۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 21 : ۩ Journey ۩ 20 : มารดาผู้ให้กำเนิด (สอบถามเรื่อง e-book)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    18 ส.ค. 63

 

 

และแล้วการเดินทางของเราก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง…

 

ตลอดทุกจังหวะที่ก้าวขาสาวเท้าไปข้างหน้า มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนขาทั้งสองข้างหนักเหมือนโดนเหล็กถ่วงไว้ รู้สึกร่างกายหนักอึ้ง ไม่อยากก้าวไปข้างหน้า กลัวว่าเมื่อไปถึงที่หมายแล้ว…จะต้องเจอกับสิ่งที่ไม่อยากจะเจอ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าป่ามรณะมากับทราวิส ข้าก็อยากจะเร่งรีบไปให้ถึงเฮอร์เรนเดลเร็วๆ แต่มาถึงบัดนี้ที่ตรงหน้าข้าคือสะพานร้างที่จะนำเราไปสู่เฮอร์เรนเดล…ข้ากลับก้าวขาไม่ออก

 

ไม่คิดเลย ว่าจะได้เห็นตัวเองขี้ขลาดขนาดนี้

 

ข้ากับอลิซาเบธออกมาจากปราสาทของเทียร่าได้สักพักแล้ว ด้านหน้าของเราคือสะพานเก่าผุพังที่ไม่เคยมีใครเคยใช้มาก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่านายหญิงแห่งป่ามรณะคนนี้จะสร้างมันไว้นานแล้ว ราวกับสร้างไว้เพื่อเฝ้ารอให้มีใครสักคนข้ามมันไป ข้ามองสะพานที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา ครั้นสายลมเย็นพัดโชยมา ก็ทำเอาสะพานอันเปราะบางนี้แกว่งไปมาจนเสียงแผ่นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ราวกับพร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ บรรยากาศรกร้างและเหน็บหนาวจนน่าขนลุก

 

หากเริ่มก้าวเดินไปแล้ว…ก็จะไม่สามารถถอยกลับได้อีก

 

ท้องฟ้าที่หม่นหมองอยู่แล้ว บัดนี้กลับมืดมนลงกว่าเดิมจนแทบกลายเป็นสีดำ สายฟ้าแล่นเปรียะๆอยู่ในกลุ่มเมฆเหล่านั้น พร้อมกับเสียงฟ้าแลบฟ้าร้องที่ดังก้องสนั่นไปทั่วบริเวณ อากาศเย็นหนาวเหน็บจนหายใจได้ยาก ข้าสูดหายใจที่สั่นเทาเข้าเต็มปอด แล้วค่อยๆก้าวออกไปเหยียบลงแผ่นไม้ของสะพานที่ทั้งเปราะและบอบบาง ทว่าทันใดนั้นมันก็แตกหักออกทันที แผ่นไม้ที่หักร่วงลงไปสู่ด้านล่าง ข้าคว้าสายเชือกของสะพานไว้ แล้วก้าวออกไปอีกครั้งอย่างระมัดระวัง ก่อนที่อลิซาเบธจะกลายร่างเป็นลูกหมาป่าตัวเล็กเพื่อให้นํ้าหนักตัวเองเบาลง แล้วเดินตามมาเช่นกัน

 

เสียงแผ่นไม้ดังลั่นอย่างน่าหวาดเสียวตามจังหวะการก้าว ข้ากำสายเชือกแน่นขณะหายใจได้ไม่ทั่วท้อง ไม่กล้าแม้แต่จะลงนํ้าหนักเต็มฝ่าเท้า ทางด้านหน้าถูกหมอกหนาปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ รอบสะพานยังคงมีต้นไม้สีดำโอบไว้ด้านข้าง ทว่าเมื่อข้าสาวเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างเชื่องช้า รอบข้างก็ไม่มีต้นไม้ให้เห็นอีกต่อไป แต่มีเสียงคลื่นด้านล่างที่ซัดกระทบฝั่งเป็นระยะ

 

ข้ามาถึงทะเลโลหิตแล้ว จากนี้ไปหากเผลอก้าวพลาดแล้วตกลงไปด้านล่าง…ก็มีแต่ตายอย่างเดียว

 

กลิ่นคาวเลือดจากทะเลคละคลุ้งอยู่ในหมอกควันที่ปกคลุมรอบสะพาน ข้าพยายามไม่สูดหายใจเข้าไป ลมแรงพัดโชยมาจนสะพานสั่นคลอน และก็เป็นจังหวะนั้นที่ข้าเผลอไปเหยียบลงบนแผ่นไม้ที่ร้าวอยู่แล้ว --มันหักร่วงลงไปสู่ด้านล่างทันทีที่ข้าวางฝ่าเท้าลงไปบนนั้น พร้อมกับร่างของข้าที่ถลาร่วงลงไปเช่นกัน

 

“เหวอ!!”

 

ในจังหวะที่ร่างร่วงหล่นลงไปในอากาศ ข้าพลันเอื้อมแขนข้างเดียวออกไปคว้าแผ่นไม้ของสะพานด้านบน กัดฟันแน่นขณะที่มือเริ่มถลาลื่นออกจากแผ่นไม้ทีละนิด พยายามออกแรงยึดเกาะมันเอาไว้ให้ได้มากที่สุด กล้ามเนื้อแขนเกร็งจนขึ้นเส้นเลือดปูนโปนไปทั่ว ข้าพยายามจะปีนกลับขึ้นไป และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองลงไปด้านล่าง

 

มันไม่ใช่แค่ทะเลสีเลือด…แต่เป็นสถานที่ที่ซากศพของผู้คนมากมายถูกนำมาทิ้งที่นี่ เต็มไปด้วยแรงอาฆาตของวิญญาณนับพันหมื่นที่ถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมาน ร่างโครงกระดูกเน่าเฟะน่าขยะแขยงของพวกมันสัมผัสได้ถึงผู้มาเยือนแล้ว พวกมันเริ่มส่งเสียงหวีดแหลมน่ารังเกียจ พยายามจะปีนป่ายขึ้นมาใช้แขนอันน่าขยะแขยงกระชากข้าลงไป จำนวนของพวกมันมีมากเท่าภูเขา มันจึงเริ่มต่อตัวกันให้สูงขึ้นเพื่อจะคว้าขาข้าไว้ มืออันน่าขยะแขยงมากมายจับข้อเท้าของข้าไว้ได้สำเร็จ แล้วพยายามกระชากลงไป

 

ทว่าทันใดนั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นลงมาคว้าแขนข้าไว้ แล้วกระชากกลับขึ้นไปบนสะพานอีกครั้ง ข้าหอบหายใจแรงเมื่อได้กลับมาอยู่บนสะพาน ก่อนจะหันไปตะคอกใส่อีกฝ่ายทันที

 

“เจ้าตามมาได้ยังไง!?”

 

ทราวิสเองก็หอบไม่ต่างกัน เขาไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวว่าสะพานจะสั่นคลอนไปด้วย สภาพของเขาสะบักสะบอมและเต็มไปด้วยบาดแผล เห็นได้ชัดว่าพยายามหลบหนีมาจนต้องปะทะต่อสู้กับพวกปีศาจเข้า ทั้งที่เขาถูกเทียร่าขังเอาไว้ในห้องอย่างแน่นหนาแล้ว แต่กลับยังอุตส่าห์พยายามหนีออกมาได้อีก

 

“ตอนเด็กข้าก็หนีออกจากปราสาทเป็นประจำ เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้” เขาหันไปเกาคางอลิซาเบธหน้าตาเฉย ข้าหันไปหรี่ตามองมันอย่างไม่ไว้ใจ --ถ้าให้เดา คงเป็นเพราะทราวิสบังคับให้อลิซาเบธสร้างร่างแยกไว้ช่วยเขาออกมาแน่นอน

 

ข้าได้แต่กุมขมับถอนหายใจยาว “เจ้านี่มัน…!!”

 

เหตุการณ์นี้ช่างเหมือนกับตอนที่เราเพิ่งจะเข้ามาในป่ามรณะ ที่ตอนแรกข้าเข้ามาที่นี่ตามลำพัง --ทว่ารู้ตัวอีกที องค์ชายทราวิสกลับโผล่เข้ามายืนอยู่ข้างๆด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ข้าเอาแต่จดจ่อกับการเดินทรงตัวบนสะพานที่ผุพัง จนลืมคำนึงไปว่ามีเสียงเหยียบแผ่นไม้ดังมาจากด้านหลังด้วย รู้ตัวอีกทีทราวิสก็มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว

 

ทราวิสนี่มันทราวิสจริงๆ ดื้อรั้นยันวินาทีสุดท้าย

 

จะไล่ให้เขาเดินย้อนกลับไปก็ไม่ได้อีก เราเดินกันมาถึงครึ่งสะพานแล้ว เหลือระยะทางอีกตั้งหลายไมล์ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น…

 

ทราวิสมองลงไปยังทะเลที่เต็มไปด้วยร่างเน่าเฟะของวิญญาณทั้งหลาย เนื้อตัวติดกระดูกของมันเคลือบไปด้วยเลือดและนํ้าเหลือง ราวกับถูกนํ้าเดือดๆต้มจนผิวหนังเปื่อยเละ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปลิ้นถลนออกมา และกำลังเงยหน้าจดจ้องมาที่พวกเราขณะเลียริมฝีปาก “…พวกมันคงจะไม่ขึ้นมาหาเราบนนี้หรอก ใช่ไหม”

 

แม้ทราวิสจะเอ่ยเหมือนไม่แน่ใจนัก แต่สีหน้าของเขาก็นิ่งสงบและใจเย็น ราวกับเตรียมตัวเตรียมใจรับมือไว้แล้ว ข้าเบนสายตาลงไปมองภาพน่าขยะแขยงเหล่านั้นอย่างเย็นชา

 

เหล่าวิญญาณเบื้องล่างพากันชะงักเมื่อได้เห็นสายตานั้น มันช่างคล้ายคลึงกับซาฟีร่าจนวิญญาณบางตนเริ่มหวาดกลัว ในขณะที่หลายตนกลับตื่นเต้นกว่าเดิม ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดนํ้าเหลืองจ้องมาราวกับเราเป็นอาหารโอชะ

 

ระหว่างข้ากับทราวิส ไม่มีใครที่วิญญาณเหล่านี้ไม่อาฆาตโกรธแค้นเลย --ต้องขอบคุณการกระทำที่พ่อของทราวิสและแม่ของข้าได้ก่อไว้

 

ทันใดนั้นสะพานก็สั่นไหวอย่างรุนแรง แผ่นไม้บนสะพานด้านหน้าพังทลายลงทีละชิ้น ข้าพลันคว้ามือทราวิสไว้แน่น ก่อนที่เงายักษ์บางอย่างจะโผล่ขึ้นมาทาบทับร่างของพวกเรา เมื่อหันไปมองอีกที…ก็พบปากของสัตว์ประหลาดร่างเหมือนงูยักษ์ที่กำลังอ้าออกกว้าง แล้วมันก็งับเราเข้าไปในปากทันใด

 

ไม่มีแม้แต่เวลาให้ตกใจ ทุกสิ่งรอบตัวมืดสนิททันทีที่ปากอันเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมปิดลง ตอนนี้เราอยู่ภายในปากที่เต็มไปด้วยเมือกลื่นน่าขยะแขยง งูยักษ์เคลื่อนไหวในนํ้าจนทำให้พวกเราที่อยู่ในปากมันโคลงเคลงไปมา ต้องรีบเกาะฟันซี่มหึมาของมันไว้เพื่อไม่ให้ร่างของเราร่วงหล่นลงไปในลำคอ ทราวิสรีบชักดาบออกมา เตรียมจะแทงลงไปในลิ้นไก่ขนาดใหญ่ที่ห้อยต่องแต่งอยู่ ข้าก็กำลังจะชักดาบออกมาเช่นกัน ทว่ากลับชะงักไปเมื่อหันไปเห็นว่าอลิซาเบธดูสงบนิ่งกว่าปกติ เช่นนั้นบางทีปีศาจงูตัวนี้ก็อาจไม่ทำร้ายเราหรือเปล่า?

 

อ่า…ไม่สิ ข้าลืมไปว่าอลิซาเบธเป็นพวกเดียวกับปีศาจ อสุรกายงูคงไม่คิดจะทำร้ายมันอยู่แล้ว คำถามก็คือมันจะเป็นภัยต่อข้ากับทราวิสหรือเปล่า

 

และคำตอบนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ในทันที ลึกเข้าไปในลำคอเหม็นเน่าของอสุรกาย มือที่เน่าเปื่อยของวิญญาณตนหนึ่งได้ยื่นออกมา มันตะเกียกตะกายปีนขึ้นมาจากคอหอยเข้ามาในโพรงปากอย่างยากลำบาก ริมฝีปากอันน่ารังเกียจของมันคลี่ยิ้มสยดสยองทันทีที่สบตากับทราวิส ราวกับได้เห็นอาหารอันโอชะ

 

‘ฉึก!!’

 

ทว่าไม่ทันที่มันจะได้ขยับมาใกล้เขากว่านี้ ข้าก็ขว้างดาบออกไปอย่างเต็มแรง มันพุ่งเข้าไปแทงทะลุหน้าผากมันอย่างแม่นยำ จนสมองด้านในไหลเยิ้มออกมา เป็นจังหวะเดียวกับที่ทราวิสขว้างดาบของเขามาใส่ด้านหลังข้า แล้วเลือดเหม็นเน่าก็สาดกระเซ็นเต็มแผ่นหลังข้า ข้าถึงได้พบว่ามีวิญญาณอยู่ด้านหลังตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ร่างเน่าๆของวิญญาณสองตนกรีดร้องโหยหวนออกมาพร้อมกัน ก่อนที่จำนวนวิญญาณจะเพิ่มมากขึ้น

 

ร่างอันน่าขยะแขยงของวิญญาณตนแล้วตนเล่าปีนป่ายขึ้นมาจากในลำคอ จำนวนเพิ่มจากสองเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จนตอนนี้ภายในปากมหึมาของงูยักษ์ได้เต็มไปด้วยร่างเน่าเปื่อยของวิญญาณทั้งหลาย พวกมันเดินโงนเงนกันมาหมายจะเข้ามาฉีกกระชากเรา ดวงตาที่ถลนออกมาทั้งเบ้าจ้องมองมาอย่างขนลุก พร้อมกับรอยยิ้มสยดสยองที่ฉีกไปถึงใบหู เสียงดาบสองเล่มฟันเฉือนวิญญาณทั้งหลายจนเนื้อกายขาดสะบั้น ทว่าจำนวนของวิญญาณกลับไม่มีท่าทีจะลดลงเลย

 

ข้ากับทราวิสหันหลังชนกันพลางหอบหายใจแรง เราต่างก็กำดาบอาบเลือดไว้แน่น ในขณะที่กองทัพวิญญาณมากมายเดินโงนเงนเข้ามารายล้อมเราไว้ ว่ากันตามความจริง วิญญาณเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จัดการยาก มันก็แค่ซากหลงเหลืออยู่ของมนุษย์ที่ตายไปแล้ว พลังก็อ่อนแอราวกับเด็กแรกเกิด เพียงแต่จำนวนของมัน…กลับเพิ่มขึ้นไม่หยุด

 

“พวกเจ้าคงไม่อยากตายเป็นครั้งที่สองหรอกนะ” ข้าเอียงคอด้วยสายตาเยือกเย็น ท่ามกลางความมืด นัยน์ตาสีมรกตสองข้างทอประกายราวกับสัตว์ป่า “…อยากให้ตัวเองเป็นขยะตกตํ่ายิ่งกว่านี้อีกงั้นหรือ”

 

ปกตินํ้าเสียงของข้าไม่ได้เย็นชาขนาดนี้ แต่การท่าทางกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างควบคุมไม่ได้ ในใจที่ทั้งอึดอัดและกดดันกับการมุ่งหน้าสู่เฮอร์เรนเดลในครั้งนี้ ราวกับหัวใจถูกบีบอัดจนหายใจไม่ออก มันทำให้ข้าอยากจะปลดปล่อยความอัดอั้นด้วยการเข่นฆ่าทุกสิ่งตรงหน้า

 

