[Fic SNSD] : Yulsic's Love Story (Yuri) - [Fic SNSD] : Yulsic's Love Story (Yuri) นิยาย [Fic SNSD] : Yulsic's Love Story (Yuri) : Dek-D.com - Writer

[Fic SNSD] : Yulsic's Love Story (Yuri)

โดย Zeritherlyn

**[New Update : 28/12/2011] ทางเลือกที่มีแต่ 'ทนดูอยู่เฉยๆ' จะสร้างความปวดใจให้กับยูริได้มากถึงเพียงใด... เบื้องลึกที่ไม่เคยมีใครสังเกตเกี่ยวกับยูริและเจสสิก้า... กำลังจะเฉลย ณ. ที่นี้แล้ว

ผู้เข้าชมรวม

8,169

ผู้เข้าชมเดือนนี้

0

ผู้เข้าชมรวม


8.16K

ความคิดเห็น


102

คนติดตาม


51
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 มิ.ย. 55 / 19:49 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
+ + [Fic SNSD] : Yulsic (Real life)'s Love Story + +

 
Main Character : Kwon Yuri & Jessica Jung

แวะอ่านกันสักนิด

เนื้อหาในเรื่องนี้จะเป็นมุมมองความรักที่หลายต่อหลายคนอาจจะเป็นอยู่ เคยมีประสบการณ์ หรือว่าไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน นิยายเรื่องนี้ก็จะทำให้คุณได้รู้ถึงความเจ็บปวด ยามที่รู้ว่า 'ความรัก' นั้นไม่ใช่สิ่งที่อยู่คู่กับคนที่ต้องการมันเสมอไป... ในบางครั้ง 'ความรัก' ก็เหมือนกับ 'สิ่งที่ทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันหา' ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ปรารถณา... แต่ไม่สามารถไขว่คว้ามาครอบครองได้

นิยามของความรักของคนแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไป... รวมไปถึงวิธีการแสดงออกถึง 'ความรัก' ของใครแต่ละคนด้วย จนบางครั้งเราเองยังไม่รู้เลยว่า นั่นน่ะเหรอ คือวิธีแสดงออกความรักของคนๆ นั้น แต่... มันจะเป็นอย่างไรล่ะ เมื่อ 'ความรัก' ที่เกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นกับหญิงสาวที่เป็น 'เพื่อนสนิท'

เคยมีใครหลายคนบอกเอาไว้ว่า 'เพื่อน' ไม่สามารถเป็น 'แฟน' กันได้ เช่นเดียวกับ 'แฟน' ที่ยามเมื่อเลิกกันแล้วไม่สามารถกลับมาเป็น 'เพื่อน' กันได้
ทางเลือกที่แสนเจ็บปวดที่บังคับให้เลือกแต่เพียง 'ทนดูอยู่เฉยๆ และไม่สามารถทำอะไรได้' จะทำให้คุณต้องปวดใจถึงเพียงใด...

และยูริจะเลือกเดินทางของตัวเองอย่างไร...
ความรักตามแบบฉบับของพวกเธอ เป็นอย่างไรกันแน่... ? 



M U S I CCAFE : LUN LA

ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    [Yuri's POV]
     
    [ช่วยพูดถึงเจสสิก้าหน่อยสิครับ]
    เจสสิก้า…”
    พร้อมกับเงียบเว้นช่วงไปสักพัก ก่อนที่จะพูดต่อ
    หลังจากที่ได้ดู แล้วก็รู้จักเธอมานาน เธอก็เป็นคนที่มีเสน่ห์คนนึงเธอดูเหมือนเป็นคนขี้อายเอามากๆ แต่ว่านั่นแหล่ะค่ะคือสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับเธอ
    ฉันพูดพร้อมกับพยายามยิ้ม ไม่สิไม่ใช่พยายามยิ้ม แต่ฉันยิ้มทุกครั้งที่ได้คิดถึงเธอต่างหาก
    จากนี้ไปร้องไห้ให้น้อยลงหน่อยนะ เพราะเธอดูค่อนข้างขี้แงอยู่เล็กน้อย แล้วก็ขอบคุณนะ ขอบคุณที่อู่ด้วยกันมา แล้วก็คอยติดตามฉันไปไหนมาไหนขอบคุณจริงๆ
    น้ำเสียงที่ออกไปกับใบหน้าที่ยังคงยิ้มอยู่ตลอดจะมีใครรู้ไหมนะ ว่าจริงๆ แล้วฉันรู้สึกยังไง
    ความรู้สึกจริงๆ ที่ฉันมีต่อเธอ
    .
    .
    .
    [แสดงความคิดเห็นที่มีต่อยูริหน่อยสิครับ]
    ยูริอาฉันรู้ว่าเธอต้องทำงานหนัก แถมยังต้องมาคอยพะวงเรื่องฉันตอนที่ไปด้วยกัน เธอก็แทบจะทำแทนฉันซะทั้งหมด เพราะเธอรู้ว่าฉันทำงานไม่ค่อยเป็นเพราะแบบนั้นฉันก็เลยดูค่อนข้างอ่อนแอ แต่เธอก็ยังพาฉันไปเข้ายิม…”
    และเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่เจสสิก้าจะพูดขึ้นต่อ
    เธอรู้มั๊ยว่าเธอน่ะค่อนข้างจะเรื่องมากแล้วก็จู้จี้จุกจิกในบางเรื่อง แล้วเธอก็ยังเป็นบุคคลกรุ๊ปเลือด AB ที่ค่อนข้างจะหายากทีเดียวล่ะนะ ถึงจะดูประหลาดๆ ไปบ้างก็เถอะ แต่ถึงจะอย่างนั้น…”
    เจสสิก้าถอยกลับไปพิงพนักเก้าอี้ทางด้านหลัง พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ
    แต่ฉันก็รักในสิ่งที่เธอเป็นนะ แล้วมันก็สนุกดีเวลาที่ได้อยู่กับเธอด้วย
    เพราะงั้นฉันขอให้เธออย่าได้เปลี่ยนไปเลยนะฉันรู้สึกว่าเธอเริ่มจะดูเฉยชาขึ้นทุกครั้งที่เธอโตขึ้น ไม่รู้หรอกนะว่าฉันคิดไปเองรึเปล่าแต่อย่าเป็นแบบนั้นเลยนะ เพราะเธอกำลังจะเสียด้านที่มีเสน่ห์ของตัวเองไป
    สายตายังคงมองเข้าไปยังกล้องที่ถ่ายอยู่ตรงหน้า
    .
    .
    .
    จนผ่านมาแล้วเป็นเวลาเกือบเดือน จากวันที่พวกเราได้ไปภูเก็ตด้วยกันจนถึงวันนี้ ฉันก็ยังนั่งเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องที่เราได้ไปภูเก็ตด้วยกัน มีฉัน มีเธอมีเพื่อนๆ อีกมากมาย
    ยูริยังคงนั่งคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เธอได้ไปถ่ายอัลบัมภาพรวมเล่มที่ประเทศไทยยังเกาะทางใต้ขณะที่โทรทัศน์ก็ยังคงฉายแผ่นที่เปิดค้างไว้ไปเรื่อยๆ ภาพยามที่เธอและเจสสิก้าเดินคู่ไปด้วยกันยังคงชัดเจนเหมือนกับเพิ่งจะเกิดไปได้ไม่นาน
    เธอเชื่อเรื่องคำอธิฐานไหมยูริ ?”
    อยู่ๆ เจสสิก้าที่เดินมาข้างๆ ก็ถามขึ้น
    ทำไมเหรอ ?”
    ชั้นก็แค่อยากรู้เท่านั้นล่ะว่าถ้าเราลองตั้งใจอธิฐานไป แล้วมันจะเป็นจริงรึเปล่า…”
    หมายความว่าไง ?”
    ฉันถามกลับด้วยความสงสัย ขณะที่เจสสิก้าเริ่มที่จะจับมือของฉันให้ประสานเข้าด้วยกัน ฉันหันไปมองดูเธอที่กำลังทำท่าเหมือนกำลังอธิฐานขออะไรสักอย่างกับท้องทะเลอันแสนกว้างใหญ่เบื้องหน้าด้วยความสงสัย แต่เจสสิก้าก็ลืมตาขึ้นมาแล้วก็บอกให้ฉันทำบ้าง
    ฉันจึงได้เริ่มบ้าง
    ถามว่าฉันขออะไรไปน่ะเหรอ ?
    ฉันขอไปว่า
    ทำอะไรอยู่เหรอยูริ ?”
    น้ำเสียงใสๆ ของเจสสิก้าดังขึ้นปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์ ช่างเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิดที่เธอมาแกล้งหลอกให้ฉันต้องอธิฐานไปคนเดียวแล้วก็มาขัดจังหวะกัน
    เปล่าไม่ได้ทำอะไร
    ฉันตอบกลับเบาๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบเอารีโมตบนโต๊ะมาและกดปิดโทรทัศน์ไปขณะที่เจสสิก้ากำลังเดินมาจะนั่งลงข้างๆ
    อ้าว ! จะรีบปิดไปทำไมล่ะ ว่าจะนั่งดูด้วยสักหน่อย !”
    เหรอขอโทษทีก็แล้วกัน…”
    ฉันตอบกลับก่อนที่จะกดเปิดให้เธออีกครั้งพร้อมกับวางรีโมตลงใกล้ๆ และเตรียมจะก้าวเดินออกไป
    แล้วเธอจะไปไหนล่ะ ไม่อยู่ดูด้วยกันหรอกเหรอ ?”
    “…”
    ฉันเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะโบกมือกลับเป็นเชิงปฏิเสธและก้าวขาออกมาจากบริเวณนั้นปล่อยให้เจสสิก้านั่งมองตามแผ่นหลังของยูริจนกระทั่งพ้นจากประตูห้องไปตามลำพัง
     
    ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียงทางด้านนอกของห้องพักและมองเหม่อไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
    ถามว่าทำไมฉันถึงได้เป็นแบบนี้น่ะเหรอ ?
    ฉันก็ขอถามคุณกลับบ้างแล้วกันว่าคุณน่ะ เคยไหมที่รู้สึกรักใครสักคนก็คงจะเคยสินะแล้วถ้าถามใหม่อีกครั้งว่า เคยไหมที่รู้สึกแอบรักเพื่อนของตัวเองล่ะ ? หลายคนอาจจะบอกว่าไม่แปลกที่เรารู้สึกรักเพื่อนของตัวเอง แต่ความรักที่ฉันกำลังจะบอก มันไม่ใช่แบบที่เพื่อนมีให้กับ เพื่อนหรอกนะ
    มันเป็นความรักที่ คนรักมีให้กันมากกว่า
    ก็เพราะแบบนี้แหล่ะ ฉันถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้
    เฮ้อออ… !”
    ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะหันกลับเข้ามายังด้านในของห้องพักและเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องจะถูกเคาะและเปิดขึ้น
    เฮ้ ! ยูริ
    เสียงนั้นดังขึ้นมาก่อน ก่อนที่ส่วนของศีรษะจะโผล่ตามเข้ามา
    มีอะไรงั้นเหรอ ?”
    ฉันหันกลับไปถามแทยอนที่ยืนคาอยู่หน้าประตูอย่างนั้นด้วยความสงสัย
    เธอเตรียมตัวจัดของจัดอะไรรึยัง ที่จะต้องไปญี่ปุ่นวันพรุ่งนี้น่ะ ?”
    เสร็จหมดแล้ว…”
    ฉันตอบกลับก่อนที่จะเอนตัวนอนลงบนเตียงอย่างเหนื่อยๆ แทยอนยังคงมองตรงมาทางฉันสักพัก ก่อนที่เสียงประตูจะดังขึ้นเบาๆ ทำให้รู้ว่าตอนนี้เหลือเพียงแต่ฉันเท่านั้นที่อยู่ในห้อง ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก่อนที่จะผ่อนออกยาวๆ และหลับตาลง
    .
    .
    .
    จนผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ จะมารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อยุนอาเปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงเรียกอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ
    พี่คะ พี่ !”
    “…”
    มันเป็นเรื่องยากที่จะลุกขึ้นตื่นทันทีที่ถูกปลุก ฉันจึงค่อยๆ พลิกตัวกลับมาและพยายามจะลืมตาขึ้นแต่ก็ยังคงนอนหงายอยู่ท่าเดิมมิได้ขยับ จนยุนอาต้องเป็นฝ่ายฉุดให้ฉันลุกขึ้นมาเสียเอง
    พี่คะ คนอื่นเขารอพี่อยู่นะคะ นี่มันได้เวลาข้าวเย็นแล้ว !”
    กินไปก่อนเถอะพี่ยังไม่หิว
    ก็แล้วเมื่อไรพี่จะหิวล่ะคะ กว่าพี่หิวนะกับข้าวได้หมดก่อนพอดีแหงๆ
    ยุนอายังคงพล่ามต่อจนสุดท้ายฉันก็จำใจต้องลุกขึ้นมาจากเตียง สายตาเหลือบหันไปมองดูนาฬิกาปลุกเรือนเล็กที่ตั้งไว้ข้างหัวนอน นี่ฉันหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ… ? ฉันนึกสงสัยตัวเองเพราะความรู้สึกที่นอนไปมันเหมือนกับเพียงหลับไปแค่ตื่นหนึ่ง เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น
    แต่ที่ไหนได้มันกลับผ่านไปเกือบครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว
    ว่าไง ตื่นแล้วเหรอ ?”
    ซูยองเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนเมื่อเห็นฉันเดินตามหลังยุนอาออกมาแต่ฉันก็ไม่ได้ตอบอะไรอาจจะเพราะยังคงรู้สึกงัวเงียอยู่แต่ความรู้สึกแปลกยามที่หันมองไปทางโต๊ะอาหารทำให้ฉันรู้สึกเอะใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพราะเหมือนกับมีใครสักคนหนึ่งที่หายไป
    แล้วเจสสิก้าล่ะ ?”
    ฉันถามขึ้นหลังจากที่ไล่สำรวจดูจนครบแล้วว่าใครหาย
    ยัยนั่นนอนอุตุอยู่ในห้องนั่นแหล่ะ ไปปลุกจนขี้เกียจปลุกละ
    ซูยองตอบกลับอีกครั้ง
    งั้นพวกเธอก็กินกันไปก่อนเถอะชั้นยังไม่หิวเท่าไร
    พูดจบฉันก็เดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ปล่อยให้เหล่าเพื่อนๆ ต่างก็กินอาหารกันต่อไป ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของเจสสิก้าสักพัก ก่อนที่จะค่อยๆ บิดกลอนประตูและผลักเข้าไปเบาๆ บรรยากาศภายในห้องนั้นค่อนข้างเงียบ และก็มืดสนิท มีเพียงแสงจากทางด้านนอกที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเท่านั้นที่พอจะทำให้เห็นอะไรต่อมิอะไรได้บ้าง
    ฉันเดินเข้ามาด้านและและปิดประตูห้องลงเบาๆ
    หญิงสาวร่างบางอีกคนหนึ่งยังคงนอนอยู่บนเตียงนอนของเธอมิได้ขยับ และดูท่าเธอจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฉันเดินเข้ามา จนฉันเดินเข้ามาใกล้ๆ และหยุดยืนอยู่ที่ขอบเตียงสายตามองผ่านไปยังสาวร่างเล็กที่ยังคงนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มตรงหน้า น่าแปลกเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของเธอยามหลับ หัวใจของฉันก็รู้สึกเอิบอิ่มอย่างบอกไม่ถูก
    จนฉันเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
    ฉันเดินมาและย่อตัวนั่งลงข้างๆ เตียงสักพัก สายตายังคงมองไปยังใบหน้าอันเหมือนกับตุ๊กตาที่แสนน่ารักของเจสสิก้า ก่อนที่ฉันจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับแก้มของเธอและลูบไล้มันอย่างเบามือ เพราะฉันไม่ต้องการจะให้เธอต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเห็นฉันในสภาพแบบนี้
    .
    .
    .
    ที่ฉันได้กล่าวค้างไว้ในตอนแรกว่าฉันขออะไรไปคุณคงอยากรู้แล้วล่ะสิ
    มันก็เป็นอย่างที่คุณคิดนั่นแหล่ะฉันขอให้ได้อยู่กับเธอคนนี้ตลอดไป ขอเพียงแค่ได้อยู่กับเธอ ส่วนเธอจะรักฉันหรือไม่ เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอกเพราะฉันรู้
    ว่าเราคงไม่มีทางที่จะเป็นคนรักกันได้เจสสิก้าต่อให้ฉันเฝ้าภาวนายังไง คำขอนี้ก็จะไม่มีทางเป็นจริงอย่างเด็ดขาด เพราะ เพื่อน’… ไม่สามารถเป็น แฟน กันได้ใช่มั๊ย ?
    ฉันคิดอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ?


    ------------------------------------------------[ต่อ]

    เวลาผ่านไปอย่างเนิ่นนานจนกระทั่งเพื่อนๆ คนอื่นๆ ต่างก็ทานอาหารกันเสร็จแล้ว จะเหลือก็เพียงแค่ฉันกับเจสสิก้าสองคนเท่านั้นที่ยังไม่ได้ทานอะไร ถามว่าทำไมฉันถึงไม่ทานพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ น่ะเหรอ ? ก็เพราะฉันรู้นิสัยของเจสสิก้าดีน่ะสิ เธอจะรู้สึกหัวเสียมากเลยล่ะเวลาที่ถูกทิ้งให้ต้องนั่งกินข้าวอยู่ตามลำพัง ฉันนี่ก็ช่างเป็นคนดีซะเหลือเกินนะ ฮะๆ
    ฉันคิดและหัวเราะในใจ ก่อนที่จะเหลือบหันกลับไปยังห้องของเจสสิก้าอีกครั้ง กระทั่งเธอเปิดประตูออกมาจากห้องด้วยท่าทางอันงัวเงียนิดๆ พร้อมกับใช้มือป้องปากเวลาหาว ฉันมองดูท่าทางยืนบิดขี้เกียจของเจสสิก้าและอมยิ้มนิดๆ
    แล้วคนอื่นๆ ล่ะ ?”
    เธอถามขึ้นทันทีที่เหลือบมาเห็นฉันที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเข้า
    พวกนั้นกินกันไปหมดแล้วล่ะจะเหลือก็แค่ฉันกับเธอสองคนนี่ล่ะ เพราะชั้นเองก็เพิ่งจะตื่นมาเมื่อกี้เหมือนกัน
    ฉันตอบกลับทั้งๆ ที่ความเป็นจริงฉันน่ะตื่นมานานแล้วแต่กำลังรอเธออยู่ต่างหากล่ะเจสสิก้า
    ชิส์ !”
    เธอสบถออกมาเบาๆ พร้อมกับใช้มือเกาหัวตัวเองจนผมนั้นกระเซิง ท่าทางที่เดินไปกระทืบเท้าไปทำเอาฉันที่นั่งดูอยู่ยังอดที่จะยิ้มและขำเสียมิได้
    เราเองก็รีบกินเถอะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางกันแต่เช้า
    ฉันพูดขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้และไปเปิดตู้กับข้าวหยิบเอาจานออกมาและส่งมันให้กับเจสสิก้าก่อน เธอรับไปและเดินไปตักเอาข้าวที่อยู่ในหม้อใส่จานก่อนจะมานั่งลงที่โต๊ะ แต่เหมือนกับว่าเจสสิก้านั้นจะแบ่งข้าวส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับฉันด้วย ซึ่งมันก็ดูเยอะพอสมควร
    เธอกินแค่นั้นอิ่มเหรอ ?”
    ฉันหันไปถามเพื่อนสาวที่กำลังนั่งรออยู่ทางด้านหลัง
    อือแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ เธอเองก็ยังไม่ได้กินนี่นา
    เธอตอบกลับมาก่อนที่ฉันจะตักเอาข้าวที่เหลืออยู่ในหม้อมาใส่จาน แต่ฉันก็ไม่ได้กินคนเดียวทั้งหมดหรอกนะ เพราะฉันรู้ว่าเจสสิก้าจะต้องจงใจพูดออกมาแบบนั้นเพราะเกรงใจฉันแน่ๆ ฉันจึงเดินมาหยุดข้างๆ และแบ่งข้าวในจานส่วนหนึ่งไปให้กับเธอ สร้างความตกใจให้กับเธอไม่น้อย
    ไม่เอาแล้ว เธอตักกลับไปเถอะ เดี๋ยวชั้นจะกินไม่หมด
    เธอน่ะกินไปเถอะส่วนของฉันน่ะแค่นี้ก็พอแล้ว
    ฉันตอบกลับก่อนที่จะเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
    ถามว่าทำไมถึงต้องมานั่งไกลกันขนาดนี้น่ะเหรอ ? อย่างแรกเลยเพราะฉันรู้ว่าถ้านั่งใกล้ๆ เจสสิก้าจะต้องตักข้าวในส่วนที่ฉันแบ่งให้กลับคืนมาแน่ๆ และอีกเรื่องหนึ่ง ก็เพราะฉันไม่อยากจะรู้สึกหวั่นไหวไปมากกว่านี้น่ะสิ เพราะยิ่งใกล้เธอเท่าไรหัวใจของฉันก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้นแรงขึ้นเท่านั้น
    ยูริอา…”
    อะไรเหรอ ?”
    ฉันเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังเจสสิก้าด้วยความสงสัย
    ช่วยตักไอนั่นส่งมาให้ชั้นบ้างสิ ชั้นเอื้อมไม่ถึง…”
    แต่แทนที่จะตักให้ฉันกลับเลือกที่จะเลื่อนจานนั้นไปให้กับเธอแทน บรรยากาศที่ค่อนข้างอึดอัด เพราะต่างฝ่ายก็ต่างไม่มีใครพูดอะไร ทำให้การทานอาหารเย็นด้วยกันในวันนี้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว และต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำและเข้าห้องพัก
    ฝันดีล่ะ…”
    ฉันหันไปบอกกับเจสสิก้าที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง
    อือ…”
    เธอตอบกลับเรียบๆ ก่อนที่จะปิดประตู ปล่อยให้ฉันยืนอยู่ด้านนอกตามลำพังสักพัก ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเลือกเดินกลับเข้ามาในห้องพักของตัวเองบ้าง และปิดประตูลงเบาๆ
    .
    .
    .
    แล้วพรุ่งนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ
     
    เวลา 08.30 . ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
    เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าผู้คนที่สัญจรไปมาจะดูแน่นขนัดราวกับเป็นพวกบรรดาแฟนคลับมาคอยส่งเราขึ้นเครื่องยังไงยังงั้น และมันก็จริงอย่างที่ฉันคิดเมื่อเหลือบไปเห็นป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีชมพูสวยงาม ก็ทำเอาพวกเราอดที่จะยิ้มออกมาเสียมิได้ โดยเฉพาะกับแทยอนที่โบกไม้โบกมือให้กับบรรดาแฟนๆ แทบจะทั้งตลอดเส้นทาง ส่วนฉันน่ะเหรอ… ? ฉันก็เพียงแต่ยิ้มให้เท่านั้นแหล่ะ
    ฉันหันมองไปยังรอบๆ ตัวและพบว่าไม่ใช่เพียงแค่บรรดาแฟนคลับเท่านั้นที่มายืนส่งเรา เหล่านักข่าวและช่างกล้องจากสถานีโทรทัศน์ก็มีโผล่มาให้เห็นอยู่บ้างเช่นกัน แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกนะ จะสนก็เพียงแค่เจสสิก้าที่เดินจูงมือฉันอยู่ข้างๆ เท่านั้นล่ะ
    เธอไหวแน่นะ ?”
    ฉันหันไปถามเธอเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอดูงัวเงียเสียเหลือเกินเหมือนกับคนที่อดนอนมาแทบจะทั้งคืน แม้ว่าใบหน้านั้นจะถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางมาดีขนาดไหน แต่ใต้ขอบตาที่เป็นรอยคล้ำนิดๆ ก็หลอกฉันไม่ได้อยู่ดี
    อือ
    เธอตอบกลับเบาๆ ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้กับบรรดาแฟนคลับแสร้งทำเหมือนกับตัวเองยังไหว กระทั่งมานั่งพักกันอยู่ที่ม้านั่งระหว่างรอเวลา ฉันเหลือบหันไปมองดูเพื่อนคนอื่นๆ ที่ต่างก็เดินไปนู่นมานี่ บ้างก็เดินไปหาซื้อของ บ้างก็ไปห้องน้ำ จะมีก็ฉัน เจสสิก้า แล้วก็ซอฮยอนสามคนเท่านั้นแหล่ะที่นั่งอยู่กับที่
    พวกเราต่างก็สรรหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยกัน รวมไปถึงเรื่องที่จะต้องไปโปรโมทเพลงและทำอัลบัมใหม่ที่นั่นด้วย แต่ก็มีเพียงแค่ฉันกับซอฮยอนเท่านั้นแหล่ะที่คุยกัน เพราะอะไรน่ะเหรอ ? ก็เพราะว่าเจสสิก้าที่นั่งอยู่ด้วยกันเธอผล็อยหลับไปแล้วน่ะสิ
    พี่ว่ามันจะเหมือนกับตอนที่เราไปถ่ายโฟโต้บุ๊คไหมคะ ?”
    ก็ไม่รู้สิ…”
    ฉันตอบกลับเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้นิดๆ
    .
    .
    .
    พูดถึงเรื่องที่ไปถ่ายโฟโต้บุ๊คที่ญี่ปุ่นฉันยังไม่ได้เล่าสินะ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?
    มันก็มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปนๆ กันไปนั่นแหล่ะ แต่ถ้าจะให้พูดสรุปโดยสั้นๆฉันก็พูดได้เต็มปากเลยล่ะว่า มันเป็นความทรงจำที่ฉันประทับใจมากๆ เลยทีเดียว แล้วก็เป็นอะไรที่ฉันจะไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาด พร้อมกับหันไปมองหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่ข้างๆ
    โดยเฉพาะความทรงจำที่เกี่ยวกับเธอคนนี้
    ก่อนที่จะยิ้มออกมาอีกครั้ง
     
