Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,389 Views

  • 59 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    315

    Overall
    2,389

ตอนที่ 22 : ACT:3 New traveler on the forgotten road Part:2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

           หลังหนีจากการโดนสตอร์มคองไล่ล่าอย่างหนัก ตอนนี้ก็ผ่านมา 2 วันแล้วละ ชั้นเริ่มจะเดินได้บางแล้วละ หลังจากใช้ร่างกายไปอย่างหนักจนแทบจะขยับตัวไม่ได้อะนะ


           อ่อจริงด้วยสิ ยังไม่ได้แนะนำตัวกันตั้งแต่ตอนที่แล้วเลยสินะ ชั้นไงละ คราเนียร์ เรียกสั้นๆว่า เคียร์ ก็ได้นะ

           ตอนนี้เรากำลังตั้งแคมป์กันอยู่ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ถึงจะบอกว่าตั้งแคมป์กันอยู่ก็เถอะแต่บอกตรงๆชั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหรหรอกนะ คนที่กำลังกางเต้นท์อยู่ตอนนี้ก็เป็นพี่มิลลี่กับคุณแม่ ส่วนเจ้าบาคก็ไปหาล่าสัตว์มาเป็นมื้อเย็นละ ส่วนชั้นก็ถูกแม่ห้ามไม่ให้ทำอะไรหนะสิ เพราะแม่กลัวว่าชั้นจะฝืนร่างกายตัวเอง โธ่ กะอิแค่กางเต้นท์เอง ตอนนี้ก็เริ่มเดินเองได้แล้วคงไม่เป็นอะไรมากหรอกน่า แต่พอชั้นกำลังจะขยับตัว ร่างกายก็เรียกร้องออกมาด้วยการส่งความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง โอ้ยเจ็บอะ ไม่ขยับตัวก็ได้ ถึงจะบอกว่าพอเดินได้แต่เอาเข้าจริงหอยทากน่าจะเดินเร็วกว่าชั้นในตอนนี้อะนะ ลำบากชะมัดเลยให้ตายเถอะ ทีหลังถ้าจะผืนร่างกายตัวเองคงต้องคิดให้ดีๆก่อนละนะ  


           หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหรเจ้าบาคก็กลับมา พร้อมกับแบกกระเป๋าหนังใบหนึ่งมาด้วย


"โอ้กลับมาแล้วเหรอบาค ว่าแต่กระเป๋าหนังใบนั้นหนะ กระเป๋ามิติเหรอ ?"(เคียร์)


"ไอ่นี่หนะเหรอ ก็แค่กระเป๋าเวทย์ธรรมดาๆนี่แหละ ของระดับนั้นข้าทำไม่เป็นหรอก"(บาค์คั่น)


"กระเป๋าเวทย์เหรอ ? ต่างจากกระเป๋ามิติ?"(เคียร์)


"ข้าละแปลกใจจริงๆว่ามีเรื่องที่อาจารย์ไม่รู้ด้วยเหรอ"(บาค์คั่น)


"ชั้นก็คนธรรมดาๆเหมือนกันนะ ก็ต้องมีเรื่องไม่รู้บ้างสิ"(เคียร์)


"พูดคำว่าธรรมดาออกมาได้นะ ไม่กระดากปากจริงดิ มีเด็กอายุ 11 ที่ไหนเขาทำกระเป๋ามิติได้มั่งละ"(บาค์คั่น)


"แต่ว่า น้าก็ทำได้นะจ๊ะ"(แคลร์)


"โอ้ย ตรรกะทั่วๆไปใช้กับบ้านนี้ไม่ได้เลย"(บาค์คั่น)


"ช่างหัวตรรกะทั่วๆไปที่ว่านั้นแล้วบอกชั้นมาซักที ว่าไอ่กระเป๋าเวทย์ที่ว่านั้นมันไม่เหมือนกระเป๋ามิติยังไง"(เคียร์)


"ให้ข้าอธิบายคง ไม่เข้าใจแหงๆให้น้าแคลร์อธิบายเถอะ"(บาค์คั่น)


"ก่อนอื่นเลยก็คือ ลูกเรียนข้ามขั้นใช่ไหมละจ๊ะ? เพราะก่อนที่จะทำกรัเป๋ามิติ จะต้องผ่านกระเป๋าเวทย์ที่เป็นขั้นรองลงมาก่อน แม่พูดถูกไหม?"(แคลร์)


"ตอนหนูเรียนกับตาลุง ตาลุงก็สอนทำกระเป๋ามิติเลย ไม่รู้นะเนี้ยว่าเรียนข้ามมาหนะ"(เคียร์)


"โถ้ เจ้ากริฟ นี่แกคึกเกินไปจนลืมสอนเรื่องพื้นฐานเลยสินะ แล้วไม่รู้ว่าลืมสอนอะไรไปบ้างด้วยสิ กลับบ้านไปจะไปบ่นให้หูชาเลยสิคอยดู เอาละลูกแม่ เดี๋ยวแม่จะสอนให้เองเรื้องพื้นฐานของกระเป๋าเวทย์"(แคลร์)


