JustLoJae

ตอนที่ 2 : [OS](LxJ): Eyesight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ธ.ค. 60

[OS](LxJ):  Eyesight

Warning: 0% Reality, 100% Imagine

 

 

 

 

... เพราะผมไม่ได้อยู่ในระดับสายตา เราสองคนจึงไม่เคยมองเห็นกัน....

 

 

 

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ริมระเบียงชั้นสอง ทอดสายตามองสนามฟุตบอลของโรงเรียนอย่างเคย

เจ็ดโมงครึ่ง แดดเริ่มร้อน ทว่าคนยี่สิบสองคนในสนามนั่นยังวิ่งไปมาไม่หยุด

คนตัวเล็กที่เปียกเหงื่อคนนั้นหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อสามารถแย่งลูกจากฝ่ายตรงข้ามได้

รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้านั้นทำให้วันของผมเริ่มต้นอย่างสดใส

ผมไม่ถนัดกีฬาแต่ชอบฟุตบอลมาก เลยมานั่งดูทีมโรงเรียนฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ

แล้วเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่จุดโฟกัสสายตาเปลี่ยนจากลูกกลมๆที่ลอยไปมา

เป็นคนที่วิ่งในสนามแทน

 

เขาชื่อ ยูยองแจ

 

กองหน้าตัวเก่งของทีมฟุตบอลโรงเรียน

แม้จะตัวเล็กนิดเดียวแต่กลับวิ่งเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ผิดกับผมที่ตัวโตจนเพื่อนล้อว่าเป็นยักษ์ไททัน

ทว่าเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าจนนึกรำคาญตัวเอง

 

 

ดวงอาทิตย์ลอยสูง เสียงรอบข้างเริ่มดังจอแจ 

โค้ชเรียกคนในสนามให้มารวมตัวกันก่อนแยกย้าย

เป็นอันสิ้นสุดการซ้อมรอบเช้าของชมรมฟุตบอลในวันนี้

คนตัวเล็กของผมพร้อมกับเพื่อนของเขาเดินตรงมายังอาคารที่ผมอยู่

 

แล้วจู่ๆเค้าก็มองขึ้นมา ยิ้มกว้างแล้วโบกมือขึ้นมาให้

หัวใจของผมเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น

ทว่า..

 

“อันยองครับ ยงกุกฮยอง”

 

ยองแจตะโกนเสียงใสพลางโบกมืออย่างร่าเริง

ให้ “คนที่ยืนข้างๆผม”

 

ผมไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะสายตาของผมมันเอาแต่จับจ้องไปยังคนในสนาม

 

คนที่ไม่เคยมีผมในสายตา

 

“จุนฮงไปได้แล้ว จะเข้าเรียนละนะ”

 

เสียงเพื่อนของผมร้องเรียก ผมจึงลุกขึ้นแล้วเดินตามมันกลับเข้าห้องไป

 

 

.. ผมมองลงไป คุณมองขึ้นมา แต่เราไม่เคยเห็นกัน...

 

 

 

 

แม้มือของผมจะโบกให้พี่ชายทว่าสายตาของผมกลับมองตามแผ่นหลังนั้นไป

พี่ยงกุกมองกลับลงมาอย่างล้อเลียน

เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าผมทักเพราะมีเจตนาแอบแฝง

การตะโกนเรียกและโบกมือให้ไม่ใช่นิสัยของผมด้วยซ้ำ

แต่ผมก็ทำ เพราะอยากมี “เขา” อยู่ในสายตา

 

เขาชื่อ ชเวจุนฮง

 

ด้วยรูปร่างสูงชะลูดจนน่าอิจฉา หน้าตาที่หล่อเหลาน่ามอง 

อุปนิสัยที่เป็นมิตรกับทุกคน และฐานะทางบ้านที่ร่ำรวย

ทำให้เขาขึ้นแท่นนักเรียนที่โด่งดังที่สุดโรงเรียนไปได้ไม่ยาก

แต่ผมไม่ได้สนใจเขาที่สิ่งเหล่านั้น

 

สิ่งที่ทำให้เขาดึงดูดผมได้มากขนาดนี้คือ เขาเป็น “คนใจดี”

 

ไม่มีใครแม้แต่เจ้าตัวจะรู้ว่าผมเห็นเหตุการณ์นั้น

 

