มือปราบเจ้าหัวใจ

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,744
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ส.ค. 60


E-book

มือปราบเจ้าหัวใจ
อัคนี
www.mebmarket.com
ร้อยตำรวจเอกคณินทร์ เวโรจน์นายตำรวจหนุ่มหล่อจากหน่วยป.ป.ส.ผู้มีฝีมือแฮกเกอร์ระดับโลกได้รับมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาคนร้ายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งงานในหน้าที่เขาไม่เคยหวั่นแต่จะทำอย่างไรดีกับมินตรา...สาวแว่นจอมโก๊ะที่ดันสะกิดสะเกาหัวใจเขาให้อยากได้ตัวเธอขึ้นมาตงิด ๆคณินทร์คงจะไม่คิดหนัก ถ้ามินตราไม่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเมื่อต้องเลือกระหว่างภารกิจหลักกับภารกิจรัก เขาจะเลือกสิ่งไหนมันจะเป็นไปได้หรือไม่หากภารกิจทั้งสองจะเดินหน้าไปพร้อมกัน



            ตีสามสิบนาทีท้องฟ้าในคืนเดือนมืดไร้แสงจันทร์เห็นแต่ดาวดวงเล็กพยายามกะพริบแสงแข่งกับแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าริมทางหรือจากป้ายโฆษณาทำให้คืนแรมสว่างกว่าควรเป็น แต่เวลาอย่างนี้ก็สงัดพอให้บ้านแทบทุกหลังในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งดูเหมือนไม่มีผู้คนเพราะต่างนอนหลับพักผ่อน บางคนอาจฝันไปไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วไม่เหมือนชายหนุ่มร่างสูงที่เดินท่อม ๆ มาหยุดอยู่หน้ารั้วบ้าน จ้องมองป้ายโลหะสีเงินตัดเป็นภาษาอังกฤษคำว่า Weroj นิ่งอยู่อึดใจก่อนค่อย ๆ ไขกุญแจผ่านเข้าด้านในอย่างสะดวกพ้นจากสายตาผู้คน

                แสงนวลของดวงไฟรอบศาลพระภูมิตรงมุมสุดสนามหญ้าเรืองรองอยู่ในความมืด ชายหนุ่มยกมือไหว้ สาวเท้าต่อเข้าไปหยุดหน้าประตูบ้าน ใช้กุญแจอีกดอกไขเปิด นอกจากไฟด้านนอก ข้างในนี้ยังมีไฟบริเวณบันไดพอให้มองเห็นเพียงดวงเดียว ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือกดหมายเลข ไม่นานเสียงโทรศัพท์ภายในบ้านก็ดังขึ้น

                ในความเงียบชายหนุ่มผู้บุกรุกได้ยินเสียงเปิดปิดประตูเบา ๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าจากด้านบนลงมาตามบันได เสียงนั้นค่อนข้างถี่เมื่อโทรศัพท์ยังคงดังไม่หยุดทำให้เจ้าตัวถึงกับวิ่งกึ่งเดินมาจนถึงเคาน์เตอร์ใกล้ตู้โชว์ตรงมายังโทรศัพท์ ทว่ายังไม่ทันรับสายเพราะเสียงกรีดร้องของมันเงียบลงฝ่ายนั้นก็ร้องออกมาพร้อมกับคว้าไม้เบสบอลเสียบอยู่ในกล่องทรงกลมใกล้ตัวเหวี่ยงใส่เป้าหมายกะให้ถูกกึ่งกลางศีรษะ

“มึงเป็นใคร เข้ามาในบ้านกูทำไม” คุณากรคำรามถามเสียงเคร่งไปพร้อมเหวี่ยงไม้เบสบอลเพื่อหวดฝ่ายตรงข้าม

คนแปลกหน้ากระชับมือเข้ากับปืนพกสีดำมะเมื่อมตามสัญชาตญาณแล้วนึกได้ว่าสัญชาตญาณระวังตัวของตัวเองอาจจะเร็วเกินไปจนทำให้กระสุนในแม็กกาซีนปืนเซมิออโตอย่างที่คนทั่วไปเรียกปืนออโตหรือแม็กกาซีนนั้นลั่นใส่เป้าหมาย ชักมือกลับกระโดดหลบแล้วส่งเสียง

“เฮ่ ๆ ใจเย็นพี่ชาย”