    ยูริอาเธอว่าชั้นใส่ชุดนี้แล้วเป็นไงบ้างอะ ?”
    เจสสิก้าเดินเข้ามาหาฉันที่นั่งอยู่กลางห้องพร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก
    มันก็ดูดีแล้วนะ ทำไมเหรอ ?”
    ฉันถามกลับขณะมองดูชุดที่เธอสวมอยู่
    ก็สายตาที่คนอื่นมองมาที่ชั้นมันดูแปลกๆ น่ะสิ เหมือนกับว่าชุดที่ชั้นใส่มันมีอะไรไม่ดีอย่างนั้นแหล่ะ
    น้ำเสียงของเธอยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น
    ไม่หรอกเธอน่ะคิดมากเกินไปแล้ว
    ฉันตอบกลับและยิ้มให้ เพราะจากที่ฉันดูมันก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ตรงกันข้ามชุดที่เธอใส่อยู่กับประโปรงตัวนั้นมันกลับทำให้เจสสิก้าดูน่ารักมากขึ้นเลยทีเดียว แต่จากสีหน้าที่ฉันเห็นดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของฉันสักเท่าไรนัก
    แน่นะ ?”
    อือ…”
    ถ้าเธอบอกว่าโอเคก็โอเค…”
    เจสสิก้าตอบกลับก่อนที่จะยิ้มออกมา ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังฉุดเอาฉันที่นั่งอยู่ในห้องให้วิ่งตามเธอออกมายังด้านนอกยังท้องทะเลอันสวยงามและบรรยากาศที่กำลังสบายๆ มีสายลมคอยพัดผ่านไปมาอยู่ตลอดมิได้ขาดช่วง ฉันหันมองดูเจสสิก้าที่อยู่ข้างๆ และเห็นเธอกำลังหลับตากางแขนและสูดอากาศเข้าปอดอย่างสบายๆ
    แสงแดดและสายลมที่พัดผ่านไปมา ฉันว่ามันกำลังเหมาะทีเดียวล่ะที่จะถ่ายภาพเก็บเอาไว้
    สวยดีนะ…”
    เจสสิก้าพูดขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะหันมาหาฉันที่อยู่ข้างๆ
    เราไปตรงนั้นกันเถอะ !”
    พูดจบเธอก็ลากฉันให้วิ่งตามเธอไปอีกครั้ง ดูท่าเธอกำลังสนุกเลยทีเดียวล่ะ ฉันคิดในใจไปตลอดทางขณะที่วิ่งตามเจสสิก้าไป พวกเราวิ่งมาเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมหาด สายตามองเหม่อไปยังท้องทะเลที่อยู่เบื้องหน้า เสียงของเกลียวคลื่นที่สาดซัดเข้าหาฝั่งไม่ต่างอะไรกับท่วงทำนองที่ถูกบรรเลงโดยธรรมชาติเลย
    มันให้ความรู้สึกสบายๆ และผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
    เราสองคนหยุดยืนอยู่ด้วยกันและมองไปยังทิศๆ เดียวกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันอยากจะเก็บเอาไว้ในความทรงจำ เพราะเหมือนกับช่วงเวลาได้เคลื่อนไปอย่างช้าๆ มีเพียงฉันและเจสสิก้าอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เธอหันกลับมาและยิ้มให้ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังจับมือฉันเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ทำให้ฉันเองค่อยๆ โอบกอดเธอเอาไว้บางๆ
    .
    .
    .
    อย่างลืมตัว
    นั่นแหล่ะที่หลายต่อหลายคนเอามาคิดกันว่าพวกเราน่ะแอบมาสวีทกันอยู่สองคน แต่ความจริงแล้วความคิดนั้นน่ะ ไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่คิด ฉันเองก็แอบหวังจะให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่หญิงสาวคนที่ฉันกอดอยู่ เธอไม่เคยคิดอะไรกับฉันไปเกินเลยมากกว่าคำว่า เพื่อนเลยสักครั้ง หรือแม้แต่สักนิด
    มันก็ทำให้ฉันทั้งยิ้มได้แล้วก็เจ็บปวดได้ในคราเดียวกันเลยล่ะนะ
    แต่เท่านั่นมันก็พอแล้วล่ะสำหรับฉัน
    ฉันได้แต่คิดเพียงเท่านั้นจริงๆ



    ------------------------------------------------[ต่อ]

    กลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบันอีกครั้ง... ตอนนี้พวกเราได้ขึ้นเครื่องและเดินทางออกจากกรุงโซลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันหันกลับไปมองดูเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ ที่ต่างก็สรรหาอะไรขึ้นมาทำ อย่างเช่นซันนี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้ที่กำลังเมามันส์อยู่กับการกดเครื่องเล่นเกมของเธอ
    ฉันหันกลับไปมองดูเพื่อนคนอื่นๆ ที่เหลือก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่เจสสิก้าที่นั่งอยู่กับทิฟฟานี่ เพียงแค่เห็นสายตาที่มองไป ทิฟฟานี่ก็ดูออกว่าฉันรู้สึกแคร์เจสสิก้ามากน้อยเพียงใด เธอก็ได้แต่ส่งยิ้มให้ฉันก่อนที่จะกลับไปทำอะไรของเธอต่อ แต่สายตาของฉันก็ยังคงจับจ้องไปยังหญิงสาวร่างบางคนนั้นที่กำลังนอนหลับอย่างสบายๆ
    เธอไม่เมื่อยคอมั่งเหรอ เห็นหันกลับไปมองหลายทีละนะ ?”
    จนซันนี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ จะถามขึ้น
    “…”
    แต่ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยักไหล่น้อยๆ และหันกลับมามองออกไปยังวิวทิวทัศน์ทางด้านนอกที่มองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากท้องฟ้าที่แสนกว้างใหญ่และถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆจำนวนมาก ภาพต่างๆ ค่อยๆ เลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มเมฆสีขาว
    เธอโอเคแน่นะ ?”
    ซันนี่ถามขึ้นอีกครั้งและละมือจากเครื่องเล่นหันมองมาทางฉัน
    เออนี่...
    อะไรเหรอ ?”
    ซันนี่ถามกลับด้วยความสงสัย
    “…”
    มีอะไรก็ว่ามาสิ ?”
    ป... เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก
    ฉันตอบกลับก่อนที่จะหยิบเอาที่ปิดตาขึ้นมาใส่ และพูดขึ้น
    จะบอกว่าถ้าถึงแล้วช่วยปลุกฉันด้วยก็แล้วกัน...
    อือๆ
    ซันนี่ตอบกลับก่อนที่จะเล่นเครื่องเล่นของเธอต่อ จนเวลาล่วงเลยไปถึง 3 ชั่วโมง... ในที่สุดพวกเราก็มาถึงสนามบินฮาเนดะที่ญี่ปุ่น บรรยากาศสบายๆ กับสายลมที่พัดผ่านไปมาทำให้ฉันที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ฉันสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่งก่อนที่จะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเจสสิก้าเข้า
    เธอหันมามองฉันและยิ้มให้บางๆ ก่อนที่จะวิ่งแจ้นเข้ามาอยู่ข้างๆ เช่นทุกครั้ง ที่เธอมักจะเดินจูงมือฉันไปไหนมาไหน ขนาดแทยอนยังเคยบอก ว่าเจสสิก้าน่ะค่อนข้างจะติดฉัน เพราะไม่ว่าฉันจะไปไหน ไปทำอะไร เธอก็มักจะตามฉันไปเสมอๆ ขนาดมีครั้งหนึ่งที่เราขึ้นคอนเสิร์ตด้วยกัน... ไม่สิ ไม่ใช่แค่ครั้งหนึ่ง แต่หลายครั้งเชียวล่ะที่เวลาเราได้รับรางวัล Today’s Winner ขนาดฉันเขยิบหนีออกมาจากเธอแล้วนะ... เธอก็ยังอุตส่าห์ตามมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ฉันแทบจะทุกที มาคิดๆ ดูแล้วมันก็น่าตลกดีเหมือนกันนะ ฮะๆ
    ไปกันเถอะ...
    เธอพูดขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะเดินจูงมือฉันเดินตามหลังแทยอนไป
    .
    .
    .
    พวกเราใช้เวลาเดินทางมายังโรงแรมที่พักราวๆ 20 นาที ตลอดเส้นทางฉันคอยมองสองข้างทางตลอด เพราะฉันรู้สึกชอบบรรยากาศของที่นี่ รวมไปถึงผู้คนที่นี่ด้วย...
    แล้ว... ใครจะอยู่กับใครล่ะ ?”
    แทยอนเอ่ยถามขึ้น ขณะที่รับเอากุญแจห้องมาจากจุดรีเซ็ปชั่น ซึ่งผู้จัดการส่วนตัวของพวกตนเป็นคนไปรับมันมาอีกที ทิฟฟานี่เป็นคนแรกที่รับเอากุญแจไปถือไว้ดอกหนึ่งพร้อมกับพูดขึ้น
    ใครจะอยู่กับใครก็ช่างเถอะ มี 3 ดอกใช่มั๊ยล่ะ ก็อยู่กันห้องละ 3 คนสิ ง่ายจะตาย ส่วนชั้นก็ขอตัวเอาของไปเก็บก่อนก็แล้วกัน จะได้ไปเตรียมตัวทำอย่างอื่นต่อ
    พูดจบเธอก็เดินจากไป ปล่อยให้พวกเราที่เหลือยืนมองหน้ากันอยู่สักพัก และพยายามหาข้อตกลงกันต่อไป... ซึ่งหลังจากที่ได้ข้อตกลงกันแล้ว พวกเราต่างก็แยกย้ายกันไปตามห้องพักของตัวเองเพื่อเก็บของ คุณว่าฉันควรจะดีใจ... หรือเสียใจดีนะ ที่ได้มาอยู่ร่วมห้องกับเจสสิก้า
    มีอะไรไม่สบายใจงั้นเหรอ ยูริอา ?”
    เจสสิก้าถามขึ้นด้วยความสงสัยขณะที่เธอเป็นคนรูดการ์ดเพื่อเปิดประตูเข้าไปข้างใน
    ไม่มีอะไรหรอก... ยังรู้สึกง่วงๆ อยู่นิดๆ น่ะ
    ฉันตอบกลับและยิ้มให้
    แต่ก็เป็นเพียงแค่การแสร้งทำเท่านั้นแหล่ะ... ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกว่าฉันกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ เพราะขืนฉันบอกไป... เธอคงจะว่าฉันไม่ปกติ หรือไม่ก็คงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่มากลัวเรื่องการที่จะได้อยู่ร่วมห้องกับเธอ แต่ฉันก็กลัวจริงๆ นะ หากแต่สิ่งที่ฉันกลัวน่ะ ไม่ใช่ตัวเธอหรอก แต่เป็นหัวใจของฉันต่างหากล่ะ
    หัวใจที่ไม่รู้ว่าจะควบคุมมันยังไงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ
    แต่ถึงฉันจะบอกว่าไม่มีอะไรแต่สายตาของเจสสิก้าก็ยังคงจับจ้องมายังฉันราวกับเธอรู้ว่าฉันมีอะไรบางอย่างปิดบังเอาไว้ไม่กล้าบอก ก็เพราะเรารู้จักกันมานานจนแทบจะรู้นิสัยกันทุกอย่างอยู่แล้วนี่นะ แต่เจสสิก้าก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพราะเธอรู้ว่าถ้าฉันไม่อยากจะพูด ถามให้ตายยังไงฉันก็ไม่พูดออกไปหรอก
    หลายคนเคยบอกว่าฉันเป็นคนที่เก็บอารมณ์เก็บความรู้สึกอะไรไม่เก่งตอนแรกฉันก็ยอมรับนะว่ามันจริง เพราะฉันฝืนตัวเองไม่ได้เลยเวลาที่ได้อยู่กับเจสสิก้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าเราก็ไม่มีโอกาสได้เป็นคนรักกัน พอมานึกๆ ดูแล้ว ถ้าตอนนั้นฉันเก็บความรู้สึกเก็บอาการเก่งผลก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้
     
