน แต่ไปในนามของหญิงชาวบ้านธรรมดาเพคะ"

 

"จะทรยศญาติวงศ์ตัวเองหรือไง"

 

"หม่อมฉันมิใช่หญิงใจง่าย แต่หม่อมฉันมั่นใจว่า จิตใจของฝ่าบาทมิได้คิดมุ่งมาดร้ายต่อญาติวงศ์ของหม่อมฉันโดยแท้จริง หม่อมฉันจะทำให้ฝ่าบาทรู้พระองค์เอง"

 

ดวงเนตรอ่อนละมุน เสี้ยววินาทีที่จินดาส่าหรีผู้ใจแข็งเหลือเชื่อ แสดงความอ่อนหวานผ่านสายพระเนตรโดยไม่รู้องค์ ถึงกับทำให้อีกฝ่ายชะงักงันไปครู่

 

สองสายตาประสานกันราวกับชั่งใจ เนิ่นนานเหลือเกิน นานราวกับทุกสิ่งจะสลายเป็นผุยผง หรือทุกอย่างอาจจะหลอมละลายรวมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งพิภพจบโลกา

 

ริมฝีปากก็ถูกช่วงชิงไปโดยมิอาจขัดขืน

 

สัมผัสช่างแตกต่างจากหนแรก ทั้งหนักหน่วงรุนแรง รุกล้ำเอาแต่ใจ ริมฝีปากของเขาแห้งและแตก เชยชิมรสความชุ่มชื้นหอมหวานภายใน

 

แม้แตกต่างจากคราแรกเท่าใด ส่วนลึกในจิตใจกลับร่ำร้อง สัมผัสแสนหวาน...อ่อนโยนและคุ้นเคย เชิญชวนให้ชายหนุ่มตักตวงแทบมิอาจตัดใจจากกลีบปากคู่งาม

 

จินดาส่าหรีหายใจหอบอย่างไม่ประสา ยิ่งสัมผัสยิ่งราวถูกสูบเอาดวงวิญญาณหลุดลอยไป เมื่อเขาถอนริมฝีปาก ร่างบางก็แทบทรุด ไม่อาจตีสีหน้าถือดีไม่ยี่หระได้อีกไป

 

"ยังจะปากดีได้อีกหรือไม่" เสียงสรวลดังเหนือหัว

 

หญิงสาวหน้าซีดเผือดสลับแดงก่ำ ครั้นจะกราบทูลสิ่งใดต่อไป อีกฝ่ายก็ก้มลงคลอเคลียและกัดริมฝีปากนางเอา

 

"เจ้าพูดมากจริงๆ ดูเหมือนนอกจากฆ่าทิ้งแล้ว ยังมีวิธีนี้ที่ทำให้เจ้าเงียบได้" เขายิ้มร้าย "หนแรกข้าว่าข้าจะจับเจ้าไป ให้ญาติวงศ์เจ้าตื่นตระหนกจากนั้นก็ลากศพไปทิ้งไว้เมืองดาหา แต่ข้าเปลี่ยนใจล่ะ ใคร่รู้จริงว่าเจ้าจะสอนข้าเรื่องใด มีค่าพอที่จะไม่ฆ่าเจ้าไหม"

 

เขาแกล้งรั้งเอวบางเข้าหาตัวแรงๆ ร่างทั้งคู่แนบชิด ไม่มีส่วนใดห่างกัน

 

"ส่วนจุมพิตนี้..." ชายหนุ่มแตะนิ้วบนริมฝีปากแดงช้ำ คั่นระหว่างริมฝีปากทั้งคู่ "ก็เพื่อจองตัวเจ้าไว้ อย่าได้คิดทรยศข้าเหมือนที่เจ้าทรยศบ้านเกิดตน"

 

จินดาส่าหรีแทบประคองสติไว้ไม่อยู่ ด้วยกำลังใจอันมุ่งมั่นทั้งหมด หญิงสาวพยักหน้า

 

...รู้หรือไม่เพคะ องค์วิหยาสะกำ ดวงหทัยของหม่อมฉันถูกผู้ใดจองไปแล้ว

 

หากจุมพิตหนึ่งพระองค์ใช้จองตัวหม่อมฉัน พระองค์ก็เคยใช้จุมพิตหนึ่งเพื่อจองดวงหทัยหม่อมฉัน เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

 

"หม่อมฉันจะ...ดูแลฝ่าบาทเองเพคะ"

 

ถ้อยคำสั้นๆ ไร้ความสละสลวย แต่ซึมลึกไปถึงเนื้อหัวใจ

 

พร้อมกับที่วิหยาสะกำได้รับถวายจุมพิตเบาๆ บนปราง

 

ตัวเขาไม่เคยได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากใครเลย

 

