คัดลอกลิงก์เเล้ว

สาปศิลา

โดย ForeverRose

กรรมใดใครก่อ รักใดใครเริ่ม เพลิงแค้นใครเติม ศิลาอันธการอันเดิมจะทวงคืน!!!!!

ยอดวิวรวม

686

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


686

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 ม.ค. 59 / 20:54 น.
นิยาย һ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีค่ะทุกคน ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่า นิยายของเราเป็นแนวข้ามภพข้ามชาติ ไม่ก็ พระ-นาง ข้ามเวลามาเจอกัน อะไรทำนองนี้ อาจจะสอดแทรกเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เล็กน้อย หวังว่าผู้อ่านคงจะชอบนะคะ
 
ในส่วนของเรื่องนี้ สาปศิลา ขอแนะนำตัวละครหลักเลยละกัน ชื่อตัวละครบางชื่อขออนุญาตใช้ชื่อตัวละครจากนิยายเรื่องอื่นนะคะ รู้สึกชอบ เพราะดี ^^ (ในเรื่องมีการกล่าวถึงศิลาอันธการ ผู้อ่านอาจจะสงสัย อันธการ แปลว่า มืด ดำ หม่น ประมาณนี้ค่ะ)

ชาติปัจจุบัน
สารัตถ์ - ลูกชายคนเดียวของพลเอกวาสุเทพและคุณหญิงภาวิณี ซึ่งคุณหญิงแม่ก็ชอบไปงานประมูล และเขาเองก็ได้มีโอกาสไปงานประมูลอยู่บ่อยๆ สารัตถ์เป็นผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษสุดๆ(ตามแบบฉบับพระเอกทั่วไป อิอิ) 
ชลธรรพ์ - เพื่อนสนิทของสารัตถ์ เป็นคนอารมณ์ดี พูดเก่ง และเป็นที่ปรึกษาที่ดีของสารัตถ์
นันท์นลิน - เพื่อนร่วมงานของสารัตถ์และชลธรรพ์ ซึ่งดูเหมือนจะชอบพอกับสารัตถ์

อดีตชาติ
เจ้าศุขวงศ์ - ชายหนุ่มผู้มีเชื้อสายเป็นเจ้าทางเหนือ เข้ามารับราชการที่สยาม มีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่ด้วยเหตุจำเป็นจึงต้องแต่งงานกับหญิงอื่น
เจ้ามิ่งเมือง - คู่หมั้นของเจ้าศุขวงศ์ อ่อนหวานนุ่มนวล(ตามแบบฉบับของนางเอกอีกแหละ อิอิ) ชีวิตน่าสงสาร ต้องจากบ้านจากเมืองมาอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ที่ของตนเอง แถมถูกกลั่นแกล้งสารพัด แต่เพื่อชายที่ตนรักจึงยอมทนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต..
เจ้าเอื้องทิพย์ - น้องสาวของเจ้ามิ่งเมือง หญิงกล้าหญิงแกร่ง เป็นองครักษ์พิทักษ์พี่สาว คอยช่วยเหลือและเป็นปากเป็นเสียงให้มิ่งเมืองในทุกๆเรื่อง
รำเพย - ลูกสาวคนเล็กของพระยาสีหนาถ งามอย่างไทย เพียบพร้อมทุกอย่างยกเว้นเรื่องความรัก รักเขาแต่เขาไม่รัก TT ถึงอย่างไรรำเพยคนนี้ก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อศุขวงศ์

เอาล่ะค่ะ ตัวละครหลักก็มีเท่านี้แหละ ถ้าอ่านแล้ว ชอบหรือไม่ชอบ หรือ มีข้อผิดพลาดประการใดต้อง ขออภัย ด้วยนะคะ สุดท้ายนี้ก็ สามารถติชมได้ตามสบายค่ะ ^^" ปล. อ่านจบแล้ว #ทีมมิ่งเมือง หรือ #ทีมรำเพย บอกได้ค่ะ อาจจะแต่ง Special Part ด้วย 55555555

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ม.ค. 59 / 20:54


                               ก้อนศิลาจากพิสุทธิ์ดุจเศวต                       ด้วยเป็นเหตุแห่งเคราะห์ร้ายให้โศกศัลย์

          จากขาวพรายกลายก้อนนิลบรรลัยกัลป์                      สาปศิลาตราตรึงนั้นให้มืดมน

          ใครก็ตามได้ครอบครองต้องประสงค์                         มนตราส่งคงคาถาพาสับสน

           กลับอดีตหวนคืนไปในบัดดล                                    สาปศิลาอาถรรพ์กลมนต์อันธการ

