[GOT7/BTS/17] Divine service [GyeomKook & MinWon Ft.JinGa]

ตอนที่ 3 : 2 : Under the moonlight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 มี.ค. 60


                ชายหนุ่มตาโตเดินถือกระเป๋าเข้ามาในห้องเรียนซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะมีเขาคนเดียวที่มาในตอนนี้ ก็หมายความว่าเขามาถึงเป็นคนแรกของห้อง


จองกุกมองไปที่ที่นั่งที่ตนเองเข้ามานั่งเมื่อวานอย่างชั่งใจว่าเขาควรจะไปนั่งตรงนั้นอีกหรือไม่ แต่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าที่ที่เขาไปนั่งมันจะเป็นที่ประจำของคนที่ชื่อยูคยอมนั่นนี่นะ


เพราะแบบนั้นก็เลยตัดสินใจไปนั่งที่ข้างๆริมในนั้นแทน ความจริงเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่สงสัยในตัวเพื่อนใหม่คนนั้นเหลือเกิน มันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าเข้าใกล้ มีความอันตราย ไม่น่าไว้ใจ แต่สิ่งเหล่านั้นก็กลับดึงดูดให้คุณมือปราบหนุ่มสงสัยจนอยากจะพิสูจน์ให้ชัดๆ

เขาทนให้ความรู้สึกคาใจนี้มันก่อกวนตัวเองนานกว่านี้ไม่ได้


“โอ๊ะ มาถึงเร็วจัง”


ชายหนุ่มหันไปตามเสียงร้องทัก ก็พบกับคนที่ตนเองเพิ่งจะคิดถึงไปเมื่อกี้นี้ยืนอยู่ตรงหน้าห้องพอดี รอยยิ้มขี้เล่นถูกส่งมาให้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะรีบสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้


“นายจำได้ด้วยว่าตรงนี้ที่ประจำของฉัน น่ารักจริงๆเลย”


จองกุกหันไปยิ้มเฝื่อนให้กับคำหยอดพลางคิดว่าถ้ายังอยู่ที่นี่อีกนานเดี๋ยวคงจะชินไปเอง

ยูคยอมเอากระเป๋าวางบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างๆนั้นเอง อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลาคลาสแรกแต่พวกเขาก็มากันก่อน เนื่องจากบ้านของจองกุกอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ปั่นจักรยานมาแป๊บๆก็ถึงแล้ว ส่วนคนตัวสูงข้างๆนี่ก็คงเหมือนกันละมั้ง


“จะว่าไป มีเรื่องจะถามล่ะ”

“หือ ทำไมเหรอ”


มือปราบหนุ่มลอบกลืนน้ำลายนิดหน่อยโดยแอบหวังว่าจะไม่ถูกสงสัยอะไรที่ไม่ควรจะตอบในตอนนี้


“อยู่ในโซลก็ดูจะสะดวกดีอยู่แล้ว ทำไมถึงย้ายมาที่นี่อะ แถมย้ายมากลางคันด้วย”


...อ่า คำถามนี้ก็เข้าข่ายวุ้ย


“อ..เอ่อ ก็ ย้ายตามญาติมา พอดีฉันอยู่กับญาติ แล้วก็ไม่อยากเสียค่าเช่าหอด้วย เลยต้องย้ายตามกันมาน่ะ”

“อ้าวเหรอ ฉันก็อยู่กับญาติเหมือนกัน จริงๆบ้านเก่าฉันน่ะอยู่ไกลมากๆ แต่ว่าฉันย้ายมาก่อนที่จะขึ้นมหาลัยน่ะนะ”

“งั้นนายก็อยู่ที่นี่นานแล้ว?”

