ความทรงจำในกลิ่นประทัด

โดย Jingangshou

กลิ่นแห่งความทรงจำในอดีตอันเจ็บปวดยังไม่จางหายออกไปจากหัวใจดวงนี้ง่าย ๆ เสียงประทัดอันดังสนั่นกลบเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้ชายคนหนึ่งจนหมดสิ้น

ยอดวิวรวม

57

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


57

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 พ.ค. 65 / 11:20 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 พ.ค. 65 / 11:20


​เวลาผ่านมานานหลายเดือนแล้วแต่ผมก็ยังไม่สามารถลืมอาเฟย (绯) ได้เลย ความทรงจำระหว่างเราสองคนยังคงอยู่ในกลิ่นประทัดในช่วงตรุษจีน ปกติแล้วครอบครัวของเราสองคนจะไหว้เจ้าพร้อมกันเพราะบ้านอยู่ตรงกันข้ามกัน แต่คราวนี้แต่ละครอบครัวต่างจัดงานที่บ้านของตัวเองเพราะเหตุการณ์นั้นเมื่อปีที่แล้ว ผมไม่มีโอกาสได้ไหว้เจ้าพร้อมกับเฟยอีกแล้ว

อาเติง (灯) ”

“ครับม้า” ผมหันไปหาแม่ที่กำลังจัดโต๊ะไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ในช่วงเช้า เมื่อวานที่เป็นวันจ่ายครอบครัวเราไปซื้อของไหว้ที่ตลาด ส่วนวันนี้เป็นวันไหว้ “ให้ผมช่วยไหมครับม้า?”

“ที่ม้าเรียกเมื่อกี้ก็เพราะจะให้มาช่วยยกของพอดีเลย” แม่กวักมือเรียกให้ผมไปหยิบของคาวและของหวานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อวาน จากนั้นเธอก็วางถ้วยข้าวจำนวนห้าถ้วยไว้หน้าแท่นบูชา เมื่อวางถ้วยข้าวเสร็จก็วางถ้วยน้ำชาเป็นลำดับถัดไป “ช่วยม้าวางน้ำเปล่ากับโหงวแซ1ให้หน่อยนะ มันหนัก”

“ครับ”

ผมรับคำแม่แล้วเดินไปหยิบจานโหงวแซแล้ววางไว้บนหน้าแท่นบูชาอย่างไม่รีรอ เมื่อมองไปยังจานที่มีหัวหมูแล้วรู้สึกแปลก ๆ อย่างไรชอบกล ถึงแม้จะไหว้เจ้าตั้งแต่จำความได้แต่ผมก็ยังกลัวอยู่ดี ตอนเด็ก ๆ เคยกลัวถึงขั้นร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยทีเดียว ส่วนอาหมิง (明) น่ะเหรอ? น้องชายของผมมองว่ามันหน้าตาตลกดี เท่านั้นยังไม่พอยังคำคิกคักจนโดนป๊ากับม้าดุไปตามระเบียบ

“เสร็จแล้วไปปลุกอาหมิงให้ม้าด้วยนะ ม้าเหนื่อยที่จะบอกแล้ว” เธอบ่นจนเห็นรอยตีนกาที่อยู่บนใบหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมายาว ๆ ทันใดนั้นเองเธอก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “ไม่ ๆ ไม่ควรที่จะถอนหายใจแบบนี้สิ ทำไมอั๊วถึงลืมตัวแบบนี้นะ?”

“แค่ถอนหายใจเองนะครับ”

“แต่ม้าถือนะ” แม่มองค้อนผม “ช่างมันเถอะ ลื้อไปปลุกอาหมิงได้แล้ว เดี๋ยวไหว้เจ้าไม่ทัน”

“ครับ”

ผมพยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อจะไปปลุกอาหมิงที่กำลังนอนกินบ้านกินเมือง น้องชายของผมตื่นสายมาก ๆ จนป๊ากับม้าต้องผลัดกันมาปลุกโดยการทุบประตูดัง ๆ จนกว่าจะตื่น แต่นั่นก็ทำให้เสียงทะลุไปถึงบ้านของอาเฟยและบ้านใกล้เรือนเคียง หลัง ๆ มานี้ทั้งป๊าและม้าโยนหน้าที่นี้ให้ผมแทนเพราะพวกเขาเริ่มเหนื่อยหน่ายในลูกชายคนเล็กจอมขี้เกียจแล้ว ในขณะที่ขึ้นไปนั้นผมก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากบันไดไม้อยู่ตลอดเวลาจนแอบกลัวว่ามันจะผุพังเข้าสักวัน