               แสงแดดยามรุ่งอรุณส่องผ่านม่านบางๆกระทบเปลือกตาแทนเสียงนาฬิกาปลุก ร่างใหญ่ที่ลุกจากเตียงอย่างว่าง่ายไร้ท่าทางงัวเงีย กิจวัตรยามเช้าของชายหนุ่มร่างใหญ่สูงโปร่งผู้นี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกเสียจากใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัวไม่เกินยี่สิบนาที ด้วยร่างที่สวมชุดเครื่องแบบข้าราชการทหารนี้คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องจัดการเวลาให้ตรงตามระเบียบ

              “สารัตถ์”  เสียงทุ้มใหญ่ของพลเอกวาสุเทพผู้เป็นพ่อเรียกชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนามสารัตถ์

              “ครับคุณพ่อร่างสูงโปร่งตอบรับพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ สาวใช้เสิร์ฟกาแฟและอาหารเช้า

              “เย็นนี้ว่างหรือเปล่า พ่อว่าจะให้ลูกไปงานประมูลของโบราณให้แม่เขาหน่อย

              “อ้าว คุณแม่ไม่ไปเองเหรอครับงานนี้

             “แม่เขาคงกลับจากเชียงใหม่ไม่ทัน น่าจะถึงนี่สักประมาณสามทุ่มได้

             “แล้วงานเริ่มกี่โมงครับ

             “ทุ่มตรง รายละเอียดอยู่ในนี้การ์ดงานประมูลถูกส่งมาถึงมือสารัตถ์พร้อมกับมืออีกข้างที่ยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ

             “ไม่มีปัญหาครับคุณพ่อ ผมเองก็เคยไปงานประมูลแทนคุณแม่บ่อยๆ ครั้งนี้ไม่ต้องห่วงครับเสียงนุ่มบวกกับท่าทางสุขุมแต่บ่งบอกถึงความมั่นใจ

             “งั้นก็ตกลงตามนี้ละกันนะร่างสูงท้วมของวาสุเทพลุกไป ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วหันกลับมา

             “อ้อ พ่อลืมบอก ของชิ้นนี้น่ะ เป็นสร้อยโบราณ ชื่อว่า ศิลาอันธการ


              บรรยากาศของการประมูลครั้งนี้ดูเหมือนมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะการตกแต่งของงานเป็นแนววินเทจ ดูโบราณให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของงาน สารัตถ์นั่งพิจารณามองดูรอบๆ ผู้คนทั้งหลายต่างยกมือประชันมูลค่าของสิ่งของที่ต้องการ ผู้คนที่อยู่ในที่นี้จะเป็นผู้ประเมินค่าให้กับสิ่งของนั้นๆ

              “มาถึงของสำคัญชิ้นสุดท้ายของงานนะครับ สร้อยโบราณ ภายใต้ชื่อ ศิลาอันธการศิลาอันธการ! ชื่อนี้.... สร้อยเส้นนี้ จุดเด่นอยู่ที่จี้ ทำจากพลอยนิลกาฬขนาดใหญ่กว่าหัวนิ้วโป้งโดยประมาณ ล้อมด้วยทองคำขาวที่หล่อเป็นรูปร่างใบไม้สลักแบบไทย

              “โอ้โห นอกจากของชิ้นนี้จะสวยงามแล้ว คนถือออกมาโชว์ก็สวยเหมือนกันนะเนี่ย รู้สึกคิดถูกแฮะที่มากับแกวันนี้เสียงของชลธรรพ์ปลุกให้สารัตถ์หันไปเพ่งมองที่ผู้ที่เดินถือศิลาอันธการออกมา หญิงร่างบาง สูงพอประมาณ ผมดำขลับกับใบหน้านวลนั้น ช่างลับกันกับของที่อยู่ในมือเธอเหลือเกิน แต่ทว่าสายตาของเธอผู้นี้กำลังจ้องมาที่เขา ริมฝีปากของเธอเหยียดยิ้มอย่างงดงามหยดย้อย เธอกำลังยิ้มให้เขา ใช่ เธอมองมาที่เขา!

             ‘ท่านจะต้องชดใช้ให้ข้า ข้าขอสาป สาปให้สร้อยศิลานี้อันธการ ให้มันอันธการไปพร้อมกับร่างของข้าให้มันมืดมนเหมือนกับกรรมที่จะตามสนองพวกท่าน!

             เสียงนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหู กับภาพของหญิงสาวผู้นั้นยังคงติดตาสารัตถ์ ร่างใหญ่ที่เดินถือกล่องสีดำเดินไปที่รถอย่างเหม่อลอยราวกับไร้วิญญาณพร้อมทั้งค่อยๆเปิดประตูรถเข้าไปนั่งตำแหน่งคนขับ ตามด้วยอีกร่างหนึ่งที่เปิดประตูอีกฝั่ง

            “ไอ้ชล ฉันรู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนั้นมาก คนที่ถือศิลาอันธการออกมาประโยคแรกของการสนทนาที่สารัตถ์เอ่ยออกมาหลังจากจบการประมูล

             “เออ ฉันก็นึกว่าแกจะไม่เปิดปากพูดอะไรสักคำซะแล้ว นี่แกเป็นอะไรวะ ตั้งแต่มาถึงก็ดูเหม่อๆ คิดอะไรของแกอยู่ชลธรรพ์มองหน้าสารัตถ์ด้วยความแปลกใจ

             “ไม่รู้ แต่มันรู้สึกแปลกๆ ฉันแค่รู้สึกถูกชะตากับของชิ้นนี้

             “และผู้หญิงคนนั้น... ใช่ไหมคำถามของชลธรรพ์ถึงกับทำให้สารัตถ์พูดไม่ออก จะว่าอย่างก็ใช่อยู่หรอก เขารู้สึกถูกชะตาทั้ง ของและ คน

             

              หลังจากได้ของที่ประมูลมา ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลใจให้คุณหญิงภาวิณีผู้เป็นแม่มอบให้เขา ศิลาอันธการนี้ เขาก็ถูกชะตาจริงๆนั่นแหละ

              นั่งคิดอะไรอยู่คะคุณสารัตถ์นันท์นลินเอ่ยทักทายเขาด้วยความนุ่มนวล

              คิดว่าเย็นนี้จะไปไหนดียิ้มน้อยๆที่มุมปากของสารัตถ์ ทำให้นันท์นลินอดยิ้มตามไม่ได้

              “งั้น... ไปทานข้าวกัน ดีไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยปากชวน

              ดีสิครับ ร้านเดิมที่คุณบอกว่าชอบ โอเคมั้ยนันท์นลินยิ้มรับแทนคำตอบ อย่างน้อยเขาก็ไม่ปฏิเสธเธอแหละคราวนี้

              นั่นอะไรคะหญิงสาวเอ่ยถามถึงสิ่งที่อยู่ในมือเขา ศิลาอันธการ สร้อยโบราณที่เขาเพิ่งไปประมูลมาถูกส่งไปยังมือของนันท์นลิน ทันทีที่หญิงสาวได้สัมผัสก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบรัดทั้งตัว 

              สร้อยเส้นนั้น ที่เป็นพลอยมุกดา ถือเป็นคำขอโทษจากพี่แล้วกัน หวังว่ารำเพยคงชอบ’ เสียงนี้... แว่วอยู่ในหูของนันท์นลินราวกับว่ามีใครกระตุ้นให้เธอได้ยิน ภาพนั้นเลือนลาง คลับคล้ายคลับคลา... ทั้งที่คุ้นๆกับสร้อยเส้นนี้ แต่กลับรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย ยังไม่ทันได้พิจารณาอะไร หญิงสาวจึงรีบส่งคืนให้สารัตถ์

               สวยดีค่ะ อ้อ ฉันว่าฉันกลับก่อนดีกว่า ถ้าไง หนึ่งทุ่มเจอกันนะคะนันท์นลินกล่าวพร้อมกับลุกออกไป สารัตถ์พยักหน้ารับ แปลกจริง ทำไมถึงมีลางสังหรณ์แปลกๆก็ไม่รู้

               ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกและค่อยๆปิดลง บรรยายกาศเงียบ ร่างใหญ่ของสารัตถ์เดินผ่านโซฟาโดยมิทันสังเกตว่ามีใครนั่งอยู่ จนคุณหญิงภาวิณี ผู้เป็นแม่ต้องเอ่ยปากทักทายเขาก่อน

              เป็นไงบ้างรัตถ์ สร้อยประมูลที่แม่ยกให้ ชอบไหม

              “อ้อ ชอบครับคุณแม่ เมื่อกี้ผมไม่ทันสังเกตเลยไม่ทันได้ทักทาย

              “เอาเถอะๆ ไปอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนให้สบาย ว่าแต่ เย็นนี้จะออกไปไหนหรือเปล่าลูก

              “เย็นนี้ผมมีนัดทานข้าวกับคุณนันท์นลินครับคำตอบของสารัตถ์ทำให้คุณหญิงภาวิณียิ้มกริ่ม

              “มีนัดกับหนูนันท์นี่เอง เอ่อ แม่ว่านะ สร้อยที่ประมูลมาก็สวยดีออก ลูกจะยกให้หนูนันท์ก็ได้นะ

              “ได้ไงล่ะครับคุณแม่ ของชิ้นนี้เดิมทีก็ของคุณแม่ ผมแค่ทำหน้าที่ไปประมูลให้ มูลค่าก็ไม่ใช่น้อยๆ...

