คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [One-Shot] Villain Valentines (Lim Nayoung x Zhou Jieqiong)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้














เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 ก.พ. 60 / 13:51

















ทุกๆปี หลังวันหยุดซอลลัล* ฉันและครอบครัวมักจะมาพักผ่อนที่บ้านเพื่อนของท่านที่อยู่บนเขา ห่างไกลจากโซลพอตัว ที่นั่นมีหมู่บ้านเล็กๆ และมีวัดพุทธ ซึ่งเป็นวัดประจำของหมู่บ้านและยัง

เป็นวัดของครอบครัวของเพื่อนคุณแม่ด้วย ที่นี่มักจะมีเทศกาลประจําปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ครอบครัวของฉันจึงได้มีโอกาสมาช่วยงานที่วัดนี้บ่อยๆ ร่วมกับคนในหมู่บ้าน


เพื่อนของคุณแม่ซึ่งเป็นคนเกาหลี เธอเคยทําธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้ด้วยกัน แต่ตอนนี้ส่งต่อกิจการให้ญาติ

คนอื่นดูแลแทน ส่วนเธอและครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บนเขา และคอยดูแลวัด

ของตระกูล เธอมีลูกสาวคนนึงชื่อ เยบิน เพราะเราสองคนอายุเท่ากัน เลยทําให้สนิทกันได้ไว เราทั้ง

คู่มักออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันเสมอ



เยบินชํานาญเส้นทางบนเขามาก ดังนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหน หากมีเยบิน ไม่มีทางหลงป่าแถวนี้แน่นอน




ฉันมาเที่ยวช่วงงานเทศกาลทุกปี หลังจากหมดช่วงซอลลัลไป เราจะมาที่นี่กันและอยู่ยาวจนถึงช่วง

เปิดเทอม ถือได้ว่าที่นี่แทบจะเป็นบ้านหลังท ี่2 ของครอบครัวฉันเลย คุณพ่อคุณแม่เองถ้าไม่ติดงาน

ที่เซี่ยงไฮ้ หรือ ในโซล ก็มักจะมาพักผ่อนที่นี่เป็นประจำ พวกท่านชอบความสงบและธรรมชาติของที่นี่ ในช่วงแรกๆ พวกท่านมาแค่4-5วัน เพราะติดงาน แต่เดี๋ยวนี้พวกท่านมาอยู่กันเป็นเดือนเลยถ้าไม่มีงาน ส่วนตัวฉันเองก็มักจะอยู่ยาวจนเปิดเทอมทุกครั้ง นานๆที ถึงจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เซี่ยงไฮ้ที แม้ว่า

จะเกิดที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็เติบโตและเรียนที่เกาหลีตั้งแต่เล็ก

ฉันในวัย10 ปี นี่นับเป็นงานเทศกาลครั้งที่3 ของฉัน ช่วงนี้เยบินไม่ค่อยสบาย เลยไม่มีเพื่อนพาเดินเล่น

ในภูเขา แต่จะให้นั่งๆ นอนๆ ก็ยังไงอยู่ ฉันเลยคิดว่าจะลองออกไปเดินเล่นคนเดียวดู เพราะไปกับเยบิน

ตั้งหลายครั้งแล้ว น่าจะพอจําทางได้



เจี๋ยโฉวงออกเดินทางขึ้นไปบนเขา เดินชมธรรมชาติที่แสนงดงาม สีขาวโพลนของหิมะที่ปกคลุมต้นไม้ เสียงนกและเสียงลมพัดแผ่วๆ ทําให้เธอสุขใจและสงบใจทุกครั้งที่ได้มาที่นี่ เพราะเธอเป็นเด็กต่างชาติ

เลยมักถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งเสมอ ระหว่างที่อยู่โซลจึงแบกรับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจไว้ตลอด แต่การที่ได้มาที่นี่ มันทําให้เธอปลดปล่อย และผ่อนคลาย เธอจึงรักที่นี่มาก


แต่ทว่าการเดินป่าอย่างสบายใจของเธอกลับทำให้เธอเริ่มกังวลและร้อนรนแทนเสียแล้ว เพราะระหว่าง

ที่เธอหาทางลงจากเขา เธอกลับจําทางไม่ได้ ไม่ว่าทางไหนต้นไม้ก็เหมือนๆ กันไปหมด มองไปทางไหนก็

มีแต่สีขาวของหิมะปกคลุม และเพราะหิมะตกลงมากลบรอยเท้าเก่าของเธอ ทำให้ยิ่งหาทางยากไปอีก เธอเดินไปเดินมาจนเหนื่อยอ่อน และก็ต้องยอมรับว่า เธอหลงทาง



เจี๋ยโฉวงทรุดตัวนั่งลงพิงต้นไม้และนํ้าตาก็ค่อยๆ พรั่งพรูออกมาเธอไม่รู้จะทําอย่างไร เด็กน้อยวัยเพียง

10 ปี อยู่คนเดียวกลางป่า แม้จะเคยมาที่นี่กับเยบินหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถจดจําเส้นทางได้ เธอมั่นใจ

ในตัวเองมากเกินไป ทําให้ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้




"
น่ารําคาญ"




มีเสียงของผู้หญิงดังขึ้นใกล้ๆ เธอ



"
น่ารําคาญมาก เสียงร้องของเธอดังจนฉันนอนกลางวันไม่ได้เลย"


เจี๋ยโฉวงสอดส่ายสายตาเพี่อมองหาต้นเสียงนั้น เธอปาดนํ้าตาออก พยายามเพ่งมองไปทุกที่แต่ก็ไม่มีวี่แวว

ของใคร เธอคิดว่าตัวเองอาจจะหูฟาด ได้ยินเสียงลมเป็นเสียงคนก็ได้ ซึ่งบริเวณนี้ก็ไม่น่าจะมีคนอื่นมาเดิน

แบบเธอ เพราะอยู่กลางเขา แทบสภาพอากาศตอนนี้ก็ค่อนข้างแปรปรวน หิมะยังคงตกลงมาเรื่อยๆ

 



ตุ้บ!

ระหว่างที่กำลังปลงกับสถานการณ์ตรงหน้า เธอได้ยินเสียงบางอย่างหล่นลงมา เจี๋ยโฉวงหันไปมอง

ตามต้นเสียงนั้น ก็พบกับ ผู้หญิงร่างสูงคนหนึ่งยืนเท้าสะเอว แต่เธอเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดนัก



"
เอ่อ ขอโทษค่ะ คือหนู-"

"
อะไร! รู้ไหมกว่าฉันจะหลับได้ มันยากขนาดไหน"

 

“…………………”


คนตรงหน้าบ่นออกมา อย่างไม่ใส่ใจว่าเด็กตรงหน้าจะเป็นอย่างไร แถมยังเอามือป้องปากหาวออกมาอีก
ไม่รู้ทําไมผู้หญิงคนนี้ถึงจริงจังกับการนอนกลางวันขนาดนั้นนะ แถมยังมานอนกลางเขาที่หิมะกำลังตกลง

มาแบบนี้ ดูจากการแต่งตัวก็ไม่เหมาะกับสภาพอากาศแม้แต่นิดเดียว เธอได้แต่ครุ่นคิดและเก็บความสงสัย

ไว้ในใจ จนเกือบลืมไปว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ จึงรีบถามอีกคนไปว่า