“อาหมิง ม้าเรียกให้ไปไหว้เจ้าแล้วนะ ได้ยินเฮียใช่ไหม?” ผมเคาะประตูพลางเรียกชื่อเขา “วันนี้วันไหว้นะอาหมิง”

“เฮียเติง หมิงขออีกห้านาที” แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าเขายังนอนอยู่บนเตียง น้ำเสียงยังฟังดูงัวเงียอยู่เลย “ให้ป๊าม้าไหว้ไปก่อนเลยก็ได้”

“อาหมิง เราต้องไหว้พร้อมกันนะ” ผมย้ำอีกครั้ง

“ก็ได้ ๆ หมิงลุกแล้ว”

ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่น้องชายของผมยังเชื่อฟังอยู่ การที่เป็นลูกคนเล็กทำให้ป๊ากับม้าเอาใจเขาเป็นพิเศษจนอาหมิงกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ ถึงแม้นิสัยนี้จะดีขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ทิ้งลายของความเป็นลูกคนเล็ก ส่วนผมที่เป็นลูกชายคนโตเปรียบเสมือนเสาหลักของบ้าน ทุกคนคาดหวังให้ผมทำทุกอย่างที่พวกเขาต้องการจนรู้สึกเหมือนกับเป็นหุ่นเชิดอย่างไรอย่างนั้น ป๊ากับม้าถึงขั้นจะให้ผมแต่งงานมีครอบครัวเพื่อสืบสกุลด้วย...จนกระทั่งวันที่สองคนนั้นรู้ว่าผมไม่ชอบผู้หญิง แต่ชอบผู้ชายด้วยกันเอง

“ไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”

ประตูถูกเปิดออกจนเผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มผมกระเซอะกระเซิงอายุ 16 ปี ที่ใส่แค่กางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว ด้วยความที่เป็นนักกีฬาประจำโรงเรียนหุ่นของอาหมิงจึงมีกล้ามเนื้อพอสมควร นอกจากนั้นแล้วยังผิวขาวอมชมพูและหน้าตาหล่อเหลาอีกต่างหาก ครบสูตรหนุ่มตี๋ที่เป็นสเปกของหลาย ๆ คน ไม่แปลกที่เขาจะเป็นที่รักของทุก ๆ คน

แล้วผมล่ะ? นอกจากอาเฟยแล้วก็นึกไม่ออกเลยว่ามีใครรักผมจริง ๆ หรือไม่ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะร้องไห้ขอขมาจนน้ำตาแทบจะกลายเป็นสายเลือดแต่ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าคำขอโทษนั้นจริงใจหรือเปล่า

“ครับเฮีย”

อาหมิงพยักหน้าแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวสีฟ้าอ่อนจากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำไป ผมไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้วจนเดินลงไปหาป๊ากับม้าที่ชั้นล่าง ตรุษจีนปีนี้เป็นปีที่ผมไม่มีความสุขมากที่สุดเพราะความสุขเพียงหนึ่งเดียวตายจากไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

ใช่แล้วล่ะ อาเฟยตายแล้ว

...

...

หลังจากที่รวมตัวกันเสร็จพวกเราสี่คนก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเช้า พอช่วงสายก็เป็นการไหว้ดวงวิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งผมก็ทำหน้าที่เตรียมอาหารคาวและอาหารหวานเหมือนกับเมื่อเช้า นอกจากนั้นยังมีการเผากระดาษเงิน กระดาษทองและเสื้อผ้าให้กับพวกเขาตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาอีกด้วย ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำแบบนั้นไปทำไมเพราะตายไปก็เอาของพวกนี้ไปไม่ได้อยู่ดี ผมจึงมองว่ามันเป็นแค่ความเชื่อของคนรุ่นก่อน ๆ เสียมากกว่า

“อาเติง”

ผมหันไปมองเสียงที่คุ้นเคยแล้วพบว่าผู้ชายที่ผมรักกำลังโยนกระดาษเงินกระดาษทองลงไปในเปลวไฟที่ลุกช่วง ควันสีฝุ่นลอยขึ้นมาจากปล่องไฟในขณะที่กระดาษพวกนั้นกำลังถูกเผาไหม้ สมัยที่อาเฟยยังมีชีวิตอยู่พวกเราสองครอบครัวจะมาเผากระดาษด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

“มีอะไรเหรอ?”