           แม่ใช้เวลาไม่นานในการอธิบายความต่างของกระเป๋าสองแบบพร้อมกับบอกวิธีการสร้างแบบคร่าวๆ สรุปสั้นๆเลยก็คือ ความจุของกระเป๋าเวทย์จะน้อยกกว่ามากเพราะใช้หลักการย่อส่วนวัตถุด้วยคำสั่งเวทย์ และเวลาในกระเป๋าเวทย์จะเดินเท่าเวลาปกติ ส่วนมากจะใช้เป็นคำสั่งเวทย์สายความควบคุมอุณหภูมิซะมากกว่า แต่ก็หาได้ทั่วไปราคาไม่แพงมากเท่าไหร แต่ทำเองจะประหยัดกว่ามาก ขอเสียหลักๆเลยก็คือต้องเปลียนหินเวทย์บ่อยๆนั้นแหละ มันไม่เหมือนกับกระเป๋ามิติที่ใส่พลังเวทย์เฉพาะตอนเปิดกระเป๋า แต่สำหรับกระเป๋าเงทย์นั้นต้องคงคำสั่งย่อส่วนของเอาไว้ก็เลยต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา ถ้าพลังเวทย์ในหินหมดก่อนแล้วละก็เตรียมใจที่กระเป๋าจะขาดเพราะเวทย์หมดฤทธิ์ไว้ได้เลย


"เอาละ มาตั้งเตาเตรียมทำอาหารกันดีกว่านะ"(มิลลี่)


           พี่มิลลี่ที่นั่งฟังเงียบๆมาตลอด พูดขึ้นมา มันทำให้ชั้นรู้สึกหิวหลังพี่มิลลี่พูดจบประโยค จริงด้วยสิมื้อที่กินล่าสุดตั้งแต่ช่วงสายๆแล้ว ส่วนมื้อเที้ยงไม่ได้กินเยอะมากเท่าไหร แค่พักดื่มน้ำแล้วก็กินขนมปังครึ่งก้อนเพื่อประหยัดเวลา


"ว่าแต่บาค วันนี้ล่าอะไรมาได้ละ"(มิลลี่)


"ก็เหมือนเดิม กวางสน ที่หาได้ทั่วไปในป่าเขตนี้นั้นแหละ"(บาค์คั่น)


"ก็นั้นสินะ ถ้าเจอกระต่ายเขี้ยวละก็ คงจะโชคดีไม่น้อยเลย"(มิลลี่)


           กวางสน ง่ายๆว่าเป็นกวางที่เขามันมีอะไรคล้ายๆ ใบต้นสนอยู่นั้นแหละ ตัวของมันแทบจะกลมกลืนไปกับพื้นที่รอบๆเพราะสีของมันแทบจะกลืนไปกับสีน้ำตาลเข้มของตนสนเลยละ มันถึงพูกเรียกว่ากวางสน ส่วนกระต่ายเขี้ยวก็ตามชื่อ มันมีตาสีแดง ขนสีขาวและมีเขี้ยวแหลมๆยาวออกมาจากปากและความแข็งของเขี้ยวมันสามารถเอาไปทำอุปกรณ์เวทย์ชั้นดีได้เลยละ ถึงเขี้ยวมันจะดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่ว่าเนื้อของมันนั้นอร่อยใช้ได้เลยนะ เรียกว่าแทบไม่ต้องปรุงเลยทีเดียว แต่ว่ามันก็หายากนั้นแหละ แถมถ้าพลาดก็คอเราจะทะลุง่ายๆเลยแหละ


"แล้วเจอพืชอะไรที่พอจะกินได้ไหมบาค"(เคียร์)


"ข้าพยายามหาแล้วอาจารย์ โทษทีแต่หายังไงก็ไม่เจอ"(บาค์คั่น)


"เห้อ เริ่มเกลียดป่าเขตหนาวก็วันนี้แหละ"(เคียร์)


"อดทนไว้เคียร์จัง อีก 3 วันก็น่าจะถึงหมู่บ้านใกล้ๆแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยซื้อกินให้พอใจเลยก็ได้นะ"(มิลลี่)


"แต่ถ้าซื้อจนเงินหมดนี้ก็คงลำบากเอาดิ"(บาค์คั่น)


"เฮ้อ เอาเหอะยังไงอาหารพี่มิลลี่ก็อร่อยอยู่แล้ว คงเบื่อยากพอดูเลยละ แต่ขาดผักแล้วรู้สึกแย่ยังไงไม่รู้สิ"(เคียร์)


"ถ้าไม่ใช่เพราะน้าแคลร์สอนทำละพี่ก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกน๊ะ"(มิลลี่)