ทว่าวิญญาณเหล่านี้แท้จริงก็น่าสงสาร พวกเขาถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณ กระทั่งตายไปแล้วก็ต้องตกอยู่ในสภาพน่ารังเกียจเช่นนี้ คนเหล่านี้คือชาววอลธีเรียที่ถูกบิดาของทราวิสสังเวยให้แก่แม่ของข้า มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างพวกเขาเมื่อเกือบสิบปีก่อน เช่นนั้นคนพวกนี้ก็ตายไปนานมากแล้ว

 

แต่ทันใดนั้นข้าก็ไปสะดุดตากับร่างเหวอะหวะของวิญญาณตนหนึ่ง แม้ว่ามันจะหัวโล้นจนเห็นไปถึงกะโหลกด้านใน แต่ดูจากทรวดทรงเอวบางร่างน้อย และเต้านมที่ถูกฉีกกระชากจนเนื้อแหว่ง ก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นหญิงสาว ขาทั้งสองข้างของมันถูกตัดออก ทำให้ได้แต่กึ่งคลานกึ่งกระโดด แล้วเอื้อมมือที่เหลือเพียงผิวหนังเละๆหุ้มกระดูกออกมา  แววตาที่ถลนจนหลุดออกไปข้างหนึ่งของมันทำให้ข้าไม่อาจรู้ได้ว่ามันกำลังคิดอะไร แต่ท่าทางของมันเหมือนกำลังพยายามจะกระโดดขึ้นมาจับศีรษะข้า

 

‘หญิงสาวคนนี้…นางเคยเหยียบศีรษะลูกเป็นผ้าเช็ดเท้า’

 

จู่ๆเสียงเย็นเยียบน่าขนลุกก็ดังกึกก้องในหัวข้า จนข้าสะดุ้งโหยงแทบปล่อยดาบลงกับพื้น นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยใจที่เต้นระรัว

 

เสียงที่ข้าไม่ได้ยินมาหลายปี…เป็นนางจริงๆด้วย

 

ข้ากวาดสายตาไปมองรอบตัวอย่างระแวง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเจ้าของเสียง ข้าจึงกลับมามองร่างเน่าเปื่อยของหญิงสาวตรงหน้าแทน และเมื่อเพ่งมองชัดๆ…ก็ถึงจำได้

 

หญิงชาววอลธีเรียคนนี้เคยเป็นแม่ค้าขายขนมในตลาด ข้าในวัยเด็กเคยไปขอซื้อขนมจากนาง แต่เมื่อนางได้รู้ว่าข้าเป็นชาวเฮอร์เรนเดล ก็ขว้างถาดมัฟฟินใส่หัวข้า ก่อนจะตามมาใช้เท้าเหยียบศีรษะข้าให้จมดิน

 

หัวใจข้ารู้สึกเหมือนโดนสะกิดแผลเก่า ข้าหอบหายใจอย่างยากลำบาก จึงรีบเบนสายตาไปมองทางอื่น ทว่าก็พบกับร่างเน่าเฟะของวิญญาณชายแก่หลังค่อมคนหนึ่ง ลักษณะท่าทางการเดินของเขาเป็นเอกลักษณ์มาก รวมทั้งใบหน้าท่อนล่างที่ถูกเฉือนปากจนหายไปหมด เหลือเพียงจมูกที่มีเนื้อเหวอะๆห้อยอยู่ด้านล่าง มันทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร

 

ข้าเบิกตาโพลง สาเหตุที่หญิงสาวคนเมื่อกี้ถูกตัดขา ก็เพราะนางเคยเหยียบข้า ฉะนั้นสาเหตุที่ชายคนนี้ถูกตัดปากออกไป…

 

‘ตาแก่คนนี้…ชอบถ่มนํ้าลายใส่ลูกทุกครั้งที่เห็นหน้า’

 

เสียงกังวานดังขึ้นอย่างน่ากลัวอีกครั้ง มันเยือกเย็นน่ากลัวจนมือที่ข้ากำลังจับดาบสั่นสะท้าน เม็ดเหงื่อมากมายซึมไหลออกมา ดูเหมือนว่าทราวิสเองก็จะได้ยินเสียงของนางเช่นกัน เขาแน่นิ่งไม่ขยับ จนทำให้ร่างของวิญญาณตนหนึ่งเดินเข้ามาชิดใกล้ ข้าพลันรีบตวัดสายตาไปมอง วิญญาณตนนี้เหมือนจะเป็นเด็กผู้หญิง มือของนางมีตะขาบขนาดยักษ์คอยกัดกินจนเหวอะหวะไม่เหลือชิ้นดี

 

มือเล็กๆทั้งสองข้างนั้น…เคยขว้างก้อนหินใส่ข้าจนหัวแตก

 

ตอนนี้ได้รู้ความจริงเพิ่มมาอีกอย่าง แท้จริงแล้ววิญญาณเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ชาววอลธีเรียที่ถูกฆ่าไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังมีชาววอลธีเรียทุกคนที่เคยทำร้ายข้าอีกด้วย สภาพของพวกเขายังไม่เน่าเปื่อยเท่าไหร่นัก แสดงว่าท่านแม่เพิ่งสังหารพวกเขาไปหลังจากที่ส่งปีศาจมากมายไปโจมตีวอลธีเรียเมื่อไม่นานมานี้ แล้วนำพวกเขามาขังไว้ตัวในปีศาจงู

 

ไม่ว่าข้าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่ร่างที่บิดเบี้ยวน่าขยะแขยงของวิญญาณที่เคยทำร้าย เคยข่มเหงดูหมิ่นข้ามาก่อน คนนั้นก็เคยวางยาพิษข้า คนโน้นก็เคยโยนข้าลงไปในบ่อโคลน ทว่าร่างกายของพวกเขาก็ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส มันทั้งน่ารังเกียจและน่าเวทนา ข้ากวาดสายตาไปรอบๆด้วยลมหายใจติดขัด ก่อนจะไปพบวิญญาณที่มีสภาพน่ารังเกียจที่สุดสามตน ผิวหนังพวกเขาทั้งไหม้และผุพอง ศีรษะและแขนขาบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาถูกควักออกไปจนกลวงโบ๋ ในปากเต็มไปด้วยนํ้าเหลืองมากมาย เมื่อหายใจออกมาแต่ละครั้ง ก็จะมีหนอนเหม็นเน่ามากมายออกมา

 

‘ชายโสโครกนี้…พวกมันเคยรุมกันปัสสาวะใส่ลูก’

 

ข้ากับทราวิสกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เคยมีกลุ่มองครักษ์ของวอลธีเรียที่มึนเมาเพราะสุรา สติของพวกเขาจางหายจนไม่รับรู้อะไร และฉวยโอกาสจับข้าที่กำลังเดินกลับบ้านมามัดไว้ พวกเขาใช้เชือกมัดเด็กที่ไร้ทางสู้ไว้อย่างแน่นหนา ข้าพยายามดิ้นรนขัดขืนแทบตาย ก่อนที่จะถูกคนเหล่านั้นบังคับให้อ้าปาก แล้วพวกเขาทั้งสามก็ฉี่ใส่ปากข้า…

 

แน่นอนว่าตัวข้าในวัยสิบสองนั้นแสนจะโกรธแค้น โกรธจนตาแดงกํ่า เพียงแค่มองนํ้าปัสสาวะสีเหลืองสามสายพุ่งเข้ามาใส่ปากแล้ว มันอยากจะกรีดร้องออกมาให้ได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ข้าก็หลงลืมสิ่งที่คนเหล่านั้นทำกับข้าไปเสียหมด ชาววอลธีเรียที่เคยข่มเหงข้านั้นมีมากมายจนไม่อาจนับได้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตแก้แค้นพวกเขาให้หมดทุกคน ก็คงไม่มีวันสำเร็จ ข้าจึงเลือกที่จะมองข้ามเรื่องแย่ๆเหล่านั้นไป แล้วได้แต่ปล่อยวางเรื่องที่คิดจะแก้แค้นไป

 

แต่ตอนนี้…คนเหล่านั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้า ด้วยสภาพที่พร้อมตายได้ทุกเมื่อ --ข้ากำดาบแน่นจนมันสั่นเทา หากเป็นตอนนี้…ข้าสามารถแก้แค้นได้แน่

 

‘มัวรออะไรอยู่…ฆ่าพวกมันเลยสิจ๊ะ’

 

ร่างกายข้าแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนมีไอเย็นโอบล้อมรอบหูไว้ ราวกับมันกำลังกระซิบบอกข้าด้วยเสียงหวานหยดย้อย

 

‘ให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวด…ให้พวกมันได้สัมผัสว่านรกมันน่ากลัวแค่ไหน’

 

ข้ากวาดสายตาไปมองร่างที่น่าเวทนาทั้งหลาย ก่อนจะก้มหน้าลงกำดาบแน่น

 

“…ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพบท่าน ไม่ได้มาเพื่อล้างแค้นผู้คนที่เคยข่มเหงข้า” ข้ากล่าวเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นจะซ่อนตัวไปทำไม ไม่คิดจะออกมาให้ลูกเห็นหน้าหน่อยหรือ”

 

ฉับพลันทุกอย่างก็ตกสู่ความเงียบ ภายในปากของงูยักษ์โคลงเคลงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะค่อยๆเปิดปากขึ้น แล้วใช้ฟันอันใหญ่แหลมราวกับหอกบดขยี้วิญญาณทุกร่างในปากทันที ฟันใหญ่ที่เรียงตัวกันทั้งบนและล่างบดเคี้ยวร่างอันน่าขยะแขยงนับพัน เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงกรีดร้องบาดหู เนื้อเน่าๆทั้งหลายถูกหั่นสะบั้นเป็นชิ้นส่วนจนกระเด็นไปทั่ว ลูกตาของวิญญาณตนหนึ่งกระเด็นมาโดนไหล่ข้า เนื้อทุกส่วนถูกบดเคี้ยวไปมาอย่างละเอียด แต่เจ้างูยักษ์กลับหลีกเลี่ยงที่จะกัดข้า ข้าจึงใช้ตัวเองบังร่างของทราวิสไว้ ก่อนที่มันจะกลืนเนื้อของวิญญาณที่บดละเอียดลงไปในคออีกครั้ง ให้มันลงไปสู่กระเพาะที่เต็มไปด้วยนํ้ากรด

 

แว่วได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากในลำคอของงูยักษ์ หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบสนิท มีเพียงเสียงหายใจของเราสองคนภายในนี้ อลิซาเบธทำเพียงกลายร่างกลับเป็นหมาป่าตัวโตด้วยท่าทีนิ่งเฉย ในขณะที่หัวใจข้ากลับเต้นอย่างบ้าระหํ่าราวกับจะกระเด็นหลุดออกมา

 

ทำไมการเผชิญหน้ากับแม่ที่ไม่ได้เจอมาหลายปี…ถึงเป็นเรื่องยากขนาดนี้นะ

 

เวลาผ่านไปสักพัก ก็สัมผัสได้ว่าร่างของงูยักษ์กำลังเสียดสีกับพื้นดิน หมายความว่ามันว่ายข้ามทะเลจนมาเลื้อยบนบกแล้ว ในปากของมันโคลงเคลงไปมาอยู่หลายครั้ง เป็นเวลาพักใหญ่กว่าที่งูยักษ์จะหยุดเคลื่อนไหว มันค่อยๆอ้าปากออกกว้างจนแสงสาดส่องมาด้านใน มันอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น ข้าจึงค่อยๆย่างก้าวออกจากปากของมันอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าทันใดนั้นปากของงูยักษ์กลับปิดลงอย่างฉับพลัน มันเกือบกัดขาข้างหนึ่งของทราวิสขาดสะบั้น หากไม่ใช่เพราะเขารีบกระโดดออกมาได้ทัน ทราวิสคงขาขาดไปแล้ว

 

ข้ามองงูยักษ์ตัวนั้นอย่างเย็นชา มันทำเพียงเลื้อยถอยหลังแล้วว่ายกลับลงไปในทะเลโลหิต ข้าหันกลับมาเผชิญกับแผ่นดินที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้เรากำลังอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง ทำให้สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบอย่างชัดเจน

 

เราอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ที่หาดทรายเป็นเถ้าถ่านสีดำ ทุกสิ่งบนเกาะเป็นสีดำสนิทเหมือนถูกเผาไหม้ ซากตอตะโกมีเกลื่อนอยู่มากมาย รวมทั้งซากกระดูกมนุษย์ที่ถูกฝังตามพื้นดิน กลุ่มเมฆครึ้มขนาดยักษ์ที่แฝงไปด้วยพลังงานบางอย่างปกคลุมที่แห่งนี้ไว้ เป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความหดหู่สิ้นหวัง มันราวกับป่าช้าเงียบเหงาที่ถูกทอดทิ้ง และอาถรรพ์น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

 

นี่คืออาณาจักรเฮอร์เรนเดล ดินแดนที่เคยรุ่งเรืองจนได้ชื่อว่าสวรรค์บนดิน --บ้านเกิดของข้าเอง

 

ข้ากวาดสายตามองไปด้วยความขมปร่าในใจ มันไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยป่าไม้สีเขียว เคยเป็นที่วิ่งเล่นของเด็กๆ มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทะเลสาบใสกระจ่าง บ้านเรือนของผู้คนมากมาย เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ทว่าเฮอร์เรนเดลในตอนนี้กลับปล่าวเปลี่ยวจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดให้เถ้าถ่านปลิวว่อนไปตามลม

 

ข้าเงยหน้า มองขึ้นไปยังยอดเขาที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าด้านบน มันตั้งอยู่ตรงใจกลางเกาะเฮอร์เรนเดลพอดี ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปรียบเหมือนหัวใจของที่แห่งนี้ ท่านแม่เคยเล่าให้ฟังว่ามันเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆมากมาย และเป็นจุดศูนย์รวมของชาวเฮอร์เรนเดลทั้งปวง

 

ทว่าหลังจากที่มองยอดเขาด้านบนแล้ว ครั้นข้าเบนสายตากลับลงมา กลับพบกับเงาของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงริมหน้าผาไม่ไกล ชุดคลุมสีแดงเพลิงพลิ้วไสวโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ร่างนั้นเหมือนจะยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวนานแล้ว ทว่าเรากลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลย

 

ใครคนนั้นเอาแต่เหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าที่ขมุกขมัว ราวกับกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง แผ่นหลังนั้นเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก โดดเดี่ยวและเงียบเหงา วินาทีนั้นร่างกายข้าเหมือนถูกแช่แข็งไว้ ลมหายใจติดขัดสั่นเทา รู้สึกเหมือนมีหินทับร่างกายไว้ไม่ให้ขยับได้

 

แล้วร่างนั้นก็ค่อยๆหันใบหน้ามาอย่างเชื่องช้า เรือนผมสีแดงเพลิงปลิวสยายในสายลมอย่างงดงาม ตัดกับใบหน้าขาวซีดดุจหิมะอย่างชัดเจน ริมฝีปากสีแดงสดเหมือนกุหลาบกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย สตรีตรงหน้ายังคงเหมือนกับในความทรงจำข้าทุกอย่าง

 

“ไม่ได้เจอกันนานนะ ลูกรัก”

 

ทว่าดวงตาของนาง…กลับไม่ใช่สีเขียว แต่เป็นสีสนิมเหล็ก

 

แต่แม้จะมีสิ่งนั้นที่เปลี่ยนไป สตรีผู้นี้ก็คือซาฟีร่า เกรโนวอร์ แม่ที่ให้กำเนิดข้าจริงๆ

 

มันราวกับปาฏิหารย์ นางไม่แม้แต่จะดูแก่ลง ยังคงสาวเหมือนหญิงอายุเพิ่งสามสิบ ไม่มีริ้วรอยใดๆราวกับเวทมนตร์หยุดอายุไว้ นางมองข้าด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ต่างจากในอดีต ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้ข้าที่ยืนแน่นิ่งกับที่ ปล่อยให้อีกฝ่ายกวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา สายตานั้นแฝงไปด้วยความประหลาดใจปะปนกับความปลาบปลื้ม

 

“อะไรกัน…นี่ลูกชายข้าจริงๆหรือ ครั้งก่อนที่เราเจอกัน เจ้ายังสูงแค่นี้เอง” นางยกมือขึ้นมาทาบให้ดูบริเวณหน้าอก ก่อนจะหัวเราะออกมา “ไม่อยากเชื่อเลย เจเดนตัวน้อยได้โตเป็นหนุ่มแล้ว…ช่างหล่อเหลาเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน”

 

ฝ่ามือเรียวยาวยื่นออกมาสัมผัสแก้มข้า แววตาและรอยยิ้มของนางเปี่ยมไปด้วยความสุขและตื้นตันใจ มันทำให้ข้าหลงลืมเรื่องราวและจุดมุ่งหมายที่มาที่นี่ไปจนหมดสิ้น แววตาข้าสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง รู้ตัวอีกทีก็ปิดเปลือกตาลง แล้วซบใบหน้ารับความอบอุ่นจากฝ่ามือข้างนั้น ความอบอุ่นที่แสนอ่อนโยนทำให้ข้าrพลันรู้สึกอ่อนแอ ริมฝีปากสั่นเทาเม้มแน่นจนห้อเลือด แข้งขาหมดแรงจนแทบจะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น มันรู้สึกเอ่อล้นตื้นตันจนจะรับไม่ไหว ราวกับหัวใจที่วูบโหวงมาตลอดหลายปี…ได้ถูกอุดรอยรั่วเสียที

 

คิดถึง…คิดถึงเหลือเกิน สัมผัสนี้ รอยยิ้มนี้ อ้อมกอดนี้ ไม่มีวันไหนที่ข้าจะไม่ถวิลหามัน

 

และตอนนี้มันก็อยู่ตรงหน้าข้าแล้ว…

 

ทว่าทันใดนั้นฝ่ามือที่กำลังลูบแก้มซ้ายข้าก็ชะงักค้าง แววตาที่แสนอบอุ่นพลันแข็งกร้าวขึ้นมาทันใด จิตสังหารเอ่อล้นอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างน่าหวาดกลัว

 

“อะไรกัน…ทำไมดวงตาเจ้าถึงบอด!?” นํ้าเสียงนั้นเย็นยะเยือกและเปี่ยมไปด้วยความอาฆาต กลิ่นอายอ่อนโยนเมื่อครู่กลายเป็นความโกรธกริ้วพยาบาทโดยสมบูรณ์ “บอกมา ใครกันที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้!”