    ฉันเดินตามหลังเจสสิก้าเข้าไปยังด้านในก่อนที่ฮโยยอนจะเดินตามเข้ามาและปิดประตูลงเบาๆ พวกเราทั้งสามต่างก็เอากระเป๋าไปวางจัดไว้ที่มุมห้อง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปหามุมส่วนตัวเพื่อพักผ่อน วันเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ดวงตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้าไปทีละน้อยทีละน้อย เผลอเพียงแค่แปบเดียวก็ปาเข้าไปหกโมงกว่าแล้ว ทั้งๆ ที่วันนี้เรายังไม่ค่อยได้ทำอะไรกันเลย
    เมื่อไรเธอจะเลิกไอนิสัยที่ชอบนุ่งแต่ผ้าเช็ดตัวหลังจากอาบน้ำเสร็จสักทีน่ะ ?”
    ฉันพูดขึ้นอย่างหนักใจ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะเจสสิก้ามักจะนุ่งเพียงแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวตลอดหลังจากอาบน้ำเสร็จ แถมเธอก็ยังบอกฉันอีกด้วยนะ ว่าเธอน่ะดูน่ารักสุดเวลาในช่วงเวลาดังกล่าว  แล้วฉันก็เคยบอกเธอไปแล้วหลายต่อหลายครั้งเพราะความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะไม่สบายเพราะอากาศก็ค่อนข้างจะหนาว และก็กลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้า แต่เธอกลับยิ้มและหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ แล้วก็มักจะตอบว่า
    รู้แล้วล่ะน่า…”
    แบบนี้เสมอ จนฉันเองก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยใจกับนิสัยดังกล่าว
    หน้าเธอแดงมากเลยนะยูริอา ไม่สบายเหรอ ?”
    เจสสิก้าถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาหยุดอยู่ต่อหน้าทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ ไม่เพียงแค่ถาม เธอกลับขยับตัวเข้ามาใกล้และใช้มือแตะที่หน้าผากของฉันเบาๆ เพื่อวัดไข้อีกต่างหาก ฉันในตอนนี้ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อยู่เฉยๆ เท่านั้น
    ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่นาแล้วทำไมหน้าเธอถึงได้แดงนักล่ะ ?”
    เธอเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะยิ้มออกมา
    หรือว่าเป็นเพราะชั้น ?”
    เธอฉีกยิ้มกว้างและหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจก่อนที่จะใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากของฉันเบาๆ และดันออกเบาๆ
    ยูริอาทะลึ่ง !”
    ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย !”
    ถ้าไม่ใช่แบบนั้นแล้วทำไมเธอถึงหน้าแดงล่ะ ?”
    เธอพูดขึ้นอีกครั้งและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ทำเอาฉันถึงกับเถียงอะไรไม่ออก มันก็จริงอย่างที่เจสสิก้าพูดนั่นแหล่ะ เป็นเพราะเธอ ฉันถึงได้เป็นแบบนี้ ฉันพยายามจะถอยออกเพื่อรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่ยิ่งฉันถอยไปเท่าไร เจสสิก้าก็ยิ่งรุกใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น ราวกับเธอกำลังสนุกที่ได้แกล้งฉัน
    เธอรู้อะไรไหมเจสสิก้า... การที่เธอทำแบบนี้ มันทำให้ฉันต้องรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน
    เธออาจจะสนุก... แต่ฉันล่ะ ?
    พอเถอะ...
    แต่เจสสิก้าก็ยังไม่ฟังคำท้วงของฉันและยังคงสนุกมากยิ่งขึ้น
    พอสักที !!”
    จนฉันต้องตวาดกลับ ทำเอาทั้งเจสสิก้าและฉันก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย ฉันมองดูใบหน้าของเจสสิก้าที่ยังคงช็อกก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นผิดหวังและลุกหายออกไปจากเตียงอย่างเงียบๆ ขอโทษนะเจสสิก้า... ชั้นขอโทษจริงๆ แต่ถ้าชั้นไม่ทำแบบนี้ ฉันก็คงจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน
    .
    .
    .
    แล้วก็เพราะเรื่องนี้แหล่ะมั๊ง... ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราทั้งสองคนเริ่มจะพูดคุยกันน้อยลง
    ไม่ใช่ว่าฉันโกรธที่เธอมาเล่นกับฉันหรือแกล้งกันแบบนั้นหรอกนะ... แต่ฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำยังไง ถึงได้พูดออกไปทำให้เธอต้องรู้สึกเจ็บปวดแบบนั้น... หรือว่าฉันควรจะเงียบไว้ แล้วให้เธอมีความสุขต่อไป
    โดยที่ฉันจะต้องทนเจ็บอยู่ตามลำพัง... ?
    แต่ถึงจะมาคิดอะไรได้เอาป่านนี้... เรื่องทุกอย่างมันก็สายเกินไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะเจสสิก้า...
    ฉันไม่ได้ตั้งใจ...

     

    ------------------------------------------------[Update 15/12/2011]

    ค่ำคืนที่แสนเงียบเหงาผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ ราวกับวินาทีแปรเปลี่ยนไปเป็นชั่วโมง ฉันที่นอนไม่หลับและเอาแต่พลิกตัวไปพลิกตัวมาจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง ใบหน้าเหลือบหันไปมองดูเจสสิก้าที่นอนอยู่อีกฝั่งหนึ่งโดยที่มีฮโยยอนนอนคั่นอยู่ระหว่างกลางสักพัก
    เธอที่นอนตะแคงหันหลังให้กับฉันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นคนอ่อนแอลงได้ขนาดนี้นะ... ฉันเบือนหน้าหนีและเลือกที่จะลุกขึ้นมาจากเตียงเดินตรงมายังห้องน้ำ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดสวิตซ์ไฟและเปิดประตูเข้าไปเบาๆ และปิดลง
    สภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาเบื้องหน้าดูช่างอิฐโรยยิ่งนัก จนฉันแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านั้น คือตัวของฉันจริงๆ
    “…”
    ฉันเอื้อมมือไปแตะที่กระจกแตะไปยังภาพสะท้อนของตัวฉัน
    อาจจะเป็นเพียงภาพหลอนที่ฉันสร้างขึ้นมา เมื่อเห็นว่าตัวฉันอีกคนหนึ่งที่อยู่ในกระจกกำลังยิ้มให้ฉันอย่างเศร้าๆ เพียงแค่นั้นก็ทำให้น้ำตาของฉันเริ่มรื้นขึ้นมาทีละน้อยทีละน้อย
    .
    .
    .
    แหมะ
    กระทั่งหยดน้ำตาจะร่วงหล่นไปกระทบกับขอบอ่างล้างหน้าเบาๆ และกระจายออก นั่นแหล่ะคือสัญญาณเริ่มที่ทำให้น้ำตาของฉันไหลรินออกมาจนอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดที่อัดอั้นอยู่ในอกเริ่มทำให้เรี่ยวแรงที่เคยมีค่อยๆ เหือดหายไปทีละนิด จนร่างนั้นทรุดฮวบลงไปนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นอย่างหมดแรงและหมดสภาพจากที่ฉันเคยทำเป็นนิ่งเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตน
    ฉันยกมือขึ้นมาเพื่อปิดปากของตัวเองไว้ พยายามไม่ให้เสียงร่ำไห้ของฉันเล็ดลอดออกไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กลับกลายเป็นยิ่งห้ามเท่าไรมันก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นคนแบบนี้… ? เพราะว่าฉันรักเธออย่างนั้นน่ะเหรอเจสสิก้า เพราะเหตุผลนั้นใช่ไหม ?
    “…”
    เธอเหรอยูริ ?”
    เสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านนอกทำให้ฉันรู้สึกตกใจไม่น้อย มือทั้งสองข้างพยายามปาดเอาน้ำตาออกและทำตัวให้ดูปกติที่สุด ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะแสร้งทำให้ดูปกติยังไง ดวงตาที่บวมและแดงก่ำ มันก็เป็นตัวบอกได้อยู่ดีว่าฉันนั้นเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มา
    เธอเป็นอะไรรึเปล่าน่ะ ?”
    เจสสิก้าถามขึ้นพร้อมกับเคาะประตูให้ฉันเปิดให้ แต่ฉันกลับเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในนั้นสักพัก ฉันเปิดก๊อกน้ำและวักขึ้นล้างหน้าพยายามจะล้างเอาคราบน้ำตาออก ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกอีกครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะพยายามยังไง ฉันก็ไม่สามารถทำให้ดูเป็นปกติได้เลย
    ยูริ ?”
    จนฉันเลือกที่จะเปิดประตูออกมาอย่างหมดหนทาง และสบตากับเจสสิก้าที่ยืนอยู่ตรงหน้า
    เธอเป็นอะไรรึเปล่าน่ะ ?”
    เธอถามฉันอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
    ฉันไม่ได้เป็นอะไร…”
    ฉันตอบกลับทั้งๆ ที่น้ำเสียงก็ยังคงสั่นเครือ และพยายามจะเดินสวนออกไป แต่เจสสิก้ากลับฉุดแขนของฉันเอาไว้ ทำให้ฉันต้องหันกลับไป ใบหน้าของเธอแสดงออกถึงความไม่พอใจ เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่พูดออกมา
    นี่คือสิ่งที่เธอควรจะทำกับ เพื่อนที่อุตส่าห์เป็นห่วงเธออย่างนั้นเหรอ ควอน ยูริ !”
    เธอทำกับ เพื่อนของเธอแบบนี้เหรอ ?”
    คำว่า เพื่อน ที่หลุดออกมายิ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับหัวใจที่เดิมทีก็บอบช้ำอยู่แล้วให้เจ็บปวดยิ่งกว่าเก่า ราวกับกำลังถูกใบมีดโดนอันคมกริบค่อยๆ เฉือนทีละน้อย... จากบาดแผลที่ไม่ลึก หากถูกกรีดซ้ำเข้าที่เดิมหลายๆ ครั้ง มันก็ทำให้กลายเป็นแผลลึกได้ เช่นเดียวกับคำว่า เพื่อนคำเดิมที่ถูกพูดซ้ำไปซ้ำมา
    ฉันขอโทษ...
    ฉันตอบกลับเบาๆ และพยายามจะหนีถอยออกมา เพราะอะไรน่ะเหรอ ? เพราะว่ายิ่งฉันเห็นเธอ หัวใจของฉันมันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บ จนน้ำตาของฉันเริ่มจะรื้นขึ้นมาอีกครั้งฉันจึงได้รีบถอยห่างออกมาจนไปสะบัดมือของเจสสิก้าออกอย่างไม่ตั้งใจ
    อ๋อ ! นี่สินะ คือสิ่งที่คนเป็นเพื่อนเขาทำกัน !”
    มีเรื่องอะไรกันรึไง... ?”
    เพราะเสียงของเจสสิก้า ทำให้แม้แต่ฮโยยอนที่นอนอยู่ยังรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
    พวกเธอมีเรื่องอะไรกันน่ะ ?”
    ไม่มีอะไรหรอก…”
    ฉันตอบกลับเพราะไม่อยากจะให้ฮโยยอนต้องมาเป็นกังวลไปด้วยอีกคน แต่เจสสิก้ากลับแย้งขึ้นทำให้เรื่องที่ควรจะจบไปแบบไม่มีอะไรกลับต้องมากลายเป็นเรื่องให้เราต้องมาทะเลาะกันในที่สุด
    นี่เธอยังจะว่าไม่มีอะไรหรอกอีกเหรอ ควอนยูริ !”
    ฉันได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าแม้แต่คิดที่จะหันไปเพราะฉันไม่อยากจะให้ใครต้องมาเห็นน้ำตาอันน่าสมเพชของตัวเอง และฉันก็ไม่กล้าแม้แต่จะตอบกลับ เพราะไม่อยากให้ใครได้ยินน้ำเสียงอันสั่นเครือของตัวเอง ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้หันไปหาแต่ฉันก็รู้ว่าเจสสิก้ากำลังมองฉันด้วยสายตาอย่างไร และอารมณ์ของเธอในตอนนี้เป็นแบบไหน
    พอเถอะ !”
    จนฮโยยอนที่ลุกขึ้นมาจากเตียงจะเข้ามาช่วยห้าม
    เธอก็อารมณ์ร้อนเกินไปแล้วเจสสิก้า เธอเองก็อีกคน ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าพวกเธอมีเรื่องอะไรกัน แต่อย่าหาว่าชั้นเข้ามายุ่งเลยนะ มีอะไรชั้นว่าค่อยๆ คุยกันดีกว่า อย่างน้อยมันก็ดีกว่ามีปากเสียงกันแบบนี้
    ฉันกำมือแน่น และยังคงเงียบไว้ไม่ได้ตอบอะไร
    ถ้าฉันทำอย่างที่เธอบอกได้ฉันทำไปนานแล้วล่ะฮโยยอน แต่นี่ฉันบอกไม่ได้จริงๆ
    ฉันขอโทษ…”
    ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แสนเจ็บปวด เพราะฉันไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรออกมา นอกเสียจากคำว่า ขอโทษเพียงคำเดียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากบอกแต่ฉันพูดออกไปไม่ได้จริงๆ เพราะขืนฉันบอกไปว่าร้องไห้เพราะเรื่องอะไร ฉันกลัวว่าระหว่างตัวฉัน กับ เจสสิก้าจะไม่สามารถกลับมาเป็นแบบเดิมได้อีก
    ฉันกลัวเหลือเกิน
    แต่สำหรับตอนนี้ ฉันคงไม่ต้องกลัวมันอีกต่อไปแล้วกระมัง
    ก็เพราะสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด
    .
    .
    .
    ถ้างั้นก็ตามสบายเถอะ ชั้นจะไม่ยุ่งอะไรกับเธออีกแล้ว ควอน ยูริ !”
    มันได้เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