           อาหารวันนี้ก็ยังคงเป็นแบบเดิม คือครีมสตูว์ง่ายๆที่ใส่เนื้อ นมมันฝรั่งแล้วก็ แป้งสาลีลงไป กินคู่กับขนมปังแข็งก้อนหนึ่ง ของทุกอย่างเอามาจากหมู่บ้านทั้งหมด แต่มีแค่มื้อเช้าและเย็นของ 1 สัปดาห์ สำหรับ 3 คนเท่านั้น เพราะต้องประหยัดเสบียงของหมู่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็หาขายของที่ล่ามาได้ตามทางเพื่อที่จะเติมเสปียงที่หมดไป แล้วก็แบ่งเก็บมากินเองด้วยส่วนหนึ่ง แต่ของบางอย่างที่ล่าไม่ได้ก็ต้องซื้อละนะ พวกเกลือ พริกไทยแล้วก็เครื่องเทศต่างๆ น้ำตาลจะเป็นของที่ไม่แพงแต่ก็ยังอยู่เกณฑ์ที่ไม่ถูกเช่นกัน เลยไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ แล้วถ้าเป็นน้ำผึ้งละ ถ้ามาเห็นผึ้งของโลกนี้ละก็ คงจะเดาราคาของมันได้ไม่ยาก แต่ที่แน่ๆมันคือเครื่องปรุงชั้นสูงเลยละ    


           สำหรับเรื่องน้ำนี่ตัดปัญหาไปได้เลยเพราะสร้างขึ้นมาได้จากเวทย์นี่แหละนะโลกแฟนตาซี หลังจากกินเสร็จก็เตรียมเก็บข้าวของและเข้านอนกันให้เรียบร้อย เตาไฟเป็นอุปกรณ์เวทย์ เพราะงั้นเลยไม่ต้องก่อไฟ สะดวกสบายจังเลยนะ


           แล้วเหตุการณ์ต่างๆก็เป็นแบบนี้ไปอีกสามวัน เราโชคดีเจอกระต่ายเขี้ยวกลางทางบ้าง ถ้านับรวมๆมาหนึ่งสัปดาห์ก็เจอตังสองตัวแหละ ขนของมันขายได้ราคาดีมาก เขี้ยวก็เช่นกัน หลังจากเดินทางกันแบบชิลๆในที่สุกก็ได้มาถึงหมู่บ้านที่เคยพูดถึงกันซักที


"เห้ยๆ ไอ่นั้นไม่ใช้แบบที่คิดใช่ไหมเนี้ย . . . ."(เคียร์)


           ตอนที่ถึงหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านฉันก็ลองมองเข้าไปดู ก็ดันไปเห็นของที่รู้จักเข้า ถ้าเดาจากการใช้ชีวิตในหมู่บ้านละของชั้นละก็ คงเดาได้ไม่ยากว่าอยู่ในอารยธรรมช่วงยุคกลาง


"โอ้ๆ โครงการเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี่เอามาใช้จริงได้แล้วเหรอ เจ้านั้นก็ทำเอาตกใจเลยนะเนี้ยเลยนะ"(แคลร์)


"แม่โครงการที่ว่านั้น มันคือ . . ."(เคียร์)


"แหม๋ๆเหมือนว่าลูกจะรู้จะมันอยู่แล้วสิเนี้ย"(แคลร์)


"อุ๊ พอดี เหมือนเคยอ่านเจอในหนังสือหนะ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าใช่มันไหม"(เคียร์)


           แล้วแม่ก็ยิ้มแล้วหัวเราะหุๆราวกับว่ามองชั้นออกว่าคิดอะไรอยู่ แต่ให้ตายเถอะ เอาจริงดิ!?บนโลกนี้มีของอย่างงี้แล้วเหรอ


"เข้าไปดูข้างในให้ชัดๆนี้กว่านะจ๊ะ อยู่ตรงนี้อาจจะมองไม่ค่อยออกก็ได้"(แคลร์)


           แม่ก็ยังคงยิ้มอยู่เหมือนเดิม ราวกับมีความสุขที่ได้เห็นชั้นกำลังสงสัยอะไรซักอย่างอยู่ บางทีความสงสัยของชั้นอาจจะแสดงผ่านสีหน้าออกมาเลยก็ได้


"ก็พอรู้อยู่แหละว่าอาจารย์เป็นพวกหน้าตายไม่ค่อยแสดงสีหน้าเท่าไหร แต่ไม่นึกวันนี้ว่าจะแสดงอารมย์ออกมาขนาดนี้"(บาค์คั้น)


"หายากนะเนี้ยที่เคียร์จังจำทำหน้าอย่างอื่นนอกจากหน้านิ่งๆนั้น อืมๆ จะเก็ยไว้ในส่วนลึกขวามความทรงจำเลย ฮุๆๆๆ"(มิลลี่)