 

ข้ากับทราวิสต่างก็เบิกตาโพลง ทว่าเป็นทราวิสที่ตะลึงยิ่งกว่า “มะ หมายความว่าไง…”

 

ข้าหลบสายตาพวกเขาทั้งคู่ ก้มหน้าลงโดยไม่เอ่ยอะไรออกมา สีหน้าของทราวิสเต็มไปด้วยความสับสนไม่เข้าใจ และในไม่ช้าเขาก็ค่อยๆเบิกตาขึ้น พร้อมกับยกมือสั่นเทาขึ้นมาแตะดวงตาข้างขวาของตัวเองที่เป็นสีดำสนิททั้งเบ้า “อย่าบอกนะว่า…”

 

ตามพันธสัญญา ข้าได้เรียกร้องให้เผ่าปีศาจทำตามคำร้องขอสองข้อ หนึ่งในนั้น…ก็คือขอให้เทียร่าช่วยนำดวงตาของข้า ไปใส่ให้ดวงตาข้างที่มืดบอดของทราวิส โดยร่ายมตร์ไว้ไม่ให้เขารู้สึกตัวใดๆเลย

 

จริงอยู่ที่ดวงตาข้างนั้นของทราวิสไม่มีหนทางรักษาหาย แต่หากเปลี่ยนดวงตาให้เขาซะก็สิ้นเรื่อง จริงไหม?

 

ส่วนข้า…ก็กลายเป็นคนที่ทั้งแขนขาดและตาบอดไปในขณะเดียวกัน ถึงจะดูน่าสมเพชยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก

 

ทว่าหลังจากที่ควักดวงตาข้าไปใส่ให้ทราวิสแล้ว มันจะกลายเป็นว่าเขามีนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ข้างหนึ่ง โดยที่อีกข้างเป็นสีเขียวมรกต และข้างที่เป็นสีเขียวนั้นจะทำให้ทราวิสรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นดวงตาของข้า ฉะนั้นข้าที่ไม่อยากให้ทราวิสรู้เรื่องนี้ จึงขอให้เทียร่าใช้คาถาลวงตา ช่วยทำให้ลูกตาของข้าในเบ้าตาของทราวิสเป็นสีดำเหมือนเดิม และทำให้ลูกตาที่มืดบอดของทราวิสในเบ้าตาข้าเป็นสีเขียวดังเดิม เพียงเท่านี้ทราวิสก็จะไม่รู้ตัวว่าดวงตาของเขาหายดีแล้ว และทุกคนก็จะคิดว่าข้ายังคงมีตาครบทั้งสองข้าง ทั้งที่ความจริง…ข้าเหลือดวงตาเพียงแค่ข้างเดียว

 

ข้าคิดจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป…ไม่คิดเลยว่าท่านแม่จะมองคาถาลวงตาออกได้เร็วขนาดนี้

 

“ทำไม…” เสียงของทราวิสสั่นเทาจนข้าไม่กล้าสู้หน้าเขา เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ด้วยความสะเทือนใจและกริ้วโกรธ “ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้!? ทำไม!?”

 

เสียงตะคอกนั้นเปี่ยมไปด้วยความรวดร้าว ข้าได้แต่พรูลมหายใจเงียบๆ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าไม่อยากบอกเขา เพราะรู้ว่าทราวิสให้ความสำคัญกับชีวิตข้ายิ่งกว่าสิ่งใด และเขาจะไม่มีวันรับได้ที่ข้าเสียสละเพื่อเขาอย่างแน่นอน

 

แต่ก็เพราะรู้ว่าทราวิสให้ความสำคัญกับชีวิตข้าแค่ไหนเช่นกัน…ที่ทำให้ข้ายอมเสียสละดวงตาข้างหนึ่งให้เขา และข้าก็ยินดีที่จะสละอวัยวะทุกชิ้นส่วนให้ชายคนนี้ ทว่ามันก็คงไม่มากพอที่จะตอบแทนความห่วงใยที่เขามีต่อข้า

 

ในขณะเดียวกัน นัยน์ตาสีสนิมเหล็กก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทราวิส ราวกับจะจ้องมองให้ทะลุวิญญาณของเขา “เป็นเจ้านี่เอง…ที่ทำให้ลูกชายที่รักของข้าต้องตาบอด”

 

เพียงเสี้ยววินาทีถัดมา ร่างสูงสะโอดสะองในชุดคลุมสีแดงก็ไปปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าทราวิส นางเคลื่อนไหวได้รวดเร็วราวกับแสง รู้ตัวอีกทีมือขาวซีดก็บีบลำคอของทราวิสไว้แน่น เขาเบิกตาด้วยความเจ็บปวด พริบตาต่อมาคาถาลวงตาของเทียร่าก็ถูกคลายลง นัยน์ตาข้างขวาของทราวิสกลายเป็นสีเขียว ในขณะที่เม็ดตาข้างซ้ายของข้า…ค่อยๆกลายเป็นสีเทาหม่น โดยมีพื้นหลังเป็นสีดำสนิท

 

คาถานี้ถูกเทียร่าร่ายด้วยเวทมนตร์ระดับสูง…ทว่าท่านแม่กลับทำลายมันลงได้เพียงดีดนิ้ว

 

และในพริบตาต่อมา นางก็โยนร่างของทราวิสขึ้นไปในอากาศ แล้วต่อยเข้าไปในท้องของเขาจนแขนทะลุไปโผล่อีกด้าน กลางท้องของทราวิสถูกต่อยทะลุจนเป็นรูโหว่ เรียวแขนขาวดุจหิมะของท่านแม่ถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉานตั้งแต่มือไปจนถึงต้นแขน เสียงกรีดร้องอันทรมานของทราวิสดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งเกาะ ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนที่หญิงสาวจะแบมืออีกข้างออกมา แล้วใบมีดแหลมคมที่เปล่งประกายในความมืดก็ปรากฎขึ้นบนมือข้างนั้น

 

“ท่านแม่!! ได้โปรด หยุด!!” ข้าพุ่งเข้าไปคว้ามือข้างนั้นที่กำลังจะปักมีดใส่ทราวิสทันที สีหน้าข้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ขณะวิงวอนต่อผู้เป็นแม่จนลิ้นแทบพันกัน “เขาไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นความต้องการของข้าเอง! ข้าเลือกที่จะเสียดวงตาข้างนี้ไปเอง!!”

 

ข้าทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นัยน์ตาสองสีที่บอดไปข้างหนึ่งไหววูบราวกับจะแตกสลาย “ฉะนั้นได้โปรด…ได้โปรดอย่าทำร้ายเขาเลย…”

 

หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยแววตาเฉยชา นางยังคงแช่มือค้างไว้ในท้องของทราวิสอยู่อย่างนั้น โลหิตมากมายหลั่งไหลพรั่งพรูลงมาหยดใส่พื้นราวกับนํ้าตก ทราวิสได้แต่กระอักเลือดออกมาอย่างทรมาน

 

“ดูเหมือนว่าลูกแม่ถูกพวกแมลงสาบวอลธีเรียล้างสมองเสียแล้ว…น่าสงสารจริงๆ” นางถอนหายใจด้วยแววตาเศร้าสร้อยและเวทนา ราวกับข้าเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ถูกหลอก “ตลอดหลายปีมานี้ เป็นเพราะต้องใช้เวลาเก็บตัวฟื้นฟูพลัง แม่จึงไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ ทว่าเมื่อไม่นานมานี้แม่ก็มีพลังมากพอที่จะส่งพวกปีศาจชั้นตํ่าทั้งหลาย ไปเข่นฆ่าชาววอลธีเรียทุกคนที่เคยข่มเหงรังแกลูก”

 

ยิ่งนางกล่าวถึงเรื่องการแก้แค้น…รอยยิ้มของนางก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ แววตาทอประกายสนุกและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด นางน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆที่ข้าเคยพบเห็น น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจทุกชนิดในทุกมิติ

 

ตรงหน้าข้าคือมารดา…ที่กลายเป็นมารผจญ

 

“แต่ชาววอลธีเรียนั้นมีมากมายนัก ที่ลูกเห็นในกระเพาะงูยักษ์นั้นเป็นแค่คนส่วนหนึ่งเท่านั้น” นางยกมือขึ้นมาดีดนิ้วทีหนึ่ง แล้วเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกต่อๆกันระโยงระยางก็ปรากฎขึ้น เชือกเหล่านี้ถูกขึงเอาไว้ทั่วภูเขาราวกับใยแมงมุมขนาดยักษ์ บนเชือกนั้นมีศีรษะของมนุษย์ห้อยแขวนมากมายนับไม่ถ้วน มีทั้งศีรษะของเด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงคนแก่ ทุกเพศทุกวัย บางรายถูกควักดวงตาออกไป บางคนถูกตัดลิ้น ทว่าสิ่งที่ศีรษะทั้งหมดมีเหมือนกัน ก็คือปากของพวกเขาจะอ้าออกกว้าง โดยมีเปลวไฟส่องสว่างอยู่ด้านใน เมื่อหลายๆศีรษะมารวมกันจึงทำให้เกิดแสงส่องสว่างไปทั่ว

 

ข้ารู้สึกเหมือนขนลุกชันไปทั้งตัว --นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน…

 

“เจ้าพวกนี้ต่างก็เคยข่มเหงรังแกข้า เด็กคนนั้นเคยจงใจผลักแม่ลงไปในบ่อจระเข้ ยายแก่คนนั้นเคยฉวยโอกาสพยายามฝังข้าทั้งเป็นตอนที่สลบอยู่ ส่วนผู้ชายยี่สิบคนตรงนั้น…พวกมันรุมโทรมข่มขืนข้า บังคับให้ข้ากลายเป็นที่ระบายความใคร่” นางกล่าวเสียงเยือกเย็น ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมาให้ข้า “แม่ก็เลยเอาศีรษะพวกมันมาทำเป็นโคมไฟแบบนี้ เป็นไงล่ะ สวยดีใช่ไหม~”

 

มันเป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่ต่างจากเก้าปีที่แล้วเลยสักนิด แต่สำหรับตอนนี้...มันกลับดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าสิ่งใด

 

“แต่ถึงกระนั้น…แม้จะดูเหมือนว่าผู้คนที่เคยรังแกลูกจะถูกแม่กำจัดไปหมดแล้ว แท้จริงแล้วมันยังไม่หมด” รอยยิ้มหวานของนางค่อยๆกลายเป็นยิ้มแสยะ “…ยังเหลืออีกคนที่แม่ยังไม่ได้สังหาร”

 

ทราวิสเบิกตาโพลงทันที ก่อนที่เขาจะถูกมีดแหลมคมกรีดเฉือนหน้าอกจนเลือดสาดกระเซ็น มันถูกเฉือนลึกลงไปจนปอดฉีกขาดเป็นซีกๆ ราวกับจะหันแล่ปอดและอวัยวะภายในไม่ให้เหลือชิ้นดี ทราวิสเจ็บปวดจนไม่มีแรงจะดิ้น ทรมานจนดวงตาเหลือกเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง เลือดทะลักออกมามากมายจนไหลอาบไปทั้งตัว เสียงกรีดร้องทรมานราวกับถูกกระชากวิญญาณทำให้ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองจะกรีดร้องไปด้วย ข้าพุ่งเข้าไปผลักหญิงสาวออกจากทราวิสทันที

 

“ท่านแม่ ไม่ได้ยินหรือไง!? ข้าบอกว่าอย่าทำร้ายเขา!!” ข้าตะคอกด้วยความปวดร้าวจนรู้สึกเหมือนกล่องเสียงจะแตก แววตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและเจ็บปวด ก่อนจะก้มหน้าหลับตาลงด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ นํ้าเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็น “ข้าขอร้อง…ข้าขอร้อง… ได้โปรดไว้ชีวิตทราวิสด้วยเถิด”

 

ทว่าสตรีตรงหน้าที่เป็นถึงมารดากลับเอียงคอนิดๆอย่างประหลาดใจ ราวกับเด็กน้อยไม่เข้าใจคำถาม “ใครว่าแม่จะฆ่าเขากัน”

 

ข้าย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหันไปปรายตามองร่างของทราวิสที่ล้มอยู่บนพื้น ท้องของเขาที่ถูกต่อยจนเป็นรูโหว่กำลังค่อยๆสมานเข้าหากัน เนื้อเหวอะหวะสีแดงตรงส่วนนั้นกำลังสร้างเนื้อขึ้นมาใหม่ ส่วนบริเวณปอดที่ฉีกขาดก็กำลงกลับมาเชื่อมกันอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของเขาซีดเซียวและอิดโรย ทว่าก็ไม่มีอาการที่น่าเป็นห่วงไปมากกว่านั้น

 

“หากแม่จะฆ่าเขา หมอนี่คงถูกดึงกะโหลกออกไปตั้งนานแล้ว แต่แบบนั้นจะไปสนุกอะไร” นางส่ายหน้ายิ้มๆ ขณะก้มลงไปเชยคางทราวิสขึ้นมาอย่างรักใคร่ “เด็กคนนี้เป็นคนที่มีประวัติรังแกลูกมายาวนานที่สุด ซํ้ายังเป็นโอรสของพระราชาโนแอลเสียด้วย เขาควรได้รับการทรมานขั้นสูงสุด ด้วยการลิ้มรสความเจ็บปวดจนอยากตายซํ้าๆ ทว่าจากนั้นแม่ก็็จะรักษาเขาไม่ให้ตาย แล้วก็ทรมานต่อไปเรื่อยๆ…เรื่อยๆ…อย่างไร้สิ้นสุด”

 

ข้าฟังถ้อยคำเลือดเย็นเหล่านั้นอย่างไม่เชื่อหู ฝ่ามือสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสับสนมากมาย มีเรื่องหนึ่งที่ข้าแน่ใจ --แม่ที่ข้ารู้จักได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง…

 

แต่นาง…ก็ไม่ใช่คนเดียวที่เปลี่ยนไป

 

“หากท่านกล้าแตะต้องเขาอีกแม้แต่ครั้งเดียว…” ข้ากระชากสร้อยดาบออกมาจากลำคอ จี้ดาบพลันขยายตัวออกเป็นดาบเหล็กสะท้อนแสงในความมืด ข้าชี้ปลายดาบไปยังหญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นชา “ข้าจะไม่ถือว่าท่านเป็นแม่อีกต่อไป”

 

ในขณะที่ใช้ร่างตัวเองบดบังทราวิสไว้ มือเพียงข้างเดียวก็ชักดาบใส่มารดาด้วยสีหน้าและนํ้าเสียงเย็นชา รังสีดำทะมึนแผ่ออกมารอบกายราวกับจะทำลายล้างทุกสิ่ง หญิงสาว…ไม่สิ แม่มดตรงหน้ากอดอกเอียงคออย่างประหลาดใจ

 

“เจเดนที่ข้ารู้จักไม่เคยใช้สายตาแบบนั้นกับแม่นะ” นางกล่าวตาใส ก่อนจะค่อยๆเบนสายตาไปมองคนข้างหลังข้า แล้วกรีดยิ้มเหี้ยมออกมา “เพราะเจ้าอีกแล้วสินะ บุตรแห่งโนแอล…เจ้าทำให้ลูกชายข้าฟั่นเฟือน”

 

เพียงชั่วพริบตาต่อมา ด้ายสีเงินเส้นใหญ่นับร้อยก็ปรากฎขึ้นจากทุกสารทิศ แต่ละเส้นพุ่งเข้ามาพันรัดรอบตัวทราวิสไว้ ขึงตรึงเขาไว้ในอากาศ มือทั้งสองข้างถูกตรึงไว้ข้างลำตัวราวกับไม้กางเขน แม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นแค่เส้นด้ายที่ยืดหยุ่น แต่กลับแข็งราวกับเหล็กกล้า มันรัดตั้งแต่คอของทราวิสไปจนถึงข้อเท้าทั้งสองข้าง อวัยวะทุกส่วนถูกด้ายรัดแน่นจนเลือดซึมออกมาเป็นทาง ร่างกายของทราวิสในตอนนี้ถูกอาบไปด้วยเลือดสีแดงทั้งหมด

 

“ท่านแม่! อย่า!!!!”