แค่เพียงส่งเสียงชายหนุ่มก็เห็นคนถือไม้เบสบอลชะงัก รี่ไปเปิดไฟสว่างทั่วบ้าน มองเขาเหมือนไม่เชื่อสายตา

“ไอ้นิน” คุณากรคราง ปรับอารมณ์อยู่หลายวินาทีกว่าจะสาวเท้ายาว ๆ ตรงเข้าหาน้องชายแล้วเตะป้าบเข้าให้ “มาทำอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ วะ หลบไม่ทันฉันตีหัวแกแตกไปแล้ว อ่อหรือเป็นฉันเองที่ม่องเท่ง”

คุณากรหรี่ตามองอาวุธร้ายสีทะมึนของน้องชายอย่างคาดโทษ เมื่อกี้เห็นแว้บ ๆ ว่าเจ้าตัวเหมือนจะชักออกมาตอบโต้แต่หยุดเสียก่อน คณินทร์เหลือบตามองเพื่อนยากจอมใจร้อนที่มีลูกเต็มแม็กกาซีนนิดหนึ่ง ปกติงานของเขามักต้องแฝงตัวเข้าปะปนกับคนร้าย เพื่อความแนบเนียนไม่ให้ถูกจับได้ก่อนเวลาอันควรเขาจึงไม่ค่อยมีโอกาสพกมันนัก แต่หนนี้จะบุกบ้านตัวเองคณินทร์ไม่ลืมพกมันมาด้วยเผื่อเหตุไม่คาดฝัน เขายิ้มใส่ตาพี่ชายแบบคนช่างแหย่

“ไม่เท่าไหร่หรอกน่า ถ้าเผลอไปอย่างมากก็ไส้ทะลุรูสองรู”

“นี่แน่ะรูสองรู” คุณากรชกท้องน้องชายเบา ๆ ส่งยิ้มให้แล้วคว้าคอคนตัวสูงกว่ามากอด “กลับบ้านได้แล้วเหรอ ทำไมมาซะดึก”

“แวะมา” คณินทร์ตอบ การไปเยี่ยมบ้านกรัณย์เมื่อวันก่อน ได้พูดคุยกับมารดาเพื่อนรักทำให้ความคิดถึงมารดาที่มากอยู่แต่เดิมมากขึ้นไปอีก

ความสว่างไสวทำให้เห็นทุกสิ่งรอบตัวชัดช่วยให้คณินทร์มองบ้านใหม่ที่ไม่ค่อยได้อยู่เต็มตา มันเป็นบ้านธรรมดาที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นของคำว่าครอบครัวอวลอยู่ คุณากรพอเข้าใจความรู้สึกน้องชาย ถึงจะไม่เคยซักถามรายละเอียดมากนักแต่พอเข้าใจถึงพฤติกรรมแปลก ๆ อย่างเป็นตำรวจแต่ทำตัวเหมือนโจรหนีคดีนี้ดี แม้เจ้าตัวจะโผล่กลับมาบ้านตอนตีสามคนเป็นพี่ชายก็ไม่มีคำถามอะไรเช่นเดิม ปล่อยให้คณินทร์ซึมซับความเป็นบ้านไว้เต็มความรู้สึกอยู่ครู่ใหญ่

“กลับมาแล้วก็ขึ้นไปหาพ่อกับแม่สักหน่อยสิ”

“สักหน่อยอะไรเล่า มาหาโดยตรงเลยต่างหาก”

 

ชั้นบนนอกจากห้องพระมีห้องนอนทั้งหมดสามห้อง คณินทร์เดินนำหน้าพี่ชายผ่านห้องตัวเองที่เชื่อเหลือเกินว่าแม้ไม่ได้กลับมานานสภาพภายในจะยังคงเดิมทั้งข้าวของรวมไปถึงความสะอาดจากการดูแลอย่างดีของมารดามาถึงห้องกลาง ผู้กองหนุ่มเปิดเข้าไปโดยไม่ลืมเปิดไฟกันไม่ให้มารดาตื่นตกใจนักหากตื่นขึ้นมาเห็นเงาตะคุ่มในความมืด ผนังห้องสีเปลือกไข่อ่อนกว่าสีพื้นนิดหน่อย กลิ่นแป้งหอมอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศนั้นคณินทร์สูดไว้เต็มปอด ที่เตียงไม้ขนาดใหญ่มีโต๊ะเล็กสีขาววางโคมไฟทางซ้ายและขวากุลชามารดาของเขานอนหลับสนิท โทรทัศน์ปลายเตียงเปิดค้างไว้ส่งเสียงเบา ๆ