“พักนึงน่ะ ความจริงฉันก็มาเข้าม.ปลายกลางคันเหมือนกัน ฉันเข้าใจนะเวลาต้องมาเข้าสังคมใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย”


ยูคยอมเอื้อมมือไปบีบบ่าอีกฝ่ายพลางยิ้มน้อยๆให้


“ถ้าตอนนี้นายยังไม่ชินกับใครก็มาเป็นเพื่อนกับฉันก่อนก็ได้ ฉันจะเป็นเพื่อนคนแรกของนายเอง”


จองกุกมองใบหน้าที่ตอนนี้มีเค้าของความจริงจังขึ้นมาหน่อยซึ่งมันทำให้ตนเองเริ่มจะสับสนเล็กน้อยว่าจริงๆแล้วเป็นเขาเองที่กังวลมากเกินไปหรือเปล่านะ...บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรจริงๆก็ได้


แต่นั่นล่ะ มันก็ยังคงเป็นประเด็นที่ละความสนใจไม่ได้อยู่ดี


และระหว่างนั้นเพื่อนคนอื่นๆก็ทยอยกันมามากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะมากันเยอะตอนใกล้จะถึงเวลาคลาสเริ่มกันมากกว่าจะมานั่งรอก่อนนานๆแบบเขาสองคน จากนั้นก็ตามมาด้วยอาจารย์ที่เข้ามาตามเวลาพอดีเป๊ะ พวกเขาถึงได้เริ่มเรียนคลาสเช้าในวันนี้กัน


ส่วนสถานการณ์ในคาบเรียนวันนี้ก็ปกติดีไม่มีอะไรผิดสังเกต

จนกระทั่งเลิกคลาสซึ่งเป็นเวลาก่อนเที่ยงประมาณชั่วโมงกว่า ก่อนจะมาเข้าคลาสบ่ายต่อ นักศึกษาทุกคนก็เลยต้องออกไปกินมื้อกลางวันเอาตอนนี้


“จองกุก นายจะไปกินข้าวกับฉันมั้ย” ยูคยอมเอ่ยชวนอย่างเป็นมิตร เขามีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น...หมายถึงว่าเรียบร้อยมากขึ้นไม่ได้หยอดรัวๆแบบตอนแรกที่เจอกันน่ะนะ


คนถูกชวนมีท่าทีลังเลนิดหน่อย เพราะว่าเมื่อวานเขาไม่ได้ไปกินเพราะมีธุระที่ต้องทำแถมยังบังเอิญได้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายอีกด้วย ทำให้ยังคิดไม่ตกว่าเขาควรจะไปเดินตรวจรอบๆมหาวิทยาลัยหรือจะไปกินข้าวก่อนดี

แต่เอาจริงตอนนี้เขาก็หิวไม่น้อยเหมือนกัน


“เอ่อ...ไปก็ได้ จะไปกินที่โรงอาหารเหรอ”

“ช่าย นายไม่ชอบคนเยอะๆเหรอไง ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“เปล่าๆ ฉันแค่หิวมากน่ะ คนเยอะไม่ใช่ปัญหาหรอก” เขาตอบปัดกลบเกลื่อนไป

“งั้นรีบไปกันเถอะ ฉันรู้จักร้านอร่อยเยอะแยะเลยนะที่โรงอาหาร เดี๋ยวจะแนะนำให้”

“อื้อ”


สุดท้ายคราวนี้จองกุกก็ต้องไปกับยูคยอมอย่างเสียมิได้ แต่คิดอีกแง่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันมีสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัยในตัวอีกฝ่าย ถ้าหากสังเกตพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมก็อาจจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มก็ได้


ทั้งคู่ไปโรงอาหารซึ่งเพื่อนใหม่ตัวสูงของตนก็ชี้ร้านนั้นร้านโน้นให้ดู แต่ก็ลงท้ายด้วยยูคยอมจะกินร้านไหนเขาก็กินร้านนั้นตามก็แล้วกัน เพราะไม่ได้เป็นคนกินยากขนาดนั้น โดยที่ขณะนั่งกินอยู่นั้นจองกุกก็แอบมองอีกฝ่ายไปด้วย


ก็พบว่าทุกอย่างปกติ ยูคยอมกินอาหารแบบคนปกติจริงๆ...


แต่ดูเหมือนจะเผลอจ้องมองนานไปหน่อยจนโดนคนตรงหน้าโบกๆมือแล้วก็ทักจนรู้สึกตัวแล้วก็รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อก่อนที่จะไปเข้าคลาสบ่าย


พร้อมกับการที่เขาเริ่มจะสับสนมากกว่าเดิม


ใช่...หรือไม่ใช่...


