۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 20 : ۩ Journey ۩ 19 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 164 ครั้ง
    11 ก.ค. 63

Antonio J. Manzanedo - White Dragon.

 

 

“เจเดน” เสียงนุ่มอันคุ้นเคยเอ่ยเรียกเบาๆที่ข้างใบหู “ตื่นได้แล้ว จะนอนไปถึงเมื่อไหร่กัน”

 

ปลายนิ้วของทราวิสจิ้มแก้มข้าเข้าออก จนในที่สุดข้าก็ต้องยอมเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย สายตาพร่ามัวอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆสามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้อย่างชัดแจ้ง ทราวิสในตอนนี้ไม่เหลือร่องรอยอักขระสาปให้เห็นบนร่างอีกแล้ว เขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ต่างจากข้าที่ยังคงเปลือยล่อนจ้อนอยู่ใต้ผ้าห่มหนังสัตว์ ครั้นข้าเลื่อนสายตาไปเห็นรอยชํ้ามากมายบนคอและลาดไหล่อีกฝ่าย ก็เผลอกลั้นหายใจไปชั่วครู่

 

มันไม่ใช่ความฝันจริงๆสินะ...

 

หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ข้ากับทราวิสได้ร่วมรักกันเป็นเวลาเนิ่นนาน ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งเสพติดมัวเมา รู้ตัวอีกทีก็ไม่อยากหยุดเสียแล้ว แม้มันจะเป็นบทรักที่แสนจะเร่าร้อน ทว่าช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและอิ่มเอมใจเหลือเกิน อบอุ่นนุ่มนวลราวกับแสงตะวันอ่อนๆสาดส่องเข้ามาในหัวใจ เมื่อเราสองคนกลับไปพักผ่อนด้วยกันในห้องนอน เรานอนกอดกันบนเตียงกว้างอย่างสบายใจ เข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับไออุ่นและกลิ่นหอมจากร่างกายกันและกัน มันคงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ารู้สึกหลับสบายขนาดนี้ ทว่าในใจก็อดจะหวั่นกลัวไม่ได้

 

กลัวว่าเมื่อตื่นขึ้นมา ช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นจะสิ้นสุดลง...ราวกับเป็นเพียงแค่ฝันไปเท่านั้น

 

ข้าลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ เอนศีรษะไปพิงไหล่ของอีกฝ่าย “เราทำกันไปนานแค่ไหนนะ...สี่ชั่วโมง?”

 

“อาจจะมากกว่านั้น” ทราวิสพรูลมหายใจ “ข้ายอมแล้ว ร่างกายเจ้าทำมาจากเหล็กชัดๆ ถึกทนทานเป็นบ้า”

 

“เจ้าเองก็ใช่ย่อย” ข้าบิดยิ้มร้าย “หากเจ้าไม่ยั่วทุกรอบ ข้าก็คงไม่ทำต่อหรอก”

 

ทราวิสขำออกมาเล็กน้อย ตอนแรกเราได้ตกลงกันไว้ว่าจะไม่หยุดจนกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะสลบ ทว่าต่างฝ่ายต่างก็มีร่างกายแข็งแรงทนทาน เราทั้งคู่จึงไม่มีใครยอมสลบเสียที แถมยังยั่วยวนกับไปมาไม่มีสิ้นสุด สุดท้ายก็ได้แต่จำใจตกลงกันว่าจะหยุดกันแค่นั้น ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย แล้วลากสังขารพากันเดินผ่านประตูเวทมนตร์กลับไปนอนที่ห้อง นำเสื้อผ้าที่เปียกชื้นไปตากไว้หน้าเตาผิง ให้เปลวไฟสีแสดแผดเผาจนความชื้นหายไปจากเนื้อผ้า โดยมีอลิซาเบธที่เอาแต่นอนนิ่งเป็นขอนไม้อยู่ในห้องชำเลืองมองเราเป็นระยะด้วยสายตาเหมือนอยากอาเจียน ราวกับมันคาดเดาได้ว่าเราเพิ่งจะไปทำอะไรกันมา

 

“ว่าแต่เจ้ารู้สึกยังไงบ้าง ปวดสะโพกมากหรือปล่าว” ข้าเอ่ยถาม ขณะเดินไปหยิบเสื้อผ้าตัวเองที่ถูกผิงไฟจนแห้งมาสวมใส่ ทราวิสได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเบ้หน้าทันที

 

“เจ็บระบมจนอยากกัดลิ้นตายเลยทีเดียว ข้าล่ะอดนึกเลื่อมใสในตัวบรรดาสตรีไม่ได้ --พวกนางอดทนกับความเจ็บปวดยามเบ่งคลอดลูกได้ยังไงนะ...” เขาบ่นอย่างอ่อนล้า ฝ่ามือก็ลูบบริเวณบั้นเอวไปด้วย “แต่ถึงแม้ข้าจะปวดสะโพกเป็นบ้า กระนั้นก็เป็นความเจ็บปวดที่ได้มาจากความสุข มันเทียบไม่ได้กับทุกความทรมานอื่นๆในชีวิตข้าแม้แต่น้อย --ฉะนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะผ่านมันไปได้แน่นอน”

 

สีหน้าของทราวิสนิ่งเรียบเคร่งขรึม เช่นเดียวกับนํ้าเสียงที่หนักแน่น เห็นเช่นนั้นข้าก็อดจะยิ้มมุมปากไม่ได้ ครั้นข้าใส่เสื้อผ้าเสร็จสรรพ ก็เดินไปเกาคางอลิซาเบธในร่างหมาป่าขี้เซาตรงมุมห้อง แต่แทนที่มันจะซุกหน้าเข้าหาฝ่ามือนั้น มันกลับทำหน้าเบ้แล้วงับมือข้าอย่างแรง ข้าพลันชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก ก่อนจะต่อยใบหน้ามันสุดแรงจนคอบิดไปด้านหลัง มันหันมาส่งสายตาเชือดเฉือนใส่ข้าที่แสยะยิ้มร้าย ราวกับมีสายฟ้าแล่นเปรี๊ยะๆจากดวงตาของเราที่ฟาดฟันกันไปมา และแล้วสงครามที่แสนไร้สาระของคนกับสุนัขปีศาจก็เริ่มต้นขึ้น...

 

ทราวิสได้แต่มองเราสองคนอย่างเอือมระอา แล้วเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง คืนนี้ดวงดาวนับหมื่นส่องสว่างเป็นประกายกว่าปกติ เนื่องด้วยดวงจันทร์ที่เหลือเพียงครึ่งเสี้ยวจนใกล้หายไปหมด นัยน์ตาสองสีที่บอดไปข้างหนึ่งมองมันอย่างเหม่อลอย

 

“ตั้งแต่เราเข้ามาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในป่ามรณะ...แต่ละวันก็ผ่านไปอย่างยากลำบาก ราวกับกาลเวลาผ่านไปช้าลง” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเรา แต่นํ้าเสียงที่อ่อนล้านั่นก็ทำให้ข้ากับอลิซาเบธที่กำลังฟัดตีกันไปมาชะงักไป โดยเฉพาะเจ้าสุนัขปีศาจที่แววตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ทราวิสถอนหายใจยาวเหยียด “หากอุปสรรคที่ขวางหน้ามันหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดไว้ จนทำให้บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สวยงาม --อย่างน้อย ข้าก็หวังว่าเราทั้งสามจะมีชีวิตรอดต่อไป...และใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุข”

 

ไม่รู้ข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่ประโยคสุดท้ายนั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเจ็บปวดเหลือเกิน ข้าหรี่ตาลงอย่างนิ่งเฉย แล้วลุกขึ้นผละจากอลิซาเบธ

 

“เราต้องไปแล้ว” ข้ากล่าวเสียงเย็นชา สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ข้ารอวันที่จะได้เจอกับพี่สาวเจ้ามานานแสนนาน...ถึงเวลาที่จะได้สะสางเรื่องราวทั้งหมดเสียที”

 

ทราวิสยังคงมีสีหน้าลำบากใจ เป็นอีกครั้งที่เขาเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่เอ่ยออกมา ข้าจึงหันไปปรายตามองเขา “และหวังว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าเองก็จะไม่มีอะไรปิดบังข้าอีกแล้วเข่นกัน”

 

ข้ามั่นใจว่าเขามีเหตุผล ที่ทำให้ต้องเก็บงำเรื่องมากมายไว้ในใจโดยไม่บอกข้า ถึงได้ไม่คิดไถ่ถามหรือบีบบังคับให้เขาบอก กระนั้นข้าก็หวังว่ามันจะสิ้นสุดลงแค่นี้

 

บทสรุปจะจบลงอย่างสวยงาม...หรือจะต้องล้างด้วยเลือด คำตอบจะเป็นที่ประจักษ์ในอีกไม่ช้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทราวิสนำทางมาที่ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่งดงาม เป็นสถานที่เดียวกับที่ข้าได้ทำพันธสัญญาปีศาจ และต่อสู้ฟาดฟันกับฮานาสก้าจนสภาพร่อแร่เกือบตายในครั้งนั้น เสียงฝีเท้าของเราสองคนกระทบพื้นกว้างดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ให้ความรู้สึกเคว้งเคว้งเปล่าเปลี่ยว ห้องโถงแห่งนี้ยังคงมีสภาพเหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ครั้งนี้กลับไม่เหลือร่องรอยพื้นแตกหรือคราบเลือดที่มาจากการต่อสู้ครั้งนั้น รวมทั้งไม่มีใครนั่งอยู่บนที่นั่งขั้นบันไดที่ทอดสูงขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา ต่างจากครั้งก่อนที่เต็มไปด้วยปีศาจนับหลายหมื่นนั่งเรียงรายกันอยู่บนนั้น เสียงพูดคุยโห่ร้องราวกับกองพลทหารในสนามรบ บัดนี้กลับไม่มีแม้กระทั่งเสียงกระซิบหรือลมพัดผ่าน มันยิ่งทำให้บรรยากาศดูอ้างว้างขึ้นเป็นเท่าตัว

 

สีหน้าของทราวิสซับซ้อนขึ้นในทุกจังหวะการก้าวเดิน ข้ากวาดสายตาไปรอบกายอย่างพิจารณา ก่อนจะไปสะดุดตากับเงาสีดำที่อยู่บนบัลลังก์ไม่ไกลนัก

 

มันอยู่ไม่ไกลจากเราก็จริง แต่หากไม่ตั้งใจเพ่งสังเกตจริงๆก็ไม่อาจมองเห็นได้ ราวกับวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น ทว่าครั้นเพ่งมองให้ชัดอีกครั้ง กลับต้องพบว่าเงานั้นเป็นร่างสูงโปร่งของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังนั่งไขว่ห้าง นางอยู่ในชุดสีดำประดับเพชรเล็กๆมากมายราวกับหมู่ดาวบนท้องฟ้ายามคํ่าคืน บนไหล่มีชุดคลุมหนังมังกรยาวลากพื้นสีเดียวกัน เรือนผมสีบลอนด์ทองยาวสยายเต็มแผ่นหลัง สีผิวขาวซีดไร้เลือดฝาด และครั้นนางค่อยๆหันใบหน้ามาหาเราอย่างเชื่องช้า ก็ทำให้ข้าเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

 

ใบหน้าของหญิงสาวนั้นแทบจะไม่คล้ายทราวิสเลยแม้แต่น้อย ทว่านางก็มีความงดงามที่ดุดันไม่ต่างจากคำเล่าลือ รวมทั้งมีความคล้ายคลึงกับรูปวาดของกษัตริย์โนแอล บิดาของนางเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเย็นชาที่แผ่ออกมารอบกายอย่างน่าเกรงขาม ราวกับต้องการสะกดให้ทุกสรรพสิ่งคุกเข่าลงศิโรราบแก่นาง

 

พี่น้องรัชทายาททั้งสามแห่งวอลธีเรียนั้นต่างก็มีนัยน์ตาสีฟ้าเทอร์ควอยซ์เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างกันออกไป แววตาขององค์ชายเนวิลล์นั้นสงบนิ่งเหมือนสายนํ้า อ่อนโยนทว่าเฉียบคม ส่วนแววตาของทราวิสนั้นดูดื้อรั้น และค่อนข้างมีความทะนงตัว แต่แววตาของเทียร่ากลับเย็็นยะเยือกจนน่าขนลุก...และว่างเปล่าราวกับคนที่ตายไปแล้ว

 

“มากันได้ซะทีนะ” เทียร่ากล่าวเสียงเย็นชา ขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับอาวุธในมือ นางกำลังใช้หินขัดใบดาบเหล็กให้คมกริบยิ่งกว่าเดิม เสียงหินขูดกระทบเสียดสีกับแท่งเหล็กดังแหลมบาดหู ก่อนที่เทียร่าจะยกมันขึ้นมาพลิกไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ใบดาบเป็นเงาวาวสะท้อนใบหน้าของนางราวกับกระจก ทันทีที่ข้าได้เห็นดาบชัดๆเต็มสองตา นัยน์ตาสีมรกตที่ไร้ความรู้สึกในตอนแรกก็แข็งกร้าวขึ้นมาทันใด

 

“เจเดน หยุดนะ!!”

 

ทราวิสตวาดกร้าว ขณะกระชากข้าที่กำลังกระโจนเข้าไปหาเทียร่าออกมา ในวินาทีที่ปลายเท้าข้าภายใต้รองเท้าบูทหนังสัมผัสกับพื้นใกล้บัลลังก์ ก็ราวกับมีกำแพงล่องหนที่สะกัดกั้นข้าไว้ ก่อนจะมีแรงลมมหาศาลซัดกระแทกร่างข้าจนกระเด็นไปไกล มันแรงราวกับคลื่นลมที่สามารถซัดให้กระดูกซี่โครงหักได้อย่างง่ายดาย ทำให้ข้าที่กระดอนไปกระแทกพื้นซํ้าแล้วซํ้าเล่าแทบจะกระอักเลือดออกมา หากทราวิสไม่ได้กระชากให้ข้าหลบจากบัลลังก์นั้นอีกเพียงก้าวเดียว ข้าคงถูกแรงลมซัดกระเด็นไปสูงหลายสิบฟุตจนกระแทกกับเพดานด้านบน...และเมื่อหล่นลงมาก็คงหนีไม่พ้นความตายเป็นแน่

 

ทราวิสหอบหายใจอยู่ข้างข้า ก่อนจะหันมากล่าวด้วยสีหน้าที่ยังตกใจไม่หาย “บัลลังก์นี้มีอาคมป้องกันอยู่ อย่าวู่วามสิ!”

 

เราทั้งสองไม่ได้บาดเจ็บอะไรนัก จึงรีบลุกขึ้นยืนกันอย่างไม่รอช้า โดยคราวนี้ทราวิสยื่นแขนมาขวางข้าไว้ ไม่ยอมให้ก้าวออกไปอีก ลมหายใจข้าถี่รัวและติดขัดด้วยโทสะ แววตาวูบไหวไปมาและแข็งกร้าวอย่างไม่อาจสงบลงได้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าควรระวังกับดัก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าไม่ควรจู่โจมอย่างมุทะลุ...แต่โทสะในใจมันนำพาร่างกายให้เคลื่อนที่ไปเองโดยอัตโนมัติ

 

“นังแพศยา...” ข้ากล่าวเสียงเย็นเยียบ แล้วตวาดออกมาดังลั่นอย่างควบคุมไม่ได้ “เอามือสกปรกของเจ้าออกจากดาบข้าเดี๋ยวนี้!!”

