คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ไซอิ๋ว] กำเนิดหงไห่เอ๋อ: กุมารแดง แผลงฤทธิ์

หากจะกล่าวถึง หงไห่เอ๋อ ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของเทพบุตรวานรราชันย์สวรรค์อย่างซุนหงอคง...หากแต่ว่า เด็กคนนี้มีดีอะไร ถึงสามารถเอาชนะซุนหงอคงซึ่งเคยถล่มสวรรค์มาแล้ว ทั้งๆที่มีอายุแค่ 8 ขวบ!

ยอดวิวรวม

4,157

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


4,157

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


31
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 พ.ย. 57 / 18:29 น.
นิยาย [] Դ˧: ᴧ ŧķ [ไซอิ๋ว] กำเนิดหงไห่เอ๋อ: กุมารแดง แผลงฤทธิ์ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

[ไซอิ๋ว] กำเนิดหงไห่เอ๋อ: กุมารแดง แผลงฤทธิ์

Journey to the west origins: Scarlet kid 


 

(นิยายเรื่องนี้ มีเค้าโครงเรื่องมาจากวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว โดยมีการใช้ชื่อตัวละคร และอ้างอิงเรื่องราวเพียงบางส่วน ไม่ได้มีเจตนาจะบิดเบือนเนื้อหาหรือตำนานแต่อย่างใด)

 

            ย้อนกลับไปในอดีต...หลังจากที่เทพบุตรวานรนามซุนหงอคงโดนลงโทษให้ร่างถูกฝังอยู่ที่เขาเบญจคีรี รอพระถังซัมจั๋งมาช่วย แล้วจึงออกเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีปนั้น อ๋องควายหรือเจ้ากระทิง ศิษย์พี่ของซุนหงอคง และองค์หญิงพัดเหล็กได้แต่งงานกัน และมีลูกเป็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารักนามว่า หงไห่เอ๋อ ซึ่งกล่าวกันว่า เด็กน้อยผู้นี้ องค์หญิงพัดเหล็กได้ขอมาจากพระโพธิสัตว์กวนอิม...

 
 
 
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 พ.ย. 57 / 18:29


 

                        เด็กน้อยแก้มป่องผิวขาวอมชมพูน่ารักกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง ดวงตากลมโตเป็นประกายไร้เดียงสามองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกมัดขมวดเป็นปมคล้ายลูกซาลาเปาสองลูกอยู่บนศีรษะและมีผมหน้าม้าปรกหน้าผาก ใส่เสื้อสีแดงสดใส กางเกงขาสั้น รองเท้ายาวถึงหัวเข่า และสร้อยคอสีแดงเพลิงยิ่งทำให้ชุดของหนูน้อยดูโดดเด่นสะดุดตาตามประสาของคุณหนูทายาทของอ๋องควายหรือเจ้ากระทิง ปีศาจควายผู้เป็นศิษย์พี่ของเทพบุตรวานรอย่างซุนหงอคง กับองค์หญิงพัดเหล็ก ผู้ถือพัดใบตองมีพลังมหาศาล

            “นายน้อย... มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ” ฟางเหนียงสาวใช้และพี่เลี้ยงผู้คอยดูแลเด็กน้อยผู้นี้ โดยเฉพาะยามที่อ๋องควายกับองค์หญิงพัดเหล็กไม่อยู่บ้าน พูดขึ้น

            “พี่ฟางเหนียง...ข้า...อยากออกไปข้างนอก...” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ เผยให้เห็นถึงความเหงาและโดดเดี่ยวท่ามกลางถ้ำเมฆไฟอันใหญ่โตซึ่งเป็นที่อยู่ของครอบครัวเจ้ากระทิง

            “แต่...ท่านอ๋องควายกับองค์หญิงพัดเหล็กไม่ยอมให้คุณหนูออกไปไหนเลยนะคะ..เอ่อ..ข้าเกรงว่า...” ฟางเหนียงมีท่าทางอึดอัดใจ ใจหนึ่งก็อยากให้คุณหนูของตนได้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนกับเด็กคนอื่นบ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวนายของตนจะลงโทษ

            “ไม่เป็นไรหรอก...พี่ฟางเหนียง...ข้าก็แค่...อยากเล่นกับคนอื่นบ้าง..ก็เท่านั้น..”เด็กน้อยพูดพลางถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ทำให้ฟางเหนียงอดรู้สึกสงสารไม่ได้

            “ตกลงค่ะ!...เอ่อ... แต่นายน้อยต้องสัญญากับข้าก่อน ว่าจะรีบไปรีบกลับ...”

            “เย้!...ขอบคุณพี่ฟางเหนียง..ข้าสัญญา...” เฟี้ยว!’ พูดจบ หนูน้อยชุดแดงก็เหาะไปทันที ใช่แล้ว! รองเท้ายาวถึงหัวเข่าคู่นั้นเอง ที่ทำให้เด็กน้อยเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างใจคิด

            ตุ่บ!’ เด็กน้อยลงไปยังพื้นล่าง เบื้องหน้าเป็นคลองน้ำใจแจ๋ว ข้างๆก็มีต้นไม้และพุ่มไม้นานาพรรณ หนูน้อยเริ่มตื่นเต้นกับสิ่งสวยงามรอบตัว และทันใดนั้นเอง!

“กรี๊ด!!!!! ช่วยด้วยยยย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!!!...” หนูน้อยรีบมองหาต้นเสียงทันที เมื่อแหวกพุ่มไม้ออกไปก็พบกับ เด็กสาววัยประมาณ 12-13 ปี หน้าตางดงาม ผิวพรรณดี แต่มีหูยาวคล้ายกระต่าย และชุดที่ใส่ก็ยังมีขนปุกปุย คาดว่าน่าจะเป็นปีศาจกระต่าย กำลังนั่งร้องไห้ และมีเด็กหนุ่มวัยประมาณ 15-16 ปี มีเขี้ยว ใส่ชุดหนังลายเสือ คาดว่าจะเป็นปีศาจเสือเช่นกัน กำลังจับกระต่ายน้อยสีขาวตัวหนึ่งอยู่

“เก่งจริงก็มาเอาไปสิ! เจ้ากระต่ายอ่อนแอ!!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” ปีศาจเสือหัวเราะสะใจ ก่อนจะทำท่าจะโยนเจ้ากระต่ายน้อยลงไปในสระ

“หยุดนะ!!!”เด็กน้อยชุดแดงตะโกนขัดจังหวะ

“เจ้าเป็นใคร? ฮึ! คราวนี้ถึงกับต้องให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมาช่วยเลยหรอเนี่ย...”ปีศาจเสือพูดจาถากถาง

“พี่ชาย...ท่านปล่อยกระต่ายตัวนั้นไปเถอะ อย่าทำร้ายมันเลย...”เด็กน้อยว่า ตอนนี้ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน ทำให้เห็นถึงความสูงอันแตกต่างกันของทั้งคู่ ปีศาจเสือมองเด็กน้อยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูก

“ก็ได้!..แต่เจ้าต้องคุกเข่า เคารพข้า!

“ปีศาจเสือ!..ข..ข้าขอร้องล่ะ ปล่อยกระต่ายของข้าไปเถอะ...ฮือๆๆๆ” ปีศาจกระต่ายในร่างเด็กสาวร้องไห้เสียใจ

“ว่าไงล่ะ เจ้าเด็กน้อย ถ้าเจ้าไม่ยอมคุกเข่า ข้าจะ...” พูดไม่ทันจบ เด็กน้อยชุดแดงก็คุกเข่าต่อหน้าของเขาทันที

“หึหึหึ... ดีมาก...แต่!!!” ปีศาจเสือโยนกระต่ายน้อยลงไปในสระ

“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ปีศาจกระต่ายกรีดร้องสุดเสียง

เฟี้ยว!’ ในระยะเวลาไม่กี่วินาทีนั้นเอง เด็กน้อยชุดแดงกลับสามารถเหาะไปคว้าเจ้ากระต่ายน้อยเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะนำไปส่งคืนให้กับเด็กสาว

“เจ้า!.. เป็นใครกันแน่!!!” ปีศาจเสือชี้หน้า แต่เด็กน้อยชุดแดงไม่สนใจและกำลังจะเดินออกไป

“หนอยแน่ะ!!! ไอ้เด็กบ้า!” ปีศาจเสือพุ่งเข้ามาคว้าตัวของเด็กน้อยไว้ได้ แล้วต่อยที่หน้าเต็มแรงจนร่างของเด็กน้อยลงไปกองอยู่บนพื้น แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด ยังกลับไปคว้าคอเสื้อของเด็กน้อยขึ้นมาอีก เด็กน้อยจึงต่อยสวนกลับเข้าให้ ด้วยพละกำลังอันมหาศาลซึ่งดูจะตรงข้ามกับร่างเล็กๆของหนูน้อย  ทำเอาปีศาจเสือถึงกับกระเด็นไปชนต้นไม้ข้างหลังเข้าอย่างจัง ขณะนั้นเองก็มีปีศาจเด็กอายุราว 11 ขวบสองตนเดินมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงแอบดูอยู่ พลางซุบซิบกัน

“เด็กอันธพาลคนนั้นเป็นใครกัน? ดูสิ! ต่อยปีศาจอีกตนกระเด็นไปเลย!

“อิทธิฤทธิ์มากขนาดนี้ ข้าว่า ต้องเป็นลูกของอ๋องควายแน่ๆ!

“ลูกอ๋องควายเหรอ! ที่ชื่อ..เอ่อ..หะ..หง..อะไรนะ..”

“ทำอะไรอยู่เหรอ!!! เด็กๆ...” เสียงของตาลุงคนหนึ่งทำให้ปีศาจเด็กจอมสอดรู้ทั้งสองสะดุ้ง

“โธ่! ลุงภารโรง! เล่นเอาพวกข้าสองคนตกใจหมดเลย..”

กลับมาที่เด็กน้อยชุดแดง หลังจากที่ต่อยปีศาจเสือจนกระเด็นไปแล้วก็กำลังจะเดินออกไปจากที่นั่น แต่ปีศาจเสือยังไม่ลดละ ยังกระโจนเข้ามาพร้อมกับแสดงกรงเล็บยาวหมายจะขย้ำเด็กน้อย แต่หนูน้อยไหวตัวทัน จึงจับปีศาจเสือไว้ได้แทน ก่อนจะกดร่างของปีศาจเสือลงบนพื้นดิน แล้วต่อยซ้ายต่อยขวาอย่างไม่ยั้งมือ จนปีศาจเสือมีเลือดออกเต็มปาก

            “เฮ้ยๆๆ แย่แล้ว ไอ้เด็กนั่นจะฆ่าปีศาจเสือแล้ว!!!” ปีศาจเด็กที่ซุ่มดูอยู่ตกใจมาก

            “ปีศาจเสือเลือดไหลใหญ่เลย!..” ปีศาจเด็กทั้งสองได้แต่พูดแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปห้ามอยู่ดี ส่วนลุงภารโรงก็ยังยืนมองนิ่ง ปีศาจกระต่ายเห็นท่าไม่ดีก็พยายามจะห้ามเด็กน้อย หนูน้อยชุดแดงยังไม่ยอมละมือจากการต่อยหน้าปีศาจจนมีมือคู่หนึ่งมาดึงร่างของเด็กน้อยออกไป เธอคนนั้นก็คือฟางเหนียงพี่เลี้ยงของเด็กน้อยนั่นเอง เมื่อหันไปเห็นหน้าฟางเหนียงเด็กน้อยจึงเริ่มรู้สึกตัวและคลายมือที่กำหมัดอยู่ ขณะนั้นเอง สายลมที่พัดมาทำให้ผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากของเด็กน้อยเปิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นสัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงดวงเล็กๆสีส้มอมเหลืองอยู่ที่กลางหน้าผากของเด็กน้อย

            “ข้า...ขอโทษ... พี่ฟางเหนียง...” เด็กน้อยก้มหน้าลงด้วยแววตาสำนึกผิด ลุงภารโรงเดินออกมาจากหลังต้นไม้แล้วสั่งให้ปีศาจเด็กจอมสอดรู้อีกสองตนมาพาปีศาจเสือไปรักษา

            “....” ฟางเหนียงยังยืนนิ่ง มองดูเด็กน้อยชุดแดงในเชิงตำหนิ

            “พี่สาวคะ...อย่าว่าเด็กน้อยเลยนะคะ... เด็กน้อยมาช่วยข้าเอาไว้ ถ้าไม่ได้เด็กน้อย... กระต่ายของข้า ก็คงตายไปแล้ว...”ปีศาจกระต่ายมาเกาะแขนของฟางเหนียงและพูดขอร้อง

            “..แค่นายน้อย...ไม่เป็นไร..ข้าก็โล่งใจแล้วล่ะ...”ฟางเหนียงว่า

            “เย้!ๆๆ ขอบคุณพี่สาวมากค่ะที่ไม่ดุเด็กน้อย อ้อ!ลืมไป... ข้าชื่อ ซูเม่ย นะ ” ปีศาจกระต่ายหันมาแนะนำตัวกับหนูน้อย

            “ซู...เม่ย..”เด็กน้อยพยายามออกเสียง

            “ใช่ๆ เจ้านี่เก่งจังเลยนะ... เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังแข็งแรง และฉลาดกว่าข้าอีก” ซูเม่ยพูดอย่างร่าเริง

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไม่ใช่เด็กผู้หญิงหรอก... ข้าเป็นเด็กผู้ชายต่างหาก... หนูน้อยหัวเราะร่า

            “จริงเหรอ!...ก็แหม.. เจ้าหน้าตาน่ารัก เหมือนเด็กผู้หญิงเลยนี่นา...แล้วเจ้าชื่ออะไรล่ะ?

“ข้าชื่อ หงไห่เอ๋อ..”เด็กน้อยชุดแดงแนะนำตัวบ้าง “เป็นลูกของเจ้ากระทิงกับองค์หญิงพัดเหล็ก”

“โฮ้โห!..ถึงว่า...พี่สาวคนนี้ถึงเรียกเจ้าว่านายน้อย...แล้วเจ้าอายุเท่าไหร่?

6 ขวบ...”

