ฝันกลางวันยามเหมันต์ฤดู

ท่ามกลางเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บนี้ สิ่งเดียวที่ผมใฝ่ฝันถึงมีเพียงแค่ความสุขของคนในครอบครัวเท่านั้น

ยอดวิวรวม

28

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


28

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 พ.ค. 65 / 11:24 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 พ.ค. 65 / 11:24


序章: 残酷な冬の白日夢

ผมเปิดประตูเพื่อจะเดินออกไปจากบ้านท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บดังเช่นทุก ๆ วันเพราะแม่ผมยังต้องการอาหารและฟืนสำหรับก่อไฟ ท่านไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เพราะกำลังป่วยหนัก ส่วนพ่อก็ออกไปรบเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว เพราะฉะนั้นผมจึงเป็นคนเดียวที่สามารถ – และจำเป็นต้องทำหน้าที่นี้เพื่อช่วยเหลือแม่ ถึงแม่ว่าอากาศจะหนาวจนร่างกายแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งเพียงใด แต่ผม – คังจู เฮียวซัน (寒中 氷山) จะอดทนเพื่อครอบครัวอย่างถึงที่สุด

“เฮียวซัน ลูกไม่จำเป็นต้องลำบากออกไปข้างนอกเพื่อแม่เลยนะ ปล่อยแม่ไว้แบบนี้เถอะ”

น้ำเสียงอันแผ่วเบาที่ออกมาจากริมฝีปากอันแตกระแหงของท่านทำให้ผมเจ็บปวดจนแทบใจจะขาด ถึงแม้ว่าท่านจะทรมานขนาดไหนแต่ท่านก็ยังเป็นห่วงผมมากกว่าตัวท่านเองอยู่เสมอ เพราะเหตุนี้ผมจึงอยากให้แม่ของผมได้รับอาหารที่เพียงพอและความอบอุ่นจากเตาไฟเพื่อคลายหนาว

“แม่ครับ ผมจำเป็นต้องทำแบบนี้”

“แม่ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากแบบนี้อีกแล้ว แม่ไม่อยากเป็นภาระของลูกเลย” เฮียวซัน นายต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้นะ อย่าร้องไห้ให้แม่เห็นเด็ดขาดนะ ถึงแม้ว่าจะเสียใจขนาดไหนแต่อย่าให้น้ำตาไหลออกมาเด็ดขาดนะ

“ทำไมแม่ถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ? ผมเต็มใจทำเพื่อแม่นะครับ ที่ผ่านมาแม่ก็คอยเลี้ยงดูผมมาตลอด คราวนี้ผมถึงตอบแทนบุญคุณแม่อย่างไรล่ะครับ” ในระหว่างที่พูดผมก็พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ “อีกสักพักพ่อน่าจะกลับมาแล้วล่ะครับ วันนั้นผมจะได้ไม่ต้องออกไปข้างนอกอีก”

“เฮียวซัน แม่ขอโทษ”

“ไม่เป็นไรครับแม่ เดี๋ยวผมจะรีบกลับมานะครับ”

ผมปิดประตูไม้บานเก่า ๆ ลงอย่างเบามือเพราะกลัวว่ามันจะพังเอาเนื่องจากบ้านของครอบครัวผมนั้นมีสภาพค่อนข้างเก่า ด้วยความที่ครอบครัวของเรายากจนมากจึงไม่มีเงินที่จะมาซ่อมแซมแต่เติมบ้าน ไม่สิ...ไม่ต้องคิดถึงเรื่องบ้านเลย แม้แต่เงินที่จะซื้ออาหารประทังชีวิตก็ไม่ค่อยจะมีเลย เสื้อผ้าที่ผมใส่ก็เก่าจนขาดรุ่งริ่ง แม่ผมต้องเย็บมันซ้ำ ๆ จนทั้งเสื้อและกางเกงของผมเต็มไปด้วยรอยปะ ส่วนรองเท้าเกี๊ยะที่ผมกำลังใส่อยู่เป็นรองเท้าที่ผมกับแม่ต้องผลัดกันใส่ เรียกได้ว่าการเงินของเราถึงขั้นข้นแค้นจนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเพราะสันมือของผม ในใจได้แต่หวังว่าคนที่เดินออกมาจากบ้านจะไม่ไล่ตะเพิดผมอย่างที่ผมเคยโดนเมื่อวาน หลายวันมานี้ผมจำเป็นต้องเคาะประตูหน้าบ้านของชาวบ้านเพื่อขอฟืนและอาหารให้แม่ ช่วงวันแรก ๆ พวกเขาก็เห็นใจผมอยู่หรอก แต่นานวันไปผู้คนก็เริ่มเบื่อหน่าย

“อะไรกัน นี่เธออีกแล้วเหรอ?”