           ว่าแล้วเชียว แต่จะว่าถ้ามองดีๆจะเห็นได้ว่าแม้จะบอกว่าเป็นหมู่บ้านเล็กๆแต่จากการที่ลองมองคร่าวๆแล้ว นี่มันเมืองๆหนึ่งเลยนะ แถมวัสดุที่ใช้สร้างกำแพงส่วนใหญ่ถึงจะเป็นไม้บ้างหินบ้างแต่ก็มีส่วนที่เป็นอิฐและปูนด้วย ถ้าให้เทียวก็อารมย์คล้ายๆพวกบ้านพักตากอากาศในโลกเดิมเลย แถมกำแพงกับประตูไม้นั้นก็ให้อารมย์เหมือนมาเที่ยวค่ายลูกเสือเหมือนกัน ถึงจะเป็นไม้แต่ก็ดูแข็งแรงทนๆ ประหยัดทนทานและคุณภาพดีด้วยสินะ สุดยอดเลยแหะ

           

           ไม่นานนักก็เดินมาถึงจุดตรวจคนเข้า ถึงจะเรียกกันหมู่บ้านแต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วย เป็นที่ที่ดีจังเลยนะ ว่าแต่โลกนี้เค้ามีของแบบพวกบัตรประชาชนรึปล่าวนะ ถ้าเกิดต้องใช้แต่เรายังไม่มีละ


"แม่คะ เราต้องมีอะไรมายืนยันตัวก่อนเข้าหมู่บ้านรึเปล่าคะเนี้ย ถ้าพวกหนูไม่มีละ?"(เคียร์)


"ใช่แล้วละจ้าต้องมีบัตรยืนยันก่อนเข้า แต่ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีก็ทำอันชั่วคราวที่นี่ก่อนแล้วค่อยไปทำใหม่ที่เมืองหลวงอีกรอบ เพราะฉนั้นหายห่วงได้เลยนะจ๊ะ"(แคลร์)


           ค่อยโล่งหน่อย กลัวว่าถ้าไม่มีอะไรยืนยันตัวจะโดนรวบเข้าคุกนี่สิ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคงเรียกตัวเองว่าประเทศเสรีไม่ได้ละนะ ไม่นานก็ถึงคิวเราก็มาถึงแล้ว


"คนต่อไปครับ"(พนักงาน)


           โอ้เหมือนพนักงานจะใช่ภาษาแบบทางการด้วยสิ คุณแม่ก็เดินเข้าไปแล้วหยิบบัตรที่เหมือนทำจากเหล็กออกมาแล้วยื่นให้พนักงาน เหมือนคุณพนักงานจะสะดุ้งตอนดูบัตรของแม่ด้วยสิ แต่พอพนักงานกำลังทำท่าทีว่าจะพูดอะไรออกมาซักอย่างแม่ก็พูดหยุดขึ้นมาก่อน


"แหม่ๆ ฉันรู้นะว่าคุณคิดอะไรอยู่แต่วันนี้ฉันพาลูกๆมาด้วยเลยไม่อยากให้วุ่นวายซักเท่าไหร จะดีมากนะคะถ้าคุณไม่พูดถึงมัน"(แคลร์)


"ขะ. ขออภัยด้วยครับ คือไม่คิดว่าบุคลระดับคุณจะเดินทางมาแถวนี้โดยไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ขออภัยเป็นอย่างสูงกับท่าทีไม่เหมาะสมของผมด้วย ส่วนเด็กๆตรงนั้นคงยังไม่ได้ทำบัตรประจำตัวกันสินะครับ ทางเราจะออกบัตรชั่วคราวให้แต่ต้องจ่ายค่าภาษีเข้าเมือง สำหรับเด็กจะคิดแค่ครึ่งเดียว ทั้งหมด 30 บิลร์ ครับ"(พนักงาน)


"ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ ถ้ายังไงละก็ช่วยแนะนำที่พักดีๆให้จะดีมาเลยละค่ะ หมู่บ้านนี้เปลียนไปมากจากที่จำความได้ ยังไงก็รบกวนบอกทางอย่างระเอียดด้วยนะคะ"(แคลร์)


"เป็นเกิยรติอย่างยิ่งที่ได้ตอนรับครอบครัวของคุณครับ สิ่งที่คุณทำเอาไว้มันความหมายกับพวกเรามาก ส่วนที่พักที่ถูกและปลอดภัยอาหารอร่อยผมแนะนำ 'ที่พักพิงแห่งเหล่าแสงเทียน' เขาไปแล้วเลี้ยวซ้ายจะเจอกับย่านการค้ากับส่วนพกอาศัยเดินตรงไปเรื่อยๆจะเห็นอยู่ทางขวาเป็นอาคารไม้ครับ อ่อแล้วก็ นี่ครับแผนที่เมือง กับบัตรผ่านชั่วคราวครับ ยังไงก็ขอให้พกติดตัวไว้ตลอดตอนจะเข้าออกเมืองนะครับ บัตรนี่มีอายุ 1 สัปดาห์ หากถึงวันครบกำหนดแล้วไม่มาต่ออายุบัตรเราจะปรับเป็นจำนวนเต็มในราคาค่าผ่านทางโดยจะเพิ่มค่าปรับตามจำนวนวันที่อยู่ หากอยู่เกิน3วันโดยไม่มีบัตรเราจะถือว่าเป็นการลักลอบเข้าเมืองและจะลงโทษตามความผิดนะครับ แล้วบัตรพวกนี้จะหายไปหลังหมดอายุของมันเพราะฉนั้นไม่ต้องเอามาคืนครับ"(พนักงาน)