"
ขอโทษจริงๆนะคะ หนูหลงทาง ก็เลย..... คุณช่วยบอกทางหนูได้ไหมคะ"


"แล้วก็นะ…
หือ? หลงทาง?" อีกฝ่ายที่ทำท่าจะบ่นต่อ ต้องหยุดชะงักไป เมื่อได้ยินว่าเธอหลงทาง


ร่างสูงเดินออกมาจากเงาไม้ เธอแต่งตัวเหมือนคนทั่วไปแค่ใส่โทนดําทั้งชุดแต่เสื้อผ้าที่สวมดูบางไม่น่าจะ

ทนกับความหนาวได้ และหน้าตาของเธอก็สวยมากๆ ติดแต่ว่า การพูดและสีหน้าของเธอค่อนข้างเย็นชา

และเฉยเมย เสียงโมโนโทนนั่นก็ดูน่ากลัว ถ้าเธอไม่เดินออกมาให้เห็นหน้าชัดๆ ฉันคงยิ่งกลัวกว่าเดิม แต่พอได้เห็นหน้าของเธอ ฉันก็สบายใจขึ้นมาหน่อย



"
เฮ้อ ถ้าเธอออกไป ฉันคงหลับอย่างสบายใจได้สินะ"

ฉันไม่แน่ใจว่าชาวบ้านแถวนี้นิยมมานอนกลางวันกันในป่าเหรอ

แต่ช่างเถอะ ฉันรีบพยักหน้าตอบอีกฝ่ายไปเมื่ออีกเห็นคนตรงหน้าพูดออกมาแบบนั้น

"
ตามมา" ผู้หญิงคนนั้นเดินนําทางไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ทําไม ทั้งที่คนคนนั้นกำลังเดินอยู่แต่เหมือนระยะห่าง

จะยิ่งห่างออกไป ระยะห่างของเราทั้งคู่ห่างออกจากกันเรื่อยๆ จนฉันต้องเริ่มวิ่งตาม พอเริ่มเข้าใกล้ เราก็เริ่มห่างกันออกไปอีก ไม่รู้ว่าเพราะอากาศหนาวจนทําให้ฉันเพี้ยนหรือเปล่า

แต่เพราะเท้าที่อ่อนแรงบวกกับความหนาวทําให้ยิ่งล้า ฉันสะดุดล้มลง และเริ่มมองไม่เห็นอีกคนที่เดินนํา ขณะที่กําลังจะตะโกนเรียกอีกฝ่ายให้รอ ก็มีไม้ยาวๆ ยื่นมาตรงหน้า

"
จับไว้ แล้วก็รีบๆลุกขึ้นมาเร็วเข้า" คนคนนั้นยื่นไม้มาให้ฉันจับ
"
คะ..ค่ะ!" ฉันรีบคว้ามันไว้ แล้วลุกขึ้นปัดเนื้อตัว ก่อนจะรีบเดินตามอีกคนไป
"
เร็วเข้า ก่อนที่จะมืด" เสียงของอีกคน เริ่มเร่งให้ฉันเดินต่อ


ในช่วงเวลานั้นฉันจ้องมองแผ่นหลังอีกคนตาแทบไม่กระพริบ เพราะกลัวจะคลาดกันอีก และพยายาม

ฝืนฝีเท้าให้ก้าวตามอีกคนให้ทัน


และในที่สุดก็มาถึงทางที่ฉันเข้ามาจนได้


"
เอาล่ะ อยู่ข้างหน้านั่นเอง เธอคงไปต่อเองได้แล้วล่ะ"

คนคนนั้นชี้ไปที่หมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก ฉันหันไปมองหมู่บ้านที่ฉันคิดว่าจะไม่ได้กลับไปเสียแล้ว ด้วยความดีใจ ถ้ากลับไปพ่อแม่และเยบินคงว่าเธอแน่ๆ ที่หายไปคนเดียวแบบนี้


"
คราวหลังก็อย่ามาคนเดียวอีกล่ะ" เสียงโมโนโทนของคนคนนั้นบอกเธออีกครั้ง

 


"
ค่ะ ขอบคุณ-" ฉันหันกลับไปกล่าวคำขอบคุณอีกคนแต่ทว่าอีกฝ่ายนั้นกลับเดินเข้าไปในป่า เจี๋ยโฉวงเห็นแผ่นหลังของเธออยู่ไกลๆ และนี่ก็เป็นเรื่องประหลาดที่เธอจําได้ไม่มีวันลืมเลย เธอไปเล่าให้เยบินฟัง เยบินคิดว่าคงเป็นภูตผีในภูเขาตามตำนานของหมู่บ้าน เพราะมันน่าแปลก
จะมีใครไปอยู่ในป่า แถมนอนกลางวันได้สบายใจขนาดนั้นยิ่งอากาศในช่วงนี้ ยิ่งไม่เหมาะเลย

แต่คำพูดของเด็ก

 

ถ้าไปเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังก็คงคิดว่าเธอเพ้อเจ้อไปเรื่อย จะว่าไปเธอเองก็โดนเอ็ดเรื่องนี้เหมือนกันเพราะ

ยังมีหิมะตกอยู่ ถ้าเธอออกมาไม่ทันคงได้หนาวตายคากองหิมะ โชคดีที่วันนั้นเธอกลับออกมาได้อย่าง

ปลอดภัย


แต่เพราะความอยากรู้และต้องการพิสูจน์ เธอจึงเสี่ยงกลับไปอีกครั้ง คราวนี้เธอทําร่องรอยไว้ตามต้นไม้ เพื่อจะได้เดินกลับมาถูกทาง การแอบมาเดินป่าในคราวนี้ จึงเป็นการไปตามหาคนคนนั้นและขอบคุณเธอ
แต่ดูเหมือนว่าป่านี้จะกว้างเกินไป หรือ คนคนนั้นอาจจะไม่มานอนกลางวันแล้ว ไม่ก็คงเปลี่ยนที่แล้ว เพราะคนบ้าอะไรมานอนเล่นในอากาศหนาวแบบนี้ เมื่อวานเจี๋ยโฉวงอาจจะเบลอจนเพ้อเจ้อไปเองจริงๆ

ระหว่างที่คิดแบบนั้น จู่ๆ เธอก็เห็นเงาบางอย่างบนต้นไม้ เธอจึงค่อยๆ เข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นผู้หญิง

คนเดิมในชุดแบบเดิมกําลังเอนหลังนอนพิงอยู่บนต้นไม้ ด้วยความดีใจที่ไม่คิดว่าตัวเองเพ้อเจ้อ เจี๋ยโฉวงจึงกระโดดกรี๊ดกร๊าดออกมาเสียงดัง


"
อ๊ายย เห็นมั้ย ว่ามีคนบ้ามานอนที่นี่จริงๆ!"


"
นี่ ใครกันที่บ้า"

เสียงที่เธอคุ้นเคยติดจะหงุดหงิดนิดหน่อย ตอบเธอกลับมาแทบจะทันที


"
ขะ..ขอโทษค่าา" เจี๋ยโฉวงยิ้มแห้งๆ พร้อมโค้งหัวให้อีกคนอย่างสํานึกผิด



ตุ้บ!



