khr | sawada tsunayoshi

โดย delipop

'ซาวาดะ สึนะโยชิ​' ชายที่ไม่เคยคิดจะรับตำแหน่งบอสมาเฟียมาโดยตลอด​ ทว่าวันเวลาก็ได้แปรผัน​ จากชายที่เคยปฏิเสธตำแหน่งรุ่นที่สิบ​ บัดนี้เขาคือคนที่ใครก็ต่างเคารพและพร้อมอุทิศ​เพื่อปกป้องสุดหัวใจ..

ยอดวิวรวม

326

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


326

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


18
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 มี.ค. 65 / 07:10 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 มี.ค. 65 / 07:10


Title : khr | sawada tsunayoshi

S Fic : Katekyo Hitman Reborn

Pairing : No Pairing

TW : Dead, Slaughter

'ซาวาดะ สึนะโยชิ' ชายที่ไม่เคยคิดจะรับตำแหน่งบอสมาเฟียมาโดยตลอด เขาเกลียดการที่ต้องมาพลัวพลันกับเรื่องเสี่ยงตาย รวมไปถึงเหตุการณ์นองเลือด ทว่าวันเวลาก็ได้แปรผัน จากชายที่เคยปฏิเสธตำแหน่งรุ่นที่สิบ และไม่เคยอยากเป็นมาเฟียเลยสักครั้งหนึ่ง บัดนี้เขาคือคนที่ใครก็ต่างเคารพรักและพร้อมอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องผู้เป็นนายสุดหัวใจ และแม้ว่าวองโกเล่แฟมิลี่จะเป็นเหมือนครอบครัวของเขาก็ตาม แต่มีเพียงสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งอย่างของซาวาดะ สึนะโยชิที่หายไป และไม่มีวันจะย้อนกลับมาหาเขาอีกเลย

ณ ช่วงเวลาสิบปีหลังจากผ่านศึกอะไรมากมายในสมัยมัธยมต้น ซาวาดะ สึนะโยชิได้ขึ้นเป็นบอสของวองโกเล่แฟมิลี่อย่างเต็มตัว เขาคือชายที่ทุกคนต่างให้ความสำคัญและพร้อมอุทิศตัวเองเพื่อปกป้องไม่ให้นายเหนือหัวของตัวเองเป็นอะไรไป มิหนำซ้ำ ซาวาดะ สึนะโยชิยังเป็นบุคคลที่ใครต่อใครก็เคารพรัก ไม่ว่าจะเพราะความอ่อนโยนเหมือนกับท้องนภาที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่ง หรือจะเป็นการที่เขารักครอบครัวและพวกพ้องอย่างใจจริง สึนะโยชิรักทุกคนมากกว่าชีวิตของตัวเอง เขาพร้อมที่จะปกป้องและช่วยเหลือยามที่คนในแฟมิลี่กำลังเสี่ยงอันตราย เขาหวังว่าทุกคนในวองโกเล่จะไม่ล้มตายกันไปเพียงเพราะว่าภารกิจที่ต้องไปทำ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเหล่าแฟมิลี่ทุกคนที่เฝ้าติดตามมานานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขานั้นรักและเถิดทูนชายคนนี้ราวกับว่าเป็นพระเจ้ามาจุติ

หากว่าซาวาดะ สึนะโยชิตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็พร้อมที่จะมุ่งหน้าไปช่วยเหลือบอสของตัวเองตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้

แม้จะดูเกินจริงไปเสียหน่อย แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั่นถือเป็นเรื่องจริง และสึนะก็รู้สึกขอบคุณทุกคนอยู่ในใจมาโดยตลอดที่รักและอยู่เคียงข้างเขา

ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป มีเพียงคน ๆ หนึ่งเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่เคียงเขาอีกแล้ว และชายผู้นั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา

เด็กทารกที่ครอบครองจุกนมสีเหลืองอร่าม สัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ธาตุอรุณ ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่อัลโกบาเลโน่ ผู้ที่เป็นอาจารย์ของบอสวองโกเล่แฟมิลี่รุ่นที่สิบ “รีบอร์น” เจ้าหมอนั่นไม่ได้อยู่เคียงข้างนภาผืนนี้อีกแล้ว

 

 

หากให้เล่าว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็คงต้องย้อนกลับไปหลังจากที่ศึกสายรุ้งจบลง ในวันนั้นทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นทุกวัน ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ ขนาดพอดีสำหรับสองคนนั้นยังคงเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าแขก (ที่ไม่ได้เชิญ) อย่างแรมโบ้ อี้ผิง เบียงกี้ ฟูตะ และรีบอร์น

สึนะโยชิจำไม่ได้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนหลังจากผ่านศึกสายรุ้ง แต่วันนั้นเป็นวันที่เขาตัดสินใจที่จะเข้ารับการสืบทอดอย่างแท้จริง สึนะโยชิจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี แม้ว่าเขาจะเคยเข้ารับการสืบทอดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่บรรยากาศในวันนั้นยังชวนกดดันและทำให้เขาตื่นเต้นไม่ต่างอะไรจากครั้งแรกเลยด้วยซ้ำไป ซาวาดะ สึนะโยชิบอกกับตัวเองเสมอว่าอยากให้พิธีจบลงเร็ว ๆ ก่อนที่เขาจะสติแตกไปมากกว่านี้

จวบจนจบพิธีสืบทอด สึนะโยชิยังคงต้องอยู่ภายในงาน ทุกคนในแฟมิลี่พันธมิตรต่างเข้ามาแสดงความยินดีและฝากฝังตัวเองกับบอสรุ่นที่สิบ เฉกเช่นเดียวกันกับบอสของคาบัคโรเน่แฟมิลี่ ดีโน่ เองก็ด้วย

“ยินดีด้วยนะสึนะ ไม่สิบอสวองโกเล่แฟมิลี่”

“ฮ่าฮ่าฮ่า เรียกแบบเดิมเถอะครับคุณดีโน่ ยังไงซะผมก็ยังคงเป็นผมเหมือนทุกวันนั่นแหละครับ” สึนะโยชิฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้ศิษย์ผู้พี่หลังจากพูดจบ ดวงเนตรเหลือเพียงขีดเดียวยามที่ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนความสดใสแผ่ล้อมรอบไปทั่วตัวของเด็กหนุ่ม

“ฮ่าฮ่าฮ่า เอายังไงเหรอ งั้นยินดีด้วยนะสึนะ!”