“อายุ 6 ขวบเอง แต่มีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย...”เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น ทั้งสามจึงหันไปมองพร้อมกัน

“ลุงภารโรง!” ซูเม่ยร้องเรียก

“ข้าพาหมิงเจ๋อไปรักษาแล้วนะ เจ้านั่นน่ะ สมควรโดนซะบ้างแล้วล่ะ เอาแต่เกะกะระรานคนอื่นไปทั่ว”ลุงภารโรงพูดถึงปีศาจเสือ

“ข้าว่า...นายน้อยควรจะกลับถ้ำเมฆไฟได้แล้วนะคะ...คือ...” ฟางเหนียงพูดไม่ทันจบ

“ว้า...จะกลับแล้วเหรอ...ข้ายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเจ้าเลย... ข้าอยากเล่นกับเจ้าด้วย...” ซูเม่ยพูดขึ้น

“แม่หนูน้อย...เจ้าไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยเหรอ?”ฟางเหนียงว่า

“ค่ะ...คือ... ข้าเป็นคนอ่อนแอ... ทุกคนชอบแกล้งข้า ที่โรงเรียนข้าก็เลยไม่มีเพื่อนสักคน..” ซูเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

“โรงเรียนเหรอ?...” หงไห่เอ๋อเริ่มสนใจ

“ใช่ๆ เป็นโรงเรียนฝึกอิทธิฤทธิ์และการต่อสู้...” ซูเม่ยบอก

“เจ้าสนใจมาเรียนรึเปล่าล่ะ... เจ้าเด็กแดง...”ลุงภารโรงถามขึ้น

“นายน้อย...”ฟางเหนียงเหมือนจะห้าม

“พี่ฟางเหนียง...ให้ข้าไปเถอะ...ท่านก็รู้ ว่าข้าอยากฝึกการต่อสู้ ข้าจะได้ปกป้องท่านพ่อกับท่านแม่ได้...” หงไห่เอ๋อบอก

“แต่อ๋องควายกับองค์หญิง...” ฟางเหนียงมีสีหน้าลังเล

“อีกตั้งหลายเดือน...กว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะกลับมา...” หนูน้อยว่า

“..ท่านสั่งไม่ให้นายน้อย...”ฟางเหนียงพูดเบามากจนเสียงแทบจะหายไปในลำคอ

“ข้ารู้...พี่ฟางเหนียง...ข้าจะระวังตัว...” หงไห่เอ๋อรับปาก ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้กับซูเม่ย

“ดีมาก..ตามข้ามา...”ลุงภารโรงนำทางไป ส่วนฟางเหนียงก็เหาะกลับถ้ำเมฆไฟ

เมื่อถึงที่หมาย ซึ่งเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ ดูซอมซ่อ แต่มีปีศาจเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซูเม่ยอยู่มากมาย ทั้งหมดหยุดชะงักเมื่อเห็นลุงภารโรง และซูเม่ยเดินมา แต่ที่เป็นจุดสนใจจริงๆ ก็คือเด็กผู้ชายชุดแดงตัวเล็กวัย 6 ขวบซึ่งเดินมาข้างหลังนั่นเอง

“อาจารย์! มีคนมา!!! เด็กตัวเล็กมา!” ปีศาจเด็กเหล่านั้นต่างตะโกนเรียกอาจารย์ของตน พลันก็มีร่างของชายวัยเดียวกับลุงภารโรงกระโดดหมุนตัวตีลังกาลงมา แค่ดูก็รู้แล้วว่าต้องเป็นคนที่มีอิทธิฤทธิ์มาก

“ว่าไงล่ะ ลู่ชิงเจ้าไปพาเด็กที่ไหนมาโรงเรียนข้าเนี่ย?”อาจารย์ผู้นั้นเอ่ยถาม ลุงภารโรงซึ่งมีชื่อจริงว่า ลู่ชิงก็ทำท่าทำความเคารพก่อนจะตอบว่า

“เด็กคนนี้เป็นเด็กพิเศษ มีพละกำลังมหาศาล ข้าว่าจะลองให้ท่านสอนทักษะการต่อสู้ให้หน่อย...จะได้หรือไม่ ท่านอาจารย์จิ่นสือ...” อาจารย์จิ่นสือได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะลูบหนวดของตน

“หึหึ...เจ้าหนูน้อย...เจ้าน่ะเป็นเด็กผู้หญิง...”

“ข้าเป็นเด็กผู้ชายครับ!...”หงไห่เอ๋อรีบขัด

“อ่าว...เหรอ.. แล้วเจ้าอายุเท่าไหร่?”จิ่นสือถามต่อ

6 ขวบ...”

“อะไรนะ? 6 ขวบ ข้าไม่รับศิษย์ที่อายุต่ำกว่า 10 ปีหรอกนะ!”จิ่นสือว่า

“แต่อาจารย์คะ...หงไห่เอ๋อเก่งจริงๆนะคะ ทั้งเก่งทั้งฉลาด อายุเท่าไหร่ก็ไม่เห็นสำคัญเลย ขอแค่ฝึกได้ก็พอ...” ซูเม่ยพูดขึ้น

“ถ้าเจ้ายืนยันแบบนั้น ข้าก็จะลองดู... นี่!ปริ้ง!’ อาจารย์จิ่นสือเสกศาสตราวุธมากมายหลายชนิดขึ้นมาอยู่ตรงหน้าหงไห่เอ๋อ

“ศาสตราวุธแต่ละชนิด ต้องการพลังจากเจ้าของไม่เท่ากัน อาวุธบางชนิดที่เจ้าอยากได้ แต่หากเจ้าไม่คู่ควรกับมัน หรือพลังของเจ้ามีไม่ถึงล่ะก็ เจ้าก็จะไม่สามารถยกมันขึ้น... หึหึ...เจ้าเด็กน้อย เจ้าลองเลือกอาวุธมาหนึ่งอันสิ! แล้วมันจะเป็นอาวุธของเจ้าตลอดไป...”

“ตลอดไปเลยเหรอครับ?...” อาจารย์จิ่นสือพยักหน้า เด็กน้อยจึงกวาดสายตามองไปที่ศาสตราวุธมากมายที่อยู่ตรงหน้า มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ทั้งดาบ ขวาน ค้อน หอก ธนู หลากหลายชนิด แต่แล้วสายตาของหงไห่เอ๋อก็ไปสะดุดเข้ากับทวนเล่มหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างแปลกตา และมีใบมีดที่แวววาวคมกริบ บริเวณด้ามจับยังถูกตกแต่งไว้อย่างดี มีพู่สีแดงห้อยระย้า

“นั่นมัน...ทวนโลกันต์นี่นา...ข้าควรจะบอกเขา..”ลุงภารโรงลู่ชิงพยายามจะบอกเด็กน้อย

“ไม่ต้อง!....ให้เขาลองหยิบดู”อาจารย์จิ่นสือห้ามไว้ เด็กน้อยเอื้อมไปหยิบศาสตราวุธที่มีนามว่าทวนโลกันต์ อันนั้นขึ้นมา ปรากฏว่าหงไห่เอ๋อสามารถยกมันขึ้นได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยลองโยนเล่นจนชินมือ ก่อนจะลองกวัดแกว่งไปมา

“คนที่จะถือทวนโลกันต์ได้ จะต้องมีพลังเวทย์เท่าไหร่กัน...”ลุงภารโรงลู่ชิงรำพึง

“อย่างน้อยก็ต้องบำเพ็ญตบะเป็นพันปี!”อาจารย์จิ่นสือว่า ก่อนจะเดินเข้าไปหาหงไห่เอ๋อ

“เจ้าเด็กน้อย เจ้าเคยบำเพ็ญตบะมั้ย?

“ข้าบำเพ็ญตบะมาตั้งแต่ 3 ขวบ...” เด็กน้อยตอบ ดวงตายังคงจ้องไปที่ทวนในมือของตน

3 ปี?”อาจารย์จิ่นสือขมวดคิ้ว ลุงภารโรงลู่ชิงจึงเอามือตบไหล่ของจิ่นสือ

“อายุเทพน่ะ 6 ขวบ แต่อายุจริงในโลกมนุษย์น่ะ 600 ปี..”

“งั้นเด็กคนนี้ก็บำเบ็ญตบะมา 300 ปี!”อาจารย์จิ่นสืออุทาน

“แต่ก็ยังมีพลังเวทย์ราวกับพันปี... ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนจริงๆ”ลู่ชิงเอามือลูบหนวดพลางจ้องเด็กน้อยคนนี้ไม่วางตา “ไหนจะมีสัญลักษณ์คล้ายลูกไฟอยู่กลางหน้าผากอีก...”

“เอาล่ะ! เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้มั้ยว่าทวนเล่มนี้ มีชื่อว่าอะไร” อาจารย์จิ่นสือพูดขึ้น

“ทวน? มีชื่อด้วยหรือครับ?

“ใช่...เพราะมันเป็นทวนที่พิเศษกว่าทวนอื่นๆ ทั้งน้ำหนัก และฤทธิ์ของมัน... ผู้คนขนานนามของมันว่า ทวนโลกันต์...”

“โห...สุดยอดเลยครับ...”

“แต่ช้าก่อน... เจ้าจะยังเอาทวนเล่มนี้ไปไม่ได้ เจ้าต้องทดสอบก่อน...”

“ทดสอบ??!” ปีศาจเด็กทุกตน ณ ที่นี้ต่างก็งงไปตามๆกันเพราะตอนที่พวกเขาเลือกอาวุธก็ไม่เห็นจะต้องมีการทดสอบอะไรเลย

“และคู่ต่อสู้ของเจ้าก็คือ... ข้า!”อาจารย์จิ่นสือพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“หมายความว่ายังไงครับ?...” หงไห่เอ๋องุนงง

“จงใช้ทวนของเจ้า... สู้กับดาบของข้า!” อาจารย์จิ่นสือเสกดาบคู่ขึ้นมา ก่อนจะวิ่งตรงมายังเด็กน้อย เพื่อให้ไม่ทันระวังตัว หงไห่เอ๋อจึงพลาดท่าโดนดาบของจิ่นสือจนเป็นรอยที่แขน

“อาจารย์! จะรุนแรงเกินไปรึเปล่าคะ... หงไห่เอ๋อยังเด็กอยู่เลยนะคะ” ซูเม่ยเริ่มเป็นห่วง

“รู้มั้ย... เวลาอยู่ในสนามรบน่ะ คู่ต่อสู้ของเจ้า มันไม่สนใจหรอก ว่าเจ้าอายุเท่าไหร่ มันสนก็แค่ จะฆ่าเจ้าได้เมื่อไหร่ก็เท่านั้นแหล่ะ อาวุธในมือของเจ้า! จะเป็นตัวตัดสิน ว่าเจ้าจะรอดหรือไม่!!! ย้าก!!!!!!”อาจารย์จิ่นสือยังพุ่งเข้าใส่หงไห่เอ๋อ เด็กน้อยจึงต้องรีบหลบ แต่ดูเหมือนการสู้ครั้งนี้ หงไห่เอ๋อจะถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว อาจารย์จิ่นสือฟาดฟันอาวุธในมือเข้าใส่เด็กน้อยอย่างเต็มที่ หงไห่เอ๋อพยายามหลบกลับพลาดท่าโดนจิ่นสือถีบกระเด็น แต่เด็กน้อยก็ยังพลิกตัวกลับมายืนอยู่ได้แม้จะทุกลักทุเล อาจารย์จิ่นสือจ้องมองเด็กน้อยตาเขม็งก่อนจะพุ่งเข้ามาต่อสู้อีกครั้ง คราวนี้ เด็กน้อยใช้ทวนในมือปัดป้องดาบทั้งสองของอาจารย์ที่กวัดแกว่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานเด็กน้อยก็โดนด้ามของดาบในมืออาจารย์เข้าเต็มใบหน้าจนเป็นรอยฟกช้ำที่ปากและเริ่มมีเลือดออก ซูเม่ยรวมถึงปีศาจเด็กตนอื่นๆต่างก็อึ้งและพากันเวทนาเด็กน้อยผู้นี้ แต่ผู้เป็นอาจารย์ดูเหมือนจะไม่ยอมวางมือง่ายๆ เขากลับยิ่งออกอาวุธฟาดฟัดเด็กน้อยอย่างไม่ยั้งมือ หงไห่เอ๋ออาศัยที่มีพละกำลังมากกว่าเด็กทั่วไปจึงยังพอจะยึดทวนในมือของตนเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่วายโดนถีบกระเด็นไปนอนกองอยู่บนพื้น ตามเนื้อตัวของเด็กน้อยมีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำเต็มไปหมด อาจารย์จิ่นสือพุ่งเข้ามาราวกับมัจจุราชและถือดาบของตนแทงเข้าที่คอของเด็กน้อยจนเพื่อนๆปีศาจเด็กทุกตนต่างเอามือปิดตาไม่กล้าดู แต่ผู้เป็นอาจารย์ยั้งมือไว้ได้ทัน ดาบของเขาจึงแค่จ่อที่คอของเด็กน้อยเป็นการขู่เท่านั้น

“ถ้าอยู่ในสนามรบจริง เจ้าคงจะตายไปแล้ว...”อาจารย์จิ่นสือว่า

“ท่านก็เหมือนกัน...”เด็กน้อยในใบหน้าฟกช้ำตอบเสียงเรียบ ทำให้ผู้เป็นอาจารย์ประหลาดใจแล้วก้มลงมองร่างของตนเอง ก็พบว่า ปลายทวนของหงไห่เอ๋อก็จ่อมาที่ท้องของเขาเช่นกัน

“หึ!...เจ้านี่เก่งจริง...สมคำร่ำลือ..ข้าตกลงจะรับเจ้าเป็นศิษย์ก็แล้วกัน!”อาจารย์จิ่นสือพูดก่อนจะผละตัวออกมาจากการต่อสู้ ซูเม่ยรีบเข้าไปพยุงร่างซึ่งบาดเจ็บของหงไห่เอ๋อ

“ข..ข้า..ไม่เป็นไร..หรอก..”หงไห่เอ๋อบอก เลือดที่มุมปากยังคงไหลซิบๆ

“ไม่เป็นไรได้ยังไง..เจ้าบาดเจ็บซะขนาดนี้...แต่ก็นะ...ข้าไม่เคยเห็นอาจารย์เป็นแบบนี้เลย...ปกติท่านเป็นคนใจดีมาก ไม่น่าโหดร้ายกับเจ้าแบบนี้..”ซูเม่ยว่าพลางหาผ้ามาซับเลือดของเด็กน้อย