คนคนนั้นกระโดดลงมาจากต้นไม้ และเดินเข้ามาใกล้ๆ เธอมองสํารวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดออกมาอีกว่า  "บอกไปแล้วนี่ ว่าอย่ามาคนเดียวอีก"

"
หนูแค่อยากมาตามหาคุณ"

"
หาฉัน?" เธอชี้มือไปที่ตัวเอง ด้วยท่าทางมึนงงเล็กน้อย

"
ค่ะ หนูอยากมาขอบคุณที่ช่วยพาหนูไปส่ง" ฉันยื่นตระกร้าใส่ขนมที่เตรียมมาจากบ้านให้อีกคน

"
นี่ของตอบแทนค่ะ เป็นลูกพลับแห้งกับต๊อก"

อีกคนยืนมองหน้าเฉยๆ ด้วยสีหน้าที่ฉันเดาไม่ถูกว่าเขากําลังคิดอะไร จะโกรธ ดีใจ หรือ คิดอะไรอยู่กันแน่


และจู่ๆ เธอก็ชี้นิ้วไปที่พื้น โดยที่ยังคงแสดงสีหน้าแบบเดิม


"
วางไว้สิ"


"
ค่ะ..คะ?" ฉันไม่เข้าใจ ทําไมต้องวางลง มารับจากมือไปเลยไม่ได้หรือไง ทำไมเรื่องมากจัง

"
วาง" อีกคนยังคงบอกแบบเดิมด้วยสีหน้าเช่นเดิม ทําให้ฉันรู้สึกกลัวนิดๆ เลยต้องทําตาม ฉันวางลงตรงที่เธอชี้ ก่อนจะถอยมายืนที่เดิม

คนคนนั้นนั่งยอง และมองของในตระกร้าอยู่พักนึง ก่อนจะหยิบลูกพลับแห้งขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวทันที


"
อืมมม อร่อยดี ขอบใจนะ"

พอได้ยินแบบนั้น ความรู้สึกสงสัยและกังวลเมื่อครู่ก็พลอยหายไปหมด ฉันดีใจ และก็อุ่นใจขึ้นมานิดนึง

ที่คนคนนั้นชอบของที่ฉันนำมาให้


"
ถ้าคุณชอบหนูจะแวะมาให้อีกนะคะ"
ฉันพูดออกไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นคนตรงหน้าดูมีความสุขกับของที่เธอให้ เลยพูดออกไปแบบนั้น

"
จริงเหรอ ได้จริงเหรอ" คนคนนั้นลุกขึ้นและเอียงคอมองฉันอย่างสงสัย
พอฉันเห็นท่าทางแบบนั้นก็ไม่กล้ากลับคําพูด เลยได้แต่พยักหน้ารับไป


หลังจากวันนั้น เจี๋ยโฉวงก็แวะเวียนเอาขนมหลายๆ แบบ เข้าไปให้คนคนนั้นในบนเขา ทุกๆ วัน เราสองคนจะเจอกันใต้ต้นไม้ที่เดิม ถึงแม้จะเอาขนมหลายๆ แบบไปให้ แต่คนคนนั้นดูจะโปรดการ

กินลูกพลับแห้งที่สุด

 

ตลอดช่วงเวลาที่เธอมาที่นี่เธอเข้าป่าบ่อย จนสามารถจําเส้นทางในป่าได้และไม่หลงแบบคราวก่อน เยบินที่หายป่วยแล้วจะตามไปเป็นเพื่อน แต่เจี๋ยโฉวงก็ปฏิเสธไป แม้ตอนแรกจะถูกเยบินเอ็ดที่มาคน

เดียว แต่พอนานๆ ไป พอเห็นว่ากลับมาเองได้ เธอก็ปล่อยให้เจี๋ยโฉวงไปคนเดียว

เธอทําแบบนี้เป็นประจํา จนถึงวันสุดท้ายของปิดเทอม วันพรุ่งนี้เธอต้องกลับโซลเพื่อไปเรียน

ขณะที่กําลังนั่งมองอีกคนกินลูกพลับแห้งอย่างเอร็ดอร่อย เจี๋ยโฉวงจึงเอ่ยถามอีกคนไปว่า

"
คุณชื่ออะไรเหรอคะ เจอกันตั้งหลายครั้งแล้ว หนูจะได้เรียกชื่อคุณถูก"


คนตรงหน้าชะงักไปครู่นึงก่อนจะกัดลูกพลับไปอีกคํา ทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง อยู่ครู่นึง ก่อนจะตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่งที่เจี๋ยโฉวงคุ้นเคย

"
นายอง"




"
พี่นายอง"

หลังจากได้ยินชื่อของอีกฝ่าย ฉันจึงลองเรียกชื่ออีกคนและยิ้มให้พี่เขาที่มองกลับมาอย่างตกใจ ที่จู่ๆ ฉันก็เรียกชื่อของเธอ เธอสังเกตเห็นดวงตาที่เคยนิ่งเฉยเบิกโตขึ้นเล็กน้อย แล้วก็กลับไปเป็นปกติ

"
ฉันชื่อเจี๋ยโฉวงนะคะ"

"
รู้แล้วน่า น่ารําคาญจริงๆเลย"

ฉันขําออกมาทันทีที่ได้ยินคําว่า น่ารําคาญ พี่เขามักจะชอบพูดคํานี้เสมอ ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราะพี่เขา
รําคาญจริงๆ หรือ แค่อยากตัดบทสนทนาไปเฉยๆ


"
ขําอะไรของเธอ ยัยตัวเล็ก"

"
ขอโทษทีค่ะ อ่า จริงสิ ตั้งแต่พรุ่งนี้หนูคงแวะเอาขนมมาให้ไม่ได้แล้วนะคะ ต้องกลับโซลไปเรียน"

"
ดีแล้วไง ฉันจะได้นอนกลางวันได้อย่างสบายใจ"

"
แต่ไม่มีขนมแล้วนะคะ" อีกหยุดเคี้ยวและค่อยๆ หันกลับมามองหน้าเธอ

"
ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรฉันก็อยู่มาได้"


นั่นสินะ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมาที่นี่บ่อยขนาดนี้ แต่เรามาก็ที่นี่ทุกวันจนแทบจะเป็นกิจวัตร มันกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว พอคิดถึงพรุ่งนี้ที่จะต้องกลับโซลไปเผชิญโลกที่โรงเรียน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้เที่ยวเล่น ช่วยงานเทศกาลกับเยบิน

 

และไม่ได้มานั่งเล่นกินขนมกับพี่นายองตอนกลางวันที่นี่อีกแล้ว ก็พลอยหดหู่ใจขึ้นมา





"
ปีหน้าก็แวะมาสิ"


นายองพูดออกมาโดยไม่มองหน้าเธอ

"
ได้เหรอคะ" ฉันตกใจและดีใจที่เห็นอีกฝ่ายอยากให้ฉันมาอีก

"
เอาขนมมาเยอะๆ ด้วยล่ะ ฉันชอบลูกพลับแห้ง" เป็นครั้งแรกที่เห็นพี่เขายิ้มให้ แม้จะแค่เสี้ยววิเดียว

รอยยิ้มอบอุ่นนั่นทําให้ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอัดแน่นเต็มอก แต่บอกความรู้สึกนั้นไม่ถูกเหมือนกัน มันเหมือนกับมีผีสื้อนับร้อยตัวกำลังบินวนเวียนอยู่ในท้อง  มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่มันดีมากๆ

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ตั้งตารอจดจ่อนับวันเวลาอยากให้ถึงช่วงซอลลัลไวๆ และได้ไปงานเทศกาลในปีถัดไป ฉันอยากให้เวลาผ่านเวียนไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเร็วๆ จัง