เขาไม่รู้ข้อมูลในปัจจุบันด้วยว่าป่านนี้
พวกมันเป็นอย่างไร เพราะที่รู้อยู่ในตอนนี้ก็เป็นความรู้พื้นฐานที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่ยุคก่อนจนเหมือนแทบจะฝังหัวได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน จะมีวิวัฒนาการหรือการปรับตัวอะไรเช่นมนุษย์ธรรมดาหรือเปล่า


ทันทีที่คลาสบ่ายเลิกตอนเย็น เขารีบบอกลายูคยอมแล้วขี่จักรยานกลับไปที่บ้าน โดยที่อีกฝ่ายก็มองตามอย่างงุนงงว่าทำไมจองกุกถึงดูรีบขนาดนั้นก็ไม่รู้

ไม่นานนักชายหนุ่มก็ขี่กลับมาถึงบ้านเดี่ยวสองชั้นสีครามอ่อน เขาไขกุญแจเปิดประตูเล็กตรงรั้วบ้านแล้วก็เข็นจักรยานกลับเข้าไป


“กลับมาแล้วเหรอ วันนี้เลิกเย็นสินะ”

“ครับฟาเธอร์ ส่วนพรุ่งนี้ก็มีคลาสบ่ายเลิกเย็นเหมือนเดิมครับ”

“อืม ล้างมือให้เรียบร้อยแล้วมากินมื้อเย็นนะ พ่อเตรียมไว้ให้หมดแล้วล่ะ”


จองกุกยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น จินยองเป็นคนใจดีมากๆ ถึงภายนอกอาจจะดูเจ้าระเบียบและเคร่งครัดไปหน่อยก็ตาม ตอนแรกเขาก็แอบเกรงใจ แต่พออยู่ด้วยกันไปจริงๆก็กลับสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว เพราะอีกฝ่ายนั้นเหมือนเป็นทั้งรุ่นพี่แล้วก็พ่อของตนเอง

ถึงจองกุกจะไม่ได้คิดอะไรเรื่องที่ตนเป็นเด็กกำพร้า แต่การที่มีใครสักคนคอยชี้แนะและดูแลมันก็เป็นเรื่องที่ดีใช่ไหมล่ะ


“วันนี้ที่มหาลัยเป็นไงบ้าง”

“...วันนี้ปกติครับ ไม่มีเรื่องอะไร”

“ดีแล้วล่ะ เมื่อวานพ่อยังตกใจเลยที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาได้”

“ผมเองก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันครับ โชคดีที่เอาคัมภีร์ไปด้วย”


จินยองพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะคีบอาหารเข้าปาก ตอนนี้ที่โต๊ะอาหารมีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชามดังก๊อกแก๊กเบาๆเท่านั้น


“แล้ว...เรื่องที่เธอสงสัยล่ะจองกุก?”


คนเด็กกว่าชะงักมือไป แววตาของเขาเจือความสับสนออกมารวมทั้งสีหน้าด้วย


“ผมยังไม่มั่นใจเท่าไหร่...”

“อืม”

“แต่ยังไงผมจะลองสืบดูให้แน่ใจ แล้วก็คืนนี้ผมจะออกไปนะครับ กลับมาดึกๆหน่อย”


คนเป็นผู้ใหญ่ตอบรับความประสงค์ของเอ็กโซซิสต์ในการดูแลของตน จริงๆมันก็เป็นหน้าที่ปกติของมือปราบอยู่แล้วที่ต้องลงพื้นที่ เขาเองก็เคยเดินช่วงตอนกลางคืน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาดูแลความเรียบร้อยตอนกลางวันแทน


หลังจากที่อิ่มกับมื้อเย็นและช่วยจินยองเก็บโต๊ะกับล้างจานแล้วก็ค่ำพอดี แต่จองกุกก็รออีกสักพักให้ดึกกว่านี้หน่อยเพื่อที่จะลาดตระเวนได้โดยไม่สะดุดตา


แม้ว่าอาชีพมือปราบคนทั่วไปจะรู้จักและรับรู้ว่ามันมีอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับว่าเรื่องเหนือธรรมชาตินั้นมีอยู่จริง หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่มีคนมองว่าอาชีพนี้ก็เหมือนพวกปาหี่หลอกลวงอะไรเทือกๆนี้ ก็แน่ล่ะ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมากแล้ว วิทยาการเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ผู้คนต่างเชื่อในเหตุและผลกับวิทยาศาสตร์มากกว่า เห็นได้ชัดๆก็คือปรากฏการณ์ลึกลับต่างๆก็ยังพยายามจะหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ


แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าเกิดว่ามันไม่มีเรื่องพวกนั้นจริงๆ ศาสนจักรที่ดูแลเรื่องนี้อยู่จะอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร


หลังจากที่เคลียร์งานไปจนได้เวลาแล้ว เขาจัดการเปลี่ยนชุดเป็นเครื่องแบบของตนเอง ซึ่งความจริงมันก็เป็นชุดยาวแบบบาทหลวงทั่วไปเพียงแต่เป็นแขนกุด ทำให้เห็นแขนเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวโผล่ออกมา


เขาคาดซองปืนที่มีที่ไว้ใส่คัมภีร์พกพาของตัวเองไว้ที่เอวเมื่อตรวจเช็คกระสุนเงินในรีโวลเวอร์คู่ใจเรียบร้อย


เมื่อเช็คของทุกอย่างว่าพร้อมแล้วก็เดินออกไปจากบ้าน ละแวกที่เขาอยู่นั้นแม้ว่าจะมีบ้านคนอยู่พอประมาณแต่พอดึกแล้วมันก็ย่อมเงียบเป็นธรรมดา เนื่องจากคนส่วนใหญ่ก็เข้านอนกันไปเกือบหมดแล้ว


จองกุกเดินตรวจตราในขอบเขตใกล้ๆเรื่อยๆไม่รีบร้อนมากนัก ความจริงเป็นการยากที่จะเจอมนุษย์ที่มีสิ่งชั่วร้ายสิงสู่แล้วออกมาอาละวาดนอกบ้านกลางดึก ถ้าไม่อยู่ในภาวะคลุ้มคลั่งจนหนีออกมาจากที่พักอาศัยเพื่อจะมาทำร้ายคนอื่น


จริงๆแล้วเขามาเพื่อจะหา
อย่างอื่นมากกว่า

ปีศาจที่คุ้นชินกับราตรีกาลมากที่สุด


มือปราบหนุ่มเดินอย่างมีสมาธิและเปิดประสาทสัมผัสเต็มที่เพื่อจะจับสิ่งแปลกปลอม เขาเดินมาเรื่อยๆจนถึงบล็อกที่มีซอกซอยเล็กๆเป็นทางเดินเข้าไป


เขาเกือบจะเดินผ่านไปแล้ว ถ้าหางตาไม่ได้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวในความมืดเสียก่อน


สองขาหยุดแล้วหันมองเข้าไปในซอยที่กำลังจะเดินผ่านไป ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างสงสัยเมื่อรู้สึกว่าเหมือนกับเห็นคนอยู่ตรงนั้น...สองคน?


เพราะว่ายืนอยู่ในจุดที่ห่างจากเสาไฟก็เลยเห็นแค่เพียงสลัวๆจากแสงจันทร์บนฟ้าที่ส่องลงมาอยู่ แต่ก็พอจะมองออกว่าคนตัวสูงน่าจะผู้ชาย และอีกคนที่ตัวเล็กกว่ามากน่าจะเป็นผู้หญิง


แต่ดึกๆแบบนี้ออกมาทำอะไรที่เปลี่ยวๆ มันอันตรายมากๆ

และก็น่าสงสัยสุดๆไปเลยเช่นกัน


ถึงมันอาจจะไม่สมควรก็เถอะถ้าจะไปแอบดูสองคนนั้น เพราะถ้าหากเป็นคู่รักก็อาจจะกำลังแอบนัดพบมาพลอดรักกันอยู่ก็ได้ แต่ในที่แบบนี้และเวลาแบบนี้มันจะดีหรือ


จองกุกจ้องเขม็งเข้าไปด้านในพลางเม้มปากอย่างชั่งใจ มือทั้งสองข้างกำแน่นอย่างกระอักกระอ่วน

อาจจะยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยก็ได้...