“ครับ?” แปลกจริง ผมมั่นใจว่าผมเลือกบ้านที่ไม่เคยไปแล้วนะ ทำไมชายคนนี้ถึงรู้จักผมน่ะ? ใบหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์กับการมาเยือนของผมเลย “เอ่อ...ผมขอ—”

“ออกไปเดี๋ยวนี้นะ”

“แต่—”

“เลิกทำตัวเป็นขอทานแล้วไปตั้งใจเรียนไป ฉันได้ยินมาจากบ้านอื่น ๆ แล้วนะว่าเธอเอาแต่เคาะประตูหน้าบ้านชาวบ้านชาวช่องเพื่อขอฟืนกับอาหาร นี่เธอจนถึงขนาดไม่มีเงินซื้อเองเลยเหรอ? แล้วพ่อแม่ของเธอล่ะ? ทำไมถึงไม่เลี้ยงดูลูกเต้าให้มันดี ๆ”

คำพูดของชายคนนี้ทิ่มแทงจิตใจของผมราวกับห่าฝนเกาทัณฑ์ แต่กระนั้นผมก็ยังคงต้องอดทนต่อไป เขาบอกว่าผมควรเอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่นอย่างเช่นเรียนหนังสือ แต่เขาจะรู้ไหมว่าครอบครัวของเรายากจนถึงขั้นไม่มีเงินส่งผมให้ไปเรียนเลยน่ะ? อีกอย่างผมก็เคยลองสมัครทำงานกับคนอื่น ๆ แล้วแต่พวกเขาก็ไม่รับพร้อมให้เหตุผลว่าผมยังเด็กเกินไป เพราะฉะนั้นนี่เป็นหนทางเดียวที่ผมจะสามารถช่วยแม่ได้ ผมไม่อยากให้ท่านต้องหนาวตายจนร่างกายกลายเป็นน้ำแข็งเหมือนกับย่า

“ผมไม่ได้เรียนหนังสือครับ ที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะแม่ผมป่วยหนัก ส่วนพ่อก็ออกไป—”

“หยุดโกหกได้แล้ว”

“ผมพูดจริง ๆ นะครับ”

ทันทีที่ผมพูดจบเขาก็ปิดประตูใส่หน้าผมทันที ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อผมเลยนะ? หรือว่าเป็นเพราะผมทำแบบนี้บ่อยเกินไป? แต่ถ้าวันไหนผมไม่ออกมาหาฟืนพวกเราก็หนาวจนนอนไม่หลับน่ะสิ จะให้ผมหยิบขวานแล้วตัดฟืนเองอย่างนั้นหรือ? ผมทำไม่ได้หรอก...เพราะร่างกายของผมนั้นอ่อนแอเกินไป

“ไม่เป็นไรเฮียวซัน ยังเหลืออีกหลายบ้าน”

ผมพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเดินออกจากบริเวณบ้านหลังนั้นไป ถึงแม้ว่าจะล้มเหลวไปหนึ่งครั้งแต่ผมก็ยังเหลือโอกาสอีกมาก นี่คือคติที่ทำให้ผมยังมีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ในระหว่างทางที่เดินนั้นผมก็รู้สึกว่าหิมะเริ่มตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ย่างก้าวเท้าของผมก็แทบจะจมลงไปในทะเลหิมะสีขาวโพลนจนบางที – เหมือนกับครั้งนี้ที่รองเท้าเกี๊ยะของผมหายไปไหนก็ไม่รู้ ผมจึงต้องคุ้ยกองหิมะเพื่อหารองเท้าอันมีค่าให้เจอ เพราะมิเช่นนั้นแม่ของผมจะไม่มีรองเท้าใส่