 

ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์ยังคงมีท่าทีไม่มีทุกข์ร้อนใดๆ นางพลิกดาบไปมาอย่างพิจารณา พลางเอ่ยเสียงเนิบนาบ “ได้ยินว่าเจ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีในทุกสถานการณ์...แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นแค่คำโกหก” นางเลื่อนสายตาที่เย็นราวกับนํ้าแข็งมาสบตากับข้า “เจ้าก็แค่หมาจนตรอกที่เมื่อโดนแหย่นิดน้อย...ก็ระเบิดโทสะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้นอกจากแผดเสียงเห่า และสะบัดเห็บหมัดสร้างความรำคาญไปทั่ว”

 

“เทียร่า...ตอนนี้เจ้านั่นแหละที่ควรเลิกเห่า” เป็นทราวิสที่กล่าวเสียงเหี้ยม ผู้เป็นพี่สาวได้แต่ถอนหายใจนิดๆ ราวกับรำคาญที่ทราวิสกำลังออกตัวปกป้องข้า ก่อนที่นางจะหันมามองข้าที่ยังคงมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ในดวงตา

 

“ข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องมากมายที่ต้องการถามข้า และกำลังคิดวิธีมากมายที่จะกำจัดข้า” เทียร่าเอ่ยเสียงเรียบ “แต่หากให้เจ้าเป็นฝ่ายถามก่อน เรื่องมันคงยุ่งเหยิงไม่จบสิ้น --ฉะนั้นข้าจะเป็นฝ่ายเล่าให้ฟังทั้งหมดเอง”

 

ข้าหรี่ตาลง สายตาอาฆาตอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน พยายามข่มกลั้นอารมณ์ไว้อย่างขีดสุด “ข้าแค่อยากรู้...ว่าเจ้าเอาแม่ข้าไปไว้ที่ไหน เจ้าทำเรื่องทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่”

 

นางเหยียดยิ้มกลอกตาอย่างเย้ยหยัน “เพราะแบบนี้แหละ ถึงได้บอกให้หุบปาก แล้วฟังข้าอธิบายเสียก่อนไง”

 

สิ้นถ้อยคำนั้น นางก็ยกดาบในมือขึ้นมา ริมฝีปากพึมพำเอื้อนเอ่ยคาถาบางอย่าง ก่อนที่ใบดาบจะมีไอสีดำปรากฎขึ้นมาโอบล้อมมันไว้ ตัวดาบค่อยๆลอยขึ้นออกจากมือของเทียร่า แล้วไปจ่อที่ลำคอของนางแทน ปลายดาบที่ถูกขัดจนคมกริบทิ่มเข้าไปในผิวเนื้อของลำคอขาวซีดนั่นเล็กน้อย จนเลือดสีดำซึมไหลออกมานิดๆ ทว่าสีหน้าของนางกลับยังคงสงบนิ่ง ราวกับนั่นไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้แม้แต่ปลายเล็บ

 

ทราวิสเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าพี่สาวต้องทำแบบนี้ เขาจึงกล่าวเบาๆให้ข้าได้ยิน “คาถาบีบเค้นความจริง”

 

“สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ หากมีคำพูดไหนที่ไม่ใช่ความจริง ดาบเล่มนี้จะแทงเข้าไปในคอข้าจนขาดสะบั้นทันที” นางกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกับเอียงคอให้ข้านิดๆด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “เท่านี้คงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของข้าได้นะ”

 

ข้าเหยียดยิ้มมุมปาก องค์หญิงแห่งวอลธีเรีย --ไม่สิ ราชินีแห่งเผ่าปีศาจช่างรอบคอบเสียจริง ถึงกับคิดล่วงหน้าว่าข้าคงไม่เชื่อคำพูดของนาง ถึงได้ใช้คาถาแบบนี้กับตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่นางกำลังจะกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องเท็จ

 

“เอาล่ะ...ข้าควรเริ่มจากตรงไหนดี” นางเอนหลังพิงบัลลังก์อย่างสบายๆ “เจ้ารู้ไหม ว่าเหตุใดไม่ว่าใครก็ไม่สามารถถอนอักขระสาปให้ทราวิสได้ แต่เจ้ากลับทำได้ และทำไมมันถึงต้องเป็นวิธีนั้น

 

ข้าไม่ได้ตอบ ในขณะที่ทราวิสหลับตาก้มหน้าลงราวกับไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้นแล้ว

 

“การถอนอักขระสาปจะได้ผลที่สุดเมื่อร่างกายของผู้โดนสาป และผู้ที่ถอนคำสาปประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน” เทียร่าเอ่ยต่อ โดยไม่ได้ละสายตาไปจากข้าแม้เสี้ยววินาที “และผู้ที่จะถอนอักขระสาปนั้นได้...ก็มีเพียงผู้ที่ร่ายคำสาป และสายเลือดของผู้ที่มอบคำสาปนั้นเท่านั้น”

 

ข้ารู้สึกเหมือนเปลวไฟถูกจุดขึ้นในหัวใจ มันลุกโชนแผดเผาไปถึงเลือดเนื้อทั่วทั้งร่าง มือทั้งสองข้างกำหมัดจนเส้นเลือดปูด ในขณะที่อีกฝ่ายก็จ้องข้าเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ที่เจ้าถอนคำสาปให้ทราวิสได้...ก็เพราะเจ้ามีสายเลือดเดียวกันกับผู้ที่สาปเขาไงล่ะ!”

 

กำลังจะบอกว่าปีศาจเสือดำแมงป่องที่ฉีดพิษอักขระสาปเข้าสู่ทราวิส...ก็เป็นปีศาจที่แม่ข้าสร้างมางั้นหรือ

 

กล้าดียังไง...นางกล้าดียังไงถึงพูดแบบนี้!?

 

ข้าโกรธกริ้วจนขอบตาร้อนผ่าว ตะคอกออกไปอย่างควบคุมไม่ได้ “ไร้สาระ!!”

 

“เช่นนั้นอธิบายข้าสิ เหตุใดเมื่อเลือดของเจ้าหยดลงใส่อักระสาปบนตัวของทราวิส...อักขระสาปพวกนั้นถึงได้จางหายไปล่ะ” นางยกก้านนิ้วยาวขึ้นมาม้วนปอยผมไปมา “ทราวิสได้ใช้เลือดของเจ้าวาดสัญลักษณ์มนตร์ดำทับลงบนอักขระสาป สัญลักษณ์นั้นเป็นภาษาปีศาจที่ใช้ขับไล่คำสาป เมื่อพิษอักขระสาปในตัวทราวิสได้สัมผัสถึงเลือดเจ้า ได้สัมผัสถึงสัญลักษณ์มนตร์ดำนั้นที่กำลังขับไล่มัน รวมทั้งร่างกายของพวกเจ้าที่กำลังสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ พิษอักขระสาปจึงเข้าใจว่าร่างกายทราวิสก็คือส่วนหนึ่งของร่างกายของเจ้า มันถึงได้สลายตัวเองไปในทันที”

 

“เป็นความผิดพลาดของทราวิสเอง...ที่ย้ายคาถานั้นไปไว้บนตัวเขา ทั้งที่หากเจ้ารู้จักวิธีแก้ ก็สามารถถอนคำสาปให้ตัวเองได้อย่างง่ายดาย” นางเหยียดยิ้มอย่างเย้ยหยัน ก่อนกล่าวต่อเสียงเย็นเยียบ

 

“ช่างน่าขัน เจ้าดิ้นรนฝ่าฟันเอาชีวิตรอดในป่ามรณะอย่างยากลำบาก จนเกือบถึงแก่ชีวิตไปหลายต่อหลายครั้ง --แต่ความจริงแล้วหากเจ้าสามารถใช้มนตร์ดำได้ทั้งหมดล่ะก็...ไม่ว่าปีศาจหน้าไหน หรือคำสาปใดๆของแม่เจ้า เจ้าก็สามารถขับไล่มันไปได้ทั้งหมด เจ้าจะมีมีวันได้บาดเจ็บหรือเสียเลือดสักหยด --เพราะแม่ของเจ้า...เปรียบเสมือนพระเจ้าของป่าต้องคำสาปแห่งนี้ ไม่ใช่ข้า!”

 

ประโยคสุดท้ายนางกล่าวกระแทกเสียง ราวกับต้องการกรีดเฉือนหัวใจข้าด้วยทุกถ้อยคำ ข้าสงบอารมณ์ที่คุกรุ่นลงอย่างเงียบๆ มุมปากเหยียดยิ้มพร้อมกับชี้ไปยังดาบที่ยังคงจ่ออยู่ที่คอหญิงสาว

 

“เจ้าคิดว่าลูกเล่นหลอกเด็กแบบนี้จะสามารถโน้มน้าวข้าให้เชื่อเจ้าได้หรือ...” ข้าพรูลมหายใจ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงสั่นไหวเหลือเกิน “บอกข้าสิ --แม่ข้ามีเหตุผลอะไรที่ต้องผันตัวเองเป็นแม่มดดำ มีเหตุผลอะไรที่ต้องทอดทิ้งข้าไป หากไม่ใช่เพราะถูกบังคับขู่เข็ญ!”

 

“ไหนจะภาพลวงตาที่เจ้าสร้างนั้นอีก...” ข้ากล่าวเสียงเย็นชา “ข้าเคยฝันเห็นท่านแม่ที่กำลังถูกเจ้ากักขังไว้ และเคยฝันเห็นเจ้ากำลังพูดคุยกับทราวิส ในความฝันนั้น เจ้าเป็นคนพูดเองว่าเจ้าเป็นคนสร้างป่าแห่งนี้ขึ้นมา เจ้าเป็นคนนำแม่ข้าไปขังไว้ เจ้าบอกทราวิสว่าหากเขาต้องการกำจัดอักขระสาปทิ้ง จะต้องฆ่าข้าเสียก่อน และเจ้าก็ยังบอกด้วยว่ายาที่ทราวิสกินเข้าไป...เป็นยาที่บังคับให้เขาทำในสิ่งตรงกันข้ามกับหัวใจ”

 

“วิส ช่วยตอบข้าทีสิ” เทียร่าหันไปถามน้องชาย “ยาที่เจ้ากินไป...ใช่ยาที่บังคับให้ทำในสิ่งตรงกันข้ามกับหัวใจหรือไม่

 

ทราวิสเม้มปากเป็นเส้นตรง “ไม่ใช่”

 

“แล้วข้าเคยบอกเจ้าว่าการฆ่าเจเดนจะช่วยถอนอักขระสาปเจ้าได้บ้างไหม”

 

ทราวิสส่ายหน้า ค่อยๆพูดออกมาอย่างยากลำบาก “เจ้าไม่เคยพูดแบบนั้น...และที่สำคัญ ในวันที่ข้าย้ายอักขระสาปจากเจเดนมาไว้ที่ตัวเอง เจ้าก็ไม่ได้ปรากฎตัวให้ข้าเห็นเลยด้วยซํ้า ในตอนนั้นข้ายังคงเชื่อว่าเจ้าตายไปแล้ว”

 

“สรุปง่ายๆนะเกรโนเวอร์” เทียร่าหันกลับมาสบตาข้า “การจะสร้างคาถาสร้างภาพลวงตาให้เห็นในฝันได้นั้น ผู้ใช้คาถาจะต้องเข้าไปในห้วงความฝันเจ้า และผู้ที่จะใช้เวทมนตร์เข้าไปในความฝันเจ้าได้...มีเพียงแค่คนที่เจ้าไว้ใจเท่านั้น --ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมไม่ใช่ข้า”

 

เช่นนั้นก็เท่ากับว่า...ผู้ที่สร้างภาพลวงตาในความฝันให้ข้าได้ ก็มีเพียงฮิวโก้...และท่านแม่เท่านั้น --และก็ไม่ใช่ฮิวโก้แน่ๆที่จะใช้มนตร์ดำแบบนั้น

 

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...

 

“ดังนั้นทั้งสองความฝันที่เจ้าเห็น ต่างก็เป็นภาพลวงตาปลอมๆที่แม่เจ้าสร้างขึ้นเท่านั้น” นางกล่าว “นางหลอกเจ้าว่าข้ากักขังนางไว้ หลอกเจ้าว่าข้านั้นเป็นผู้ร้ายที่กวาดล้างเฮอร์เรนเดล รวมทั้งหลอกว่าแท้จริงแล้วทราวิสนั้นเกลียดเจ้า เมื่อโดนยาเข้าไปจึงทำให้เขาแสดงออกว่ารักเจ้ามากถึงเพียงนี้ และก็หลอกให้เจ้าหวาดระแวง ว่าวันหนึ่งทราวิสอาจจะฆ่าเจ้าเพื่อกำจัดอักขระสาปบนตัวเขา เพื่อให้เจ้าตัดใจและอยู่ห่างจากทราวิสเข้าไว้ --ทุกถ้อยคำและทุกประโยคที่เจ้าได้ยินในความฝันปลอมๆเหล่านั้น...ล้วนเป็นคำโกหกหลอกลวงของแม่เจ้าทั้งสิ้น”

 

แววตาที่สั่นไหวของข้าเบิกโพลง การหายใจทำได้อย่างติดขัดยากลำบาก รู้สึกเหมือนอากาศในห้องโถงเย็นลงจนหนาวไปถึงกระดูก ในอกหนักอึ้งเหมือนโดนหินยักษ์ที่มองไม่เห็นทับไว้ ก่อนจะหลับตาพรูลมหายใจอุ่นร้อนออกมา

 

มันไม่ใช่ความจริงเสียหน่อย เทียร่ากำลังโกหก...แล้วทำไมขอบตาข้าถึงต้องร้อนผ่าวด้วย

 

เทียร่าเอียงคอมองข้าด้วยสายตาอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ากลับยังคงเฉยชาไร้ความรู้สึก “เจ้าไม่ได้โง่นี่ น่าจะสงสัยในตัวซาฟีร่ามาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ”

 

ข้าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน สายตาแข็งกร้าวมาเนิ่นนานราวกับสัตว์คลั่งอ่อนลงในที่สุด หมัดข้างลำตัวค่อยๆคลายออกอย่างหมดแรง แต่ก็ยังคงทรงตัวให้เป็นปกติ แสร้งปั้นสีหน้าไร้ความรู้สึกอย่างด้านชา ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้แม้แต่น้อย

 

ข้าคิดมาโดยตลอด ว่าหากเทียร่าเป็นแม่มดที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่างจริงๆ...มันก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

 

และมันก็น่าเจ็บใจตรงที่ต่อให้ไม่มีดาบมาจ่อคอเทียร่าในตอนนี้ --ข้าก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าสิ่งที่นางกล่าวล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น...

 

“แล้วทำไม...” ข้ากล่าวเสียงเรียบ แววตาทั้งว่างเปล่าและอ่อนล้า ข่มกลั้นความเจ็บปวดไว้ให้มากที่สุด “ทำไมนางต้องโยนความผิดทุกอย่างให้เจ้าด้วย”

 

“ในตอนนี้ข้าเป็นศัตรูที่นางเกลียดชัง และต้องการฆ่ามากที่สุด แต่นางไม่สามารถก้าวเข้ามาในปราสาทหลังนี้ได้ --นางจึงต้องการยืมมือเจ้า หรือไม่ก็ทราวิสที่เป็นน้องชายแท้ๆของข้า...สังหารข้าซะ”

 

“รู้ไหม...ว่าเหตุใดเผ่าปีศาจแห่งนี้ถึงได้เกลียดเจ้านัก ทำไมเราถึงได้อยากเอาชีวิตเจ้าตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น และไม่ลังเลที่จะฟันแขนเจ้าให้ขาดสะบั้น” เทียร่ากระชับแหวนพลอยเม็ดโตที่นิ้วนางข้างซ้ายไปมา ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด...