“เสร็จพิธีไหว้เดี๋ยวไปที่กิมหยง2เหมือนเดิมไหม?”

“แล้วพิธีไหว้วิญญาณไร้ญาติล่ะ?” เขาพูดเหมือนกับลืมไปแล้วว่ายังเหลือพิธีอื่น ๆ ในวันไหว้ “แกไม่กลัวครอบครัวแกว่าเหรอ?”

“อ๋อ พวกเขาไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มเชื้อสายจีนที่สวมแว่นหนาเตอะยักไหล่ ต่อหน้าทุกคนพวกเราจะใช้สรรพนามที่ค่อนข้างสุภาพ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันสองต่อสองจะใช้คำว่ากูมึงแทนเพราะสนิทกันตั้งแต่เด็ก ๆ จะให้มาพูดเพราะ ๆ ก็รู้สึกตะขิดตะขวงอย่างไรชอบกล บางทีก็เรียกกันด้วยชื่อเฉย ๆ บางทีก็มีคำว่า ‘ไอ้’ นำหน้าชื่อ

“อีกอย่างวันไหว้น่าเบื่อจะตายไป เราชอบวันเที่ยวที่กำลังจะถึงมากกว่า”

“อย่าพูดเสียงดังสิ”

ผมยกนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากของตัวเองแล้วส่งเสียง ‘ชู่’ ออกมาเพราะกลัวว่าคนเฒ่าคนแก่จะได้ยินแล้วเราสองคนจะโดนตำหนิ ถ้าพวกเขารู้ว่าเราสองคนกำลังพูดเรื่องอะไรทั้งผมและอาเฟยอาจโดนเฉ่งเป็นชั่วโมงแน่นอน แล้ววันตรุษจีนก็จะกลายเป็นวันเทศน์แทน

“พวกคนแก่หูตึงไม่ได้ยินอะไรหรอก”

“อาเฟย!” กลับกลายเป็นว่าเสียงเอ็ดของผมทำให้ทุกคนหันมามองแทน

“สองคนนั้นคุยอะไรกันน่ะ? เอะอะโวยวายแต่เช้าเชียว” สีหน้าของป๊าดูไม่พอใจเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรครับป๊า”

“แล้วไป” ผมคิดในใจว่าตัวเองรอดแล้ว แต่จู่ ๆ น้องชายตัวแสบก็โพล่งออกมาจนผมตกใจแทบสิ้นสติ ชีวิตของผมกำลังจะพังทลายลงแล้วสินะ

“เฮียเติงกับเฮียเฟยบอกว่าวันไหว้น่าเบื่อครับป๊า”

“อาหมิง!”

“อ้อ ป๊าไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกที่อาเติงพูดแบบนั้น” หา? ทำไมปฏิกิริยาของเขาถึงเป็นแบบนั้นล่ะ? ทำไมพวกเราถึงไม่โดนดุด่านะ? “ก็พวกเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยภูมิใจในรากเหง้าและวัฒนธรรมความเป็นจีนสักเท่าไหร่เลย ป๊ารู้สึกปลง ๆ แล้วล่ะ ตอนนี้ไม่อยากบังคับอะไรมากแล้ว”

“ป๊า...?”

“อีกอย่างเสร็จพิธีนี้แล้วจะไปไหนก็ไป ป๊าไม่บังคับ”

แสดงว่าเขาได้ยินบทสนทนาระหว่างผมกับอาเฟยหมดเลยสินะ อาเฟยจะรู้สึกผิดที่พูดจาแบบนั้นกับผู้หลักผู้ใหญ่ไหมนะ? แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเขาน่าจะไม่รู้สึกอะไรเพราะพื้นเพของเขาเป็นคนที่ไม่สนใจสายตาของใคร ๆ อยู่แล้ว

“จริงนะครับป๊า” ผมถามย้ำอีกครั้งเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจ

“จริงสิ” เขาพยักหน้า

“ขอบคุณนะครับอาเจ็ก3” อาเฟยพูดแทนผม “ถ้าอย่างนั้นพวกเราสองคนขอตัวก่อนนะครับ”

“อือ ไปดีมาดีล่ะ”

“อาเติง ได้ยินม้าไหม?”