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถในการใช้มือทั้งสองข้างคุ้ยกองหิมะสีขาวโพลนเพื่อหารองเท้า แต่เวลาผ่านไปนานมากแล้วแต่ผมก็ยังหามันไม่เจอ ผมผิดหวังในตัวเองจนเกือบร้องไห้ออกมาแต่ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้เพราะผมยังต้องเดินทางต่อ บางทีผมอาจต้องขอรองเท้าเกี๊ยะหนึ่งข้างจากพวกเขาด้วยกระมัง

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

เสียงประตูดังขึ้นเพราะสันมือของผมอีกครั้ง ในใจได้แต่หวังว่าคนที่เดินออกมาจากบ้านจะไม่ไล่ตะเพิดผมอย่างที่ผมเคยโดนเมื่อกี้นี้ ผมยืนรอประมาณหลายนาทีแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนในบ้านจึงพยายามเคาะประตูอีกครั้ง คราวนี้ผู้หญิงในบ้านตะโกนให้ผมได้ยินโดยที่เธอไม่เปิดประตูออกมา

อย่ามายุ่งกับฉัน ไอ้เด็กขอทาน

อา...ผมล้มเหลวอีกแล้วหรือนี่? โดนไล่ยังไม่พอยังโดนด่าว่าเป็นขอทานอีก ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากมาทำอะไรแบบนี้หรอก แต่นี่...ผมไม่มีทางเลือกอื่น ๆ แล้วนี่นา ทำไมชาวบ้านถึงไม่เข้าใจความยากลำบากของพวกเราเลยนะ?

หลังจากที่ล้มเหลวเป็นครั้งที่สองผมก็เดินทางต่ออย่างไม่ย่อท้อ...หรือเปล่านะ? บางทีผมก็คิดว่าการต้องมาทำอะไรแบบนี้ทุกวี่ทุกวันนั้นมันช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ลมหนาวแห่งฤดูหนาวทำให้ร่างกายเล็ก ๆ ของผมสั่นสะท้านจนแทบจะแข็งตาย ทางเดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาเหมือนกับอนาคตของผมที่ไร้หนทางออก ถ้าวันนี้ผมไม่ได้ฟืนกับอาหารแล้วคืนนี้พวกเราสองแม่ลูกจะนอนหลับหรือไม่ ผมไม่อยากจะนึกถึงสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นเลย

“ฮ...ฮึก”

จู่ ๆ ก็มีของเหลวไหลออกมาจากดวงตาของผม บ่อน้ำตาพังทลายอย่างง่ายดายเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ผ่านมาผมพยายามทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าแม่เพื่อให้ท่านสบายใจ เปรียบเสมือนกับว่าผมพยายามสร้างภูเขาน้ำแข็ง (氷山) เพื่อเป็นเกราะกำบังจิตใจอันบอบบาง แต่ตอนนี้...ภูเขาน้ำแข็งลูกนั้นพังทลายลงเรียบร้อยแล้ว ผมเกลียดตัวเองที่อ่อนแอเหลือเกิน

ถึงแม้ว่าจะเผลอร้องไห้แต่ผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้อีกครั้งก่อนที่จะรุดหน้าเดินต่อไป มีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้จิตใจของผมกลับมาแข็งแกร่งขึ้นคือการวาดภาพฝันแห่งความสุขที่ผมเคยทำบ่อย ๆ ภาพแห่งความฝันที่เราสามพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข เงินที่พ่อได้จากการเป็นทหารช่วยจุนเจือครอบครัวพวกเราให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม่ก็ค่อย ๆ หายป่วยจนร่างกายกลับมาแข็งแรง ส่วนผมก็ได้กลับไปเรียนหนังสือดังเดิม

แต่นั่นก็เป็นได้เพียงฝันกลางวันเพราะพ่อผมไม่ได้กลับบ้านมาเป็นปีแล้ว ผมรู้ดีว่าท่านอาจจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้ สิ่งที่ผมกำลังทำคือการหลอกตัวเองไปวัน ๆ และจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่าตัวผมในโลกแห่งความเป็นจริงจะเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหนแต่ผมก็อยากให้เฮียวซันที่อยู่ในดินแดนแห่งฝันอันเป็นนิรันดร์มีความสุขโดยไม่ต้องห่วงอะไรอีก

