[GOT7/BTS/17] Divine service [GyeomKook & MinWon Ft.JinGa]

ตอนที่ 2 : 1 : Nice to meet you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 ก.พ. 60


                ดวงตากลมโตคู่สวยค่อยๆปรือขึ้นช้าๆ อากาศที่เย็นสบายในฤดูใบไม้ผลิเดือนห้ายามเช้าตรู่เช่นนี้ทำให้เขาไม่ค่อยอยากจะขยับตัวออกจากผ้าห่มและที่นอนสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นการตื่นเช้าก็เป็นกิจวัตรประจำวันที่เขาละไม่ได้ไปเสียแล้ว แม้ว่าเมื่อคืนจะได้นอนเกือบๆตีสองก็เถอะ


คิดแล้วก็เสียดายอยู่หน่อยๆ เพราะตอนนี้ในห้องยังไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่เลย แต่เขาก็ต้องตื่นขึ้นมาแล้ว


ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วหย่อนตัวลงจากเตียงแล้วเดินออกไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำเพื่อให้ตาสว่าง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเองเพื่อจะเปิดตู้เย็นเล็กมุมห้องแล้วหยิบขวดน้ำออกมารินในแก้วที่เก็บอยู่ข้างๆกันมาดื่มเพื่อเติมเต็มความสดชื่นในเช้าวันนี้


เขาเดินกลับไปยังเตียงนอนของตัวเองอีกครั้งแต่คราวนี้เขาขึ้นไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหมอนพลางประสานมือไว้ที่อกแล้วหลับตาลงสงบนิ่งอยู่ชั่วครู่


จนกระทั่งลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจึงลงมาเก็บที่นอนให้เรียบร้อยและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองสบายๆเหมาะแก่การออกไปข้างนอก เขาเช็คของจำเป็นทั้งหมดที่ต้องเอาไปในวันนี้ ทั้งหนังสือเรียน สมุด เครื่องเขียน ก็เหมือนกับนักศึกษาทั่วไปที่พร้อมจะไปเรียน


นอกจากนั้นแล้วชายหนุ่มคนนี้ยังหยิบสายคาดเอวมาคาดกางเกงเอาไว้ ซึ่งมีซองสำหรับใส่หนังสือเล่มเล็กอยู่

เขาหยิบเสื้อแจ็คเก็ตตัวยาวคลุมสะโพกมาใส่ทับเสื้อยืดอีกที และตามด้วยสิ่งที่เขาพกไปด้วยเป็นอย่างสุดท้าย

รีโวลเวอร์สีเงินบรรจุกระสุนเต็มแม็กพร้อมกระสุนสำรองจำนวนหนึ่งถูกใส่ไว้กับซองปืนที่เย็บติดด้านในแจ็คเก็ตตัวนี้


แบบนี้มันเริ่มจะไม่เหมือนนักศึกษาแล้วล่ะนะ

แต่อย่างน้อยถ้าพกไว้แบบนี้คนอื่นๆก็จะไม่เห็น


สองขายาวพาร่างตัวเองออกจากห้องนอนลงไปชั้นล่าง กลิ่นหอมฉุยของมื้อเช้าที่โชยมาทันทีที่ก้าวถึงบันไดขั้นล่างสุด เพราะทางลงนั้นมันจะมาหยุดอยู่บริเวณห้องทานอาหารในโซนครัวพอดี ซึ่งในครัวนั้นมีผู้ชายอีกคนในชุดเสื้อผ้าสีขาวเรียบร้อยกำลังคนซุปในหม้ออยู่ ใบหน้าหวานหันมาด้านหลังทันทีเมื่อได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดมา


“อรุณสวัสดิ์ครับฟาเธอร์ ทำอะไรหอมแต่เช้าเลย”

“แค่ซุปไก่เอง ว่าแต่เราเถอะจองกุก เมื่อคืนก็กลับมาตั้งดึกนี่ยังจะตื่นเช้าอีก คลาสวันนี้มีสิบโมงไม่ใช่รึไง”

“ก็เรียนวันแรกนี่ครับผมเลยอยากจะไปเช้าๆ แล้วอีกอย่าง...ผมนอนไม่ค่อยจะหลับด้วย แย่จังที่ผมช่วยเขาไม่ได้”


ชายหนุ่มสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ที่เขาได้พบเห็นคนตายต่อหน้า