“ท่านคงอยากจะฝึกเจ้าน่ะ...” เสียงของลุงภารโรงดังขึ้น เด็กทั้งสองหันไปมองก็เห็นร่างของตาลุงซึ่งถือไม้กวาดเป็นอาวุธยืนอยู่ ลุงภารโรงลู่ชิงเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะวางกล่องซึ่งข้างในบรรจุสมุนไพรสำหรับรักษาอาการฟกช้ำ

“เจ้าอย่าไปโกรธจิ่นสือเขาเลยนะ ข้าว่า...เขาอาจจะมีเหตุผลที่ทำเช่นนั้น...”ลุงภารโรงว่า

“ข้าไม่โกรธอาจารย์ของตัวเองหรอกครับ...” หงไห่เอ๋อบอก ลุงภารโรงลู่ชิงลูบหัวของเด็กน้อย และแหวกผมหน้าม้าออก เผยให้เห็นสัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงกลางหน้าผาก

“เจ้ามีปานรูปเปลวไฟด้วยเหรอเนี่ย...สวยจังเลย!..” ซูเม่ยอุทาน

“อื้ม...ข้ามีมาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ...”หงไห่เอ๋ออมยิ้ม ลุงภารโรงและซูเม่ยต่างก็ช่วยกันพยาบาลบาดแผลของเด็กน้อยจนดีขึ้นทันตาเห็น

วันต่อมา

            หงไห่เอ๋อ และซูเม่ยก็มาโรงเรียนตามปกติ อาจารย์จิ่นสือก็ได้สอนเด็กๆตามกลุ่มของอาวุธต่างๆที่แยกไว้ โดยซูเม่ยเลือกเรียนธนู เธอเลยต้องแยกกันฝึกกับหงไห่เอ๋อ ส่วนหงไห่เอ๋อต้องฝึกอาวุธร่วมกับปีศาจตนอื่นๆที่เลือกเรียนทวน และแน่นอน...หงไห่เอ๋อเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดและตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม ทั้งหมดฝึกฝนอาวุธกันอย่างขยันขันแข็ง

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์

            รอยแผลฟกช้ำตามร่างกายของหงไห่เอ๋อก็จางหายไปหมดสิ้น เด็กน้อยดูจะร่าเริงมากกว่าเก่าเมื่อได้ทำท่าออกอาวุธทวนของตน ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาด หงไห่เอ๋อจึงเรียนรู้ได้รวดเร็วจนนำล้ำหน้าผู้เรียนซึ่งมีอายุมากกว่า และเรียนมาก่อนหลายปี จนเป็นที่อิจฉาของเหล่าปีศาจเด็กตนอื่น มีแต่ซูเม่ย ปีศาจกระต่ายขาวผู้อ่อนแอที่สนิทกับหงไห่เอ๋อมากกว่าใคร ในเวลาพักทั้งสองก็มักจะมานั่งเล่นด้วยกันเสมอ...

วันหนึ่ง... ขณะที่หงไห่เอ๋อและซูเม่ยกำลังนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระและหัวเราะกันอยู่นั้น ก็ได้มีปีศาจรุ่นพี่วัย 15-16 ปี เข้ามาหาเรื่อง นำโดยปีศาจเสือซึ่งเคยโดนหงไห่เอ๋ออัดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ร่องรอยบาดแผลยังติดมาถึงปัจจุบัน พร้อมกับปีศาจรุ่นราวคราวเดียวกันอีกเป็นสิบตน ทั้งปีศาจอีกา ปีศาจงู ปีศาจปลา ปีศาจตะขาบ ปีศาจหมาป่า และอีกมากมาย โดยเฉพาะปีศาจอีกาซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งในปีศาจรุ่นพี่ผู้มีอิทธิพลในที่นี้

            “ข้ายังไม่ลืม.. สิ่งที่เจ้าทำไว้กับข้า!” ปีศาจเสือตะโกนเสียงดัง พลางเอามือชี้ที่หน้าของตนให้เห็นถึงบาดแผลซึ่งยังไม่หายดี

            “ใจเย็นไว้ก่อน...น้องชาย...เจ้าเด็กนี่..มันต้องโดนข้าสั่งสอน! พวกเรา!...ไปจับนังกระต่ายมา!”ปีศาจอีกาสั่ง ปีศาจตัวอื่นๆจึงวิ่งกรูเข้าไป หงไห่เอ๋อ รีบเสกทวนของตนออกมาป้องกันไว้ ไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายซูเม่ย ส่วนซูเม่ยก็เอาแต่หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเรียกธนูของตนมาถือไว้ เธอจึงทำได้แค่ยืนตัวสั่นหลบอยู่หลังหงไห่เอ๋อเท่านั้น

            “ถ้าจะแก้แค้นก็แก้แค้นแต่ข้าคนเดียว...ห้ามทำร้ายซูเม่ยนะ!” หงไห่เอ๋อตะโกนบอก ในมือยังจับทวนไว้แน่น

            “ได้... พวกเรา! จัดการมัน!!!”ปีศาจเสือออกคำสั่ง ปีศาจทั้งหมดพุ่งเข้าหาหงไห่เอ๋อ เด็กน้อยต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว และพยายามปัดอาวุธของคู่ต่อสู้ออกไป แต่ไม่คิดจะทำร้ายร่างกายคู่ต่อสู้ให้บาดเจ็บแม้จะมีโอกาสก็ตาม... ปีศาจเสือเห็นท่าไม่ดี เมื่อปีศาจตนอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงตัวเด็กน้อยได้เลย จึงหันหน้ามามองปีศาจอีกาอย่างเป็นกังวล แต่ปีศาจอีกากลับยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “เราจะใช้... ไอ้นี่!” ปีศาจอีกาหยิบเอาของสิ่งหนึ่งขึ้นมา มันมีลักษณะคล้ายกับเส้นเชือกเส้นเล็กๆสีเงิน

            “เชือกเซียน...”ปีศาจเสือยิ้มดีใจ เพราะเชือกเซียนเป็นเชือกที่แข็งแกร่งมาก ถ้ามัดใครแล้ว หากยิ่งดิ้น เชือกก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้น ว่าแล้วปีศาจอีกาก็กางปีกขนาดใหญ่ของตนพัดลมแรงทำให้ปีศาจตนอื่นๆ รีบถอยห่างออกไป หงไห่เอ๋อยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงโดนเชือกเซียนของปีศาจอีกามัดไว้ได้ เด็กน้อยพยายามดิ้น แต่เชือกก็ยิ่งมัดแน่นขึ้น ปีศาจอีกาดึงผมของซูเม่ยแล้วจับเธอไว้เป็นตัวประกัน เด็กสาวจึงได้แต่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปีศาจเสือมายืนอยู่ตรงหน้าเด็กน้อย ก่อนจะหยิบมีดสั้นขึ้นมาขู่

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุด..ข้าก็ได้แก้แค้น ไอ้คนที่มันทำกับข้า!” ปีศาจเสือหัวเราะสะใจ

            “นี่ๆ...ลูกพี่...เราทำแบบนี้ ไม่กลัวพ่อแม่ของไอ้เด็กนี่มาแก้แค้นเราเหรอ?” ปีศาจงูซึ่งดูจะหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของเจ้ากระทิงกับองค์หญิงพัดเหล็กอยู่ไม่น้อย

“อ๋องควายน่ะเหรอ? หึหึ.. บอกเขาไปซิ! ไอ้เด็กน้อย ว่าครอบครัวของเจ้าน่ะเป็นยังไง ทะเลาะกันทุกวัน... พ่อของเจ้าก็แอบไปคบชู้ ทำให้แม่ของเจ้าต้องออกไปตาม ฮ่า ฮ่า ฮ่า บอกเขาไปสิ! ไอ้เด็กบ้า!!!ผัวะ!’ปีศาจเสือตบหัวของหงไห่เอ๋อด้วยด้ามจับมีดไปครั้งหนึ่ง

“....” เด็กน้อยได้แต่นิ่งเงียบ แต่ในมือกำหมัดแน่น เชือกเซียนก็ยิ่งรัดแน่นเข้าไปอีก

“ครอบครัวมีปัญหาแบบนี้...ไม่มีใครเขามาช่วยเจ้าหรอก...ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”ปีศาจเสือเยาะเย้ย

“เอาล่ะ... แต่พวกเราตกลงกันแล้วใช่มั้ย..ว่าจะไม่ทำร้ายเด็กน้อยผู้น่าสงสารอย่างเจ้า...อ่อ..ไม่สิ! เก็บเจ้าไว้เล่นสนุกทีหลังต่างหาก..” ปีศาจอีกาพูด

“แต่เราจะทำร้าย..”ปีศาจเสือหันไปลูบหน้าของซูเม่ย “นังนี่ก่อนก็แล้วกัน! ” ก่อนจะต่อยเด็กสาวเข้าที่ท้อง ซูเม่ยกรีดร้องจนแทบไม่มีเสียง

“หยุดนะ! หยุดนะ!!! อาจารย์! ช่วยข้าด้วย!!!”หงไห่เอ๋อตะโกนเรียกอาจารย์ ปีศาจเสือจึงหยุด แล้วหันหลับมาทางหงไห่เอ๋อ

“ร้องเรียกอาจารย์ไปก็เท่านั้นแหล่ะ.. อาจารย์ไปคุยธุระ กับท่านไท่ซ่างเหล่าจวิน (เทพแห่งการปรุงยา)บนสวรรค์โน่น!”ปีศาจเสือตะคอกใส่ “แต่ก็ดี... ข้าก็ชักจะหมั่นไส้เจ้าเต็มทีแล้ว ไปตายซะเถอะ!!!!!” ปีศาจเสือ กำลังจะจ้วงมีดเข้าแทงหงไห่เอ๋อ แต่ทันใดนั้น สิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีเปลวเพลิงออกมาเผาร่างของปีศาจเสือ ก่อนที่มีดเล่มนั้นจะปักเข้าที่อกของหงไห่เอ๋อ ท่ามกลางความตกตะลึงของปีศาจทุกตน ณ ที่นั้น เปลวเพลิงร้อนระอุถูกปล่อยออกมาจากปากเล็กๆของเด็กน้อยชุดแดงคนนี้นั่นเอง ปีศาจปลาซึ่งเป็นลูกน้องของปีศาจอีกาก็พยายามปล่อยน้ำออกมาดับไฟ แต่ก็ไม่สามารถดับได้ ดวงไฟนั้นกลับทวีความรุนแรงเข้าไปอีก เสียงกรีดร้องของปีศาจเสือดังยิ่งขึ้น จนไฟได้แผดเผาร่างของเขาจนเหลือแต่เพียงเถ้าถ่านก่อนจะมอดดับไป ปีศาจตนอื่นๆต่างทรุดลงด้วยความกลัว แม้แต่ปีศาจอีกาที่เผลอปล่อยร่างของซูเม่ยออก แม้แต่ปีศาจกระต่ายขาวอย่างซูเม่ยเองก็หวาดกลัวเพลิงนรกครั้งนี้ไม่แพ้ปีศาจตนอื่นๆ หากแต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ปีศาจจอมเกเรเหล่านั้น แต่อาจารย์จิ่นซือ ซึ่งเสร็จธุระเร็วกว่ากำหนดก็กลับมาทันได้เห็นเหตุการณ์ครั้งนี้พอดี ด้วยความตกใจ ทำให้หงไห่เอ๋อยิ่งดิ้นแรงขึ้น แต่เชือกเซียนที่เคยแข็งแกร่งกลับขาดสะบั้นออกต่อหน้าต่อตาทุกคน...

“ม..มัน...ป..เป็นตัวอะไรกัน...” ปีศาจอีกายังอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนหงไห่เอ๋อเมื่อหลุดออกจากเชือกเซียนแล้ว ก็กลับคุกเข่าลงตรงหน้ากองขี้เถ้าเหล่านั้น แล้วเริ่มร้องไห้ออกมา อาจารย์จิ่นซือมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“หงไห่เอ๋อ... มากับข้า...”ผู้เป็นอาจารย์พูดเสียงเข้ม ก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น จ้องมองเหล่าปีศาจรอบตัวที่กำลังมองมาที่เขาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งตามอาจารย์ไป อาจารย์จิ่นซือเดินเข้าไปนั่งรอในกระท่อม อันเป็นที่พักของตน

“เจ้ารู้ตัวรึเปล่า...ว่าทำอะไรลงไป...”

“ข้า...ข้าขอโทษ...อาจารย์ หงไห่เอ๋อคุกเข่า

“เจ้าฆ่าหมิงเจ๋อ...ด้วยพลังที่ข้าเองก็ไม่รู้จัก... ทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้า..ว่าเจ้ามีพลังอันตรายเช่นนี้!

“ข..ข้า...ท่านพ่อ..กับท่านแม่..ไม่ยอมให้ข้าใช้มัน...ท่านบอกว่า..มันเป็นไฟที่ดับไม่ได้..แต่...ข้าก็ไม่เคยใช้มันอีกเลยนะอาจารย์...จนวันนี้...”

“เฮ้อ!...”ผู้เป็นอาจารย์ถอนหายใจเสียงดัง “ข้าไม่ได้โทษเจ้าหรอกนะ... หมิงเจ๋อเองก็ทำความผิด ที่เจ้าทำไปก็แค่จะป้องกันตัว...แต่...”

“...อะไรเหรอครับอาจารย์?..”

“ข้าคงจะ...สอนเจ้าต่อไปไม่ได้อีกแล้ว..” หงไห่เอ๋อมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด

“ทะ...ทำไม..ล่ะ...อาจารย์...ข้า...”

“พลังของเจ้ามันอันตรายเกินไป... เจ้าจะรับรองได้ยังไง..ว่าถ้ามีการฝึกอาวุธหนักๆ...แล้วเจ้าจะไม่พลั้งมือ...ฆ่าเพื่อนร่วมชั้นของเจ้าอีก...”

“......” หงไห่เอ๋อนิ่งเงียบ และได้แต่ก้มหน้าลง

“ข้าขอโทษ... แต่เจ้ากลับไปซะเถอะ...” จิ่นสือพูดเสียงอ่อนก่อนจะก้มหน้าลงเช่นกัน หงไห่เอ๋อทำท่าเคารพอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินคอตกออกไป

เมื่อออกมาจากกระท่อมของอาจารย์จิ่นสือ เด็กน้อยก็พบกับปีศาจกระต่ายซูเม่ยยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“หงไห่เอ๋อ...เจ้าเป็นยังไงบ้าง...อาจารย์ล่ะว่ายังไง?