คุณากรเดินมาคว้ารีโมตปิดทีวี คณินทร์สาวเท้ายาว ๆ จากประตูห้องรู้สึกนุ่มเท้ายามเดินผ่านพรมผืนใหญ่ปลายเตียง มาหยุดลงด้านข้างฝั่งหน้าต่างบานใหญ่ที่รูดม่านปิดมิดชิด ร่างสูงคุกเข่าลง ก้มกระซิบ มือแตะท่อนแขนโผล่พ้นผ้าห่ม

“แม่ครับ”

แรงเขย่ามีแต่เพียงเบา ๆ ทว่ากุลชาก็ปรือตาขึ้น ความงัวเงียหลายวินาทีแรกหายไปสิ้นเมื่อเห็นหน้าคนเรียกชัด “นิน”

คณินทร์ส่งยิ้มก้มกราบ ได้ยินเสียงสั่นเครือของมารดาดังเรียกไม่หยุด มือเย็นของท่านเอื้อมมาดึงตัวขึ้นไปกอดหอมเหมือนเขายังเป็นเด็กไม่มีผิด

“นิน...นินจริง ๆ ทำไมมาเอาป่านนี้ ดูซิผอมลงไปตั้งเยอะข้าวปลาไม่ค่อยกินหรือไง ลำบากมากนักเหรอลูก” ดวงตากุลชาปริ่มเต็มด้วยหยาดน้ำตา แววตาสื่อความหมายให้ผู้กองหนุ่มแปลได้ทันทีว่าท่านไม่ต้องการให้เขาเป็นตำรวจอีกต่อไป

“แล้วไอ้นินมันเคยอ้วนด้วยเหรอแม่” คุณากรแขวะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กุลชากำลังดีใจจนไม่มีเวลาแจกค้อนใส่ลูกชายคนโต ยังคงกอดหอมคณินทร์ด้วยความคิดถึง พอถูกฝ่ายลูกชายหอมกลับเท่านั้นถึงกับหัวเราะร่วนเพราะถูกไรหนวดคมทิ่มแก้ม

“แม่กำลังฝันหวานเหรอครับ นอนยิ้มกริ่มเชียว”

“แซวแม่”

“ใครว่าครับเรื่องจริงต่างหาก ใช่มั้ยพี่ชาย” พยักพเยิดกับพี่ชาย คุณากรรับลูก

“อืม เห็นเต็มสองตา”

สำหรับคนเป็นแม่แล้วการได้อยู่พร้อมหน้าเป็นความสุขสูงสุด กุลชาลุกขึ้นปัดผ้าห่ม คณินทร์ช่วยประคองอย่างเอาใจทั้งที่มารดายังแข็งแรงดีถ้าเจ็บป่วยก็มีแต่ไข้หวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เมื่อยืนขึ้นเต็มความสูง กุลชาสูงแค่ระดับอกจนต้องเงยหน้าคุย

“กินอะไรมาหรือยัง แล้วนี่จะอยู่นานเท่าไหร่”

ที่จริงคณินทร์กินข้าวเย็นแล้วตั้งแต่ช่วงค่ำเพียงแต่เขารู้ว่าสีหน้ามารดาจะมีรอยยิ้มเสมอถ้าได้ทำอาหารให้ลูก ๆ กิน ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เวลาของแม่ก็หยุดอยู่ตอนลูกชายทั้งสองยังอายุไม่ถึงสิบขวบ

“มีอะไรให้กินบ้างครับ คิดถึงฝีมือแม่ แต่ขอผมไปไหว้พ่อก่อน”

“อืม พ่อเขาก็คงคิดถึงลูก”

ห้องนอนกุลชาเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แม้แต่ในตู้เสื้อผ้าก็ยังเต็มไปด้วยชุดผู้ชายแขวนอยู่ซีกหนึ่งราวกับว่าเจ้าของมันยังมีชีวิตอยู่ คณินทร์ผละจากมารดามาหยุดอยู่หน้าผนังฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง บนผนังเรียบแขวนสิ่งหนึ่งอยู่ ร่างสูงทรุดลงคุกเข่ามือเท้าบนหน้าขาสองข้างมองเครื่องแบบตำรวจนิ่งนานโดยเฉพาะตำแหน่งอกข้างซ้ายมองเห็นรูโหว่เปื้อนเปรอะด้วยคราบสีดำเข้มของเลือดแห้งกรัง

“เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต” ถ้อยคำเหล่านี้พ่อเคยพูดให้ฟังด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อะไรครับพ่อ”

“อุดมคติของตำรวจน่ะ”

ร.ต.ท. คมคิด เวโรจน์ ตำรวจสายสืบมือดีคนหนึ่งของหน่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพ่อของเขารักและทุ่มเทชีวิตทั้งหมดเพื่องาน เวลาว่าง ๆ ยังไม่วายเอ่ยถึงอาชีพตำรวจด้วยความภาคภูมิใจ ถึงไม่บังคับให้ลูก ๆ เจริญรอยตามแต่คณินทร์ก็มองออกว่าพ่อต้องการให้เป็นอย่างนั้นเพียงแต่ไม่พูด เขาเองไม่เคยนึกเหมือนกันว่าจะมีวันทำความฝันของพ่อให้เป็นจริงขึ้นมาในวันหนึ่ง...หลังจากสูญเสียท่านไปเพราะน้ำมือแก๊งค์ค้ายาเสพติดที่จับได้ว่าพ่อเป็นตำรวจแฝงตัวเข้าสืบหาข้อมูล

“พ่อสบายดีนะครับ” คณินทร์เงยหน้าขึ้นจากก้มกราบเครื่องแบบสีกากีชุดสุดท้ายที่พ่อสวมใส่เหมือนท่านยังคงอยู่ตรงหน้า ไม่มีเสียงตอบ แต่ทุกคนในบ้านยินดีพูดถึงท่านราวกับไม่เคยก้าวออกจากบ้านไปไหน

“มีแกงก้นหม้อ เดี๋ยวแม่เจียวไข่เพิ่มให้พอกินได้มั้ยลูก” กุลชาเอ่ยถาม ทำลายบรรยากาศเงียบงันให้กลับเป็นอบอุ่นอีกครั้ง

“แค่ได้ยินก็หิวละครับ” คณินทร์ลุกขึ้นจูงมือมารดา สามแม่ลูกย้ายขบวนลงมาในครัว ในขณะคนบ้านอื่นกำลังหลับสนิท บ้านเวโรจน์กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

 

“ฉันสงสัยมานานแล้ว สรุปแกเป็นตำรวจหรือโจรแน่ฮึ” ไอ้การดอดเข้าบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ แบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ไม่มีการบอกล่วงหน้านี่ดีไม่ดีอาจเผลอทำร้ายร่างกายกันเองได้ คุณากรพอรู้เหตุผลอยู่ยังอดปากไว้ไม่ไหว

คำถามนี้กุลชาเองยังอยากรู้ หล่อนเปลี่ยนสายตาที่มองมือคณินทร์ตักกับข้าวใส่จานครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเจริญอาหารมามองหน้าคมคายนิ่ง

“คำถามหาตะรางชัด ๆ นะนั่น”

“ก็หรือไม่จริง” คุณากรโต้

กุลชารีบห้ามทัพด้วยเสียงอ่อน ๆ “มากลางวันก็ได้นี่ลูก หรือว่าไง”

เอาล่ะซี ถ้าพี่ชายถามคณินทร์ยังแถไปได้แต่กับมารดานี่จะตอบแต่ละทีต้องคิดหนัก “กลางวันผมทำงานนี่ครับ”

“งานตอนนี้อันตรายมากด้วยใช่ไหม” ที่ต้องย้ำถามเพราะเมื่อเข้ารับราชการตำรวจแรก ๆ คณินทร์ยังดูเป็นปกติไม่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เหมือนระยะหลัง มันทำให้คนเป็นแม่ใจไม่ดี ต่อให้ภาคภูมิใจแค่ไหนก็อดใจสั่นไม่ได้ว่าจะได้รับข่าวร้ายในวันใดวันหนึ่งซ้ำรอยครั้งสามี

“ตอนนี้ไม่หรอกครับ” เฉพาะตอนนี้...คณินทร์ย้ำอยู่ในใจ สีหน้ากระอักกระอ่วนแบบคนไม่อยากโกหกแต่ไม่อยากเล่าทั้งหมดให้มารดาห่วงกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับของเขาคงมากพอให้พี่ชายสังเกตเห็น ฝ่ายนั้นรีบยื่นมือเข้าช่วยพูดพาออกนอกเรื่องทันท่วงที