           โอ้เหมือนจะได้ยินอะไรน่าสนใจเข้าให้แล้วสิ ที่ว่า 'บุคลระดับคุณ' นี่แม่เราเนี้ยเป็นขุนนางเหรอ รึมีตำแหน่งอะไรละเนี้ย แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน เพราะอย่างแรกที่ต้องพูดถึงเลยคือ ค่าเงิน เพราะอยู่ในหมู่บ้านเราเลบไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยซักแดงเดียวเลยไม่รู้ด้วยว่าไอ้ค่าเงิน บิลร์ นี่มีค่าแค่ไหน เดาตากค่าใช้จ่ายเมื่อกี้แล้วน่าจะไม่น่าจะมากเท่าไหรมั้ง 30 บิลร์เนี้ย คุณแม่น่าจะพอมีเงินพอสมควร แต่เพื่อให้แน่ใจในค่าเงินเราต้องเอาของไปขายเพื่อนประเมินราคากับค่าเงิน


"ผมอธิบายทุกอย่างแล้ว เพราะฉนั้น ขอให้สนุกกับการเทียวเมือง ลาร์นุส ของพวกเรานะครับ"(พนักงาน)


           และในที่สุดพวกเราก็เข้ามาในเมืองแล้ว อย่างแรกที่รู้สึกทึ่งเลยก็คือ การจัดระเบียบและการวางผังเมืองของที่นี่ นี่คือเมืองที่เรียกได้ว่า มีรับเบียบสุดๆ โซนที่อยู่อาศัย กับย่านการค้าจะอยู่ตรงข้ามกัน ถัดมาก็เป็นพวกร้านสำหรับชนชั้นสูงและพวกคฤหาสน์ก็ต้องอยู่แถวๆนั้น ตรงด้านขวาไกลออกไปหน่อยจะเป็นเกี่ยวกับอุสาหกรรมและโรงงาน . . . ใช่แล้วโรงงาน พอยิ่งเข้ามาเห็นก็ยิ่งแน่ใจ  . . .


"นี่มัน เครื่องจักรไอน้ำ . . . ."(เคียร์)


"แม่คิดอยู่แล้วเชียวว่าลูกต้องรู้จักมัน"(แคลร์)


           วิทยาการของโลกนี้นี่มัน อยู่ในยุคไหนกันแน่เนี้ย อันที่จริงชั้นก็ไม่ควรที่จะเอาโลกเดิมมาเป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว เพราะที่นี้ไม่ใช่โลกเดิมของเรา เพราะฉนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้จะเป็นไปตามตรรกะ และบรรทัดฐานของโลกนี้ ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าโลกนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว ฮุๆ


"สุดยอดเลยแหะ พวกมนุษย์เนี้ย"(บาค์คั่น)


"นั้นสิ เมืองของพวกเค้ายังน่าทึ่งมากๆด้วย"(มิลลี่)


"เอาละๆ พวกเรารีบไปจองที่พักกันก่อนดีกว่า ได้ห้องแล้วค่อยออกมาเดินเที่ยวในเมืองก็ไม่เสียหายอะไร เกิดห้องเต็มมาเราคงงานเข้าแน่ๆ"(เคียร์)


"ข้าไม่มีปัญหาอะไรเกับการตั้งเต้นนอนข้างน้อกเมืองนั้นนะ"(บาค์คั่น)


"แต่นอนในห้องที่มีเตียงมันก็ดีกว่าปะ ?"(เคียร์)


"นั้นสิ เราก็ไม่ได้นอนบนเตียงนุ่มๆมาหลายวันแล้วนะ รึว่าบาคอยากนอนข้างนอกเหรอ ?"(มิลลี่)


"ไม่ๆข้าแค่จะบอกว่าต่อให้ไม่มีห้องพักว่างข้าก็นอนที่ไหนก็ได้ แค่นั้นเอง"(บาค์คั่น)


"ถ้างั้นก็ รีบไปกันเถอะ นี่ก็เริ่มเย็นแล้วด้วย"(เคียร์)