หลังดีโน่พูดจบ เสียงพูดคุยระหว่างบอสหนุ่มทั้งสองยังคงดังระงมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินประตูทางเข้า หากแต่ว่าอยู่คุยได้ไม่นาน ชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามาหาซาวาดะ สึนะโยชิ ก่อนที่จะขอให้บอสหนุ่มไปทำหน้าที่ตั้งแต่วันแรก

“ถ้าอย่างงั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณดีโน่ ไว้เจอกันนะครับ” สึนะโยชิเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มก่อนที่จะเดินหันหลังให้กับดีโน่ไป

ดีโน่ยืนมองศิษย์น้องที่กำลังเดินห่างจากตนไปไกล ดวงเนตรคมฉายแววชื่นชมและภูมิใจในตัวเด็กชาย แม้จะยังเด็กมากนัก แต่การที่ขึ้นเป็นบอสและฝ่าฟันเรื่องราวลำบากมาได้ขนาดนี้ สำหรับดีโน่แล้วเขาคิดว่าสึนะโยชินั้นแข็งแกร่งกว่าบอสรุ่นอื่น ๆ เสียอีก

“น่าภูมิใจเนอะ ศิษย์น้องของฉันน่ะ” ดีโน่เอ่ยออกมาพร้อมกับใบหน้าที่ประดับความภาคภูมิใจเอาไว้โดยไม่คิดจะปิดเสียสักนิด

“หึ ก็เพราะว่าฉันสอนมาอย่างดียังไงล่ะ ไม่อย่างนั้นก็คงยังเป็นสึนะจอมห่วยอยู่วันยังค่ำล่ะนะ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบออกมาจากข้างหลัง

ดีโน่ก้มมองไปที่พื้น ที่ ๆ มีเด็กชายวัยสองขวบในชุดสูทสีดำเนื้อดีกำลังยืนกระตุกยิ้มอยู่ จอนม้วน ๆ พลิ้วไหวยามที่อีกฝ่ายขยับใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เด็กชายข้างหน้าจะเปลี่ยนมาเงยหน้าขึ้นมองไปในทิศทางที่บอสวองโกเล่พึ่งเดินจากไป และปรากฏร่างของกิ้งก่าสีเขียวที่เดินมายืนอยู่บนปีกหมวกทรงสูงด้านหน้า

“แต่ก็นะ ยังไงซะเจ้านั่นก็ยังคงเป็นสึนะจอมห่วยอยู่วันยังค่ำอยู่ดี สงสัยต้องเตรียมสอนอะไรเพิ่มซะแล้วสิ” รีบอร์นเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ และรอยยิ้มบนมุมปากที่ทำให้ดีโน่รู้สึกเสียสันหลังแปลก ๆ ยามที่เห็นอาจารย์ของตนยืนยิ้มคนเดียวเงียบ ๆ

หวังว่าศิษย์น้องของเขาจะรอดกลับมาได้นะ

 

 

ทางด้านของซาวาดะ สึนะโยชินั้น เขากลับเดินมาอยู่ภายในห้องทำงานหรูที่มีโต๊ะไม้เนื้อดีตั้งตะหง่านอยู่กลางห้อง มีโซฟาหนังราคาแพงจัดวางไว้ข้างหน้าโต๊ะทำงานควบคู่กับโต๊ะเล็ก ๆ ตรงกลางระหว่างโซฟา สึนะโยชินั่งลงบนเก้าอี้ทำงานพร้อมกับในมือถือเอกสารที่เต็มไปด้วยรายงานมากมายที่เขาต้องเซ็นรับทราบ และใช่ ทั้งหมดนั้นเป็นภาษาอิตาลี

แม้เขาจะเรียนมาบ้างแล้ว (เพราะรีบอร์นบังคับ) แต่สึนะโยชิก็ยังคงอ่อนภาษาอิตาลีอยู่ดี ทำให้เขาขอเบิกตัวช่วยอย่างโกคุเดระ ฮายาโตะ ผู้พิทักษ์วายุควบตำแหน่งมือขวาเป็นคนแปลเอกสารอยู่ข้าง ๆ

ในวันนั้นทุกอย่างล้วนแล้วแต่ช่างวุ่นวายเสียจนสึนะโยชิรู้สึกปวดหัวและเหนื่อยกว่าตอนฝึกซ้อมกับรีบอร์นเสียอีก ทว่าเขากลับบ่นอะไรมากไม่ได้ เพราะสุดท้ายงานเคลียร์เอกสารหรือการเข้าไปฟังการประชุมกับผู้อาวุโส ก็เป็นงานของสึนะโยชิอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่บ่นเสียหน่อย

“เหนื่อยไหมครับรุ่นที่สิบ พักสักหน่อยไหมครับ” โกคุเดระ ฮายาโตะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่เห็นนายเหนือหัวของตนนั่งหลังขดหลังแข็งมานานนับแปดชั่วโมงกับการอ่านเอกสาร

สึนะโยชิเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับระบายยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหัวให้น้อย ๆ เขายังไม่อยากระมือออกจากตรงนี้เสียเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะว่าอยากทำหรือเพราะขยัน แต่ทว่าเขากลับไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับแฟมิลี่เสียสักนิด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีมาศึกษางานบ้างแล้ว แต่สึนะโยชิยังไม่เคยลงลึกขนาดที่ว่าสามารถตัดสินใจได้เอง

เขารู้ตัวว่าตัวเองต้องพยายามมากกว่านี้ก็ตอนที่เข้าประชุมครั้งแรกกับเหล่าผู้อาวุโสของวองโกเล่นี่แหละ เขาจำได้เลยว่าในตอนนั้นสึนะโยชิไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้มากนัก ในวันนั้นเด็กหนุ่มทำได้แค่จดโน้ตเล็ก ๆ เอาไว้ และฟังรายงานกับคำพูดโต้แย้งของพวกเขาเงียบ ๆ

สึนะโยชิถอนหายใจออกมาเบา ๆ เรียกสายตาของมือขวาให้หันไปมองก่อนที่จะพุ่งตัวมาถามไถ่ว่าบอสของตัวเองเป็นอะไร หรือมีเรื่องหนักใจอะไรถึงได้ถอนหายใจออกมาขนาดนั้น บอสหนุ่มได้แต่ยกยิ้มเจื่อนก่อนที่จะตอบปฏิเสธไป

อันที่จริงเขาจะรู้สึกเหนื่อยใจก็เพราะความเล่นใหญ่ของโกคุเดระนี่แหละ

เด็กหนุ่มเลิกสนใจเพื่อนสนิทตรงหน้าแล้วเปลี่ยนมาคว้าเอาเอกสารฝั่งซ้ายขึ้นมาอ่าน มันเป็นรายงานการกวาดล้างแฟมิลี่ที่ค้ามนุษย์โดยใช้เส้นทางของวองโกเล่เป็นทางผ่าน

สึนะโยชิอ่านมันด้วยความรู้สึกหดหู่ ภายในรายงานระบุชัดเจนว่ามีการต่อสู้กันจนทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บสาหัส แฟมิลี่ตรงข้ามนั้นถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และคนของวองโกเล่ล้มตายกันไม่น้อยเลยสักนิด บอสหนุ่มกำแผ่นกระดาษนั่นแน่นพร้อมกับกัดริมฝีปากตัวเองอย่างต้องการข่มความรู้สึกแย่ ๆ ที่เริ่มก่อตัวให้จางหายไป โดยมีโกคุเดระคอยยืนมองอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน

ซาวาดะ สึนะโยชิไม่ชอบเหตุการณ์นองเลือดเลยสักนิดเดียว เขาเกลียดการต่อสู้จนคนรอบข้างบาดเจ็บสาหัส หรือร้ายแรงที่สุดคือล้มตายกันไป นั่นทำให้เขารู้สึกแย่ทุกครั้งที่รับรู้หรืออ่านรายงานด้วยตัวเองเฉกเช่นรายงานแผ่นนี้

แม้ว่าเขาจะเป็นคนออกคำสั่งเองก็ตามว่าให้กวาดล้างแฟมิลี่ที่มุ่งร้ายต่อวองโกเล่ทั้งหมด หากแต่แท้จริงแล้วเขาไม่ได้อยากทำมันเลยสักนิดเดียว ถ้าเลือกได้เดชิโม่ก็อยากใช้วิธีสันติเสียมากกว่าการฆ่าฟันกันมากกว่าอีก เพราะสำหรับซาวาดะ สึนะโยชิแล้ว นอกจากเขาจะเกลียดการนองเลือด การบาดเจ็บหรือล้มตายแล้ว เขายังเป็นห่วงคนในแฟมิลี่อีกว่าจะเป็นอะไรไปหรือจะต้องไปเสี่ยงตายในสนามรบ