             

    ------------------------------------------------[Update 18/12/2011]

    เฮ้ ! มีใครเห็นยูริบ้างไหม ?”
    ฮโยยอนเดินออกมาจากห้องของตนและถามกลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามด้วยความกังวลใจ
    ไม่นะ... ยัยนั่นไม่ได้อยู่กับเธอหรอกเหรอ ?”
    แทยอนถามกลับ
    ไม่อะ... ตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นแล้ว
    แล้วเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหรอสิก้า ปกติเห็นเธอกับยูริมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดนี่... ?”
    “…”
    แต่เจสสิก้าไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองแทยอนด้วยใบหน้าอันเรียบเฉย ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ต่อให้ไม่บอก ก็พอจะเดาออกว่ามันต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างพวกเธอแน่ๆ แล้วถามว่าฉันอยู่ไหนน่ะเหรอ ? ฉันก็มานั่งอยู่ที่ร้านคอฟฟี่ช็อปแถวๆ โรงแรมที่พักตั้งแต่ช่วงเปิดร้านแล้วล่ะ อย่างน้อยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟมันก็พอจะช่วยเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำของฉันได้บ้าง
    ฉันนั่งเอาหัวพิงกับกระจกร้านสายตามองออกไปด้านนอกอย่างเหม่อๆ แม้ว่าจะไม่ใช่กระจกเงา... แต่ฉันก็พอจะเห็นสภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจกบานนั้น
    สภาพ... ที่ดูอิฐโรยของตัวเอง
    ภาพเหตุการณ?ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงฉายซ้ำย้อนไปย้อนมา ราวกับต้องการซ้ำเติมให้ฉันรู้สึกแย่ และเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นยิ่งฉันพยายามจะลบภาพเหล่านั้นไปมากเท่าไร มันก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น กระทั่งเสียงเพลงจะถูกเปิดคลอขึ้นเบาๆ มันเป็นเพลงบรรเลงที่ฉันรู้จักดีเลยล่ะ
    มันเป็นเพลงเศร้าที่เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของฉันในตอนนี้เสียเหลือเกิน
    ฉันหยิบเอากระดาษทิชชูที่ใส่ไว้ในกล่องบนโต๊ะออกมาและซับที่ขอบตาของฉันเบาๆ เพราะเริ่มรู้สึกถึงน้ำตาที่เริ่มจะรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันพยายามจะสลัดเอาความคิดที่เกี่ยวข้องกับเจสสิก้าออกไปให้พ้นจากหัว เพราะฉันไม่อยากจะร้องไห้อีก แต่ทำไม
    ยิ่งทำ
    .
    .
    .
    น้ำตาของฉันก็ยิ่งไหล
    กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าที่ถูกดึงออกมาจากกล่องเพื่อใช้ซับน้ำตา และวางกองทิ้งเอาไว้ที่มุมหนึ่งของโต๊ะ ฉันในตอนนี้ได้แต่คิด ว่าเมื่อไรกันนะ ที่ฉันจะไม่ต้องมารู้สึกเจ็บปวด และร้องไห้แบบนี้อีก เพราะฉันไม่อยากจะเจ็บปวดเพราะใครอีกแล้วจริงๆ นะ ฉันไม่อยากจะต้องมาเจ็บปวดเพราะเธออีก
    ฉันไม่อยากแล้วจริงๆ
    เธออาจจะไม่รู้ว่าฉันต้องเจ็บปวดแค่ไหน เวลาที่เธอมาทำดีกับฉัน เวลาที่เธอแกล้งเข้ามาเล่นกับฉัน มันเหมือนกับว่าเธอกำลังให้โอกาสฉัน เหมือนเธอยังคอยให้ความหวังกับฉัน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เธออาจจะไม่ได้คิดอะไรกับฉัน
    เธอจำได้ไหมว่าเธอเคยโพสต์ข้อความตอบกลับเหล่าแฟนๆ ว่ายังไง ? ตอนนั้นที่เธอบอกว่าฉันเป็นสามีของเธอ แม้ว่าจะแค่เล่นๆ แต่เธอรู้ไหมว่าฉันรู้สึกมีความสุขแค่ไหน ฉันคิดและยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
    แล้วมันก็จริงอย่างที่เขาว่า
    เมื่อมีความสุขมันก็ย่อมมีความทุกข์
    .
    .
    .
    แหมะ
    ฉันเปลี่ยนมานั่งกุมขมับของตัวเองโดยใช้ศอกท้าวกับโต๊ะเอาไว้ ส่วนมือนั้นก็คอยบังสายตาไม่ให้ใครเห็นว่าฉันกำลังร้องไห้ ไอร้อนของกาแฟก็ยังโชยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ฉันในตอนนี้ยังไม่มีแม้แต่อารมณ์จะหยิบถ้วยนั้นขึ้นมาดื่มเลยสิ่งที่ทำได้ก็มีแต่นั่งมองดูผิวของกาแฟที่อยู่ในแก้วตรงหน้าเท่านั้น
    จนเสียงพูดคุยเริ่มจะดังขึ้น และฉันก็พอจะจับประเด็นได้ว่าคนเหล่านี้กำลังพูดว่า ฉันนั้นเหมือนกับยูริ สมาชิกวง SNSD ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้เก่งภาษาญี่ปุ่นมากนัก แต่ฉันก็พอจะฟังออกและรู้เรื่อง จึงทำให้ฉันหยิบเอากระดาษทิชชูขึ้นมาอีกแผ่นและซับน้ำตาออก ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบแว่นที่วางอยู่ขึ้นมาสวมเอาไว้
    มันก็เหมือนกับตอนที่เจสสิก้าจับได้ว่าฉันแอบมาร้องไห้เพราะแม้ว่าจะพยายามแสร้งทำให้ดูปกติยังไง มันก็ไม่มีทางทำได้อยู่ดี จนสุดท้าย ฉันก็เลือกที่จะลุกเดินออกมาโดยที่ยังไม่ทันได้ดื่มกาแฟในแก้วนั้นเลยสักนิด ฉันเดินออกมาจากร้านและมุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรมที่พัก เพราะเหลือเวลาอีกไม่มากพวกเราก็ต้องไปทำงานกันแล้ว
    แต่ก้าวแรกที่ฉันเหยียบเข้ามาในห้อง แทนที่ฉันจะได้ไปเตรียมตัว
    ฉันกลับถูกหญิงสาวอีกคนหนึ่งยืนขวางทางเอาไว้ ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกเสียจาก
    เจสสิก้า
    เธอหายไปไหนมา รู้ไหมว่าเขารอเธออยู่คนเดียว ?”
    “…”
    น้ำเสียงบ่งบอกถึงสภาพอารมณ์ของเธอในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ไหนเธอบอกว่าจะไม่มาสนใจฉันอีกแล้วยังไงล่ะแล้วเธอจะมาแคร์อะไรฉันอีก
    เธอไปไหนมาน่ะยูริ ?”
    แทยอนที่อยู่ด้วยถามขึ้น
    ขอโทษนะ...
    ฉันไม่ได้ตอบอะไรนอกจากคำว่าขอโทษเพียงคำเดียวเท่านั้น แม้ว่าแทยอนจะไม่ได้ว่าอะไรต่อและไม่ได้สนใจอะไร แต่กับเจสสิก้านั้นไม่ใช่เพราะเธอยังคงส่งสายตามองดูฉันอย่างโกรธๆ แม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกก็ตาม เพียงเท่านั้นมันก็ทำให้ฉันเจ็บปวดจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดๆ มาอธิบายอีกแล้ว
    รีบๆ ไปเตรียมตัวเถอะเดี๋ยวจะสายกันหมด
    กระทั่งแทยอนจะพูดแทรกขึ้น ทำให้เวลาที่เหมือนกับหยุดไปชั่วครู่หนึ่งได้กลับมาเริ่มเดินต่ออีกครั้ง
     
    การทำงานของพวกเรายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ฉันมองดูเจสสิก้าที่ยังคงยิ้มแย้มต่อหน้าผู้คนในงานแถลงข่าว ซึ่งต่างกับฉันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนอกเสียจากนั่งดูอยู่เฉยๆ มีบ้างที่ต้องหันไปยิ้มให้กับคนอื่นๆ และโบกไม้โบกมือให้ แต่นั่นมันก็เพียงแค่ภายนอกเท่านั้นเพราะภายในของฉันตอนนี้ มันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรอีกแล้ว
    ฉันเหลือบหันไปดูเจสสิก้าที่นั่งถัดออกไปโดยมียุนอานั่งคั่นอยู่ระหว่างกลางด้วยหางตาสักพัก และก้มหน้าหลบทันทีเมื่อเธอหันกลับมามอง ระหว่างเราทำไมมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้นะ ? ฉันคิดในใจและพยายามคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
    หรือว่าฉันควรจะบอกเธอตั้งแต่ตอนนั้น ?
    .
    .
    .
    เรื่องมันจะได้ไม่ต้องมาลงเอยแบบนี้
    ฉันในตอนนี้ก็ได้แค่จมปรักอยู่กับอดีต ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดินต่อ มันเหมือนกับมีหมุดที่มองไม่เห็นคอยตรึงเอาไว้ให้ฉันหยุดอยู่กับที่หยุดอยู่กับเรื่องเดิมๆ ที่ทำให้ฉันต้องเจ็บปวดซ้ำไปซ้ำมา
    “…”
    พี่ยูริพี่เป็นอะไรรึเปล่าคะ ?”
    จนยุนอาที่นั่งอยู่ข้างๆ จะกระซิปถามขึ้นเบาๆ อาจเพราะสังเกตเห็นว่าฉันดูแปลกๆ ไป เพราะนอกจากฉันจะไม่ค่อยยิ้มแล้ว ฉันยังคงเอาแต่เงียบ และแทบจะไม่ได้ฟังอะไรเลยว่าใครพูดอะไรไปบ้าง ราวกับสติของฉันหลุดลอยออกจากร่างไปชั่วครู่หนึ่งยังไงยังงั้น
    เปล่าพี่ไม่ได้เป็นอะไรหรอก
    ฉันตอบกลับและยิ้มให้
    แต่ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไรใบหน้าของฉันมันก็ฟ้องอยู่ดี จนแทบจะทำให้คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่พากันเป็นห่วงไปด้วย ฉันนี่เป็นคนนิสัยไม่ดีเลยนะที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ไม่พอ ยังทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ไปด้วย แต่รอยยิ้มก็ต้องจางหายไปทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นเจสสิก้าเข้า
    เธอในตอนนี้ที่ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาแบบนี้ คงจะดีกับตัวฉันแล้วสินะ
    เพราะฉันจะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดเพราะเธออีก
    แต่ทำไมยิ่งเจสสิก้าทำแบบนี้ฉันกลับยิ่งรู้สึกเจ็บมากยิ่งขึ้นนะ ?
    .
    .
    .
    เธอต้องการให้มันเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอควอนยูริ แล้วเธอจะต้องมานั่งเสียใจเพราะผู้หญิงคนนี้อีกทำไม...
    ฉันในตอนนี้ก็ได้แค่คิด... แล้วก็ต้องทนเจ็บปวดอยู่ในใจ สิ่งที่ฉันทำได้ ก็คงจะมีแค่นี้กระมัง ฉันเหลือบหันไปมองเจสสิก้าอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย... เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะพยายามไม่สนใจเธออีกเจสสิก้า
    ถ้าการเลือกที่จะลืมเธอ... มันทำให้ฉันต้องเจ็บ
    แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการที่ได้อยู่กับเธอแล้วต้องเจ็บยิ่งกว่า...
    การที่ฉันคิด และเลือกที่จะทำแบบนี้... มันถูกต้องแล้วใช่ไหม ?
    หรือว่าฉันควรจะทำยังไง ?
    .
    .
    .
    ใครก็ได้ บอกฉันที...