           พวกเราเริ่มออกเดินไปตามทางที่คุณพนักงานบอกมาก่อนหน้านี้ แต่ระหว่างเดินนี้มีคนมองเราตลอดทางเลยแหะ เราก็เปิดเวทย์พรางหูกับหางไว้แล้วนะ ถึงเมืองนี้จะมีคนหลากหลายเผ่าอาศัยอยู่ก็เถอะ แต่เผ่าของเราดันเป็นอะไรที่พบได้ยากมากๆนี่สิ ถ้าเกิดไม่พรางเอาไว้คงจะอยู่เงียบๆลำบากแน่ๆ ไม่นานหลังจากเข้าย่านการค้ามาเราก็ถึงหน้าโรงแรม 'ที่พักพิงแห่งเหล่าแสงเทียน' อาคารทั้งหลังทำจากไม้ แลดูเหมือนยังไม่เก่ามาก สูงน่าจะประมาณสามชั้นได้ ถ้าดูจากภายนอกมันดูกว้างมากเลยละ จะว่าไปอารมย์มันก็คล้ายๆกับพวกหนังคาวบอยเลยแหะ ช่วงปี 18 19 ประมาณนี้มั้งนะ


"ฟังจากเสียงที่ดังมาตากข้างในนั้นแล้วเหมือนคนจะเยอะสุดๆเลยแหะ"(เคียร์)


"นั้นสิ น่าจะเป็นที่พักยอดนิยมของเมืองละมั้งนะ"(มิลลี่)


"แต่คนเยอะแบบนี้ชักหวั่นๆ อาจจะต้องไปหาโรงแรมที่อื่นพักก็ได้ หนักสุดคือห้องเต็มทุกโรงแรมนี่แหละ"(เคียร์)


"เคียร์จังคิดมากเกินไปแล้ว ถึงคนมาเที่ยวในเมืองนี้จะเยอะก็จริงแต่ไม่น่าจะเยอะพอที่จะทำให้โรงแรมใหญ่ขนาดนี้เต็มได้หรอกน่า"(มิลลี่)


"คิดมากน่าอาจารย์ ข้าว่าเข้าไปดูก่อนเถอะ ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งไปคงไม่ช่วยให้รู้ได้ว่ามีห้องว่างไหม"(บาค์คั่น)


"นานๆทีแกก็พูดอะไรแบบนี้ได้เหมือนกันนะเนี้ยบาค เอาละเข้าไปกันเถอะ"(เคียร์)


           พอเปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างแรกที่เจอเลยก็คือ เคาน์เตอร์รับแขกที่กินพื้นที่ไปครึ่งห้องได้ ขนาดของห้องรับรองที่น่าประมาณสนามบาสมาตรฐานได้มั้ง

ทั้งห้องถูกตกแต่งไปด้วยหนังตัวอะไรซักอย่างที่พาดอยู่บนกำแพง แล้วก็มีเขาและกะโหลกของตัวอะไรไม่รู้แขวนไว้ตามกำแพง กระถางต้นไม้ถูกวางไว้ตามมุมห้องที่มีต้นอะไรซักอย่างอยู่ก็ดูสวยแบบเรียบๆดีให้อารมณ์เหมือนพวกอาคารต้อนรับของอุทยานแห่งชาติไม่ก็บ้านพักตากอากาศตามหนังสยองขวัณอยู่นะ ทางด้านซ้ายของเคาน์เตอร์จะเป็นบันได้พอมองขึ้นไปจะเจอชั้นลอยอยู่ไม่แน่ใจว่าใช่ชั้นสองไหม แต่พอมองดีๆเหมือนจะไม่ใช่แฮะ แต่พอมาลองดูทางขวาลึกเข้าไปจะมีบันได้แยกอีกต่างหาก น่าจะตรงนั้นแหละที่เป็นทางขึ้นไปชั้นสอง รอบๆจะมีเหมือนบอร์ดติดอยู่ทั้งสองข้างไม่รู้ว่ามันคืออะไร เหมือนว่าจะมีคนบางกลุ่มยืนคุยกันอยู่แถวๆบอร์ดนั้น ป้ายที่ติดตามบอร์ดนี่น่าจะป้ายรับสมัคงานมั้ง ชั้นลอยข้างบนนั้นก็มีบอร์ดคล้ายๆข้างล่างนี่อยู่เหมือนกัน