นี่เป็นปีที่9 ที่การกลับมาครั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่การมาเที่ยวเล่นงานเทศกาลแบบเด็กๆ

โจวเจี๋ยโฉวง วัย 16ปี หิ้วตะกร้าที่เต็มไปด้วยพลับแห้ง หอบหิ้วมันเดินเข้าไปในขึ้นเขาทุกวัน จนเป็นเรื่อง

ปกติ เยบินและคนที่บ้านก็เข้าใจว่าเธอเอาไปเซ่นไหว้พวกภูติผีในป่า เพราะเป็นปกติของชาวบ้านแถวนี้

ซึ่งก็ถูกของพวกเขา ฉันเอาของมาให้ภูตผีในป่า

 


พี่นายอง ไม่ใช่มนุษย์ เธอเป็นภูตประจําภูเขานี้


ในช่วงแรกๆ เธอไม่แน่ใจว่านายองเป็นใครกัน เพราะลักษณะของเธอก็ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์อย่างเธอ แต่สิ่งที่แตกต่างและเธอสังเกตมาตลอดคือ พี่เขาจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวเธอเลยแม้แต่นิดเดียว



จนเมื่อปีที่แล้ว เธอได้ลองถามอีกฝ่ายไปว่าเพราะอะไร


"
มันสกปรก"

"
เอ๋!? ฉันอาบนํ้าแล้วนะคะพี่!" เจี๋ยโฉวงได้ยินอีกฝ่ายบอกแบบนั้นก็รีบดมสํารวจเนื้อตัวทันที

"
จิตใจของมนุษย์มีแต่สิ่งโสมม และไม่บริสุทธิ์ ฉันก็เลยสัมผัสตัวมนุษย์ไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะแปดเปื้อน"

"........
แล้วถ้าไปสัมผัสเข้าล่ะ จะเป็นยังไง"

ฉันทําท่าจะเดินไปจับตัวพี่เขา แต่พี่เขาก็คว้าไม้จากไหนไม่รู้มาเคาะหัวฉัน

 

"โอ๊ย!!" ถึงจะไม่แรงมากแต่ก็เจ็บสุดๆ

"
อย่าคิดว่าจะเข้าใกล้ฉันได้นะ"


พี่นายองไม่เคยบอกว่าฉันว่าถ้าสัมผัสมนุษย์เข้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันก็ชอบแกล้งแหย่ให้อีกคนตกใจเล่นเสมอ




"
แฮ่!" เจี๋ยโฉวงเห็นอีกคนกําลังนอนพิงต้นไม้ จึงนึกสนุก เข้าไปแกล้งให้ตกใจเล่นแต่ทว่า...

โป้ก!

ไม้ตวัดฟาดลงบนหัวเจี๋ยโฉวงแบบพอดิบพอดี

"
โอ๊ย พี่!" เจี๋ยโฉวงที่ถูกฟาดหัว ปล่อยตะกร้าหลุดมือ จนลูกพลับกระเด็นออกมา


"
สม-นํ้า-หน้า" นายองแกว่งไม้ในมือไปมา ก่อนจะเดินไปหยิบลูกพลับที่หล่นมาปัดๆ แล้วกินทันที และหยิบที่เหลือใส่ตะกร้า แล้วเดินออกไปจากตรงนั้น ทําให้เจี๋ยโฉวงที่ยืนโอดครวญและบ่นอีกฝ่าย วิ่งตามหลังแทบไม่ทัน

"
จะไปไหนเหรอคะ"
"
เดินไปเรื่อยๆ แล้วก็หาที่เงียบๆ นอน"
"
นอนอีกแล้วเหรอ"
"
ทําไมล่ะ"
"
แบบนี้กลางคืนพี่นอนได้เหรอ"
"
ฉันต้องตื่นตอนกลางคืน"

ฉันเดินตามพี่นายองอยู่ห่างๆ ไม่ว่าจะลองพยายามเดินไปใกล้ๆ พี่เขาก็จะทิ้งระยะห่างระหว่างเราประมาณ 2-3 ฟุต เสมอและมักจะพกไม้ยาวๆ ที่ปกติจะไว้ใช้ฟาดหัวฉัน


"
เอ๋ พี่ต้องทําอะไรตอนกลางคืนน่ะ"
"
เธอนี่น่ารําคาญจริงๆ ยัยตัวเล็ก"
"
ก็อยากรู้นี่นา แล้วก็ไม่ตัวเล็กแล้วนะ! และฉันชื่อเจี๋ยโฉวง"

"..........."


"..........."

หลังจากฉันเผลอเหวี่ยงออกไปด้วยอารมณ์โกรธที่อีกฝ่ายชอบใช้คำว่า “น่ารำคาญ” ในการตัดบทสนทนา

บ่อยครั้ง จึงเกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราสองคน

ฉันรู้ดีว่าตอนที่เรารู้จักกันแรกๆ ฉันเป็นแค่เด็ก10ขวบ
ส่วนพี่เขาน่าจะราวๆ 20ต้นๆ แต่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี
พี่เขาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนมนุษย์ทั่วไป ส่วนฉันจากเด็กสาวที่ตัวสูงไม่ถึงไหล่ในวันนั้น ได้เติบโตขึ้นเป็นสาววัย16ปี ที่สูงจะเท่าไหล่ของนายองแล้ว

 

 

 

สุดท้ายก็เป็นฝ่ายฉันเองที่ทนอยู่เงียบๆ แบบนี้ไม่ไหว


"
ถ้าพี่ตื่นตอนกลางคืน คราวหลังฉันจะมาหาตอนกลางคืนนะ กลางวันพี่จะได้พัก-"


"
ไม่ต้อง! ห้ามมาที่นี่ตอนกลางคืน เด็ด-ขาด!"

นายองหันกลับมาตะคอกใส่และมองมาที่ฉันด้วยแววตาสีแดงเกรี้ยวกราดและดุดันมาก แถมยังมีเขี้ยว

ที่ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อน มันน่ากลัว และทําให้ฉันสั่น เพราะพี่นายองไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ปกติ

จะนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์อะไรผ่านสีหน้า แต่ตอนนี้เธอมองมาที่ฉันเหมือนกําลังทําอะไรผิดร้ายแรง


"
คะ..ค่ะๆ"
ฉันตะกุกตะกักตอบไปพร้อมพยักหน้ารัวเร็ว เพราะกลัวว่าอีกคนจะไม่เชื่อ ถึงจะอยากรู้เหตุผล แต่ถ้าพี่เขาดูฉุนเฉียวขนาดนั้น ฉันก็คงไม่กล้ามาที่นี่ตอนกลางคืนแน่นอน




หลังจากที่ถูกตะคอกใส่ในวันนั้น ฉันเลยไม่กล้าถามเรื่องนั้นอีก เพราะไม่ชอบท่าทางน่ากลัวแบบนั้นเลย แต่ความอยากรู้อยากเห็นของฉันก็ยังคงอยู่ สุดท้ายเลยไปถามเรื่องนี้กับเยบินดู

"
แกรู้เรื่องภูติประจําภูเขาดีไหม"
"
รู้สิ คุณยายชอบเล่าให้ฟังตอนเด็กๆ เป็นตำนานของหมู่บ้านเลยนะ"
"
เล่าให้ฟังหน่อยสิ"
"
ฉันนึกว่าแกจะรู้แล้วซะอีก เห็นเข้าไปในป่าบนเขาทุกวัน แถมเอาของไปเซ่นไหว้ตลอด"
"
รู้แต่ไม่ละเอียด เออน่ะ เล่าๆมา"