เย็นวันที่ฝนตก เขานั่งอยู่ช้างถนนที่เปียกแฉะและสกปรก

สองมือประคองลูกแมวน้อยที่เปรอะเลือดแนบอก

มันเป็นลูกแมวจร ตัวมอม ผอมแห้งที่ผมเคยให้อาหารอยู่หลายครั้ง

ยอมรับว่าใจหายเมื่อได้เห็นวาระสุดท้ายของมัน

แต่ความเสียใจของผมคงไม่เท่าอีกคนที่กอดมันเอาไว้

ในมือนั้นมีปลอกคอสีสันสดใสแสดงเจตนาอันช้าเกินไป

 

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ผมเห็นเขาหลั่งน้ำตา

 

ตั้งแต่นั้นมา สายตาของผมก็ไม่เคยมองใครนอกจากเขา

สังเกตมาได้ระยะหนึ่งแล้วว่าเขาชอบมานั่งที่ระเบียงนี่ทุกเช้า

แต่เขาไม่ได้มองมาที่ผมหรอกนะ

คนหน้าตาธรรมดาที่ตัวเหม็นเหงื่อแถมมอมไปด้วยเศษฝุ่นเศษดินมันจะไปสะดุดสายตาคนระดับนั้นได้อย่างไร

โน่น ชมรมเชียร์ลีดเดอร์ที่นำโดยดาวโรงเรียนต่างหากที่อยู่ในสายตาของเขา

ผมรู้ตัวหรอกว่าตัวเองตัวเล็กเกินไป ไม่อยู่ในระดับสายตา ทำได้แค่เงยมองเขาทุกทีไป

 

 

.. ผมมองขึ้นไป คุณมองลงมา แต่ปลายสายตาของคุณไม่ได้อยู่ที่ผม...

 

 

 

 

คาบต่อไปเป็นวิชาพละ

ผมเดินลงบันไดไปพร้อมกับเพื่อน

เสียงคนกลุ่มใหญ่โวยวายขึ้นมาตามบันได

ผมคงไม่สนใจถ้าไม่ได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากกลุ่มนั้น

ไม่นาน เส้นผมสีดำสนิทหมาดน้ำของใครคนนั้นก็ผ่านเข้ามาสู่สายตา

เขากำลังพูดล้อเล่นอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท

เรื่องราวที่สนุกสนานทำให้รอยยิ้มแย้มออกกว้างจนเนินแก้มใสนูนเด่น

ผมก้มมองใบหน้านั้นอย่างเพลิดเพลิน

 

ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่สองสามขั้นบันได

เมื่อเสียงเรียกของเพื่อนที่อยู่ถัดจากผมดังขึ้น

บทสนทนาของกลุ่มที่กำลังเดินสวนขึ้นมาหยุดชะงัก

เพื่อนของเราทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง

นั่นทำให้ผมได้รู้ว่าเขาเพื่งกลับจากสระว่ายน้ำ

ผมลอบมองใบหน้าน่ารักที่เงยขึ้นมาไม่วางตา

แวบหนึ่งที่สายตาของเขาเหลือบแลมาราวกับรู้ตัว

ผมรีบหลบสายตาด้วยความประหม่า

 

ไม่นานเสียงสนทนาระหว่างกลุ่มเราก็หยุดลง

เพื่อนของเราบอกลากันแล้วต่างคนต่างเดินต่อไป

 

แวบหนึ่งที่เราสวนกัน

กลิ่นแชมพูอ่อนๆของคนเพิ่งอาบน้ำสระผมใหม่ๆลอยแตะจมูก

ผมก้มหน้าลงเหลือบสายตาลงมองเขาอย่างอดใจไม่ได้

แพขนตายาวที่กระพริบปริบและผิวเนียนละเอียดทำให้ขาดสติยั้งคิด

ผมยื่นแขนยาวของตัวเองออกไป จงใจให้มันสัมผัสแขนของเขาเบาๆ

สัมผัสนุ่ม ลื่นและเย็นอย่างคนที่เพิ่งอาบน้ำมาหมาดๆทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ลอบเหลือบตามองเผื่อว่าเขาจะมองมาบ้าง

แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดจากคนร่างเล็กนั้น

ใบหน้าเนียนก้มงุดระหว่างที่พาร่างผ่านผมไป

 

 

...ถ้าผมพยายามอีกนิด คุณจะเงยหน้าขึ้นมามองไหมนะ...