“พี่ฟางเหนียงพูดถูก...ข้าไม่ควรออกมาจากถ้ำเมฆไฟ..ข้าจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ล่ะ”

“เดี๋ยว!...หงไห่เอ๋อ..อาจารย์...ไล่เจ้าออกใช่มั้ย...” ซูเม่ยพูดเสียงสั่น

“อาจารย์ทำถูกแล้วล่ะ... ข้ามันตัวอันตราย...”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ...เจ้าเป็นเพื่อนของข้านะ... เพื่อนคนเดียวของข้า..”ที่ดวงตาของเด็กสาวเริ่มจะมีน้ำตาคลอ

“ข้าขอโทษ...ซูเม่ย...ข้าเพิ่งจะมาฝึกทวนแค่ไม่กี่วัน ข้าก็ทำเรื่องซะแล้ว... ลาก่อน..”หงไห่เอ๋อกำลังจะเหาะกลับไป แต่มีร่างร่างหนึ่งมาขวางไว้ เขาก็คือ...

“ลุงภารโรง!” หงไห่เอ๋อทำหน้าสงสัย

“ข้าไม่ใช่ภารโรง...แต่ข้าเป็น...” ปริ้ง!’ลุงภารโรงลู่ชิงเสกไม้กวาดในมือให้กลายเป็นทวนยาวเงาวับ ด้ามจับสีแดงเพลิง และเรืองแสงสีทองเป็นประกายงดงาม ใบมีดคมกริบเป็นลายมังกรและมีพู่สีแดงห้อยประดับอยู่ มองครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงอย่างแน่นอน

“นี่คือ ทวนเทพสวรรค์ผู้ที่จะเป็นเจ้าของทวนเล่มนี้ได้จะต้องเป็น...” ลุงภารโรงลู่ชิงเงยหน้ามามองเด็กน้อย “ปรมาจารย์ทวน...ลู่ชิง” ชายวัยกลางคนแนะนำตัวใหม่

“ม..หมาย..ความว่ายังไง?” หงไห่เอ๋อสงสัย

“ข้าน่ะ...ไม่ใช่ภารโรงหรอก...แล้วก็ไม่ใช่ปีศาจด้วย... ที่จริง..ข้าเป็นเทพ..แต่ข้าไม่ชอบอยู่บนสวรรค์...ก็เลยลงมาอยู่บนโลกมนุษย์แห่งนี้...”ลู่ชิงเล่า

“มาเป็น..ภารโรง เอ่อ..คนทำความสะอาดเนี่ยนะ...” เด็กน้อยว่า

“ใช่... เราลงไปคุยกันข้างล่างเถอะ...”ว่าแล้วทั้งสองก็เหาะกลับลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ซึ่งมีซูเม่ยยืนอุ้มกระต่ายตัวน้อยรออยู่

“เจ้าจิ่นสือนั่นมันโง่จริงๆ มีลูกศิษย์ที่มีความสามารถมากมายขนาดนี้ กลับจะทิ้งได้ลงคอ... นี่เจ้าเด็กแดง...ข้าสัญญาจะสอนวิชาทวน และสอนเจ้าควบคุมไฟของเจ้าด้วย!

“ไฟของข้า!..จริงเหรอ?” หงไห่เอ๋อตื่นเต้น

“ถ้างั้นลุงภารโรง...เอ่อ..ท่านลู่ชิง..ท่านรู้วิธีการควบคุมไฟของหงไห่เอ๋อด้วยเหรอคะ”ซูเม่ยถามขึ้น

“ใช่...เพราะข้ารู้จักที่มาของมัน...”

“เอ่อ... ไฟของข้า.. มันที่มาด้วยเหรอครับ?

“นี่เด็กน้อย... ในสามภพน่ะ มีไฟที่มีอำนาจการเผาไหม้รุนแรงที่สุด ที่เรียกได้ว่าไม่มีน้ำใดๆจะดับได้เลย เรียกว่า ไฟซานเม่ยหรือ ไฟสามธาตุอันเกิดจากอัญมณีสีแดงเพลิง นอกจากนี้ยังมีอัญมณีสีน้ำตาลซึ่งเป็นธาตุดิน อัญมณีสีขาวซึ่งเป็นธาตุลม และอัญมณีสีฟ้าซึ่งเป็นธาตุน้ำ ในจำนวนอัญมณีทั้งหมด อัญมณีธาตุไฟ เป็นอัญมณีที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุด สามารถเอาชนะอัญมณีอื่นๆได้ทั้งหมด เว้นแต่อัญมณีธาตุน้ำเท่านั้นที่สามารถดับไฟซานเม่ยนี้ได้ แต่นับตั้งแต่ที่อัญมณีธาตุไฟได้หายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน เจ้าแม่กวนอิมจึงได้มาเอาอัญมณีธาตุน้ำไปเก็บรักษาไว้เอง ส่วนอัญมณีที่เหลือก็ยังอยู่ที่เดิม ก็คือ ในกล่องเก็บอัญมณีที่ห้องเก็บยาของท่านเทพไท่ซ่างเหล่าจวินบนสวรรค์...”

“แล้ว..พลังของไฟสามธาตุ มันมาอยู่ในร่างของข้าได้ยังไงกัน?

“คงเป็นเพราะ..พ่อแม่ของเจ้านั่นแหล่ะ ที่ไปขโมยมา เพราะเดิมที อัญมณีธาตุไฟ เป็นแหล่งกำเนิดเปลวไฟที่ใช้ในการต้มยาของท่านไท่ซ่างเหล่าจวิน...” ลู่ชิงว่า

“แสดงว่า ท่านแม่ของข้า..กินอัญมณีเข้าไปตั้งแต่ตอนที่ท้องข้าอยู่...ข้าก็เลย...”

“ใช่แล้วล่ะ... แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่เจ้าจะได้มีพลังไฟสามธาตุที่แข็งแกร่งขนาดนี้...” ลู่ชิงซึ่งสัญญาว่าจะสอนวิธีการควบคุมไฟให้กับหงไห่เอ๋อ ก็เริ่มต้นการฝึกสอน โดยการให้หงไห่เอ๋อลองพ่นไฟให้โดนเป้าหมาย โดยมีซูเม่ยคอยให้กำลังใจอยู่ การฝึกเริ่มคืบหน้าขึ้น ไม่กี่วันหงไห่เอ๋อเริ่มควบคุมไฟได้อย่างใจคิด

แต่แล้ววันหนึ่ง

“เอาล่ะ...เจ้าเด็กแดง...ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ ส่วนเจ้าต้องพ่นไฟเผาหุ่นฟางที่อยู่ตรงนี้” ลู่ชิงชี้ให้ดู แต่ตัวหุ่นฟางกับร่างของลู่ชิงนั้นอยู่ใกล้กันมาก และหงไห่เอ๋อเองก็ต้องเล็งเป้าหมายมาจากระยะไกล

“แต่ว่า... มันไม่อันตรายไปหน่อยเหรอครับอาจารย์” หงไห่เอ๋อมีสีหน้ากังวล

“ไม่เป็นไรหรอก? ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า... เจ้าต้องทำได้ เอาล่ะ! พ่นมาเลย!

ฟู่!!!!!!!!!!!!!!!’ หงไห่เอ๋อพ่นไฟออกมาจากปากเล็กๆของตน หากแต่ดวงไฟลูกนี้กลับไม่ได้พุ่งไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กลับกลายเป็นเฉียดไปโดนร่างของลู่ชิงที่บริเวณแขน จนแขนเสื้อของผู้เป็นอาจารย์ติดไฟ เปลวเพลิงก็เริ่มโหมกระหน่ำขึ้นทันที

“กรี๊ด!!!!!!!!!”ซูเม่ยซึ่งยืนดูอยู่ก็กรีดร้องด้วยความตกใจ หงไห่เอ๋อเองก็ตกใจไม่แพ้กัน

“อ๊ากกกก...หง..ไห่เอ๋อ... ดับไฟ...ดับ..ไฟ...เร็ว!!! อ๊าก!!” ลู่ชิงร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะลงไปเอาแขนเกลือกกลิ้งกับพื้นดินให้ไฟดับ แต่ไฟเจ้ากรรมก็ยังคงลุกไหม้และเหมือนจะยิ่งลุกลาม หงไห่เอ๋อซึ่งยืนตัวสั่นด้วยความตกใจก็เริ่มคิดวิธีดับไฟออก จึงรีบวิ่งไปหาลู่ชิงแล้วใช้ปากของตัวเองอมเปลวไฟที่แขนของอาจารย์ ไม่นานไฟก็ค่อยๆมอดดับไป...ทั้งลู่ชิงและหงไห่เอ๋อต่างก็เหนื่อยอ่อน โดยเฉพาะหงไห่เอ๋อที่เอาแต่ร้องไห้

“ฮือๆๆ อาจารย์...ข้าขอโทษ...ฮือๆๆ” เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น จนลู่ชิงต้องเข้าไปโอบกอดปลอบใจ

“ไม่เป็นไร...อาจารย์ไม่เจ็บหรอก...ไม่ต้องร้องนะ...แขนอาจารย์เป็นรอยไหม้นิดเดียวเอง...” แต่เมื่อไปมองที่แขนของลู่ชิงแล้ว เรียกได้ว่า เปลวเพลิงนั้นได้เผาแขนของลู่ชิงเสียหายไปมากจนเกือบใช้การไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่ลู่ชิงเคยฝึกอิทธิฤทธิ์ร่างทองคงกระพันเอาไว้ เพราะหากเป็นคนธรรมดาละก็ แขนทั้งแขนคงจะมอดไหม้เหลือแต่ขี้เถ้าเป็นแน่

            วันต่อมา...

หงไห่เอ๋อ ดูมีหน้าตาเซื่องซึมกว่าปกติ

            “อาจารย์...ข้าจะไม่พ่นไฟอีกแล้ว...” เด็กน้อยพูดหน้านิ่ง

            “ไห่เอ๋อ..ข้าบอกแล้วไงว่าแขนของข้าไม่เป็นอะไร”ลู่ชิงชูแขนของตนซึ่งถูกพันผ้าอยู่ขึ้นมา

            “ข้าขอร้องล่ะ..อาจารย์...ข้าขอฝึกทวนอย่างเดียวก็พอ...”หงไห่เอ๋อหน้าเศร้า ลู่ชิงถอนหายใจ

            “ก็ได้...ถ้าเจ้ายืนยันเช่นนั้น...ข้าก็จะไม่ขัดใจเจ้า...ต่อไปนี้..ข้าจะฝึกเฉพาะวิชา การใช้ทวนให้กับเจ้า” หลังจากนั้นหงไห่เอ๋อก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกอาวุธทวนอย่างมุ่งมั่น จนเวลาผ่านไปหลายเดือน...

            วันหนึ่ง มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้นอย่างประหลาด พร้อมกับร่างมหึมาราวกับภูเขาลูกใหญ่เดินได้ก็พุ่งเข้ามายังป่าแห่งนี้ อันเป็นเขตปกครองของเจ้ากระทิง หงไห่เอ๋อและลู่ชิงซึ่งกำลังฝึกอาวุธอยู่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ หงไห่เอ๋อเงยหน้าขึ้นไปมองก็ตกใจเป็นอย่างมาก

            “ปีศาจ!!!” ลู่ชิงอุทานเสียงดัง

            “อาจารย์! มันคืออะไรน่ะ!” หงไห่เอ๋อร้องถาม

            “รีบพาทุกคนหนีไปก่อน..เร็วเข้า! เจ้าด้วยซูเม่ย!”ลู่ชิงตะโกนบอก หงไห่เอ๋อเหาะขึ้นไปบนฟ้า ก็มองเห็นเหล่าปีศาจน้อยใหญ่ที่เคยอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ต่างก็หนีตายกันอลหม่าน เมื่อมองไปที่เจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ มันมีร่างกายใหญ่โต และมีผิวหนังคล้ายหิน แล้วยังถืออาวุธเป็นดาบขนาดใหญ่ 2 เล่มอีก เจ้าปีศาจยักษ์เริ่มอาละวาดทำลายป่า และกวัดแกว่งอาวุธไปทั่ว ปีศาจบางตนที่หลบคมดาบไม่ทันก็ต้องสิ้นชีวิตอยู่ตรงนั้นเอง หงไห่เอ๋อพยายามเหาะไปช่วยปีศาจเด็กในโรงเรียนให้หลบคมดาบออกมาได้ แต่ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้น หงไห่เอ๋อก็ได้ยินเสียงอันคุ้นหูดังขึ้น

            “ไห่เอ๋อ...ไห่เอ๋อลูกพ่อ!!!

            “ไห่เอ๋อลูกแม่!!!..” เสียงของเจ้ากระทิงและองค์หญิงพัดเหล็ก พ่อแม่ของเด็กน้อยชุดแดงคนนี้นั่นเอง หงไห่เอ๋อรีบเหาะไปหาพ่อกับแม่ของตนทันที

            “หงไห่เอ๋อ...ลูกไม่เป็นไรใช่มั้ย...”องค์หญิงพัดเหล็กโอบกอดเด็กน้อยเอาไว้ “ลูกแม่...รีบหนีไปก่อนนะลูก...ทางนี้พ่อกับแม่จัดการเอง...” หงไห่เอ๋อพยักหน้ารับคำก่อนจะรีบเหาะไป แต่ก็ยังเป็นห่วงซูเม่ยกับลู่ชิง จึงเหาะลงไปดู เห็นซูเม่ยกำลังวิ่งหนีปีศาจยักษ์ตนนั้นอยู่

            “ซูเม่ย!...เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า?...แล้วอาจารย์ล่ะ?

            “ข้าไม่เป็นไร แต่อาจารย์ลู่ชิง..กับพ่อแม่ของเจ้า...”ซูเม่ยเงยหน้าขึ้นไปมอง หงไห่เอ๋อจึงเงยตาม ก็เห็นว่าลู่ชิง เจ้ากระทิงและองค์หญิงพัดเหล็กกำลังต่อสู้กับเจ้าปีศาจยักษ์อยู่ องค์หญิงพัดเหล็กนำพัดใบตองออกมาพัดใส่ปีศาจ แต่ปีศาจตนนั้นกับไม่สะทกสะท้านใดๆ หลังจากนั้นปีศาจก็ปล่อยโซ่ชนิดหนึ่งออกมารัดตัวเจ้ากระทิงกับองค์หญิงพัดเหล็กเอาไว้และปัดร่างของอาจารย์ลู่ชิงกระเด็นไป หงไห่เอ๋อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเหาะขึ้นไปหมายจะช่วยพ่อแม่ของตน แต่กลับถูกอาวุธของเจ้าปีศาจยักษ์ขวางเอาไว้

            “อาจารย์!!!!!!!!!!!!!!!!!” หงไห่เอ๋อมองตามร่างอาจารย์ของตนที่กระเด็นไปชนผาหินข้างหลัง ปีศาจยักษ์ยังคงตวัดดาบเข้าใส่หงไห่เอ๋อ ทำให้เด็กน้อยต้องกระโดดหลบแล้วเสกทวนโลกันต์ของตนขึ้นมาป้องกันไว้ แต่เมื่อได้มาเผชิญหน้ากับปีศาจยักษ์โดยตรง ทำให้หงไห่เอ๋อเริ่มมองเห็นหน้าตาของเจ้าปีศาจนั้นอย่างชัดเจน ซึ่งหน้าตาของเขาก็เหมือนกับ...