 

เดิมทีเผ่าปีศาจนั้นมีชีวิตอยู่มานับหลายแสนปีในอีกมิติหนึ่ง พวกเขาได้ทำพันธสัญญากัับมนุษย์ไว้ในอดีต ว่าจะไม่เข้ามารุกรานหรือทำร้ายแดนมนุษย์โดยเด็ดขาด ทำให้แม้บางครั้งมนุษย์จะสามารถพบเห็นปีศาจโดยบังเอิญ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ใช้ชีวิตอย่างต่างคนต่างอยู่ โดยที่เผ่าปีศาจไม่เคยก้าวก่ายเข้ามาในมิติของโลกมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

 

แต่ทว่ากลับมีมนุษย์บางกลุ่มที่คอยแสวงหาหนทางขอความช่วยเหลือจากปีศาจ เพื่อยืมพลังให้ตัวเองได้สำเร็จวิชามนตร์ดำ และมีอิทธิฤทธิ์เหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง นั่นเป็นจุดกำเนิดของเหล่าพ่อมดแม่มดดำ --เดิมทีพวกเขาก็แค่มนุษย์ที่ยืมมนตร์ดำของปีศาจเพื่อที่ตัวเองจะได้มีพลังเหนือกว่าผู้อื่น

 

“แต่ซาฟีร่า...นางไม่ใช่แม่มดธรรมดา” เทียร่ากำหมัดเม้มริมฝีปากแน่น “ในขณะที่นางกำลังกวางล้างอาณาจักรเฮอร์เรนเดล นางได้ทำการเปิดมิติที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกปีศาจออก ทำให้ปีศาจนับหลายแสนมาปรากฎที่เฮอร์เรนเดล”

 

“ในตอนนั้นเหล่าปีศาจต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ว่าอดีตราชามังกรเธนเดอร์รัสที่ควรจะตายไปตั้งแต่หลายร้อยปีนั้น จะยังคงมีชีวิตอยู่ที่โลกมนุษย์แห่งนี้ อีกทั้งเขายังกลายมาเป็น...มือขวารับใช้ของแม่มด”

 

“เธนเดอร์รัสสั่งให้ปีศาจเผ่ามังกรนับหมื่นช่วยกันกวาดล้างเข่นฆ่าชาวเฮอร์เรนเดล แต่พวกเขาต่างก็ปฏิเสธที่จะฆ่ามนุษย์ เธนเดอร์รัสจึงสังหารพวกเขาทั้งหมด จนตอนนี้...เผ่ามังกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกปีศาจ กลับเหลือเพียงวาเลเรียส และฮานาสก้าเท่านั้น” เทียร่าเหยียดยิ้มบางเบา แต่มันไม่ได้ทำให้นางดูน่ากลัวน้อยลงเลย “เจ้าคงดูไม่ออก...แต่แท้จริงแล้ววาเลเรียสนั้นตาบอด เขาต้องมีปีศาจงูช่วยมองทางให้โดยตลอด และแม้จะใช้เวทมนตร์สร้างตาเทียมขึ้นมาแล้ว แต่เขาก็แทบมองสิ่งใดไม่เห็นอยู่ดี เป็นเพราะแม่ของเจ้า...ใช้ไฟกรอกลงไปในเบ้าตาเขาทั้งสองข้าง จนหลอมเลวเผาไหม้ไม่เหลือซาก”

 

“และฮานาสก้า...ก็เกือบถูกแม่เจ้าควักหัวใจออกมาได้ นางบาดเจ็บสาหัสจนต้องจำศีลเป็นเวลาเกือบสิบปี และแผลเป็นนั้นก็ยังคงอยู่กับนางมาจนถึงทุกวันนี้”

 

บาดแผลลึกที่เปิดกว้างจนเห็นก้อนเนื้อหัวใจด้านในยังคงติดตาข้ามาจนถึงบัดนี้ มันคงทำให้ฮานาสก้าเจ็บปวดทรมานมากเกินกว่าจะบรรยายได้ มันไม่น่าแปลกใจเลย...ว่าทำไมสายตาที่นางมองข้า ถึงได้เต็มไปด้วยความรังเกียจชิงชังขนาดนั้น

 

ยามที่มองใบหน้าของข้า...นางคงจะมองเห็นใบหน้าของสตรีที่เข่นฆ่าเผ่าพันธุ์นางซ้อนทับมาด้วยสินะ

 

“ทว่าหลังจากที่สังหารเผ่ามังกรไปจนแทบไม่เหลือแล้ว กลับยังไม่สาแก่ใจซาฟีร่า นางต้องการถล่มวอลธีเรีย ซึ่งเป็นอาณาจักรที่นางเกลียดที่สุดให้ราบคาบ แต่นางก็ได้สูญเสียพลังจากการกวาดล้างเฮอร์เรนเดลไปมากโข นางจำเป็นต้องใช้เวลาฟื้นฟูพลังนับหลายปี จึงได้มาขอความช่วยเหลืือจากปีศาจทั้งเผ่าให้ช่วยนางกวาดล้างวอลธีเรีย รวมทั้งยอมจำนนโดยการเป็นบริวารของนาง”

 

“แน่นอนว่าไม่มีใครในเผ่าปีศาจที่จะยอมก้มหัวให้ พวกเขาต่อต้านขัดขืนนางอย่างรุนแรง จนในที่สุดซาฟีร่าก็หมดความอดทน แล้วกักขังพวกเขาทั้งหมดไว้ในปราสาทกลางป่ามรณะแห่งนี้...ไม่สามารถกลับไปในโลกปีศาจที่เป็นบ้านเกิดได้อีกตลอดกาล” เทียร่าถอนหายใจ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดชั่ววูบหนึ่ง “เราทำได้เพียงร่ายมนตร์ไม่ให้ซาฟีร่าเข้ามาในปราสาทนี้ได้ จึงทำให้สามารถมีชีวิตสงบสุขมาได้เกือบสิบปี...แต่กระนั้นก็ยอมแพ้ที่จะต่อกรกับนางเพื่อแก้แค้นไปนานแล้ว”

 

ข้ากะพริบตาอย่างยากลำบาก --นี่คงเป็นเหตุผลที่เผ่าปีศาจเกลียดชังอาฆาตข้าขนาดนั้น เมื่อได้พบเห็นข้า จึงพากันคิดว่าแม้จะไม่สามารถโค่นล้มแม่มดอำมหิตนั่นได้...อย่างน้อยก็ได้แก้แค้นใส่ลูกชายของนาง

 

สำหรับพวกเขา...แขนข้างเดียวที่ข้าเสียไป มันยังน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่ท่านแม่ได้ทำไว้

 

เรื่องราวต่อจากนั้น ต่อให้เทียร่าไม่บอก ข้าก็พอจะเดาได้อย่างชัดเจน เมื่อท่านแม่เห็นว่าเผ่าปีศาจไม่ยอมก้มหัวให้แต่โดยดี จึงสาปมนุษย์ชาวเฮอร์เรนเดลจำนวนหนึ่งให้กลายเป็นปีศาจ แล้วกดขี่ใช้งานพวกเขาให้เป็นทาสรับใช้แทน หนึ่งในนั้นก็คืออลิซาเบธ มันถูกสาปจนมีความแค้นต่อนางอย่างรุนแรง นั่นเป็นเหตุผลที่ในช่วงแรกๆมันดูไม่ชอบขี้หน้าข้า กระนั้นก็ยังคงไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งเจ้านาย และยังคงคอยช่วยปกป้องข้ามาโดยตลอด

 

เจฟฟ์เองก็เช่นกัน ที่ผ่านมาเขาช่วยเหลือเรามาตลอด รวมทั้งเป็นคนโกหกข้าว่านายหญิงของเขาคือเทียร่า สร้างเรื่องขึ้นมาโยนความผิดทุกอย่างให้นาง...ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำสั่งของท่านแม่สินะ

 

ว่าไปแล้วครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน ข้ากับเขาถูกขังไว้ในห้องเดียวกันในปราสาทแห่งนี้ ทว่าจู่ๆเขาก็หายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย...นั่นก็เป็นเพราะท่านแม่เรียกเขากลับไปที่เฮอร์เรนเดล

 

ไหนจะเรื่องที่ปีศาจในป่ามรณะไม่ทำร้ายข้า ทั้งการที่แม่มดเอเวอร์ลีนเกลียดแค้นท่านแม่เข้าไส้ พรํ่าบอกว่าแม่ข้าเป็นหญิงตํ่าทรามที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ไหนจะนางเงือกที่พอรู้ความจริงว่าข้าเป็นลูกของนาง ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นอย่างน่าเวทนา แล้วคุกเข่าร้องขอชีวิตด้วยความสั่นกลัวขึ้นสมองถึงที่สุด

 

ทุกอย่างเชื่อมต่อกันอย่างสมผลเหตุผลหมดแล้ว...

 

ตอนข้าถามฮานาสก้าว่าเทียร่าขังท่านแม่ไว้ที่ไหน นางก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ สาเหตุที่นางโมโห...ก็เป็นเพราะท่านแม่ไม่ได้ถูกขัง แต่เป็นเผ่าปีศาจหลายหมื่นชีวิตต่างหากที่โดนท่านแม่ขังไว้ และสาเหตุที่ตอนนี้ฮานาสก้าดูมุ่งร้ายต่อข้าน้อยลง ก็เป็นเพราะนางรู้แล้วว่าข้าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับท่านแม่ และเป็นผู้ 'บริสุทธิ์' ที่ไม่ได้ล่วงรู้แผนการของแม่ตัวเองเลยสักนิด...

 

องค์ชายเนวิลล์บอกว่าตอนนี้อาณาจักรวอลธีเรียกำลังถูกปีศาจมากมายรุกราน แสดงว่าท่านแม่ได้ฟื้นฟูพลังจนสมบูรณ์พร้อมแล้ว...และก็กำลังเริ่มแผนการกวาดล้างวอลธีเรีย แต่ดูเหมือนนางจะกำลังรอให้ข้าไปหาที่เฮอร์เรนเดลอยู่ ถึงได้ไม่ยอมลงมือกวาดล้างอย่างเด็ดขาดเสียที

 

ตอนได้คุยกับท่านพ่อในครานั้น...เขาก็โกหกอย่างไม่เต็มใจว่าเทียร่าคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด และยังบอกอีกว่าข้าต้องไปเฮอร์เรนเดล เพื่อ 'ปลดปล่อย' ท่านแม่ของข้า

 

ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ว่าปลดปล่อยที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงปล่อยนางให้เป็นอิสระจากการถูกกักขัง...แต่เพื่อปลดปล่อยจากมนตร์ดำที่กำลังครอบงำนางไปทั้งจิตใจต่างหาก

 

ท่านแม่เพิ่งจะมาโดนมนตร์ดำครอบงำ หรือเป็นคนที่มีแผนการชั่วร้ายอยู่แล้วมาตั้งแต่แรก --เรื่องนี้ไม่มีใครรู้

 

โดยเฉพาะข้า...ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย

 

“เพราะอะไร...” ข้าเอ่ยเสียงแผ่ว รู้สึกร่างกายหนักอึ้งไร้เรี่ยวแรง จนเปล่งเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก “เป็นเพราะอะไร...นางถึงต้องทำเรื่องแบบนี้”

 

“เรื่องนั้นไม่มีใครรู้ ไม่มีใครรู้ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของนาง” เทียร่าพรูลมหายใจออกมา “เรารู้เพียงแค่ว่า...ซาฟีร่ารักลูกชายมาก --เจ้าก็เห็นแล้วนี่ หลังจากที่เจ้าถูกปีศาจในถํ้านางเงือกทำร้ายจนเจ็บปางตาย นางก็ใช้มนตร์ดำสร้างไฟขึ้นมาเผาป่ามรณะไปทั่วทุกบริเวณ ปีศาจรับใช้ของนางตนไหนที่ทำให้เจ้าบาดเจ็บแม้แต่ปลายนิ้ว --นางจะฆ่าพวกมันช้าๆอย่างทรมานที่สุด จนพวกมันอยากหนีจากนางไปลงนรก”

 

เช่นนั้นข้อความขู่เข็ญที่ถูกเขียนด้วยเลือดนั้น...ก็เป็นฝีมือของท่านแม่ที่ต้องการให้เราเข้าใจว่าเป็นฝีมือของเทียร่าอีกเช่นกัน

 

ทำไม...ทำไมนางต้องทำเรื่องน่ารังเกียจขนาดนั้น

 

ทำไมนางต้องบดขยี้ทำร้ายหัวใจข้าขนาดนี้...

 

ทว่าดูเหมือนเทียร่าจะยังไม่สาแก่ใจ ราวกับกลัวว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้จะยังทำให้ข้าบอบชํ้าไม่พอ เหมือนกลัวเหลือเกินว่าหัวใจข้าจะยังไม่เจ็บปวดรวดร้าวมากพอ นางยังคงปามีดที่แหลมคมใส่หัวใจที่กำลังบอบชํ้าซํ้าๆอย่างไม่ใยดี

 

“หากสงสัยว่าเมื่อเกือบสิบปีก่อน ซาฟีร่าทิ้งเจ้าไปทำไมล่ะก็ --คำตอบมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไร...นางเข้าไปในป่ามรณะเพื่อรับมนตร์ดำ แล้วย้อนเวลาไปกวาดล้างเฮอร์เรนเดล”

 

“ทำใจและยอมรับซะ แม่มดดำที่ทำลายอาณาจักรเฮอร์เรนเดลไม่ใช่ข้า แต่เป็นซาฟีร่า เกรโนเวอร์ แม่ที่แสนดีของเจ้า!!”

 

“เคยได้ยินข่าวลือที่ว่าแม่ทัพเจมส์ถูกฆ่าอย่างอนาถบ้างไหม” นางเหยียดยิ้มอย่างสมเพช ในขณะที่ดวงตายังคงเย็นชาว่างเปล่า “มันไม่ใช่แค่คำเล่าลือหรอกนะ...เพราะปีศาจทั้งเผ่าต่างก็ได้เห็นฉากการตายของเจมส์ เกรโนเวอร์กับตา --อยากรู้ไหม...ว่าพ่อเจ้าตายได้ยังไง”

 

ทราวิสที่ฟังเงียบๆมานานทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเอ่ยเสียงผ่านไรฟันด้วยสายตาเหี้ยมเย็นชา “เทียร่า...พอได้แล้ว หุบปากซะ!”

 

ทว่าผู้เป็นพี่สาวกลับไม่แม้แต่จะฟัง นางลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วกล่าวเสียงกร้าว “ซาฟีร่าถลกหนังเขาทั้งเป็น! แล่เนื้อออกมาเป็นแผ่นๆ คว้านไส้ออกมาทั้งที่ยังมีลมหายใจ ตัดอวัยวะเป็นชิ้นส่วน แล้วจบลงที่การใช้ไฟเผาทั้งร่าง จนเหลือเพียงเถ้าธุลีที่ปลิวว่อนไปตามลม...แล้วจางหายไปในอากาศราวกับเศษฝุ่นไร้ค่า --แต่มันน่าขำตรงไหนรู้ไหม ตลอดเวลาที่ได้ทรมานสามีอันเป็นที่รักจนตาย ซาฟีร่า...นางยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ตลอดเวลา นางสุขเหลือเกินที่ได้ฆ่าพ่อเจ้า!!”

 

ทุกถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมอาบยาพิษ ที่จวกแทงเข้าไปในก้อนเนื้อหัวใจซํ้าๆจนเหวอะหวะไม่เป็นชิ้นดี รู้สึกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากมันออกไป...แล้วเหยียบขยี้ซํ้าจนมันแหลกสลายคาฝ่าเท้า

 

สิ่งที่เพิ่งได้ยินนั้นเกินกว่าที่ข้าจะตั้งรับไว้ ข้าเผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวอย่างหมดแรง ดวงตาทั้งสองเบิกค้าง รู้สึกเหมือนโดนท้องฟ้าทั้งผืนถล่มลงมาทับร่างไว้ ในอกในอึ้งจนหูอื้อไปหมด ก่อนจะค่อยๆเบนสายตาที่วูบไหวไปมองดาบที่กำลังจ่ออยู่ที่คอเทียร่า ยิ่งเห็นว่ามันเป็นของหมั้นที่ท่านพ่อเคยมอบให้แม่ไว้ ข้าก็ยิ่งกำหมัดแน่นอย่างรวดร้าว หอบหายใจที่สั่นเทาอย่างยากลำบาก ขบกรามด้วยดวงตาที่พยายามจะไม่ให้แดงกํ่า

 

ทำไม...ทำไมไม่แทงเข้าไปในคอนางเสียที! พิสูจน์สิว่าสิ่งที่นางพูดมันก็แค่เรื่องโกหก!! ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง!!!