 

เมื่อด้ายรัดร่างกายส่วยต่างๆแรงขึ้นเรื่อยๆ แขนขาของเขาก็เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป จนในที่สุดด้ายเส้นหนึ่งก็รัดขาของทราวิสจนขาดสะบั้นไปข้างหนึ่ง เหลือเพียงตอเนื้อเหวอะสีแดงเท่านั้น

 

“อ๊ากกกกกกกกกก!!!”

 

ในขณะที่ทราวิสกำลังทรมานเหมือนตายทั้งเป็น ข้าพยายามใช้ดาบตัดด้ายเหล่านั้นออกจากตัวเขาด้วยมือที่สั่นเทา รู้สึกเหมือนนํ้าตาจะหลั่งออกมาอยู่รอมร่อ มันน่าเจ็บปวดที่ด้ายเหล่านี้ไม่สามารถถูกดาบตัดฟันได้ ข้าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะดึงร่างที่โชกเลือดของทราวิสออกมา กรีดร้องครํ่าครวญอยู่ในใจด้วยความทุรนทุราย ในขณะที่แม่ของข้ากลับยืนฟังเสียงกรีดร้องของทราวิสด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างมีความสุขยิ่ง “อ่า…เสียงกรีดร้องทรมานแบบนั้นแหละ ช่างไพเราะเสียจริง~”

 

สิ่งที่ข้าไม่อยากให้เกิดที่สุด ตอนนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว…

 

 

 

Loading…50%

 

 

 

คนเราควรทำอย่างไร เมื่อมารดาร่วมสายเลือดได้กลายเป็นปีศาจเลือดเย็นที่น่ารังเกียจ?

 

ในฐานะลูกแท้ๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติบางคนเลือกที่จะปกป้องแม่ตัวเอง แม้ว่าสิ่งที่นางกระทำไปจะเป็นเรื่องเลวทรามแค่ไหน แต่กระนั้นเขาก็คือคนที่สำคัญที่สุดอยู่วันยันคํ่า โลกนี้จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าคนที่เรารักกันล่ะ?

 

แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง… ข้าควรทำอย่างไรเมื่อเห็นปีศาจอำมหิตจับมนุษย์ที่ไร้ทางสู้ไปทรมาน…และหนำซํ้ามนุษษย์คนนั้นยังเป็นคนสำคัญของข้าอีกคนเสียด้วย

 

คำตอบมันง่ายมาก ข้าควรจะเข้าไปปกป้องมนุษย์คนนั้น ทว่าการลงมือทำกลับไม่ได้ง่ายเช่นนั้น กระทั่งตอนนี้ที่เวลาผ่านไปหนึ่งวันตั้งแต่ข้าก้าวเข้ามาเหยียบแผ่นดินเฮอร์เรนเดล --ก็ไม่มีแม้แต่วี่แววที่ข้าจะทำได้สำเร็จ

 

บนยอดภูเขาสูงอ้างว้างที่กว้างใหญ่ราวกับโลกอีกใบ ที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญของอาณาจักรเฮอร์เรนเดล แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นรังของแม่มดซาฟีร่าอย่างสมบูรณ์แบบ คํ่าคืนนี้มืดสนิทไร้ซึ่งแสงจันทร์ จึงมีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟที่ทำจากศีรษะมนุษย์ ชวนให้บรรยากาศน่ากลัวเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม ในตอนนี้ปีศาจรับใช้มากมายต่างกำลังเตรียมอาวุธวิเศษมากมายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีวอลธีเรีย

 

ร่างขององค์ชายทราวิสถูกตรึงขังไว้ในบริเวณใกล้เคียง เขาถูกขังไว้ในปราการแก้วที่มีลักษณะเหมือนกระจกครอบเขาไว้ มันโอบล้อมกักขังเขาอย่างแน่นหนา สภาพเขาทั้งร่อแร่และมอมแมมสกปรก ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด รวมไปถึงแผลผุพองจากการถูกเผามากมาย ใบหน้าซีดเผือดอย่างอ่อนล้าเต็มทน เขาไม่เหลือแรงแม้แต่จะขยับตัวหรือเปล่งเสียงร้องใดๆ ได้แต่ก้มหน้าแน่นิ่งราวกับศพ ขาข้างที่เพิ่งถูกตัดไปกำลังงอกออกมาใหม่ ก่อนที่แท่งเหล็กที่ถูกเคลือบด้วยลาวาเดือดจะพุ่งออกมาจากทุกสารทิศ แล้วแทงเจาะเข้าไปในร่างกายเขาทุกทิศทาง เป็นอีกครั้งที่เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วราวกับสายฝน

 

กำแพงของปราการแก้วนี้ใสกระจ่างราวกับกระจก ทว่ามันกลับถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดของทราวิสจนแทบจะกลายเป็นสีแดงทั้งหมด บริเวณด้านหน้าของปราการแก้วก็ถูกย้อมไปด้วยคราบเลือดของข้า…ที่เกิดจากการต่อยกำแพงนี้ซํ้าๆ ราวกับสุนัขจนตรอกคลุ้มคลั่ง

 

สภาพของข้าไม่ได้ดีไปกว่าทราวิสเลยสักนิด ทรุดตัวนั่งพิงปราการแก้วอย่างอ่อนแรงและเจ็บปวด หมดสติไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เป็นเวลาพักใหญ่กว่าที่ข้าจะได้สติกลับคืนมา ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตามืดบอดไปข้างหนึ่งทำให้มองเห็นไม่ชัด แต่เมื่อได้เห็นภาพทราวิสที่กำลังทรมานอยู่ ก็พลันเบิกตาโพลงทันที

 

แววตาทั้งสองแข็งกร้าว นํ้าเสียงที่เปี่ยมไปด้วยโทสะตวาดดังกึกก้อง “หยุดเดี๋ยวนี้!!!”

 

แล้วอาวุธทั้งหลายที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่ทราวิสก็หยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนจะสลายหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ข้ากำหมัดแน่นจนสั่นเทาด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วต่อยกระจกตรงหน้าอีกครั้งอย่างเต็มแรง หวังจะระบายโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกออกไป ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงไม่ต่างไปจากเดิม ปราการแก้วยังคงไม่แม้แต่จะมีรอยร้าว แม้ว่าข้าจะต่อยมันไปอีกกี่พันครั้งก็ตาม เลือดไหลซึมออกจากหมัดที่กระแทกกำแพงแก้วครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นเช่นนั้นข้าก็ได้แต่แค่นยิ้มสมเพช

 

เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งคืน ทว่ากลับรู้สึกเหมือนยาวนานเป็นปี ทราวิสถูกทรมานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก้าวเข้ามาเหยียบเขตแดนเฮอร์เรนเดล หลังจากที่ท่านแม่แน่ใจว่าทราวิสถูกทรมานจนใกล้ตาย นางก็จะรักษาเขาให้หายสนิทภายในเวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็จะทรมานเขาต่อ เหตุการณ์วนอยู่ซํ้าๆเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ทราวิสถูกแทงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยอาวุธสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็นใบมีดยาวคมกริบ ดาบอาบยาพิษ บางครั้งก็ถูกเปลวไฟจากมนตร์ดำแผดเผา เขากรีดร้องและดิ้นรนอย่างทรมาน ทรมานราวกับถูกกระชากเอ็นหัวใจออกมา กรีดร้องแล้วกรีดร้องอีกเหมือนจะขาดใจตาย

 

สุดท้าย…ลำคอที่แห้งแหบและปวดร้าวก็แทบไม่ส่งเสียงออกมา ทราวิสไม่เหลือแรงที่จะเปล่งเสียงใดๆอีกต่อไป

 

เพื่อที่จะให้ท่านแม่ยอมปล่อยทราวิสหยุดทรมานทราวิส ข้าพยายามใช้สารพัดวิธี ทั้งอ้อนวอนร้องขอความเมตตาจากนาง ไปจนถึงพยายามทำร้ายนาง ทว่าถึงแม้ข้าจะสามารถต่อสู้กับมังกรอย่างฮานาสก้าได้สูสี ในยามที่ข้าพยายามใช้ดาบฟันร่างของแม่ตัวเองนั้น ทำให้รู้สึกราวกับข้าเป็นเพียงแค่เด็กทารกที่กำลังพยายามต่อสู้กับนักรบชั้นยอด นางแข็งแกร่งมากเสียจนข้าไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้ได้แม้แต่นิดเดียว แม้ว่าจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม

 

ท้ายที่สุดแล้ว แผนการสุดท้ายที่ข้าใช้กับนางก็คือการบังคับขู่เข็ญ และในที่สุดมันก็ได้ผล เมื่อข้าเอ่ยออกไปอย่างเย็นชาขณะกำดาบแน่นว่า

 

“หากท่านกล้าแตะต้องเขาอีกแม้แต่ปลายเส้นผม…ข้าจะฆ่าตัวตาย”

 

แม้ว่าปีศาจตนนี้จะไม่ใช่แม่ที่ข้ารู้จักอีกต่อไป แต่สิ่งที่นางยังคงมีเหมือนเดิม คือความรักและห่วงใยที่มีต่อข้า ครั้นนางได้ยินเช่นนั้น จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วยอมหยุดมนตร์ดำของนางซะ ยอมจำใจทำตามขำร้องขอของข้าอย่างว่าง่าย

 

ทว่าเมื่อข้าเผลอหมดสติไป…นางก็กลับทรมานทราวิสต่ออีกแล้ว

 

“เจเดน คิดว่าแม่โง่ขนาดนั้นเลยหรือ” นํ้าเสียงหวานด้วยรอยยิ้มดังขึ้นข้างใบหูข้า ไม่รู้ว่านางปรากฎตัวตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว แต่ข้าก็ไม่คิดจะหันไปเผชิญหน้ากับนาง ใบหน้าที่ข้าในวัยเด็กมักจะมองว่าสวยที่สุดในโลก ตอนนี้มันน่าขยะแขยงจนอยากจะบดขยี้ให้ไม่เหลือซาก “ลูกไม่ฆ่าตัวตายหรอก เพราะหากลูกตายไป…ก็จะไม่มีใครปกป้องเด็กคนนี้อีกสิ จริงไหม?”

 

ข้ากำหมัดแน่นด้วยแววตาเฉยชา --นางรู้ทันข้าอีกแล้ว

 

‘ฉึก!!!’

 

เสี้ยววินาทีถัดมา ทราวิสก็ถูกอาวุธสารพัดชนิดแทงเข้าไปในร่างกายเขาอีกครั้ง มันปักเฉือนผิวเนื้อที่เหวอะหวะอยู่แล้วจนทะลุ ความเจ็บปวดนั้นคงไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ เจ้าตัวทำเพียงกระอักเลือดอย่างอ่อนแรง เหมือนคนที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ

 

นี่เป็นครั้งที่สามพันหกร้อยแปดสิบสี่…ที่ทราวิสถูกมนตร์ดำของท่านแม่ทรมาน

 

ข้าก้มหน้าหลับตาลงด้วยขอบตาร้อนผ่าว ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความรู้สึกปวดหน่วงในใจราวกับมีลูกเหล็กถ่วงรั้งไว้ แล้วกำหมัดที่ไร้เรี่ยวแรงราวกับมือของเด็กทารกขึ้นมา เหวี่ยงหมัดออกไปต่อยใส่กำแพงแก้วตรงหน้าอีกครั้ง ทว่านั่นก็เป็นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่ข้าเหลืออยู่

 

สำหรับเด็กคนหนึ่ง เพียงแค่เห็นตุ๊กตาตัวโปรดถูกฉีกกระชากต่อหน้าต่อตา ก็รู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มลงมาแล้ว นับประสาอะไรกับการเห็นคนที่เรารักถูกทรมานราวกับสัตว์กัน?

 

ความเจ็บปวดของข้าในตอนนี้…ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเข้าใจได้

 

คนที่ตัวเองรักอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ข้ากลับทำได้เพียงเหม่อมองเขาถูกทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า นั่งเป็นไอ้งั่งน่าสมเพชที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เขาเลย มันทั้งเจ็บปวดและสิ้นหวัง สิ้นหวังยิ่งกว่านกที่ถูกตัดปีกจนไม่สามารถโบยบินได้

 

ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่ข้าพยายามฝึกฝนมาจนถึงบัดนี้ วันนี้ข้าได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว…ว่ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

 

ชายที่ไม่สามารถปกป้องได้แม่กระทั่งคนสำคัญของตัวเอง ก็เป็นได้แค่สวะชิ้นหนึ่งเท่านั้น

 

คิดว่าข้ารู้สึกอย่างไร ยามที่แต่ละครั้งทราวิสถูกแทง ถูกบีบคอ ถูกตัดแขนขา ถูกทรมานอย่างไร้เมตตา ทุกครั้งที่ผิวเนื้อของเขาถูกเฉือนแล่ออกมา ข้ากลับรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ ใครจะไปล่วงรู้ว่าข้าอยากพุ่งเข้าไปรับความเจ็บปวดแทนเขาแค่ไหน ใครจะไปล่วงรู้…ว่าตอนนี้ข้ารังเกียจตัวเองแค่ไหน ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้เลย

 

ทั้งที่รับปากองค์ชายเนวิลล์กับเทียร่าไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะปกป้องทราวิสด้วยชีวิต --แต่ดูตอนนี้สิ น้องชายที่พวกเขารักได้กลายเป็นของเล่นให้แม่ข้าได้ทรมานตามใจชอบไปแล้ว

 

ข้าเหม่อมองร่างที่บอบชํ้าเสียจนดูไม่เหมือนมนุษย์ของทราวิส ฉับพลันก็รู้สึกเหมือนดวงตาข้างเดียวที่ยังมองเห็นถูกพร่ามัวด้วยนํ้าอุ่นๆ สายตาแข็งกร้าวอย่างเจ็บแค้น

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!”