            “ท่านคือ...”ยังไม่ทันจะได้พูด เด็กน้อยก็ต้องเหาะหลบหลีกดาบยักษ์ 2 เล่ม ที่ฟาดฟันเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ แต่ด้วยพละกำลังของเด็กน้อย ทำให้สามารถกดดาบของเจ้าปีศาจยักษ์ลงได้

            “อาจารย์!...อาจารย์จิ่นสือใช่มั้ย? อาจารย์!...นี่ข้าเองนะ..หงไห่เอ๋อ...”เด็กน้อยพูดกับปีศาจยักษ์ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับจิ่นสืออดีตอาจารย์ของตน แต่เจ้าปีศาจกลับแสยะยิ้ม แล้วใช้ดาบอีกเล่มฟันเข้าที่ร่างของเด็กน้อยทันที หงไห่เอ๋อไม่ทันระวังตัวจึงโดนปลายคมดาบของปีศาจยักษ์เข้าที่บริเวณดวงตาข้างขวา เกิดแผลเป็นแนวยาว เลือดสดๆไหลรินอาบใบหน้าของเด็กน้อยไปครึ่งหนึ่ง

            “อ๊ากกกกก!!!...”เด็กน้อยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปีศาจยักษ์ก็ปัดร่างของเด็กน้อยกระเด็นไปชนหินผาเช่นเดียวกับลู่ชิง

เฮือก!’เด็กน้อยพยายามขยับตัวลุกขึ้นยืน โดยใช้รอยแตกของหินผาเป็นที่ยึด อาจารย์ลู่ชิงเหาะกลับไปสู้กับปีศาจยักษ์ แต่กลับพลาดท่าโดนโซ่ของปีศาจมัดไว้ โซ่ของปีศาจปล่อยแสงสีม่วงคล้ายกับกระแสไฟฟ้าเข้าใส่ร่างของลู่ชิง จนลู่ชิงรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัส และไม่ว่าจะดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่อาจหลุดจากโซ่มรณะได้ หงไห่เอ๋อพยายามจะเหาะกลับมาสู้ต่อ แต่ด้วยที่ดวงตาข้างขวากำลังบาดเจ็บ ทำให้เด็กน้อยเริ่มเสียการทรงตัว แต่ก็พยายามประคองตัวเองเอาไว้ ในมือยังจับทวนของตนเอาไว้แน่น ทั้งสองต่อสู้กันอยู่สักพัก หงไห่เอ๋อสามารถเข้าถึงตัวปีศาจยักษ์ได้มากขึ้น จนทำให้ปีศาจยักษ์เริ่มได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน ปีศาจยักษ์จึงหันไปปล่อยพลังใส่อาจารย์ลู่ชิงแทน เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของอาจารย์ ทำให้หงไห่เอ๋อเสียสมาธิและโดนปีศาจยักษ์ฟันเข้าที่แขนซ้าย โชคดีที่โดนแค่เฉียดๆเท่านั้น แต่ก็ทำให้เด็กน้อยเสียเลือดไปอีก ก่อนจะพลาดท่าโดนปีศาจยักษ์ถีบกระเด็นไปชนผาหินเป็นครั้งที่สอง คราวนี้หงไห่เอ๋อแทบจะลุกไม่ไหว เลือดสีแดงสดของเด็กน้อยก็ไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ลู่ชิงที่โดนจับอยู่ พอได้สติก็ตะโกนเรียกหงไห่เอ๋อ

“หงไห่เอ๋อ!!! พ่นไฟ!! พ่นไฟเดี๋ยวนี้!!!!” ลู่ชิงใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการตะเบ็งเสียง หงไห่เอ๋อซึ่งอยู่ที่หน้าผาเริ่มสับสน แต่ก็พยายามตั้งท่าจะพ่นไฟ แต่ภาพเหตุการณ์ที่ตนเผาปีศาจเสือ กับเผาแขนของอาจารย์ลู่ชิงยังตามหลอกหลอนทำให้หงไห่เอ๋อไม่กล้าพ่นไฟออกมา

“ขะ..ข้า..ทำไม่ได้...ข้าทำไม่ได้!!!.”หงไห่เอ๋อเข่าอ่อน ปีศาจยักษ์แสยะยิ้มก่อนจะโยนร่างของลู่ชิงกระเด็นตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง หงไห่เอ๋อรีบเหาะลงไปหา แต่อาจารย์ลู่ชิงบาดเจ็บสาหัสมาก

“หะ..ไห่..เอ๋อ..จะ...เจ้า...พ...ไฟ.. ไฟ...” ลู่ชิงเอื้อมมือไปแตะที่แก้มของเด็กน้อยก่อนจะหมดกำลังลงไปนอนแน่นิ่งอยู่

“อาจารย์...อาจารย์!!!!!!!!!!!!” หงไห่เอ๋อเสียใจมาก น้ำตาเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาข้างซ้ายที่เหลืออยู่ ก่อนจะรีบเหาะขึ้นไปสู้กับปีศาจยักษ์อีกครั้ง ปีศาจยักษ์ต้อนหงไห่เอ๋อจนมาติดอยู่ที่หน้าผา แล้วใช้ดาบยักษ์ดันทวนของหงไห่เอ๋อ เด็กน้อยยึดทวนอยู่ได้สักพักก็รู้สึกว่าไม่ไหวจึงตัดสินใจปล่อยทวนของตนลง ปีศาจยักษ์หัวเราะสะใจแล้วง้างดาบของตนก่อนจะฟาดฟันลงไปเต็มแรง แต่ยังไม่ทันที่ดาบจะถึงตัวเด็กน้อย ปีศาจตนนั้นก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นร่างของเด็กน้อยเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโชนขึ้นทั้งตัว แม้แต่เส้นผมทุกเส้นก็ยังติดไฟ ราวกับร่างกายของเด็กน้อยจะเป็นสีแดงไปทั้งร่าง

“นะ..น่า..กลัว...” ปีศาจยักษ์ตนนั้นตกใจจนเผลอเอ่ยคำพูดนี้ออกมา

ย้าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เด็กน้อยคำราม พร้อมกับเปลวเพลิงมหาศาลที่พวยพุ่งเข้าใส่ร่างอันใหญ่โตของปีศาจตนนั้น

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก” ปีศาจกรีดร้องโหยหวนก่อนร่างอันมโหฬารของเจ้าปีศาจจะหายวับกลายเป็นเถ้าธุลีไป แต่กลับมองไม่เห็นร่างของเจ้ากระทิงและองค์หญิงพัดเหล็ก ผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กน้อยเลยแม้แต่เงา

“แฮ่กๆๆๆ...”หงไห่เอ๋อซึ่งกลับคืนร่างเดิมแล้วเริ่มเหนื่อยหอบ ก่อนจะค่อยๆประคองตนเองเหาะช้าๆลงมาถึงพื้น และมองไปเห็นเด็กสาวผู้เป็นเพื่อนยืนอยู่

“ซูเม่ย..เจ้า..แฮ่กๆ..ไม่เป็นไร..แฮ่ก..ใช่มั้ย..”แม้ร่างกายของตนจะไม่ค่อยไหว แต่ก็ยังเป็นห่วงปีศาจกระต่ายผู้เป็นเพื่อน..

“ข้า...ไม่เป็นไร!”สิ้นสุดเสียงของซูเม่ย ภาพสุดท้ายที่หงไห่เอ๋อเห็น ก็คือเด็กสาวผู้อ่อนแอแต่กลับหยิบโซ่ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับโซ่ที่ใช้รัดพ่อแม่และอาจารย์ของเขาขึ้นมาโยนใส่ตัวเขา แสงสีม่วงจากโซ่นั้นทำให้เด็กน้อยเจ็บปวดไปถึงกระดูกก่อนจะสลบไป...

………………………………

…………………….

…………

หงไห่เอ๋อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตนอยู่ท่ามกลางโซ่ตรวนพันธนาการมากมาย เด็กน้อยพยายามมองไปรอบตัวๆ แต่ก็ยังรู้สึกเจ็บที่ดวงตาข้างขวา

“อูย....”หงไห่เอ๋อพยายามตั้งสติและเพ่งสายตาอีกครั้ง ก็เห็นร่างของพ่อและแม่ของคนกำลังโดนจับอยู่เช่นกัน

“ท่านพ่อ! ท่านแม่!!! อ๊าก!!!!”แค่ขยับตัวก็โดนกระแสไฟฟ้าสีม่วงเข้าซ็อตจนรู้สึกเจ็บปวด

“อ้าว...ตื่นแล้วเหรอ?....หงไห่เอ๋อ...”เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น

“อะ..อาจารย์จิ่นสือ...” หงไห่เอ๋อตกใจอย่างมาก เมื่อยังเห็นอดีตอาจารย์ของตนยังอยู่ในร่างของมนุษย์และกำลังยืนมองตนอย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อมองไปข้างหลังก็เห็นร่างอีกสองร่างกำลังเดินตามหลังมากลับยิ่งทำให้เด็กน้อยตกใจมากขึ้นไปอีก!

“อาจารย์ลู่ชิง!...ซูเม่ย!...นี่มันอะไรกัน!...อ๊ากกกก” หงไห่เอ๋อโดนไฟฟ้าช็อตอีกครั้งจนเริ่มหมดกำลัง

“อย่าดิ้นสิ! เจ้าเด็กแดง... เดี๋ยวเจ้าจะตายซะก่อน...”ลู่ชิงเข้ามากระซิบที่ข้างหูของเด็กน้อย ส่วนซูเม่ยยังคงยืนนิ่งราวกับคนไร้ความรู้สึก หงไห่เอ๋อรู้สึกหวาดกลัวและสับสนเป็นอย่างมาก

“อย่างที่บอก...เจ้าน่ะ...เป็นคนอันตราย...มีพลังวิเศษที่ได้มาจากอัญมณี...ที่พ่อกับแม่ของเจ้าไปขโมยมา!!!” ลู่ชิงตะคอกใส่พร้อมกับเสกทวนเทพสวรรค์ของตนออกมาจ่อไปที่ร่างของเจ้ากระทิงกับองค์หญิงพัดเหล็ก

“ถ้าพวกเจ้าเคียดแค้นอะไรก็มาลงที่ข้าเถอะ! อย่าไปลงที่ลูกของข้าเลย!!! อ๊ากกก...”เจ้ากระทิงพูดขึ้น ก่อนจะโดนไฟฟ้าซ็อตไปอีก

“ข้าขอร้องล่ะ...พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายท่านเลยนะ...ท่านลู่ชิง..” องค์หญิงพัดเหล็กขอร้องบ้าง

“ลู่ชิง...เจ้าลองเล่าเรื่องของเจ้าให้สองผัวเมียนั่นฟังซิ!”จิ่นสือสั่ง ลู่ชิงเดินถือทวนของตนเข้าไปใกล้ๆเจ้ากระทิงกับองค์หญิงพัดเหล็ก

“ข้า...เคยเป็นถึงขุนศึกเทพแห่งสวรรค์...ผู้มีอิทธิฤทธิ์มหาศาล และได้รับมอบหมายจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้มาช่วยเฝ้าดูแลอัญมณีวิเศษอันมีค่า และสำคัญมากต่อการปรุงยาของท่านเทพแห่งการปรุงยาไท่ซ่างเหล่าจวิน แต่แล้ว...เจ้ากระทิง!..เจ้าก็แปลงกายมาเป็นท่านไท่ซ่างเหล่าจวิน มาหลอกให้ข้าเอาอัญมณีสีแดงเพลิงมาให้! เมื่ออัญมณีธาตุไฟอันนั้นหายไป เง็กเซียนโกรธมาก และคิดจะลงโทษข้า ข้าจึงต้องหนีหัวซุกหัวซุน มาปลอมตัวเป็นภารโรง อยู่กับพวกปีศาจเพื่อให้กลิ่นไอปีศาจเหล่านี้กลบกลิ่นเทพในตัวข้า ไม่ให้พวกทหารสวรรค์ตามตัวเจอ...และก็นับวัน...รอเวลาแก้แค้น...ไม่คิดเลย..ว่าอัญมณีสีแดงที่ข้าตามหา จะมาอยู่ในร่างเล็กๆของเจ้าเด็กแดงคนนี้...”

“เจ้าโกหก!...เจ้าเทพตกสวรรค์!!! อ๊ากกกก” เจ้ากระทิงพูดขึ้น “หึ! อัญมณีไม่ได้หายไปแค่เม็ดเดียว...แต่มันหายไปทั้งสามเม็ด!!! ใช่!...ข้าขโมยอัญมณีสีแดงไปก็จริง แต่อีกสองเม็ดที่เหลือ...เจ้าคิดเอาเองก็แล้วกันว่ามันอยู่ที่ใคร!..