ไม่ใช่เพราะว่าเขารู้สึกแย่ที่เห็นร่างไร้ชีวิตนั่น แต่เพราะทั้งที่ตัวเองช่วยได้ แต่ช่วยไม่ทันต่างหาก


“คิดมากอีกแล้ว มันก็เป็นแบบนี้ล่ะ ถ้ามันเรื้อรังเกินไปก็เกินกำลังที่เราจะยื้อพวกเขาไว้ได้แล้วล่ะนะ”


ชายที่จองกุกเรียกว่าฟาเธอร์นั้นถือถ้วยซุปมาวางไว้บนโต๊ะ โดยที่เจ้าตัวเองก็เดินมานั่งประจำที่โดยที่สีหน้ายังไม่ค่อยดีนัก แต่ก็พยายามจะผ่อนคลายตัวเองโดยการสนใจกลิ่นอาหารเช้าตรงหน้ามากกว่า


เขารู้...ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

แต่ถึงอย่างนั้นความตายของมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทำใจให้ชินได้เลย หรือว่าเขายังเด็กเกินไปกันนะ


ไม่สิ ปีนี้จอนจองกุกก็ยี่สิบสามแล้ว

และความจริง เขาก็เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วย


เขาบอกลาฟาเธอร์จินยองหรือบาทหลวงที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ก่อนจะเดินออกมาเข็นจักรยานออกไปนอกรั้วบ้าน และเริ่มต้นปั่นมันไปตามทางที่จะมุ่งไปสู่มหาวิทยาลัย บรรยากาศยามเช้าของกิมโปในเขตที่คนไม่พลุกพล่านนั้นทำให้ชายหนุ่มอยากจะขี่จักรยานออกนอกเส้นทางเสียจริง ซึ่งมันต่างจากกลางเมืองหลวงอย่างโซลที่เขาเคยอยู่ก่อนที่จะย้ายเข้ามาที่นี่นัก


และการที่เขาย้ายมาที่นี่นั้นจริงๆแล้วก็เพื่อ
มาทำงาน

ใช่แล้ว ทุกสิ่งที่นอกเหนือจากอุปกรณ์การเรียนที่พกมาด้วยก็เพราะว่างานนั่นแหล่ะ


ขณะที่จองกุกขี่จักรยานไปตามทางนั้นเขาก็หันมองซ้ายขวาเพื่อจะสำรวจบริเวณรอบๆ เขาย้ายมาที่นี่ได้เพียงราวๆอาทิตย์กว่า แต่ก็พอจะจำเส้นทางได้อยู่บ้างเพราะอย่างน้อยเขาก็ต้องมาลาดตระเวนตอนกลางคืนดึกๆทุกคืน แต่ก็ไม่ได้ทั่วทั้งเมืองนัก ก็แค่ละแวกที่เขาอาศัยอยู่เฉยๆ


แม้ว่าที่นี่จะดูสงบเงียบแต่เมื่อคืนเขาก็ยังเจอสิ่งที่ไม่ควรจะเจออยู่ดี


จองกุกขี่จักรยานมาเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนนักจนมาถึงมหาวิทยาลัยที่เขาต้องมาเข้าเรียน ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้อีกครั้งหรอกถ้าไม่ใช่ว่าเป้าหมายของงานครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยที่นี่ ตนเองก็เลยต้องเข้ามาแฝงตัวให้กลมกลืน


ชายหนุ่มจอดจักรยานไว้ที่ลานไว้สำหรับจอดจักรยานตรงใกล้ๆตึกเรียน แล้วเริ่มต้นเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย ด้วยความที่เขามาถึงค่อนข้างจะเร็ว พวกนักศึกษาก็เลยมีให้เห็นอยู่ประปราย แน่ล่ะ ดูเวลาแล้วมันยังไม่แปดโมงเลยด้วยซ้ำ


เขากวาดมองไปทั่วอย่างอยากรู้อยากเห็นเพราะก็เพิ่งจะเคยมาที่นี่ เอาไว้ว่างกว่านี้จะลองมาสำรวจดูอีกที