 

ข้าคำรามด้วยความอัดอั้นตันใจจนรู้สึกแสบคอเหมือนกล่องเสียงจะแตก เสียงคำรามที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ ความโกรธแค้นและความสิ้นหวังดังกึกก้องไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับต้องการจะระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นในอกออกไป

 

‘เจ้าไม่น่ามารักคนอย่างข้าเลย…’ ข้าได้แต่คิดในใจด้วยแววตาทุกข์ทรมาน ‘ทั้งอ่อนแอและน่าสมเพช โลกนี้มีคนดีๆมากมายที่คู่ควรกับเจ้า ใครก็ได้ที่ไม่ใช่บุตรของแม่มดซาฟีร่า…’

 

“แม่กำลังคิดอยู่…” หญิงสาวแม่มดใช้มือแตะปลายคางไปมาอย่างครุ่นคิด ทว่าแววตากลับทอประกายนึกสนุก “เราทรมานเด็กคนนี้ไปหลายวิธีแล้ว ต่อไปลองให้ปีศาจของแม่รุมข่มขืนเขาดีไหม? แม่ไม่เคยเห็นผู้ชายถูกรุมโทรมมาก่อนเลย ลูกคิดว่าเมื่อองค์ชายทราวิสถูกข่มขืนเหมือนสัตว์ตัวเมีย เขาจะรู้สึกอย่างไรกันนะ~ จะหวาดกลัวและขยะแขยงราวกับตกนรกทั้งเป็น เอ๊ะ…หรือว่าเขาจะติดใจกับมันจนลืมเจ้าไปเลยนะ?”

 

‘หมับ!!’

 

รู้ตัวอีกที มือของข้าก็พลันคว้าลำคอนางไว้แน่น บีบมันอย่างเต็มแรงเหมือนต้องการให้มันแหลกสลายไป จนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมือใหญ่อย่างหมดความอดทน

 

“ไม่อยากเชื่อ ว่าข้าเคยอาศัยอยู่ในครรภ์ของสตรีที่น่ารังเกียจขนาดนี้” ข้ากล่าวด้วยสายตาเย็นชาและแข็งกร้าวอย่างไร้เยื่อใย “บนโลกนี้…คงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่คู่ควรกับความตายไปมากกว่าท่านอีกแล้ว”

 

สิ่งที่ข้าได้กลับมา มีเพียงรอยยิ้มหวานอ่อนโยนอันน่าขยะแขยงของนางเท่านั้น แม้ว่าข้าจะกัดฟันออกแรงบีบคอนางสักแค่ไหน มันก็ไม่สามารถสร้างรอยชํ้าให้นางได้แม้แต่เพียงนิด

 

“ลูกรัก…เจ้าช่างน่าสงสารเสียจริง” นางดึงมือข้าออกจากลำคออย่างง่ายดาย แล้วจับมือข้าไว้ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยน “ยามที่องค์ชายทราวิสมาอยู่ในถิ่นของชาวเฮอร์เรนเดลเช่นนี้ เจ้าพยายามสุดชีวิตที่จะหาทางปกป้องเขาทุกวิถีทาง ทว่าตอนที่เจ้าอยู่ในถิ่นของชาววอลธีเรีย องค์ชายทราวิสที่เป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักรนั้น…กลับไม่แม้แต่จะคิดปกป้องเจ้าเลยสักครั้ง ซํ้าเขายังหลงใหลการทรมานทำร้ายเจ้ายิ่งกว่าอะไร”

 

นางรู้ว่าคำพูดใดจะทำให้ข้าเจ็บที่สุด และนางก็บดขยี้จุดนั้นอย่างไม่ลังเล

 

ข้ายังคงรักษาสีหน้านิ่งเฉย แม้หัวใจจะรู้สึกเจ็บแปลบกับถ้อยคำเหล่านั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่นางกล่าวนั้นเป็นความจริง ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่ข้าอาศัยอยู่ในอาณาจักรวอลธีเรีย ไม่เคยมีสักครั้งที่ทราวิสจะเคยปกป้องข้า --กลับกัน เขาทั้งรังแกและทำร้ายข้าสารพัด

 

แต่แล้วไงล่ะ? มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนางเสียหน่อย

 

“…ข้าไม่เคยเรียกร้องให้เขาเลิกเกลียดข้าแม้สักครั้ง” นํ้าเสียงข้ายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่ว่าเขาจะเกลียดหรือรักข้า มันก็ล้วนเป็นสิทธิ์ของเขา”

 

“งั้นหรอ” ได้ยินเช่นนั้น แววตาสีสนิมเหล็กของนางก็ทอเป็นประกายอีกครั้ง “เช่นนั้นแม่ก็มีข่าวดีจะบอก”

 

นางเบนสายตาไปมองร่างของทราวิสที่อยู่ไม่ไกล เพียงชั่วพริบตาปราการแก้วอันแข็งแกร่งก็พังทลายลงทันใด มันสลายกลายเป็นควันจางหายไปในอากาศ ดวงตาข้างเดียวของข้าพลันเบิกโพลง รีบวิ่งพุ่งเข้าไปรับตัวทราวิสที่แสนจะอ่อนแรงมาไว้ในอ้อมแขน เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้ว่าตอนนี้ท่านแม่จะใช้มนตร์ดำรักษาเขาจนไม่มีอวัยวะส่วนไหนที่บาดเจ็บจนอันตรายถึงชีวิต

 

ข้าประคองใบหน้าสกปรกของเขามาแนบซุกไว้ในอกอย่างหวงแหน วางแก้มตัวเองไว้บนศีรษะของทราวิส วงแขนพยายามโอบกอดร่างนี้ไว้เท่าที่แขนเพียงข้างเดียวจะทำได้ ข้าเม้มปากแน่นด้วยแววตาเจ็บปวด มันเจ็บจุกไปหมดในอกจนร้องไห้ไม่ออก

 

ทำไมโลกนี้ต้องโหดร้ายกับเราสองคนถึงขนาดนี้ด้วย…

 

ทว่าในขณะที่ข้ากำลังจมอยู่ในห้วงความเศร้าโศก ทันใดนั้นใบมีดคมกริบกลับพุ่งเข้ามากรีดเฉือนใบหน้าข้าอย่างแรง มันรวดเร็วราวกับคมเขี้ยวตะปบเหยื่อจนมองตามไม่ทัน ข้าพลันโอดร้องขณะยกมือขึ้นมากุมดวงตาที่โดนกรีดเป็นทางยาว ความปวดร้าวทรมานแล่นไปทั่วทั้งใบหน้าอย่างรวดเร็ว โลหิตสีแดงอุ่นๆพรั่งพรูหลั่งไหล่ลงมาอาบแก้ม แล้วข้าก็ได้พบว่าใบมีดที่ว่านั้น…ก็คือดาบของทราวิส

 

ข้าถูกคมดาบเฉือนลึกลงมาตั้งแต่หางคิ้วซ้าย กรีดลากยาวลงมายังเปลือกตา มันแทงเจาะเข้าไปในลูกตาด้านในจนแทบหลุดกระเด็นออกมา บาดแผลลากผ่านเบ้าตาลงมาเป็นแนวดิ่ง และมาสิ้นสุดลงตรงแก้มข้างริมฝีปาก แต่โชคดีที่ดวงตาข้างที่โดนกรีดนั้นมืดบอดจนใช้การไม่ได้อยู่แล้ว แม้ว่ามันจะทรมานราวกับลูกตาจะถูกควักออกมาสดๆ ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจกับความเจ็บปวดที่ได้รับ ได้แต่ใช้ดวงตาเพียงข้างเดียวมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

 

ทราวิสกำลังชี้ปลายดาบที่อาบเลือดมายังข้า สภาพของเขายังคงสะบักสะบอม ทว่านัยน์ตาที่ข้างหนึ่งเป็นสีเทอรควอยซ์ อีกข้างเป็นสีมรกต…ทั้งสองข้างนั้นกำลังจ้องข้าด้วยความรังเกียจเกลียดชัง มันเปี่ยมไปด้วยประกายของความขยะแขยงและดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เหลือวี่แววความอ่อนโยนใดๆหลงเหลืออยู่เลยสักนิด

 

สายตานั้น…สายตาที่แท้จริงของทราวิส

 

อย่าบอกนะ ว่าองค์ชายทราวิสคนเดิมได้กลับมาแล้ว…

 

“อั่ก!!” เขาผลักข้าออกอย่างแรงจนล้มลงไปกระแทกพื้น เสี้ยวหน้าด้านซ้ายที่เพิ่งถูกกรีดจึงไปกระแทกพื้นดินเข้าอย่างจัง --ราวกับราดนํ้ามันลงบนกองไฟ ความเจ็บปวดที่มีอยู่แล้วพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลทันที ข้ากัดฟันแน่นขณะใช้มือกุมบาดแผลบนใบหน้าไว้ เลือดหยดแล้วหยดเล่าหลั่งไหลลงมาอาบแก้ม แล้วหยดใส่พื้นราวกับเม็ดนํ้าฝนที่จะไม่มีวันหยุดไหล ข้าค่อยๆฝืนเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกฝ่าเท้าหนักๆเหยียบหลังคอลงไปให้จมดินอีกครั้ง

 

“อย่ามาแตะตัวข้า!! ไอ้สุนัขชั้นตํ่า!” นํ้าเสียงแข็งอันเย่อหยิ่งที่ไม่ได้ยินมานานตวาดกร้าว ข้าฝืนกัดฟันเปิดเปลือกตาเพียงข้างเดียวขึ้นมา ถึงได้พบไอมนตร์ดำที่ห่อหุ้มร่างกายของทราวิสไว้ ข้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังถูกท่านแม่ควบคุมสะกดจิตอยู่ ในใจข้ารู้สึกโล่งอกเล็กน้อย กระนั้นมันก็ช่วยทำให้ข้าตระหนักได้ ว่าข้ากับทราวิสคงเข้ามาในป่ามรณะนานมากแล้ว…นานเสียจนข้าลืมไปว่าก่อนหน้านี้ทราวิสมักจะมองมาอย่างรังเกียจเหยียดหยามแค่ไหน

 

ทันใดนั้นนัยน์ตาสองสีของเขาก็ทอประกายเยือกเย็น จิตสังหารแฝงอยู่ในสายตาคู่นั้นอย่างชัดเจนท่ามกลางความมืดมิด “หายไปจากโลกนี้ซะ…เกรโนเวอร์”

 

ปลายดาบเหล็กสีเงินแทงลงมาใส่ไหล่ข้าอย่างจัง มันปักเฉือนลงไปในผิวเนื้ออย่างเร็วไว ข้าต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อข่มกลั้นเสียงกรีดร้องไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่อาวุธชิ้นหนึ่งจะปรากฎขึ้นในมือข้า

 

“มัวรออะไรอยู่ล่ะ…ฆ่าเขาสิเจเดน” ท่านแม่ลากเสียงยาวอย่างอารมณ์ดี ราวกับนางกำลังรับชมละครสัตว์สนุกๆอยู่ “หรือจะปล่อยให้เขาฆ่าลูกก่อน”

 

ไฟแห่งความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจข้าอีกครั้ง นางกำลังบังคับให้ข้ากับทราวิสต้องสู้กัน --ไม่สิ ต้องการกดดันให้ข้าลงมือทำร้ายทราวิสด้วยตัวเอง

 

ข้ากลิ้งตัวหลบปลายดาบที่กำลังจะแทงลงมาอีกครั้ง พยุงสังขารตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างเร็วไว หอบหายใจแรงจนแผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลง ข้าใช้มือปาดเลือดจากบาดแผลที่ไหลอาบใบหน้าไปครึ่งซีก แล้วสะบัดเลือดออกจากมืออย่างไม่แยแส ก่อนจะโยนอาวุธที่แม่มดหยิบยื่นให้ออกไปเช่นกัน ข้าเพ่งสมาธิแน่วแน่ขณะจับจ้องทราวิสที่กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกับดาบ

 

‘แกร๊ง!!’

 

ข้าเลือกที่จะไม่โจมตีเขา แต่เบี่ยงตัวหลบดาบจนมันแทงลงไปในก้อนหินใหญ่ด้านข้าง ทราวิสใส่แรงมาเต็มเหนี่ยวจนก้อนหินนั้นแทบจะถูกผ่าเป็นสองซีก ดวงตาของเขาทอประกายดุดันคลุ้มคลั่งในความมืดมิด และไม่รอช้า เขาแกว่งดาบออกมาฟันใส่ข้าอีกครั้งอย่างรวดเร็ว มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ว่องไวจนน่ากลัว ข้าได้แต่เดินถอยหลังพร้อมกับหลบปลายดาบที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง ครั้นเขาแทงมันมาที่ลำคอ ข้าก็รีบเอียงศีรษะหลบไปอีกทาง หากข้าละสายตาไปจากดาบตรงหน้าแม้แต่วินาทีเดียว ข้าก็จะโดนฟันเอาได้ง่ายๆทันที

 

ยิ่งทราวิสจู่โจมเข้ามามากขึ้น มันก็ยิ่งแม่นยำและคาดเดายากมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าเริ่มจะมองตามการเคลื่อนไหวของเขาไม่ทัน แทงเข้ามาทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง เสียงดาบแหวกอากาศดังขึ้นทุกครั้งที่เขาฟันมันลงมา ข้าเริ่มจะรู้สึกมึนเบลอจากการเสียเลือด สุดท้ายจึงยอมเลิกหลีกหนีปลายดาบ ปล่อยให้เขาแทงข้าไปสองสามจุด ก่อนที่ข้าจะรีบกัดฟันถอยออกมา

 

การที่ทราวิสต้องถูกทรมานหนักขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะความผิดของข้าที่ปกป้องเขาไม่ได้ ฉะนั้นข้าจะไม่ขัดขืนหากทราวิสต้องการจะ เขาจะแทงข้าสักพันครั้งก็ได้ แต่ว่า…

 

“ทราวิส…ได้โปรดหยุดเถอะ” ข้ากล่าวเสียงแผ่วด้วยแววตาหม่นหมอง “ไม่อย่างนั้น ร่างกายของเจ้าจะแย่ยิ่งกว่าเดิม…”

 

ข้ากลัวว่าหากเขาออกแรงจู่โจมข้าไปมากกว่านี้ ร่างกายที่เพิ่งจะถูกทรมานและรักษาแผลไปหมาดๆของเขาจะรับไม่ไหว  ตอนนี้เขาไม่ควรขยับตัวเคลื่อนไหวและใช้แรงมากขนาดนี้ ทราวิสได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักนิ่งงันไปทันที แววตาของเขาไหววูบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะกลับมาเย็นชาดุจนํ้าแข็งอีกครั้ง

 

‘ตึก…ตึก…ตึก’

 

เขาสาวเท้าเข้ามาหาข้าอย่างเชื่องช้า ราวกับสิงโตที่กำลังไล่ต้อนเหยื่อให้จนมุม มือขวาของทราวิสกำดาบแน่นด้วยสายตากระหายเลือด เขากวัดแกว่งหมุนควงมันไปมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่ปลายดาบจะพุ่งเข้ามาหาข้าอย่างเต็มแรง และคราวนี้มันว่องไวและแม่นยำจนข้าไม่สามารถหลบได้อีกแล้ว

 

แต่ทว่า…

 

‘ฉึก!!!’