 

 

 

 

เพราะส่วนสูงและสีผมที่โดดเด่นทำให้ผมสังเกตเห็นเขาทันทีที่ขึ้นบันไดมา

แม้ว่าจะคุยติดพันอยู่กับเพื่อนแต่หางตาของผมก็มักเหลือบไปมองเขาอย่างห้ามไม่ได้

หัวใจเต้นตึกตักเมื่อคิดว่ากำลังจะได้อยู่ใกล้เขาในระยะประชิด

 

เสียงเพื่อนของเขาทักทายเพื่อนของผมทำให้ทั้งกลุ่มของเราหยุดชั่วขณะ

ข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันทำให้ผมรู้ว่า เขาเพิ่งจบคาบเรียนคณิตและกำลังลงไปเรียนบาสเกตบอล

ผมเงยหน้าขึ้น แสร้งมองไปยังเพื่อนของเราที่กำลังพูดคุยกัน

จากปลายหางตา รู้สึกเหมือนเขากำลังมองมาทางนี้

ทว่าเมื่อรวบรวมความกล้าเบือนหน้าไปมองจริงๆ

กลับพบว่าเขากำลังก้มหน้า ไม่ได้มองมาที่ผมสักนิด

 

ความรู้สึกผิดหวังให้รสขมและเจ็บหน่วงๆที่หัวใจ

 

แล้วเสียงเพื่อนของเราร่ำลาก็กันดังเช้าหู

ผมก้มหน้าลงต่ำมองแค่พื้น  เห็นขาของเพื่อนข้างหน้าก้าวขึ้นบันได

ผมก้าวตามโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นแม้แต่นิดเดียว

 

แต่ถึงกระนั้น

แขนขาวๆของเขาก็ยังอยู่ในระยะสายตาของผมยามที่เราเดินสวนกัน

เพราะเรามากับเพื่อนกลุ่มใหญ่และบันไดมันแคบ

เราจึงได้เดินเฉียดกันในเสี้ยววินาที

 

กลิ่นเหงื่อบางๆผสมกลิ่นหอมอ่อนๆที่ติดอยู่ที่เสื้อลอยแตะจมูก

 

โดยไม่รู้ตัว

ผมเผลอเดินเข้าไปใกล้เขา

และแขนของเขาก็กระทบเข้ากับแขนของผมโดยบังเอิญ

เขาไม่พูดอะไรแม้แต่คำขอโทษ

ผมไม่กล้าเข้าข้างตัวเอง

จึงปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปอย่างเงียบๆ

 

 เขาคงไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

 

 

.. ถ้าผมมีความกล้าอีกนิด ผมจะได้คุยกับคุณรึเปล่านะ..

 

 

 

 

เย็นแล้ว แต่ชมรมฟุตบอลยังคงซ้อมกันอยู่

ผมยังคงอยู่ที่เดิมที่นั่งเป็นประจำทุกวัน

คอยมองดูเชายิ้มร่า วิ่งไล่ตามลูกบอลอย่างอารมณ์ดี

เห็นเขายิ้ม ผมก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้

 

“ชเวจุนฮง ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”

 

เสียงผู้หญิงที่ดังขึ้นใกล้ๆทำให้ผมหันไปมอง

และเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

เมื่อพบว่าเธอคือ ซนนาอึน ดาวของโรงเรียน

 

“ฉันขอนั่งตรงนี้นะ”

เธอยิ้มพลางทรุดนั่งตรงข้าม

 

“ทางชมรมเชียร์ลีดเดอร์ของเราจะต้องไปแข่งอีกสองเดือนข้างหน้า”

“แต่ฉันจะมาติดต่อเรื่องสปอนเซอร์ชุดเชียร์กับนายไว้ล่วงหน้าน่ะ”

 

ผมพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยที่เพื่อนๆจะมาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัทของพ่อในการทำกิจกรรมของโรงเรียน

พวกเขามักส่งตัวแทนมาคุยกับผมก่อนส่งหนังสือขอความอนุเคราะอย่างเป็นทางการเพื่อการันตีว่าหนังสือนั่นจะไม่เสียเปล่า