 

เสียงนี้ตะโกนกึกก้องอยู่ในใจข้าซํ้าไปซํ้ามา ครํ่าครวญอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียสติ ในขณะที่หัวสมองข้าโล่งขาวโพลน --ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

 

ที่ผ่านมา แม่เกลียดท่านพ่อหรอ? เกลียดชาวเฮอร์เรนเดลหรอ? ถึงได้ทำกับพวกเขาอย่างไร้ปรานีขนาดนี้

 

ข้าส่ายหน้าให้ตัวเองอย่างเลื่อนลอย --ไม่ใช่...แม่รักท่านพ่อมาก นางมักจะชอบพูดถึงเขาอย่างกระตือรือร้นเสมอ สายตาที่นางมองดาบประจำกายที่ท่านพ่อมอบให้นั้น...มันเต็มไปด้วยความรักและคนึงหา อีกทั้งตัวนางเองก็เป็นคนสอนให้ข้ารักอาณาจักรเฮอร์เรนเดล นางมักจะเล่าภาพทิวทัศน์อันสวยงามที่บ้านเกิดเราให้ข้าฟัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่ง...จะมีปาฏิหารย์ที่ทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

ซาฟีร่า เกรโนวอร์ ชื่อนี้เป็นที่รู้จักในหมู่อัศวินแห่งวอลธีเรียในฐานะศัตรูตัวฉกาจที่น่ารำคาญ ทุกครั้งที่ชาวเฮอร์เรนเดลถูกข่มเหงรังแก นางจะเป็นคนแรกที่ชักดาบออกมาปกป้องพวกเขา และต่อให้ไม่สามารถชเอานะพวกวอลธีเรียได้ นางก็จะพยายามสรรหาทุกวิถีทางมาช่วยพวกพ้อง ถึงขั้นมีครั้งหนึ่งที่นางยอมถูกทหารวอลธีเรียบังคับให้ถอดเสื้อตัวเองออก ท่ามกลางสายตาหื่นกระหายอันน่ารังเกียจของคนทั้งเมือง ก่อนที่นางจะโดนมืออันน่าขยะแขยงมากมายลูบไล้ลวนลาม เพียงเพื่อให้พวกเขาปล่อยหญิงชราที่กำลังถูกรุมทำร้ายไป แม้ว่าสายตาของนางจะเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น รังเกียจ ขยะแขยง และเจ็บปวดมากก็ตาม

 

ตอนนั้นข้าที่ทั้งตัวเล็กและไม่มีแรงจะสู้ใครพยายามจะเข้าไปช่วยแม่ แต่กลับถูกหนึ่งในคนเหล่านั้นบีบคอจนหายใจไม่ออก พร้อมกับถูกบังคับให้ดูแม่ตัวเองถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งนํ้าตา หลังจากที่พวกเขาปล่อยเราไปด้วยสภาพที่เละเทะกระเซอะกระเซิง ข้าตะโกนถามแม่ทั้งนํ้าตาว่าทำไมต้องยอมทำถึงขนาดนั้น ลำพังแค่เอาชีวิตเราสองคนให้รอดก็ลำบากมากพอแล้ว ทำไมเราจะต้องไปปกป้องคนอื่นด้วย

 

'เมื่อก่อน...แม่เองก็ไม่ได้ใส่ใจความเป็นอยู่หรือทุกข์ยากของคนอื่นเท่าไรหรอกจ้ะ' นางแค่นยิ้มอย่างทรมาน มือที่สั่นเทาพยายามใช้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นปกปิดหน้าอกไว้ 'แต่เฮอร์เรนเดล...เป็นดุจดั่งลมหายใจของพ่อเจ้า เขายอมพลีชีพเพื่อปกป้องดินแดนและผู้คนแห่งนั้น --ในเมื่อตอนนี้เจมส์ไม่อยู่แล้ว...แม่ก็อยากจะปกป้องชาวเฮอร์เรนเดลที่เหลือเพียงน้อยนิดเพื่อเขา'

 

แม้จะเจ็บปวดและแค้นใจจนแทบหลั่งนํ้าตา นางก็ยังเอื้อมมือมาลูบศีรษะที่ยุ่งเหยิงของข้า 'เมื่อวันหนึ่งลูกแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้...ก็ได้อย่าลืมปกป้องชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านี้เป็นอันขาด เพราะมันจะทำให้ดวงวิญญาณบนสวรรค์ของพ่อเจ้า...ได้พักผ่อนอย่างมีความสุขไงล่ะ'

 

มันช่างน่าขันสิ้นดี เชลยชาววอลธีเรียทุกคนต่างก็รักและเคารพซาฟีร่า เพราะนางเป็นหญิงสาวที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องพวกเขา...โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วนางก็คือคนที่ทำลายบ้านเกิดพวกเขา คร่าชีวิตครอบครัวและพรากทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกเขาไป ทำให้พวกเขามีชีวิตเหมือนตกนรกอยู่ในอาณาจักรวอลธีเรีย

 

หลังจากที่นิ่งเงียบไปนานแสนนาน ประโยคแรกที่ข้าเค้นเสียงออกมาได้ก็คือ “นี่เป็นสิ่งที่เจ้าปิดบังข้ามาตลอดใช่ไหม...ทราวิส”

 

อีกฝ่ายเม้มปากแน่นด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำยอม “...เทียร่าพยายามบอกข้ามาโดยตลอด แต่ข้าก็ไม่เคยคิดจะเชื่อ จนกระทั่งนางบอกให้พิสูจน์ด้วยการถอนอักขระสาป และเมื่อได้เห็นว่าเลือดของเจ้าทำให้อักขระสาปได้หายไปได้จริงๆ...เป็นตอนนั้นแหละ ที่ข้ายอมเชื่อ”

 

เช่นนั้นนี่ก็เป็นเหตุผล ว่าทำไมหลังจากที่อักขระสาปหายไป...ทราวิสถึงได้ดูเศร้านัก

 

ได้ทราบเช่นนั้นข้าก็ไม่ได้ตอบอะไร ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าอยากอยู่คนเดียว”

 

กล่าวไม่ทันจบประโยค ข้าก็หันหลังให้เทียร่า แล้วก้าวออกไปด้วยแววตาว่างเปล่า

 

“เดี๋ยวก่อน” นางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนลงมาก ข้าไม่ได้หันกลับไปมองแต่อย่างใด ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าดังกึกก้องเป็นจังหวะที่กำลังมาทางนี้ ก่อนจะส่งดาบเข้ามาไว้ในมือข้า “วันนั้นซาฟีร่าจงใจสั่งให้ลูกสมุนสร้างพายุปั่นป่วนเพื่อจะแย่งดาบเล่มนี้ไป แต่วาเลเรียสแอบส่งลูกน้องออกไปแย่งชิงมันมาได้ เพราะคิดว่ามันอาจเป็นของสำคัญของซาฟีร่าที่อาจมีประโยชน์ต่อเรา ทว่าแท้จริงแล้วมันก็เป็นแค่ดาบธรรมดาเล่มหนึ่ง --นำกลับไปเถอะ...มันเป็นของเจ้ามิใช่หรือ”

 

ข้ากระชับดาบในมือเล็กน้อย แล้วเดินออกไปจากห้องโถงตามลำพัง ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของทราวิส เขาเตรียมจะตามข้ามาด้วย แต่กลับถูกพี่สาวจับข้อมือเป็นเชิงห้ามไว้เสียก่อน

 

“ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวไปเถอะ” นางกล่าวเสียงราบเรียบ แต่ทราวิสกลับสะบัดมือนั้นทิ้งอย่างรังเกียจ

 

“เจเดนเพิ่งรู้ว่าคนที่เขารักและเชื่อใจที่สุดคือคนที่ทำลายชีวิตเขา ในช่วงเวลาแบบนี้ที่เขาต้องการคนอยู่เคียงข้างที่สุด...เจ้ายังมีหน้ามาบอกให้ข้าทนมองดูเขาแบกรับความเจ็บปวดตามลำพัง โดยไม่ต้องทำอะไรเลยงั้นหรอ!!?” ทราวิสตวาดกร้าวด้วยโทสะที่ลุกโชนราวกับไฟ จนเทียร่าพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย

 

“เจ้ากลัวว่าเขาจะเสียใจจนคิดฆ่าตัวตายหรือไงกัน”

 

ทราวิสได้ยินเช่นนั้นกลับยิ่งโมโหขึ้นไปอีกหลายเท่า “เจเดนไม่มีวันทำเรื่องงี่เง่าแบบนั้น!!”

 

“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง --อย่างไรเสียหมอนั่นก็เคยชินกับการอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด” นางเอ่ย พลางมองไปยังที่ที่ข้าเคยยืนอยู่ “ไม่มีใครจัดการความรู้สึกของเขา...ได้ดีเท่าตัวเขาเองแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

 

'ตุ่บ!!'

 

ทันทีที่เดินโซซัดโซเซเข้ามาห้องนอน ก็ราวกับโดนท้องฟ้าทั้งผืนถล่มลงมาทับร่างไว้ ข้าทิ้งตัวลงทรุดนั่งกระแทกพื้นอย่างหมดแรง หอบหายใจติดขัดอย่งยากลำบาก สายตาที่พยายามซุกซ่อนเก็บงำความเจ็บปวดมาโดยตลอด...มาถึงบัดนี้กลับแดงกํ่าและอ่อนแอเสียเหลือเกิน

 

ตลอดเวลาที่อยู่ในท้องพระโรง ข้าพยายามควบคุมสีหน้าและอารมณ์ให้เป็นปกติที่สุดมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้...ก็ดูเหมือนว่าแก้วอันเปราะบางที่รวดร้าวมานาน จะพังลงมาแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีเสียแล้ว

 

ข้าเอนหลังพิงบานประตูอย่างเหม่อลอย มองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง

 

หากลองย้อนกลับไปมองตั้งแต่จำความได้ ชีวิตในอาณาจักรวอลธีเรียที่ถูกทารุณมากมายนับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสเจียนตายซํ้าแล้วซํ้าเล่า จิตใจที่เจ็บปวดรวดร้าวไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ต่างก็เป็นเพราะสถานที่อันโหดร้ายตํ่าตมแห่งนั้น หลังจากที่ท่านแม่ทิ้งข้าไป เชลยชาวเฮอร์เรนเดลทั้งหมดที่เหลือถูกฆ่าตาย ข้าก็ไม่มีสาเหตุอะไรที่จะต้องทนอยู่ที่นั่นต่อ และก็มีหลายครั้งที่นึกอยากหนีออกไปจากนรกบนดินนั่น หนีไปให้ให้ไกลจากที่แห่งนั้น

 

แต่ข้ากลับเลือกที่จะใช้ชีวิตที่นรกแห่งนั้นต่อไป เผชิญความเจ็บปวดทรมานซํ้าๆซากๆต่อไป...เพียงเพราะหากข้าไปจากที่นั่น แล้ววันหนึ่งที่ท่านแม่กลับมาหาที่วอลธีเรีย นางก็จะไม่ได้เจอข้าพอดี ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะอยู่ในกระท่อมหลังนั้นของเราต่อไป เพื่อรอโอกาสอันริบหรี่ว่าแม่อาจจะกลับมาอีกครั้ง ยิ่งฮิวโก้ให้สัญญาว่าจะช่วยตามหานางอีกแรง --ข้าก็ยิ่งมีความหวัง

 

เมื่อได้รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ที่เฮอร์เรนเดลจริงๆ ข้าก็ไม่ลังเลที่จะเข้ามาฝ่าฟันอันตรายในป่ามรณะเพื่อจะไปหานางที่นั่น จนบาดเจ็บสาหัสด้วยสภาพร่อแร่นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังต้องเสียแขนจนพิการไปข้างหนึ่ง ข้าอดทน...อดทนมาโดยตลอด อดทนเพียงเพราะความฝันอันไร้สาระของเด็กชายคนหนึ่ง นั่นคือการได้เจอแม่อีกครั้ง

 

แล้วนี่คือสิ่งที่ข้าได้รับงั้นหรือ?

 

ราวกับเด็กชายคนหนึ่งที่วิ่งอยู่ในอุโมงค์แคบๆอันวังเวงมืดมิด แต่ก็ยังคงวิ่งไปข้างหน้าเพื่อจะไปคว้าแสงสีเหลืองอันริบหรี่จากหิ่งห้อยที่อยู่ไกลลิบตา แม้ว่าพื้นดินที่กำลังเหยียบจะทำมาจากเข็มแหลมคม จนทำให้ทุกครั้งที่ย่างก้าวเดินออกไปนั้น จะต้องถูกเข็มนับหมื่นบาดทิ่มเข้าไปในฝ่าเท้าจนเลือดเจิ่งนอง กระนั้นก็ยังคงอดทนแล้ววิ่งเพื่อจะไปหามัน ไม่สนว่าเข็มจะแทงฝังลึกเข้าไปในเท้าจนมันเหวอะหวะแค่ไหน ครั้นสนิมในเข็มทำให้ฝ่าเท้าติดเชื้อจนเน่าเฟะ เขาก็ตัดสินใจตัดเท้าตัวเองออก แล้วคลานพาร่างที่โชกเลือดของตัวเองต่อไป แต่ทว่าเมื่อเอื้อมมือไปคว้าหิ่งห้อยนั้นไว้ กลับต้องพบว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่หิ่งห้อย...แต่เป็นดวงตาของสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่กำลังหิวกระหาย แล้วเด็กชายก็โดนมันเขมือบกินอย่างอนาถในที่สุด

 

หากข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าท่านแม่ไม่ใช่หิ่งห้อยที่มอบแสงสว่าง แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่ทำให้ชีวิตของข้ามืดมิดมาโดยตลอด ป่านนี้ข้าคงยอมถูกชาววอลธีเรียฆ่าตายไปนานแล้ว...จะไม่พยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนมาจนถึงวันนี้เพื่อนางหรอก

 

อลิซาเบธที่นอนอยู่ที่เดิมตรงมุมห้องลุกขึ้นยืนเต็มสี่ขา มันก้าวเข้ามาหาข้าด้วยสายตาเศร้าโศกอย่างกล้าๆกลัวๆ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าข้าเพิ่งไปเจออะไรมา ครั้นข้านึกได้ว่ามันก็เป็นหนึ่งในสมุนของท่านแม่ ข้าก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป

 

“อย่ามายุ่งกับข้า! ออกไป!!”