“เจ้ากระทิง! จะตายอยู่แล้วยังมาทำปากดี!!!” ลู่ชิงเอาปลายทวนจ่อหน้าอ๋องควาย

“ท่านลู่ชิงเราไม่ตั้งใจจะขโมยอัญมณีของท่านนะ...แต่มันเป็นการเข้าใจผิด..ตอนที่ข้าท้องหงไห่เอ๋อ..ข้าป่วยหนักจนต้องให้ท่านไท่ซ่างเหล่าจวินมาช่วยรักษา...” องค์พัดเหล็กเล่าบ้าง

“ใช่!...ท่านไท่ซ่างเหล่าจวินบอกข้าว่า เมียข้าขาดธาตุร้อน ต้องใช้ยาสมุนไพรที่เป็นธาตุร้อน แต่ข้าไม่รู้ ว่ายาสมุนไพรที่เป็นธาตุร้อนคืออะไร ข้าก็เลยต้องเหาะไปขอตัวยากับท่านไท่ซ่างเหล่าจวินอีกครั้ง แต่วันนั้นท่านไม่อยู่ ข้าเลยจำเป็นต้องแปลงกายเป็นท่านไท่ซ่างเหล่าจวินแล้วเข้าไปถามเด็กนักปรุงยา ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอัญมณีธาตุไฟนี่แหล่ะคือต้นกำเนิดของสมุนไพรธาตุร้อนทั้งหมด ข้าก็นึกว่าอัญมณีนั่นคือตัวยานะสิ! เลยเข้าไปขอจากท่าน...พอเมียข้าได้กินอัญมณีนั่นเข้าไป อาการเจ็บป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง...”เจ้ากระทิงเล่าความจริงให้ฟัง

“ท่านพ่อ...ท่านแม่...”หงไห่เอ๋อเริ่มน้ำตาคลอ

“หุบปากหน่า!!! ยังไงพวกเจ้าก็ทำลายชีวิตของข้าอยู่ดี!!!...”ลู่ชิงยังคงมีความแค้นบังตา

“ใจเย็นก่อนลู่ชิง...เจ้าลืมไปแล้วเหรอ...ว่าเราจับเจ้าพวกนี้มาทำไม...ข้าจะได้เป็นผู้ครอบครองพลังของอัญมณีทั้ง 3 เม็ด!!!

“ฮึ!...แน่นอนอยู่แล้วนายท่าน ท่านคู่ควรกับอัญมณีธาตุดินและธาตุลมอยู่แล้ว...คราวนี้ก็ขาดแค่ธาตุไฟ...”ลู่ชิงแสยะยิ้ม...ใช่แล้ว...ผู้ที่ขโมยอัญมณีอีก 2 เม็ดที่เหลือก็คือปีศาจจิ่นสือนี่เอง โดยอัญมณีธาตุดินทำให้เขาสามารถขยายร่างจนมีขนาดเท่ากับภูเขาและเปลี่ยนน้ำหนักของตนให้หนักปานภูเขาได้... ส่วนอัญมณีธาตุลมทำให้เขาเคลื่อนไหวได้เร็วราวกับพายุและยังป้องกันการโจมตีด้วยพัดใบตองขององค์หญิงพักเหล็กได้อีกด้วย

“เจ้าเด็กน้อย...ปากของเจ้าน่ะ..สามารถพ่นไฟบรรลัยกัลป์ออกมาได้ก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไร ผ้าแพรกันไฟของข้าได้หรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”ปีศาจจิ่นสือหยิบผ้าแพรเรียวยาวคล้ายริบบิ้นขึ้นมาผูกเอาไว้ที่เอว

“อ้าว!..พ่นไฟมาสิ!”จิ่นสือสั่งหงไห่เอ๋อ แต่หงไห่เอ๋อเบือนหน้าหนี “ข้าบอกให้พ่นไฟไง!ผัวะ!’ จิ่นสือต่อยเด็กน้อยไปหมัดนึง

“พ่นไฟเดี๋ยวนี้!!!” ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หงไห่เอ๋อก็ไม่แม้แต่จะเปิดปาก

“พ่นไฟสิ!!!ผัวะ!’ “พ่นไฟ!!!ผัวะ!’ ผัวะ!’ ผัวะ!’ ผัวะ!’ ผัวะ!’ ผัวะ!’ ผัวะ!’

ปีศาจจิ่นสือต่อยหน้าของหงไห่เอ๋อไม่ยั้ง

“พอเถอะ..ท่านจิ่นสือ...ต่อยไปกี่ครั้ง..ไอ้เด็กนั่นมันก็แค่รู้สึกแสบๆคันๆเท่านั้นแหล่ะ!” ลู่ชิงห้ามไว้

“พวกเจ้า...ปล่อยลูกข้าไปเถอะ...ฮือๆๆ...ลูกแม่...โอ๊ย...” องค์หญิงพัดเหล็กร้องไห้สงสารลูก

“พวกเจ้าน่ะ หุบปากไปเลย!!!ผัวะ!’ ‘ผัวะ!’ ลู่ชิงใช้ด้ามทวนทุบหน้าของสองผัวเมีย

“นายท่านครับ...” ปีศาจอีกาเปิดประตูเข้ามา

“มีอะไร!” จิ่นสือว่า

“พวกที่จับมาได้..จะทำอย่างไรต่อครับ”

“เอาพวกมันไปขังให้หมด!

“ครับ! นายท่าน!!!”ปีศาจอีกาเหลือบมองมาที่หงไห่เอ๋อพักนึง ก่อนจะก้าวเดินออกไป ปีศาจจิ่นสือหันกลับมาแสยะยิ้ม

“หึหึหึ... หงไห่เอ๋อ... ถ้าเจ้าไม่พ่นไฟ... ข้าจะฆ่าพ่อแม่ของเจ้าซะ!!!”จิ่นสือประกาศเสียงเข้ม พลางใช้เวทย์มนต์เลื่อนศาสตราวุธไปจ่อที่หัวใจของสองผัวเมีย

            “อะ..อย่า..นะ..ข้ายอมแล้ว..ข้า..จะพ่นไฟ..” หงไห่เอ๋อหายใจแรงขึ้นด้วยความตกใจและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เด็กน้อยพยายามรวบรวมสมาธิ แล้วกำลังจะพ่นไฟ แต่ภาพการต่อสู้อันโหดร้ายกลับไหลทะลักเข้ามาในสมอง ทำให้เด็กน้อยไม่สามารถพ่นไฟได้

            “ช้าเกินไป...ไม่ทันใจข้า!!!เฉื่อก!!!’ ศาสตราวุธพุ่งเข้าแทงทะลุหน้าอกของเจ้ากระทิงและองค์พัดเหล็กผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็กน้อย หงไห่เอ๋อตาค้างด้วยความตกใจและความเสียใจที่พรั่งพรูเข้ามา

            “ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เด็กน้อยแผดเสียงตะโกนดังลั่นพร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงราวกับกำลังจะจุดระเบิดตัวเอง ปีศาจจิ่นสือเห็นดังนั้นก็รีบร่ายมนต์เรียกไฟเหล่านั้นให้กลับมาหลอมรวมกันเป็นรูปอัญมณีสีแดงจนได้ โดยลู่ชิงและซูเม่ยต้องหลบอยู่ข้างหลังปีศาจจิ่นสือเพื่อป้องกันการโดนลูกหลงจากเปลวเพลิงมหาศาล หงไห่เอ๋อถูกดูดพลังไฟไปจนหมด รอยสัญลักษณ์รูปเปลวไฟกลางหน้าผากก็เลือนหายไป ก่อนจะคอพับคออ่อนด้วยความเจ็บปวดแต่นัยน์ตาข้างซ้ายที่ยังเหลืออยู่ยังจ้องเขม็งไปที่ปีศาจจิ่นสือ เมื่อเปลวไฟเหล่านั้นถูกหลอมรวมกลับกลายเป็นอัญมณีอีกครั้ง ปีศาจจิ่นสือก็หัวเราะร่า ก่อนจะกลืนอัญมณีสีแดงเพลิงลงท้องไปทันที หากแต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจจิ่นสือเริ่มทรุดลงแล้วเอามือกุมท้องด้วยสีหน้าเจ็บปวดทรมาน

            “โอ๊ยยยย...ร้อน...ร้อน!!!! ช่วยข้าด้วย!!! อ๊ากกกกก ร้อนนนนนนน” ปีศาจจิ่นสือกรีดร้องจนแทบไม่เป็นภาษา ร่างกายของเขาก็เริ่มมีควันขึ้น ซูเม่ยเดินถอยร่นไปด้วยความหวาดกลัว มีเพียงแต่ลู่ชิงเท่านั้นที่ยังยืนแสยะยิ้มอยู่.. ไม่นาน...

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ตู้ม!!!!!’ เสียงตะโกนสุดท้าย พร้อมกับเสียงระเบิดดังขึ้น ร่างของปีศาจจิ่นสือระเบิดกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับฝุ่นผง เหลือแต่เพียงผ้าแพรกันไฟและอัญมณีสีแดง สีน้ำตาล และสีขาวเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางเศษกองขี้เถ้า ลู่ชิงเดินเข้าไปหยิบริบบิ้นผ้าแพรนั้นมาผูกที่เอว และหยิบอัญมณีทั้งสามนั้นขึ้นมาด้วย

            “เจ้ามันโง่!...ไอ้จิ่นสือ...เป็นปีศาจที่มีพลังมหาศาลไปก็เท่านั้นแหล่ะ! เจ้าไม่มีวันมาเทียบรัศมีกับเทพอย่างข้าได้หรอก!!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า...จะบอกอะไรให้นะ...ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือกน่ะ...กินอัญมณีธาตุไฟเข้าไป ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นแหล่ะ!!!” คราวนี้กลับเป็นลู่ชิงที่ขึ้นแท่นมาเป็นหัวหน้าเสียเอง เขาหันกลับไปมองที่หงไห่เอ๋อซึ่งกำลังหมดแรง ก่อนจะยัดอัญมณีใส่แดงเพลิงกลับเข้าไปในปากของเด็กน้อย ทำให้สัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงบนหน้าผากกลับคืนมาดังเดิม...

            “เดี๋ยวเจ้าจะหาว่าข้าใจร้าย...อย่างน้อยเราก็เคยเป็นศิษย์-อาจารย์กัน...ข้าก็สงสารเจ้า หากเจ้าจะต้องตาบอด...”ลู่ชิงหยิบขวดยาขึ้นมา แล้วราดลงไปที่ดวงตาข้างขวาของเด็กน้อย

            “อ๊ากกกกกกกกกก”หงไห่เอ๋อร้องด้วยความเจ็บปวด ไม่นานบาดแผลที่ดวงตาของเขาก็สมานอย่างรวดเร็ว จนเด็กน้อยสามารถลืมตาข้างขวาได้อีกครั้ง หากแต่ได้ทิ้งรอยแผลเป็นเป็นแนวยาวเอาไว้เป็นอนุสรณ์ นอกจากนี้ลู่ชิงยังคิดจะช่วยรักษาบาดแผลอื่น รวมถึงรอยฟกช้ำต่างๆของหงไห่เอ๋อด้วย

            “เอาล่ะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บหรอกนะ แต่กว่ายาพวกนี้จะออกฤทธิ์ก็คงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ ข้าจะให้เจ้าลองนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆอยู่คนเดียวไปก่อนแล้วกัน”ว่าแล้วลู่ชิงก็เดินออกจากห้องนั้นไปพร้อมกับซูเม่ย แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้สั่งให้ลูกน้องปีศาจมาเก็บกวาดศพของเจ้ากระทิงและองค์หญิงพัดเหล็กให้เรียบร้อย... แต่ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวออกจากประตูไป ก็ได้ยินเสียงของหงไหเอ๋อที่ตะโกนไล่หลังออกมา

            “ซูเม่ย!...เจ้าโดนบังคับใช่มั้ย...เจ้าไม่ได้อยากจะทำร้ายข้าหรอก!!! บอกข้ามาสิ! ซูเม่ย!!!” หงไห่เอ๋อตะโกนทั้งน้ำตา แต่ซูเม่ยก็ไม่ได้หันหลังกลับมา หากแต่ในแววตาของเด็กสาวก็ยังเผยความเศร้าอยู่ ทันทีที่ปิดประตูห้องที่ใช้ขังหงไห่เอ๋อเรียบร้อยแล้ว ซูเม่ยก็เริ่มทวงสัญญาจากลู่ชิง

            “นายท่าน...ท่านบอกว่า...ถ้าข้าทำเรื่องนี้สำเร็จ...ท่านจะปล่อยตัวพี่น้องของข้า...”

            “พี่น้องของเจ้า?...อ๋อ...ใช่ๆ...ข้าเคยสัญญากับเจ้าเอาไว้..” ลู่ชิงเดินไปเปิดประตูกรงขังกรงหนึ่งออก ข้างในมีกระต่ายสีขาวตัวน้อยอยู่มากมายหลายสิบตัว ซูเม่ยยิ้มดีใจ แต่ลู่ชิงกลับแสยะยิ้มแล้วใช้ผ่ามือของตนปล่อยพลังใส่พวกกระต่ายเหล่านั้นจนกระอักเลือดตาย เหลือเพียงกระต่ายน้อยสีขาวอีกแค่ตัวเดียว ซูเม่ยตกใจเป็นอย่างมาก

            “ทะ..ท่าน!!..ท่านฆ่าพวกเขาทำไม..ท่านสัญญาว่าท่านจะปล่อยพวกเขานะ!!!

            “ข้าสัญญาว่าจะปล่อยพวกมัน..แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกข้านี่นา...ว่าจะปล่อยไว้นานแค่ไหน...” ลู่ชิงหันไปมองหน้าเด็กสาวที่ยืนแข็งทื่อและมีแววตาสับสน

            “ซูเม่ย...ข้ารู้...เจ้าเป็นคนใจอ่อน...และนั่นก็คือจุดอ่อนของเจ้า... อย่าลืมสิ! ใครกันที่เลี้ยงเจ้ามา..ใครสอนวิชาความรู้ให้กับเจ้า...ใครที่ทำให้กระต่ายน้อยผู้อ่อนแอ กลายเป็นปีศาจกระต่ายผู้เข้มแข็งได้... เจ้าเลือกเอาก็แล้วกัน ว่าพี่น้องของเจ้า...คือใครกันแน่...” ว่าแล้วลู่ชิงก็ชี้ไปที่กระต่ายน้อยที่เหลืออยู่ตัวสุดท้าย ซูเม่ยมองดูเจ้ากระต่ายตัวนั้นด้วยน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะเสกลูกธนูขึ้นมา

“ค่ะ... ท่านพ่อ...” ฉึ่ก!’ ธนูลูกนั้นปักเข้าที่กลางลำตัวของเจ้ากระต่ายน้อยตัวสุดท้ายจนขาดใจตาย...