ในกรณีของขมรมเขียร์ลีดเดอร์ก็เช่นกัน

 

ซนนาอึนหยิบกระดาษร่างชุดของเธอขึ้นมาและอธิบายรายละเอียด

ผมตั้งใจฟังเพื่อจะได้นำรายละเอียดไปคุยกับพ่อได้ถูกต้อง

 

เสียงโวยวายดังขึ้นมาจากในสนาม

มันคงไม่ดึงดูดความสนใจ ถ้าหากไม่มีใครบางคนตะโกนขึ้นมา

 

“ยองแจ”

 

ผมก้มลงไปมองทันที

 

คนตัวเล็กนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนๆ

โค้ชกำลังดูข้อเท้าของเขา พลิกไปมานิดหน่อยแล้วบิดมัน

เขาร้องออกมาเสียงดัง สีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด

ผมเห็นแล้วรู้สึกเจ็บแทน

 

ทั้งทีมคุยกันอยู่สักพัก เขาก็พยุงตัวลุกขึ้นมา

สีหน้าเจ็บปวดของเขาทำให้ผมร้อนรน

การที่เห็นเขาปฏิเสธมือที่ยื่นเข้ามาช่วย ทำให้ผมนึกโมโห

 

“จะฝืนตัวเองทำไมกัน บ้าจริง”

 

เขาเดินกะเผลกมาทางอาคาร

แวบหนึ่งที่รู้สึกเหมือนเขาเหลือบตาขึ้นมา

แต่ผมคงคิดไปเอง

 

เฝ้ามองตามศีรษะจนร่างนั้นลับเข้ามาในชายคา

ผมยังคงชะโงกตามอย่างเป็นห่วง

 

“ชเวจุนฮง”

เสียงเรียกของซนนาอึนทำให้ผมสะดุ้ง

เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอลุกขึ้นมายืนเกาะระเบียง

 

หันกลับไปมองก็เห็นเธอส่งยิ้มกริ่มมาให้

 

“ดูเหมือนหมอนั่นจะโกรธฉันนะ”

 

 เธอว่ายิ้มๆ

ผมไม่เข้าใจความหมายของยิ้มเธอเลยสักนิด

 

“นายน่ะ กล้าๆหน่อยสิ”

 

“อยากได้อะไรก็ต้องเอื้อมมือไปคว้า อยู่เฉยๆเค้าไม่รู้กับนายด้วยหรอกนะ”

 

 

...ไม่ว่ายังไง ปลายสายตาของผมคือ คุณ...

 

 

 

 

ผมปฏิเสธความช่วยเหลือของเพื่อนแล้วพยุงตัวกลับเข้ามาในอาคารคนเดียว

มันทุลักทุเลนิดหน่อยแต่ผมก็ประคองตัวเองขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นสอง

เลี้ยวเข้าห้องน้ำชาย วักน้ำใส่หน้าตัวเองหลายครั้ง

คนในกระจกที่กำลังจ้องกลับมามีสีหน้าไม่สู้ดี

ผมคิดว่าเค้ากำลังโมโห

แต่ผมก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่า กำลังโมโหอะไรอยู่

 

ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกแล่นริ้วเมื่อเผลอมองไปที่ระเบียงที่เขานั่งประจำ

แล้วพบว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวอย่างที่เคยเป็น

 

ซนนาอึนอยู่ที่นั่น

 

ผมไม่รู้หรอกว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน

เพียงแต่เขาตั้งใจฟังมาก

บางแวบที่สองคนนั้นสบตากัน

ผมรู้สึกโมโหขึ้นมา

 

โมโหทั้งที่ผมกับเขา ไม่เคยคุยกันสักนิด

เราไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

ไม่เคย...แม้จะอยู่ในสายตา

 

ความผิดหวังให้รสขมและทำให้หัวใจเจ็บหน่วงมากกว่าที่เคย

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดัง ผมเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา

ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้ผมลังเลที่จะรับ

 

-ซนนาอึน-

 

ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็กดรับสาย

 

“ยองแจที่รักกก”

 

เสียงของนาอึนฟังดูเบิกบานกว่าที่ควรจะเป็น

 