 

ข้าตะคอกเสียงดังจนมันสะดุ้ง แต่ก็ยอมหนีไปหลบใต้เตียงแต่โดยดี ทว่าแม้จะตะเบ็งเสียงตะคอกออกไปเพื่อระบายความอัดอั้นแล้ว ความหนักอึ้งปวดร้าวในอกกลับไม่ยอมหายไปสักที สายตาของข้าเริ่มพร่าเลือนและฉํ่านํ้า ครั้นรู้สึกได้ว่ามันเริ่มเจิ่งนอง ข้าก็รีบสูดหายใจเข้าลึกแล้วปาดมันออกทันที

 

ห้ามร้องสิเจเดน...ท่านแม่ไม่ชอบนํ้าตาของเจ้านะ

 

ทว่าทันทีที่บอกประโยคนี้กับตัวเองในใจ มันกลับทำให้ข้าชะงักไป แล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างสมเพช

 

ไม่นึกเลย...ว่าจะมีวันที่นางทำให้ข้าเสียนํ้าตา

 

'แม่รักเจ้านะ...เจเดน'

 

หึ...รักหรอ หากนางรักข้าจริง นางก็จะไม่กวาดล้างเฮอร์เรนเดล ไม่ทำให้ข้าตกเป็นเชลยของวอลธีเรีย ไม่ทำให้ข้าต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่ฆ่าท่านพ่อ ไม่ทำให้ข้าต้องเจ็บปวดเช่นนี้

 

ข้าจ้องดาบในมือที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย แต่ข้ากลับไม่กล้าชักมันออกจากฝัก เพราะกลัวว่าเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองบนใบดาบจะทำให้นึกถึงท่านแม่ นํ้าอุ่นๆที่เจิ่งนองในเบ้าตาทำให้ข้ามองเห็นได้อย่างพร่าเลือน กระนั้นก็พยายามสกัดกลั้นมันเอาไว้ไม่ให้ไหลสักหยด ก่อนจะรวบดาบมากอดไว้ในอกแน่น แล้วทาบมันไว้ที่อกซ้ายที่รู้สึกปวดร้าวเหลือเกิน ราวกับการกระทำนี้จะช่วยรักษาบาดแผลสาหัสในจิตใจได้

 

ตัวข้าในตอนนี้...ไม่ต่างจากเด็กตัวเล็กๆที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง

 

“พ่อ อึก ท่านพ่อ...” ข้าเอ่ยเสียงอ่อนแรงรวดร้าวอย่างน่าสมเพช คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความปวดร้าวล้นอก แววตาช่างอ่อนแอราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกทุกเมื่อ “ลูกจะต้องเจ็บปวดซํ้าๆซากๆเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน...”

 

ข้ากัดฟันแน่นครั้นรู้สึกถึงก้อนสะอื้นในคอ พยายามกลืนมันลงไปอย่างนึกรังเกียจ วงแขนกอดดาบที่เย็นเฉียบไว้แน่น ราวกับทำแบบนี้แล้วจะได้รับไออุ่นจากมัน...แต่มันกลับทำให้รู้สึกเหน็บหนาวและเคว้งคว้างเสียเหลือเกิน

 

เป็นเวลาชั่วครู่ที่ข้าเอาแต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนจะพยายามสูดหายใจแล้วตั้งสติ ปรับสีหน้าและสายตาให้กลับมาสงบนิ่ง --อย่างไรเสียคนตายก็คือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อให้ร้องไห้ฟูมฟายหาท่านพ่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ข้าควรทำใจให้ได้ แล้วคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 

จะมัวเอาแต่อ่อนแออยู่เช่นนี้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ต้องยืนหยัดแล้วสู้ต่อไป...แม้ว่าคราวนี้จะยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็ตาม

 

ข้าเหยียดยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรงให้ตัวเอง พร้อมกับทุบหน้าอกไปมาอย่างเหนื่อยล้าเต็มทน

 

ถึงเวลาเก็บเศษหัวใจที่แตกไม่เหลือชิ้นดีขึ้นมาประกอบใหม่...แล้วแสร้งทำเป็นเข้มแข็งอีกแล้วสิ

 

 

 

Loading : 70%

 

 

 

แต่หากการเข้มแข็งมันทำได้ง่ายขนาดนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ก็คงไม่มีใครต้องเสียนํ้าตา

 

ผ่านไปอีกหนึ่งคืนหลังจากที่ข้าได้รู้ความจริงทั้งหมด ข้าใช้เวลาขังตัวเองไว้ในห้องคนเดียวตลอดวัน คิดทบทวนเรื่องต่างๆมากมายอย่างนิ่งสงบ อลิซาเบธก็ออกไปอยู่ข้างนอกกับทราวิส เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ข้าจะออกไป

 

ข้ายืนเท้าคางอยู่ตรงขอบหน้าต่าง สายตาเหม่อมองใบหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่บนบานหน้าต่างนั้น ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย ยกมุมปากที่หนักอึ้งขึ้นมาเป็นครั้งแรกของวัน ข้าเอาแต่คิดโน่นนี่จนไม่ได้สนสภาพจิตใจของตัวเอง ทว่าความสงบเงียบก็น่าจะพอเยียวยามันได้บ้างแล้ว

 

ทว่าทันใดนั้นกลุ่มเมฆหมอกปริศนาก็ปรากฎขึ้นนอกหน้าต่าง มันบดบังทัศนียภาพทุกอย่างจนเห็นเพียงสีดำราวกับนํ้าหมึก ทันใดนั้นหน้าต่างก็ถูกเปิดออกด้วยเวทมนตร์บางอย่าง สายลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามาด้านในจนข้าต้องยกมือขึ้นมาบดบังใบหน้าไว้ เรือนผมถูกลมเย็นพัดให้ปลิวไสวไปด้านหลัง ก่อนที่ข้าจะเห็นฝ่ามือเรียวยาวขาวซีดยื่นเข้ามา ตรงนิ้วนางนั้นมีแหวนพลอยสีแดงสวมอยู่ด้วย

 

ข้าชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือตัวเองออกไปจับมันไว้ เพียงชั่วพริบตาข้าก็ถูกกระชากออกไปนอกหน้าต่างทันที

 

เทียร่ากระชากข้าออกไปยืนบนหมอกควันสีดำร่วมกับนาง สัมผัสที่ฝีเท้าให้ความรู้สึกเหมือนยืนบนปุยเมฆ ทว่ามันกลับเป็นเมฆที่โปร่งแสง สามารถมองทะลุหมอกสีดำลงไปถึงด้านล่างได้อย่างน่าหวาดเสียว ความสูงของมันเกือบถึงหนึ่งพันฟุต สูงมากพอที่จะเห็นผู้คนด้านล่างตัวเล็กราวกับฝูงมด

 

ไม่นานนักหมอกควันขนาดใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ค่อยๆออกห่างจากตัวปราสาทเรื่อยๆ มองจากบนนี้ทำให้ข้าเห็นทิวทัศน์โดยรอบอย่างชัดแจ้ง บริเวณหลังปราสาทนี้คือจุดสิ้นสุดของป่ามรณะ ถัดไปจากนี้ก็จะเป็นทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่ และเราก็ต้องข้ามทะเลนี้เพื่อไปถึงเฮอร์เรนเดลที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

 

ป่ามรณะนั้นมีกำแพงล่องหนที่กักขังเหล่าปีศาจเอาไว้ ไม่ต่างจากแก้วที่ครอบป่าเอาไว้ทั้งผืน กักขังไม่ให้ใครออกไปจากเขตแดนนี้ได้ และด้วยความที่บริเวณนี้เป็นจุดสิ้นสุดของป่ามรณะ บริเวณขอบของกำแพงล่องหนจึงตั้งอยู่ตรงนี้ ข้าก้มมองลงไปด้านล่าง เหล่าปีศาจมากมายราวกับฝูงมดต่างกำลังพยายามทำลายกำแพงนั้น แต่ละเผ่าต่างพากันใช้พลังของตัวเองโจมตีใส่กำแพงที่กักขังพวกเขาไว้ เริ่มจากบรรดานกฟีนิกซ์ตัวยักษ์พยายามใช้ไฟของตัวเองแผดเผาปราการตรงหน้า เผ่าอื่นๆมากมายก็ร่วมกันใช้พละกำลังมหาศาลโจมตีใส่ตรงจุดนั้น ปีศาจอีกนับหมื่นเปล่งเสียงท่องคาถาประสานกันเพื่อทำลายกำแพงตรงหน้า เสียงระเบิดกระแทกกำแพงดังสนั่นราวกับแผ่นดินไหวซํ้าแล้วซํ้าเล่า ทว่ากำแพงกลับไม่แม้แต่จะสั่นสะเทือน

 

ทันใดนั้นเสียงหวีดแหลมบาดแก้วหูก็ดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า เป็นเสียงอันทรงพลังที่ทำให้ทุกสรรพสิ่งหยุดลมหายใจไปชั่วขณะ ทุกอย่างหยุดชะงักราวกับเวลาหยุดหมุน ก่อนที่ร่างมหึมาของมังกรสีขาวปลอดจะผงาดขึ้นมาจากพื้นดิน พุ่งทะยานขึ้นไปบนผืนฟ้าด้วยความเร็วสูงอย่างสง่างาม ขนาดของมันใหญ่จนแทบจะกลืนกินท้องฟ้าทั้งผืน ปราสาทหลังยักษ์นี้กลับใหญ่ไม่ถึงครึ่งของมัน เงาของมังกรบดบังแสงอันน้อยนิดของดวงอาทิตย์ จนตอนนี้ไม่ต่างจากกลางคืนที่มืดสนิท ยามที่ปีกขนาดยักษ์กระพือขึ้นลง หมู่เมฆมากมายก็จะถูกลมแรงพัดกระจายออกไปหมด

 

มังกรตัวนี้ก็คือวาเลเรียส กษัตริย์เผ่าปีศาจคนปัจจุบัน นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์ของเขาเปล่งแสงวูบหนึ่ง ก่อนที่ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวยาวจะอ้าออกกว้าง ในโพรงปากที่ใหญ่พอที่จะกลืนเมืองเข้าไปได้พลันมีแสงสีม่วงสว่างวาบขึ้น แล้วเปลวไฟสีม่วงร้อนระอุก็ถูกพ่นออกมาเป็นสายใส่กำแพงล่องหน เป็นเวลาเนิ่นนานที่ไฟยังคงพ่นออกจากปากมังกรอย่างต่อเนื่อง จนพื้นดินถึงกับสั่นไหวอย่างรุนแรง

 

ข้าเบิกตาขึ้น --นั่นคือพลังของราชามังกรงั้นหรือ…

 

ทว่าเปลวไฟอันร้ายกาจนั้น กลับไม่แม้แต่จะสร้างรอยขีดข่วนให้กำแพงล่องหนแม้แต่นิดเดียว ราชามังกรทั้งพ่นไฟใส่ ใช้เขาทั้งสองข้างบนศีรษะกระแทกกำแพงซํ้าๆจนเกิดเสียงกระแทกดังลั่น ใช้กรงเล็บมหึมากรีดข่วนกำแพงซํ้าไปซํ้ามา ผนวกกับปีศาจอีกนับหมื่นที่ต่างก็ใช้พลังของตนช่วยทำลายปราการตรงหน้า...แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

มังกรขาวที่บินค้างอยู่บนฟ้าค่อยๆกลับคืนร่างเดิม กลายเป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมหนังสีดำ ก่อนจะหายวับไปในอากาศราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน บรรดาปีศาจด้านล่างเองก็กลายร่างกลับเช่นกัน แล้วพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ

 

“เผ่าปีศาจอย่างเราจะออกไปจากกำแพงป่ามรณะได้...ก็ต่อเมื่อซาฟีร่ายินยอมให้เราออกไปเท่านั้น” เทียร่าที่ยืนเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น บนบ่าของนางมีงูสีดำดวงตาแดงฉานตัวหนึ่งเลื้อยพันอยู่ มันเป็นงูตัวนั้นที่มักจะเลื้อยอยู่บนคอของวาเลเรียส “ตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีมานี้ เผ่าปีศาจไม่เคยก้าวออกไปจากกำแพงป่ามรณะได้เลยสักครั้ง แต่ในทุกๆวัน ทุกคนจะรวมพลังกันเพื่อทำลายกำแพงบ้านี่ --แม้จะรู้อยู่แก่ใจ...ว่ามันจะไม่ได้ผลก็ตาม”

 

“ในทางกลับกัน แม้ว่าปราสาทหลังนี้จะตั้งอยู่ในเขตแดนของซาฟีร่า แต่ด้วยอาคมของเผ่าปีศาจ ทำให้นางไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้ --ตัวเจ้ามีสายเลือดของนางไหลเวียนอยู่ หากพวกเราไม่ยินยอมให้เจ้าเข้ามาในนี้ เจ้าก็ไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”

 

ข้ายืนฟังเงียบๆ สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดมาจนแขนเสื้อข้าสะบัดพลิ้ว ครั้นเทียร่าเห็นว่าข้าไม่เอ่ยอะไร จึงแบมือขึ้นมาแล้วเสกเหล้ามาขวดหนึ่ง ยื่นให้ข้า “อยากเมาไหม”

 

ข้าปรายตามองขวดแก้วใสที่มีลวดลายเถาวัลย์สีทองพันอยู่รอบๆ ภายในขวดนั้นบรรจุของเหลวสีเหลืองอร่ามชวนดึงดูด ทว่าข้ากลับเพียงยกมุมปากนิดๆแล้วเอ่ย “ข้าไม่ชอบทำร้ายตัวเอง”

 

เทียร่าได้ยินคำปฎิเสธนั้นก็เลิกคิ้วนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เปิดฝาขวดแล้วยกกระดกขึ้นซดเสียเอง

 

“หากสุรามันช่วยเยียวยาจิตใจได้ถาวร ป่านนี้ข้าคงกระโดดลงไปในบ่อเหล้าแล้ว” ข้าเริ่มจะชินกับพาหนะหมอกดำที่กำลังขี่อยู่ จึงค่อยๆนั่งลงบนนั้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเมฆ “นอกจากทำร้ายร่างกายตัวเอง ข้าก็ไม่เห็นว่าเหล้ามีอะไรดี”

 

“มันช่วยให้ลืมเจ็บปวดในหัวใจไปได้ชั่วขณะ แต่ในเมื่อเจ้าปฏิเสธ ข้าก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี” นางค่อยๆนั่งลงพลางถอนหายใจ “แน่ใจนะว่าเจ้ายังไหว”

 

ข้าหันไปหรี่ตามองอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมจู่ๆท่านถึงเป็นห่วงสุขภาพจิตของข้าขึ้นมาได้ มีเหตุผลอะไรกัน”

 

“ง่ายมาก” นางกล่าวเสียงเย็นเยียบ เลื่อนมือไปลูบศีรษะของงูตัวนั้นไปมา “เจ้าต้องไปเฮอร์เรนเดลเพื่อลงมือสังหารแม่ตัวเอง หากไปด้วยสภาพจิตใจที่แตกสลายเช่นนี้ --ก็ไม่มีทางฆ่านางได้แน่”

 

ให้ข้ารู้ความจริงที่เจ็บปวดไม่พอ ยังจะให้ข้าเป็นคนฆ่าแม่ตัวเองอีกเนี่ยนะ…

 

มันเป็นความรู้สึกเหมือนโดนท้องฟ้าทั้งผืนถล่มลงมาทับใส่ แต่ข้าจะทำอย่างไรได้ นอกจากแบกท้องฟ้าทั้งผืนไว้บนบ่าแล้วก้าวเดินต่อไป แม้จะหนักหนาสาหัสราวกับร่างกายจะฉีกขาดก็ตาม

 

…มีแต่ต้องเดินหน้าต่อสินะ

 

ข้าหลับตาพรูลมหายใจยาวเหยียด ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว “...ทำไมต้องเป็นข้าด้วย”

 

“หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร” หญิงสาวเอียงคอหน้าตาย “เจ้าก็เห็นอยู่ พวกข้าออกจากป่ามรณะไม่ได้ ไม่สามารถไปเฮอร์เรนเดลได้ และอีกอย่าง…เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้พ่อหรือไง”

 

ข้ายกมือขึ้นมาจับสร้อยดาบที่สวมอยู่บนคออย่างเหม่อลอย ความจริงเรื่องแผนการปลิดชีพท่านแม่…มันอยู่ในหัวข้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

 

นางเป็นคนที่ข้ารักที่สุด แต่แม้ว่าข้าจะรักและผูกพันกับนางมากเพียงใด ความผิดที่นางทำไว้กับอาณาจักรเฮอร์เรนเดลและท่านพ่อ…ก็ทำให้นางไม่คู่ควรแก่การมีชีวิตต่อไปอีกแล้ว

 

“…ท่านพ่อเหมือนจะรู้วิธีกำจัดนาง” ข้าเม้มปากแน่น “วิญญาณของเขาบอกกับข้าไว้…ว่าอาวุธต้องคำสาปเป็นสิ่งเดียวที่ฆ่าท่านแม่ได้”