จองกุกเดินไปเรื่อยอยู่แถวๆนั้นโดยหยุดดูนั่นดูนี่บ้าง จนกระทั่งใกล้กับเวลาเข้าคลาสของตัวเองซึ่งตอนนี้นักศึกษาก็มากันเยอะแล้ว เขาถึงได้ขึ้นไปที่ตึกเพื่อจะหาห้องและจับจองที่นั่งของตัวเองก่อน ซึ่งข้างในห้องนั้นก็มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว นักศึกษาบางคนเงยหน้ามองคนมาใหม่อย่างสงสัย ก็คงคิดว่าแปลกหน้าล่ะมั้ง แน่ล่ะสิ นอกจากจะเข้ามาเรียนกลางชั้นปีแล้ว ยังมาเอาเดือนห้า ทำให้ค่อนข้างจะเป็นจุดเด่นอยู่ไม่น้อย แต่จองกุกก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากยิ้มทักทายกลับไป


เขาเข้าไปนั่งที่แถวกลางๆที่นั่งริมด้านในก่อนจะจัดแจงวางกระเป๋าของตัวเองพลางรอเวลาอาจารย์เข้ามา


แต่ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งรอและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น จู่ๆก็มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้น ประสาทสัมผัสทุกอย่างของตนเองตื่นตัวฉับพลันจนทำให้เผลอล้วงมือเข้าไปคว้าด้ามปืนที่ซ่อนอยู่ในแจ็คเก็ตด้วยความรวดเร็ว


“เฮ้ นาย”


จองกุกรู้สึกตัวจากเสียงเรียกที่ดังขึ้นข้างๆตัว ทำให้มือที่เตรียมจะหยิบปืนนั้นค่อยๆละออกโดยไม่ให้ผิดสังเกต

เขาหันไปอีกครั้งก็พบว่ามีผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งยืนสะพายกระเป๋าจ้องมองมาทางนี้ด้วยสายตาแสดงความสงสัย


“อ..เอ่อ หวัดดี”

“หวัดดี รู้เปล่านั่นมันที่ประจำฉันนะ” ผู้ชายคนนั้นว่าพลางเอากระเป๋ามาวางข้างๆ

“เหรอ ขอโทษที ฉันจะย้ายก็ได้” จองกุกที่เตรียมจะคว้ากระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืนก็โดนรั้งข้อมือเอาไว้ก่อนจนเจ้าตัวชะงักไป

“ไม่ต้องหรอกน่า นั่งไปเถอะ ถ้าเป็นคนน่ารักนั่งก็ไม่เป็นไรหรอก”


อีกฝ่ายพูดแล้วก็ยิ้มจนตาหยี น้ำเสียงที่ดูเหมือนแกมหยอกนั้นทำให้จองกุกทำหน้าทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย แต่ก็ยอมกลับไปนั่งที่อย่างโดยดีพร้อมกับความรู้สึกแปลกๆที่มันยังติดค้างอยู่ในใจจนหันไปมองคนข้างๆอีกที

โครงหน้าที่ได้รูป จมูกโด่งเป็นทรงสวย ดวงตาที่เป็นประกายวิบวับนั้นมันเข้ากับรอยยิ้มที่ดูซุกซนของเจ้าตัว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัจจัยที่จองกุกยังคงมองผู้ชายคนนี้


“มองนานขนาดนี้เดี๋ยวก็เผลอรักหรอก”

“...”


...โอเค โอเค เขาอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ จอนจองกุกแอบนวดขมับตัวเองเล็กน้อย


“ฉันไม่เคยเห็นหน้านายเลยอะ มาใหม่เหรอ”

“อือ ย้ายมาจากโซลน่ะ”

“โหย เด็กเมืองหลวงนี่เอง นายชื่ออะไร ฉันคิมยูคยอมนะ”

“จอนจองกุก”

“ไงจองกุก ยินดีที่ได้รู้จักนะ”


เจ้าหนุ่มที่ชื่อยูคยอมนั้นส่งยิ้มร่าเริงให้อีกครั้งก่อนจะยื่นมือไปให้อีกฝ่ายจับ ซึ่งจองกุกก็มองมือนั้นแล้วก็จับตอบ

แต่ชั่วเสี้ยววิที่เขาสบตาของเพื่อนใหม่อีกครั้ง กลับเห็นว่าดวงตาสีนิลแปรเปลี่ยนเป็นสีเทา แต่ก็แค่วูบเดียวจริงๆ