เสียงของเธอทำให้ภาพแห่งอดีตมลายหายไปเพียงชั่วพริบตา อาเฟยที่เคยยืนอยู่ข้าง ๆ หายไปไหนก็ไม่รู้แล้ว จู่ ๆ หัวใจก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวจนอยากจะร้องไห้ออกมา ทำไมผมยังลืมเขาไม่ได้อีกนะ? ไม่สิ...ผมไม่อยากลืมเขาไปต่างหาก ผมไม่อยากให้อาเฟยหายไปจากความทรงจำของผม แต่อย่างไรเสียมันก็อาจหายไปเหมือนกับกลิ่นของประทัดก็เป็นได้

“ครับ?”

“ลื้อดูเหม่อ ๆ นะ เป็นอะไรไปเหรอ?” ทั้งเธอและป๊ามองผมด้วยความเป็นห่วง ส่วนอาหมิงกลับขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองตั้งนานแล้ว “ถ้ามีอะไรไม่สบายใจบอกม้าได้เลยนะ”

“ผมคิดถึงอาเฟย”

“อาเติง...ม้าขอโทษ”

“ขอตัวก่อนนะครับ ผมไม่ไหวแล้ว”

พอพูดจบผมก็เดินออกจากบ้านแล้วขึ้นไปนั่งบนจักรยานสีน้ำเงินคันโปรด จากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่กิมหยงอย่างที่เคยไปด้วยกันกับอาเฟยสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ ให้อยู่ตรงนี้เฉย ๆ จิตใจก็ฟุ้งซ่านจนไม่เป็นอันทำอะไร จะให้อยู่ไหว้วิญญาณไร้ญาติต่อก็เบื่อ ผมจึงคิดว่าการปั่นจักรยานทั่วหาดใหญ่น่าจะทำให้จิตใจสงบลงได้ไม่มากก็น้อย

...

...

“เติง”

“ว่าไง”

ผมเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายขณะที่ตัวเองกำลังกินก๋วยเตี๋ยวแถวกิมหยง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงช่วงบ่ายแต่ผู้คนบางส่วนก็เริ่มจุดประทัดกันแล้ว ผมกับอาเฟยแวบมากินก๋วยเตี๋ยวที่นี่ช่วงตรุษจีนทุกปีเพราะคนส่วนใหญ่จะไหว้เจ้าอยู่ที่บ้าน ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจึงค่อนข้างบางตา และนั่นก็ทำให้เราสองคนแทบจะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

“มึงคิดว่าเราสองคนจะบอกทุกคนตอนไหนดีวะ?”

“หยุดความคิดบ้า ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ!” ผมกล่าวห้ามแฟนหนุ่มของผม “ถ้าทุกคนรู้เรื่องนั้นขึ้นมาจะแย่เอานะเว้ย”

“ทำไมวะ? แค่เรารักกันเฉย ๆ ไม่ใช่เหรอ? ไม่ได้ไปฆ่าใครตายสักหน่อย”

“แต่...พวกเราสองคนเป็นผู้ชายด้วยกันนี่นา” นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ผมไม่อยากให้ใครรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผมและอาเฟย “มึงก็รู้ว่าคนจีน...ไม่สิ...แทบจะทุกคนไม่ค่อยยอมรับเกย์อย่างเราสักเท่าไหร่”

“แล้วจะทำไมวะ?”

“เฟย!”

“เออ ๆ กูไม่บอกทุกคนก็ได้” ในที่สุดเขาก็ยอมฟังคำพูดของผมเสียที แต่สีหน้าของเขายังเผยให้เห็นความไม่พอใจอยู่ “แต่อนาคตกูก็อยากให้ทุกคนรู้อยู่ดีนั่นแหละ มึงก็รู้ว่าความลับไม่มีในโลก อีกอย่างกูก็ไม่อยากคบกับมึงอยากหลบ ๆ ซ่อน ๆ ด้วย”

“แต่...” พัดลมที่อยู่บนเพดานภายในร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ช่วยให้ใจที่ร้อนรุ่มเย็นลงได้เลย

“กูอิจฉาคนอื่น ๆ เหมือนกันนะที่มีโอกาสพูดเรื่องความสัมพันธ์อย่างเปิดเผย บางทีก็น้อยใจเหมือนกันว่าทำไมเกิดมาแล้วไม่ชอบผู้หญิง” อาเฟยระบายความอัดอั้นตันใจออกมา เขาถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนที่จะใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นเข้าปาก “แอ่อ้าอูไอ้ออบอู้อายอูอ้อองไอ้อีโออาสไอ้เอ็นแอนอับอึง”

“เคี้ยวให้มันดี ๆ เดี๋ยวติดคอตาย อีกอย่างกูก็ฟังไม่รู้เรื่อง”

“โอเค” เด็กหนุ่มที่ภายนอกดูเนิร์ด ๆ แต่นิสัยห้าวกว่าผมพยักหน้าแล้วเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปากจนละเอียด “เมื่อกี้นี้ตั้งใจจะบอกว่าถ้ากูไม่ชอบผู้ชายกูก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นแฟนกับมึง”

“อ๋อ กูก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

“เติง มันจะมีวันนั้นไหมวะ?”