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

นี่อาจเป็นการเคาะประตูครั้งสุดท้ายของวันเพราะร่างกายของผมไม่สามารถทนต่อความหนาวเย็นได้อีกต่อไป ในใจจึงได้แต่ภาวนาต่อเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิมว่าขอให้เจ้าของบ้านอย่าไล่ตะเพิดผมแบบเดียวกับสองครั้งที่ผ่านมาเลย ผมแค่ต้องการฟืน รองเท้าเกี๊ยะหนึ่งข้างและอาหารจำนวนหนึ่งให้แม่ ผมไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านั้นเลย

“อ๊ะ สวัสดีหนูน้อย มีอะไรต้องการจากฉันอย่างนั้นเหรอ?”

ทีแรกผมไม่ค่อยอยากมาที่บ้านนี้เท่าไหร่เพราะได้ยินข่าวลือมาว่าเธอเป็นแม่มด แต่ท่าทางของเธอนั้นดูใจดีกว่าที่ผมคิดไว้มาก แค่เธอมีรอยน้ำร้อนลวกที่หน้าไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นคนไม่ดีเสียหน่อย ผมไม่เข้าใจความคิดของคนพวกนั้นจริง ๆ

“อ...เอ่อ...”

“รีบเข้ามาก่อนสิ ข้างนอกหนาวนะ” หญิงชรากล่าวกับผมด้วยความเอ็นดู แค่ได้ยินเสียงผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าความหนาวเหน็บในใจเริ่มหายไปแล้ว

“ข...ขอบคุณครับ”

ผมโค้งตัวกล่าวขอบคุณแล้วเดินเข้าไปในบ้านด้วยความเกรงใจ บรรยากาศภายในบ้านของเธอนั้นมีความอุ่นมากกว่าบ้านของผมมากจนผมลืมอุณหภูมิอันหนาวเย็นนั่นไปหมด แสงโชติช่วงจากเตาไฟทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีความหวังอีกครั้ง เมื่อเข้ามาในบ้านทั้งสองคนแล้วผมจึงตัดสินใจนั่งลงกับพื้นข้าง ๆ เตาไฟ

“ย่าครับ นั่นใครน่ะครับ?”

เสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับผมดังขึ้นมาจากหลังบ้าน เขาเดินมาทางนี้แล้วมองหน้าผมด้วยความสงสัย ทำไมผิวของเขาถึงขาวขนาดนั้นกันนะ? ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเจอคนที่มีผิวขาวซีดแบบนี้มาก่อนเลย

“อ๋อ เขาเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเราน่ะ” เธอพูดพลางหยิบถังน้ำมาตั้งไว้ตรงหน้าผม

“ต้องการความช่วยเหลืออย่างนั้นเหรอครับ?”

“ใช่แล้วล่ะชิรายูกิ (白雪) หลานรักของย่า” ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ชื่อนี้ เป็นเพราะผิวของเขาขาวราวกับหิมะอย่างนี้นี่เอง “แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไรเหรอ?”

“ผมชื่อคังจู เฮียวซันครับ”

“ฉันชื่อจิยู ฮากุโจ (自由 白鳥) นะ ส่วนเขาชื่อจิยู ชิรายูกิ เป็นหลานของฉันเอง” ฮากุโจซังผายมือไปยังชิรายูกิ “คังจูคุง ช่วยยื่นเท้าข้างนั้นมาให้ฉันหน่อยได้ไหม?”

“ทำไมล่ะครับ?”

“เธอโดนน้ำแข็งกัดไม่ใช่เหรอ?” จริงด้วย ผมลืมไปเลยว่าตัวเองเดินทางมาที่นี่โดยรองเท้าเกี๊ยะเพียงข้างเดียวนี่นา เท้าข้างซ้ายของผมมีอาการบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด “เธอคงเจ็บมากเลยใช่ไหม?”