“ข้าว่าเจ้าคงมีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าเด็กนั่น...ไปสิ! ข้าอนุญาต...ไปอยู่เป็นเพื่อนเขาสักหน่อย...”ลู่ชิงบอกก่อนจะเดินออกไปสั่งงานลูกน้องปีศาจตนอื่น ซูเม่ยจึงเดินกลับเข้าไปในห้องที่ใช้ขังหงไห่เอ๋อ

“อ๊ากกกกก... โอ๊ยยยยยย...”หงไห่เอ๋อพยายามดิ้นจนไฟฟ้าช็อตร่างของตน

“หงไห่เอ๋อ...พอเถอะ...ยิ่งเจ้าดิ้น มันก็จะยิ่งเจ็บนะ..” ซูเม่ยว่า

“ให้ข้าตายไปเลยยิ่งดี!...ฮือๆๆ ตอนนี้ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว...ฮือๆๆ”เด็กน้อยก้มหน้าลงร้องไห้ ซูเม่ยจึงปิดกลไกการช็อตไฟฟ้า ทำให้แสงสีม่วงหายไป เมื่อหงไห่เอ๋อขยับตัวก็จะได้ไม่โดนซ็อตอีก...

“ข้าขอโทษนะ..หงไห่เอ๋อ...ข้าจำเป็นต้องทำ...เขา...เอ่อ...อาจารย์ลู่ชิง..มีพระคุณกับข้ามาก...” ซูเม่ยทำหน้าเศร้า

“ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก...ข้ารู้..ว่าเจ้าเป็นคนดี...เป็นเพื่อนที่ดีของข้าเสมอ...” คำพูดของเด็กน้อย ทำให้ปีศาจกระต่ายเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า

“หงไห่เอ๋อ...”ซูเม่ยโอบกอดหงไห่เอ๋อเอาไว้ ก่อนหยดน้ำตาใสๆจะไหลอาบแก้มของเด็กสาว

“ซูเม่ย...เจ้ารู้มั้ย...ทำไมข้าถึงไม่อยากพ่นไฟ..” หงไห่เอ๋อพูดขึ้น ซูเม่ยผละออกจากการกอดเด็กน้อยก่อนจะเช็ดน้ำตาของตน

“เจ้ากลัวจะทำร้ายคนอื่นจนบาดเจ็บอีก...”ซูเม่ยตอบ

“เปล่าหรอก... ที่ข้าไม่อยากพ่นไฟ..ก็เพราะว่า..มัน..เจ็บ...ไอความร้อนที่พุ่งออกมาจากท้องของข้า...มันร้อน...ร้อนมาก..ราวกับจะเผาอวัยวะภายในของข้าให้เป็นจุล ยิ่งตอนที่เปลวไฟออกมาจากปากของข้านะ...มันทรมานมาก...เหมือนปากของข้ากำลังมอดไหม้...มันเผา..ไม่ใช่แค่ร่างของคู่ต่อสู้หรอกนะ...แต่ก่อนหน้านั้น..มันได้เผาร่างของข้าไปแล้ว..” น้ำตาของเด็กน้อยไหลออกมาอีกครั้ง ซูเม่ยจึงเอามือไปเช็ดน้ำตาให้ และพบว่าแม้แต่น้ำตาของเด็กน้อย ก็ยังร้อนราวกับน้ำต้มเดือด...

“หงไห่เอ๋อ!...”เสียงของลู่ชิงดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออก “เจ้าคงจะหายดีแล้วใช่มั้ย...” ลู่ชิงเอ่ยถาม

“กะ..ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว...ยาของท่านวิเศษจริงๆ..”เด็กน้อยว่า

“เอาล่ะ...อันที่จริง..ข้าไม่ได้คิดจะข่มขู่...หรือทำร้ายอะไรเจ้าหรอกนะ... ข้าแค่อยากให้เจ้า...มาร่วมมือกับข้า!...

“ร่วมมือ?...แต่ท่านฆ่าพ่อแม่ของข้า!

“ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่านะ...นึกดูดีๆสิ...เจ้าจิ่นสือต่างหาก...ทั้งหมดเป็นแผนของมัน..แต่ก่อน...ข้าเคยเป็นเทพ...เรียกได้ว่าเก่งกาจในระดับหนึ่ง...เป็นปรมาจารย์ด้านการใช้ทวนอย่างที่ข้าเคยบอก...จนวันที่อัญมณีสีแดงโดนขโมยไป...ตอนนั้น...แม้ว่าข้าจะเคยทำความดีความชอบมามากเท่าไหร่ พวกเทพงี่เง่าพวกนั้นก็ไม่เคยนึกถึง โดยเฉพาะเง็กเซียน ที่จะลงโทษข้า ให้ข้าลงไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ข้าไม่ยอมรับโทษจึงหนีมา พวกมันก็ยังส่งทหารมาตามจับข้า ไม่ใช่สิ! พวกมันจะฆ่าข้าเลยต่างหาก พวกมันส่งคนมายิงธนูวิเศษติดตามข้า..ข้าหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น..จนสุดท้ายข้าก็โดนไอ้ลูกธนูนั่นปักที่ขา โชคดีที่มีพวกปีศาจมาช่วยข้าไว้...กลิ่นของพวกปีศาจทำให้พวกเทพเหล่านั้นหาข้าไม่เจอ...ข้ารักษาตัวอยู่ตั้งนานก็ยังไม่หาย จนมีผู้เฒ่าปีศาจ...มาช่วยรักษาข้า จนข้ากลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่เขาพลาดท่าโดนพวกเทพจับได้ แต่ไม่ว่าโดนทรมานแค่ไหน เขาก็ไม่ปริปากบอกว่าข้าหลบซ่อนอยู่ที่ไหน...ไม่นาน..เขาก็ถูกทรมานจนตาย...หลังจากนั้นก็ข้าตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้กับตัวเอง ว่าจะข้าจะฝึกเจ้าปีศาจเด็กพวกนี้ให้แข็งแกร่ง ข้าจะสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ แล้วกลับไปแก้แค้น...ยึดบัลลังก์ของเง็กเซียนและปกครองทั้งสามภพ! และข้าก็ได้มาเจอกับปีศาจจิ่นสือผู้มีความต้องการคล้ายๆกับข้า...เราจึงร่วมมือกัน..หากแต่ความคิดเห็นของเราไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าจิ่นสือมักจะชอบลุยเดี่ยว...ไม่สนใจใคร..และอยากจะเป็นหัวหน้าอยู่คนเดียว...มันจึงได้ตายเพราะกินอัญมณีเพลิงเข้าไปอย่างที่เห็น.. แต่ไม่ใช่ข้า!..ข้าชอบความร่วมมือ... และข้าก็อยากให้ทหารของข้าทุกคนเต็มใจที่จะมากับข้า...”

“แล้วท่านจะแน่ใจได้อย่างไร..ว่าท่านจะชนะเง็กเซียนได้...ไหนจะมีทหารจากสวรรค์อีก..”หงไห่เอ๋อว่า

“นั่นไง..เจ้าเริ่มสนใจแผนของข้าแล้วใช่มั้ยล่ะ... ข้าสืบรู้มาว่า...จะมีพระภิกษุรูปหนึ่ง...ถูกส่งให้ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป...”

“หลวงจีน..งั้นเหรอ?...” หงไห่เอ๋อทำหน้าสงสัย

“ใช่...หลวงจีน... แต่ไม่ใช่หลวงจีนธรรมดาๆหรอกนะ... เขาเป็นถึงลูกศิษย์ของพระยูไล.. แต่โดนลงโทษให้มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วต้องไปทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย...”

“ไม่เห็นเข้าใจเลย...” เด็กน้อยบอก

“เอาเป็นว่า ถ้าพวกเราได้กินเนื้อของหลวงจีนคนนี้ เราจะมีอิทธิฤทธิ์มหาศาล และยังเป็นอมตะอีกด้วย!!!

“อมตะ...?

“ใช่! แล้วเราก็จะสามารถเอาชนะพวกเทพได้ และกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพ!!!” ลู่ชิงกล่าวอย่างภูมิใจ แต่เด็กน้อยยังมีท่าทางงุนงง

“แล้วหลวงจีนคนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ?

“ยังไม่เกิด!..แต่ก็อีกไม่นานหรอก ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น...ระหว่างนี้เราก็ต้องฝึกฝนพวกปีศาจพวกนี้ให้เข้มแข็งซะก่อน!

“ถ้าแค่กินเนื้อของหลวงจีนแค่นี้ ท่านคงไม่จำเป็นต้องใช้ข้าหรอก..มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่!”หงไห่เอ๋อว่า

“ใช่แล้ว...เจ้าเป็นเด็กฉลาดจริงๆ..หงไห่เอ๋อ... ก็เพราะเจ้าแม่กวนอิมน่ะสิ! จะต้องส่งพญาวานรนามว่าซุนหงอคง ให้ไปเป็นผู้ดูแลหลวงจีนคนนั้นแน่ๆ ตอนนี้ซุนหงอคงก็โดนลงโทษอยู่ที่เขาเบญจคีรี ยังไม่ครบกำหนดให้พ้นโทษเลย...”

“ซุน...หงอ...คง?..”

“หึหึ...แล้วคราวนี้ก็ถึงเวลา...ที่เจ้าจะต้องเลือกข้างแล้วล่ะ..เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ” ลู่ชิงถาม

6 ขวบ..”

“ใช่..6 ขวบ..เจ้าก็พอจะตัดสินใจเองได้แล้ว...และมันจะเป็นทางเดินของเจ้าในอนาคต.. ข้าจะให้เจ้าเลือกระหว่าง...ซูเม่ย!” ลู่ชิงใช้เชือกเซียนมัดร่างของซูเม่ยเอาไว้

“นะ..นายท่าน..”ซูเม่ยซึ่งยังไม่ได้ตั้งตัวก็ตกใจเล็กน้อย

“กับ...ฟางเหนียง!” ปีศาจอีกานำตัวฟางเหนียง ผู้เป็นพี่เลี้ยงของหงไห่เอ๋อเข้ามา โดยฟางเหนียงก็โดนเชือกเซียนมัดเอาไว้เช่นกัน

“นาย..น้อย...”ฟางเหนียงร้องเรียก

“ซูเม่ย... พี่ฟางเหนียง... ” หงไห่เอ๋อหันไปมองทั้งคู่ ลู่ชิงเดินไปปลดพันธนาการทั้งหมดของหงไห่เอ๋อออก

“ข้าจะเคารพการตัดสินใจของเจ้า!...การที่จะเป็นนักรบที่แท้จริง..สิ่งที่เจ้าต้องมี...ก็คือ ความโหดเหี้ยม...เจ้าต้องยอมรับด้านมืดของตัวเองให้ได้...และที่คือบททดสอบสุดท้ายระหว่างความเป็นศิษย์-อาจารย์ของเจ้ากับข้า... ข้าจะให้เจ้าเลือก ฆ่าคนใดคนหนึ่ง!...ถ้าเจ้าเลือกที่จะกลับไปถ้ำเมฆไฟของเจ้า ก็ฆ่าซูเม่ยซะ! แต่ถ้าเจ้าเลือกที่จะเข้าร่วมกองทัพกับข้า แล้วยึดครองสามภพด้วยกัน ก็จงฆ่าฟางเหนียง พี่เลี้ยงของเจ้าซะ!

“อะ..เอ่อ..ข้า..” หงไห่เอ๋ออึกอัก

“ตัดสินใจเร็วเข้า!..มิฉะนั้น ข้าจะฆ่าพวกนางทั้งคู่!!!

“หงไห่เอ๋อ...”ซูเม่ยพูดเสียงเศร้า หงไห่เอ๋อหันไปมองหน้าของทั้งสองด้วยความปวดร้าว พร้อมกับกำมือเอาไว้แน่น

“ข้าจะนับ 1-3 นะ”

1...”

2...”

3...” ฟู่!!!!!!!!!!!!!!!!’ เปลวเพลิงที่ออกมาจากปากของเด็กน้อยนั้นพุ่งเข้าไปเผาร่างของ ฟางเหนียงพี่เลี้ยงของหงไห่เอ๋อ จนแหลกเป็นจุล...  ซูเม่ยออกจะตกใจอยู่บ้างเมื่อพบว่าหงไห่เอ๋อเลือกที่จะไม่ฆ่าเธอ

“ดีมาก... ยินดีต้อนรับเข้าสู่กองทัพของข้านะ..เจ้าเด็กแดง..”ลู่ชิงยิ้ม ก่อนจะปล่อยตัวซูเม่ยออกมา ซูเม่ยรีบวิ่งเข้าไปกอดเด็กน้อย

“พวกเจ้าอย่ามัวชักช้าอยู่! รีบไปหยิบตราสัญลักษณ์ของพวกเรามาประทับที่สมาชิกใหม่ของพวกเราเร็วเข้า!” ลู่ชิงหันไปสั่งลูกน้องปีศาจ ไม่นานก็มีปีศาจหยิบตราสัญลักษณ์ซึ่งเป็นลวดลายอ่อนช้อยแต่คดเคี้ยวดูคล้ายกับความเกรี้ยวกราดของเปลวเพลิงออกมา ลู่ชิงหยิบมันขึ้น ก่อนจะประทับลงไปที่บริเวณหัวไหล่ทั้งซ้ายและขวาของหงไห่เอ๋อ โดยผู้ที่โดนประทับตรานี้จะเจ็บปวดราวกับโดนไฟเผา แต่เด็กน้อยผู้นี้กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ อาจเป็นเพราะคุ้นชินกับการถูกเผาไหม้อยู่แล้ว

“ต่อไปนี้...เจ้าจะเป็นสมาชิกในกองทัพของข้า! มา..ข้าจะพาเจ้าไปดูแผนการในอนาคตของเรา ส่วนเจ้า..ซูเม่ย.. เจ้าออกไปเฝ้าประตูเอาไว้ อย่าให้ใครเข้ามาได้!” ลู่ชิงมาพาตัวของหงไห่เอ๋อเข้าไปในห้องอีกห้องซึ่งอยู่ด้านใน ส่วนซูเม่ยก็เดินออกไปนอกประตู เมื่อปิดประตูห้อง เด็กสาวกลับรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก พลันเธอก็หันไปมองประตูห้องขังซึ่งอยู่ถัดจากห้องที่หงไห่เอ๋ออยู่ เธอจึงเดินเข้าไปและกำลังจะเปิดประตู แต่กลับโดนขัดขวางโดยปีศาจอีกา

“ปีศาจอีกา! ถอยไปนะ!!!”ซูเม่ยว่า

“นายท่านสั่งเอาไว้...ไม่ให้ใครเข้าไปในห้องขังห้องนี้!

“แต่พวกเขาไม่รู้เรื่องด้วย...ปล่อยพวกเขาไปเถอะนะ!