บอสวองโกเล่กำแผ่นกระดาษนั่นแน่นยามที่เขาได้รับรายงานว่าหน่วยย่อยที่สาม หน่วยที่ได้รับมอบหมายให้ไปกวาดล้างแฟมิลี่ที่เป็นปรปักษ์กับวองโกเล่อย่าง ‘อาเดโน่แฟมิลี่’ พวกนั้นใช้ขนของผิดกฎหมายอย่างอาวุธเถื่อน ยาเสพติด และค้ามนุษย์ด้วยเส้นทางที่วองโกเล่เป็นคนคุมทั้งหมด แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้เส้นทางนั้นได้ หากไม่มีผู้สมรู้ร่วมคิด

ก่อนหน้านี้สึนะโยชิและรุ่นที่เก้าได้คุยกันเรื่องนี้แล้ว และมีความเห็นตรงกันว่าภายในวองโกเล่มีหนอนบ่อนไส้อยู่ นั่นเลยทำให้รุ่นที่เก้าสั่งให้ผู้พิทักษ์ของตัวเองเฝ้าระวังและจับตาดูคนที่ดูมีพิรุธที่สุด หากเจอใครที่น่าสงสัยก็ให้มารายงานรุ่นที่เก้าก่อนจะวู่วามทำอะไร

ทางด้านของสึนะโยชิ เขาขอร้องให้ฮิบาริ เคียวยะจับตามองอาเดโน่แฟมิลี่เอาไว้ และหากมีการขนของผ่านเส้นทางที่วองโกเล่เป็นคนคุมก็ให้จัดการโดยวิธีของเจ้าตัวได้เลย

แม้ตอนแรกฮิบาริ เคียวยะจะไม่อยากให้ความร่วมมือเสียเท่าไหร่ แต่เมื่อสึนะโยชิบอกว่าเขาสามารถอาละวาดได้ตามใจชอบ คุณพี่แกก็เดินหนีออกไปทันที ทำเอาบอสหนุ่มยิ้มแห้งออกมาและถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่เขาไม่ต้องขอร้องอ้อนวอนฮิบาริ เคียวยะอยู่หลายชั่วโมง

นับจากวันนั้น ซาวาดะ สึนะโยชิก็สั่งหน่วยวายุและหน่วยอัสนี รวมไปถึงหน่วยย่อยที่สามของหน่วยพิรุณให้ไปจัดการกวาดล้างแฟมิลี่นั่นไม่ให้เหลือซาก และจับบอสของมันมาที่สำนักงานใหญ่ด้วย

ส่วนหนอนบ่อนไส้ที่ท่านรุ่นที่เก้าเป็นคนจัดการ เขารู้ข่าวมาว่าหมอนั่นได้ตัดสินใจฆ่าตัวตายก่อนที่จะถูกพาไปขังที่ห้องใต้ดินเสียอีก นึกแปลกใจที่มันกลับรู้ตัวเร็วกว่าที่คิด ทั้ง ๆ ที่คนที่รู้เรื่องภารกิจในครั้งนี้ก็มีเพียงบอสรุ่นที่สิบ รุ่นที่เก้า รีบอร์น และผู้พิทักษ์เท่านั้น

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี ซาวาดะ สึนะโยชิเลยส่งให้คนไปค้นห้องพร้อมกับรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่คิดว่ามีประโยชน์ที่สุดมาให้หมด และขอให้โรคุโด มุคุโร่เป็นผู้ชันสูตรศพ

ผ่านมาได้ไม่นานนัก เรื่องทุกอย่างก็คลี่คลายลง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาหวังและนั่นทำให้ทุกคนในแฟมิลี่พอใจกับผลงานชิ้นแรกของสึนะโยชิเป็นอย่างมาก แม้ว่าเจ้าตัวจะรู้สึกแย่ที่ต้องฆ่าคนก็ตาม

ซาวาดะ สึนะโยชิสะบัดหัวไล่ความคิดออกให้หมดก่อนที่เขาจะก้มมองรายงานเล่มนี้อีกครั้ง ย้อนกลับมาอ่านรายงานเกี่ยวกับหน่วยย่อยที่สามอีกครั้งหนึ่ง

‘หน่วยย่อยที่สามของหน่วยพิรุณ โดยมียามาโมโตะ ทาเคชิ รองหัวหน้าหน่วยเป็นผู้ดูแลภารกิจครั้งนี้ ขอรายงานให้ซาวาดะ สึนะโยชิ บอสวองโกเล่รุ่นที่สิบได้ทราบ

การกวาดล้างอาเดโน่แฟมิลี่เป็นไปอย่างราบรื่น หน่วยย่อยที่สามได้ทำการจับผู้เกี่ยวข้องทั้งสามคนไว้ที่ห้องขังชั้นใต้ดิน และได้รวบรวมของกลางทั้งหมดเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย หากมีคำสั่งต่อมาจะรีบดำเนินการต่อทันที

สมาชิกในหน่วยที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้รวมทั้งสิ้นยี่สิบคน มีผู้บาดเจ็บทั้งหมดเจ็ดคน เสียชีวิตสี่คน และหายสาบสูญสามคน ที่เหลือปลอดภัยดี มีเพียงแผลถลอกเท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนที่ปฏิบัติภารกิจนี้เตรียมใจและน้อมรับคำสั่งของบอสวองโกเล่ การเสียสละของพวกเขาถือเป็นเกียรติและเพื่อให้วองโกเล่เติบใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก...’

บอสวองโกเล่ไม่ได้อ่านมันต่อหลังจากนั้น เขายกปากกาขึ้นเซ็นรับทราบก่อนที่จะวางมันลงข้างตัว ใบหน้าซีดเซียวยามที่หยุดอ่านไปจนโกคุเดระต้องรีบชงชาอุ่น ๆ มาให้กับบอสของตนดื่มเพื่อคลายเครียด สึนะโยชิรับมาถือไว้ก่อนจะฉีกยิ้มบาง ๆ เป็นการขอบคุณ แต่ก็ไม่ได้ยกมันขึ้นมาดื่มอยู่ดี

สึนะโยชิยังคงกังวลเรื่องภารกิจล่าสุดที่พึ่งผ่านพ้นไป เขารู้สึกเสียใจที่มีคนในแฟมิลี่ล้มตายกันไปไม่น้อยสักนิดเดียว แม้จะเตรียมใจไว้อยู่บ้างแล้ว ทว่านั่นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่น้อยลงเลยสักนิดเดียว

แม้สำหรับเด็กชายในวัยสิบเจ็ดปีจะสามารถจัดการเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้โดยที่ไม่ได้ปรึกษากับรุ่นที่เก้ามากมายอะไร สำหรับทุกคนในแฟมิลี่แล้วนั้นถือว่าเก่งพอสมควร ยิ่งเป็นผู้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสึนะจอมห่วยแล้วยิ่งเก่งกว่าที่คาดคิดเอาไว้เสียอีก นั่นเลยทำให้บอสรุ่นที่สิบได้รับคำชมจากผู้อาวุโสหลายคน รุ่นที่เก้า และที่ปรึกษานอกแก๊งค์อย่างซาวาดะ อิเอมิสึ พ่อของเขาก็ด้วย