“นั่นน่ะสิครับ” ชิรายูกิเสริม

“ผมไม่เจ็บหรอกครับ แค่นี้เอง” เรื่องหนักหนาสาหัสกว่านี้ผมก็เคยเจอมาแล้ว น้ำแข็งกัดแค่นี้คงไม่เป้นอะไร

“เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเธอไม่ควรต้องตกระกำลำบากแบบนี้เลย” ฮากุโจซังพูดในขณะที่เธอตักน้ำอุ่นขึ้นมาราดเท้าข้างซ้ายของผมเพื่อบรรเทาอาการน้ำแข็งกัด “ที่จริงเธอควรจะมาที่บ้านฉันตั้งแต่แรกนะ ถ้ามาเร็วกว่านี้ฉันจะได้ช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่”

“ผมไม่อยากให้จิยูซังเดือดร้อนน่ะครับ”

“ฉันคิดว่าที่เธอไม่อยากมาที่เธอก็เพราะคิดว่าฉันเป็นแม่มดเสียอีก”

ผมรู้สึกผิดเมื่อเธอพูดแบบนั้นออกมา จริงอย่างที่ฮากุโจซังบอกว่าทีแรกที่ผมไม่อยากมาที่นี่ก็เพราะหวาดกลัวเธอจริง ๆ แต่ตอนนี้ความคิดของผมเปลี่ยนไปแล้ว นอกจากแม่เธอก็เป็นคนที่มีจิตใจดีราวกับนางฟ้าเลยก็ว่าได้

“ขอโทษครับ”

“เธอไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันเข้าใจ” นัยน์ตาของหญิงชราผู้นี้ฉายความเศร้าออกมาจนผมสังเกตได้ ส่วนชิรายูกิก็มองหน้าผมอย่างพินิจพิเคราะห์ “เธอมาที่นี่ก็เพราะต้องการฟืนกับอาหารใช่ไหม?”

“ใช่ครับ”

“เดี๋ยวฉันไปหยิบมาให้นะ” หลังจากที่ดูแลเท้าที่บวมเป่งของผมเสร็จเธอก็ลุกขึ้นไปที่ห้องครัว จากนั้นก็เดินออกมาพร้อมกับถุงผ้าที่มีสิ่งของอยู่ด้านใน “ของเท่านี้น่าจะเพียงพอนะ ขาดเหลืออะไรมาหาเราอีกก็ได้นะ ฉันไม่ถือ”

ด้วยความสงสัยผมจึงเปิดถุงผ้ามาดูแล้วพบว่ามันประกอบไปด้วยข้าวสาร ฟืน รองเท้าเกี๊ยะ เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาว ยารักษาโรคและเงินจำนวนมาก ผมถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะสิ่งที่ฮากุโจซังมอบให้กับผมนั้นมันมากเกินไปจนผมไม่รู้ว่าอนาคตผมจะตอบแทนเธออย่างไรดี

“ม...มันไม่มากเกินไปหน่อยเหรอครับ?”

“นายเอาไปเถอะ ย่าฉันใจดี” ชิรายูกิกล่าว

ผมรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากจึงปล่อยโฮออกมาให้สองย่าหลานได้เห็น ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยได้รับสิ่งดี ๆ ขนาดนี้มาก่อน ผมดีใจเหลือเกินที่หลังจากนี้ผมกับแม่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งที่ฮากุโจซังมอบให้กับผมนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผมไม่สามารถจินตนาการได้ ผมไม่เคยแม้แต่จินตนาการมันในภาพมายาแห่งฝันกลางวันเสียด้วยซ้ำ

“ขอบคุณนะครับ ขอบคุณจริง ๆ”

ผมกล่าวขอบคุณเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเธอต้องปลอบผมโดยการลูบหลังเบา ๆ หลังจากที่ผมจัดการกับอารมณ์ของตนได้แล้วผมก็ตัดสินใจเดินออกจากบ้านหลังนี้ด้วยรองเท้าเกี๊ยะคู่ใหม่เอี่ยม แม่ของผมจะต้องดีใจอย่างแน่นอนที่ไม่ต้องใส่รองเท้าคู่เก่า ๆ และเสื้อผ้าขาด ๆ อีกต่อไป ในฤดูหนาวพวกเราก็ไม่ต้องนอนขดเพราะมีฟืนสำหรับก่อไฟ อาการป่วยของแม่จะดีขึ้นเพราะมียารักษา ร่างกายของเราจะมีน้ำมีนวลมากขึ้นเพราะมีอาหารให้รับประทานอย่างเพียงพอ