"
เออๆ" เยบินจึงเริ่มเล่าตํานานภูติประจําภูเขา

ว่ากันว่า เจ้าภูตหรือปีศาจตนนี้เป็นประกอบจากความบาปของมนุษย์หลายๆคนรวมกัน เพราะความมืดใน

จิตใจก่อให้เกิดเป็นปีศาจ จนต้องมีการทำพิธีการปัดเป่าภูตผีและสิ่งชั่วร้ายในทุกปี ซึ่งเป็นธรรมเนียมของ

งานเทศกาลของหมู่บ้านเราที่จะต้องทําพิธีปัดเป่าและขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป

"
อ้าว แล้วคนในหมู่บ้านตอนนี้ก็ยังไหว้และบูชากันด้วยนี่..."
"
เดี๋ยวสิ ยังไม่จบ"

เมื่อก่อนเจ้าภูตตนนี้ก็คือมนุษย์ธรรมดา แต่เพราะถูกกลืนกินด้วยความมืดในจิตใจทําให้กลายเป็นปีศาจ

แต่วันนึงเจ้าภูตตนนั้นรู้สึกตัวว่า ยิ่งตนเองเข้าใกล้มนุษย์ความมืดก็จะยิ่งกลืนกินตัวมันเอง เพราะตัวตน

ของเจ้าภูตตนนี้ดูดซับสิ่งไม่ดีมาไว้ที่ตัว ถ้ายิ่งอยู่ใกล้มนุษย์จะทําให้ตนเองยิ่งดําดิ่งไปในความมืดและทุกข์

ทรมานไปตลอดกาล มันจึงหนีไปอยู่บนเขา เพื่อออกห่างจากมนุษย์ และชําระตนบําเพ็ญเพียร สะสมบุญ

ให้ความมืดมิดหายไป แต่ผู้คนก็ยังเกรงกลัวมันอยู่ และคิดว่ามันเป็นสาเหตุแห่งเรื่องไม่ดีต่างๆ  

 

จนกระทั่งมีเด็กพัดหลงเข้าไปในป่าบนเขา ว่ากันว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกหลานของพวกมูดัง* แม้พวกผู้ใหญ่จะ

ช่วยตามหาก็ไม่พบ แต่จู่ๆ เด็กคนนั้นก็กลับมาได้อย่างปลอดภัย โดยบอกกับพวกผู้ใหญ่ว่า มีคนชุดดําและ

มีดวงตาสีแดงเดินมาส่งเธอ ทําให้คนละแวกภูเขานี้เริ่มเปลี่ยนความคิด บ้างก็นําของมาถวาย บ้างก็ทําศาล

ให้ งานเทศกาลจากเดิมจะมีพิธีกรรมขับไล่ภูตผีปีศาจ ก็ปรับเป็นขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัวมนุษย์แทนและ

เพิ่มพิธีกรรมบูชาป่าเขาและภูตเข้าไปด้วย ของที่นิยมใช้เซ่นไหว้ก็พวกผลไม้แห้ง เหล้า



"
ก็ประมาณนี้แหละ"


“โอ้ ชอบเหล้าด้วยเหรอเนี่ย” ฉันเผลอหลุดปากออกมา แต่เยบินก็ไม่ได้สนใจอะไรและพูดต่อ


"
แต่ว่ากันว่าตอนกลางคืน ด้านมืดจะมีพลังสูงมาก เพราะงั้นแกอย่าได้ออกไปป่าตอนกลางคืนล่ะ"

เพราะเคยมีเรื่องเล่าว่ามีกลุ่มคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ เดินเข้าไปในป่าเวลากลางคืน แล้วก็พบปีศาจดวงตา

สีแดงยืนแยกเขี้ยวใส่พวกเขา บางคนก็หนีออกมาจากป่าทัน บางคนก็หายตัวไปอย่างลึกลับ


ถึงตรงนี้ฉันพอจะเข้าใจอะไรมากขึ้นบ้างแล้ว การที่พี่ต้องรักษาระยะห่างและไม่อยากให้ฉันไปหาตอน

กลางคืนก็อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้



แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็อยากลองสัมผัสพี่นายองดูสักครั้งเหมือนกัน ว่าสัมผัสของพี่เขาเหมือนกับมนุษย์เรา

หรือแตกต่างกัน



ฉันได้แต่คิด แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่เคยได้เฉียดเข้าไปใกล้ ไม่ใช่แค่เพราะพี่เขารักษาระยะห่างตลอด แต่เพราะฉันเองก็กลัวว่าพี่เขาอาจจะเดือดร้อนเพราะความเอาแต่ใจของฉัน

 

และต้องมาแปดเปื้อนเพราะฉัน



งานเทศกาลปีที่11



ปีนี้งานเทศกาลยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและจํานวนคนในหมู่บ้านที่เพิ่มขึ้น บริเวณนี้

เมื่อปีก่อนก็พึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพราะมีนักข่าวมาทำข่าวเรื่องตำนานของหมู่บ้านและ

ภูตภูเขา และช่วงงานเทศกาลจัดตรงกับช่วงวันแห่งความรัก ทําให้คู่รักมากหน้าหลายตาจึงเดินทางมา

ที่นี่กัน กลางวันก็จะมาเดินเขากัน ส่วนช่วงกลางคืนก็มาแวะเที่ยวงาน



ฉันในวัย18ปี ปีนี้ฉันจึงมีแผนจะทําช็อคโกแล็ตไปให้พี่นายอง แม้ว่าอีกฝ่ายจะโปรดปรานแต่ลูกพลับแห้ง และกินพวกขนมต๊อกบ้างนิดหน่อย แต่ปีนี้ฉันจะต้องให้พี่เขาได้ชิมช็อคโกแล็ตฝีมือของฉันให้ได้

ช่วงอาทิตย์แรกๆ ที่มา ฉันจึงยังไม่โผล่ไปหาอีกฝ่ายที่ภูเขา เพราะฝึกทําช็อคโกแล็ตกับเยบิน และยุ่งกับช่วงเตรียมงานเทศกาล

 

แต่ในที่สุดก็ทําออกมาสําเร็จและทันวันวาเลนไทน์พอดี



ฉันกอดกล่องช็อกโกแล็ตที่พยายามทําเองอยู่หลายวันแน่น เพราะกลัวจะทําหล่นจนเสียหาย และได้แต่คิด

ในใจว่าจะพูดกับอีกฝ่ายอย่างไรดี ระหว่างที่กําลังคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงที่เธอคุ้นเคยดังขึ้น



"
ยัยตัวเล็ก ทําไมปีนี้มาช้าล่ะ"




ฉันเงยหน้ามองฝ่าแสงแดดที่ส่องประกายลงมา เห็นเงาของอีกคนกําลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้ ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันทําสีหน้าแบบไหน แต่ฉันรู้สึกดีมากๆ ที่ได้เจออีกคน


"
อะไรกัน มาช้าแถมยังไม่มีลูกพลับหรือขนมติดมือมาด้วย"

นายองบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด แม้สีหน้าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมนัก แต่เธอมองออกมาว่าอีกคนคงอารมณ์เสียมาก