              “ทำไมจะไม่ได้ล่ะถ้าลูกชอบเขาคำพูดที่แฝงการหยั่งเชิงนี้ทำให้สารัตถ์เงียบไปหลายวินาที ก็อย่างว่าแหละ เขาเองก็รู้สึกดีกับนันท์นลิน แต่ถึงกับ ชอบ หรือไม่นั้น เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ คุณหญิงภาวิณีจ้องมองลูกชายของตนอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ

                “แม่ก็แค่แนะนำเฉยๆ แต่ถ้าหากลูกอยากคบหาจริงใจกับเขา ถ้าจะมอบให้ ก็ถือว่าเป็นของหมั้นหมายก็ได้คำแนะนำของผู้เป็นแม่ทำให้สารัตถ์ได้แต่ยิ้มรับ ร่างใหญ่นั้นค่อยๆตรงดิ่งขึ้นบันไดไป แต่สมองของเขากลับคิด คิด... ทำไมเขาถึงมีลางสังหรณ์ ราวกับว่า สร้อยศิลาอันธการนี้ เขาควรจะมอบให้นันท์นลินจริงๆ เขารู้สึกเหมือนกับว่า เขาเคยมอบให้เธอไปแล้วยังไงยังงั้น... แต่ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ ชลธรรพ์ โทรเข้ามา

               ว่าไงไอ้ชล

               “ฉันมีข่าวจะบอก คำพูดของชลธรรพ์ทำให้สารัตถ์รู้สึกไม่สบายใจทันที

         

        

               หลังจากได้ข่าวจากชลธรรพ์ว่านันท์นลินถูกรถชน สารัตถ์รีบบึ่งไปที่โรงพยาบาล แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่เป็นใจ รถติดแยกไฟแดงนี้นานเหลือเกิน ทำไมต้องเกิดเหตุร้ายกับคนที่เขานัดไว้เย็นนี้ด้วย สายตาของสารัตถ์เหลือบไปมองกล่องสีดำที่วางอยู่ข้างๆเบรคมือ มือใหญ่นั้นค่อยๆหยิบกล่องสีดำขึ้นมาเปิด มนต์เสน่ห์อย่างลึกลับของพลอยนิลกาฬที่อยู่ในมือเขา วินาทีของสัญญาณจราจรไฟแดงที่ค่อยๆหมดลง สาม.. สอง.. หนึ่ง..

              ‘กลับมากับข้า...เสียงกระซิบแผ่วๆที่ดังกังวานอยู่ในหัวเขา มิอาจทำให้เขาได้ยินเสียงแตรที่บีบรัวสนั่นบนถนนสายนี้ ร่างหนึ่งเดินมาที่ข้างๆรถเขาแล้วเคาะกระจก

              “คุณครับ คุณ ขยับรถหน่อยเร็ว เฮ้ย!ผู้มาเยือนถึงกับต้องตกใจกับร่างของสารัตถ์ที่ค่อยๆอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อต่อตา

๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ ร.ศ.๑๒๒

             บางทีข้าก็นึกสงสารเจ้าน้อยนะจัน เจ้าน่ะมาจากทางเหนือ เมืองเชียงคำโน่น ต้องมารับราชการเป็นขุนนางสยาม เจ้าน้อยเป็นคนดีแต่ดันมีเสี้ยนหนามอย่างพระยาไชยเดช ดีที่ท่านเจ้าคุณของเราช่วยไว้ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ดันเป็นเงื่อนไขทวงบุญคุณให้แต่งงานกับลูกสาวท่านเจ้าคุณอย่างคุณรำเพย

             “จะทำกระไรได้ล่ะอีจวงเอ้ย ท่านเจ้าคุณเรามีลูกสาวสามคน คุณรำไพกับคุณรำพึงก็ออกเรือนไปแล้ว เหลือแต่คุณรำเพย ท่านเจ้าคุณท่านก็คงเห็นว่าเหมาะสมกันเลยอยากได้เจ้าน้อยมาเป็นลูกเขย

              “จวง จัน มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้เล่าเสียงทักทายจากบุคคลที่สามทำให้นางทาสสองคนถึงกับสะดุ้ง ใบหน้านวลผ่องแบบไทยๆกับผ้าห่มม่วงอ่อนนุ่งเขียวตามแบบฉบับนุ่งห่มสีตามวันของชาววัง                                

              “ปละ ปละ เปล่าเจ้าค่ะคุณรำเพย ว่าแต่คุณรำเพยมีอันใดให้บ่าวรับใช้เจ้าคะจวงรีบปฏิเสธพร้อมถามอย่างประจบเอาใจ