ในวันที่เขาได้รับคำชมเชยมา สึนะโยชิยิ้มรับพอเป็นพิธีและได้ขอตัวกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเองทันที

เพราะสำหรับสึนะโยชิแล้ว เขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรออกมาดีเลยสักนิดเดียว ทุกอย่างยังมีช่องโหว่และไม่เป็นระเบียบอย่างที่คิดเอาไว้ หากเขาทำมันออกมาได้ดีจริง ๆ คนในแฟมิลี่ก็ไม่ต้องล้มตาย เพื่อน ๆ ของเดชิโม่ก็ไม่ต้องกลับมาที่สำนักงานใหญ่ด้วยร่างกายที่สะบักสะบอม เนื้อตัวมีแต่บาดแผลเต็มไปหมด และที่ร้ายแรงที่สุดก็เห็นจะเป็นยามาโมโตะ ทาเคชิที่ถูกแทงกลับมาจนต้องเข้ารักษาอยู่ในห้องไอซียูอยู่หลายคืน

“เดี๋ยวมานะโกคุเดระคุง ขอไปยืดเส้นยืดสายสักพักนะ” สึนะโยชิยันแขนตัวเองก่อนที่จะดันกายเล็กให้ลุกขึ้นยืน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยยามที่หันไปเห็นมือขวาของตนมองมา

“ได้เลยครับรุ่นที่สิบ พักนาน ๆ เลยก็ได้นะครับ หรือท่านจะไปนอนพักที่ห้องก็ได้นะครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง” โกคุเดระเอ่ยบอกอย่างนึกเป็นห่วง เขาเดินตามผู้เป็นนายมาติด ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูให้

“ไม่ ๆๆ ฉันแค่อยากไปรับลมเฉย ๆ น่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” สึนะโยชิรีบบอกปัดพร้อมกับยกมือขึ้นพาดหัวเอาไว้และหัวเราะร่วนออกมาเบา ๆ

โกคุเดระที่เห็นท่าทีของบอสของตนแล้วก็รู้สึกเบาใจลงไปได้เยอะ เพราะก่อนหน้านี้รุ่นที่สิบ (ของเขา) มีสีหน้าที่เคร่งเครียด และยังดูไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อนสักนิดเดียว นั่นเลยทำให้เขารู้สึกแย่ตามไปด้วย นึกอยากจะเข้าไปให้กำลังใจ แต่คนอย่างเขาน่ะแค่ไม่พูดจาขวานผ่าซากได้ก็ถือว่าแปลกแล้ว มือขวาอย่างเขาเลยได้แต่นั่งมองเงียบ ๆ อย่างห่วง ๆ

“งั้นไปดีมาดีนะครับรุ่นที่สิบ”

สึนะโยชิยิ้มรับก่อนที่จะเดินหายออกไปจากบานประตูไม้เนื้อดีที่ค่อย ๆ ปิดลงหลังจากเขาเดินออกมาพ้นหน้าห้องทำงานแล้ว

 

ปึง!

เสียงปิดประตูดังมาให้บอสหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยิน ทำให้เจ้าของเรือนผมสีเปลือกไม้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่เขาจะเอนตัวพิงผนังกำแพงปราสาทแห่งนี้อย่างเหนื่อยล้า ดวงเนตรเริ่มอ่อนล้าและวูบไหวเข้าทุกที สึนะโยชิอยากทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าเหมือนกับที่เขาเคยทำเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ทว่าสิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้กลับเป็นการดันตัวเองให้ยืนตัวตรงและเดินหลบไปยังระเบียงที่อยู่ห่างออกไปอีกสองทางแยก

หลังมาถึงราวระเบียงที่ไม่ค่อยมีใครมาใช้ สึนะโยชิบิดกายเพื่อคลายความเหนื่อยอ่อนพร้อมกับสูดรับลมเย็น ๆ ที่พัดกระทบกายของเขาจนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนปลิวไสวไปตามแรงลม

สึนะโยชิโน้มตัวลงก่อนจะวางแขนทั้งสองข้างทับซ้อนกันบนราวระเบียง ดวงเนตรเหม่อลอยมองไปยังผืนป่าสีเขียวเข้ม ดวงจันทร์และท้องนภายามราตรีทำให้บอสวองโกเล่รู้สึกสบายใจมากกว่าเก่า ยิ่งในความมืดนี้มีความเงียบคอยอยู่เป็นเพื่อนเขายิ่งทำให้หัวสมองโล่ง จากที่คิดเรื่องงานจนหัวแทบระเบิดเมื่อบ่ายนี้ ตอนนี้กลับมีเพียงเสียงใบไม้ที่กระทบกันยามมีลมพัดผ่านมา

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ที่เดชิโม่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนี้คนเดียว แต่สึนะโยชิยังคงยืนฟังเสียงลมและใบไม้ที่กระทบกันอยู่เงียบ ๆ นัยน์ตาก็จ้องมองไปที่พระจันทร์กลมโตที่ส่องสว่างลงมาช่วยให้คฤหาสต์แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่มันคงนานมากพอที่จะทำให้มีใครอีกคนเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ บอสหนุ่มเงียบ ๆ

“ยังไม่นอนเหรอ รีบอร์น” สึนะเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่ดวงเนตรทั้งสองข้างยังคงจับจ้องไปที่ดวงจันทร์เฉกเช่นเดิม รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าบาง ๆ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หุบยิ้มลงเมื่อได้ยินในสิ่งที่อาจารย์เอ่ยบอก

“ถ้านอนแกจะเห็นฉันอยู่ตรงนี้เรอะ”

สึนะโยชิเบ้ปากอย่างขัดใจ เขาล่ะเบื่อจริง ๆ กับความกวนประสาทของเด็กทารกคนนี้จริง ๆ

ไม่สิ ไม่ใช่เด็กทารกแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเด็กสองขวบแล้วล่ะนะ

“แล้วแกมายืนบื้ออะไรตรงนี้ เคลียร์เอกสารเสร็จแล้วรึไง” รีบอร์นเอ่ยถามก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นมานั่งห้อยขาอยู่ที่ราวระเบียงอย่างไม่นึกกลัวหล่นสักนิด

สึนะได้แต่ทำหน้าเหมือนปลากำลังขาดน้ำ เขาเบ้ปากหนักยิ่งกว่าเก่ายามที่ได้ยินคำว่าเอกสาร ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกเหนื่อยอ่อนมากกว่าเก่าเมื่อต้องนึกไปถึงกองงานมากมายที่เขาต้องเคลียร์ให้เสร็จนั่นอีก

“อย่าพูดถึงมันจะได้ไหมเนี่ย แค่นึกก็อยากสลบแล้ว”

“เห้อ สุดท้ายแกก็ยังเป็นเจ้าสึนะจอมห่วยเหมือนเดิมสินะ” รีบอร์นถอนหายใจออกมาก่อนที่เขาจะยื่นมือไปให้เลออนมายืนบนนิ้ว ร่างของกิ้งก่าสีเขียวเปลี่ยนเป็นค้อนสีเขียวขนาดหนึ่งตันที่เห็นแล้วยังดูไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กสองขวบจะถือไหว

“ฉันก็แค่ออกมาพักแปบนึงเอง เดี๋ยวก็กลับไปทำต่อแล้วน่า”