 

“อาวุธต้องคำสาปงั้นหรือ…” แววตาว่างเปล่าของเทียร่าเป็นประกายขึ้นมา สายตาจับจ้องไปที่สร้อยดาบข้าโดยอัตโนมัติ “มันก็ไม่น่าจะเป็นอย่างอื่น นอกจากดาบเล่มนี้”

 

แต่หากผลปรากฎว่าแม้แต่ดาบเล่มนี้ก็ฆ่านางไม่ได้…ข้าก็จนปัญญา มองไม่เห็นทางออกอีกแล้ว

 

“ศัตรูที่น่ากลัวไม่ได้มีแค่แม่เจ้า แต่ยังมีอดีตราชามังกรอย่างเธนเดอร์รัสด้วย” เทียร่ายกขวดเหล้าขึ้นดื่มอย่างปล่อยวางกับทุกสิ่ง “พลังของวาเรียสที่เจ้าเพิ่งเห็น…แม้มันจะมหาศาลมาก แต่ก็สู้เธนเดอร์รัสไม่ได้อยู่ดี”

 

เธนเดอร์รัสเป็นหนึ่งในราชาปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยมี เขามีชีวิตอยู่ในยุคบรรพกาลเนิ่นนานมาแล้ว ในสมัยที่ครองราชย์ เธนเดอร์รัสเป็นกษัตริย์ที่รักเผ่าปีศาจมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต่อต้านการเป็นพันธมิตรกับมนุษย์ เขาเห็นมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชั้นตํ่ากว่า เธนเดอร์รัสจึงพยายามปลุกระดมคนเพื่อจะบุกไปครอบครองแดนมนุษย์ เพราะเชื่อว่านี่จะเป็นการยกระดับเผ่าปีศาจให้เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

 

ทว่าปีศาจจำนวนมากกลับต่อต้านความคิดนี้อย่างรุนแรง พวกเขาไม่ต้องการไปยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ จึงได้เกิดสงครามนองเลือดขึ้นภายในเผ่าปีศาจ เธนเดอร์รัสคร่าชีวิตราษฎรตัวเองไปหลายหมื่นอย่างเลือดเย็น ทว่าตัวเองก็บาดเจ็บสาหัสชนิดที่ไม่อาจรักษาได้ ส่วนเหล่าปีศาจที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของเขา ก็ได้เก็บซากร่างกายของเขาเอาไว้ ซ่อนเร้นกายอย่างลับๆ แล้วแอบเฝ้ารอคอยวันที่มนุษย์จะมาขอทำพันธสัญญากับพวกเขาอย่างเงียบๆ

 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายพันปี...ในที่สุดบิดาของทราวิส กษัตริย์โนแอลก็ได้เปิดตำรามนตร์ดำโบราณ แล้วทำสัญญากับเธนเดอร์รัสและพวกพ้อง เพื่อขอยืมพลังในการทำลายอาณาจักรเฮอร์เรนเดลให้สิ้นซาก

 

การทำลายมนุษยชาติเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของเธนเดอร์รัสอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขารับปากพระราชาโนแอล แต่ด้วยความที่เป็นเพียงมังกรที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง พลังลดหายไปจนแทบไม่หลงเหลือ เป็นเหมือนเพียงซากศพที่ยังมีลมหายใจ เธนเดอร์รัสจึงอาศัยอยู่ได้ด้วยพลังอันมหาศาลของซาฟีร่า เรียกได้ว่าพลังทั้งหมดของมังกรตัวนั้น มาจากเวทมนตร์ที่ท่านแม่ใช้หล่อเลี้ยงเขา

 

ฉะนั้นหากจะกำจัดเธนเดอร์รัส...ก็ต้องสังหารท่านแม่เสียก่อน แล้วราชามังกรนั่นก็จะสิ้นพระชนม์ลงในที่สุด

 

เรื่องราวการฆ่าล้างอันยาวนานทั้งหมดนี้กลับยังคงสร้างหายนะมาถึงปัจจุบัน มันทำให้ข้าปวดหนึบในหัวใจไปหมด อยากจะระบายความอัดอั้นด้วยการโทษใครสักคนหนึ่ง แต่กลับไม่รู้จะโทษใครดี เธนเดอร์รัสก็มีเหตุผลในฐานะพระราชา ที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจะต้องศิโรราบต่อมนุษย์ที่อ่อนแอกว่าด้วย กษัตริย์โนแอลแห่งวอลธีเรียที่ข้าเกลียดแสนเกลียด แท้จริงแล้วสาเหตุที่เขากวาดล้างเฮอร์เรนเดล ก็เพื่อล้างแค้นให้บรรพบุรุษ เพราะเฮอร์เรนเดลเหยียบยํ่าพวกเขามานานกว่าศตวรรษ หรือหากจะโทษท่านแม่…ข้าก็ไม่รู้ว่านางทำเรื่องชั่วช้าขนาดนี้ไปเพื่ออะไร

 

ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลของมันเอง คนเลวมีเหตุผลให้ต้องทำเรื่องเลวทราม…แต่มันก็จะไม่มีวันลบล้างความผิดที่พวกเขากระทำได้อยู่ดี ฉะนั้นไม่ว่าท่านแม่จะทำเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปเพราะอะไร มันก็ไม่สามารถชดใช้ชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมายที่นางฆ่าไปได้ แม้ว่าในใจข้าจะอยากรู้มากก็ตาม…ว่าอะไรทำให้นางเปลี่ยนไปขนาดนี้ หรือว่าแท้จริงแล้ว ความดีต่างๆที่นางเคยทำมาทั้งหมด มันเป็นเพียงแค่การเสแสร้งกัน?

 

“วันที่ข้ากับทราวิสบุกเข้าไปช่วยเจฟฟ์จนต้องเสียแขนไปข้าง...เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงพอดี” ข้ากล่าว “ให้ข้าเดา สาเหตุที่เจ้าส่งฝูงมนุษย์หมาป่าออกไปลาดตระเวนในวันนั้น เป็นเพราะคืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นวันที่พลังของท่านแม่ลดลงมากที่สุด ใช่ไหม?”

 

ในเมื่อท่านแม่เป็นเจ้าของป่ามรณะ และมีอำนาจเหนือทุกสิ่งในที่แห่งนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่เทียร่าจะกล้าส่งปีศาจออกไปลาดตระเวนนอกปราสาท ไหนจะเรื่องที่พวกเขาตัดแขนลูกชายนางต่อหน้าต่อตา ทั้งที่โดนหยามเกียรติขนาดนี้ แต่ท่านแม่กลับไม่ปรากฎตัวออกมากำจัดพวกเขา สาเหตุมันจะเป็นเพราะอะไรไปได้อีก…หากไม่ใช่เพราะนั่นเป็นคืนที่พลังของนางลดลงเป็นพิเศษ จนไม่สามารถใช้มนตร์ดำได้

 

“เจ้าคาดเดาได้ถูกต้อง” เทียร่าเอ่ยเสียงนิ่ง สายตาเอาแต่จับจ้องขวดสุราในมือ “มนตร์ดำของนางจะอ่อนกำลังลงที่สุดในวันนั้น ฉะนั้นในทุกๆคืนจันทร์เต็มดวง เราจะส่งฝูงมนุษย์หมาป่าออกไปลาดตระเวนในป่ามรณะ เพื่อสืบหาแผนการของซาฟีร่า และในวันนั้นก็ได้จับตัวสุนัขรับใช้คนสนิทของนางมา หมายจะนำมาไต่สวนทรมาน…แต่พวกเจ้ากลับพยายามไปช่วยเขาเสียอย่างนั้น --เป็นไงล่ะ เจ้าก็เสียแขน ทราวิสก็เสียดวงตา คุ้มค่าหรือไม่”

 

นํ้าเสียงเย็นชาที่มีความขุ่นเคืองนั้นทำเอาข้าพูดไม่ออก จนถึงตอนนี้…หากจะบอกว่าข้าเสียใจที่วันนั้นช่วยเจฟฟ์ไว้ก็คงเป็นการโกหก แต่หากจะเอ่ยว่าดีใจที่สุดท้ายเขาก็ออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย…ก็พูดไม่ได้เต็มปากเช่นกัน

 

“อีกสามวันจะเป็นคืนเดือนมืด” เทียร่าเอ่ย ขณะเงยหน้ามองฟ้าที่มืดครึ้มหม่นหมอง เป็นสีเทาเกือบดำตลอดเวลา “มันจะเป็นคืนที่มนตร์ดำของซาฟีร่าแข็งแกร่งที่สุด…และนางก็กำลังเตรียมการจะมุ่งหน้าไปกวาดล้างวอลธีเรียในคืนนั้น”

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็อยากให้วอลธีเรียล่มสลาย แต่ถือว่าข้าขอร้องล่ะ” นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์เหมือนกับทราวิสหันมามองข้า พริบตานั้นสายตาเยือกเย็นว่างเปล่าก็อ่อนลง “หยุดนางให้ได้…ก่อนที่จะสายเกินไป”

 

เห็นแววตาที่เหมือนกำลังวิงวอนนั่น ก็ทำให้ข้าได้แต่หลับตาถอนหายใจ ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ควรมาฝากความหวังไว้กับข้า ตัวข้าจะไปฆ่านางได้อย่างไรกัน กระทั่งเทียร่าหรือปีศาจมากมายทั้งเผ่า กลับยังไม่สามารถโค่นล้มนางได้ แล้วนับประสาอะไรกับข้าที่เป็นเพียงมนุษย์พิการคนหนึ่งกัน

 

“ตอนสู้กับฮานาสก้า เจ้าเสียเปรียบหนักขนาดนั้น ซํ้ายังมีแขนเพียงข้างเดียว แต่เจ้าก็ยังเอาชนะนางมาได้” นางกล่าวเสียงหนักแน่น “ครั้งนี้…เจ้าก็ต้องทำได้เช่นกัน”

 

ข้าฝืนยกมุมปาก “งั้นหรือ”

 

แม้ตัวข้าจะรอดผ่านอันตรายมาได้มากมายเพราะโชคช่วย แต่ก็ไม่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่เป็นถึงแม่บังเกิดเกล้า…รู้สึกไม่มีแรงจะไปสู้อย่างบอกไม่ถูก

 

เทียร่าเหมือนกับได้ยินว่าข้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางกระตุกมุมปากนิดๆด้วยแววตาว่างเปล่า “ด้วยความที่เห็นว่าเจ้ารักมารดามาก ก่อนหน้านี้ข้าจึงพยายามบอกทราวิสให้อยู่ห่างจากเจ้าไว้ หรือไม่ก็รีบสังหารเจ้าซะ ก่อนที่เจ้าจะกลายเป็นพรรคพวกของซาฟีร่าไปเสียก่อน เพราะข้ากลัวว่าสุดท้ายแล้วเจ้าจะฆ่าเขา”

 

“แต่ตอนนี้ข้าก็พอจะเข้าใจแล้ว…ว่าเหตุใดทราวิสถึงรักเจ้ามากขนาดนั้น และเจ้าเองก็รักเขามากเช่นกัน”

 

ข้าลอบอมยิ้มนิดๆ แล้วหันไปถามนาง “องค์หญิงเทียร่า ข้าถามได้หรือไม่…ว่าเหตุใดที่ผ่านมาพระองค์ถึงต้องทำร้าย และกลั่นแกล้งทราวิสมาโดยตลอด ทั้งที่ความจริงแล้วพระองค์รักเขามาก เหมือนจะมากยิ่งกว่าชีวิตตัวเองด้วยซํ้า”

 

“…….” นางนิ่งงันไป ก่อนจะกรีดยิ้มแฝงนัยยะ “แล้วเจ้าคิดว่าที่ผ่านมา ทราวิสคอยกลั่นแกล้งเจ้าเพราะอะไรกันล่ะ”

 

ข้าเบิกตาขึ้น “เรื่องนั้น…”

 

“เจ้าคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทราวิสเลยสินะ” เทียร่าถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะเริ่มเล่า “เด็กคนนั้นน่ะ...เป็นทารกที่เกิดมาพร้อมกับคำสาปแช่ง”

 

“…คำสาปแช่ง?”

 

“ทันทีที่เสด็จแม่เริ่มตั้งครรภ์บุตรคนที่สาม บิดาของเราก็พลันกระอักเลือดแล้วสิ้นพระชนม์ลงอย่างปริศนา ตรวจสาเหตุโรคอย่างไรก็ไม่พบ และเก้าเดือนหลังจากนั้น เมื่อทราวิสถูกคลอดออกมาลืมตาดูโลก เสด็จแม่ก็พลันสิ้นพระชนม์ลงไปอีกคน ซํ้าในวันที่เขาเกิด ยังมีประชาชนชาววอลธีเรียนับหลายร้อยเสียชีวิตลงอย่างปริศนาเช่นกัน ตั้งแต่ที่ทราวิสเกิดมานั้นก็ได้เกิดอาเพศขึ้นมากมาย เป็นลางร้ายที่ใครๆต่างก็หวาดกลัว --เหล่าขุนนางต่างเห็นพ้องกันว่า…เขาเป็นตัวนำหายนะมาสู่อาณาจักร”

 

“……..”

 

“แต่เพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย เบื้องบนจึงไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้ประชาชนรับรู้ ทว่าก็เป็นที่ทราบกันดีในวัง ว่าทราวิสเป็นองค์ชายที่นำภัยร้ายมาสู่บ้านเมือง…และคู่ควรแก่การถูกกำจัด ตัวเขาไม่ต่างจากปีศาจร้ายในสายตาคนเหล่านั้น” นางยกขวดเหล้าขึ้นซดด้วยรอยยิ้มขื่นขม “เจ้าไม่เคยสังเกตหรือ เวลาทราวิสไปไหน เขาไม่เคยมีอัศวินคอยอารักขาเลยสักคน แต่มีเพียงองครักษ์ทั่วๆไปเท่านั้น นั่นเพราะไม่ว่าใครก็ไม่อยากอารักขาเขา”

 

แววตาข้าวูบไหว จริงอยู่ที่ข้าเคยรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน ทราวิสก็มีแต่องครักษ์เฝ้ายามธรรมดาคอยติดตาม แทนที่จะเป็นอัศวินระดับอย่างที่ควรจะเป็น แต่ข้าก็ไม่เคยคิดเลยว่า…มันจะเป็นเพราะเหตุนี้

 

องค์ชายทราวิสผู้หยิ่งยโสและรังแกข้าสารพัดคนนั้น…แท้จริงแล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ใจมาตลอดเลยงั้นหรือ

 

“เราสามพี่น้องรัชทายาทแห่งวอลธีเรีย ไม่มีใครได้เติบโตมาอย่างมีความสุขสักคน ตั้งแต่เด็กก็มีเรื่องลำบากใจกันไปคนละแบบ ต่างฝ่ายต่างก็เก็บปัญหาไว้กับตัวเอง ไม่เคยคิดเปิดใจให้กัน” นางแค่นยิ้ม “แต่เมื่อข้าออกมาจากตรงนั้น…อย่างน้อยมันก็ลดความลำบากใจให้เนวิลล์กับทราวิสได้เยอะ”

 

“พระองค์ไม่คิดจะกลับไปวอลธีเรียบ้างหรือ”

 

“ที่นั่นไม่เหมาะกับข้า…แล้วข้าจะกลับไปทำไมกันล่ะ” นางหัวเราะในลำคอนิดๆ พลางหันไปลูบศีรษะงูดำบนไหล่อย่างรักใคร่ “อยู่ที่นี่ แม้จะยังมีปีศาจบางกลุ่มที่ไม่ชอบมนุษย์อย่างข้านัก…แต่มันก็ทำให้ข้ามีอิสระ ได้พบเจอกับรักแท้ ได้มีครอบครัวเป็นของตัวเอง ได้รับความสุขที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน”

 

กล่าวถึงความสุข ข้าเองก็ไม่รู้ว่าหากฆ่าท่านแม่ได้จริงๆ…หลังจากนั้นข้าจะมีความสุขหรือไม่ มันใช่สิ่งที่ข้าต้องการจริงๆหรือ?