              “ไม่มีดอกจวง ว่าแต่เจ้าคุณพ่อปรึกษาหารือกับใครอยู่หรือทันใดนั้น บานประตูที่สองบ่าวรับใช้นั่งอยู่ก็เปิดออกทันควัน พร้อมกับเสียงทุ้มใหญ่ของพระยาสีหนาถ

              “ปรึกษาหารือว่าจะให้ลูก รำเพย ให้ลูกออกเรือนกับเจ้าน้อย เจ้าศุขวงศ์คำตอบชัดเจนจากปากผู้เป็นพ่อถึงกับทำให้รำเพยตกใจ ควรจะดีใจหรือไม่ จริงอยู่ รำเพยชอบศุขวงศ์ แต่ศุขวงศ์หาได้ชอบรำเพยไม่ การแต่งงานครั้งนี้ ย่อมไม่ได้เกิดจากความเต็มใจเป็นแน่ เขาให้เกียรติเธอมาก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูด เขาไม่เคยทำให้เธอเสื่อมเสียแม้แต่น้อย มันอาจจะเป็นความเกรงใจและให้เกียรติ หากแต่มันคือคำว่า ไม่รักต่างหากเล่า เขาจึงไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายผม

๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๖ ร.ศ.๑๒๒

             “กระผมขอพามิ่งเมืองเข้ามาอยู่ด้วยขอรับท่านเจ้าคุณน้ำเสียงเด็ดขาดจากศุขวงศ์ เขาควรจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ถึงอย่างไรเสีย การแต่งงานระหว่างเขากับรำเพยนั้นเป็นความจำเป็น ในเมื่อเขาเองก็ยอมตกลงแล้ว ฉะนั้นเรื่องนี้เขาก็ควรมีสิทธิ์ร้องขอเช่นกัน

             “ในฐานะอะไรเจ้าน้อยพระยาสีหนาถถามด้วยความไม่พอใจ เจ้ามิ่งเมืองคนนี้ เป็นอุปสรรคขัดความสุขของรำเพย การขอเช่นนี้ หยามหน้ากันชัดๆเจ้าศุขวงศ์!

             “ภรรยาเอกขอรับ เราเคยหมั้นหมายกันมาก่อน ตามธรรมเนียม จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ส่วนคุณรำเพย กระผมรับไว้เป็นภรรยาอีกคนด้วยสำนึกในบุญคุณของท่านขอรับ

๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ร.ศ.๑๒๒

             สร้อยเส้นนั้น ที่เป็นพลอยมุกดา ถือเป็นคำขอโทษจากพี่แล้วกัน หวังว่ารำเพยคงชอบรำเพยเงียบไปชั่วขณะ สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่สบายใจ ถ้าบอกว่าทำหาย... ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ จัน บ่าวรับใช้จึงรีบเสนอหน้าบอก

             “บ่าวขอบังอาจที่ต้องบอกว่า มีคนเอาสร้อยเส้นนั้นไปเจ้าค่ะ

             “ใคร

             “เจ้ามิ่งเมืองเจ้าค่ะ

๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ร.ศ.๑๒๒

             “ข้าเจ้าอุตส่าห์นับถือเจ้าในฐานะพี่เขย เหตุใดจึงไม่เชื่อมิ่งเมือง ข้าเจ้าขอเป็นพยาน พี่สาวของข้าเจ้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือคิดร้ายกับคุณรำเพยเลยแม้แต่น้อย และสร้อยเศวตมุกดาเส้นนี้ ข้าเจ้าก็ไม่เคยเห็นในห้องของมิ่งเมืองเอื้องทิพย์เอ่ยปากปกป้องพี่สาว

             “เจ้าเอื้องทิพย์จะเข้าข้างเจ้ามิ่งเมืองก็ไม่แปลก พี่น้องกัน อย่างไรเสียก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา ผิดถูกอย่างไรอย่าสนเลยเจ้าค่ะคุณท่าน บ่าวว่าเรากลับกันดีกว่าจัน บ่าวรับใช้รีบบอกผู้เป็นนาย

              “ไม่กลับ มิ่งเมือง ขอโทษคุณรำเพยเดี๋ยวนี้คำสั่งจากศุขวงศ์ ทำให้มิ่งเมืองรู้สึกเสียใจมาก ทำไมเขาถึงไม่เชื่อใจเธอ เรื่องแค่นี้ แค่สร้อยเส้นเดียว ในขณะที่มิ่งเมืองกำลังก้าวเท้าไป เอื้องทิพย์กระตุกแขนเธอเป็นการรั้งไว้ ทว่า คำขอโทษ คือทางออกที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ

ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ร.ศ.๑๒๒

              สีแดงข้นบ่งบอกว่าเป็นโลหิต ค่อยๆไหลออกจากปากของมิ่งเมือง มือกุมที่หน้าอก บีบแน่นด้วยความเจ็บปวด ร่างของเอื้องทิพย์ที่นอนสลบอยู่ข้างๆมิ่งเมือง ไร้องครักษ์อารักขาอย่างเอื้องทิพย์ มิ่งเมืองก็เหมือนไร้แขนไร้ขาไปโดยปริยาย

             “คุณรำเพย...เสียงเรียกแผ่วๆจากมิ่งเมือง พร้อมกับสายตาที่มองรำเพยอย่างคาดไม่ถึง

             “ข้าไม่ได้ทำ เจ้ามิ่งเมือง เลือดของเจ้า เลือด!รำเพยตกใจ หน้าซีดเผือดพอๆกับใบหน้าของมิ่งเมือง มือไม้สั่น ทำไมถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แล้วทำไมเจ้าเอื้องทิพย์ถึงได้สลบไร้สติอยู่บนพื้นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่

              “รำเพย ทำอะไรน่ะศุขวงศ์โผล่พรวดเข้ามาด้วยความตกใจ

              “มิ่งเมือง! มิ่งเมือง ทำไม ทำไมเลือดออกเยี่ยงนี้ มิ่งเมืองท่าทางลุกลี้ลุกลนของศุขวงศ์ ค่อยๆประคองร่างของมิ่งเมืองมาพยุงไว้กับตัว

              “ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมใจดำเช่นนี้ รำเพย!” ศุขวงศ์ขึ้นเสียงใส่รำเพยอย่างไม่เคยทำมาก่อน

              “รำเพยไม่ได้ทำ รำเพยไม่เคยคิดโกรธเคืองอันใดกับเจ้ามิ่งเมืองเลย แม้แต่เรื่องสร้อยเศวตมุกดาเส้นนั้น รำเพยไม่เคยติดใจ รำเพยไม่ได้ทำ ได้ยินไหมว่ารำเพยไม่ได้ทำ!” วาจาที่กล่าวปฏิเสธการกล่าวหาของรำเพยล้วนออกมาจากใจ ถึงรำเพยจะไม่ค่อยชอบมิ่งเมือง แต่รำเพยก็ไม่เคยคิดแค้นมิ่งเมืองเลยแม้แต่น้อย เพื่อความสบายใจของศุขวงศ์ แม้จะต้องเป็นรองมิ่งเมือง... ก็ยอม

              “มิ่งเมือง พี่ขอโทษ..คำขอโทษที่ออกจากปากของชายหนุ่มผู้ที่เธอรักที่สุด แต่บัดนี้ หัวใจของมิ่งเมืองมันแตกสลายไปแล้ว หมดไปพร้อมกับความเชื่อใจ รักก็รัก แต่แค้นสิมากกว่า ผิดด้วยหรือที่เธอเป็นคู่หมั้นของศุขวงศ์มาก่อน ผิดด้วยหรือที่เธอลงมาจากเชียงใหม่เพราะอยากมาเยี่ยมเยียนศุขวงศ์ ผิดด้วยหรือที่เอื้องทิพย์บอกข่าวว่าศุขวงศ์แต่งงานแล้ว ผิดด้วยหรือที่เธอยอมตกลงกับคำขอที่ศุขวงศ์พาเธอเข้ามาอยู่ด้วย ผิดด้วยหรือที่เธอยอมถูกกล่าวว่าแย่งชิงสร้อยเศวตมุกดาเส้นนั้นมาจากรำเพยโดยไม่โต้เถียงใดๆ มันผิด... ผิดที่คนในเรือนนี้เห็นเธอเป็นมารขัดขวางศุขวงศ์กับรำเพยต่างหากเล่า!   เจ้าพี่ รำเพย ใครก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุขอีก

               “สร้อยมุกดาเส้นนี้ใช่ไหมที่มันเป็นปัญหามากนักเสียงแผ่วๆแต่น้ำเสียงแห่งความแค้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับสร้อยประดับพลอยสีขาวบริสุทธิ์ที่อยู่ในมือของมิ่งเมือง มือนั้นค่อยๆชูขึ้นมาด้วยความอ่อนแรง คำพูดสุดท้ายที่เอื้อนเอ่ยกับเลือดที่กระอักออกมา