    ------------------------------------------------[Update 21/12/2011]

    เธอว่าเดี๋ยวนี้ยูริมันดูผอมๆ ลงมั่งรึเปล่า ?”
    กลับกลายเป็นเรื่องพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อน  เมื่อสังเกตเห็นว่าฉันดูผอมลง มันก็ไม่แปลกหรอกนะที่จะผอมเพราะหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็แทบจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ มันทรมานนะ ที่ต้องมาเจ็บปวดเพราะคนๆ นึง แล้วใครคนนั้นก็เป็นคนที่เราต้องเห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกๆ วันด้วย
    จากที่เคยหนัก 5X… กลับลดมาเหลือ 4X กว่าๆ ฉันในตอนนี้ดูโทรมลงไปเยอะจริงๆ แม้ว่าใครจะชวนไปกินอะไรที่ไหนฉันก็ได้แต่บอกปฏิเสธ เพราะฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ ตอนนี้สิ่งที่ฉันอยากจะทำก็แค่เพียงอยากจะพัก อยากจะหลับไปให้มันลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นระหว่างฉันกับเธอคนนั้น
    เท่านั้นเอง
    ฉันพยายามพลิกตัวไปมา หาท่าที่สบายที่สุดเพื่อที่จะได้หลับไปเร็วๆ แต่ไม่ว่าจะพลิกไปด้านซ้าย หรือหันตะแคงไปด้านขวาฉันก็ไม่สามารถหลับลงได้เลย
    ก๊อกๆ  ก๊อกก
    เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ทำให้ฉันค่อยๆ เหลือบหันไปมองหญิงสาวที่กำลังเปิดประตูเข้ามายังด้านใน
    นี่เธอคิดจะไม่กินอะไรเลยจริงๆ รึไงน่ะยูริ ?”
    ฮโยยอนเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับเดินเข้ามาหาและนั่งลงใกล้ๆ
    ฉันไม่หิวน่ะ…”
    ฉันตอบกลับและพลิกตัวไปอีกฝั่ง
    บอกว่าไม่หิวทั้งๆ ที่เธอไม่ได้กินอะไรเลยน่ะนะ ?”
    ฉันเงียบไม่ได้ตอบอะไร
    เธอดูเปลี่ยนไปมากเลยนะยูริตั้งแต่วันที่เธอมีเรื่องทะเลาะอะไรกับเจสสิก้านั่นน่ะ
    “…”
    ประโยคดังกล่าวทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
    ขอเถอะอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกได้มั๊ย
    ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะทะเลาะกันเรื่องอะไรแต่ไอการที่เธอมาทำตัวแบบนี้ ชั้นว่ามันไม่มีผลดีอะไรกับตัวเองเลยนะยูริ ไม่สิไม่ใช่แค่กับตัวเอง แต่มันทำให้คนอื่นต้องกังวลไปด้วย
    ฉันไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหล่ะชั้นแค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย แล้วก็อยากจะพัก
    เธอน่ะกังวลมากเกินไปแล้ว…”
    ฉันตอบกลับ
    ถ้างั้นเรื่องระหว่างเธอกับเจสสิก้าล่ะจะบอกว่าพวกฉันคิดกันไปเองรึไง ?”
    เรื่องระหว่างฉันกับเจสสิก้ามันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหล่ะ อย่าไปพูดถึงมันอีก ฉันขอเถอะฮโย แค่นี้ฉันก็เหนื่อยพอแล้ว ฉันอยากจะพักส่วนไอเรื่องที่ฉันน้ำหนักลด ไม่ใช่เพราะฉันคิดทำร้ายตัวเองอะไรหรอกนะ แต่ฉันอยากจะลดน้ำหนักลงก็เท่านั้นแหล่ะ
    เธอเนี่ยนะจะลดน้ำหนัก ? เธอดูดีอยู่แล้วนะยูริ !”
    ใช่ฉันอยากจะลดน้ำหนัก เธอฟังไม่ผิดหรอก
    เธอจะลดไปทำไมล่ะ ในเมื่อเธอก็ดูดีอยู่แล้ว !”
    เธออาจจะไม่สังเกตเวลาที่ใส่ชุดอะไรก็แล้วแต่ขึ้นเวที ช่วงต้นขาของฉันมันดูอวบๆ ฉันก็เลยอยากจะลดให้มันดูเล็กลงมันก็เท่านั้นแหล่ะ
    ฉันตอบกลับอีกครั้ง
    แต่ถึงงั้นเธอก็หาอะไรกินซะบ้างเถอะพวกชั้นเป็นห่วงเธอจริงๆ นะ
    อือ
    ฉันหันมองดูเพื่อนสาวกระทั่งเธอเดินพ้นออกจากห้องไป จึงได้พลิกกลับมานอนหงายอีกครั้ง ฉันขอโทษนะฮโยยอนฉันขอโทษที่ต้องโกหกเธอ ความจริงฉันไม่ได้อยากจะลดน้ำหนักหรืออะไรอย่างที่บอกหรอก แต่ฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ ฉันขอโทษนะที่ต้องโกหกเธอ ขอโทษที่ต้องหักหลังต่อความรู้สึกเป็นห่วงที่พวกเธอมีให้กับฉัน
    .
    .
    .
    ฉันขอโทษ... ขอโทษจริงๆ
     
    อีกหนึ่งวันที่ผ่านพ้นไป... ฉันนั่งมองพระจันทร์ดวงโตที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดอย่างเหม่อๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปหยุดอยู่ที่ระเบียงทางด้านนอก สายลมหนาวที่พัดผ่านไปมานอกจากจะทำให้รู้สึกหนาวแล้ว มันยังทำให้ฉันรู้สึกเหงาและเปล่าเปลี่ยว...
    ฉันหันกลับไปมองดูยุนอาที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างสบายๆ หลังจากที่ได้สลับคู่กันอยู่ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาก เพราะอย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องมาเจ็บปวดที่ต้องมาทนเห็นเธอตลอดเวลา... ต่างคนต่างอยู่กันแบบนี้นั่นแหล่ะ ดีแล้ว...
    เพราะเธอจะได้ไม่ต้องมาคอยรู้สึกหงุดหงิดเพราะฉัน และฉัน
    จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะเห็นใบหน้าของเธออีก
    ฉันเดินกลับเข้ามาในห้องและหยิบเอาเครื่องเล่น mp4 ของตนออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะนำมันมาเสียบเข้ากับหูฟัง แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่สว่างวาบขึ้นทำให้ฉันพอจะมองเห็นชื่อเพลงที่มีอยู่ในเครื่องได้ ฉันเองก็แค่อยากจะหาเพลงที่มันสนุกๆ ฟัง เพราะจะได้ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา แต่เพลงแรกที่กำลังเล่นอยู่กลับกลายเป็นเพลงเศร้าที่ทำให้ฉันแทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
     
    Please come back to meได้โปรดกลับมาหาฉัน
    Please come back to meได้โปรดกลับมาหาฉัน
    Please come back to me Girlได้โปรดกลับมาหาฉันนะคนดี
     
    I can`t Breath I can`t smile everyday so because of you
    ฉันไม่อาจหายใจ ฉันไม่อาจยิ้มได้ทุกๆ วันก็เพราะเธอ
    I can`t sleep I can`t live everyday so because of you
    ฉันไม่อาจหลับ ฉันไม่อาจอยู่ได้ทุกๆวันก็เพราะเธอ
     
    มันเหมือนกับภาพความทรงจำต่างๆ จะค่อยๆ ฉายย้อนกลับเข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง มันก็จริงอย่างที่เพลงมันว่าฉันไม่สามารถยิ้มได้ทุกๆ วันก็เพราะเธอ ฉันไม่อาจหลับนอนได้ ไม่สามารถกินได้มันก็เป็นเพราะเธอ
     
    Girl, 아직너를향한맘은숨이가빠지게뜨거워
    Girl , my heart’s still warm towards you It still beats tirelessly
    เธอ,ใจฉันยังคงส่งผ่านไออุ่นไปถึงเธอ มันยังคงเต้นอย่างไม่อ่อนล้า


    허나나를향한맘은숨이멎어지게차가워
    But your heart’s cold towards me Its cold, so cold it may stop anytime

    แต่ใจเธอกลับส่งผ่านความหนาวเหน็บมายังฉัน ช่างหนาว หนาวเหน็บเหลือเกิน จนหัวใจอาจจะหยุดเต้นเข้าสักวัน

    너의사랑에메말라
    I’m parched for your love
    ความรักของเธอทำให้ฉันเหี่ยวเฉา

    건조해져버린맘에유일한수분은눈물지쳐가며흘리죠
    My heart that has been abandoned because it was too dry and the only source of moisture is the tear dripping down
    ใจฉันถูกปล่อยทิ้ง เพราะมันแห้งแล้งเกินไป และที่เดียวที่ชุ่มชื้นคือหยดน้ำตา


    햇살같은미소에벗어나기힘들고
    The smile that shines like the Sun is too hard to avoid
    รอยยิ้มที่สดใสราวกับพระอาทิตย์ ยากเหลือเกินที่จะหลีกหนี

    이별은예고없이아픔을퍼부은소나기
    Breakups are like the showering sadness that comes without any warnings
    การเลิกราเหมือนความเศร้าที่ถาโถมเข้ามาโดยไร้สัญญาณเตือนใดๆ

    아직뜨거운가슴엔살아쉬고있어
    You’re still breathing and living on Within my warm heart
    เธอยังคงหายใจและมีชีวิตอยู่ต่อไปภายในหัวใจอันอบอุ่นของฉัน

    향해심장은밤새도록계속뛰고있어
    My heart towards you Thumps all night long
    ใจฉันส่งผ่านถึงเธอ เต้นอยู่ตลอดทั้งคืน
     
    ฉันยังคงปล่อยให้บทเพลงดังกล่าวยังคงเล่นต่อไป ทั้งๆ ที่นิ้วมือของฉันก็จ่ออยู่ที่ปุ่มกดเปลี่ยนเพลง ความเจ็บปวดที่ค่อยๆ เอ่อล้นออกมาจากอกพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มจะไหลรินออกมา ทำให้เรี่ยวแรงของฉันค่อยๆ ลดน้อยลน้อยลงทุกที จนเรี่ยวแรงที่จะกดแม้แต่เปลี่ยนเพลงก็ยังไม่เหลือ ฉันพยายามจะปาดเอาน้ำตาออกจนเผลอทำเครื่องเล่นเพลงตกจากมือ แต่ก็ยังดีนักที่สายจากหูฟังยังคงเชื่อมมันเอาไว้ไม่ให้มันตกกระแทกกับพื้น
     
    그대때문에숨을있어요
    I can Breath because of you
    ฉันหายใจได้เพราะเธอ

    그대때문에웃을수가있어요
    I can smile because of you
    ฉันยิ้มได้เพราะเธอ

    이상하게웃어도눈물이흘러요(바보처럼)
    Strangely enough when I smile, tear drips down (like a fool)

    น่าแปลก ตอนฉันยิ้ม น้ำตามันก็ไหล (เหมือนคนโง่)

    그대는아직가슴에살아요
    You’re still living on in my heart

    เธอยังคงอยู่ในใจฉัน

    그대가슴엔내가있나요?
    Am I still living on in your heart?
    แล้วฉันยังคงอยู่ในใจเธอรึเปล่า?