...อาจจะตาฝาดไป


จองกุกคิดว่าเขาอาจจะระแวดระวังสภาพแวดล้อมรอบตัวมากเกินกว่าเหตุ เนื่องด้วยว่าสถานที่เป็นหนึ่งในที่ที่เกี่ยวข้องกับงาน และไหนจะความรู้สึกบางอย่างที่ลอยวนอยู่จางๆนั่นอีก ซึ่งดูเหมือนอีกคนจะไม่รู้สึกตัว ก็แน่ล่ะถ้าไม่ใช่คนที่มีสัมผัสพิเศษก็จะไม่มีทางรู้สึกได้เลยเพราะมันบางเบาเกินกว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าจะรับรู้ได้


พวกเขายุติบทสนทนาลงแค่นั้นเพราะว่าอาจารย์ได้เดินเข้ามาแล้ว จึงได้เบี่ยงความสนใจกลับมายังบทเรียนเช่นเดิมโดยมียูคยอมคอยบอกว่าถ้าไม่เข้าใจก็เรียกเขาได้ ซึ่งจองกุกก็ทำแค่เพียงยิ้มแห้งๆรับความปรารถนาดีเอาไว้เพียงแค่นั้น


ขณะที่นั่งเรียนไปชายหนุ่มเองก็แอบเหลือบมองเพื่อนใหม่ตัวสูงนี่ไปด้วยโดยพยายามให้ไม่ดูผิดปกติจนเกินไป เพราะว่ามันมีบางอย่างที่ตงิดๆอยู่ แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไร


จนกระทั่งชั่วโมงเรียนของคลาสวันนี้จบลง และอาจารย์เก็บของเดินออกไปแล้ว นักศึกษาคนอื่นจำนวนไม่มากนักก็เดินมาทางสองคนนี้ โดยมาชวนจองกุกคุยอย่างสนอกสนใจเนื่องจากว่าเป็นเด็กใหม่ก็เลยอยากจะทำความรู้จักด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็พยายามคุยตอบพอประมาณเพราะว่าไม่ชินกับการรุมล้อมแบบนี้เอาซะเลย จนตัวเองเผลอมองยูคยอมที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างขอความช่วยเหลือ


“พอละๆพวกนาย เด็กใหม่พรุนหมดแล้วเนี่ย”

“อะไรว้า เพิ่งจะได้คุยกันเอง”

“มีเวลาคุยกับเขาอีกเยอะเลยน่า”

“แหม จะเก็บไว้คุยเองคนเดียวละสิ”

“ใช่ จองกุกเป็นของฉันนะ จำไว้”


...เออ เอาที่สบายใจเลยครับ

ก็พอจะเดาได้อยู่บ้างว่าคนข้างๆนี้น่าจะเป็นคนที่ขี้เล่นพอสมควร แต่ก็ไม่คิดว่าจะกล้าขนาดนี้

พอเพื่อนๆนักศึกษาคนอื่นหันไปคุยหยอกกับยูคยอมเสร็จแล้วพากันเดินออกไปกินมื้อกลางวัน ก็เหลือแต่พวกเขาสองคนที่กำลังเก็บของ


“ว่าไง ช่วยไว้แล้วนะ”

“อือ ขอบใจ”

“ไปกินข้าวกับฉันนะจองกุก” ถามกลับมาพลางขยิบตา ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มจืดอย่างลำบากใจ เพราะกำลังคิดอยู่ว่าก่อนกินมื้อเที่ยงเขาจะไปเดินหาอะไรเล็กๆน้อยๆในตึกเรียนสักหน่อย

“ไว้วันหลังได้มั้ย”

“ทำไมล่ะ นายรีบกลับเหรอ”

“ก...ก็ไม่เชิงหรอก ฉันแค่อยากเดินดูที่นี่อีกแป๊บน่ะ”

“งั้นให้ฉันพาทัวร์มั้ยล่ะ” ยูคยอมมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาทันที จนจองกุกต้องยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นมาเป็นเชิงห้าม

“อย่าเลยรบกวนนายเปล่าๆ เผื่อนายจะหิวข้าวแล้ว”

“ยังหรอกยังไม่หิว ต่อให้หิวมีนายเป็นอาหารตาก็ช่วยได้อยู่”

“ยูคยอม”


ชายหนุ่มเรียกชื่อเพื่อนใหม่ออกมาอย่างอ่อนใจในการหยอดไม่เลิกราเสียที นี่อีกนิดเขาจะเมมโมรี่ไว้ว่าผู้ชายคนนี้น่ารำคาญแล้วนะ