“มีอะไร”

 

“ตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอ”

ผมบอกที่อยู่ปัจจุบันของผมไป

 

 “ตอนนี้อยู่คนเดียวเหรอ”

“อือ”

 

“ตอนเดินขึ้นมาไม่เจอใครเลยเหรอ”

“อือ”

 

เธอเงียบไป ก่อนจะกรอกคำพูดลงมาอีกครั้ง

 

“ยองแจอา ช่วยลงไปข้างล่างทีได้ไหม เพื่อนฉันเอาของมาให้แต่ฉันไม่ว่าง ฉันเลยบอกให้เอาไปฝากไว้ที่นาย”

“แต่ฉันขาเจ็บอยู่นะ เดินลงไปอีกไม่ไหวหรอก”

 

ตอบปฏิเสธอย่างเป็นกลาง พยายามไม่คิดว่าที่เธอไม่ว่างเพราะอะไร

 

“ขอร้องเถอะนะ ยองแจจ๋า  พลีส ยองแจคนดี ยองแจที่รัก”

 

“ นะ นะ ที่รัก เดี๋ยวฉันให้รางวัลนะ”

“ก็ได้”

 

ในที่สุดผมก็ต้องยอมใจอ่อนเหมือนเคย

เราคุยกันอีกนิดหน่อยแล้วเธอก็วางไป

ผมมองหน้าจอว่างเปล่าเงียบๆ

 

เราสนิทสนมกัน

หมายถึงผมกับนาอึน

เราเป็นญาติสนิทที่อายุเท่ากัน อยู่บ้านติดกัน และเติบโตมาด้วยกัน

เราแทบไม่มีอะไรแตกต่าง

แต่ทำไมถีงมีเพียงผมที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา

 

บางที สิ่งผมโมโหอาจจะเป็นตัวผมเอง

 

ผมที่ไม่เคยเจียมตนว่าตัวเองเป็นใคร

ผมที่เป็นไอ้โง่หลงตัวเองที่ฝันเฟื่องไปว่าจะมีโอกาสอยู่ในสายตาคู่นั้น

 

คำเตือนของโค้ชตอนที่เขาเข้ามาปฐมพยาบาลให้ลอยเข้ามาในห้วงคิด

“นายควรโฟกัสกับเกมส์ให้มากกว่านี้นะ”

 

ถ้าหากปลายสายตาของผมเปลี่ยนไป อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

ถ้าหากผมละสายตาจากคนที่ไม่เคยมีผมในสายตา  ผมอาจจะพบใครอื่นที่มีผมในสายตารึเปล่า

 

ผมเริ่มคิดถึงมันอย่างจริงจัง

ไปพร้อมๆกับการตีความหมายของคำพูดสุดท้ายของนาอึน

 

“นายน่ะ เข้าช้างตัวเองบ้างก็ได้นะ”

 

 

 ...ถ้าผมเปลี่ยนมุมมอง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปรึเปล่านะ...

 

 

 

 

ผมรีบวิ่งลงมาข้างล่าง

หวังว่าจะได้พบกับเขาระหว่างทาง

หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงทันที่บันไดชั้นหนึ่ง

แต่ที่ตรงนั้นกลับไม่มีร่างของเขา

 

สอดส่ายสายตาหาไปทั่วชั้น

เดินออกไปชะเง้อที่สนาม

ก็ยังไม่พบคนตัวเล็กนั่น

 

ผมเริ่มกระวนกระวาย

 

ผมเห็นเขาเดินเข้ามาในอาคารนี้

อาการบาดเจ็บที่ขาน่าจะทำให้เขาไม่สามารถไปไหนได้ไกลในช่วงเวลาสั้นๆ

 

บางทีเขาอาจจะอยู่ในห้องไหนสักห้องในอาคาร

พอคิดได้ดังนั้นก็รีบหมุนตัววิ่งกลับไปที่บันได

 

และเป็นดังคาด

เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กที่กำลังไต่บันไดลงมา

 

อาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าทำให้เขาเดินได้ไม่สะดวก

ทุกก้าวที่เหยียบลงพื้น สีหน้าของเขาจะเหยเก

แต่เขาก็ยังคงพยายามก้าวลงมาอย่างระมัดระวัง

 