สึนะโยชิรีบถอยหลังออกมาเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างยกขึ้นเหนือหัวเพื่อปกป้องตัวเองเอาไว้ ทว่ารีบอร์นกลับไม่ได้คิดที่จะฟาดมันลงกลางกระหม่อมเหมือนแต่ก่อน เขาแค่หัวเราะออกมาในลำคอก่อนที่จะปล่อยให้เลออนเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นกิ้งก่าสีเขียวเหมือนเดิม

สึนะโยชินึกโล่งใจที่ตัวเองไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนเมื่อก่อน เจ้าตัวเลยยืนเต็มความสูงและกลับมายืนที่เดิมเหมือนดั่งกับตอนแรก

ระหว่างเขาทั้งสองไม่มีเสียงพูดคุยอะไร มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ปกคลุมร่างทั้งสองเอาไว้ ทว่านั่นกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนที่คิดเอาไว้ แต่มันกลับทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ซะที่ไหนล่ะ รู้สึกแย่กว่าเดิมอีก

เดชิโม่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนทำให้รีบอร์นที่กำลังมองเหล่าบอดี้การ์ดตรวจตรารอบคฤหาสต์อยู่ถึงกับหันมามองพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัยว่าเจ้าบ้านี่มันเป็นอะไรของมันอีก

“มีเรื่องกลุ้มใจอะไรล่ะ” รีบอร์นโพล่งถามออกมาราวกับรู้ว่าสึนะโยชิกำลังคิดอะไรอยู่

“ก็ฉันมีวิชาอ่านใจคนนี่”

“ก็อย่ามาอ่านใจกันซี้ซั้วเส้!” สึนะโยชิแวดใส่ทันทีที่รีบอร์นพูดจบ

หลังเสียงสึนะโยชิที่ตวาดกลับมา ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในความเงียบอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้รีบอร์นไม่ได้ซักถามเหมือนที่ควรจะเป็น เขาแค่ปล่อยให้ลูกศิษย์ไม่ได้เรื่องของเขาเป็นคนเปิดปากพูดมาก่อนก็เท่านั้น

และมันเป็นไปอย่างที่รีบอร์นคิด สึนะโยชิเลือกที่จะเอ่ยถามรีบอร์นด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่อาจารย์เด็กไม่ค่อยได้ยิน

“นายว่า..ฉันยังเป็นเจ้าห่วยเหมือนเมื่อก่อนไหม” สึนะโยชิเอ่ยถามเสียงอ่อน

รีบอร์นหันไปมองเสี้ยวหน้าของบอสหนุ่มด้วยความงุนงง เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าอีกฝ่ายถามคำถามนี้มาทำไมทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ทว่ารีบอร์นกลับไม่ได้ตอบไปตามที่คิดเมื่อแวบหนึ่งเขาเห็นใบหน้าที่ดูเหนื่อยอ่อนและเป็นกังวลของคนข้าง ๆ

ใบหน้านั้นทำให้รีบอร์นถึงกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนที่จะตอบตามความจริงไป

“สำหรับฉัน แกก็ยังเป็นเจ้าห่วยสึนะอยู่วันยังค่ำล่ะนะ”

สึนะโยชิเบ้ปากอย่างขัดใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่คาดคิดเอาไว้แล้ว นึกเสียดายเวลาที่คิดจะถามคนแบบหมอนั่นเสียจริง ๆ

“แต่ว่านะ สำหรับแกที่ได้ฉายาว่าสึนะจอมห่วยมาตลอด แต่พอได้ลองวางแผนและตั้งใจบริหารองค์กรจนมาถึงวันนี้ได้ขนาดนี้ก็ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีล่ะนะ” รีบอร์นเอ่ยบอกแม้ว่าดวงเนตรกลมโตจะยังคงจดจ่ออยู่ที่ท้องนภาสีดำทมิฬ

สำหรับรีบอร์นแล้ว เขายังนึกแปลกใจที่ลูกศิษย์ของเขาเติบโตขึ้นเยอะขนาดนี้ ครั้งเมื่อสี่ปีก่อนสึนะโยชิยังเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องอยู่รอมร่อ ได้แต่บอกว่าตนจะไม่เป็นบอสมาเฟียอยู่ทุกวัน ยังคงกลัวการสู้รบกับศัตรู รวมไปถึงยังเป็นสึนะจอมห่วยที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ห่วยเสมอต้นเสมอปลายอยู่เลย พอมาวันนี้อีกฝ่ายกลับดูแปลกตาจนนึกแปลกใจว่าใช่สึนะโยชิคนเดิมรึเปล่า

เด็กชายในวัยสิบเจ็ดปีตรงหน้าเขาช่างไม่เหมือนกับเด็กชายในวัยสิบสี่ปีเสียสักนิดเดียว พอเห็นเจ้าหมอนี่เติบโตมาได้ขนาดนี้ก็อดที่จะยกยิ้มออกมาบาง ๆ ไม่ได้จริง ๆ – รีบอร์นนึกชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ภายในใจก่อนที่จะก้มหน้าลงและระบายยิ้มออกมา

กลับกันแล้ว เดชิโม่หันไปมองเด็กชายข้าง ๆ เขาอย่างนึกแปลกใจที่เจ้าตัวเอ่ยปากชมขนาดนี้ ในเวลาปกติก็คงจะต่อว่าเขาและทำร้ายร่างกายจนกว่าจะพอใจเสียมากกว่า พอถูกชมโดยคนสนิทแล้วก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

จะว่าดีใจก็ใช่ แต่รู้สึกขนลุกมากกว่านี่สิ

“น่าแปลกนะที่นายชมฉันเนี่ย กินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า ฉันกลัวนะรีบอร์น”

รีบอร์นหุบยิ้มลงก่อนที่จะตวัดสายตาขึ้นมองค้อนเจ้าเด็กข้าง ๆ เขาอย่างนึกหงุดหงิด คว้าเลออนที่แปลงร่างเป็นปืนพกสีเขียวดำจ่อเข้าไปกลางหน้าผากอีกฝ่ายอย่างตั้งใจที่จะยิงมันจริง ๆ สึนะโยชิรีบถอยกรู่จนแผ่นหลังเกือบชิดชอบรั้วอยู่รอมร่อ มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาปัดป้องตัวเองเอาไว้พร้อมกับเอ่ยขอโทษขอโพยเจ้าอาจารย์เด็กนั่นจนลิ้นพลันฟังไม่ได้ศัพท์

 

ระหว่างสึนะโยชิและรีบอร์นต่างเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยสนุกสนาน (?) จนทำให้รอบข้างดูสดใสขึ้นเป็นกอง (??) เสียงหยอกล้อที่ชวนให้รู้สึกเหมือนทั้งคู่สนิทกันมานานแสนนานช่างทำให้เผลอยิ้มออกมาอยู่บ้าง ทว่าในความเป็นจริงนั้นกลับเป็นเสียงข่มขู่ของอาจารย์เด็กและเสียงโวยวายของบอสวองโกเล่เสียมากกว่า

จวบจนกระทั่งไม่มีเรื่องอะไรจะพูด รอบข้างกลับเงียบลงกะทันหัน มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่บนหน้าของเดชิโม่ และดวงเนตรทั้งสองที่เหม่อลอยมองไปยังด้านหน้าคฤหาสต์ หากแต่ว่าบรรยากาศโดยรอบไม่ได้ชวนอึดอัดอย่างที่คิด ทั้งคู่ต่างปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปเรื่อย ๆ และคอยรับสายลมเย็น ๆ พัดผ่านมาเท่านั้น