ส่วนอีกฝ่ายนั้นพอเห็นท่าทางที่เริ่มไม่สบอารมณ์ของเจ้าหนุ่มกรุงโซลนั่นก็โคลงหัวเล็กน้อยพร้อมกับตอบตกลงแล้วก็รามือไปแต่โดยดี แต่ก่อนที่จะแยกกันยูคยอมก็ได้บอกว่าโรงอาหารอยู่ตรงไหนเผื่อว่าจองกุกจะตามไปทีหลัง ซึ่งทางนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ จากนั้นก็ต่างคนต่างเดินออกมาจากห้องแล้วทางใครทางมัน


เมื่อร่างสูงนั้นเดินเลี้ยงลงบันไดลับตาไปแล้ว จองกุกก็ดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้เที่ยงกว่าๆ เขาน่าจะพอมีเวลาอีกนิดหน่อย จึงรีบรุดหน้าไปยังชั้นสูงสุดของตึกนี้ทันที โดยชั้นบนสุดนั้นจะไม่มีห้องเรียน มีเพียงห้องพักอาจารย์ ห้องประชุมระดับภาค แล้วก็ห้องเก็บเอกสารเพียงเท่านั้น


เขาขึ้นมาชั้นบนอย่างระมัดระวังก็พบว่าตรงระเบียงทางเดินไม่มีใครอยู่ พวกอาจารย์ต่างๆก็น่าจะพักกินมื้อเที่ยงกันเสียส่วนใหญ่เช่นกัน


จองกุกเดินไล่ไปตามประตูห้อง เขาเห็นป้ายห้องเก็บเอกสารก็ลองไปขยับลูกบิดดูพบว่ามันล็อค แต่ก็คิดว่าเอาไว้วันหลังค่อยแวะกลับมาดูใหม่อีกทีดีกว่า เพราะถ้าตอนนี้หาบางอย่างที่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้ ถามคนที่อยู่ที่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว


ชายหนุ่มเคาะประตูห้องพักอาจารย์สองสามทีก่อนจะเปิดเข้าไปแล้วเอ่ยขออนุญาต พบว่าด้านในนั้นมีบุคลากรบางส่วนที่เอาอาหารมานั่งกินที่นี่ แต่ก็จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโต๊ะในห้อง


“เธอเป็นนักศึกษาใช่มั้ย มีธุระอะไรรึเปล่า”

“อ่า...ใช่ครับ ผมมีเรื่องจะรบกวนอาจารย์หน่อย”

“อืม ว่ามาก่อนแล้วกัน ฉันกินข้าวอยู่ตอนนี้ คงทำอะไรให้ทันทีไม่ได้หรอก”

“ไม่หรอกครับผมแค่มาถามหาอาจารย์สองคนเฉยๆ”


อาจารย์ผู้หญิงมีอายุที่เอ่ยทักจองกุกนั้นเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะได้รับคำถามจากปากอีกฝ่ายว่า เขามาถามอาจารย์ผู้ชายสองคนที่เคยทำงานอยู่ที่นี่ โดยบอกทั้งชื่อและนามสกุลไป ซึ่งเธอก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะตอบให้จองกุกสงสัยมากกว่าเดิม


“เธอรู้มั้ยปีที่แล้วก็มีคนมาถามหาพวกเขา”

“เหรอครับ แล้ว...?”

“ฉันบอกไปว่าสองคนนั้นไปทำงานวิจัยอยู่ต่างประเทศน่ะ”

“เอ๋ ต่างประเทศ? แล้วเขาได้บอกมั้ยครับว่าที่ไหน”

“ไม่ได้บอกน่ะ เฮ้อ จริงๆเลยนะ ถ้าจะไปแล้วปล่อยให้มีคนมาถามหาเนี่ย ว่าแต่เธอมีธุระอะไรกับเขาเหรอ”

“อ...เอ่อ เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเก่าของผมเองครับ ผมได้ยินว่าเขามาทำงานที่นี่ แล้วพอย้ายมาผมก็เลยอยากเจอ” จองกุกเอ่ยโกหกไปเช่นนั้น แต่ก็มีส่วนที่เป็นความจริงอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเรื่องที่หนึ่งในคนที่ถามหานั้นเป็นรุ่นพี่ของเขาจริงๆ

“งั้นก็เสียใจด้วยนะ รุ่นพี่ของเธอน่าจะให้ช่องทางการติดต่อเอาไว้บ้าง ดูสิมาเก้อเลย”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากๆ และขอโทษที่มารบกวนนะครับ”

“เอาเถอะเรื่องเล็กน้อย ทานอะไรมารึยังน่ะเรา ถ้ายังก็อย่าลืมไปทานอะไรซะล่ะ จะบ่ายอยู่แล้ว”


จองกุกโค้งรับความหวังดีจากอีกฝ่ายพร้อมกับกล่าวลา เขาเดินออกมาจากห้องพักอาจารย์พลางครุ่นคิดถึงข้อมูลที่เขาได้รับ

...ไปต่างประเทศ? ปีที่แล้วก็มีคนมาถาม??