“ผมว่าไม่ใช่หรอกแม่ ไอ้นินมันแอบซุกเมียไว้มากกว่า”

สีหน้ากุลชาคล้อยตามอย่างง่ายดายเหมือนอยากคิดอย่างนี้มากกว่าความระแวงอันน่ากลัวแต่แรก รอยยิ้มระบายทั่วใบหน้า “ถ้ามีก็ไม่ต้องซุก พามาหาแม่เดี๋ยวแม่จัดการสู่ขอให้”

จะตอบว่าไม่มีประเดี๋ยวได้เบี่ยงประเด็นกลับไปหัวข้อเก่า คณินทร์จึงทำทียิ้มอมพะนำก่อนจะเฉชมฝีมือทำกับข้าว เรื่องคุยต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นสัพเพเหระจนกุลชาลืมสนิทกระทั่งคณินทร์ขอตัวกลับ

 

เช้านี้มินตราตื่นเร็วกว่าเคยโดยไม่มีอาการงัวเงีย อาบน้ำแต่งตัวเสร็จลงมาชั้นล่างก็ได้ยินเสียงคุยกันลั่น ๆ ของจันทรากับเนียม ทั้งสองร้องฮือฮาออกมาแทบพร้อมกันเมื่อเห็นหญิงสาวเต็มตา

“หลานใครวะสวยเหมือนป้ามันไม่มีผิด” จันทราชมพลางป้องปากหัวเราะร่วน

“เหมือนแม่มันต่างหากละ” เนียมเอ่ยขัด มองมินตราด้วยแววตาชื่นชม

ปกติแล้วคนแถวนี้เห็นมินตราสวมชุดทำงานแสนเชยอยู่ตลอด เจ้าตัวออกจากบ้านแต่เช้ากลับมาอีกทีหลังตะวันตกดิน วันหยุดไม่ค่อยออกไปไหนขลุกตัวอ่านนิยายอยู่บ้านทำให้ภาพของมินตราดูจะเป็นภาพเดิม ๆ ที่ไม่น่าสนใจนักทั้งเสื้อคอปิดเรียบร้อย กระโปรงยาวคลุมเข่า ผมเกล้าติดกิ๊บแบบเรียบ แล้วยังแว่นหนา แต่มาวันนี้เจ้าตัวสวมเดรสสั้นสีฟ้าสดใสเข้ากันกับเข็มขัดเส้นใหญ่ รองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ทำให้ยิ่งดูเพรียว ผมเคยเกล้าเรียบร้อยปล่อยลงมาเคลียเหนือทรวงอก แต่งหน้าอ่อน ๆ และแม้แว่นตายังคงเป็นอันเดิมแต่โดยรวมแล้วสวยสดใสขึ้นเป็นกอง

สายตาผู้อาวุโสทั้งสองมองเหมือนสแกนเรียกสีระเรื่อแต้มบนพวงแก้มใส มินตราตรงเข้าคว้าแขนจันทรา ออกปากเร่งแก้เขิน “มินต์แต่งตัวเสร็จแล้วไปกันหรือยังคะ”

จันทราหัวเราะชอบใจอาการขัดเขินของหลานสาว ลุกขึ้นกระฉับกระเฉงสมมาดเจ้าแม่เงินกู้ “ไปซิป่านนี้ท้ายซอยคึกคักกันใหญ่ละมั้งนะ”

“เออสิ” เนียมว่า เดินตามสองป้าหลานออกจากบ้าน

 

ท้ายซอยบ้านมินตราคึกคักจริงอย่างจันทราว่า ในขบวนยาวเหยียดมีแต่คนแต่งตัวสวยหล่อสมกับได้รับเกียรติร่วมงานสมรสสมรักระหว่างใจดีกับอุดม หลานสาวหลานชายพ่อค้าในตลาด ใจดีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมินตราแม้ไม่สนิทเป็นพิเศษแต่รู้จักมักคุ้นดีพอ ๆ กับทางฝ่ายเจ้าบ่าว

วันนี้คนเป็นเจ้าสาวสวยหวานสมกับเป็นนางเอกของงานมินตราเห็นแล้วอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ แน่นอนเลยว่าผู้หญิงแทบทุกคนในโลกเคยจินตนาการถึงตัวเองในวันแต่งงาน สำหรับมินตราเองค่อนข้างพิเศษสักหน่อยค่าที่บ้านิยายมาก หล่อนฝันเอาจริง ๆ ว่าฉากสารภาพรักกับงานแต่งงานคงหวานหยดย้อยเหมือนในนิยาย