               “ท่านจะต้องชดใช้ให้ข้า ข้าขอสาป สาปให้สร้อยศิลานี้อันธการ ให้มันอันธการไปพร้อมกับร่างของข้า ให้มันมืดมนเหมือนกับกรรมที่จะตามสนองพวกท่าน!ทันใดนั้น พลอยมุกดาที่ประดับอยู่บนสร้อยเงินนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำเช่นพลอยนิลกาฬทันที พร้อมกับร่างของมิ่งเมืองที่จมกองเลือดอย่างไร้ลมหายใจ


                ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ร่างใหญ่บนเตียงที่เต็มไปด้วยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือค่อยๆลืมตาขึ้น ทำไมร่างของเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ที่โรงพยาบาล เขาอาจจะหลับในจนเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ สารัตถ์พยายามจะพูดแต่กลับไม่มีเสียงออกมาจากลำคอเลยแม้แต่นิด สมองของเขาค่อยๆประมวลผลอย่างช้าๆ เหตุการณ์ต่างๆที่เขาเพิ่งไปรับรู้มา อัดแน่นอยู่ในความทรงจำของเขา รำเพย มิ่งเมือง เอื้องทิพย์ แล้วไหนจะศุขวงศ์ ชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนเขาไม่มีผิดที่เขาฝันเห็นนั่นล่ะ นั่นคืออดีตชาติของเขาอย่างนั้นใช่ไหม คำถามมากมายประดังประดาถาโถมเข้ามาในหัวของสารัตถ์ แม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาราวกับว่าฝันไป อาจจะฝันไม่นาน แต่ในใจของเขากลับรู้สึกเจ็บปวด มือข้างหนึ่งกุมขมับ มืออีกข้างที่สะดุดกับบางสิ่งที่เขานอนทับ ศิลาอันธการ ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงสาวที่เกล้าผมปักปิ่นเงินและแต่งกายเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าซิ่นกรอมเท้าแบบล้านนา ใบหน้าละม้ายคล้ายกับหญิงสาวที่ถือศิลาอันธการในงานประมูลนั้นยืนอยู่ตรงปลายเตียง แค่ได้เห็นก็ทำให้สารัตถ์รู้สึกแปลบๆที่ใจ

                “เจ้าพี่จำได้แล้วใช่ไหมเจ้าหญิงสาวที่ค่อยๆเดินมาอยู่ข้างๆเตียง มิ่งเมือง ใช่แล้ว เขาจำได้แล้ว เขาระลึกชาติได้ ความทรงจำทั้งหมดกลับมา หากเขาคือศุขวงศ์ นันท์นลินที่ถูกรถชนนอนพักอยู่ที่ห้องไอซียูก็คงเป็นรำเพย

                หลังจากที่ข้าเจ้าตาย เจ้าพี่ก็มีความสุขกับคุณรำเพยใช่หรือไม่คำถามที่เขาไม่สามารถตอบเปล่งเสียงตอบ เขาตอบได้เพียงในใจ ไม่ ไม่เลย เขาไม่เคยมีความสุข เขาในอดีตชาติ ศุขวงศ์ ไม่เคยลืมว่าการสูญเสียเป็นเช่นไร และรำเพยก็อยู่กับความรู้สึกผิดทั้งชีวิต เพราะคนที่วางยาพิษมิ่งเมืองไม่ใช่รำเพย แต่เป็นพระยาสีหนาถ ผู้เป็นพ่อของรำเพยต่างหาก ท่านอยากให้ลูกสาวของตนมีความสุข ก่อนที่พระยาสีหนาถจะสิ้นชีวิต ท่านได้สารภาพกับศุขวงศ์ หลังจากที่มิ่งเมืองจากไปก็ไม่มีใครได้ตายดีสักคนตามคำสาปแช่งของเธอ แม้แต่เอื้องทิพย์ก็ตรอมใจตายอย่างทรมาน นี่คือความจริงทั้งหมด เขาอยากให้มิ่งเมืองได้ยินสิ่งที่เขาพูดในใจ สารัตถ์ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ภาวนาให้เธอได้ยิน น้ำตาแห่งความเจ็บปวดจู่ๆก็ไหลออกมา

                ที่เจ้าพี่พูดในใจนั้นเป็นความจริงทั้งหมดหรือสารัตถ์พยักหน้าตอบเบาๆ หากว่านี่คือความจริง สิ่งที่มิ่งเมืองคิดไว้ทั้งหมดนั้นผิดมหันต์ วิญญาณของเธอถูกปลุกขึ้นก็ต่อเมื่อศิลาอันธการนั้นถูกส่งจากมือหนึ่งไปถึงมือหนึ่ง เธอตามหาศุขวงศ์และรำเพยที่มาเกิดใหม่ เธออยากจะพาทั้งสองกลับไปยังอดีตชาติ กลับไปเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้น จนทำให้ไม่เป็นอันทำอะไร รู้สึกผิดไปตลอดชีวิต แต่เธอคิดผิด ในชาติที่แล้ว ทั้งศุขวงศ์และรำเพยก็รู้สึกผิดมากเกินพอกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วในชาตินี้ เธอยังจะทำให้พวกเขาจมปลักกับอดีตที่ไม่มีทางแก้ไขงั้นหรือ