           พอเราเปิดประตูเข้ามาก็มีหลายคนมองมาที่เราหลายคนมองด้วยความสงสัยก่อนจะกลับไปคุยกับคนข้างๆต่อ แต่มีบางคนมองด้วยสายตาแปลกๆด้วยสิ แล้วก็มีสายตาที่หน้าขนลุกมองมาด้วยละ ถึงจะไม่แน่ใจแต่เหมือนว่าที่แห่งนี้น่าจะมีพวกหมีอยู่นะ เอาเป็นว่าถ้าพวกนี้จะทำอะไรแปลกๆละก็ จะรีบโกยให้ไวเลยละกัน หลังจ่กพวกเราเข้ามาได้ไม่นานคุณแม่ก็ตามเข้ามาแล้วจู่ๆบรรยากาศในห้องนี้ก็เงียบไปพักหนึ่ง เรียกว่าเงียบก็คงจะไม่ได้สิ เพราะต่างคนต่างมองไปที่คุณแม่แล้วหันไปคุยซุบซิบอะไรกันซักอย่าง ถึงจะฟังไม่ค่อยชัดเพราะไม่ได้หลอมจิตแต่ก็พอจับใจความได้หน่อยๆละนะ เนื้อหาก็ประมาณว่า


'ผู้หญิงคนนั้น คิดว่าคุ้นๆบ้างรึปล่าว'


'ไม่น่าใช่ ถ้าคนคนนั้นกลับมาจริงๆ น่าจะมีข่าวคราวอะไรบ้างสิ'


'แต่ที่เคยได้ยินมาก็คล้ายๆอยู่นะ'


'ข้าว่าไม่ใช่ ตามที่เคยได้ยินมาเธอคนนั้นเป็นครึ่งสัตว์นี่ แต่นี่ไม่มีหูกับหาง'


           เหมือนคุณแม่จะไม่ใช่คนธรรมดาๆแฮะ ตกลงแล้วคุณแม่เคยทำอะไรมาบ้างเนี้ย แต่ก็มีบางกลุ่มพูดเรื่องไม่น่าฟังอยู่


'คนตรงนั้นสวยใช้ได้เลยนี่หว่า ลูกขุนนางที่ไหนรึปล่าวเนี้ย'


'ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ไม่น่าใช่นะ ชาวบ้านธรรมดาๆมากกว่า น่าจะมาจากที่ไกลๆซักเมือง มาเที่ยวละมั้ง'


'เข้าไปจีบหน่อยไหมละ เลี้ยงเหล้าซักหน่อยอะไรงี้ เผื่ออาจจะจีบติด'


'ไม่ใช่ว่าเด็กสามคนนั้นเป็นลูกเหรอวะ'


'ไม่น่าใช่ น่าจะน้องๆมากกว่า'


           ก็จริงแหละ แม่เรานี่สวยสุดๆไปเลยแฮะ ถึงอายุจริงๆจะไม่รู้ก็เถอะ ถ้ามองจากมุมมองคนทั่วไปคิดว่าวัยรุ่นอยู่แน่นอน แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอ อยากย่างสดพวกหน้าม่อนี่ชะมัด ถึงชั้นจะใช้เวทย์ไฟไม่ได้ก็ยังอยากย่างพวกบ้านี้อยู่ดี คนแบบนี้มันมีอยู่ทั่วทุกที่ไม่เว้นแม้แต่โลกนี้เลยแฮะ


           ถึงบรรนากาศจะเปลียนไปบ้างซักพักทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ก็ดีเหมือนกันที่ไม่มีอีเว้นท์อะไรเกิดขึ้นแบบพวกมังงะไม่ก็นิยายหลายๆเรื่องละนะ ไม่งั้นคงวุ่นวายแน่ๆ คุณแม่ที่หลังจากเข้ามาก็มองไปรอบๆ ท่าทางเหมือนกำลังนึงถึงอะไรซักอย่างอยู่อันที่จริงก็เป็นมาตั้งแต่ข้างนอกนั้นละนะ คุณแม่น่าจะเคยมาที่เมืองนี้บ่อยๆแน่ๆ


"น่าคิดถึงเหมือนกันนะเนี้ย"(แคลร์)


"โฮ้ ก็ว่าอยู่คุ้นๆว่าใคร คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นเธอ ไง ไม่เจอกันซะนานานเลยนะ"


           เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลังของพวกเรา ถ้าไม่ติดว่าคุณแม่หันไปตามที่มาของเสียงนั้น เราก็คงคิดว่าคงเป็นแค่คนแถวนั้นคุยกันธรรมดาแน่ๆ


"ฮุๆๆ เธอก็ยังชอบโผล่มาแบบเงียบๆแล้วก็ทักทายจากข้างหลังเหมือนเคยเลยนะ ฟุลุน"(แคลร์)


"แหมๆ ไม่มีคนเรียกชื่อมานานแล้วนะเนี้ย แถมนี้เรียกฉันกันแต่เจ้ใหญ่ๆ จนแทบจะลืมชื่อตัวเองไปอยู่แล้วเนี้ย เหอะๆ"(ฟุลุน)


            ผู้หญิงที่กำลังคุยอยู่กับคุณแม่อยู่เหมือนจะชื่อฟุลุนนะ พอหันไปก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมถึงถูกเรียกว่าเจ้ใหญ่เพราะเธอสูงมากเลยละสำหรับผู้หญิงอะนะ แล้วก็ ถ้าดูเผินๆเหมือนอาจะดูเหมือนอายุยังไม่มากแต่บรรยากาศเหมือนทหารผ่านศึกยังไงไม่รู้สิ ถ้าให้เทียบก็คล้ายๆบรรยากาศของคุณลุงนิคละมั้งนะ