ผมเห็นแล้วปวดใจ

 

ก้าวเข้าไปยืนที่ขั้นแรกของบันได

แต่เขาก็ยังไม่เห็นผม

สายตาของเขาก้มต่ำ มองเพียงขั้นบันไดที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

 

ปกติผมมักจะได้เห็นเขาในมุมก้มเสมอ

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เงยหน้าขึ้นมองเขา

มันเป็นมุมมองที่แตกต่างจากที่ผ่านมา

 

เหมือนผมสามารถเห็นเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ผมก้าวขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ

จับจ้องเพียงเขาที่ยังคงไม่รู้ตัวไม่วางตา

เสียงของซนนาอึนดังขึ้นในหัว

 

“นายน่ะ กล้าๆหน่อยสิ”

 

เหลือบันไดอีกเพียงขั้นเดียวที่เป็นระยะห่างระหว่างผมกับเขา

ผมรู้ว่ามันบ้ามากที่ทำแบบนี้

แต่ผมไม่มีทางเลือก

นอกจากทำตามทีใจต้องการ

 

มือหนึ่งยัดราวบันไดไว้แน่นเพื่อเตรียมพร้อม

แล้วส่งร่างตัวเองเข้าปะทะกับคนที่เดินลงมาอย่างจัง

 

เพราะไม่ทันได้ระวัง เขาจึงเสียหลักล้มลง

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคำนวนไว้แล้ว

 

อ้าแขนออกแล้วโอบเขาเอาไว้เต็มอ้อม

ใช้มือที่ยึดราวบันไดไว้เป็นหลักในการพยุงตัวไม่ให้ล้มกลิ้งกันไปทั้งคู่

 

“อยากได้อะไรก็ต้องเอื้อมมือไปคว้า อยู่เฉยๆเค้าไม่รู้กับนายด้วยหรอกนะ”

 

แวบหนึ่งที่มีเขาในอ้อมอก มันให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

 

...เพราะผมอยากเป็นคนที่อยู่ในสายตาของคุณ...

 

 

 

 

เพราะมัวแต่ก้มหน้าสนใจเพียงปลายเท้าของตนเอง

ผมจึงชนเข้ากับใครสักคนกลางบันได

โชคดีที่เขาจับราวบันไดไว้ เราจึงไม่กลิ้งตกลงไปทั้งคู่

 

จมูกได้กลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นเหงื่อที่ติดอยู่กับเสื้อ

แวบหนึ่งที่คิดถึงกลิ่นกายคนที่เคยเดินผ่านกันคนนั้น

 

ผมทำได้เพียงถอนหายใจให้กับความดื้อด้านของหัวใจตนเอง

 

เมื่อเห็นว่าเรายืนได้มั่น มือที่กำลังโอบรอบตัวอยู่ก็ค่อยๆประคองผมให้นั่งลงบนบันได

ส่วนตัวเขาก็นั่งลงบนบันไดขึ้นถัดไป

 

ตอนนั้นเองที่ดวงตาของเราสบกัน

และผมได้เห็นว่าคนตรงหน้าผมคือเขา

 

ชเวจุนฮง

 

“คุณไม่เป็นไรนะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงร้องรน

ผมพยักหน้าขึ้นลงอย่างเลื่อนลอยด้วยยังตั้งสติไม่ได้

เขาถอนหายใจ สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าโล่งอก

 

เขาจ้องหน้าผม

และผมก็จ้องหน้าเขาเช่นกัน

 

เป็นครั้งแรกที่สายตาของเราประสานกัน

เป็นครั้งแรกี่ผมได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาของเขา

 

ในระดับสายตาเดียวกัน

 

“ซนนาอึนฝากนี่มาให้คุณ”

 

เขาพูดพลางส่งกระดาษที่พับเป็นซองสวยงามมาให้

ผมรับไว้แล้วคลี่มันออกมา

มันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับขุดเชียร์ลีดเดอร์

ผมไม่รู้ว่านาอึนจะฝากมาให้ผมทำไมแต่ผมก็รับไว้

 

“ขอบคุณนะ”

 

ผมบอกเขาแล้วพยายามดันตัวลุกขึ้นแต่ติดมือที่ดึงชายเสื้อไว้

 

“เดี๋ยว ผ..ผม ชเวจุนฮง”

ผมเลิกคิ้วด้วยไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ออกจากปากเขา

 

“ผ...ผม...อยากรู้จักคุณ”

 เสียงที่สั่นเล็กน้อยนั่นทำให้ใจเต้นโครมคราม

 

“อ..อืม ยูยองแจ”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

รอยยิ้มวาดออกบนใบหน้านั้น

 

ผมส่งรอยยิ้มกลับไป

 

“เช่นกัน”

 

 

..ในที่สุด ผมก็ได้อยู่ในสายตาของคุณ...