                 อ.. โห..สิ...กรรม.. เถอะ... นะเสียบแหบพร่าของสารัตถ์ทำให้น้ำใสๆเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของมิ่งเมือง ความทุกข์ทั้งหมดเราทุกคนล้วนได้รับกันอย่างสาสมแล้ว เธอควรจะหยุดเพียงเท่านี้ มือของสารัตถ์พยายามคว้ามือบางๆของมิ่งเมือง ติ๊ด...... ติ๊ด...... ติ๊ด..... ตี๊ดดดดดดด...... เสียงสัญญาณจากเครื่องวัดชีพจรอัตราการเต้นของหัวใจหยุดลงพร้อมกับร่างของมิ่งเมืองที่หายไป


               ใบไม้ร่วงหล่นโรยราเกลื่อนกลาดเต็มลาน ลมพัดเอาใบไม้เหล่านั้นปลิวไปทั่ว ใบหนึ่งตกอยู่ตรงหน้าของผู้ที่อยู่ในชายผ้าเหลือง ชลธรรพ์เดินเข้ามานั่งพร้อมยกมือไหว้

                นมัสการหลวงพี่ เรียกหลวงพี่ละกัน

                “ตามสบายร่างของสารัตถ์ที่บัดนี้อยู่ในจีวร อิริยาบถสำรวมตามแบบอริยสงฆ์ ท่าทางที่สงบนี้ ทำให้ชลธรรพ์ต้องเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาก่อน

                นึกถึงวันนั้นแล้วยังใจหายอยู่เลย ไอ่เราก็นึกว่าหลวงพี่จะไม่รอดซะแล้ว หมอก็ช่วยปั๊มหัวใจอยู่นาน

               “อาตมาก็ไม่คิดว่าจะรอดมาได้หรอก แต่พอฟื้นขึ้นมาก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จากเหตุการณ์ในวันนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองรอดมาได้อย่างไร รู้แต่เพียงว่า เขาอยากออกบวช บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเธอ มิ่งเมือง

                แล้วนี่หลวงพี่จะบวชจนถึงตอนไหนล่ะ จะสามเดือนแล้ว นี่กะจะไม่สึกเลยหรือเปล่าเนี่ย

                “สิ้นเดือนก็คงสึก

                “พอดีแหละ คุณนันท์นลินไปพักฟื้นที่อังกฤษ เห็นว่าจะกลับมาสิ้นเดือนนี้เหมือนกันคำบอกเล่าของชลธรรพ์ ทำให้สารัตถ์ยิ้มเล็กน้อย แต่นั่นไม่เท่ากับการที่ได้เห็นเงาของหญิงสาวผู้นั้น ใบหน้านวลผ่องลับกันกับผมที่เกล้าด้วยปิ่นเงิน ร่างบางๆที่สวมเสื้อแขนยาวบางกับนุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้าตามแบบฉบับชุดล้านนาอย่างคุ้นเคย ค่อยๆนั่งลงก้มลงกราบผู้ที่อยู่ในชายผ้าเหลืองอย่างสารัตถ์ อโหสิกรรม คือ สิ่งที่ดีที่สุด มิ่งเมืองยิ้มตอบ ในที่สุด บ่วงกรรมนี้ก็จบเสียที ร่างของมิ่งเมืองก็ค่อยๆเลือนหายไป พร้อมกับศิลาอันธการที่อยู่ในมือของสารัตถ์นั้นค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นสีขาวดุจมุกดาดังเดิม

                            จากศิลาที่ถูกสาปก็แปรเปลี่ยน                         ดั่งเปลวเทียนที่เกือบดับกลับไสว

        จากบ่วงกรรมที่คั่งแค้นอยู่ในใจ                                           ก็หมดไปพร้อมกับมนต์อันธการ

        จากเรื่องราวที่พลาดพลั้งกระทำผิด                                      ขอจดจำน้อมนำจิตอธิษฐาน

        จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันวาน                                           ลิขิตผ่านศิลานี้มิลืมเลือน

ผลงานอื่นๆ ของ ForeverRose

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 9 มกราคม 2559 / 21:31
    แปะไว้ก่อนนะครัช
    #1
    1
    • #1-1 alicellar
      9 มกราคม 2559 / 22:04
      รู้เลยว่าใคร 5555555
      #1-1