“วันอะไรวะ?”

“วันที่—”

พูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงประทัดแทรกเข้ามาในร้านจนแก้วหูแทบจะแตก อาเฟยกลอกตามองบนด้วยความเหนื่อยหน่ายแล้วหยุดพูดไปในทันที กลิ่นของประทัดเหม็นคละคลุ้งไปทั่วร้านจนผมไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวต่อแล้ว ใครมันเป็นคนออกไอเดียให้มากินข้าวเที่ยงตอนที่คนกำลังจุดประทัดกันล่ะเนี่ย?

“กว่าจะเสร็จ เฮ้อ” ผมเองก็รู้สึกแบบเดียวกับเขาจึงถอนหายใจออกมา

“อาตี๋สองคนนั้นกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จรึยัง?” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของร้านตะโกนถามพวกเรา

“ใกล้เสร็จแล้วครับ”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวอั๊วจะจุดประทัดนะ ไม่ว่าอะไรใช่ไหม?” เธอถามพวกเราสองคนพลางหยิบประทัดอันเบ้อเริ่มออกมาแล้วแขวนไว้ที่ประตูหน้าร้าน จากนั้นก็หยิบไฟแช็กขึ้นมาเตรียมไว้

“ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วครับ” คราวนี้อาเฟยเป็นคนตอบ

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวอั๊วจะจุดประทัดแล้วนะ”

“ตามสบายเลยครับ” แฟนหนุ่มของผมตะโกนตอบก่อนที่จะหันมาหาผม ใบหน้าของเขาดูมีเลศนัยแปลก ๆ จนผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่นะ? “เติง กูมีอะไรสนุก ๆ ให้พวกเราสองคนทำตอนที่เจ๊เขาจุดประทัดแล้วล่ะ ถ้าทำแบบนั้นคงไม่มีใครสนใจพวกเราเพราะทุกคนจะหันไปมองที่ประทัดกันหมด”

“อะไรวะเฟย? กู—”

นี่เป็นครั้งสองที่พวกเราโดนขัดจังหวะเพราะเสียงอันดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาด ทันใดนั้นเองเขาก็ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ก่อนที่จะประทับริมฝีปากสีแดงระเรื่อลงบนปากของผม ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่อาเฟยทำแบบนั้น ใจจริงก็อยากจะผละใบหน้าออกมาเพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็นแต่เสน่ห์ของเขานั้นยากเกินกว่าจะต้านทาน ในระหว่างที่จูบกันนั้นอาเฟยก็จับใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยนจนผมรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับต้องมนตร์สะกด รอยจูบของเขาช่างหอมหวานเหลือเกิน

“ช่างมันเถอะ คงไม่มีใครสนใจหรอก ตอนนี้ทุกคนกำลังจุดประทัดนี่นา” นั่นคือสิ่งที่ผมพูดในใจระหว่างที่เจ๊เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังมองไปยังประทัดเสียงดังสนั่น ตอนนี้ผมก็พูดในใจกับตัวเองด้วยประโยคเดิม เพียงแต่ว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปก็เท่านั้นเอง

“ฮ...ฮึก”

ผมปลดปล่อยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่อายใครเพราะคงไม่มีใครสนใจผมจริง ๆ นั่นแหละ น้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองของจนหยดลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กที่ผมกับอาเฟยชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ แม้ว่าเสียงประทัดหยุดลงแล้วแต่น้ำตาก็ยังไม่หยุดไหล ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายที่ผมรักที่อยู่ภายในกลิ่นประทัดยังคงเข้มข้นเช่นเดิม

เชิงอรรถ

[1] เนื้อสัตว์ห้าอย่างสำหรับไหว้ในช่วงตรุษจีน

[2] ชื่อตลาดในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

[3] ใช้เรียกคนที่นับถือกัน (ที่ไม่ใช่ญาติหรือคนที่ไม่รู้จักชื่อ)

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×