เจ้าชายพระองค์น้อยผู้สูงศักดิ์ เมื่อเรียกร้องสิ่งใดก็ต้องได้ มีชีวิตอยู่บนความสำราญเรื่อยมา แท้จริงแล้วหากเขาไม่เรียก ก็ไม่มีใครมาหา หากเขาไม่สั่ง ก็ไม่มีใครทำให้ หากเขานิ่งเงียบ เฉยชา ก็ไม่มีใครถามไถ่ห่วงใย กระทั่งพระบิดาผู้รักใคร่ตามใจเขาทุกอย่าง ก็ไม่เคยเข้าใจในจิตใจว่าเขาต้องการอะไร

 

เวลาผ่านไป ข้างในอุระมันว่างเปล่า

 

ในตอนที่ได้รับสัมผัสอันนุ่มนวลนั้น เขาก็ตัดสินใจได้ เขาจะพานางไปด้วย

 

คนตรงหน้าอาจเป็นเพียงคนเดียวที่เติมเต็มสิ่งขาดหายไปได้

 

ด้วยนิสัยเอาแต่ใจยากแก้ไข วิหยาสะกำช้อนร่างบางขึ้น เดินดุ่มไปยังช่องบัญชรอันเป็นทางเข้าออกสำหรับเขา จินดาส่าหรีเผลอเกร็งกำอกเสื้อเขา ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมหย่อนจดหมายฉบับหนึ่งทิ้งไว้เป็นดั่งสารสุดท้ายที่นางจะบอกบุพการีบังเกิดเกล้าของตนได้ ดวงเนตรน้อยเบิกไม่ยอมหลบความขวยอาย เพราะหากนางไม่มองในตอนนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นปราสาทบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีกตลอดชีวิต

 

ดูเหมือนวิหยาสะกำจะรู้ เมื่อเขาอุ้มนางขึ้นหลังม้าพร้อมตวัดกายขึ้นโอบซ้อน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ากระซิบริมใบหูด้วยน้ำเสียงคล้ายหงุดหงิดรำคาญว่า

 

"หลับเถิด หนทางยาวไกล ประเดี๋ยวข้าพาเจ้ามาเยี่ยมเยือนปะไร กระไรเลยต้องอาลัยอาวร"

 

จินดาส่าหรีหลับตาลงทันที

 

ความรักของนางช่างชั่วช้า ไม่ผิดจากคำว่า 'ทรยศ' เลย นางมิมีข้อแก้ตัว เพียงแต่วิงวอนในหทัย ขอทวยเทพทั้งหลาย โปรดรับฟังคำขอสมานุโทษของนางด้วยเถิด

 

นางไม่เคยคิดร้ายกับบ้านเกิดเมืองนอนเลย

 

เพียงแต่ความรักของนางเป็นเช่นนี้ อยากจะดูแล กล่อมเกลาสอนให้เขาเติบโตขึ้นเป็นคนดี กล่อมให้เขาไม่คิดร้ายต่อเมืองสิงหัดส่าหรีอันเป็นที่รักของนาง

 

จินดาส่าหรีผู้ฉลาดเฉลียว ยอมหน้ามืดตาบอด จำนนต่อความรัก อย่างไม่น่าให้อภัย

 

ระหว่างแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน หรือตัวเขา...เจ้าดวงใจ นางไม่อาจเลือกได้ ยอมถูกมองเป็นหญิงแพศยาไปตลอดกาลนาน นางก็ยอม

 

 

 

 

 

[จดหมายฉบับน้อย ถูกทิ้งไว้ในห้องพระธิดาอันว่างเปล่า ประลาหงันเป็นผู้พบหลังจากพระธิดาจินดาส่าหรีไม่ตอบรับคำขานหลายโมงยาม]

 

กราบทูล ท้าวสิงหัดส่าหรี ผู้เป็นที่รักยิ่ง

 

หม่อมฉันจินดาส่าหรี บุตรีของฝ่าบาทเอง หม่อมฉันไม่เคยเขียนสารถึงฝ่าบาทนานแล้ว ตั้งแต่สมัยเพิ่งอ่านออกเขียนได้ จำแม่นนักว่าพระองค์ทรงปลื้มปีติที่หม่อมฉันเขียนสารถวายถึงห้าอักษร จึงประทานผ้าชั้นดีให้หม่อมฉันถึงห้าหีบ

 

นี่คงเป็นครั้งแรกที่หม่อมฉันเขียนสารทูลลาฝ่าบาท ตั้งแต่จำความได้ หม่อมฉันไม่เคยอยู่ห่างพระองค์แม้ชั่วขณะ บัดนี้จำต้องขอลา เพราะหม่อมฉันต้องขอทูลตามจริงว่า หทัยของหม่อมฉันได้เป็นของผู้อื่นไปเสียแล้ว