ต้องเป็นคนที่ถูกส่งมาเหมือนกับเขาแน่ๆ แต่ก็คงไม่เจอเหมือนกัน


จองกุกยังจำได้ว่าก่อนที่เขาจะถูกคำสั่งให้ย้ายมาที่นี่ ตนเองก็เคยไปคุยกับคนที่ปฏิบัติงานก่อนหน้าเหมือนกัน เขาบอกว่าไม่เจอร่องรอยอะไรเลย ราวกับว่าหายไปซะเฉยๆแบบนั้น และที่สำคัญดูเหมือนความจำก็ขาดหายไปด้วยทำให้ถูกส่งกลับมายังโซล แต่โดยรวมก็ไม่ได้อาการร้ายแรงมากนัก


...พี่หายไปไหนกัน นี่มันสองปีแล้วนะ


ชายหนุ่มถอนหายใจขณะลงบันไดมาอีกชั้น แต่แล้วก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อรู้สึกถึงกลิ่นอายของสิ่งที่ไม่ควรจะพบเจออีกแล้ว


...ตอนกลางวัน
!?


สองขารีบพาร่างวิ่งออกจากบันไดตามไปยังต้นตอทันที ก็พบว่ามันมาจากทางบริเวณห้องน้ำ ซึ่งเมื่อวิ่งมาถึงดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อพบกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ที่พื้นห้องน้ำโดยไม่แน่ใจว่าสลบไปหรือว่าเสียชีวิตแล้ว


และเหนือร่างของเธอก็มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในสภาพที่งอหลังและเนื้อตัวสั่นเทา และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็สามารถเห็นดวงตาลึกโหลราวกับคนไม่ได้นอนเป็นเวลานานได้ชัดเจน ใบหน้าที่ซูบจนโทรมนั้นทำให้จองกุกเม้มปากทันที


คุณเชื่อเรื่องปีศาจไหม


หรือคุณเคยได้ยินเรื่องของสิ่งชั่วร้ายที่สิ่งสู่มนุษย์หรือเปล่า


ชายหนุ่มก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะรวบรวมสมาธิแล้วเอ่ยถ้อยคำบางอย่างอยู่ในใจ ซึ่งเมื่อนักศึกษาชายคนนั้นพุ่งตัวออกมาเพื่อจะหนีไปจากตรงนี้ก็กลับชนเข้ากับสิ่งที่คล้ายกับกำแพงใสที่มองไม่เห็น


...อาการยังไม่รุนแรงมาก น่าจะยังไม่ต้องใช้กระสุนนั่น


จองกุกล้วงหยิบเอาหนังสือเล่มเล็กที่อยู่ในซองสายคาดเอวพลิกเปิดหน้าที่เขาคั่นเอาไว้ด้วยโพสอิท ก่อนจะเริ่มอ่านข้อความที่อยู่ในนั้น บทสวดด้วยสุ้มเสียงที่นุ่มหวานกังวานก้องแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตะโกนนั้นสำหรับมารชั้นต่ำก็เหมือนกับคำสาปร้ายที่กรีดแทงลึกเข้าไปใจห้วงจิต


อีกฝ่ายยกมือกุมอกด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวทรมาน ดวงตาที่เหลือกขึ้นนั้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดจนยากที่จะทน เขาทรุดลงกับพื้นและดิ้นเร่าอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะค่อยๆสงบลง พร้อมกับควันสีดำที่ลอยออกมาจากร่างของนักศึกษาคนนี้ และแตกสลายกลายเป็นขี้เถ้าเลือนรางไปในอากาศ