 

ดาบที่เห็นได้ชัดว่ากำลังพุ่งเข้ามาใส่ข้า กลับพุ่งผ่านไหล่ของข้าไป แล้วแทงเข้าใส่บางอย่างที่อยู่ด้านหลังข้าแทน และบางอย่างที่ว่านั้น…ก็คือท่านแม่

 

“กล้ามาสะกดจิตองค์ชายทราวิสแห่งวอลธีเรีย คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน…” ทราวิสกล่าวเสียงเย็นเยียบ เขาเอียงคอขณะมองสีหน้าตกใจของหญิงสาว “ประหลาดใจหรอ? ข้าไม่ยอมเป็นของเล่นให้เจ้าไปตลอดหรอกนะ”

 

ข้ากลับหันมามองทราวิสอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีร่องรอยมนตร์ดำครอบงำอยู่อีกแล้ว --เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

 

ทว่าแม้ทราวิสจะแทงเข้าไปเสียเต็มแรง แม่มดอำมหิตกลับทำเพียงใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางหนีบปลายดาบคมกริบไว้ เพียงเท่านี้ก็สามารถหยุดการโจมตีของทราวิสได้ในพริบตา ปลายดาบอยู่ห่างจากปลายจมูกนางเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ท่านแม่มองมันด้วยสายตาเรียบเฉย แต่มุมปากก็แย้มยิ้มขึ้นนิดๆ “ทำลายคาถาของข้าได้เช่นนี้…จิตใจของเจ้านับว่าหนักแน่นมาก”

 

ทราวิสกระชากดาบออกมา เขาถอยกลับไปตั้งหลักใหม่อีกครั้ง เจ้าตัวหันมาปรายตามองข้าเล็กน้อย สายตาพลันมองหม่นอย่างรู้สึกผิดเมื่อเห็นบาดแผลที่เขาเป็นคนสร้างไว้ จึงรีบหันกลับไปเผชิญหน้ากับแม่มดอีกครา “ทุกครั้งที่เจ้าทรมานข้าจนเหมือนตกนรกทั้งเป็น…เจ้ากลับไม่ลังเลที่จะรักษาข้า แต่ตอนนี้ลูกชายที่เจ้ารักนักหนาทั้งแขนขาด ตาบอด และมีบาดแผลมากมายทั่วทั้งร่าง –ในฐานะแม่ เจ้ามัวรออะไรอยู่ เหตุใดถึงไม่รักษาเขา

 

ทุกถ้อยคำถูกเอื้อนเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทว่าเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นอันเยือกเย็น หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นมาปิดปากหัวเราะนิดๆ

 

“เด็กน้อย เจ้าน่าจะรู้มิใช่หรือ มนตร์ดำเป็นเวทมนตร์แห่งการสาปแช่งและพันธสัญญา มันไม่ได้มีไว้รักษามนุษย์ กระทั่งแม่มดที่ทรงพลังอย่างพี่สาวเจ้าก็ไม่สามารถใช้มนตร์ดำของนางรักษามนุษย์ได้” นางกล่าวตอบอย่างใจเย็น ทว่ารอยยิ้มกลับกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ “เจ้ารู้จักปีศาจที่ชื่อเจฟฟ์ใช่ไหม? มีเพียงเด็กคนนั้นและข้าเท่านั้นที่สามารถใช้มนตร์ดำรักษามนุษย์ได้ แต่พลังที่เราใช้ก็คือมนตร์ดำอยู่วันยันคํ่า มันย่อมส่งผลเสียต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

 

“ทุกครั้งที่เจฟฟ์รักษาพวกเจ้า…ตัวเขาจะสูญเสียพลังไปมหาศาล และอ่อนแอลงเรื่อยๆ” นางยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “แต่ในกรณีของข้า…มันพิเศษกว่านั้น ทุกครั้งที่มนุษย์ถูกมนตร์ดำของข้ารักษา อายุขัยของคนคนนั้นจะหมดไปหนึ่งปี”

 

…ว่าไงนะ

 

“องค์ชายทราวิส เมื่อกี้ข้ารักษาเจ้าไปประมาณกี่ครั้งได้นะ อืม… คร่าวๆก็น่าจะประมาณเจ็ดสิบครั้ง” นางใช้มือแตะปลายคางอย่างครุ่นคิดด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “เช่นนั้นต่อให้เจ้ารอดชีวิตไปจากข้าได้…เจ้าคงมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่ถึงปีหน้าหรอก”

 

ข้ารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ร่างกายแข็งทื่อจนก้าวไม่ออก รับรู้ได้เพียงเสียงหัวใจที่เหมือนถูกทุบตีจนแตกเป็นเศษแก้ว และมือที่กำเข้าหากันแน่นจนสั่นเทิ้ม

 

นางจงใจทารุณทราวิสเพื่อให้เขาต้องทนทรมาน และจงใจรักษาเขาเพื่อที่เขาจะได้อายุสั้นลง นางกระทำเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอันน่ารังเกียจนั่น

 

ตํ่าทราม… ทำไมนางถึงชั่วช้าตํ่าทรามได้ถึงขนาดนี้

 

ความรังเกียจชิงชังแผ่ขยายไปทั่วใจข้าจนล้นอก ในตอนนี้ข้าลืมไปจนสิ้นแล้วว่าสตรีตรงหน้าจะเป็นแม่ที่ตัวเองรักหรือไม่

 

ข้าจะฆ่านาง!!

 

ข้ากระชากสร้อยดาบออกมาจากคออย่างเดือดดาล มันขยายใหญ่กลายเป็นดาบเหล็กยาวโดยพลัน สายตาคมกริบไม่ต่างจากคมดาบที่กำลังถืออยู่ ทว่าทราวิสกลับเข้ามาขวางข้าไว้

 

“เจ้าบาดเจ็บอยู่…อย่าเพิ่งทำอะไรวู่วาม” เขาพยายามใช้นํ้าเสียงที่นิ่งสงบที่สุด ก่อนจะหันไปปรายตามองแม่มดด้วยแววตาเกลียดชัง “ข้าจะสู้กับนางเอง”

 

ข้าขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง!?”

 

ข้ากล่าวไม่ทันสิ้นประโยค ทราวิสก็พุ่งเข้าไปตวัดดาบโจมตีไปใส่เป้าหมายอย่างไม่ลังเล ท่านแม่จึงเสกดาบขึ้นมาไว้ในมือตัวเองบ้างเพื่อปัดการโจมตีนั้นออกอย่างไม่รีบร้อน เสียงดาบเหล็กปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ทราวิสจะแกว่งดาบเข้าใส่ลำคอของศัตรูตรงหน้า ซึ่งอีกฝ่ายก็ยกดาบขึ้นมาปัดป้องออกไปอีกครั้ง และอีกครั้ง

 

‘แกร๊ง!! แกร๊ง!! แกร๊ง!!’

 

ทราวิสหมุนควงดาบฟาดฟันใส่หญิงสาวอย่างไวว่องจนมองตามไม่ทัน เขาจู่โจมติดต่อกันโดยไม่แม้แต่จะหยุดพักสักเสี้ยววินาที เปลี่ยนการโจมตีไปเรื่อยๆ จากที่เล็งศีรษะก็เปลี่ยนมาพุ่งเป้าที่หัวใจ และอวัยวะส่วนอื่นๆ ทว่ามันกลับไม่โดนตัวนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ท่านแม่ยกดาบขึ้นมาปัดป้องมันได้ทุกครั้งไม่มีผิดพลาด เสียงดาบเหล็กทั้งสองฟาดฟันโรมรันกันไปมาชวนบาดหู มันดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในขณะที่ข้าใจหล่นวูบ

 

ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังอยู่วอลธีเรีย ทราวิสถือว่าเป็นนักดาบที่มีฝีมือคนหนึ่ง เพียงแต่เขาไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบมากนัก จึงทำให้บางครั้งดูเงอะงะในการต่อสู้ ทว่าเห็นได้ชัดว่าการที่ทราวิสเข้ามาฝ่าฟันอันตรายในป่ามรณะ ทำให้ตอนนี้เขามีทักษะและประสบการณ์เยอะขึ้นหลายเท่า การเคลื่อนไหวของเขาแข็งแรงและเฉียบคม แต่คู่ต่อสู้นั้นแข็งแกร่งเกินไป หากนางโต้ตอบกลับเพียงครั้งเดียว…มันอาจจบชีวิตของทราวิสได้ในพริบตา

 

เดิมทีสตรีผู้นี้ก็เป็นคนสอนทักษะการต่อสู้ให้ข้า ไม่ใช่คนที่จะโค่นล้มได้ง่ายๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้นางมีมนตร์ดำมหาศาลอยู่ด้วย มันยิ่งเหมือนเสือติดปีกที่ไม่ว่าใครก็เอาชนะไม่ได้

 

‘แกร๊ง!!!’

 

เป็นอีกครั้งที่ดาบของทั้งสองปะทะกัน ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่เป็นฝ่ายโจมตีก่อน และทราวิสต้องเป็นฝ่ายยกดาบขึ้นมาตั้งรับไว้ หญิงสาวออกแรงเพียงน้อยนิดอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าท่วงท่าการใช้ดาบของนางนั้นไร้ที่ติ เพียงแค่ตวัดคมดาบเล็กน้อยก็ทำให้ดาบเหล็กของทราวิสแตกหักเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย

 

ร่างกายของทราวิสพลันแน่นิ่งไป เสียงใบดาบที่หล่นลงกระแทกพื้นดังกึกก้องในหูของเขา เปลวไฟแห่งโทสะลุกโชนขึ้นในดวงตาสองสี เส้นเลือดมากมายปูดโปนขึ้นข้างขมับด้วยความโกรธแค้น

 

“ได้ยินว่าดาบเล่มนี้เป็นของสำคัญของเจ้า” ท่านแม่หยิบคมดาบหักที่อยู่บนพื้นขึ้นมา พลิกมันไปมาด้วยแววตาเป็นประกาย “มันจะเป็นยังไงกันนะ…หากเจ้าถูกจบชีวิตลงด้วยดาบเล่มนี้”

 

เพียงชั่วพริบตา นางขว้างใบดาบคมกริบออกมาด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทันได้ แท่งเหล็กพุ่งทะยานเข้าไปหาทราวิสราวกับลูกธนูพุ่งออกจากแหล่ง เขาพลันเบิกตาโพลง แล้วยกดาบส่วนที่เหลือในมือตัวเองขึ้นมาโดยเร็ว ใช้มันปัดป้องแท่งเหล็กนั้นจนกระเด็นออกไปอย่างแรง และไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ทราวิสรีบพุ่งเข้าไปประชิดนางด้วยดาบหักๆของตัวเองอีกครั้ง

 

ท่านแม่ยกดาบขึ้นมาตั้งรับไว้อย่างสบายๆ ทราวิสใช้มืออีกข้างมาช่วยจับด้ามดาบไว้ มือทั้งสองข้างกำดาบไว้แน่นจนมันบาดผิวเนื้อ เขาเกร็งแขนเพื่อเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดใส่ลงไปในดาบ พยายามดันดาบไปข้างหน้าเพื่อจะเฉือนใบหน้าศัตรู ทราวิสกัดฟันแน่นขณะที่เหงื่อมากมายเริ่มผุดจากใบหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับกดดาบลงมาเรื่อยๆจนทราวิสเสียเปรียบ เสียงดาบเสียดสีกันดังกึกก้องแหลมสูง แม่มดมีเพียงรอยยิ้มไม่ทุกข์ร้อน นางมองทราวิสเหมือนกำลังมองคู่ต่อสู้ที่เป็นเพียงเด็กวัยคลานเท่านั้น

 

“ช่วยไม่ได้” หญิงสาวเดาะลิ้นไปมาอย่างเบื่อหน่าย ทว่าแววตากลับยิ้มเหี้ยม “ในเมื่อเจ้าอยากถูกทรมาน…ข้าก็คงไม่มีทางเลือก นอกจากทำตามคำร้องขอสินะ”

 

ใบหน้าของทราวิสบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน ครั้นอีกฝ่ายกดดาบลงมาด้วยพละกำลังมหาศาล จนมันทำให้กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างของทราวิสรู้สึกเหมือนจะฉีกขาด ดาบคมของซาฟีร่าเข้าใกล้ใบหน้าเขาเรื่อยๆ ในขณะที่ทราวิสแทบไม่เหลือแรงจะใช้ดาบต่อกรกับนางได้อีกแล้ว

 

และในจังหวะที่ท่านแม่เตรียมจะใส่แรงลงไปเพื่อสะบั้นศีรษะทราวิส นางไม่ได้สังเกตเลยว่าข้ายืนอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่ คมดาบในมือข้าถูกแสงจากโคมไฟส่องกระทบจนสว่างวาบ

 

‘อาวุธต้องคำสาป’ เป็นสิ่งที่ท่านพ่อได้กล่าวไว้ว่ามันสามารถสังหารแม่มดตนนี้ได้ และในบรรดาอาวุธทั้งหมด ดาบประจำกายเล่มนี้ของข้าก็มีความเป็นไปได้มากสูงที่สุดที่จะเป็นอาวุธที่ว่านั่น ฉะนั้นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของข้าตอนนี้ ก็คือการใช้ดาบเล่มนี้ฟันร่างของนางซะ

 

ข้าค่อยๆยกดาบขึ้นเพื่อรอจังหวะด้วยใบหน้านิ่งสงบ –นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง เพียงเสี้ยววินาทีนี้ ข้าต้องมันทำให้สำเร็จ เพื่อที่วิญญาณของท่านพ่อจะได้วางใจ เพื่อแก้แค้นให้ชาวเฮอร์เรนเดลทั้งหลาย เพื่อปลดปล่อยปีศาจทั้งหลายที่ถูกนางทำให้กลายเป็นทาส เพื่อปกป้องผู้คนในอาณาจักรวอลธีเรียที่กำลังจะถูกนางกวาดล้าง

 

‘ไม่ใช่ว่าเจ้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้…ก็เพื่อนางหรอกหรือ’

 

ทว่าทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวข้า พลอยทำให้ชะงักนิ่งงันไป แววตาพลันไหววูบอย่างห้ามไม่ได้

 

‘แน่ใจแล้วหรือ…ว่าเจ้าจะฆ่าครอบครัวคนสุดท้ายของตัวเอง’

 

ข้าขบกรามแน่นด้วยแววตาสั่นไหว พยายามสลัดความคิดอ่อนแอพวกนั้นออกไป ฝ่ามือกำดาบในมือแน่นกว่าเดิมจนสั่นเทิ้ม แล้วแทงมันออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี

 

ตั้งสติไว้ ห้ามลังเลโดยเด็ดขาด!!

 

‘ฉึก!!!’

 

คมดาบแทงเฉือนเข้าไปในชุดคลุมสีแดงเพลิง ทะลุเฉือนเข้าไปในกลางแผ่นหลังของผู้เป็นแม่ แม้ว่ามันจะปักเข้าไปได้แค่เพียงนิด แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ข้าสามารถประชิดตัวจนแทงนางได้สำเร็จ โลหิตไหลซึมออกมาหยดลงบนปลายดาบ แววตาข้าเป็นประกายขึ้นมาทันใด

 

สำเร็จ!!

 

แต่แล้วอีกฝ่ายกลับค่อยๆผินหน้ามาหาข้าด้วยแววตานิ่งเฉย นางเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนที่บาดแผลกลางหลังของนางจะสมานเข้าหากันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าพลันชะงักไปทันที ค่อยๆก้มมองดาบในมือตัวเองอย่างตื่นตระหนก

 

…ไม่สำเร็จหรอ

 

“เจเดน ลูกมาได้ไกลแค่นี้จริงหรือ” นางถอนหายใจน้อยๆด้วยแววตาเศร้าหมอง “ลูกชายข้าฝีมือกระจอกเช่นนี้…ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”

 

หัวใจข้าเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งจนแทบกระเด็นออกจากแผ่นอก ทั้งกระวนกระวายและใจเสียจนเหงื่อซึมออกมามากมาย หอบหายใจไม่เป็นจังหวะอย่างคนสติแตก ความคิดมากมายตีกันในหัวจนแทบระเบิดออกมา ดาบเล่มนี้ไม่ใช่อาวุธต้องคำสาปหรอกหรือ เช่นนั้น…อะไรกันล่ะที่เป็นอาวุธต้องคำสาป อะไรกันล่ะที่จะสามารถกำจัดนางได้ อะไรกัน!?