    사는동안 (숨쉬는동안) 그대를잊지못해요
    As long as I live (and breath) I can’t forget about you

    ตราบเท่าที่ฉันยังอยู่(และหายใจ) ฉันไม่สามารถลืมเธอได้
     
    ฉันในตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ นอกเสียจากยืนร้องไห้อย่างเจ็บปวดตามลำพังเท่านั้น บทเพลงก็ยังคงเล่นต่อไปไม่ต่างอะไรกับน้ำตาที่ยังคงไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งฟัง มันก็ยิ่งเหมือนกับการตอกย้ำความรู้สึกของตัวเอง ทั้งๆ ที่ฉันบอกจะลืมเธอ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ลึกๆ ภายในจิตใจของฉันมันก็ยังมีภาพของเธออยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นยามที่เธอยิ้ม ยามที่เธอหัวเราะอย่างมีความสุข
    หรือแม้แต่ยามที่เธอร้องไห้แล้วฉันคอยอยู่เคียงข้าง
    แต่ทำไมเวลาที่ฉันร้องไห้ มันถึงได้เหลือแค่ฉันเพียงลำพังนะ
    .
    .
    .
    แล้วทำไมฉันถึงต้องกลับไปคิดถึงคนอย่างเธอด้วย
    ทำไมกัน
     
    차가운겨울바람처럼시리고아픈이별들은
    Just like a cold wind in the winter The cold and sore breakups

    ความหนาวและการเลิกราอันเจ็บปวดเหมือนสายลมหนาวในฤดูหนาว

    돌고도는계절처럼다시내게로밀려왔어
    Spun and spun around like the seasons And it finally has been pushed towards me once again
    หมุนเวียนไปมาเหมือนฤดูกาลและในที่สุดก็หยุดตรงที่ฉันอีกครั้ง

    따스한봄날처럼아픔다웠던기억
    The beautiful memories That were once warm like the spring

    ความทรงจำที่สวยงามเหมือนฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น

    무덥던지난날에여름처럼뜨겁던우리는없어
    Our hot love that was once like
    รักอบอุ่นของเราเคยเป็นเช่นนั้น

    힘없이떨어지는낙엽처럼사랑은죽어갔고
    The hot summer no longer exists Our love died out Just like the falling leaves

    ฤดูร้อนไม่มีอีกต่อไป รักเราหล่นหายเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่น


    오지않을같던겨울은결국내게로찾아왔어
    The winter I thought it would never come Finally came and found me
    ฉันคิดว่าฤดูหนาวจะไม่มา สุดท้ายมันก็มาและพบเจอฉัน

    사람은차가운사랑을운명인걸
    It’s a fate, people and the cold love were meant to be
    เป็นโชคชะตาที่คนเรากับรักอันหนาวเหน็บถูกสร้างมาคู่กัน

    사랑을나는믿어이젠
    Now, I no longer believe in love

    ตอนนี้ ฉันไม่เชื่อในรักอีกต่อไป
     
    ใช่ฉันในตอนนี้จะไม่เชื่อในความรักอีกแล้ว ถ้าฉันรักเธอ แล้วฉันต้องเจ็บฉันขอเลือกที่จะไม่รักเธออีกดีกว่าเจสสิก้าในเมื่อฉันกับเธอไม่อาจจะเป็นคนรัก หรือแม้แค่เพื่อนกันได้ ก็ขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา มันจบลงเสียตรงนี้ ให้มันจบไปพร้อมกับน้ำตาของฉัน เพราะหลังจากนี้ไป
    ฉันจะทำใจไม่รักเธออีก ไม่มีอีกแล้ว

     

    ------------------------------------------------[Update 23/12/2011]

    จนถึงตอนนี้หลังจากที่ Music Video เพลง Mr. Taxi ได้ถูกปล่อยออกสู่ท้องตลอด ตัวฉันที่ดูผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด ก็กลายเป็นหัวข้อในการสนทนากันอีกครั้ง บ้างก็เดาว่าฉันไม่สบายหรือไม่ก็ป่วยเป็นโรคอย่างนั้นอย่างนี้น้ำหนักของฉันถึงได้ลดลง นั่นจึงทำให้ทางต้นสังกัดของฉัน (SM Entertainment) ได้ให้ผู้จัดการส่วนตัวของฉัน อียองมานออกไปกล่าวชี้แจงผ่านทางรายการ SBS ‘Midnight TV Entertainment’ ถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ฉันดูผอมลง
    ฉันที่นั่งดูรายการนี้อยู่ด้วยก็ได้แต่นั่งนิ่งดูว่าผู้จัดการส่วนตัวของฉันจะพูดอะไรบ้าง ซึ่งเขาก็ได้บอกว่าฉันต้องการอยากจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ดังที่ฉันเคยบอกกับเขาเอาไว้ก่อนหน้า แล้วยังหมั่นออกกำลังกายและเข้าคอร์สฟิตเนสเพื่อรีดไขมันส่วนเกินออก ฉันนั่งฟังเขาอธิบายไปเรื่อยๆ มีบ้างที่มันค่อนข้างจะเกินความจริง แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
    รวมไปถึงเรื่องที่เขาบอกว่าฉันจะต้องซิทอัพวันละ 600 ครั้งด้วย ทำเอาบรรดาพิธีกรและเหล่าผู้ชมคนอื่นๆ ก็พากันช็อกกับคำตอบที่ได้ยิน แต่ก็ยังมีแซวกลับคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่น แต่ผู้จัดการส่วนตัวของฉันก็ยังมีคลิปวีดีโอเกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายดังที่เขาได้อธิบายไปให้ได้ดูกัน ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วฉันได้ทำอย่างที่เขาพูดหรือไม่ ?
    คำตอบก็คือไม่
    นี่แหล่ะนะวงการบันเทิง หรือที่ใครๆ เขาเรียกกันว่าวงการมายา ถึงจะพูดเท็จไปแต่หากมีหลักฐานมีข้อมูลมาช่วยอ้างอิงสนับสนุน มันก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
    ฉันย่อมจะรู้ดีที่สุด เพราะมันเป็นร่างกายของฉันเอง ถึงแม้ฉันจะออกกำลังกายแต่ที่ฉันทำไปก็เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าฉันกินอะไรไม่ลงและพักผ่อนไม่เพียงพอก็แค่นั้น ฉันไม่ได้บ้าถึงขนาดจะไปซิทอัพวันละ 600 ครั้งสักหน่อย ถ้าทำแบบนั้นจริงป่านนี้ฉันคงจะมีกล้ามหน้าท้องไปแล้วล่ะ
    จนสุดท้ายฉันก็เลือกที่จะปิดทีวีไปเพราะไม่อยากจะฟังอะไรต่อ
    ฉันเดินกลับมาทิ้งตัวนอนลงบนเตียงในห้อง สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เพดานอันคุ้นตาพร้อมกับคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องที่ผู้จัดการส่วนตัวพูดไปเมื่อครู่ ถ้าสิ่งที่เขาพูดออกไปมันทำให้หลายตอหลายคนสบายใจขึ้น อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าให้มารับรู้ถึงความจริงที่ว่า
    ฉันเจ็บปวดเพราะหญิงสาวคนหนึ่งจนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ
    ตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้วจริงๆ จากเมื่อก่อนที่ฉันต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ มาตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเฉยๆ ราวกับหัวใจของฉันมันไม่รับรู้อะไรอีก จากที่ฉันต้องแอบไปร้องไห้อยู่คนเดียว มาถึงตอนนี้น้ำตาของฉันมันก็แห้งเหือดไปหมด ราวกับฉันได้ใช้น้ำตาสำหรับร้องไห้ออกไปจนหมดแล้วตั้งแต่เมื่อตอนนั้น
    ฉันในตอนนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับเจสสิก้าที่เคยได้รับสมญาว่า เจ้าหญิงน้ำแข็งเลย ผิดกับเจสสิก้าที่กลับดูอ่อนไหวมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า ฉันหันหน้ามองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกที่มืดมิดอย่างเหม่อๆ พร้อมกับคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฉันในตอนนี้ควรจะรู้สึกดีใจแล้วใช่ไหม ?
    ดีใจที่จะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดเพราะเธอคนนั้นอีก ?
    ถึงแม้จะคิดแบบนี้แต่ความเจ็บปวดลึกๆ ที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจก็ยังคอยเล่นงานฉันอยู่มิได้ขาด ภาพใบหน้าของเธอยังคงฉายซ้ำเข้ามาในหัวของฉันทุกครั้งที่ฉันเผลอคิดถึงเรื่องนี้ ฉันพยายามสลัดเอาความคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจสสิก้าออกไปจากหัว แต่มันก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เลย
    .
    .
    .
    ยิ่งพยายามทำเท่าไรมันก็เหมือนกับยิ่งทำให้ความทรงจำและภาพเหล่านั้นชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า ทุกครั้งที่คิดจะลืมคือทุกครั้งที่คิดถึง
     
    ฉันเดินออกมาจากห้องพัก และมาหยุดอยู่ที่ห้องนั่งเล่นที่มืดมิดและไร้ซึ่งผู้คน แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทะลุผ้าม่านเข้ามาทำให้มุมๆ นี้ดูช่างเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก เป็นมุมๆ หนึ่งที่แสงไฟจากจากหน้าประตูที่เปิดค้างไว้ส่องเข้ามาไม่ถึงมันก็คงไม่ได้ต่างอะไรกับฉันในตอนนี้เลยสินะ
    ฉันที่เธอไม่เคยสนใจใยดี มันไม่ต่างอะไรกันเลยจริงๆ
    ฉันเหลือบหันไปมองดูที่เครื่องเล่น DVD ที่ตั้งอยู่อย่างเงียบเหงาสักพัก และฉันในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้หยิบเอาแผ่น DVD สมัยที่เราเคยไปถ่าย Photo book ที่เกาะภูเก็ตออกมาดู ทั้งๆ ที่มันก็ทำให้ฉันหัวเราะได้และร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน
    ฉันนั่งดูภาพกิจกรรมต่างๆ ที่เหล่าผองเพื่อนกำลังทำด้วยกันอย่างสนุกสนานจนเวลาล่วงเลยไปอย่างเนิ่นนาน ฉันที่ยังคงยิ้มได้อย่างมีความสุขก็ต้องมาสะดุดกับช่วงท้ายๆ ของแผ่น
    ที่แต่ละคนจะส่งข้อความถึงกันผ่านทางกล้อง self cam
    .
    .
    .
    [ช่วยพูดถึงเจสสิก้าหน่อยสิครับ]
    เจสสิก้า…”
    ฉันมองดูตัวเองที่กำลังแสร้งทำเป็นยิ้มและหลบสายตายามที่กำลังคิดถึงข้อความที่จะพูดออกมาแต่ละคำ
    หลังจากที่ได้ดู แล้วก็รู้จักเธอมานาน เธอก็เป็นคนที่มีเสน่ห์คนนึงเธอดูเหมือนเป็นคนขี้อายเอามากๆ แต่ว่านั่นแหล่ะค่ะคือสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับเธอ
    จากนี้ไปร้องไห้ให้น้อยลงหน่อยนะ เพราะเธอดูค่อนข้างขี้แงอยู่เล็กน้อย แล้วก็ขอบคุณนะ ขอบคุณที่อู่ด้วยกันมา แล้วก็คอยติดตามฉันไปไหนมาไหนขอบคุณจริงๆ
    ฉันหยิบเอารีโมตของเครื่องเล่นนั้นขึ้นมาและกดปิดมันไปทันที เพราะฉันทนดูต่อไปไม่ได้จริงๆ ฉันพยายามปาดเอาน้ำตาใสๆ ที่เริ่มไหลรินจนอาบแก้มออกจากใบหน้า แต่ยิ่งทำมันก็ยิ่งไหลออกมามากยิ่งขึ้น จนฉันไม่สามารถจะสกัดกลั้นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดนี้ไว้ได้
    มันคงเป็นความผิดของฉันเองแหล่ะความผิดของฉันที่ไปหลงรักเธอเข้า
    .
    .
    .
    ความผิดของฉัน แต่เพียงผู้เดียว 

    -

    ----------------------------------------------[Update 28/12/2011]

    ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ หนึ่งปีก่อน เธอยังจำบทเพลงที่ฉันเป็นคนเขียนได้ไหม ? บทเพลงที่เธอเคยถามฉันว่าเขียนให้ใคร ? จนมาถึงตอนนี้ฉันยังจำมันได้ดีไม่มีลืม ฉันยังจำได้แม้กระทั่งเธอมาแซวว่าฉันอกหักเหรอ ถึงได้มาเขียนเพลงเศร้าๆ แบบนี้… ?
    ตอนนั้นที่ฉันไม่ได้ตอบอะไรฉันเอามาตอบตอนนี้ มันจะทันไหมนะ ?
    .
    .
    .
    ว่าคนที่ทำให้ฉันต้องเขียนเพลงๆ นี้ขึ้นมาก็คือเธอเองนั่นแหล่ะ เจสสิก้า มันเป็นความผิดของฉันเองที่ไปหลงรักเพื่อนอย่างเธอเข้า ฉันผิดเองที่ยังคงหวังว่าสิ่งที่ฉันทำให้กับเธอมันจะไม่สูญเปล่าและสักวันเธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปแต่เรื่องเก่าๆ เหล่านั้นมันคงจะไม่สำคัญแล้วสินะ
    ตัวฉันก็ได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ ต่อไป หวังว่าสักวันเธอจะมองเห็นฉันในสายตา มองเห็นฉันในฐานะที่ไม่ใช่ เพื่อนทั้งหมดนี้คือความผิดของฉันเองใช่ไหม ? ความผิดที่ฉันหวังในสิ่งที่มันไม่มีทางเป็นจริงไปได้
    อารมณ์ของฉันในตอนนี้กับตอนนั้นยังคงเหมือนเดิม
    ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
     