ชายหนุ่มปิดหนังสือในมือแล้วใส่เก็บไว้ที่ซองคาดเอวเช่นเดิม เขาย่อลงวัดชีพจรแล้วก็เป่าปากออกมาอย่างโล่งใจเมื่ออีกฝ่ายยังคงมีชีวิตอยู่ และรีบหันไปตรวจสอบผู้หญิงที่นอนอยู่ในห้องน้ำด้วยเช่นกัน ก็พบว่าเธอเองก็เพียงแค่สลบไปเท่านั้น จึงค่อยๆลากร่างไร้สตินั้นออกมาจากห้องน้ำแล้วจัดการพิงทั้งคู่ไว้ที่กำแพงข้างประตู จองกุกเคาะอากาศสามทีเพื่อยกเลิกเขตแดนที่ร่ายไว้ ก่อนจะรีบวิ่งไปตามคนแถวนั้นเพื่อมาช่วยสองคนนี้ไปส่งโรงพยาบาล


หากคุณเชื่อว่าปีศาจและสิ่งชั่วร้ายมีอยู่จริง และเกินกำลังที่คนธรรมดาจะควบคุมได้แล้ว


พวกเขา ที่เป็นทหารของพระเจ้าก็จะช่วยต่อกรกับพวกมันเพื่อหยุดยั้งอันตรายที่จะเกิดขึ้น


เฉกเช่นจอนจองกุก ที่เป็นหนึ่งในเหล่านักบวชมือปราบที่เรียกว่า เอ็กโซซิสต์

 




------------------------





 

                “กลับมาแล้วครับ”

“มาแล้วเหรอ วันนี้กลับเร็วนะ”

“อ่า มีคลาสคาบเดียวน่ะครับ”


จองกุกเก็บรองเท้าพลางทักทายกับฟาเธอร์จินยองที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บริเวณห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นทางด้านซ้ายจากประตูด้านหน้า เพราะตรงทางเข้าของเขาคือเป็นห้องครัวและทานอาหารด้วยนั่นเอง


สงสัยใช่ไหมล่ะ ทำไมฟาเธอร์จินยองถึงไม่ได้ไปอยู่ที่โบสถ์ทั้งที่เป็นบาทหลวง


ความจริงเขาเองก็เป็นเอ็กโซซิสต์เช่นเดียวกัน พวกเขาได้รับอนุญาตพักอาศัยอยู่ที่อื่นๆได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โบสถ์เพื่อสะดวกในการเดินทาง และใช้ชีวิตได้ตามปกติทั่วไปแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้างซึ่งต่างจากการเป็นนักบวชเต็มตัวที่ประจำอยู่ที่โบสถ์ได้อย่างเดียว โดยข้อจำกัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นมาตามยุคสมัย ทำให้เอ็กโซซิสต์ที่ต้องออกลาดตระเวนนั้นมีอิสระมากขึ้นและเท่าทันข่าวสารมากขึ้น


อย่างไรพวกเขาก็มีกฎประจำตัวที่ถูกอบรมกันมาอย่างดีแล้วตั้งแต่ตอนฝึก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่แหกกฎ เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่หนึ่งในจำนวนนั้น

จองกุกขึ้นเอากระเป๋าที่ใส่หนังสือเรียนไปเก็บไว้บนห้อง ก่อนจะบอกคนที่นั่งอยู่ข้างล่างว่าเขาจะออกไปดูอะไรแถวๆนี้ข้างนอกหน่อย เพราะคิดว่าคืนนี้คงไม่ออกไปไหนเนื่องจากพรุ่งนี้มีคาบเช้า


เขาพาตัวเองขึ้นจักรยานและขี่ออกไปอีกครั้ง และระหว่างทางนั้นเขาก็ยังคงคิดถึงภารกิจหลักของตัวเองอยู่


ในเมืองและเขตที่คนไม่พลุกพล่านนี้อาจจะเจอสิ่งชั่วร้ายพวกนั้นค่อนข้างยากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี ซึ่งกว่าอาการจะออกว่าผิดปกติก็ต้องตรวจสอบกันหลายรอบเหมือนกันและอาจมีบางรายที่ควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างที่เห็นที่ตึกเรียนเมื่อตอนเที่ยงนั่น


และใช่ว่าพวกเขาจะกำจัดแต่สิ่งเหล่านี้อย่างเดียว หากปีศาจที่จับต้องได้นั้นมีอยู่ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำด้วยเช่นกัน