รีบอร์นชำเลืองมองลูกศิษย์ของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา มันเป็นความคิดที่ว่าเขาสามารถปล่อยให้เจ้าห่วยนี่ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง มีลูกน้องคอยยืนอยู่ข้าง ๆ และเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีเขาอยู่ข้าง ๆ คอยสอนนู่นสอนนี่อีกต่อไปแล้ว

แม้จะรู้สึกใจหายไปหน่อยที่ต้องจากลูกศิษย์อย่างสึนะโยชิ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่ดี ขนาดตอนฝึกเจ้าดีโน่ให้เป็นบอสที่ดีได้ สุดท้ายเขาก็ยังต้องจากเจ้านั่นแล้วไปที่ญี่ปุ่นเพื่อสั่งสอนเจ้าห่วยสึนะให้เป็นบอสวองโกเล่ดั่งเช่นทุกวันนี้เลย

“ฉันว่าจะออกเดินทางสักหน่อย” รีบอร์นอ้าปากเอ่ยบอกสิ่งที่ตนเองคิดมาโดยตลอดสามวันมานี้ให้กับสึนะโยชิฟัง เด็กหนุ่มคิ้วขมวดเล็กน้อยยามที่ได้ยินเด็กเล็กข้าง ๆ พูดเมื่อครู่

“คิดยังไงถึงได้จะออกเดินทางน่ะ” สึนะโยชิถามคนข้าง ๆ เขาเสียงเรียบ แม้ใบหน้าตอนนี้จะปรากฏความกังวลอยู่ก็ตาม

“พักร้อนมั้ง ฉันทำงานมาตลอดก็อยากที่จะพักบ้างนี่ ไหน ๆ คำสาปก็หายไปแล้วด้วย” รีบอร์นตอบกลับก่อนที่จะลูบหัวเลออนที่กระโดดลงมานอนอยู่บนก้านนิ้วเรียวของเจ้าของมันอย่างสบายใจ

สึนะโยชิไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาแค่ปรายตามองเด็กน้อยในชุดสูทสีดำที่สวมหมวกทรงสูงตามฉบับนักฆ่า ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกไปดี ใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากให้เจ้าตัวห่างจากเขา ไม่ใช่เพียงเพราะความผูกพัน แต่เขากลัวว่าถ้าขาดรีบอร์นไปเขาจะกลับไปเป็นสึนะจอมห่วยเหมือนเมื่อก่อน ทว่าอีกใจหนึ่งเขาก็อยากให้อาจารย์ของเขาได้ไปพักผ่อนบ้าง อย่างน้อย ๆ ก็จะได้เตรียมรับมือกับการเติบโตหลังจากที่คำสาปหายไป

“จริง ๆ ก็เพราะว่างานของฉันจบลงตั้งแต่ศึกสายรุ้งแล้ว ฉันที่คอยสอนแกมาโดยตลอดเพื่อที่จะให้ได้เป็นบอสที่ยิ่งใหญ่ได้ เป็นผู้นำที่ใครต่อใครก็รักและเคารพนับถือ เป็นชายที่ใครต่อใครก็เกรงกลัวจนไม่กล้าย่างกายมาทำอะไรกับแฟมิลี่ได้ รวมไปถึงฉันยังสอนให้แกเป็นนภาที่โอบส้อมทุกสรรพสิ่งด้วยความอ่อนโยนนั่นด้วย สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าแกมีมันทุกอย่างแล้วนะสึนะ”

“...”

สึนะหันไปมองรีบอร์นด้วยความตกใจ ดวงตาเขาเบิกกว้างพร้อมกับสั่นเคลือเล็กน้อยหลังจากที่ได้ฟังจนจบ เขารับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหน นั่นเลยยิ่งทำให้เขาอยากให้เจ้าตัวภูมิใจมากกว่านี้ อยากเติบโตไปเป็นนภาที่มีใครต่อใครก็รักและพร้อมอยู่เคียงข้างเขาเฉกเช่นอรุณคนนี้

“แต่ก็ยังต้องฝึกอีกเยอะ แกยังต้องทำงานเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มมากกว่านี้จะได้เป็นบอสที่ดีได้ เพราะฉะนั้นตอนที่ฉันไม่อยู่ก็ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ อย่าเอาแต่อู้เข้าใจใช่ไหมเจ้าห่วยสึนะ”

“...” สึนะโยชิมองหน้าอาจารย์ของตนพร้อมกับริมฝีปากที่เบ้ลงอย่างนึกหมั่นไส้ สุดท้ายเจ้าตัวก็ยังคงติเขาอยู่ดี จะชมกันให้นานกว่านี้ก็ไม่ได้เลยรึไงกันก็ไม่รู้ – ­­­สึนะคิดในใจหากแต่ว่าสีหน้ากลับบอกทุกอย่างว่าเด็กชายกำลังคิดอะไรอยู่

“ถ้าฉันชมแกมาก ๆ เดี๋ยวแกก็เหลิงกันพอดีน่ะสิ”

“บอกว่าอย่าอ่านใจคนอื่นตามอำเภอใจยังไงเล่า”

 

“แล้วนายจะไปตอนไหน นานไหม”

“ไม่รู้สิ ให้คำตอบไม่ได้หรอก แต่คิดไว้ว่าจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าเลย” รีบอร์นเอ่ยบอกก่อนที่เขาจะกระโดดลงจากรั้วระเบียง เสียงทุ้มหายไปยามที่แผ่นหลังเล็กเดินกลับไปยังทางเก่า

บอสวองโกเล่หันไปมองแผ่นหลังของผู้เป็นอาจารย์ที่เดินหายลับเข้าไปในความมืด ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าและเสียงพูดของอีกฝ่ายอีกเลย ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้สึนะโยชิเดินตามอีกฝ่ายไป เขาแค่หันกลับมามองดวงจันทร์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลบซ่อนดวงตาที่สั่นระริกยามที่เสียงของรีบอร์นหายไป

สึนะยังจำเสียงฝีเท้าที่ดังหนักแน่นของอีกฝ่ายที่เดินกลับเข้าไปข้างในคฤหาสต์ มันเป็นเสียงที่ทำให้เขารู้สึกใจหายไม่ใช่น้อยเลยสักนิดเดียว เขาไม่เคยรู้สึกว่าเสียงเดินของรีบอร์นจะทำให้เขารู้สึกโหยหามากขนาดนี้จนกระทั่งรับรู้ว่าเจ้าตัวจะห่างจากเขาไปในที่ไกลแสนไกล ครั้งก่อนที่อีกฝ่ายจะหายไปจากเดชิโม่ นั่นก็เล่นทำให้เขาใจหายไปไม่ใช่น้อยเลยด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้ล่ะ?