          

           อ่อสงสัยละสิว่าทำไมถึงบอกว่าลุงนิคเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน ก็ตอนเด็กๆนิคชอบพูดเรื่องเก่าๆให้ฟังบ่อยๆละนะ ถึงจะเหมือนพูดลอยๆแต่นานๆเข้าก็เริ่มจับใจความได้นี่สิ ว่าแต่ ตอนนี้ลุงเป็นยังไงบ้างนะ ยังสบายดีรึปล่าว รู้สึกคิดถึงจังเลยแฮะ ถ้าได้เจอกันอีกก็คงดีสิ แฟรงค์กะมินต์ก็ด้วย อยากจะเจอกันอีกซักครั้ง แต่ว่าคงจะเป็นไปไม่ได้หรอก ก็โลกพวกเราอยู่กันคนละใบนี่นะ


"เคียร์จัง เป็นอะไรเหรอ ?"(มิลลี่)


"เอ๊ะ? ก็ไม่เป็นอะไรนี่ก็ ปกติทุกอย่างนั้นแหละ แหะๆ"(เคียร์)


"แต่น้ำตานั้น . . ."(มิลลี่)


           พอพี่มิลลี่ทักก็รู้สึกได้ แก้มขวาของชั้นมันเปียกอยู่ เพราะน้ำตาที่ไหลออกมาสินะ ชั้นรีบใช้มือเซ็ดน้ำตาออก บ้าเอ้ย ดันทำให้ตัวเองหดหู่ซะได้ ต้องรีบปรับอารมย์ก่อน


"เคียร์จัง ไม่เป็นไรจริงๆใช่ไหม?"(มิลลี่)


"ไม่เป็นไรๆ แค่ . . . ฝุ่นมันเข้าตาหนะ"(เคียร์)



E- ND


ACT:3

New traveler on the forgotten road

Part:2

A new land for Me but old place for you


---------------------------------


[บ่นเบาบาง]


ฮุๆๆๆ 1 เดือนกว่าๆ . . . . เดือนเกือบสองเดือนที่หายไปยาวๆ จะว่าอู้เหรอ ใช่เราอู้เองแหละ 555555

เอาละมาเข้าประเด็นกันน้อ อย่างแรกเลย เราจะหายไปแบบนี้ทุกๆเมษาละ ปกติสำหรับคนที่ต้องกลับไปเยี้ยมญาติที่ต่างจังหวัดละนะ(? ) แต่เอาจริงๆพอไม่ได้ทำอะไรนานๆ ยกตัวอย่างแบบเขียนหนังสืองี้ พอจะกลับมาทำมันก็จะรู้สึกขี้เกียจหน่อยๆ แล้วสุดท้ายเลยเกิดความคิดที่ว่า เอ่อ เดี๋ยวค่อยทำทีหลังละกันสุดท้ายก็นั้นแหละ ว่าจะปั้นต้องแต่ 6 เมษา . . . . . .

ก็อย่างที่บ่นไปนั้นแหละบางครั้งการอู้มันก็น่ากลัวสุดๆเลย เอาเป็นว่าช่วงนี้จะมาลงให้ทุกสัปดาห์น้อสำหรับคนที่ยังตามอยู่ก็ขอขอบคุณมาก พวกคุณสุดยอดเลยทนกับความอู้ของเราได้ด้วย


แล้วอีกอย่างนะ พึ่งรู้จริงๆว่าเวลาเขียน 'แฮะ' เนี้ย มันต้องเขียนว่า 'แฮะ' ไม่ใช่ 'แหะ' อันนี้ Epic Fail มากๆ 55555 ยังไงก็ขอให้สนุกกับการอ่านน้อ ตอนนี้มันก็จะแปลกๆนิดหนึ่ง เพราะมันก็จะตันๆหน่อยๆ ยังไงก็เถอะตอนหน้าจะเตรียมตัวมาอย่างดีเลย ส่วนตอนนี้ก็ ทิ้งตัวละครใหม่และความลึกลับของคุณแม่ก็เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ฟฟฟฟฟฟ


ไปแล้ววววว ตัดจบแบบละครไทย!!!

(สารภาพว่าอู้ + ตันเลยตัดจบตอนไป)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #48 Nep Nep (@ad123c) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 20:07

    ยินดีต้อนรับกลับคะ
    #48
    0
  2. #47 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 19:51

    ยินดีต้อนรับการกลับมาครับและก็ขอบคุณสำหรับตอนใหม่ครับ

    #47
    0
  3. #46 _ml_lm_ (@_ml_lm_) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 18:23

    กลับมาแล้วววววว!!!!
    #46
    0