 

หม่อมฉันทราบดีว่า ฝ่าบาทรักและเมตตา ปรารถนาดีต่อหม่อมฉันยิ่งกว่าหม่อมฉันจะปรารถนาดีต่อตนเอง อีกทั้งยังทราบดีว่าตนมีภาระหน้าที่ต่อบ้านเมืองอย่างใด ในกรณีหลัง หม่อมฉันขอทูลว่าในตำหนักของหม่อมฉัน มีหญิงรับใช้ผู้หนึ่งหน้าตาคล้ายคลึงหม่อมฉันมาก อีกทั้งกริยาวาจา อุปนิสัยใจคอก็ได้รับการปลูกฝังจนไม่ต่างจากลูกผู้ดีจิตใจดีงาม ต่อจากนี้ไปหญิงผู้นั้นชื่อว่า จินดาส่าหรี

 

ส่วนตัวหม่อมฉันขอละทิ้งนาม ขอเป็นดวงวิญญาณไร้ชื่อในดินแดนหลังความตาย สิ่งที่หม่อมฉันมิอาจละทิ้งไปได้คือความรักภักดีต่อฝ่าบาทและบ้านเมือง แม้ตัวหม่อมฉันจะอยู่ห่างไกล หรือสูญสลายเป็นเถ้าธุลี หม่อมฉันจะไม่ลืมช่วงเวลาล้ำค่าที่ฝ่าบาทประทานให้หม่อมฉันเลย และจะทำงานสนองพระคุณตลอดไป แม้นไม่อาจลบเลือนความผิดนี้ได้ก็ตาม

 

สิ่งแรกที่หม่อมฉันจะทำ คือกล่อมเกลาศัตรูผู้หนึ่งของวงศ์อสัญแดหวา และช่วยเยียวยาจิตใจของเขาให้มีแต่ความดีงาม ด้วยสุดความสามารถของหม่อมฉัน ขอฝ่าบาททรงโปรดรับของขวัญจากหม่อมฉันไว้ อย่าได้โกรธแค้นว่าเขาเป็นคนโฉดชั่วเลวทราม เขาเป็นเพียงเด็กน้อยๆ เปลือกนอกแข็งกร้าว ภายในเปราะบาง เท่านั้นเอง

 

หม่อมฉันมิรู้พรรณนาขอขมาฝ่าบาทอย่างไร ให้สมกับที่ควรหรือสมกับความในใจแท้จริงของหม่อมฉันเลย หม่อมฉันบอกได้เพียงว่าเสียใจเป็นอันมาก แลไม่ปรารถนาจะห่างฝ่าบาทไปไหนเลย

 

หากเลือกได้ หทัยของหม่อมฉันก็จะทูลเกล้าฯ ถวาย วางไว้แทบเบื้องยุคลบาทของฝ่าบาทด้วยความยินดี

 

แต่หม่อมฉันเป็นได้แค่หญิงแพศยา หน้ามืดตามัวหลงงมงายในความรัก ละทิ้งหัวใจของตนไปแสนนาน มิสามารถทวงกลับมาถวาย โปรดจงลืมว่ามีลูกโง่เง่าคนนี้ หากชาติหน้ามีจริง หม่อมฉันขออุทิศกายใจ แลจิตวิญญาณทั้งหมดแด่ฝ่าบาท ทดแทนพระคุณที่หม่อมฉันไม่อาจตอบแทนได้ในชาตินี้

 

หม่อมฉันในนามผู้นิรนาม ขอถวายพระพรท้าวสิงหัดส่าหรีผู้เกรียงไกรแห่งวงศ์อสัญแดหวา ขอจงทรงพระเจริญ พลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ชื่อเสียงเกียรติก้องเกริกไกรตราบนิรันดรกาล

 

The End.

____________________________________________________

จบมึนมั้ยครับ(ฮา)

คือสกิลมโนก็เงี้ย มโนเก่งอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้เรื่องซะงั้นเรา

พบกันเรื่องหน้าครับ

ผลงานอื่นๆ ของ A.pirirn

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 jrnzp03 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 12:03

    สนุกอ่ะแงงงงง้ อยากให้มีต่อจังเลยยย ฮือออออ
    #4
    0
  2. วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 18:31
    ชอบอ่าา ภาษาสวยดี ปกติชอบวรรณคดีอยู่แล้วด้วย
    #3
    0
  3. #2 ...
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 10:19
    สนุกมากกกกก
    #2
    0
  4. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 12:43
    วรรณคดีอยู่ในรูปแบบนิยาย ก็แปลกไปอีกแบบนะ 55555 สู้ๆ!
    #1
    1
    • 15 พฤศจิกายน 2558 / 13:29
      ขอบคุณครับ!
      #1-1