สำหรับซาวาดะแล้ว เขาแทบจะอยากให้เรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันเท่านั้น

หากแต่ลางสังหรณ์เขากำลังร้องบอกว่าความฝันที่เขาขอไปนั้น มันกลับเป็นฝันร้ายของศิษย์แทน

 

 

 

“รุ่นที่สิบครับ เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงของมือขวาหนุ่มอย่างโกคุเดระ ฮายาโตะเรียกบอสของตนที่นั่งจ่อปากกาลงบนกระดาษแต่ไม่ยอมลงลายเซ็นสักที มือขวาหนุ่มนึกเป็นห่วงกลัวว่าบอสของเขาจะล้มป่วยหรือฟุบหลับคากองเอกสารไป

หากแต่สิ่งที่โกคุเดระกลัวนั้นไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่เขาเป็นห่วงกลับเป็นท่าทีของนภานั้นต่างหากที่ทำให้เขาเป็นห่วง

ท่าทีของบอสหนุ่มนิ่งขรึมและยังเหม่อลอยกว่าทุกที นึกแปลกใจที่มีท่าทีแบบนั้น จะว่าไม่เคยเป็นแบบนี้ก็คงไม่ได้ แต่มันน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะได้เห็นสีหน้าที่ดูเครียดและท่าทีเย็นชาของนภาตรงหน้า พลันจะเอ่ยปากถามอีกฝ่ายกลับสะดุ้งตัวและฉีกยิ้มให้บาง ๆ เสียแทน โกคุเดระ ฮายาโตะเลยได้แต่กลืนคำพูดที่เตรียมเอาไว้ลงคอทันทีที่บอสของตนเอ่ยออกมา

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ อย่าใส่ใจเลย” สิ้นเสียงรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนดั่งทุกทีก็ถูกประดับไว้บนใบหน้าคมคายของเดชิโม่ทันที โกคุเดระนึกโล่งใจที่บอสของตนไม่ได้เป็นอะไรมากเหมือนดั่งที่เขาคาดคะเนเอาไว้ นั่นเลยทำให้เขาเบาใจลงไปบ้าง

ผู้พิทักษ์แห่งวายุที่พ่วงตำแหน่งมือขวาของเดชิโม่หยิบเอกสารขึ้นมาวางเอาไว้ตรงหน้าของชายหนุ่ม พร้อมกับเอ่ยรายงานถึงเนื้อหาในเอกสารครั้งนี้

“นี่เป็นรายงานของหน่วยเมฆาที่พึ่งกลับมาจากการทำภารกิจของเมื่อสี่วันก่อนครับ ครั้งนี้ฮิบาริเป็นคนลงมือเขียนด้วยตัวเองเลยนะครับ” สึนะพยักหน้ารับคำหลังจากที่มือขวาของเขาเอ่ยจบ มือหนาเอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาอ่านพร้อมกับหมุนเก้าอี้เอียงซ้ายไปด้วย

“ขอบคุณสำหรับรายงานนะ เหนื่อยน่าดูเลยสิ นายไปพักก่อนเหอะ” สึนะเอ่ยบอกก่อนจะส่งยิ้มบาง ๆ ให้เหมือนทุกที โกคุเดระพยักหน้ารับพร้อมกับโค้งหัวให้ก่อนจะเดินหันหลังออกไปทันที

 

ปึง!

“เห้อ” สึนะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ยามที่ผู้พิทักษ์แห่งวายุหายออกไป แผ่นหลังกว้างเอนลงบนเก้าอี้ทำงานจนมันเอนไปข้างหลังเล็กน้อย มือข้างที่จับแผ่นกระดาษวางลงไว้บนโต๊ะทำงาน ก่อนที่นัยน์ตาคมสีเปลือกไม้จะปิดลงเหลือไว้เพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศ และเสียงนกร้องเท่านั้นที่ยังคงดังระงมอยู่ภายในห้อง

ซาวาดะ สึนะโยชิในวัยยี่สิบสี่ปีกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าต่อการที่เขาต้องนั่งทำงานเคลียร์กองเอกสารมากมายที่แม้ว่าจะเร่งทำมากขนาดไหนก็ไม่น้อยลงสักนิดเดียว ยิ่งเขานั่งอยู่บนเก้าอี้นี้มานานนับหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ได้พัก ยิ่งทำให้ร่างกายเริ่มอ่อนเพลียและพร้อมจะชัตดาวน์ตัวเองตลอดเวลา

หากแต่ว่าเขาก็ไม่สามารถพักได้ ด้วยหน้าที่และเอกสารมากมายที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จภายในวันนี้ ไหนจะการประชุมที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้อีก สึนะโยชิรู้สึกอยากสละตำแหน่งบอสวองโกเล่ก็ตรงที่เขาต้องเข้าไปฟังคำโต้แย้งของพวกคนแก่นับสิบที่ไม่ยอมวางมือเสียทีนี่แหละ

แค่คิดว่าต้องเข้าไปประชันกับสงครามประสาทในห้องประชุมที่แอร์ลดต่ำถึงสิบแปดองศา เขาก็แทบอยากจะขอยาแก้ปวดหัวไว้รอแล้ว เพราะสึนะโยชิรู้ดีว่าทันทีที่ภายในห้องเข้าสู่วาระการประชุมเมื่อใด นั่นก็หมายถึงเขาได้เข้าไปสู่สนามรบที่มีแต่ความตึงเครียดและเสียงโต้แย้งไม่หยุดหย่อนเป็นแน่ – สึนะหัวเราะกลั้วคอหลังนึกถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมเมื่อครู่

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมามองเพดานสีขาวสะอาดดูสบายตายามที่ความคิดเมื่อครู่จบลง ภาพของเด็กชายในวัยสองขวบก็แทรกเข้ามาในหัวของบอสหนุ่มแทน พร้อมกับเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน วันที่รีบอร์นจากเขาไปไกลแสนไกล ในตอนนั้นเขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมอนั่นก็คงล้อเล่นเหมือนทุกที แต่ใครจะไปรู้อนาคตกัน แม้แต่ลางสังหรณ์สุดยอดของเขาที่สืบทอดกันมายังไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลย และใช่ รีบอร์นไม่ได้ล้อเล่น เจ้านั่นไปแล้วจริง ๆ หนำซ้ำยังไปอยู่ในที่ไกลแสนไกลจนเขาไม่สามารถขอให้กลับมาอยู่ข้างกันได้อีกครั้งหนึ่ง

สึนะหันไปมองเลออนที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่หางเท่านั้น ปลายหางสีเขียวเข้มถูกสตาฟเอาไว้ในขวดโหลแก้ว บนฝามีหมวกทรงสูงสีดำสนิทที่ถูกคาดอยู่รอบหมวกด้วยแถบสีส้มเหมือนกับท้องนภายามเย็น

ของพวกนั้นเป็นของรีบอร์นทั้งหมดที่เหลืออยู่ และเขาเป็นคนไปเอามันมาจากที่เกิดเหตุด้วยตัวของเขาเอง

ใช่ รีบอร์นน่ะตายแล้ว

 

หลังจากที่รีบอร์นออกเดินทางและผ่านไปเพียงแค่สามปีเท่านั้น สายของวองโกเล่ได้ส่งข่าวมาบอกถึงเหตุการณ์อันน่าสลดใจของผู้เป็นอาจารย์ของสึนะโยชิ ทว่าวันนั้นชายหนุ่มกลับไม่ว่างมาฟังข่าวคราว เขารู้แค่ว่ามีเรื่องน่าเสียใจมารายงานให้เขาทราบเท่านั้น และด้วยความที่สึนะโยชิไม่ชอบเรื่องความเป็นความตายอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว เขาเลยหนีไปทำใจอยู่ในห้องทำงานของตัวเองจนถึงรุ่งสาง กว่าจะรู้ว่าเป็นเรื่องของอาจารย์ตัวน้อยก็คงเป็นตอนที่บอสรุ่นที่สิบของคาบัคโรเน่แฟมิลี่มาเยี่ยมเยียนถึงห้องทำงานของเขาเสียแล้ว