ฉันยื่นกล่องช็อคโกแล็ตให้คนขี้บ่นตรงหน้า เพื่อให้อีกคนหยุดบ่นเสียที


"
หืม มันคืออะไร" นายองมองกล่องอย่างไม่ไว้ใจสลับกับหน้าของเจี๋ยโฉวง

"
เอาไปเหอะน่า" ฉันวางกล่องลงที่พื้น เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รับของผ่านฉันโดยตรงเป็นปกติ แต่ก็แอบเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ยื่นให้กับมือโดยตรง



ฉันมองอีกฝ่ายแกะกล่องและค่อยๆ หยิบ ช็อคโกแล็ตชิ้นพอดีคําออกมา

"
ก้อนดําๆนี่ของกินเหรอ"
"
มันเป็นขนมอย่างหนึ่งเรียกว่าช็อคโกแล็ตค่ะ"

"
อืม.. หน้าตาแบบนี้กินได้ด้วยเหรอเนี่ย"
"…..
ลองชิมดูสิ ฉันทําเองเลยนะคะ!!" ฉันเริ่มจะหงุดหงิดบ้างละ นี่ไม่ไว้ใจกันหรือไง

พี่นายองยังคงมองหน้าฉันอย่างไม่ไว้ใจสลับกับมองช็อคโกแล็ตในมือ ก่อนจะลองกัดคําเล็กๆ และค่อยๆ เคี้ยวมันช้าๆ ฉันเฝ้ามองปฏิกิริยาของอีกคนอย่างตื่นเต้น ลุ้นว่าอีกฝ่ายจะพอใจกับรสชาติที่เธอทําหรือ

เปล่า เธอพยายามทําให้มันไม่ขมมาก เน้นให้หวานกว่าปกตินิดนึง



"
หวานแต่ก็ขมนิดๆ แฮะ อร่อยดี"
"
เยสสสส!"

ฉันกระโดดดีใจทันทีที่อีกคนบอกว่าช็อคโกแล็ตที่ฉันทํานั้น อร่อยถูกปาก

"
แต่ว่านะ ลูกพลับก็ยังเป็นอันดับ1อยู่ดี"
"
โหย"
"แต่
วันนี้จะยอมกินช็อคโกแล็ตของเธอแก้ขัดไปก่อนก็ได้"




เราสองคนเดินเล่นในป่า พลางคุยเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดนึงปีที่ไม่เจอกัน ส่วนใหญ่จะเป็นฉัน

ที่เล่าให้อีกคนฟังมากกว่า ฉันเล่าเรื่องของตัวเองว่า สอบติดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโซลแล้ว เล่าเรื่องที่ว่าพ่อแม่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวรถ้าฉันจบมหาวิทยาลัย บ่นเรื่องของเยบินที่พอมีแฟน

ก็ไม่ไปเดินงานเทศกาลกับเธอวันนี้


"
แถมปีนี้คนส่วนใหญ่ก็ไปเป็นคู่ ฉันต้องไปเดินคนเดียวอีก เซ็งชะมัด" ฉันบ่นอุบที่ต้องมาเห็นคนมีคู่แต่ตัว

เธอเองต้องเดินคนเดียว

"
ให้ฉันไปเป็นเพื่อนเธอมะ"

 

จู่ๆ ก็ได้ยินประโยคที่เธอคาดไม่ถึงออกมาจากปากอีกฝ่าย



"
คะ?"

"
อ้าว ก็เธอไม่อยากเดินคนเดียวนี่"

"
จริงเหรอคะ!" นายองพยักหน้าด้วยสีหน้านิ่งๆ

"
แต่...กลางคืน..พี่-"


"
น่าจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ จริงๆ แล้วคืนนี้หลังเที่ยงคืนไป ฉันจะกลับมาเป็นมนุษย์"

พอได้ยินแบบนั้น ฉันดีใจจนพูดไม่ออก สิ่งที่ฉันกังวลมาตลอดกําลังจะหายไป


"
เพราะงานเทศกาลมีพิธีปัดเป่าความมืด เลยทําให้มันค่อยๆ หายไปจากตัวฉัน และยังมีคนคอยแวะเวียนมาเคารพบูชาและให้การนับถือฉันอีก เลยทําให้ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงซะที"






 


"
ถ้าอย่างงั้น คืนนี้เจอกันที่ทางเข้าป่านะคะ ฉันจะรอ"



เย็นวันนี้ฉันรีบหาชุดที่คิดว่าดูดีและเหมาะสมที่สุดมาใส่และออกไปรอตรงทางเข้าป่า ด้วยความรู้สึก

ตื่นเต้น ดีใจ และอีกมากมายประเดประดังตีกันไปหมด ระหว่างที่ยืนรอและกําลังพยายามตั้งสติ จู่ๆ ก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีบางอย่างมากระทบที่หัวเบาๆ


"
รอนานไหม"


พี่นายองที่ใส่ผ้าปิดปาก กับชุดสีดําตัวเดิม..

 

แถมยังถือไม้มาอีก!


"
พี่จะเอาไม้มาทําไม แล้วเนี่ยใส่ทําไมผ้าปิดปาก"
ฉันบ่นอีกฝ่ายที่เข้ามาในเขตหมู่บ้าน แต่แต่งตัวลับๆล่อๆ อย่างกะพวกโจรหรืออันธพาลที่ไหน

"
ก็ฉันไม่ชอบกลิ่นมนุษย์นี่ พอรวมตัวกันเยอะๆ กลิ่นมันชวนอ้วก แค่เธอคนเดียวฉันไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอรวมกันเยอะๆ ฉันก็ไม่ไหวนะ"

"
ค่าๆ แหม พูดซะฉันรู้สึกเสียเซลฟ์ ว่าแต่ แล้วไม้เนี่ย ไม่เอาไปไม่ได้เหรอคะ"

พอจะยอมรับเหตุผลเรื่องผ้าปิดปากได้ แต่เรื่องไม้เนี่ยอีกคนจะแก้ตัวอย่างไรกัน

"
จริงๆ ถึงจะคุมเรื่องความมืดได้ แต่ฉันยังสัมผัสมนุษย์ไม่ได้จนกว่าจะเลยเที่ยงคืนน่ะ"

"
ฉันถามจริงๆ ทําไมล่ะคะ ทำไมถึงแตะต้องไม่ได้เลย พี่จะเป็นมนุษย์ช้าลงเหรอ-"

"
เพราะว่า ถ้าสัมผัสมนุษย์ ฉันจะสลายไปไง ฉันเลยต้องมีไม้ไว้ฟาดพวกที่เข้ามาใกล้ๆน่ะ"

แม้อีกฝ่ายจะพูดติดตลก แต่สำหรับฉันมันไม่ตลกเลย




ฉันรู้สึกหูมันอื้ออึงไม่ได้ยินคําพูดอื่นๆ ต่อจากคําว่าสลายไป” มันเป็นความรู้สึกกลัว กลัวว่าจะเสีย

พี่เขาไป รู้สึกผิดที่เคยแกล้งจะเข้าไปแตะต้องตัวพี่เขา ถ้าเกิดวันนึงเธอพลาดจะทําอย่างไร แล้ววันนี้ก็

ชวนพี่เขาออกมา ถ้าเกิดอีกคนไปโดนตัวมนุษย์คนอื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร จู่ๆ นํ้าตาของเธอก็ไหลออกมา



"
เฮ้ ร้องไห้ทําไม ตอนนี้ฉันไม่ได้จะหายไปนี่ อีกอย่างอีกไม่นานฉันก็จะกลับมาเป็นมนุษย์แบบเธอแล้วด้วย"