“มินต์ มินต์เอ๊ย” เนียมตะเบ็งเสียงเรียกแข่งกับเสียงโห่

มินตรารู้สึกตัวตอบแทบไม่ทัน “ค...คะป้า”

“ป้าถามว่ามีแฟนหรือยังมัวเหม่ออะไรอยู่ หรืออยากแต่งกะเขาบ้าง”

คำถามกึ่งแซวทำให้คนพูดถูกจันทรามองตาขุ่นด้วยอารมณ์ก้ำกึ่งจนตัวเองก็บอกไมได้ แต่ก่อนจันทราประกาศแข็งขันว่าจะไม่ให้ไอ้หนุ่มหน้าไหนเข้าใกล้หลานสาว กลัวปล่อยแล้วจะชีช้ำเหมือนคราวแม่ เพิ่งมาช่วงหลังนี่ความคิดค่อยเปลี่ยนเกรงว่าตัวตายแล้วมินตราจะโดดเดี่ยวจากปิดประตูตายก็ค่อยทำใจแต่ยังรับไม่ได้เต็มร้อยอยู่ดี

“หลานมันยังเด็กแต่งเติ่งอะไรวะ”

เนียมทำเสียงขึ้นจมูกใส่จันทราทีหนึ่งแล้วเชยคางมินตราจับหันซ้ายขวา “เด็กที่ไหน ดูซิโตเป็นสาวแล้ว ของพวกนี้เรื่องธรรมชาติยังทำใจไม่ได้อีกเรอะ”

“....”

เมื่อไม่มีเสียงตอบเนียมจึงตะเบ็งเสียงซักไซ้มินตราต่อ “ว่าไง แฟนน่ะมีหรือยัง”

“ยังหรอกป้า”

จันทราหน้าชื่นแต่เนียมหน้ายุ่ง คิ้วผูกกันเหมือนกำลังขบคิดปัญหาระดับชาติ

“อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้วนา ผู้หญิงเราแก่เร็วซะด้วยสิ”

ได้ยินคำพูดถึงสัจธรรมของชีวิตใกล้เคียงกับเคยได้ยินมาประเภทผู้หญิงแก่ง่ายตายช้ามินตราได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ คนเข้ามาจีบน่ะมีแต่ไม่มีคนไหนผ่านเข้ามาทำให้ใจเต้นได้ อุมากับสุจิตราเพื่อนสนิทเคยบอกว่าคนที่อยู่ใกล้แล้วทำให้ใจเต้นนั่นล่ะคือคนที่ใช่ เมื่อเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิด คำตอบที่ให้ชายหนุ่มเหล่านั้นเลยเป็นคำปฏิเสธตลอดศก ทุกวันนี้ความรักของหล่อนก็เหมือนผีเสื้อแสนสวย เห็นบินอยู่ใกล้มือแต่คว้าไม่ได้สักทีอยู่นั่นเอง

“คนที่ชอบล่ะมีไหม”

ชอบ...กับคำถามล่าสุดมินตราคิดอยู่นาน ความรู้สึกลึกซึ้งถึงขั้นชอบอาจตอบเต็มปากไม่ได้ทันที แต่ถ้าพูดถึงความประทับใจน่ะมีแล้ว...เขาคนนั้น

“มินต์ไม่รู้”

“อะไรนะลูก” ขบวนเจ้าบ่าวทยอยเข้าบ้านเจ้าสาว พิธีต่าง ๆ ต่อจากนั้นเป็นไปอย่างลื่นไหลสมกับซักซ้อมกันมา คำตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจทำให้จันทราสนใจไต่ถามขึ้นบ้าง

มินตราบีบมือ สบตาผู้เป็นป้า “มินต์บอกว่ามินต์ไม่รู้ค่ะ”

แววตาหลังแว่นไหวระริกอย่างจันทราไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงจะทำงานมากจนไม่สนใจมีครอบครัวก็ใช่ว่าไม่รู้จักความรัก