 

ทว่าคิดไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ข้าจึงเอ่ยเรื่องอื่นขึ้นมาแทน “เงื่อนไขตอนที่ข้าทำพันธสัญญากับฮานาสก้า นั่นก็คือเผ่าปีศาจต้องทำตามคำขอของข้าสองอย่าง ตอนนี้…ถึงเวลาที่ข้าจะทวงสิทธิ์นั่นแล้ว”

 

เทียร่ายกขวดเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง แต่กลับไม่มีท่าทีจะเมาสักนิด “บอกสิ่งที่เจ้าต้องการมา”

 

“ข้อแรก เกี่ยวกับแผนการสังหารท่านแม่และเธนเดอร์รัส ข้าจำเป็นต้องหารือกับปีศาจทั้งเผ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ และต้องการความร่วมมือจากทุกคน”

 

“แล้วเงื่อนไขที่สองล่ะ”

 

“ไว้ข้าจะบอกทีหลัง” ข้าล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบลูกแก้วสื่อสารสีฟ้าออกมา “ข้าคิดว่า…พระองค์คงอยากได้สิ่งนี้”

 

เทียร่าชะงักไปครั้นได้เห็นสิ่งนั้น ข้าโยนลูกแก้วขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่มันจะระเบิดจนเกิดควันสีขาวลอยฟุ้ง แล้วควันเหล่านั้นก็ค่อยๆหลอมรวมเป็นภาพของชายคนหนึ่ง ที่มีสภาพอิดโรยเหมือนเพิ่งผ่านสนามรบมา ใบหน้าซีดเหมือนคนเป็นโรค เขาหอบหายใจรุนแรงอย่างเหน็ดเหนื่อย บนชุดเกราะสีทองเต็มไปด้วยคราบเลือดสีดำ ชายหนุ่มคนนั้นทิ้งตัวนั่งลงอย่างหมดแรง ราวกับไม่เหลือแรงจะยกดาบในมือแล้ว

 

แววตาที่ว่างเปล่าเหมือนศพเดินได้ของเทียร่าทอประกายขึ้นมา นางอํ้าอึ้งจนกล่าวอะไรไม่ได้ไปชั่วขณะ กระทั่งเจ้างูที่เกาะอยู่บนไหล่นางก็ชะงักไป ข้าจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเสียงเครียด “องค์ชายเนวิลล์ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

 

อีกฝ่ายชะงักไป ครั้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นข้าก็เบิกตาขึ้น “เกรโนเวอร์! ในที่สุดเจ้าก็ติดต่อมา ตอนนี้ปีศาจมากมายหลั่งไหลเข้ามาเข่นฆ่าผู้คนในวอลธีเรียอย่างไม่มีสิ้นสุด กำแพงเวทมนตร์ของพ่อมดฮิวโก้เองก็เริ่มจะพังทลายลงมา เขาจึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วมุ่งหน้าไปป่ามรณะ เพื่อจะไปกำจัดแม่มดที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดนี้ แต่เขาต้องต่อสู้กับปีศาจมากมายตลอดทาง…เกรงว่าคงใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปถึง”

 

องค์ชายเนวิลล์ทั้งเหนื่อยล้าและอัดอั้น เขารีบเอ่ยทุกอย่างให้ฟังอย่างไม่รีรอ ราวกับกลัวว่าข้าจะหายไปเสียก่อน ข้าที่ได้ฟังก็ย่นคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจ --ฮิวโก้นี่ช่างดื้อด้านเสียจริง ทั้งที่รู้ว่าเวทมนตร์ของตัวเองมันใช้ไม่ได้ในป่ามรณะ แต่ก็ยังดั้นด้นจะมาให้ได้ ป่านนี้เขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ผู้คนบริสุทธิ์ในวอลธีเรียเองก็กำลังล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในทุกวัน มีคนตายเพิ่มขึ้นในทุกนาที หากไม่รีบไปหยุดท่านแม่ก่อนถึงคืนเดือนมืด…ก็เกรงว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้

 

“ขอบคุณองค์ชายที่บอก” ข้าเม้มปากแน่น ถอนหายใจด้วยใจที่หนักอึ้ง “ทางนี้ทราวิสยังปลอดภัยดี พระองค์วางใจได้”

 

ทว่าสายตาขององค์ชายเนวิลล์กลับเลื่อนไปยังหญิงสาวข้างกายข้า เขาชะงักแน่นิ่งไปทันที ราวกับตัวเองกำลังเห็นภาพหลอน เขาค่อยๆยื่นมือสั่นเทาออกมา ทว่ากลับหยุดตัวเองไว้ เหมือนกลัวว่าหากสัมผัสแล้ว…ภาพมายานี้จะสลายไป

 

“เทียร่า” เนิ่นนานกว่าเขาจะเอ่ยชื่อน้องสาวออกมาได้ “…ใช่เจ้าจริงๆหรือ”

 

นางนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะยกมุมปากด้วยแววตาขื่นขม เหมือนนางไม่กล้าสู้หน้าเขา “ข้าเอง”

 

“โตขึ้นเป็นกองเลยนะ” องค์ชายเนวิลล์เหมือนจะยิ้ม แต่แววตาเขากลับแดงกํ่า เขามองเทียร่าสลับกับข้าไปมา แล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าข้าไม่ได้คิดจะฆ่านางอีกแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า

 

“เจ้าไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้จริงๆด้วย” เขาผลิยิ้ม “ไม่เสียแรงที่ข้าเชื่อมาตลอด…ว่าน้องสาวข้าไม่ใช่คนเลว”

 

เทียร่าก้มหน้าลงจนไม่สามารถเห็นสีหน้าของนางได้ ก่อนที่นางจะยกมือขึ้นมาโบกทีหนึ่ง ทำให้ข้าหายไปจากตรงนั้น รู้ตัวอีกทีก็มาปรากฎอยู่ในห้องนอนในปราสาทอีกแล้ว

 

ข้าได้แต่ส่ายหัวไปมายิ้มๆ นางคงจะอยากคุยกับพี่ชายที่ไม่ได้เห็นมานานเป็นการส่วนตัว เผ่าปีศาจไม่สามารถติดต่อกับโลกมนุษย์ได้ นอกเสียจากจะเป็นการทำพันธสัญญา เทียร่าจึงไม่ได้มีโอกาสติดต่อกับพี่และน้องชายที่วอลธีเรียเลยสักครั้ง ข้ามานึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกแก้ววิเศษเม็ดสุดท้ายของฮิวโก้อยู่ ไม่คิดเลยว่ามันจะมีประโยชน์ในตอนนี้

 

ข้าชะงักไปครั้นเห็นทราวิสนั่งอยู่บนเตียง พร้อมกับอลิซาเบธที่นอนอยู่ใต้เตียง ครั้นรู้สึกได้ว่าข้ากลับมาแล้ว ทราวิสก็พลันเงยหน้าขึ้นมาทันใด ในแววตาที่มืดบอดไปข้างหนึ่งเหมือนจะอยากเอ่ยอะไรออกมา พยายามเลือกถ้อยคำที่ดีที่สุด

 

‘หมับ!’

 

ทว่าก่อนที่คำพูดเหล่านั้นจะถูกเอื้อนเอ่ยออกมา ข้าก็เข้าไปใช้แขนข้างเดียวสวมกอดเขาไว้ พิงศีรษะบนแผ่นอกของอีกฝ่ายอย่างอ่อนล้า ทราวิสค่อยๆยกวงแขนขึ้นกอดตอบ ความอบอุ่นจากร่างกายและกลิ่นหอมของเขาทำให้ข้าหลับตาลง ซึมซับไออุ่นเหล่านั้นเข้าไปในหัวใจ

 

“อยู่กับข้า…เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งแล้วนะ” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ฝ่ามือลูบกลุ่มผมข้าไปมาอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”

 

เพียงเท่านั้น ข้าก็แทบจะหลอมละลายไปในอ้อมกอดอีกฝ่าย หลับตาฟังเสียงจังหวะหัวใจของเขา ทราวิสกอดข้าไว้แนบแน่น ลูบศีรษะข้าเป็นจังหวะชวนกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา ราวกับแสงตะวันอ่อนโยนส่องเข้ามาโลมเลียหัวใจที่มืดมน ข้าซุกเข้าไปในอกเขาด้วยแววตาเจ็บปวด ในขณะที่ทราวิสเองก็โศกเศร้าไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ที่ผ่านมาเราสองคนต้องเจอแต่อุปสรรคใหญ่หลวงมากมาย…เมื่อไหร่กัน ที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที

 

ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆเอ่ยออกมา แค่อ้อมกอดที่มอบให้กันและกันก็เกินพอแล้ว เรากอดกันอย่างนั้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่ข้าจะเอ่ยขึ้น “เย็นวันนี้…ข้าจะไปเฮอร์เรนเดล”

 

ทราวิสพยักหน้า “ข้าจะไปกับเจ้า”

 

“ไม่ เทียร่าไม่ยอมให้เจ้าไปแน่”

 

“ใช่ ทันทีที่ข้าบอกว่าจะไป นางเกือบจับข้าไปขังไว้แล้วด้วยซํ้า” ทราวิสร้องเหอะในลำคอ ฝ่ามือยังคงลูบศีรษะข้าต่อไป “แต่ไม่มีอะไรมาขัดขวางข้าไม่ให้ไปกับเจ้าได้…นอกเสียจากความตายเท่านั้น ข้าจึงท้าให้นางฆ่าข้าทิ้งซะ สุดท้ายนางก็ทนความดื้อด้านของข้าไม่ไหว ยอมปล่อยให้ข้าทำตามใจตัวเองแต่โดยดี”

 

“ข้าเห็นด้วยกับนาง” ข้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่าย ย่นคิ้วนิดๆอย่างไม่พอใจ “เจ้าไม่ควรไปเสี่ยง…ข้าไม่อยากเห็นแม่ตัวเองทำร้ายเจ้าหรอกนะ”

 

“ข้าเป็นรัชทายาทลำดับที่สองแห่งอาณาจักรวอลธีเรีย ตอนนี้บ้านเกิดและราษฎรของข้ากำลังจะถูกกวาดล้าง ประชาชนกำลังล้มตายไปเรื่อยๆทุกวัน มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะหยุดยั้งเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ มังกรเธนเดอร์รัสนั่นก็ถูกพ่อข้าอัญเชิญมา ข้าในฐานะโอรสของเขาจะสะสางหายนะที่เขาก่อไว้เอง” เขากล่าวเสียงหนักแน่นเย็นชา คว้ามือข้าไปจับไว้แน่น “ข้ายอมไปตายกับเจ้า…ดีกว่านั่งโง่ๆอยู่ที่นี่โดยไม่ได้ทำอะไรเลย”

 

ข้ามองแววตาที่กร้าวแข็งนั่นแล้วได้แต่ถอนหายใจ เห็นทีคงต้องให้เทียร่าใช้มนตร์ดำให้ทราวิสหลับไปซะ หรือไม่ก็ขังเขาไว้อย่างแน่นหนา อย่าให้ออกไปกับข้าโดยเด็ดขาด

 

ทว่าทันใดนั้นเจ้าสุนัขปีศาจก็ปีนขึ้นมาบนตักข้า แววตาสีแดงกลมใสของมันทอประกายเศร้าหมอง สีหน้าของมันในตอนนี้ช่างดูอ่อนแอต่างจากใบหน้าดุร้ายของมัน อลิซาเบธใช้ศีรษะถูไถตัวข้าอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

ทราวิสตวัดสายตาแข็งกร้าวไปมองมันอย่างไม่พอใจ แทบจะปัดมันออกจากตักข้าอย่างรังเกียจ “ที่ผ่านมาเจ้าเป็นพรรคพวกของซาฟีร่ามาโดยตลอด ยังมีสิทธิ์อะไรมาออดอ้อนเจเดนอีก!? ไสหัวไป!”

 

อลิซาเบธสะดุ้งโหยง ค่อยๆคลานออกไปจากตักข้าอย่างหดหู่ ก่อนจะถูกข้าจับหางไว้ก่อน

 

“เจ้าเองก็อยากไปเฮอร์เรนเดลกับข้าด้วยหรอ” ข้าหรี่ตามองมัน เจ้าสุนัขปีศาจพยักหน้ารัวๆทันที เห็นเช่นนั้นข้าก็ได้แต่ถอนหายใจ พลางวางมือลงบนศีรษะมัน “ตามใจเจ้า…รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน เพราะต่อจากนี้เราอาจไม่ได้เป็นพันธมิตรกันอีกแล้ว”

 

อย่างไรเสียอลิซาเบธก็เป็นทาสรับใช้ของท่านแม่ มันไม่อาจฝ่าฝืนคำสั่งนางได้ แต่เพราะเห็นว่าที่ผ่านมามันก็คอยช่วยเหลือเรามาโดยตลอด ข้าก็ไม่ได้คิดถือสาอะไรมันนัก ทราวิสถึงจะขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในปราสาทของเทียร่า เขาก็คอยปกป้องอลิซาเบธและสั่งห้ามไม่ให้เหล่าปีศาจทำร้ายมัน อลิซาเบธที่เห็นว่าเราไม่มีท่าทีโกรธเกลียดมันก็ชะงักไป มันจ้องข้าอย่างเลื่อนลอยเป็นเวลาเนิ่นนาน ก่อนจะเดินกลับไปนอนใต้เตียงอีกครั้ง

 

ข้าสูดหายใจเข้าเต็มปอด ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น --อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป ขอเพียงให้ทราวิส อลิซาเบธ รวมทั้งพวกพ้องทั้งหลายของข้าปลอดภัย…และฆ่าท่านแม่ได้ก็เป็นพอ

 

 

TBC.