ฉันปาดนํ้าตาออกแต่มันก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด

"
อุตส่าห์เลือกชุดสวยๆ มา ตอนนี้หน้าตาขี้เหร่หมดแล้วนะยัยตัวเล็ก"

ฉันยังคงร้องไห้ออกมาไม่หยุด ส่วนพี่นายองก็ยังคงได้แต่พูดปลอบโยนให้ฉันหยุดร้อง


 


"
ผ่านเที่ยงคืนนี้ไป เธอจะแกล้งทําท่าจับฉันไม่ได้แล้วนะ เพราะฉันจะกอดเธอแน่นๆไม่ปล่อยเลย"




ฉันที่กําลังก้มหน้าปาดนํ้าตาหยุดชะงักการกระทำทันทีที่ได้ยินอีกคนพูดออกมา นอกจากคําพูดที่ไม่

คาดคิดแล้ว ฉันยังได้เห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดจากคนตรงหน้า


"
หยุดแล้วสินะ เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วไปกันเถอะ"

"
จริงๆ นะคะ"

"
เฮ้อ น่ารําคาญจริงๆเลยนะ ยัยตัวเล็ก"

"......."

"
ฉันไม่โกหกหรอกน่า"


 


ฉันยิ้มออกมาและเช็ดหน้าเช็ดตาตามที่พี่นายองบอก ตอนนี้ฉันดูขี้เหร่จริงๆ แต่จะกลับไปแต่งหน้าใหม่ก็

คงเสียเวลา แต่จะไปทั้งแบบนี้มันก็แอบน่าอายอยู่


"
ไม่ต้องห่วง เธอน่ารักอยู่แล้ว"


ระหว่างที่ลังเลว่าจะไปแต่งหน้าใหม่ดีไหม อีกฝ่ายที่เหมือนจะอ่านใจได้ก็พูดประโยคนั้นขึ้นมา ทําให้เธอ

เขินอายจนหน้าแดง

"
ไปกันเถอะ"





ก่อนจะไปพี่นายองทิ้งไม้ไว้ที่ทางเข้าป่า พร้อมบอกกับฉันว่า

"
เธอต้องปกป้องฉันนะ อย่าให้ใครมาโดนตัวเชียว" นายองพูดติดตลก

"
รับทราบเลยค่ะ!" ฉันพูดพร้อมยกมือขึ้นตะเบ๊ะ ทําให้อีกฝ่ายหลุดยิ้มออกมา




เราสองคนเดินด้วยกันอย่างมีระยะห่าง แต่ฉันเองก็คอยระวังไม่ไปเดินในที่คนพลุกพล่าน แม้ว่าจะเป็นส่วนที่คนน้อย และไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่บรรยากาศแบบนี้ก็ทําให้เธอมีความสุข แค่ได้ใช้เวลาในวันวาเลนไทน์ร่วมกับคนที่เธอรัก เธอก็มีความสุขมากเกินพอแล้ว




"
พี่รู้ไหม ว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่พวกผู้หญิงจะให้ช็อคโกแล็ตกับคนที่ตัวเองชอบ"

เราสองคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินงานเทศกาลหลบมานั่งพัก เพื่อหลบเลี่ยงผู้คนตรงบริเวณใกล้ๆ ทางเข้าป่า

"
หืม ถ้างั้น.."
"
ฉันชอบพี่นะคะ"


เราสองคนได้แต่จับจ้องใบหน้าของกันและกัน ฉันพยายามห้ามใจไม่ให้ขยับเข้าใกล้อีก แต่ก็เหมือนเราทั้งคู่ถูกดึงดูดให้เข้าหากันจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกัน


ปัง!

แต่เสียงพลุก็เป็นตัวดึงสติของเราทั้งคู่ให้กลับมา เรายังสัมผัสกันไม่ได้ น่าจะเหลือเวลาประมาณชั่วโมงนึง

ฉันเกือบทำให้พี่สลายไปซะแล้ว


ปัง! ปัง! ปัง!

พลุในปีนี้ดูงดงามกว่าทุกปีเพราะมีอีกคนเคียงข้าง



"อืม แล้วก็
ในวันที่ 14 ของเดือนหน้า คนที่ได้รับช็อคโกแล็ตถ้าอยากตอบรับความรู้สึกอีกฝ่ายต้องเอา

ลูกอมมาให้อีกคนนะคะ เรียกว่าวันไวท์เดย์"

"
นี่เดี๋ยวนี้พวกมนุษย์ทําอะไรยุ่งยากกันจังนะ"


ฉันขํากับสีหน้าอีกคนที่ดูจะรําคาญกับธรรมเนียมอะไรแบบนี้ของคนในยุคปัจจุบัน




"
จริงสิ เดี๋ยวฉันไปเอาลูกพลับแห้งมาให้นะคะ เห็นขายอยู่ซอยกลาง แต่คนเยอะหน่อย พี่รออยู่ตรงนี้นะคะ"


ฉันเห็นว่าเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถ้าออกไปซื้อลูกพลับแห้งของโปรดพี่เขากลับมาคงถึงเวลาพอดี แต่ทว่า



"
อ้าว เจี๋ยโฉวงเองหรอ~" เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินและเกลียดที่สุด

"
อึนบี เธอมาทําอะไรที่นี่" ฉันหันไปตามเสียงเรียกอีกคน โดยที่พี่นายองมองตามฉันอย่างสับสน

"
แหม่ ก็มาเที่ยวกับแฟนไง แถมที่นี่ก็เทศกาลใหญ่เพราะตรงกับวาเลนไทน์พอดี เลยต้องมา แต่เอ๊ะ เธอมากับใคร"

อึนบีที่ควงแขนชายหนุ่มที่คงจะเป็นแฟนของเธอ เดินตรงเข้ามาหาฉัน
เธอเป็นเด็กที่เคยเรียนห้องเดียวกับเจี๋ยโฉวงตอนม.ปลาย และ คือคนที่มักจะกลั่นแกล้งเจี๋ยโฉวงเสมอ



"
มันเรื่องของฉัน เธอจะไปเที่ยวกับแฟนก็ไปสิ" ฉันพยายามไม่ไปยุ่งกับอีกฝ่าย


"
อ๋อๆ มากับแฟน แต่เอ๊ะ ผู้หญิงนี่นา ตายแล้ว" แต่อึนบีก็ยังพยายามพูดจาไม่เข้าหู


อึนบีหัวเราะออกมาเสียงดัง จนทําให้ฉันเริ่มมีนํ้าโห "มันจะยังไง ก็ไม่เกี่ยวกับเธอ"

อึนบีเดินเข้ามาใกล้ๆ ตบบ่าและยื่นหน้ามากระซิบข้างๆ หูของเธอ "รสนิยมแบบนี้เองเหรอเพื่อน"

ฉันปัดมืออีกคนออกไป ทําให้อีกฝ่ายที่ถูกปัดมืออย่างแรงเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ยกฝ่ามือขึ้นมาและ

เตรียมเหวี่ยงใส่ที่หน้าของฉัน ในตอนนั้นฉันคิดว่าคงหลบไม่ทัน จึงทําได้แค่หลับตารับมัน แต่ก็คิดว่าจะ

ไม่ให้อีกฝ่ายตบฟรีๆ แน่นอน



แต่ทว่ากลับไม่รู้สึกเจ็บใดๆ เลย


และภาพที่เห็นตรงหน้าก็คือ พี่นายองจับแขนอีกคนเอาไว้ เพื่อไม่ให้มือของอีกคนเข้าถึงใบหน้าของฉัน


"
เฮ้ย จะทําอะไรแฟนฉัน" ผู้ชายคนนั้นทำท่าจะวิ่งเข้ามาผลักพี่นายอง แต่จู่ๆ พอเขาเห็นหน้าพี่นายอง

ก็ตกใจและวิ่งหนีเข้าไปในป่า

พี่นายองดึงผ้าปิดปากออกและหันกลับมามองอึนบี

"
อย่า-มา-แตะ-ต้อง-เจี๋ยโฉวง-อีก!"