 

ทำยังไงดี… ข้าควรจะทำยังไงดี…

 

ข้าพยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้เข้าที่ รวบรวมสติและสมาธิให้กลับมานิ่งสงบ ท่องในใจซํ้าไปซํ้ามาว่าห้ามกระวนกระวายเป็นอันขาด หากเผลอหุนหันพลันแล่นไปทำตามสัญชาตญาณเข้าแล้ว ผลลัพธ์มันจะมีแต่แย่ลง

 

“คืนอายุขัยมาให้ทราวิส…” ข้ากล่าวเสียงเย็นเยียบ “เดี๋ยวนี้”

 

“มันก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้” สตรีตรงหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่นางมักจะมียามให้คำสอนกับข้า “แต่แน่ใจแล้วหรือว่านั่นคือสิ่งที่ลูกต้องการ หากแม่คืนอายุขัยทั้งหมดให้เขา บาดแผลสาหัสทั้งหลายก็จะกลับมาอยู่บนตัวเขาเช่นกัน และเมื่อเป็นแบบนั้น…เขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงสองนาที”

 

นัยน์ตาข้าแข็งกร้าวด้วยเพลิงแห่งโทสะราวกับจะแผดเผาคนตรงหน้า ทราวิสถูกทรมานไปถึงหลายพันครั้งภายในวันเดียว เมื่อถูกทรมานจนใกล้ตายก็จะถูกรักษา แล้วก็จะโดนทรมานต่ออีก บาดแผลทั้งหมดที่เขาได้รับนั้นมีมากมายนับพัน เช่นนั้นหากท่านแม่คืนอายุขัยทั้งหมดที่นางช่วงชิงไปให้เขา…ก็เท่ากับว่าบาดแผลทั้งหมดนั้นจะกลับมาอยู่บนตัวเขา และเมื่อมันเป็นเช่นนั้น…ทราวิสก็จะไม่มีโอกาสรอดใดๆหลงเหลือเลย

 

เป็นตอนนั้นเองที่ท่านแม่ตวัดปลายดาบในมือหนึ่งครั้ง มันเฉือนร่างของทราวิสเป็นทางยาวจนเลือดสาดกระเซ็นภายในพริบตา กรีดลากขึ้นมาตั้งแต่หน้าท้องมาจนถึงลำคอ ปลายดาบของนางถึงกับทำให้ร่างของทราวิสปลิวกระเด็นออกไปไกล แล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง เขากำหมัดแน่นด้วยสีหน้าเจ็บปวด พยุงร่างที่สั่นเทาของตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยแววตาวาวโรจน์

 

“เหตุใดเจ้าต้องใส่ร้ายเทียร่าด้วย…ทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย” เขากล่าวขณะหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า โชคดีที่บาดแผลไม่ได้ลึกมากนัก แต่ทราวิสก็ไม่ได้ใส่ใจถึงความเจ็บปวดของตัวเองแม้แต่นิด แววตาแข็งกร้าวอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ “นางไปทำอะไรไว้ให้เจ้านักหนา เจ้าถึงได้อาฆาตแค้นกับนางนัก”

 

และก็ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ถูกใจหญิงสาวไม่น้อย นางหัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจทันที

 

“นังแพศยานั่นน่ะรึ? อ่า…ความแค้นระหว่างข้ากับนางนั้นซับซ้อนยาวนานนัก” รอยยิ้มเหี้ยมพลันปรากฎขึ้นบนใบหน้างดงาม ก่อนที่นางจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด “แต่หากจะตอบให้ตรงคำถามที่สุด...ข้าก็ควรจะตอบว่าข้าไม่ได้เกลียดพี่สาวเจ้า แต่เกลียดอาณาจักรวอลธีเรียต่างหาก…โดยเฉพาะราชวงศ์เช่นพวกเจ้า ที่ข้าต้องการกำจัดมากที่สุด”

 

“หลายปีก่อน ในระหว่างที่ข้าต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อฟื้นฟูมนตร์ดำ ข้าได้ใช้พลังบางส่วนชักใยพวกขุนนางของวอลธีเรีย สั่งให้พวกมันวางแผนสังหารองค์ชายทราวิสที่ยังเป็นแค่เด็กน้อย” นางกล่าวด้วยแววตาเป็นประกายดุจปีศาจร้าย “เทียร่า…เด็กคนนั้น นางรักน้องชายมาก นางพุ่งเข้าไปปกป้องเจ้าที่กำลังจะถูกขุนนางพวกนั้นฆ่าอย่างไม่คิดชีวิต พวกเขาจึงยื่นข้อเสนอให้กับพี่สาวเจ้า และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนของข้า”

 

ข้าเข้าใจได้ในทันที สายตาพลันถูกย้อมไปด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง “ท่านให้เทียร่าเป็นคนพยายามฆ่าทราวิสแทน…”

 

นอกจากมารดาของข้าจะเป็นผู้ทำลายชีวิตของข้าแล้ว…นางยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ทราวิสต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาตลอดด้วย

 

น่าขันไหมล่ะ ข้าช่างมีแม่ที่สุดยอดไปเลย นางช่างเป็นเลิศในการทารุณยํ่ายีหัวใจข้าเสียจริง

 

ท่านแม่หันมายิ้มรับให้กับคำตอบของข้า “ถูกต้อง ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์ไปมากกว่าการเห็นพี่น้องรัชทายาทแห่งวอลธีเรียฆ่ากันเองอีกแล้ว เทียร่ารังแกทารุณน้องชายด้วยสารพัดวิธีด้วยความเจ็บปวด จนกระทั่งนางได้ค้นพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือแม่มดดำ นางจึงเริ่มฝึกฝนมนตร์ดำในทุกวัน เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถโค่นล้มข้าได้”

 

“และเมื่อห้าปีก่อน…นางก็เกือบจะทำมันได้สำเร็จ ทำให้ข้าต้องบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียพลังไปมากมาย แต่สุดท้ายนางก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตั้งแต่นั้นมานางก็ถูกขังอยู่ในป่ามรณะ ไม่สามารถกลับไปวอลธีเรียได้อีกเลย”

 

นางฉีกยิ้มอย่างมีความสุข ทว่าแววตากลับฉายแววกระหายเลือด “ตอนนี้ทั้งองค์ชายทราวิสและเทียร่าก็อยู่ในกำมือข้า ส่วนว่าที่กษัตริย์อย่างองค์ชายเนวิลล์…ข้าจะให้เขาได้ทุกข์ทรมานที่สุด”

 

ข้าคลายหมัดที่กำไว้ออกจากกัน สาวเท้าไปหามารดาอย่างเชื่องช้าเป็นจังหวะ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางอย่างว่างเปล่า เฉยชาปราศจากซึ่งความรู้สึกใดๆ

 

“ในเมื่อท่านเป็นผู้ชักใยให้เทียร่าต้องทรมานกลั้นแกล้งทราวิส” ข้ากล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชา ราวกับจะแช่แข็งคนตรงหน้าไปจนถึงเยื่อกระดูก “เช่นนั้น…ที่ผ่านมา ท่านก็คงจะเป็นผู้ชักใยให้ทราวิสรังแกข้าเหมือนกัน ใช่หรือไม่”

 

มันเป็นเพียงการคาดเดาของข้า นางอาจจะมองเห็นอนาคตว่าวันหนึ่งข้ากับทราวิสจะตกหลุมรักกัน และก็คงรับไม่ได้ที่บุตรคนเดียวของตัวเองจะมีคนรักเป็นองค์ชายแห่งวอลธีเรีย นางจึงสรรหาวิธีบังคับทราวิสให้เรื่องชั่วร้ายมากมายต่อกับข้า เพื่อที่ข้าจะได้เกลียดชังเขา และเราก็จะไม่มีวันได้ลงเอยกัน

 

ท่านแม่ไม่หยุดทำให้ข้าประหลาดใจในความชั่วช้าของนางเลยจริงๆ

 

ทว่าสตรีตรงหน้าข้ากลับมองมาด้วยสายตาที่หมองหม่น รอยยิ้มบ้าๆนั่นจางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับข้าได้พูดในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจนางไป

 

“เจเดน การกระทำหลายอย่างของแม่อาจจะดูตํ่าช้า แต่สิ่งสุดท้ายที่แม่ต้องการ…ก็คือเห็นลูกบาดเจ็บ” นางกล่าวด้วยสายตาและนํ้าเสียงที่หนักแน่น “ที่ตอนนั้นองค์ชายทราวิสชิงชังลูก…มันก็มาจากใจของเขาเอง แม่ไม่เคยบังคับให้ใครหน้าไหนทำร้ายลูกทั้งนั้น”

 

ข้าเหยียดยิ้มสมเพช อยากจะหัวเราะลั่นให้ก้องโลก --ก่อนหน้านี้นางยังควบคุมจิตใจทราวิสให้ทำร้ายข้าอยู่เลย คิดว่าข้ายังจะเชื่อใจอะไรนางได้อีก

 

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็ดังขึ้นจนแผ่นดินสนั่นหวั่นไหว มันกึกก้องทรงพลังจนทำให้ข้าต้องหันไปมอง กองทัพปีศาจร่างใหญ่มากมายนับพันแห่กันขึ้นมาบนยอดเขาอย่างพร้อมเพรียง ปีศาจสารพัดชนิดหน้าตาดุร้ายน่าขยะแขยงต่างมีอาวุธน่ากลัวอยู่ในมือ มันทั้งเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม เพียงแค่พวกมันกวัดแกว่งอาวุธออกไป ก็คงสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ไปได้หลายสิบคน นี่คือปีศาจรับใช้ของท่านแม่กลุ่มสุดท้ายที่จะบุกโจมตีวอลธีเรีย และก็เป็นกลุ่มปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของนางเช่นกัน พวกมันพลันคุกเข่าลงตรงหน้านายหญิงเพื่อแสดงความภักดี ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาก็แค่มนุษย์ชาวเฮอร์เรนเดลที่ถูกสาปให้กลายเป็นแบบนี้ แล้วยังต้องคอยรับใช้สตรีที่ทำลายชีวิตของพวกมันอีก --มันช่างน่าสังเวชจนข้ารู้สึกปวดใจ

 

มารดาของข้าทำลายชีวิตของผู้คนไปมากมายเหลือเกิน…มากเกินกว่าที่จะให้อภัยได้

 

ปีศาจตนหนึ่งที่เหมือนจะเป็นข้ารับใช้คนสนิทก้าวออกมาจากกองทัพ เขาเดินเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว “นายหญิง ทุกอย่างพร้อมแล้ว”

 

นางกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ “ยอดเยี่ยม --เจฟฟรี่ย์ ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ไปรักษาเจเดนซะสิ”

 

ข้ามองเจฟฟ์ที่กำลังคุกเข่าด้วยสายตาอ่านไม่ออก เขาเองก็เงยหน้าขึ้นมามองเช่นกัน แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาลุกขึ้นเพื่อจะมารักษาดวงตาที่โดนกรีดจนอาบเลือดของข้า

 

“ไม่ต้อง!!” ข้าตวาดกร้าวเสียงแข็งกว่าที่ควรจะเป็น เขาพลันชะงักมือตัวเองไว้ด้วยความตกใจ แล้วถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ

 

จริงอยู่ว่าตอนนี้เราเป็นศัตรูกันแล้ว แต่ข้าก็ไม่อยากให้เขาต้องอ่อนแอลงเพียงเพื่อจะรักษาข้าอีก ข้าไม่อยากติดหนี้บุญคุณเขาไปมากกว่านี้

 

ท่านแม่หันไปปรายตามองกองทัพปีศาจของตนเอง แววตาของนางเป็นประกายตื่นเต้นอย่างชัดเจน

 

“เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถึงเวลาคืนเดือนมืด” นางเลียริมฝีปากอย่างกระหายเลือด “อ่า…ข้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน เวลาที่ข้าจะทรงพลังที่สุด เวลาที่ข้าจะได้กวาดล้างพวกแมลงสาบวอลธีเรียให้ราบคาบ”

 

ข้าเบิกตาโพลงทันใด –เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองหรือ… ไม่ใช่ว่าเหลืออีกหนึ่งวัน ถึงจะเป็นคืนเดือนมืดหรอกหรือ

 

บ้าจริง ทำไมเวลาถึงได้เดินเร็วขนาดนี้

 

ข้ากำหมัดแน่น หากภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้เราหยุดนางไว้ไม่ได้ ถึงเวลานั้นนางจะแข็งแกร่งเกินไปจนไม่ว่าใครก็ต่อกรไม่ได้ อาณาจักรวอลธีเรียอันยิ่งใหญ่ก็จะเป็นอันจบสิ้น ชีวิตของผู้คนมากมายจะตกอยู่ในอันตราย เพียงเพราะผู้หญิงคนนี้

 

“เจเดน” แม่ที่กลายเป็นปีศาจหันมาหาข้า นางใช้มือทั้งสองข้างกุมมือข้าไว้ ส่งสายตามาอย่างสื่อความหมาย “ตอนเด็กเจ้าเคยสัญญากับแม่มิใช่หรือ ว่าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อแม่

 

“………”

 

“มาอยู่เคียงข้างแม่สิ” นางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางผายมือมาทางข้า “เราจะกลายเป็นแม่ลูกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็จะทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป ลูกจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอีกต่อไปแล้ว”

 

ข้ารับฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา แล้วระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!!”

 

“………”

 

ทุกคนในที่นี้พลันตกอยู่ในความเงียบ มองข้าที่ขำกลิ้งจนต้องกุมท้องเอาไว้ราวกับมันเป็นเรื่องตลกนักหนา หลังจากที่ระเบิดเสียงหัวเราะมาได้สักพัก จู่ๆข้าก็หยุดหัวเราะ สายตากลับมาเย็นชาดังเดิม

 

“ช่างน่าขัน” ข้าเหยียดยิ้ม “สตรีที่ฆ่าพ่อของข้า…กำลังขอให้ข้าอยู่เคียงข้างนาง”

 

สายตาของท่านแม่ดูว่างเปล่าทันทีที่ได้ยินการกล่าวถึงสามี นํ้าเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบเย็นชา “ข้าเป็นคนคลอด เป็นคนเลี้ยงเจ้ามาแท้ๆ…แต่เหตุใดเจ้าถึงรักบิดาที่ตายจากไปนานแล้วมากกว่านะ”

 

ข้าอยากจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง หัวเราะเยาะเย้ยให้กับโชคชะตาตัวเอง แน่นอนว่าข้าย่อมผูกพันกับแม่มากกว่าพ่อที่ไม่เคยพบหน้า มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

 

“ข้ารู้มาตลอด...รู้มาตั้งแต่วันที่ท่านเข้าฝันข้าแล้ว ว่าแท้จริงท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง ไม่ใช่เทียร่า” ข้ากล่าวด้วยความเจ็บปวดในอกซ้าย พยายามที่จะควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือ “ข้ารู้ แต่กลับเลือกที่จะไม่เชื่อ เพียงเพราะข้าเชื่อใจท่านมากเกินไป และการเชื่อใจท่าน…ก็เป็นเรื่องที่โง่เขลาที่สุดเท่าที่ข้าเคยทำ”

 

ราวกับถ้อยคำนั้นได้กรีดเฉือนหัวใจนางอย่างจัง นัยน์ตาสีสนิมเหล็กของท่านแม่พลันทอประกายเจ็บปวด ก่อนที่มันจะหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน

 

“ลูกไม่เคยคิดบ้างหรือไง…” นางกล่าวด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก “ไม่คิดบ้างหรือไง ว่าแม่ก็มีเหตุผลให้ต้องทำเรื่องแบบนี้”

 

“ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมัน คนเลวก็มีเหตุผลให้ต้องเลว นี่เป็นสิ่งที่ท่านเคยสอนข้า” ข้าเอ่ยเสียงนิ่ง “ข้าเชื่อว่าท่านมีเหตุผลให้ต้องทำเรื่องพรรค์นี้ แต่ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะยิ่งใหญ่ปานใด…มันก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่ท่านทำไว้กับเฮอร์เรนเดลและท่านพ่อไปได้ รวมทั้งสิ่งที่ท่านกำลังจะทำในวันข้างหน้าด้วย”

 

“และวันนี้…ก็ไม่ใช่วันที่ท่านจะกวาดล้างวอลธีเรีย” ข้ายกดาบขึ้นมาชี้ไปที่หัวใจของนาง เลือดสีแดงจากดวงตาข้างซ้ายไหลลงมาถึงปลายคาง ในขณะที่ดวงตาข้างขวาของข้าเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร “แต่จะเป็นวันที่ท่านถูกลูกชายแท้ๆสังหารอย่างน่าสมเพช”

 

ผู้เป็นแม่ปรายตามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถอนหายใจยิ้มๆ

 

“ลูกไม่เห็นความต่างชั้นด้านพลังระหว่างเราหรือไง เจเดน” นางกระตุกมุมปากด้วยสายตาอำมหิต “เจ้าไม่มีวันฆ่าแม่ได้”

 

“ข้าทำไม่ได้” ข้าใช้ปลายดาบชี้ไปทางด้านหลังอย่างไม่สะทกสะท้าน “แต่นางทำได้”

 

ทันใดนั้นเสียงคำรามดุร้ายสนั่นพสุธาก็ดังขึ้นอย่างน่าเกรงขาม มันเป็นเสียงอันทรงพลังที่สามารถเขย่าขวัญกองทัพปีศาจได้อย่างง่ายดาย พวกมันต่างหันมองหาที่มาของเสียงนั้นด้วยความหวาดระแวง แล้วก็เป็นตอนนั้นเอง ที่เจ้าของเสียงคำรามอันน่าหวาดกลัวผงาดขึ้นมาจากท้องฟ้า พุ่งทะยานทะลุม่านเมฆขึ้นมาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

 

มังกรขนาดมหึมากระพือปีกกว้างสีดำขึ้นลงจนเกิดลมกระโชกแรง นัยน์ตาสีทองของมันกวาดมองกองทัพปีศาจด้านล่าง ราวกับกำลังนับจำนวนเหยื่ออันโอชะ มันบินโฉบลงมาอย่างไวว่อง พร้อมกับปลดปล่อยเปลวเพลิงร้อนระอุออกจากปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมยาว

 

‘กรรรรรรรรรรรรร์!!!!’