    아직제자리죠여전히그대곁에서헤매이다지쳐서
    ฉันยังคงยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ที่เดิม
    ข้างๆ เธอ แต่ฉันในตอนนี้เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกินกับความรู้สึกสงสัย
    오늘도그댈맴돌다하루하루흘러흘러서여기까지온거죠
    วันนี้ ฉันก็ยังคงก้าวเดินต่อไป ก้าวไปอย่างช้าๆ ผ่านวันและเวลาที่ยังคงหมุนต่อไปเรื่อยๆ
    แต่นั่นแหล่ะคือฉันที่หยุดยืนอยู่ตรงนี้
    알면서아픈알면서도
    เธอรู้ไหม ว่าหัวใจดวงนี้ของฉันกำลังรู้สึกเจ็บ
    웃는그대가아프게하죠
    ยิ่งได้เห็นเธอหัวเราะมากเท่าใดหัวใจของฉัน ก็ยิ่งเจ็บมากขึ้นเท่านั้น
     
    ฉันเหลือบหันไปมองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาตรงหน้า แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ภาพอันเลือนรางจากแสงไฟอันน้อยนิด แต่ฉันก็เห็นสภาพของตัวเองได้อย่างชัดเจนน้ำตายังคงไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย ความเจ็บปวดที่ได้รับมันเกินจะทานทนมันเกินกว่าที่หัวใจอันบอบช้ำของฉันจะรับเอาไว้ได้จริงๆ
    แหมะ
    .
    แหมะ
    .
    .
    น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงหล่นลงไปกระทบกับพื้น มันไม่ได้ช่วยบรรเทาให้ความเจ็บปวดของฉันลดน้อยลงไปด้วยเลย ยิ่งฉันร้องมากเท่าไรความเจ็บปวด มันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
     
    나를사랑하게만들지못한잘못이죠
    มันเป็นความผิดของฉันเองความผิด ที่ไม่สามารถทำให้เธอมารักฉันมากว่านี้ได้
    내가사랑해서만들어버린잘못이죠
    มันเป็นความผิดของฉันเป็นความผิดที่กลับรู้สึกรักเธอ มากกว่าที่เธอรักฉัน
    마음만큼나를사랑하게하지못했었던거였죠잘못이죠
    มันเป็นความผิดของฉันเองที่ไม่สามารถทำให้เธอมารักฉันได้
    ตามที่ฉันได้ตั้งความหวังเอาไว้
     
    ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดพลาดของฉันเอง
     
    얼마나많은시간을눈물을흘려야하나요약속만을믿으며
    ฉันจะต้องร้องไห้อีกนานเท่าไรกับการที่ต้องฉันเชื่อมั่นในคำสัญญาของเราสอง
    기다려달라던거짓말이제속았던욕심도지쳐버리고만거죠
    คำสัญญาที่หลอกให้ฉันได้แต่เฝ้ารอ
    รอจนแม้กระทั่งความโลภที่เคยมีในจิตใจยังรู้สึกอ่อนล้าจนเกินทานทน
    알면서아픈알면서
    เธอรู้ไหม ? ว่าหัวใจของฉันกำลังเจ็บปวด
    그렇게모른웃을없잖아요
    ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องแสร้งทำเป็นหัวเราะ ราวกับว่าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร
    .
    .
    .
    가질없는걸알면서
    ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของเธอ
     
    ใช่ฉันรู้ว่าฉันไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของเธอ แถมฉันยังไม่มีสิทธิ์ที่จะคอยอยู่เคียงข้างเธอด้วย ฉันมันฉันมันเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องอะไรเลยจริงๆ ฉันมองดูตัวเองในกระจกอีกครั้งตัวฉันในตอนนี้ ทำอะไรได้บ้าง นอกเสียจากแอบมานั่งร้องไห้อยู่อย่างนี้ ?
    มันช่างเจ็บ และปวดเหลือเกิน
    ฉันนั่งคิดย้อนกลับไปถึงตัวฉันในสมัยก่อนตัวฉัน ที่กำลังนั่งเขียนเพลงๆ นี้
    มันเริ่มต้นจากอะไรกันนะคำถามแรกที่เกิดขึ้นในจิตใจของฉันที่กำลังนั่งแหงนมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนอย่างเหม่อๆ สายลมหนาวที่คอยพัดผ่านไปมา สร้างความรู้สึกหนาวเหน็บเจียนตายให้กับทั้งกายและจิตใจที่แสนจะบอบช้ำของฉัน
    หัวใจที่บอบช้ำจากหญิงสาวคนหนึ่ง
    ซึ่งเธอคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกเสียจากเจสสิก้า เพื่อนสนิทของฉันเอง
    “…”
    แสงจันทร์จากภายนอกสาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนอันมืดมิดทำให้พอเห็นสมุดโน๊ตที่ฉันกำลังขีดเขียนข้อความลงไปทีละตัวทีละตัวได้พอรางๆ ฉันก้มลงมองสมุดโน้ตเล่มนั้นอีกครั้ง สมุดโน๊ตที่เป็นเหมือนไดอารี่ที่คอยเก็บกักความรู้สึก ความคิด และความลับที่ไม่ต้องการให้ใครได้รับรู้ลงไป หรืออีกนัยหนึ่งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหีบแพนโดร่า ที่คอยกักเก็บสิ่งชั่วร้ายมิให้เล็ดลอดออกมา
    ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอมันก็ควรจะถูกปิดผนึกเอาไว้ในสมุดเล่มนี้
    โดยมีแต่ฉันเท่านั้นที่รู้ใช่ไหม ?
    ฉันเหลือบหันไปมองดูวิวทิวทัศน์อันเงียบเหงาทางด้านนอกอีกครั้ง สายตา... เหลือบไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินจูงมือมาตามทางเดินตั้งแต่ไกลๆ ท่าเดินที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะมองจากใกล้ๆ หรือไกลๆ ฉันก็จำมันได้ดี... ความรู้สึกเจ็บปวดจึงเริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละน้อย... ทีละน้อย
    สายตายังคงมองไปยังหญิงสาวคนนั้นที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี จากระยะทางที่ใกล้เข้ามาทำให้ฉันเริ่มเห็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าสวยนั้น ราวกับทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน... ส่วนตัวฉันก็ได้แต่มองดูทั้งคู่อยู่เงียบๆ คอยเฝ้าดู จากจุดที่อยู่ไกลออกมา
    จนฉันสัมผัสได้ถึงความร้อนที่เริ่มก่อตัวขึ้นที่ขอบตา พร้อมๆ กับความชื้นจากน้ำตาที่เริ่มรินไหล เป็นจังหวะเดียวกับที่หมู่เมฆเบื้องบนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงจันทร์ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลับมาสู่ความมืดมิดและความเงียบเหงายามราตรีอีกครั้ง
     
    ฉันยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ข้างๆ เธอ
    แต่ในตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยล้า และเจ็บปวดเหลือเกินกับความรู้สึกสงสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
    ว่าจริงๆ แล้วตัวฉันนั้นรู้สึกยังไงกับเธอกันแน่
    .
    .
    .
    แม้ว่าวันนี้ตัวฉันจะยังก้าวเดินต่อไป ก้าวต่อไปอย่างช้าๆ ผ่านวันเวลาที่ยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไป
    แต่นั่นแหล่ะคือฉันตัวฉัน ที่หยุดยืนอยู่ตรงนี้ คอยเฝ้าดูเธออยู่จากที่ๆ แสนไกล
    เธอจะรู้ไหม ? ว่าหัวใจของฉันต้องรู้สึกเจ็บปวดเท่าไร
    เธอจะรู้ไหม ? ว่าหัวใจของฉันต้องบอบช้ำอีกมากแค่ไหน
    เพราะฉันเลือกที่จะอยู่ใกล้เธอ
    หัวใจของฉันจึงรู้สึกเจ็บ ยิ่งเห็นเธอหัวเราะ เห็นเธอมีความสุขมากแค่ไหน
    หัวใจของฉันมันก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
    .
    .
    .
    มันคงเป็นความผิดของฉันเองเป็นความผิดของตัวฉันที่ไปหลงรักเธอเข้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าระหว่างเรามันเป็นได้เพียงแค่เพื่อน มันเป็นความผิดของฉันเองที่ไม่สามารถทำให้เธอมองฉันในฐานะของ คนรักได้เหมือนอย่างที่ฉันเฝ้ามองดูเธอ
    มันเป็นความผิดของฉันแต่เพียงผู้เดียว
    ความผิดพลาดที่ไม่สามารถทำให้เธอมารักฉันได้ เหมือนอย่างที่ฉันรักเธอ
    เป็นความผิดของฉัน ที่ได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้ฉันกับเธอ ได้อยู่ในฐานะอื่น
    ที่ไม่ใช่ เพื่อน
    เหมือนอย่างที่ฉันหวังมาโดยตลอด
    .
    .
    .
    ตัวฉันจะต้องร้องไห้ต่อไปอีกนานแค่ไหน ? ร้องไห้เจ็บปวดกับหญิงสาวที่ไม่รู้เลยว่าทุกวันนี้ฉันต้องเจ็บปวดเพราะใคร ร้องไห้ให้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอไม่รู้เลยว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน
    เธอยังจำได้ไหม ? ว่าเธอเคยพูดอะไรกับฉัน
    คำว่า รักที่ออกมาจากปากของเธอในตอนนั้น มันทำให้ตัวฉันในตอนนี้ต้องเจ็บปวดมากถึงเพียงไหน ?
    เพราะฉันไม่รู้เลยไม่รู้จริงๆ ว่าเธอเพียงแค่พูดมันออกมาเล่นๆ
    หรือเธอคิดแบบนั้นกับฉันจริงๆ
    อีกทั้งคำสัญญาที่เธอเคยให้ไว้กับฉันว่าเธอจะอยู่กับฉันเรื่อยไป เธอยังจำมันได้ไหม ?
    หรือเธอเพียงแค่พูดมันออกมาเพื่อให้ฉันรู้สึกสบายใจ ?
    แต่
    เธอรู้อะไรไหม ?
    ว่าฉันต้องรู้สึกเจ็บปวดกับมันเท่าไร
    .
    .
    .
    ฉันที่ได้แต่ยืนมองดูเธออยู่ในที่ไกลๆ ต้องเจ็บปวดมากแค่ไหนเมื่อเห็นเธอมีความสุขอยู่กับชายอื่นทั้งๆ ที่ฉันเองก็รักเธอมาก และอาจจะมากกว่าผู้ชายเหล่านั้น
    แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ทำอะไรไม่ได้
    เพราะคำว่า เพื่อนจึงทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ เพราะ เพื่อนไม่สามารถเป็น คนรักกันได้ นั่นแหล่ะคือความจริงที่ฉันได้รับรู้และฉันก็รู้ ว่าฉันไม่สามารถเป็นคนรักของเธอได้ ตราบใดที่ยังมีคำว่า เพื่อนอยู่ระหว่างเรา
    .
    .
    .
    ตราบใดที่เธอยังมองฉันอยู่ในฐานะ เพื่อน
     
    ฉันก้มลงมองสิ่งที่ตัวเองเขียนลงไปในสมุดนั้นอีกครั้งทั้งน้ำตา โดยเฉพาะกับประโยคที่ว่า ฉันไม่สามารถเป็นเจ้าของเธอได้ ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวเท่านั้น ที่ฉันอยากจะบอกกล่าวกับเธอผ่านทางบทเพลงที่ฉันเป็นคนเขียนขึ้น เจสสิก้า ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวเท่านั้น
    แต่ถึงอย่างนั้น
    เธอก็ไม่รู้อยู่ดีว่าฉันเขียนมันให้ใครและต้องการจะบอกกับใคร ทั้งๆ ที่คนที่ฉันต้องการจะให้รู้ก็อยู่แค่ตรงหน้า อยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้นจะมีไหมนะ
    สักวันที่เธอได้รู้ว่าฉันต้องการอะไร
    สักวันที่เธอได้รู้ว่าที่ผ่านๆ มาฉันทำไปเพื่อใคร
    สักวันที่เธอได้รู้ว่าที่ผ่านๆ มาฉันต้องเจ็บปวดเพราะใคร
    สักวันที่เธอจะรู้ว่าฉันเขียนเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อใคร
    และสุดท้าย
    สักวันที่เธอจะรู้ว่า ฉันรักใคร เจสสิก้า

    ----------------------------------------------[Yulsic's Real Love Story : End]

    ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันเรื่อยมา... เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเฉลยข้อข้องใจที่ใครต่อใครอาจจะเคยสังเกตแต่ไม่มั่นใจ รวมไปถึงการที่ยูริเปลี่ยนไป โดยการเขียนอิงจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในรูปแบบของนวนิยาย

    ขอขอบคุณจริงๆ ครับ :
    zeritherlyn

    นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    คำนิยม Top

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    คำนิยมล่าสุด

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    ความคิดเห็น

    ×