“เขาเป็นใคร” จันทราถาม เนียมกางหูผึ่งรอฟัง

มินตราพูดไม่ออกบอกไม่ถูก สีหน้าเขินกึ่งสับสนก่อความงุนงงให้กับคนเฝ้ามองทั้งสอง

“ไม่มีอะไรหรอกป้า มินต์ก็แค่ทำให้สงสัยเล่นไปงั้นเองแหละ” มินตราทำหน้าทะเล้นกลบเกลื่อน บอกไปก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่อชื่อคนที่หล่อนจำได้ทั้ง ๆ ได้ยินเพียงครั้งเดียวไม่ปรากฎในลิสต์รายชื่อพนักงานใหม่ หมายความว่าโอกาสพบกันอีกเป็นศูนย์ ถ้าพูดแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นมาสู้ลืม ๆ ไปเสียดีกว่า

 

การสมัครงานไม่ใช่เรื่องจะทราบผลกันได้ภายในวันสองวัน บางครั้งเป็นเดือนหรือหลายเดือนก็มีแต่นี่คณินทร์จำได้แม่นพนักงานสาวฝ่ายบุคคลบอกไว้ว่าจะติดต่อกลับมาภายในอาทิตย์นี้...หากได้งาน ผ่านมาวันหนึ่งเต็ม ๆ ยังไม่เห็นมีวี่แวว ถ้าขืนรอต่อไปเรื่อยภารกิจสืบหาความจริงคงยากคืบหน้า พอทีการรอคอย ผู้กองหนุ่มลุกขึ้นคว้าโทรศัพท์ต่อสายหาคู่หู

“ครับผู้กอง”

“เดี๋ยวเจอกันที่...” บอกสถานที่นัดหมายเพื่อปรึกษาหารือ “เราต้องใช้แผนสำรองกันแล้ว”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

571 ความคิดเห็น

  1. #136 ooiidd4 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2554 / 06:10
    ไม่ค่อยมีเข้าพระเข้านางเลยง่ะ..
    แล้วจะมีเหตุผลพอ ให้รักมั่นคงเหรอ??
    #136
    0
  2. #135 sodafire (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 / 11:30
    ชอบตรงที่ไม่กะล่อนเหมือนพี่ต้นกล้านี่แหละ 555++

    เรื่องนี้สนุกไม่แพ้ราชนาวีที่รักเลยค่ะ

    จะต้องซื้อครบเซ็ทแน่นอน ฟันธง !!!!!!
    #135
    0
  3. #134 i_noo_belle (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 19:06
    รอๆๆๆไรเตอร์ค่า
    สนุกทุกๆเรื่องเลย
    สมัยนี้เค้าชอบเขียนนิยายเป็นซีรีย์เนอะ
    มันทำให้ติดนะคร้าาาาาาาาา
    #134
    0
  4. #133 lovelovehero (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 / 16:05
    คนเขียนหักมุมอีกแล้วววว
    #133
    0
  5. #132 geniegirl (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 / 15:10
     แผนสองคงสำเร็จนะคะผู้กอง

    ไม่ได้เจอหนูมินว้าวุ่นใจใหญ่แล้ว

    แบบนี้ต้องอัพสกิลเป็นเต่า ไฮสปีด แรง แซงตลอดๆ  เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #132
    0
  6. #131 rod_usawadee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 / 10:55
    โห ผู้กอง สอบตกหรือนี่ อิอิ รอดูแผนสองดีกว่า เดาไม่ออกว่าจะเป็นแผนไหน
    #131
    0
  7. #130 chlee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 / 03:03
    ขนาดหล่ออย่างระดับผู้กองยังไม่ได้งาน เฮ้อ แล้วเราละ จะทำอย่างไง้
    #130
    0
  8. #129 pppp (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 / 21:49
    รออยู่นะคะ
    #129
    0
  9. #128 broken--heart (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 / 19:05
     ตกลงผู้กองไม่ได้หรือนั่น นึกว่าจะได้แหะ
    #128
    0
  10. #127 123 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 / 13:26
    รอตอนต่อไปจ้า
    #127
    0
  11. #126 pacemaker (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 / 11:00
    เฮ้อออ ไม่ชอบก็ตอนที่บอกว่า โปรดติดตามตอนต่อไป นิล่ะ
    มาอัพเร็วๆน่ะคะ ไรต์เตอร์ รอๆๆ น่ะค่ะ ^ ^
    #126
    0
  12. #125 september-poo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 / 08:38
    เฮ้อ....คิดผิดคิดว่าผู้กองจะได้งานนะนั่นฮ่าๆๆๆ รอลุ้นตอนผู้กองเข้าไปหายัยมินต์ค่ะ
    #125
    0