ซึ่งจองกุกเองถูกส่งมาทำอย่างหลังนี้ รวมทั้งมาหาข่าวคราวของใครบางคนที่หายตัวไปได้ร่วมสองปีแล้ว

มือปราบหนุ่มคิดไปถึงเพื่อนใหม่ที่เขาได้เจอวันนี้ก่อนที่สีหน้าจะขมึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

ความรู้สึกที่ยังก่อกวนในจิตใจเป็นระยะนั้นทำให้ตนเองคิดว่าคงจะเลี่ยงอีกฝ่ายไม่ได้เสียแล้ว







 

                ร่างสูงโปร่งของผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนรับลมยามค่ำคืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของบ้าน เขามองแสงจันทร์สว่างนวลแล้วก็ยกยิ้ม


“นี่ พี่แจบอม วันนี้มีคนย้ายมาใหม่ด้วยล่ะ” เขาเอ่ยทั้งที่ยังไม่ได้หันไปด้านหลัง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าใครมา

“ใครอีกล่ะ นายพูดมาขนาดนี้เขาดูน่าอร่อยรึไง”


ผู้ชายเจ้าของตาเรียวคมในชุดที่เตรียมจะนอนแล้วนั้นเดินเข้ามาใกล้อีกฝ่าย จนในที่สุดคนเด็กกว่าก็หันกลับมาหาพร้อมกับหัวเราะเมื่อคิดถึงเรื่องราวเมื่อกลางวันที่ผ่านมา


“ใช่พี่ น่ากินมากๆ แต่ถ้ากินเข้าไปจริงๆผมคงตายอะ”


ชายที่ชื่อแจบอมนั้นเลิกคิ้วหลังจากได้ยินคำพูดนั้นก่อนจะออกปากถามไป ซึ่งคำตอบของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาร้องอ๋อแล้วพยักหน้าแกนๆเป็นเชิงรับรู้แล้ว

ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าหันกลับมองไปที่ดวงจันทร์นอกระเบียงอีกครั้งพลางยิ้มน้อยๆ


...พนันได้เลยว่าเราต้องได้รู้จักกันมากกว่านี้แน่ จอนจองกุก




----------------------




>>Talk

/แอบมาอัพตอนแรกค่ะ แฮ่ โมเม้นแห้งแล้งมากจนอดไม่ได้ 5555

เขาเจอกันแล้วนะคะ จกุกของเราโดนหยอดเป็นคอมโบเลย (ฮา)

แล้วก็เอ็กโซซิสต์ถ้าพูดภาษาบ้านๆก็คือหมอผีนั่นเอง แต่สำหรับเรื่องนี้เราจะปรับให้กลายเป็นพระนักสู้(?)แทน 555 แต่ยังไงก็คือพระแหล่ะค่ะ /ยกระดับความบาป---- 

ขอบคุณสำหรับเฟฟและวิวกับคอมเมนท์ต้อนรับด้วยนะคะ 555 เรื่องนี้อาจจะมาอัพเชื่องช้าหน่อย แต่จะพยายามมาสม่ำเสมอค่ะ

ไว้เจอกันตอนหน้าน้า~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #6 ดีๆ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 08:54
    ปลื้มใจค่ะ 555555

    #6
    1
    • #6-1 (จากตอนที่ 2)
      4 พฤษภาคม 2560 / 09:36
      ไม่รู้ว่าปลื้มอะไรแต่ขอบคุณนะคะ 5555
      #6-1
  2. #4 コーラ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:01
    คุณคิมคะ หยอดเก่งขนาดนี้ไปขายขนมครกเถอะค่า 555555555 เปิดมาแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วล่ะค่ะ คุณเอ็กโซซิสเท่จัง เท่มากๆเลยค่ะ! มาเรียนวันแรกก็วั่นวายเลย แต่ เดี๋ยวนะ ! ถ้าจองกุกเรียนจบแล้วแต่คยอมเรียนอยู่.. กินเด็กเหรอคะ--- /โดนแบน 555 เอ๊ะ หรือจะโดนเด็กกินแทนนะ----
    #4
    1
    • #4-1 (จากตอนที่ 2)
      23 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:16
      แลว่าจะเป็นอย่างหลัง----///แค่ก คุณคิมหยอดซะขนาดนี้มันต้องลงซักหลุมบ้างแหล่ะ(....)
      เราปรับอิมเมจหมอผีใหม่นิดนึงค่ะ ดีใจที่ชอบน้า XD
      #4-1