 

                มือหนาเชยคางให้ใบหน้าของหญิงสาวต้องแสงจันทร์เล็กน้อย ดวงตาฉ่ำปรือของเธอนั้นราวกับตอนนี้กำลังอยู่ในภวังค์และไม่ได้รู้สึกตัวใดๆ


และมือนั้นก็ค่อยๆไล้ลงมาตามลำคอระหงขาวนวล ในขณะที่มืออีกข้างของชายคนหนึ่งก็ลูบอยู่บริเวณไหปลาร้า ก่อนที่จะปลดกระดุมเสื้อของหญิงสาวตรงหน้าออกและร่นเสื้อของเธอลงข้างหนึ่งจนเห็นไหล่มน


ดวงตาสีเทาเป็นประกายอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นผิวเนื้อตรงหน้าที่กำลังเชิญชวนอยู่


ไม่สิ...จริงๆแล้ว สิ่งที่กระตุ้นความกระหายของเขามันไม่ใช่สิ่งนั้น


ชายหนุ่มก้มหน้าซุกไซ้ที่ซอกคอหอมหวาน จมูกโด่งที่คลอเคลียอยู่ข้างลำคอนั้นยิ่งทำให้เขายิ่งได้กลิ่นกรุ่นเชื้อเชิญ


เขาเลียริมฝีปากของตัวเองด้วยความตื่นเต้น


ก่อนจะอ้าปากเผยให้เห็นคมเขี้ยวแหลมซึ่งพร้อมจะฝังลงไปที่ต้นคอของหญิงสาวแล้ว


ถ้าไม่ติดที่ว่า...


“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”


เสียงหวานแต่เคร่งเครียดที่ดังอยู่ด้านหลังไม่ทำให้รู้สึกเสียววูบได้เท่าการสัมผัสได้ถึงของแข็งที่จ่ออยู่ตรงท้ายทอยตัวเอง

เขายิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆหันกลับไป จนสบเข้ากับดวงตากลมโตที่แสนจะคุ้นเคย

จะไม่ให้คุ้นได้อย่างไรล่ะ ก็เพิ่งเจอกันมาตั้งแต่เช้านี่นา


“อย่างที่คิดจริงๆ...คิมยูคยอม”


จอนจองกุกในชุดเครื่องแบบเอ็กโซซิสต์พร้อมปฏิบัติงานกำลังจ่อปากกระบอกปืนอยู่ตรงหน้าของเขา


“...นายก็ไม่ได้ผิดคาดฉันเท่าไหร่เหมือนกัน”

“เหอะ”


ดวงตาคู่สวยของมือปราบหนุ่มยังคงมองมาอย่างไม่เป็นมิตร แน่นอนว่ารีโวลเวอร์ตรงหน้าเขาก็ยิ่งไม่เป็นมิตรเข้าไปใหญ่


“แต่ว่านะจองกุก ขอฉันกินอาหารซักแป๊บได้มั้ย คือมันหิวอะ”


--ปัง—

“...”


ยูคยอมที่ตอนนี้เก็บปากเก็บคำอย่างรวดเร็วเพราะว่าเจ้ากระสุนเงินที่เกือบเฉี่ยวหน้าของเขาไปแล้วฝังที่กำแพงด้านหลังตนเองนั้นมันมาแบบไม่ได้ทันตั้งตัวเลย


ให้ตายเถอะ ถึงเขาจะเป็น
แวมไพร์ แต่ก็ไม่ได้ล่วงรู้อนาคตไหม

แถมเขาเพิ่งจะรู้ว่าพ่อมือปราบคนนี้จะโหดไม่สมกับหน้าตา


“ฉันบอกให้ปล่อย ไม่งั้นหัวนายกระจุยแน่”


แวมไพร์หนุ่มจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะจับร่างผู้หญิงคนนั้นให้นั่งพิงกำแพงเอาไว้ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับจองกุกเต็มตัว


“เอ้า จะเอายังไงดี จะฆ่าฉันเลยมั้ย”

“ไม่น่าถาม”


สิ้นเสียงของคุณเอ็กโซซิสต์ เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ภาพตรงหน้าเห็นเพียงเงาดำเป็นภาพติดตา ซึ่งในชั่วพริบตานั้นร่างสูงก็ปรากฏกายอยู่ด้านหลัง แต่ประสาทสัมผัสที่ตื่นตัวเต็มที่ของจองกุกก็ตอบสนองได้ดีเช่นกัน เขาพลิกแขนไปด้านหลังแล้วลั่นไกอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าต้องเพียงอากาศธาตุ


ชายหนุ่มวาดแขนกลับมาอีกครั้ง เขายิงออกไปทันทีที่เห็นเงาดำ แต่เงานั้นก็กลับหลบได้ทุกครั้งไปทำให้อดจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา แต่ก็พยายามจะควบคุมสติของตัวเองเอาไว้


“นี่ เก็บปืนเถอะฉันว่า เสียดายกระสุนแทนอะ”

“งั้นไม่ยิงก็ได้!