 

ฮานาสก้าก้าวเข้าสู่สนามรบแล้ว

 

เปลวเพลิงนั้นแผดเผาบรรดาปีศาจด้านล่างให้มอดไหม้ไปกว่าครึ่งภายในพริบตา ฮานาสก้าพ่นไฟออกไปทำลายล้างศัตรูอย่างไร้ปราณี นางแผดเสียงคำรามกู่ร้องดังกึกก้อง ราวกับอัดอั้นเก็บกดมานานแสนนาน ท่านแม่มองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา

 

“เป็นไปไม่ได้…”

 

นางพึมพำกับตัวเองด้วยนัยน์ตาที่เบิกโพลง ก่อนจะหันไปมองทราวิสที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เขาส่งยิ้มร้ายให้นางขณะชี้ไปยังวงแหวนเวทย์บนพื้นตรงหน้าอย่างเยาะเย้ย มันคือวงแหวนเวทย์ที่ถูกวาดด้วยเลือดของซาฟีร่า 

 

เมื่อกี้ทันทีที่ข้าแทงท่านแม่จนเลือดไหลออก ทราวิสก็ฉวยโอกาสนั้นใช้นิ้วปาดเลือดของนางที่หยดบนพื้น แล้วนำมาวาดวงแหวนแวทย์เพื่อทำพิธีอัญเชิญ --และใช่ ทราวิสกับข้าไม่ได้พยายามจะสู้กับแม่มดคนนี้เพื่อฆ่านางตั้งแต่แรก เราต่างรู้ดีว่าลำพังเราสองคนไม่มีทางชนะนางได้เป็นแน่ ฉะนั้นเป้าหมายหลักก็คือเอาเลือดของนางมาให้ได้เพียงแค่หยดเดียว เพื่อจะนำมาทำพิธีอัญเชิญเหล่าปีศาจที่อยู่ในปราสาทของเทียร่าให้มาปรากฎตัวที่นี่

 

พวกเขาถูกมนตร์ดำของท่านแม่กักขังไว้ในป่ามรณะ ไม่มีทางออกมาได้ พวกเขาจะออกมาได้ก็ต่อเมื่อซาฟีร่ายอมปลดปล่อยพวกเขาเท่านั้น ข้าสันนิษฐานว่าในเมื่อเลือดของข้านั้นสามารถถอนพิษอักขระสาปให้ทราวิสได้ บางที…ก็อาจเป็นไปได้ที่มันจะใช้อัญเชิญปีศาจเหล่านั้นมายังเฮอร์เรนเดลได้เช่นกัน

 

ก่อนมาที่เฮอร์เรนเดล ข้าจึงได้ทำการใช้เลือดตัวเองวาดวงแหวนเวทย์ไว้บนร่างของฮานาสก้าและปีศาจตนอื่นๆ และเมื่อทราวิสได้ใช้เลือดของท่านแม่วาดวงแหวนแบบเดียวกันที่นี่ มันก็จะเป็นการเชื่อมต่อกับวงแหวนบนร่างของปีศาจเหล่านั้น แล้วอัญเชิญร่างของพวกเขามาที่เฮอร์เรนเดลโดยปริยาย

 

ตอนฮานาสก้าได้ยินแผนการนี้ครั้งแรก นางก็กอดอกหรี่ตาลงอย่างไม่วางใจ ‘เจ้าแน่ใจหรือว่ามันจะได้ผล’

 

‘พวกเจ้ากล้าที่จะเสี่ยงไหมล่ะ’ ข้าถามกลับไป ‘อีกอย่าง ในพันธสัญญาระหว่างข้ากับเจ้า ยังมีเงื่อนไขข้อที่สองที่เผ่าปีศาจต้องทำตามคำร้องขอของข้า’

 

เทียร่าที่นั่งเท้าคางฟังอยู่บนบัลลังก์ถามขึ้น ‘แล้วมันคืออะไรล่ะ’

 

ข้ากวาดสายตาไปมองปีศาจทั้งหลายมากมายในท้องพระโรง แล้วหันกลับมามองนาง ก่อนกล่าวเสียงนิ่ง ‘ยกกองทัพปีศาจของพวกเจ้าให้ข้า เพื่อร่วมมือกันปราบแม่มดซาฟีร่า’

 

และในตอนนี้แม่มดที่แสนทรงพลังคนนั้นก็ได้ผงะไป ขณะเงยหน้ามองกองทัพปีศาจมากมายนับไม่ถ้วนที่ปรากฎขึ้นเต็มผืนฟ้าที่มัวหมอง พวกเขาปรากฎขึ้นด้านหลังมังกรฮานาสก้าอย่างพร้อมเพรียง พากันแผดเสียงคำรามกู่ร้องก้องกังวานอย่างน่าเกรงขาม ราวกับเป็นการประกาศสงครามเพื่อข่มขวัญศัตรู

 

ท่านแม่ค่อยๆเบนสายตามาหาข้า ก่อนจะกระตุกมุมปาก

 

“จะเอาแบบนี้ใช่ไหมเจเดน” นัยน์ตาสีสนิมเหล็กของนางพลันเปล่งแสงขึ้นมาท่ามกลางความมืด นางกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ในเมื่อเจ้าอยากทำสงครามกับแม่นักหนา…เช่นนั้นข้าก็จะสนองให้”

 

ไอมนตร์ดำเข้มข้นปะทุแผ่ซ่านออกมาจากร่างของหญิงสาว บรรยากาศทั่วทั้งเกาะเฮอร์เรนเดลพลันถูกปกคลุมด้วยมนตร์ดำทันที มันช่างเป็นไอเวทมนตร์ที่น่ากลัวจนให้ความรู้สึกหนาวยะเยือก ปีศาจทุกตนในที่นี้ต่างเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวได้กลืนกินหัวใจพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะแววตาที่ทอแสงเป็นประกายอยู่ในความมืดของแม่มด มันน่าขนลุกราวกับจะสูบวิญญาณของใครหลายคนเข้าไปได้

 

ชั่วขณะนั้น หัวใจข้าเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นจนแทบจะกระเด็นหลุดออกมา รู้สึกหวาดกลัวจนร่างกายสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ภายในชั่วพริบตา กองทัพปีศาจรับใช้ของซาฟีร่าที่ถูกเปลวไฟของฮานาสก้าแผดเผา ก็ได้ฟื้นฟูบาดแผลตัวเองจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมไร้รอยขีดข่วนอีกครั้ง พวกมันคำรามกู่ก้องอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง เป็นอันพิสูจน์ได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล และก็ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ

 

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกปกคลุมโดยมนตร์ดำ เราสองแม่ลูกสบตากันอย่างเชือดเฉือน ราวกับจะฟาดฟันผ่านสายตาให้ตายกันไปข้าง

 

ระหว่างมนตร์ดำอันร้ายกาจของผู้เป็นแม่ กับแผนการของลูกชายอย่างข้า….ใครจะโค่นล้มใครได้ก่อนกัน

 

 

 

TBC.

 

 

TALK : 2

ตอนหน้าคงจะเป็นตอนที่ยาวที่สุดของเรื่องนี้ เป็นตอนที่สำคัญสุดๆด้วย ก็คือ roller coaster ที่แท้ทรู เนื้อหาแน่นปึ้ก ขุ่นแม่จะเอาจริงบ้างแล้ว ฉีกซองมาม่ากันเลยค่ะทุกคนน พวกเราจะบู๊กันอย่างเต็มเหนี่ยวแล้วว ย๊ากกกก เลือดดสาดกันรัวๆโลด!! เจเดนทราวิสจะผ่านเรื่องเหล่านี้ไปได้ยังไงกันนะ? พวกเขาจะเอาชนะซาฟีร่าได้มั้ย มาลุ้นไปด้วยกันค่าา ლ(╹◡╹ლ)

เอาจิงๆมั้ย? คือสงสารเด็กๆมากเรย ฮรือ เจดี้วิสซี่ลูกแม่ พวกหนูไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ อยากเห็นพวกเขามีความสุขกันแล้วจิงๆนะ ╥﹏╥

 

TALK : 1

….เอาล่ะ ทุกคนคิดว่าเจเดนจะทำอย่างไรต่อไปคะ? มาลุ้นให้เด็กๆสองคนรอดไปได้ด้วยกันเถอะค่ะ เกียมตัวเกียมใจและทิชชู่ไว้ อีก 50% ที่เหลือจะลุนแลงกว่านี้ ಥ﹏ಥ

แล้วก็นาา วันนี้เรามีเรื่องสำคัญจะมาคุยกับทุกคนล่ะ! อยากถามว่าถ้าเราจะทำเรื่องนี้ขายเป็น E-book จะมีใครสนใจมั้ยเอ่ย? คือเราคงไม่สะดวกรวมเล่ม เลยอยากจะทำเป็นอีบุ๊กแทน ไม่ต้องห่วงค่ะ เราเพิ่มตอนพิเศษแบบโคตรจัดหนักในอีบุ๊กแน่นอน เอาให้คุ้มราคา55555

ใครที่สนใจ คอมเม้นท์บอกเราทีนะคะ! เราจะได้รู้ว่ามีคนอยากได้กี่คนน และตอนนี้เราก็กำลังศึกษาการทำ E-book อยู่ค่ะ ใครมีอะไรแนะนำก็บอกได้เสมอนะคะ!! ヾ(*´∀`*)ノ

 

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ

I purple you เสมอฮับบ (◕‿◕✿)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,088 ความคิดเห็น

  1. #1049 Papitchaya2543 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 15:42
    สนใจค่ะะ
    #1,049
    0
  2. #1040 Zoo'Chi (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 14:18
    สนใจมากค่ะ

    🥺
    #1,040
    0
  3. #996 PlengPGK (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 12:52
    แง เป็นตอนที่ปวดใจมากจริงๆค่ะ สู้ๆนะเจเดนและทุกๆเลยขอให้สำเร็จ คุณไรท์บรรยายได้ดีมากๆเลยค่ะ เก่งมากๆ
    #996
    0
  4. #969 NoeyPhattarapon (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 18:52
    สนมากๆฮะ
    #969
    0
  5. #936 0961603450 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 00:11

    แงงงง
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    ไรท์สู้ๆ
    #936
    0
  6. #922 Eutopia1812 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 01:14
    ปวดใจสุดๆเลยค่ะ แง ปล.คุณไรท์เก่งมากจริงๆนะคะ อยากชื่นชมจากใจเลย ทั้งเรื่องปมต่างๆและการบรรยาย มันดีทั้งหมดเลยค่ะ คุณไรท์เก่งมากๆเลยนะคะ แง ขอบคุณที่แต่งเรื่องที่ดีมากกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆแบบนี้ออกมานะคะ ส่วนตอนนี้ก็ขอให้กำลังใจทราวิสกับเจเดนด้วย แง แล้วก็จะซัพพอร์ตคุณไรท์ไปเรื่อยๆเลยนะคะ;-;💜
    #922
    0
  7. #921 justlikethemovies (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 09:22
    ปวดใจมากกกก ಥ﹏ಥ
    #921
    0
  8. #920 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 01:03
    คุณไรททททท์ คือเขียนดีมากกกกกก แง ไม่รู้จะพูดยังไงเลย มันดีไปหมด สุดยอดดดด
    #920
    0
  9. #919 beamilly (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 16:31
    เค้าสนนนน
    #919
    0
  10. #918 JP_Spectrum (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 21:56
    สนใจอีบุ๊คมากกกก เราติดงอมแงมเลยค่ะ ถึงอยากจะเก็บเป็นเล่มไว้แต่ถ้าไรท์สะดวกอีบุ๊คเค้าก็โอเคฮะ😭 อยากเห็นทั้งสองคนมีความสุขแง สุดท้ายแล้วเจเดนจะทำตามที่ตั้งใจไว้ได้ไหม
    #918
    0
  11. #917 RUbeluga (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 22:05
    งุ้ยยย ฉลาดไม่เบาเลยยยย คนอ่านโดนแกงไปนิดหน่อยเลย เก่งมากฮะ ตอนต่อไปเกียมป็อปคอร์นรอแล้ว
    #917
    0
  12. #916 RUbeluga (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 22:05
    งุ้ยยย ฉลาดไม่เบาเลยยยย คนอ่านโดนแกงไปนิดหน่อยเลย เก่งมากฮะ ตอนต่อไปเกียมป็อปคอร์นรอแล้ว
    #916
    0
  13. #915 Reawrang (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 20:10
    ร้องไห้ไม่ไหว อินมากแง้ๆ
    #915
    0
  14. #914 TaTa_p19 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 15:44
    ฮือ เราอ่านรวดเดียว 2 ตอนเลยค่ะ ;-; ทราวิสลูก ฮืออออออออออออ โอ้ยยยยย ไม่ไหววววววว เจ่บเเทน หนูคะ อายุของหนู.. ฮือ ;-;
    ส่วนเจเดน ได้โปรดเจ็บตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ เเง้ แต่ละคนสะบักสะบอมไม่ไหวแล้วค่ะ ;-;

    ไรท์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ะป๋นกำลังใจให้ค่ะ ขอบคุณมากๆเลย
    #914
    0
  15. #909 panan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:30
    รวมเล่มอีก1เสียงงับบบ ผมชอบเก็บไว้มากกว่า แต่ถ้าเป็นe-book ก็ต้องคิดยาวเบยย
    #909
    0
  16. #908 panan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:30
    รวมเล่มอีก1เสียงงับบบ ผมชอบเก็บไว้มากกว่า แต่ถ้าเป็นe-book ก็ต้องคิดยาวเบยย
    #908
    0
  17. #907 panan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:30
    รวมเล่มอีก1เสียงงับบบ ผมชอบเก็บไว้มากกว่า แต่ถ้าเป็นe-book ก็ต้องคิดยาวเบยย
    #907
    0
  18. #906 panan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:29
    รวมเล่มอีก1เสียงงับบบ ผมชอบเก็บไว้มากกว่า แต่ถ้าเป็นe-book ก็ต้องคิดยาวเบยย
    #906
    0
  19. #905 panan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:29
    รวมเล่มอีก1เสียงงับบบ ผมชอบเก็บไว้มากกว่า แต่ถ้าเป็นe-book ก็ต้องคิดยาวเบยย
    #905
    0
  20. #904 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:30
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมาก
    #904
    0
  21. #903 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:29
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมากก
    #903
    0
  22. #902 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:29
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมาก
    #902
    0
  23. #901 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:29
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมาก
    #901
    0
  24. #900 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:28
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมาก
    #900
    0
  25. #899 Genus_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 21:27
    สนุกมากกกกเหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยย เด็กๆไม่ควรเจออะไรแบบนี้เลย ปวดจัยมาก
    #899
    0