“นายท่านสั่งไม่ให้ปล่อย ยังไงข้าก็ปล่อยไปไม่ได้..ฮึ!..ซูเม่ย!..เจ้าอย่าคิดนะ ว่าเจ้าเป็นศิษย์รักของอาจารย์ แล้วจะเก่งกาจกว่าใคร!

“งั้นลองดูก็แล้วกัน!!..”ปีศาจกระต่ายขาวในร่างของเด็กสาววัยเพียง 12 ปีเสกอาวุธที่ตนถนัดขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่ธนูเหมือนที่เธอเคยฝึกที่โรงเรียน แต่กลับเป็นขวานขนาดใหญ่ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวท่าทางบอบบางอย่างซูเม่ยจะสามารถยกขวานเล่มนี้ได้ แล้วยังใช้มันได้คล่องอีกด้วย ซูเม่ยกระโดดเข้าสู้กับปีศาจซึ่งเป็นลูกน้องของปีศาจอีกาอีกทอดหนึ่ง แต่ก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย ส่วนปีศาจอีกา ทั้งสองก็สู้กันพักหนึ่ง ปีศาจอีกาก็ไม่อาจต่อสู้กับความแข็งแกร่งของเด็กสาวผู้นี้ได้ เมื่อชนะปีศาจอีกาแล้ว ซูเม่ยจึงเปิดประตูห้องขังบานนั้น แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็มีเสียงขัดจังหวะจากลู่ชิงผู้เป็นอาจารย์

“เจ้าจะทำอะไรน่ะ! ซูเม่ย”

“ข้า...ข้า..” ซูเม่ยหยุดชะงัก

“นางกำลังจะปล่อยนักโทษให้หนีไป!!!” ปีศาจอีกาที่บาดเจ็บอยู่ตะโกนขึ้นมา

“จริงเหรอ? ซูเม่ย..”

“ก็พวกเขาไม่มีความผิดนี่นา...ข้าว่าเราควรปล่อยพวกเขานะคะ..จะจับพวกเขามาทรมานทำไม...”ซูเม่ยบอก

“เจ้าขัดคำสั่งของข้า... คำสั่งของข้ามันไม่มีความสำคัญแล้วใช่มั้ย? ซูเม่ย! บอกซิ! เจ้ายังเป็นคนในกองทัพของข้าอยู่รึเปล่า! ตราสัญลักษณ์บนแขนเจ้าน่ะ! มันยังชัดเจนไม่พอรึไง!” ลู่ชิงตะคอกใส่

“ข้าไม่เคยคิดจะขัดคำสั่งท่าน..”ซูเม่ยเริ่มน้ำตาไหล “ยกเว้นครั้งนี้!” ซูเม่ยกระโดดขึ้นแล้วเสกขวานซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของเธอขึ้นมา ลู่ชิงและซูเม่ยก็เปิดฉากการต่อสู้ขึ้นตรงนั้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า ทำให้ลู่ชิงเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ โดยทวนเทพสวรรค์ของลู่ชิง จ่ออยู่ที่ลำตัวของเด็กสาว

“ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าเจ้าเลยนะ...” ลู่ชิงว่า แต่ซูเม่ยกลับดึงทวนของลู่ชิงเข้าแทงที่ท้องของตนเอง

“ท่านฆ่าข้าแล้วล่ะ...” และแล้วร่างเด็กสาวก็ร่วงลง ลู่ชิงรีบประคองเอาไว้

ส่วนหงไห่เอ๋อ ซึ่งยังอยู่ในห้องที่ลู่ชิงพาเข้ามา ก็ได้เห็นคัมภีร์การฝึกวิชาต่างๆถูกรวบรวมไว้มากมาย และโต๊ะตรงกลางห้องก็มีรูปแผนที่ แสดงให้เห็นภูเขารูปร่างคล้ายนิ้วมือทั้งห้า และมีลายมือเขียนไว้ว่า เบญจคีรี ด้วย เด็กน้อยจ้องมองแผนที่อย่างสนใจ ทันใดนั้น ลู่ชิงก็เดินเข้ามาพอดี ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

“อาจารย์..ไปไหนมาหรือครับ...”เด็กน้อยถาม

“ข้าไปจัดการอะไรเล็กน้อยน่ะ... เอาล่ะ.. ข้าจะเล่าแผนการของข้าต่อนะ..เจ้าวานรซุนหงอคงที่เขาเบญจคีรีตนนี้แหล่ะ ที่ข้าจะให้เจ้าจัดการ...”

“ท่านบอกว่าเจ้าลิงตัวนี้ร้ายกาจมาก... แล้วข้าจะสู้มันได้เหรอ?

“ได้สิ! ในเมื่อเรามี อัญมณีอีกตั้งสองเม็ด!” ลู่ชิงหยิบอัญมณีธาตุดินกับธาตุลมขึ้นมา

“เอ้า..รับไว้สิ!..มีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น...ที่คู่ควรกับอัญมณีทั้งสาม” หงไห่เอ๋อรับอัญมณีอีก 2 อันมา

“ขะ..ขอบคุณ..อาจารย์..”ว่าแล้วเด็กน้อยก็กลืนอัญมณีอีก 2 เม็ดเข้าไปจนมีพลังเวทย์มากขึ้นไปอีก...

“แต่อาจารย์... ท่านบอกว่า...เจ้าลิงตัวนี้มีไม้พลองวิเศษ มีพลังมหาศาล แล้วแบบนี้...ทวนโลกันต์ของข้าจะสู้มันได้เหรออาจารย์?

“หึหึ...ไม่ต้องห่วง ข้าก็เตรียมจะมอบทวนเทพสวรรค์ให้กับเจ้าอยู่แล้ว...เอ้า!..รับไป” หงไห่เอ๋อหยิบทวนเทพสวรรค์มา ความสวยงามของมันแทบจะสะกดให้เด็กน้อยต้องตื่นตะลึง “เป็นไงล่ะ...พอใจใช่มั้ย...ต่อไปนี้ ทั้งข้า..และเจ้า..ก็จะได้กินเนื้อหลวงจีนผู้อัญเชิญพระไตรปิฎก และได้ครองสามภพ!!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า..” ลู่ชิงว่า

“น่าเสียดายนะอาจารย์...” เสียงเรียบดังมาจากปากของเด็กน้อย

“ฮึ!...เจ้าว่าอะไรนะ..”

“อันที่จริง...ข้าก็เห็นด้วยกับทุกคำพูด..ทุกแผนการของท่าน... แต่...”

ฉึ่ก!!!!!’ หงไห่เอ๋อเอาทวนเทพสวรรค์อันนั้นแทงเข้าที่ท้องของลู่ชิง แต่เนื่องจากลู่ชิงได้ฝึกวิชา ร่างทองคงกระพัน ทำให้คมของทวนเล่มนั้นไม่สามารถแทงทะลุเนื้อของเขาได้ แต่นั่นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับหงไห่เอ๋อ

“จะ..เจ้า..ทำอะไรน่ะ..” ลู่ชิงถามขึ้นพลางเอามือมาจับทวนในมือของเด็กน้อย แม้ว่าคมทวนจะไม่สามารถทำอะไรลู่ชิงได้ แต่มันก็ได้ตัดผ้าแพรกันไฟที่คาดเอวของลู่ชิงอยู่จนขาด  

“คนที่จะได้กินเนื้อหลวงจีนคนนั้น...ไม่ใช่ ท่านกับข้า... แต่เป็นข้าคนเดียว!!!” พูดจบ เด็กน้อยก็หยิบผ้าแพรกันไฟที่เอวของลู่ชิงขึ้นมาถือไว้ แล้วแสยะยิ้ม แต่หน้าตาของเด็กน้อยก็ยังดูน่ารักราวกับเด็กผู้หญิง

“ไอ้เด็กปีศาจ!!!” ลู่ชิงตะโกนออกมาเป็นครั้งสุดท้าย

ฟู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!’

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ร่างของลู่ชิง ซึ่งแม้จะมีวิชาร่างทองคงกระพัน แต่ก็ไม่อาจต้านพลังของไฟสามธาตุได้ ลู่ชิงจึงต้องกลายเป็นเถ้าไปอีกคนหนึ่ง หงไห่เอ๋อเดินถือทวนเทพสวรรค์ออกไปนอกห้อง ก็พบร่างของปีศาจกระต่ายขาวกำลังนอนลมหายใจรวยรินอยู่ จึงเดินเข้าไปหา...

“ซูเม่ย...ซูเม่ย...”เด็กน้อยร้องเรียก

“..ห..หง..ไห่..เอ๋อ...ข้า..ข..ขอโทษ...”ร่างกายของเด็กสาวเริ่มสั่นเทา

“ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไร..ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก...และก็จะไม่มีวันโกรธเจ้าด้วย...”หงไห่เอ๋อกอดร่างของซูเม่ยเอาไว้

“พ..พ่อ...ม..แม่..ของเจ้า...ยะ..ยังไม่..ตาย..ที่..เจ้าเห็น..เป็น..แค่..ภาพลวง..ตา..ที่ข้า..สร้างขึ้น...” เด็กสาวกระซิบที่ข้างหูของหงไห่เอ๋อเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ หงไห่เอ๋อลุกขึ้นยืนแล้วมองไปที่ประตูห้องขังอีกห้องที่อยู่ตรงหน้า เขาจึงพังประตูเข้าไป ก็พบร่างของพ่อและแม่ของตนซึ่งถูกวางยาสลบอยู่ และปีศาจที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอีกมากมายที่ถูกจับมาเข้าร่วมกองทัพ หงไห่เอ๋อจึงปลดปล่อยพวกเขาทุกคน ปีศาจทั้งหลายต่างก็ดีใจรีบวิ่งออกมาจากที่คุมขัง หงไห่เอ๋อเดินออกมา เจ้ากระทิง และองค์หญิงพัดเหล็กยืนมองอยู่ข้างหลัง โดยหงไห่เอ๋อยังคงถือทวนเทพสวรรค์ มีรอยประทับที่แขน มีรอยแผลเป็นที่ตาข้างขวา และมวยผมที่ขมวดปมคล้ายซาลาเปาสองลูกก็ได้รับการผูกตกแต่งด้วยผ้าแพรกันไฟ ทำให้หงไห่เอ๋อไม่ต้องกลายร่างเป็นไฟอีก แต่ผมเป็นปมกลมๆทั้งสองข้างนั้นก็ยังคงติดไฟอยู่ดี..หงไห่เอ๋อหันกลับไปมองที่ที่อยู่ของลู่ชิงอีกครั้ง ก็เห็นปีศาจซึ่งได้รับบาดเจ็บตนหนึ่งยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน... มันก็คือปีศาจอีกานั่นเอง...

“มากับข้า...” เสียงแหลมเล็กของเด็กน้อย แต่ทว่ากลับทรงพลังราวกับเสียงคำสั่งของผู้เป็นใหญ่เลยทีเดียว... ปีศาจอีกาจึงแปลงร่างเป็นอีกาดำมาเกาะที่แขนของหงไห่เอ๋ออย่างว่าง่าย...

เด็กน้อยมองไปรอบๆตัว เหล่าปีศาจที่หนีรอดออกมาได้ต่างพากันมาโค้งคำนับทำความเคารพเด็กน้อยผู้นี้... ก่อนปีศาจตนหนึ่งจะพูดขึ้นว่า

“พวกเราต้องขอบคุณท่านมาก..ที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้.. พวกเราจะขอเป็นผู้รับใช้ของท่านตลอดไป... เอ่อ..นายท่าน..”

“ต่อไปนี้..จงเรียกข้าว่า... ไต้อ๋อง...”เด็กน้อยประกาศ เหล่าปีศาจต่างพากันเกรงกลัวในพลังอำนาจของไต้อ๋องน้อยผู้นี้ แต่ท่ามกลางเหล่าปีศาจมากหน้าหลายตา มีปีศาจเด็กสาวตนหนึ่ง..ซึ่งก็คือ ซูเม่ยนั่นเอง.. นางได้ใช้เวทมนต์สร้างภาพลวงตาให้หงไห่เอ๋อเห็นว่าตนเองตายไปแล้ว เมื่อได้เห็นเด็กน้อยชุดแดงผู้นี้ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ก็เผลอยิ้มดีใจทั้งน้ำตา ก่อนจะประคองร่างอันบาดเจ็บของตนเดินหลบออกไป แล้วกลับคืนร่างเป็นกระต่ายขาวตัวน้อย และกระโดดหายเข้าป่าไป...

ซูเม่ย...ภาพลวงตาของเจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก... ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย..สักวันเราต้องได้พบกันอีก...

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น หงไห่เอ๋อก็ได้รับมอบหมายจากเจ้ากระทิงผู้เป็นพ่อให้ไปปกครอง ดินแดนปีศาจทั้งในถ้ำและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งปีศาจทุกตนต่างก็ยำเกรงในอิทธิฤทธิ์และความโหดร้ายของเด็กน้อยผู้นี้...





บทส่งท้าย...

เวลาล่วงเลยไปราว 200 ปีบนโลกมนุษย์...ขณะนี้กุมารแดงหงไห่เอ๋อมีอายุได้ 8 ปีแล้ว

ปีศาจอีกาในร่างของนกกาสีดำได้บินกลับมาจากแดนไกล ก่อนจะมาเกาะที่แขนของเด็กน้อย และเหมือนจะมีข่าวสำคัญมาบอกผู้เป็นนาย

“อะไรนะ...มีคณะเดินทางมาเหรอ?.. หลวงจีน?..ชื่อ'ถังซัมจั๋ง'...” หงไห่เอ๋อแสยะยิ้ม พลางพ่นควันออกจากปาก ก่อนจะเหาะขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว





[จบ]

 

-------------------------------------------------------------------
อย่าลืมเม้นๆกันเยอะๆนะจ๊ะ><
สามารถติดตามเรื่องราวของหงไห่เอ๋อต่อได้ในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋วนะคะ 555

ผลงานอื่นๆ ของ เกาทัณฑ์ไฟ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 คนชอบอ่าน
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 18:48
    เรื่องราวหักมุมได้ตลอดเวลา เผลอไม่ได้ เรื่องราวเปลี่ยนทันที น่าติดตาม แต่เรื่องราวสั้นไป
    #3
    0
  2. วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 18:12
    อัญมณี ถ้ามีขนาดที่สามารถกลืนกินได้ สมควรจะมีสรรพนามว่า เม็ด
    #2
    0
  3. วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 06:51
    ไม่น่ารีบจบเรยครับ
    #1
    0