ในวันนั้น ดีโน่ ศิษย์ผู้พี่ของสึนะได้เดินเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับใบหน้าของร่างสูงที่ดวงตาคมยังบวมช้ำไม่หาย ขอบตายังคงร้อนผ่าวและมีน้ำตาเปรอะอยู่เล็กน้อย ดวงหน้าที่ใครต่อใครก็บอกว่าช่างมีเสน่ห์และชวนใจเต้นแรงทุกครั้งที่ผ่านสายตา ณ เวลานั้นกลับดูซีดเซียวและเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

สึนะโยชินึกแปลกใจว่าทำไมบอสของคาบัคโรเน่แฟมิลี่ถึงมีสีหน้าแบบนั้น ยังนึกแปลกใจยิ่งกว่าที่หัวข้อการสนทนาในครั้งนี้คืออาจารย์ของเราสองคน

ทว่าไม่ทันได้ถามอะไร ดีโน่ก็ชิงบอกก่อนที่สึนะจะได้อ้าปากถามกลับมา

“รีบอร์นน่ะ... ตายแล้วนะ” คำประกาศิตจากปากของดีโน่ทำให้ปากกาในมือตกลงกระทบกับพื้น เดชิโม่เงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าที่ยืนค้ำหัวตนอยู่ด้วยสีหน้างุนงง เขาขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนที่จะหัวเราะออกมาแห้ง ๆ ราวกับว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นเพียงคำล้อเล่นเท่านั้น

“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณดีโน่อย่ามาอำกันเล่นเลยนะครับ คนอย่างรีบอร์นน่ะเหรอจะพลาดท่าจนตายได้น่ะครับ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” คำพูดของสึนะโยชิทำให้ดีโน่และโรมาริโอ้ที่ยืนอยู่ข้างหลังหน้าเสียตามกันไป ทั้งคู่มีสีหน้าที่ดูโศกเศร้าและดวงเนตรสั่นเครือ โรมาริโอ้หลบสายตามองพื้นจนทำให้สึนะที่มองอยู่ถึงกับหยุดขำและมองทั้งสองด้วยนัยน์ตาที่นิ่งสงบ

ใบหน้าที่เคยเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ที่เปร่งออกมากลับเงียบสงัด ตอนนี้เหลือเพียงดวงเนตรที่เบิกกว้างพร้อมกับสีหน้าที่ดูตกใจยิ่งกว่าเก่า นัยน์ตาสีเปลือกไม้สั่นไหวก่อนที่เสียงทุ้มจะเปร่งถามออกมาเพื่อย้ำอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อตอกย้ำว่าสิ่งที่เขารู้มานั้นเป็นเรื่องจริง

“รีบอร์น...ตายแล้วจริง ๆ เหรอครับ”

แม้จะไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่การที่ดีโน่พยักหน้าลงรับคำแทนนั้นก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามของบอสวองโกเล่ได้ดี และในวันนั้นก็เป็นวันที่สึนะรู้สึกว่าอรุณอีกดวงของเขาได้ดับสูญหายไปแล้ว

 

สึนะโยชิเหม่อมองไปที่ขวดโหลบนชั้นวางของใกล้ ๆ ดวงเนตรสั่นคลอนเล็กน้อยยามที่มองไปที่ปลายหางกิ้งก่าสีเขียว คู่หูของอาจารย์ของเขา ทว่าเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่ดวงตาคมฉายแววโศกเศร้าออกมาด้วย ท้ายที่สุดสึนะก็กลับยิ้มแย้มทั้งริมฝีปากและดวงตาคม แววตาฉายความอ่อนโยนเจือปนไปด้วยความสดใสเหมือนดั่งท้องนภาในยามเช้า เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปยืนหยุดอยู่ที่ขวดโหลพร้อมกับค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงเบา ๆ ที่หมวกสีดำขลับ

แม้จะขาดรุ่งริ่งไปมาก แต่ก็ยังคงเป็นใบเดียวที่สึนะอยากเก็บรักษาเอาไว้ไม่ให้หายไปไหนได้อีก

“นายจะเป็นยังไงบ้างนะ..” สึนะเอ่ยถามเสียงแผ่ว เขายืนมองมันอยู่นานสองนานพร้อมกับเอ่ยบอกคนเป็นอาจารย์ในใจ ‘ตอนนี้ฉันเป็นบอสที่ใครต่อใครก็ต่างยอมรับแล้วนะ เป็นท้องนภาของวองโกเล่ที่ใครก็ต่างเกรงกลัว แล้วก็นะ ฉันยังเป็นบอสที่แข็งแกร่งตามที่นายอยากให้เป็นด้วย แถมยังแข็งแกร่งที่สุดในโลกมาเฟียอีกด้วยนะ ถ้าตอนนี้นายยังอยู่ฉันก็คงเป็นที่สองรองจากนายแน่ ๆ ’

‘ฉันน่ะยังเป็นบอสที่อ่อนโยนกับแฟมิลี่ แต่ฉันก็ไม่เคยปราณีกับใครก็ตามที่เข้ามาโจมตีวองโกเล่ และฉันซาวาดะ สึนะโยชิ บอสที่ใครก็ต่างเคารพรักและพร้อมอุทิศเพื่อปกป้องอีกต่างหากด้วย

‘นายไม่ต้องเป็นห่วงนะ แฟมิลี่ที่ลอบทำร้ายนายในวันนั้นน่ะ ถึงจะช้าไปหน่อยที่บอกให้นายรู้ แต่แฟมิลี่นั้นฺน่ะหายสาปสูญไปแล้วนะ’ สิ้นประโยคสึนะโยชิถึงค่อย ๆ ระบายยิ้มออกมา

“สึนะ ได้เวลาแล้วนะ” เสียงยามาโมโตะ ทาเคชิ ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณขานเรียกจากด้านนอกประตู ทำให้สึนะโยชิที่ตกอยู่ในภวังค์สะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนที่เขาจะจำใจผละตัวออกห่างจากหน้าขวดโหลแก้วแล้วเดินหันหลังให้กับมัน

เดชิโม่มองภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก ก่อนจะกระชับเสื้อสูทสีดำและดึงเนคไทด์ขึ้นจนสุด เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง สองขาก็ก้าวเดินไปยืนหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง โดยที่ไม่ลืมที่จะหันไปบอกลาขวดโหลของอาจารย์ตัวเองด้วยคำพูดสั้น ๆ พร้อมกับดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนทุกที

“ฉันกำลังจะไปเยี่ยมแล้วนะ รีบอร์น”

 

 

 

 

 

 


เป็นเรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนกำลังวางพล็อตเลย ตอนแรกไม่ได้คิดให้มันออกมาแบบนี้ ไม่ได้อยากให้เป็นเรื่องเศร้า เราอยากให้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนได้เห็นเจ้าสึนะเติบโตไปเป็นบอสวองโกเล่ที่ดี แต่ไป ๆ มา ๆ ก็นั่นแหละค่ะ นภาอันกว้างใหญ่กลับโอบกอดอรุณดวงนั้นเอาไว้ไม่ได้นานซะได้ ????

ยังไงก็ขอให้เอ็นจอยนะคะ และฝากเจ้าสึนะโยชิและผู้พิทักษ์ทุกคน รวมถึงอาจารย์สุดโหดเอาไว้ในอ้อมอกของทุกคนด้วยนะคะ

*เรื่องนี้มีในรอรด้วยนะคะ ถ้าใครสนใจอ่านเดี๋ยวเราจะแปะลิ้งค์ทิ้งไว้ให้น้า*

khr | sawada tsunayoshi

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×