“ครั้งหน้าผมจะตอบแทนบุญคุณจิยูซังนะครับ ลาก่อนครับ”

“โชคดีจ้ะคังจูคุง”

“แล้วเจอกันใหม่นะคังจู” ทั้งฮากุโจซังและชิรายูกิกล่าวลาและอวยพรผมเป็นอย่างดี ผมสาวเท้าเดินไปยังบ้านของผมอย่างรวดเร็วเพราะตื่นเต้น หลังจากนี้ไปผมคงไม่ต้องไปเคาะประตูบ้านคนอื่นหลายเดือนเพราะได้รับปัจจัยสี่อย่างเพียงพอแล้ว นอกจากนั้นแล้วแม่ของผมจะต้องดีใจอย่างแน่นอนที่ผมไม่ต้องออกไปข้างนอกในวันที่หิมะตกอีก

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

นี่เป็นเสียงเคาะประตูครั้งสุดท้ายของวันซึ่งแตกต่างจากครั้งอื่น ๆ มันไม่ใช่การเคาะประตูเพื่อขออาหารและฟืนจากเจ้าของบ้าน แต่มันเป็นการมอบอาหารและฟืนให้เจ้าของบ้านต่างหาก ในใจของผมรู้สึกเปรมปรีจนแทบอยากกระโดดโลดเต้นอยู่ตลอดเวลา

“แม่ครับ ผมกลับมาแล้วนะครับ”

ผมถอดรองเท้าเกี๊ยะคู่ใหม่แล้ววางมันไว้ข้างในบ้าน จากนั้นก็เดินไปยังเตาไฟแล้วโยนฟืนเข้าไปในนั้นพร้อมกับจุดไม้ขีด เปลวไฟสีแดงส้มทำให้ผมมีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก คืนนี้เราสองแม่ลูกจะนอนก่อนกันอย่างอบอุ่น

“วันนี้ผมได้ของเยอะแยะมากเลยล่ะครับ ทั้งฟืน อาหาร รองเท้าคู่ใหม่ เสื้อผ้าอุ่น ๆ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงผมแล้วนะครับเพราะผมน่าจะไม่ออกไปข้างนอกหลายวัน แม่ดีใจไหมครับ?” ผมพูดสาธยายยืดยาวแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากแม่ผู้บังเกิดเกล้าของผม “แม่ยังหลับอยู่เหรอครับ?”

ผมเดินไปหาท่านเพราะรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล เมื่อเอามือไปแตะหน้าผากก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเพราะร่างกายของเธอนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เท่านั้นยังไม่พอท่านยังนอนนิ่ง ๆ โดยไม่ขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงราวกับว่าแม่ของผม...

“แม่ครับ แม่ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ”

ไม่มีเสียงตอบรับจากแม่ ร่างของท่านยังอยู่นิ่งไม่ไหวติง

“แม่...”

นี่เป็นความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ที่ผมไม่อาจให้อภัยตัวเองได้จนกว่าผมจะหมดลมหายใจ ผมปล่อยให้แม่รอนานจนท่านต้องหนาวตายอยู่เพียงลำพัง ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เปรียบเสมือนกับทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บแผ่กระจายไปทั่วร่างของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า หอกน้ำแข็งแห่งเหล่าทวยเทพแทงทะลุหัวใจผมจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ น้ำตาแห่งความเสียใจค่อย ๆ ไหลรินออกมาจากเบ้า

“แม่ครับ...ผมขอโทษ”

ถึงแม้ว่าผมจะกล่าวขอขมาท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา ภาพมายาแห่งฝันกลางวันยามเหมันต์ฤดูพังทลายลงจนย่อยยับ ครอบครัวของเราไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก ทั้งพ่อและแม่จากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ พวกเขาเดินทางไปสู่ฝั่งนั้นแล้ว บัดนี้เหลือแค่ผมคนเดียวที่ต้องดิ้นทุรนทุรายในขุมนรกโลกันตร์อันหนาวเหน็บอย่างทุกข์ทรมาน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×