จองกุกกระชับรีโวลเวอร์แน่นกว่าเดิมและสะบัดแขนออกไปหวังจะตบด้วยด้ามปืนแทน แต่ก็ถูกคว้าแขนเอาไว้แล้วจับบิดตรงข้อมือ แรงที่ส่งมาทำให้ร่างของชายหนุ่มหมุนคว้างกลางอากาศจนเจ้าตัวถึงกับตกใจว่าตัวเขาก็ไม่ใช่เบาๆ ทำไมถึงโดนเหวี่ยงลอยได้


แต่ก่อนที่หลังจะกระแทกพื้นเต็มๆ จองกุกก็จัดการขยับร่างตัวเองเอาแขนตบพื้นลงไปก่อนที่จะลงทั้งร่าง


คุณมือปราบรีบเหวี่ยงขาดีดตัวลุกขึ้นมาทันที เขาเก็บปืนเข้าซองอย่างรวดเร็วและหันมาตั้งสมาธิร่ายเวทเพื่อหวังจะหยุดการเคลื่อนไหวของแวมไพร์ตนนี้ให้ได้ แต่ก็ยากเหลือเกิน


เร็วเกินไป

เร็วจนมองตามแทบไม่ทัน


จนจังหวะที่จองกุกมัวแต่พยายามเพ่งมองอยู่นั้นก็เผลอลดการ์ดตัวเองลงจนร่างเขาถูกยึกเอาไว้ได้อีกครั้ง วงแขนแกร่งโอบรัดรอบคอในขณะที่แขนอีกข้างก็จับศีรษะของเขาอยู่จนเหมือนแทบจะขยุ้มหัวได้อยู่แล้ว


“จองกุก...นายอายุเท่าไหร่”


แม้ว่าตรงนี้จะไม่มีคนและอยู่กันเพียงสองคนแทบร่างยังแนบชิดกันขนาดนี้ แต่ยูคยอมกลับพูดเสียงกดต่ำเยือกเย็นและเบาจนแทบกระซิบ แต่กลับได้ยินชัดเจนราวกับมันก้องอยู่ในหัว


“...ยี่สิบสาม” จองกุกตอบออกไปอย่างใจเย็น

“ฉันยี่สิบ”


คนพี่พ่นลมหายใจออกมานิดหน่อย เขารู้อยู่แล้วว่ายูคยอมน่ะต้องเป็นน้องเขาแน่ๆเพราะยังเรียนอยู่เลยนี่


“แต่ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่ต้องเรียกพี่หรอกเนอะ”

“แล้วจะถามไปทำไม”

“ฉันก็แค่อยากรู้ ว่านายถูกส่งมาจริงๆใช่มั้ย”

“ตอนนี้ก็น่าจะรู้แล้วนะถ้าฉลาดพอ”


ยูคยอมหัวเราะออกมานิดหน่อย แต่เขาก็ยังคงล็อคคออีกฝ่ายอยู่แบบนั้น


“แต่ฉันยังไม่ได้ฆ่าใครซักหน่อย ไม่เห็นต้องมารุนแรงกันขนาดนี้เลย”

“ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอไงว่าการมีอยู่ของพวกนาย มนุษย์คนอื่นถึงเดือดร้อน”

“ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ฆ่า ดื้อจริง”

“ถ้าไม่ได้ฆ่า แล้วนายตอบฉันได้รึเปล่าเรื่องของเอ็กโซซิสต์ที่หายตัวไปเมื่อสองปีที่แล้วเพราะฝีมือของแวมไพร์ตระกูลคิม”


พอจองกุกถามถึงเรื่องนี้ แวมไพร์หนุ่มก็เงียบไปพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติอีกครั้ง


“นายคิดว่าสายตระกูลคิมมีตระกูลเดียวเหรอ ฉันญาติเยอะนะ”

“คิมซอกจิน”

“...”