 

 

TALK : 2

ตอนนี้เคลียร์ปม ตอนหน้าเริ่มบู๊เลือดสาดแล้วนะ! สาดแบบสาดจริงๆ5555 และก็จะเป็นตอนที่โคตรยาวเช่นกัน เกียมตัวเกียมใจและทิชชู่(?)ไว้ให้ดี และเนื่องจากเนื้อเรื่องเข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว เราจะรีบมาอัพเพื่อความต่อเนื่องนะฮะ! ヾ(*´∀`*)ノ

เรื่องปมในอดีตของวิสซี่ เราเคยสปอยไว้ในตอนที่ 17 : พันธสัญญาตัดสินชะตาชีวิต โดยทราวิสกำลังพูดกับเทียร่าว่า

“ตลอดชั่วชีวิตขององค์ชายทราวิสแห่งอาณาจักรวอลธีเรีย สิ่งที่ข้าเสียใจมากที่สุด ไม่ใช่การถูกใครๆกล่าวขานว่าเป็นองค์ชายที่นำภัยร้ายมาสู่บ้านเมือง หากแต่เป็นการเกิดเป็นน้องชายของเจ้า --เทียร่า”

มองเผินๆอาจจะไม่มีอะไรแอบแฝง แต่เราได้แอบใบ้ไว้ในนั้นแล้ว ว่าทราวิสถูกกล่าวหาว่านำภัยมาสู่อาณาจักรจริงๆ และเกือบจะถูกคนในวังฆ่าไปแล้วหลายครั้งด้วย ที่ผ่านมาน้องเองก็เจ็บปวดมามากเหมือนกัน ชีวิตของน้องจะถูกเฉลยอย่างละเอียดในอนาคตแน่นอน ตั้งตารอได้เลยฮับ! ლ(╹◡╹ლ)

Antonio J. Manzanedo - White Dragon.
ภาพประกอบมังกือเผือก

TALK : 1

เอาล่ะ มาย้อนความทรงจำกันนิดนึง อันที่จริงในตอนที่ 12 : บททดสอบของทายาทคนสุดท้าย มีอสูรตนหนึ่ง(ที่เป็นบริวารของซาฟีร่า)ได้บอกใบ้กับเจเดนไว้ ว่าอีกไม่นานน้องจะโดนหักหลัง

อสูรตนหนึ่งยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใดตนถึงต้องมาฟังเรื่องชีวิตส่วนตัวของข้า และยังมีท่าทีไม่ไว้ใจว่าข้าจะทำอะไรต่อไป ในขณะที่อีกตนเหมือนจะถูกข้ากระชากเข้าไปในวังวนความคิดไปแล้ว “ในเมื่อเจ้าไม่เคยได้รับความรัก...นั่นเท่ากับว่าเจ้าไม่เคยได้เจอการหักหลัง” เขากล่าว“ตราบชั่วชีวิตของคนเรา...คงไม่มีอะไรทรมานไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว แต่อีกไม่นานเกินรอ เจ้าก็จะได้ประสบพบเจอมัน

อสูรตนนี้รู้อยู่แก่ใจว่านายหญิงของมันเป็นใคร เมื่อได้เห็นว่าเจเดนดูรักแม่มากแค่ไหน ก็รู้สึกสงสารขึ้นมา แล้วพูดขึ้นลอยๆว่าวันหนึ่งเจเดนจะต้องถูกหักหลัง (โดยแม่ตัวเอง)

 

ส่วนฉากต่างๆที่เจเดนฝันเห็น ไม่ว่าจะเป็นตอนซาฟีร่าถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวแล้วขอให้ช่วย หรือตอนเทียร่าเข้าไปคุยกับวิสซี่ ทั้งสองความฝันนี้ต่างก็เป็นภาพปลอมๆที่ซาฟีร่าสร้างขึ้นมา ทุกประโยคที่เจเดนได้ยินในทั้งสองความฝันนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งหมดค่ะ

 

ในตอนที่ 14 : ขอเพียงเรามีกันและกัน ฉากที่เจเดนกำลังคุยกับร่างแยกของอลิซาเบธ

“ช่างเถอะ นั่นไม่ได้สำคัญ หลายวันมานี้ข้าเก็บเรื่องของเทียร่ามาคิดๆดู มันมีอะไรหลายอย่างไม่ชอบมาพากล...และหลายอย่างก็ไม่สมเหตุสมผล” ข้าชะงักมือที่กำลังใช้มีด สายตาที่มักแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า “แต่มันคงไม่ใช่เป็นอย่างที่ข้าคิดหรอก นั่นไม่มีทางเป็นจริง...และไม่มีวันเป็นไปได้

อนาสตาเซียที่กำลังนั่งเลียไข่นิ่งงันไปทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าของมันมองข้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก และเมื่อพิศเพ่งลงไป...จะพบว่าภายใต้ดวงตาดุร้ายคู่นั้นมีความโศกแฝงอยู่ คล้ายกับว่าเข้าใจในสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆก็ตาม

ในตอนนี้เจเดนกำลังคิดว่าบางทีเรื่องทั้งหมดอาจเป็นฝีมือของแม่ตัวเอง แล้วนางก็โยนความผิดไปใส่ร้ายป้ายสีเทียร่าแทน เลยพูดกับตัวเองว่า 'ไม่ใช่เป็นอย่างที่ข้าคิดหรอก นั่นไม่มีทางเป็นจริง' อนาสตาเซียได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจ ว่าเจเดนคงกำลังสงสัยซาฟีร่าอยู่ เลยทำหน้าเศร้าๆอย่างสงสาร...เพราะมันคือความจริง

 

และเกี่ยวกับเรื่องเผ่ามังกรถูกฆ่า เราก็ได้แอบบอกใบ้ไว้ในตอนที่ 17 : พันธสัญญาตัดสินชะตาชีวิตแล้วนะฮะ อ้างอิงจากคำพูดที่ซาฟีร่าเคยเล่าให้เจเดนในวัยเด็ก

'ไม่มีใครรู้วิธีสังหารมังกรหรอกนะจ๊ะ โดยเฉพาะราชามังกรอย่างเธนเดอร์รัส' ท่านแม่ตอบหลังจากที่เงียบไปสักพัก แววตาของนางว่างเปล่าครั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม 'แต่ในคืนที่เฮอร์เรนเดลถูกกวาดล้าง...มีคนพบเห็นเธนเดอร์รัสสั่งให้มังกรทั้งหลายกวาดล้างสังหารพวกเรา ทว่ามังกรเหล่านั้นกลับต่อต้านและไม่ฟังคำสั่ง เธนเดอร์รัสจึงสังหารพวกมันทั้งหมด จนตอนนี้...เรียกได้ว่าเผ่าพันธุ์มังกรแทบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว'

 

และก็หลังจากที่เจเดนกับฮานาสก้าสู้กันเสร็จ เจ๊ฮานาสก้าก็ไปหาเจเดนที่ห้อง ในตอนที่ 17 : กายและใจที่สอดประสาน

ฮานาสก้าจ้องเข้ามาในตาข้าสักพัก ก่อนจะถอนหายใจแรงออกมา แล้วผลักศีรษะข้าให้ทิ่มลงไปกระแทกใส่หมอนอย่างไม่เป็นท่า

“สักวันหนึ่ง ความสอดรู้เกินไปจะนำหายนะมาสู่เจ้า” นางพ่นควันยาสูบออกมาด้วยแววตาเย็นชา

^ประโยคนี้ฮานาสก้ากำลังเตือนเจเดนด้วยความหวังดี ว่าหากเอาแต่คิดและสังเกตมากเกินไป ก็จะได้พบความจริงที่ว่าแม่ตัวเองทำเรื่องชั่วช้าขนาดไหนลงไป ซึ่งเจเดนก็คงไม่อยากจะรู้ เจ๊เลยพูดประมาณว่าเลิกสงสัยเถอะ เพราะเดี๋ยวจะเจ็บเปล่าๆ แต่ความจริงเจเดนก็สงสัยแม่ตัวเองมาได้สักพักหนึ่งแล้ว

 

ถ้ารีดๆอ่านกลับไปอ่านเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นซํ้าอีกครั้ง ก็จะเก็ทยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมีคำใบ้มากมายที่แอบใส่ไว้ในหลายๆตอน ซึ่งมีเยอะมากจนย้อนได้ไม่หมด5555 รายละเอียดเยอะจริงๆ

แต่งตอนนี้เสร็จ รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ฮู้วว ในที่สุดก็ได้เฉลยปมนี้ซะที! ถึงจะยังมีเรื่องบางอย่างที่ยังไม่ได้เฉลยก็เถอะ แต่เดี๋ยวก็จะได้รู้กันเร็วๆนี้เด้อ~

อ่านกันมาจนถึงตอนนี้ คิดว่าคนอ่านทั้งหลายคงจะทราบกัน ว่าแม้เรื่องนี้จะเกี่ยวกับความรักของเจเดนทราวิส แต่แท้จริงแล้วมันแฝงไปด้วยความรักหลากหลายรูปแบบ รักระหว่างแม่ลูก รักระหว่างพี่น้อง มิตรภาพ ความบาดหมาง มันเป็นเรื่องราวชีวิตที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของชายที่ชื่อเจเดน เกรโนเวอร์ และในวันนี้...เขาก็ได้รู้จักกับสิ่งใหม่ที่เรียกว่า 'การหักหลัง'

ตอนนี้ไม่จัดว่าดราม่า แต่เราสามารถพูดได้ว่า ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เจดี้วิสซี่จะไม่ได้มีความสุขอีกแล้ว(แค่กๆ--) เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป เด็กๆทั้งสองคนจะได้มีความสุขเสียทีหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไปค่า (づ ̄ ³ ̄)づ

หลายคนเดาถูกด้วยล่ะว่าซาฟีร่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด งื้อออ ยินดีด้วยนะค้า เรานี่ตื่นเต้นมากตอนเห็นรีดๆวิเคราะห์กัน รู้สึกคันปากยุบยิบ อยากจะเฉลยเป็นบ้า ตอนนี้ก็ได้เฉลยแล้ว5555

ปล. ใครว่าชีวิตเจเดนอนาถมากพอแล้ว ยังค่ะ ชีวิตน้องยังอนาถได้กว่านี้อีก55555555 แอ่ก//โดนถีบ

Silver wedding halo Silver hair vine Rhinestone wedding silver
อิมเมจควีนเทียร่าฮะ! (๑╹∀╹๑)

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ

I purple you เสมอค่า (◕‿◕✿)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 164 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1019 Mvis. (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 01:14
    ชีวิตเจเดน หนักกว่านี้มีอีกไหม;——-;
    #1,019
    0
  2. #974 journeysmf (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 17:59
    กระจ่างหมดแล้ว ยกเว้นแม่ทำไปทำไม?!?!
    #974
    0
  3. #970 FON403 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 20:39
    ทำไมแม่ทำงี้อ่ะ ไม่เข้าใจ
    #970
    0
  4. #955 PlengPGK (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 08:43
    จุกเหมือนกันนะเนี่ย เคยแอบคิดเหมือนเจเดน แต่พอมารู้จริงๆแล้วก็แบบ;-; เข้าใจความรู้สึกเจเดนเลยอะ คนที่รักและไว้ใจมาตลอด แต่ความจริงกับพลิกไปหมดเลย รู้สึกผิดกับเทียร่าเลยㅠㅠ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะ
    #955
    0
  5. #877 REALIES (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 12:05
    แทบรอฉากเจเดนเจอกับซาฟีร่าแทบไม่ไหวแล้วค่ะ!!!!!

    ความจริงที่ตีแสกหน้ามันเหลือจะเชื่อจริงๆ ความรักและภักดีทั้งชีวิตของเจเดนจะไร้ความหมายจริงๆเหรอ? แล้วความรักของคนเป็นแม่ที่มีให้เจเดนของซาฟีร่าจะเป็นเพียงสิ่งหลอกตาแค่นั้น??? ไหนจะแรงจูงใจของซาฟีร่าที่ทำลงไปทุกอย่างนี้อีก? มีแต่เรื่องที่อยากรู้เต็มไปหมดเลยค่ะ เพราะงั้นขอเป็นกำลังใจขอให้ไรท์เตอร์มาต่อไวๆด้วยนะคะ อยากรู้มิไหวแน้วววว~ ><

    ขอบคุณมากสำหรับความสนุกสนานเข้มข้นในทุกบททุกตอน เป็นงานเขียนที่รู้สึกได้ว่าไรท์เตอร์ทุ่มพลังในการถ่ายทอดเรื่องราวแบบเต็มที่จริงๆ ขอบคุณมากนะคะที่สร้างสรรค์งานเขียนที่ดีงามได้ออกมาเลอค่าขนาดนี้...รอติดตามตอนต่อไปและเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ ^^
    #877
    0
  6. #876 Eutopia1812 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 16:03
    แงงง สงสารทุกคนเลย เอาใจช่วยทุกคนเลยนะ;-; ปล.สนุกมากเลยค่ะไรท์ แง ไรท์เก่งมากเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ💜
    #876
    0
  7. #872 109bose (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 00:47
    สนุกมากเลยค่ะ
    #872
    0
  8. #871 bjamm (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 10:40
    อมกกกกกกกสาหัสมากค่ะซิส
    #871
    0
  9. #870 Genus_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 11:21
    เจ้มจ้นมากกกก ตอนหน้าบู๊แหลกแน่นวล
    #870
    0
  10. #869 0961603450 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 08:51

    สงสารทุกคนเลยอ่ะ
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #869
    0
  11. #868 ไอ้บ้าเอ้ยยย (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:38
    สงสารทุกคนเลยอะต่างคนต่างทีเรื่องทุกข์ใจกันหมดเลย อยากรู้สาเหตุที่ซาฟีร่าทำแบบนี้ลงไปจริงๆนะ ฮือ เจเดนจะได้แขนคืนไหม แล้วทราวิสจะได้ตาคืนด้วยหรือป่าว หวังว่าซาฟีร่าจะไม่ใจร้ายเกินไปนะㅜㅜ สู้ๆนะเจเดนทราวิส อลิซาเบธ คุณไรท์ก็สู้ๆนะคะ
    #868
    0
  12. #867 bomza2528 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 22:24
    หนักใจแทนเจเดนสุดๆอะแบบมันเลือกไม่ได้มันมีแต่ต้องทำอย่างเดียวอ่าไม่งั้นความเสียหายจะยิ่งกว่าตอนนี้ยังไงก็สู้ๆนะเจเดน^^
    #867
    0
  13. #866 vVv-Tae (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 01:13
    เจเดนจะได้แขนคืนมั้ยคะ จะสู้กับแม่ได้จริงๆหรือคะเจเดนรักแม่มากและก็ต้องรุ้สึกผิดที่ต้องฆ่าแม่แน่ๆเลย ยังไงก้สู้ๆนะคะ
    #866
    0
  14. #865 thanyalaktosem (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 07:34

    เชียร์เจเดนสุดใจแล้วตอนนี้
    #865
    0
  15. #864 Auna_unicorn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 06:46
    ฮือออ ไม่อยากให้เจเดนฆ่าแม่เลย
    #864
    0
  16. #862 poramphai (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 23:59
    เจเดนจะทำได้ไหมถึงจะเสียแต่เจเดนก็รักแม่มากนะ

    ฮือออ ปวดใจได้กว่านี้สินะ
    #862
    0
  17. #861 RUbeluga (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 21:46
    เห็นคำว่าตอนยาวๆของไรท์แล้วมันชื่นใจจริงๆเลย55555 แล้วก็คำใบ้ที่ไรท์เคยใส่ไว้ตอนก่อนๆ อินี่ไม่เคยสังเกตเลยซักอันแงงงง
    #861
    0
  18. #860 Reawrang (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 21:02
    ฮืออออเศร้ามากอ่ะ ตอนหน้าเกียมทิชชู่รอเลยค่ะ
    #860
    0
  19. #859 Ver_a (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 17:44
    ประโยคสุดท้ายน่าเศร้า ตลกมังกือ555555555
    #859
    0
  20. #858 jhsv18 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 17:35
    สงสารทุกคนเลยค่ะTT
    #858
    0
  21. #857 n_tea (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 17:03
    สงสารเจเดนมากอ่ะที่ต้องมารู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดมาจากแม่ตัวเอง ความรู้สึกมันแบบแล้วที่แม่ทำดีกับเราบอกว่ารักเฮอร์เรนเดลนักหนามาตลอดมันเป็นเรื่องโกหกทั้งหมดเลยหรอ
    #857
    0
  22. #856 bomza2528 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 23:41
    หนักหนาสาหัสเลยนะเนียลองคิดกลับส่าว่าเป็นเราเจอเรื่องแบบนี้สิคงแบบตายดีกว่าอยู่เลยอ่าสงสารจริงๆจากใจเลยเจเดนต้องถึกขนาดไหนเนียว่สก็ว่าเถอะเราก็อยากให้เจเดนกะทราวิสมีความสุขกันนะแบบเจอเรื่องแต่ละเรื่องคือแบบเกินต้านจริงๆ
    #856
    0
  23. #853 109bose (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 18:03
    โถ่ เจเดนน สงสารเทียร่าเหมือนกันนะ เป็นแพะเฉลยเลย งั้นทำไมแม่ซาฟีร่าต้องบอกให้เจเดนรักบ้านเกิดด้วยนะ
    #853
    0
  24. #851 Klimy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 01:47
    โอโห เจเดนไหวมั้ยเนี่ย การถูกคนที่เชื่อใจที่สุดหักหลังมันรู้สึกแย่แบบนี้เองสินะ รู้สึกได้ผ่านตัวอักษรเลยค่ะ(ᗒᗣᗕ)՞ ไรท์สู้ๆ นะ♡︎♡︎♡︎
    #851
    0
  25. #847 Genus_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 01:26
    ปวดหนึบตรงหัวใจมากๆค่ะㅠㅠ
    #847
    0