แววตาสีแดงและเขี้ยวที่ยาวออกมาทําให้อึนบีตกใจและรีบสะบัดมือตัวเองให้หลุดจากนายองที่กลายร่าง

ปีศาจให้เธอได้เห็น เธอรีบวิ่งหนีหายไปในป่าอย่างสติแตกตามแฟนของเธอไป



"
ไม่เป็นอะไรนะ" ดวงตาสีแดงกลับมาเป็นสีดํา เขี้ยวที่งอกออกมาเมื่อครู่ก็หดหายไป

"
ฉันไม่เป็นอะไร- พี่คะ!"

นายองทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นหญ้า ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และเริ่มหายใจหอบถี่


"
ฉันพลาดไป ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเธอจะโดนทําร้ายต่อหน้า โดยที่ทําได้แค่ยืนมอง"

"
พี่คะ" ฉันสับสน ไม่เข้าใจว่าอีกคนเป็นอะไรกันแน่

"
เหลือแค่ไม่ถึง5นาที ฉันจะสามารถกอดเธอได้ตลอดไป แต่มันก็สายไปแล้ว"

ฉันได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้ออกมาทันที และยิ่งปล่อยโฮออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีแสงเรืองออกมา และค่อยๆ สลายไปต่อหน้าช้าๆ


"
แต่ตอนนี้ฉันสามารถกอดเธอได้อยู่นะ เจี๋ยโฉวง"

ฉันโผเข้าหาอ้อมแขนของอีกคนทันทีที่ได้ยิน เหลือเวลาเท่าไหร่ไม่รู้ที่พี่เขาจะสลายไปจนหมด ฉันทําได้แค่กอดพี่เขาไว้ให้แน่นและซึมซับทุกอย่างในตัวพี่เขาไว้ให้ได้มากที่สุด


"
รู้อะไรไหม ฉันเองก็ชอบเธอมากนะเจี๋ยโฉวง"

พี่นายองพูดออกมาขณะที่กําลังกอดและลูบหัวของฉัน

"
ยัยตัวเล็กของฉันได้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่จิตใจดี ฉันดีใจที่ได้รู้จักเธอนะ ช็อคโกแล็ตวันนี้อร่อยมากๆ ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากอยู่ถึงเดือนหน้าแล้วให้ลูกอมกับเธอ แต่วันนี้คงให้ได้แค่สิ่งนี้"

พี่เขาผละอ้อมกอดออกมาเล็กน้อยก่อนจะประทับริมฝีปากลงมาในส่วนเดียวกับฉันอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน จนกระทั่งแสงสุดท้ายบนร่างของนายองสลายหายไป เหลือเพียงแต่ความว่างเปล่าตรงหน้าเธอ



เจี๋ยโฉวงได้แต่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น เราก็จะได้กอดกัน และอยู่ด้วยกัน แต่กลับกลายเป็นว่า การกอดและจุมพิตในครั้งแรกนี้ กลายเป็นครั้งสุดท้ายไปเสียแล้ว







หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ทุกๆ วันเธอจะขึ้นเขาเข้าป่าและนําลูกพลับไปที่จุดๆ เดิมที่เธอเจอนายอง เธอจะวางมันไว้และนั่งกินจนหมด รอว่าซักวัน คนที่ชอบสิ่งนี้จะกลับมานั่งข้างๆ และหยิบมันไปกินเหมือนเดิม


แต่ก็เหมือนทุกๆ วัน ที่ไม่มีอะไร มีเพียงแค่เธอคนเดียวเท่านั้น



มันเหมือนเรื่องที่ผ่านเป็นแค่ฝัน แต่เธอมั่นใจว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง และเธอยังสติดีอยู่



ระหว่างที่เธอจะลุกขึ้นเพื่อจะกลับ จู่ๆ ก็มีบางอย่างหล่นจากต้นไม้



"
นี่มันอะไรน่ะ?" ของบางสิ่งลักษณะคล้ายลูกอมในห่อสีขาวไม่มีตัวอักษรใดๆ บนห่อ หล่นอยู่บนพื้น


พอเห็นแบบนั้นเธอจึงรีบมองไปยังต้นไม้ แต่ก็ไม่มีอะไร ถึงจะไม่มีคนที่เธออยากเจอที่สุด แต่เธอก็เชื่อว่า

นายองได้ตอบรับความรู้สึกของเธอแล้ว เพราะลูกอมที่เธอกําลังแกะกินเป็นรสลูกพลับ คงไม่มีใครอื่นจะ

มอบลูกอมรสนี้ให้เธอได้หรอก




เจี๋ยโฉวงอมลูกอมนั้นอย่างสุขใจ แม้ว่าจะไม่เห็นกันแต่เธอก็รับรู้ได้ว่านายองจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ











END





--------------------------------------


ซอลลัล - วันตรุษจีน
มูดัง - คนทรงเจ้าของเกาหลี



ติดตาม/พูดคุย/อัพเดท ได้ที่ : https://twitter.com/W52HZ_



ผลงานอื่นๆ ของ W52HZ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 0001
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 00:27
    ว่าแล้วว่าต้องจบแบบนี้ สัมหรณ์ใจตั้งแต่พล็อตเรื่องเหมือนโฮตารุบิแล้วค่ะ แต่ก็ด้วยความอยากอ่าน ก็เลยอ่านจนจบ 55555555 ละเป็นไงล่ะ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ตอนเดินในงานก็ภาวนาว่าอย่าเหมือนโฮตารุบิเลยนะ อย่าเหมือนเลย อย่ามีอะไรทำให้ต้องแตะตัวกัน แต่ก็ ... /ปาดน้ำตา
    #3
    0
  2. วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 23:47
    ฮือ เหมือนเรื่องโฮตารุบิเลยค่ะ ตอนเราดูเราร้องไห้หนักมากเลย แต่เจี๋ยยังโชคดีกว่านางเอกนะคะที่ได้ลูกอมแล้วได้กอดเป็นครั้งสุดท้าย 
    #2
    1
    • #2-1 W52HZ
      6 มีนาคม 2560 / 22:23
      จริงค่ะ เศร้ามาก เราได้แรงบันดาลในจากgoblinแล้วก็โฮตารุบิเลยค่ะ TT_TT ทีแรกอยากให้จบดีกว่าในโฮตารุบิ แต่ไปๆมาๆ แบบนี้เราว่าซึ้งกว่า (?) >_<
      #2-1
  3. #1 AaYu_48
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:14
    ...........   ฮืออออออออ    T T    นังอึนบี  จะโผล่มาทำม่ายยยยย

    ร้องไห้หนักกว่าเจี๋ยโฉวงก็เรานี่แหล่ะ   
    #1
    0