 

 

 

 

...เพราะสายตาเราอยู่ในระดับเดียวกัน  ผมจึงสามารถก้าวเข้าไปในชีวิตคุณ...

 

 

 

[END]

[OS](LxJ): Eyesight

 

 

 

 

Special

 

              เป็นครั้งแรกที่ผมลงจากฐานที่มั่นเดิมที่ระเบียงชั้นสอง มานั่งดูการซ้อมของทีมฟุตบอลข้างๆสนาม ตอนเริ่มเกมส์ ทั้งทีมแทบไม่เป็นอันเล่นเพราะเอาแต่หันมามองผมที่นั่งหลังโค้ชเป็นตาเดียว จนกระทั่งถูกโค้ชตะโกนด่านั่นล่ะ ถึงจะกลับไปมีสมาธิซ้อมกัน หลังจากจัดการลูกทีมแล้วโค้ชก็หันมาทางผม นึกว่าจะถูกตำหนิเพราะทำให้ทีมเสียสมาธิเสียแล้ว ทว่าเขากลับกวักมือให้ผมไปนั่งข้างๆ ชวนคุยและวิจารณ์เกมส์ไปด้วยกันเท่านั้น

              แวบหนึ่งที่ผมเห็นยองแจเหลือบมามอง ก่อนที่สายตาของเขาจะตวัดกลับไปทันทีเพราะถูกสายตาพิฆาตของโค้ชดุเอา ผมลอบหัวเราะในคอเบาๆ

 

              ยองแจของผมน่ารักจริงๆนะ

 

              สี่สิบห้านาทีผ่านไป เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นบอกเวลาหยุดพัก นักฟุตบอลพากันไปรวมตัวยังจุดสวัสดิการที่ผู้จัดการชมรมกำลังแจกน้ำและผ้าเย็น โค้ชลุกออกไปให้ช้อเสนอแนะกับพวกเขาบางคน ทิ้งผมเอาไว้ที่อัฒจรรย์คนเดียว

 

              ไม่นานยองแจก็วิ่งเหยาะๆเข้ามาหา  ผมเงยหน้ามองเขาแล้วส่งยิ้มให้

 

              “จุนฮงทำไมไม่ดูอยู่ข้างบนเหมือนเดิมล่ะ” เขาส่งคำถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ แก้มของเขาแดงจัดและมีน้ำเกาะพราว ผมเอื้อมมือไปเช็ดให้เบาๆ

 

              “ก็อยากเห็นชัดๆ”

 

               “นั่งข้างบนสิได้เห็นเกมส์ขัดๆ บางทีโค้ขก็ยังขึ้นไปนั่งดูข้างบนเลยนะ”เขาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

              ผมส่ายศีรษะแล้วยิ้มให้เขาอีกครั้ง

 

              “ที่อยากเห็นชัดๆไม่ใช่เกมส์หรอกนะ”

 

              (O.O)?

 

 

              “แต่เป็นหน้ายองแจต่างหากล่ะ”

              .

              .

              .

              .

              .

              (o///o)

 

 

 

Fin.

 


 

 

 

 

 

46 ความคิดเห็น

  1. #18 Lee_Je_taime (@tam-tae) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 23:59
    *ระเบิดตัวเอง*
    ฮืออออออ เหมือนมังงะญี่ปุ่นเลยค่า หมายถึงฟีลของเรื่อง แต่ถ้านางเองจริงๆต้องนั่งดูพระเอกเตะบอล แต่ยองแจของเราก็บอยๆ เพราะงั้นจะเป็นนางเอกที่เตะบอลเองก็ได้
    ในที่สุดก็ได้คุยกัน ลุ้นจนกลั้นหายใจ 5555
    #18
    0