“รู้จักมั้ย คิมซอกจินน่ะ”


ยูคยอมเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปากออกมาอย่างมีนัยยะบางอย่าง


“บอกแล้วว่าญาติฉันเยอะ คงจะรู้จักไม่หมดทุกคิมหรอกนะคุณมือปราบ”


จองกุกเม้มปากแล้วเหลือบมองไปด้านหลังเล็กน้อย ตอนนี้เขาสุ่มเสี่ยงอันตรายอยู่ทีเดียวเพราะอาจจะถูกหักคอได้ทุกเมื่อ


“แต่ว่า...ถ้าอยากจะหา ก็ตามสบายนะ”


น้ำเสียงของอีกฝ่ายเจือความขี้เล่นร่าเริงเอาไว้เช่นเดิมพร้อมกับผละออกจากร่างของเอ็กโซซิสต์หนุ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่จองกุกนั้นหยิบปืนขึ้นมาจากซองอีกครั้งพร้อมกับหันไปจ่อเล็ง แต่บริเวณนั้นก็กลับว่างเปล่าไม่มีใครอีกแล้ว

เขาพยายามจะจับสัมผัสหรือกลิ่นอายของอมนุษย์ที่รุนแรงแต่ก็ไม่พบอะไร


“ชิ หนีไปงั้นเหรอ”


ยอมรับว่าตอนนี้จองกุกหงุดหงิดมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหันไปอุ้มร่างไร้สติของหญิงสาวที่นั่งพิงกำแพงอยู่ ตอนนี้เธอหลับไปแล้วเพราะมนตร์สะกดน่าจะกำลังคลาย เขาจึงเดินพาเธอไปส่งที่สถานีตำรวจเล็กๆที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับบอกตำรวจว่าเจอเธอหมดสติอยู่ โดยขอให้เธอได้พักที่นี่ก่อนค่อยให้กลับ


และสุดท้ายเขาเองก็ต้องกลับบ้านไปมือเปล่า แต่อย่างน้อยก็คุ้มค่าแล้วที่รู้ว่ามีแวมไพร์อยู่ที่นี่จริงๆ และฝีมือค่อนข้างจะประมาทไม่ได้ จึงไม่ค่อยจะสงสัยแล้วว่าคนที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้จะเจออะไรบ้าง


แต่โดนแค่บิดเบือนความทรงจำก็นับว่าเบาแล้ว

ส่วนเขาแค่น่าจะมีรอยช้ำนิดหน่อยกลับบ้านไปให้จินยองช่วยดูให้

และมันคงจะไม่จบแค่นี้อย่างแน่นอน







 

                --ปึ้ง!

เสียงประตูกระแทกเสียงดังเรียกความสนใจจากชายหนุ่มตาเรียวให้ละจากหนังสือที่อ่านอยู่ เขามองไปยังอีกฝ่ายที่เดินหน้ายุ่งกลับเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์นัก


“พี่แจบอม ขอเลือดหน่อย”


อีกฝ่ายถอนหายใจวางหนังสือไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกเดินไปที่ครัวซึ่งมีตู้เก็บของขนาดเท่าตู้เย็นเล็กวางอยู่ใกล้ๆตู้เย็น เขาก้มหยิบเอาถุงที่รูปร่างคล้ายกับถุงที่บรรจุเลือดตามโรงพยาบาล ซึ่งต่างกันนิดหน่อยที่ถุงนี้เป็นสีเงินและมีฝาหมุนเปิดได้คล้ายๆกับพวกเยลลี่ที่ขายกันในร้านสะดวกซื้อ

เพียงแต่ของเหลวในถุงนี้เป็นเลือดเท่านั้นเอง

แจบอมโยนเลือดถุงให้กับคนเด็กกว่าซึ่งรับมาแล้วดูดอึกๆด้วยสีหน้าบ่งบอกความเซ็งสุดๆ


“เกิดอะไรขึ้น วันนี้ไม่มีเหยื่อรึไง”

“มี แต่กินไม่ได้”


ยูคยอมเล่าเรื่องทั้งหมดที่เจอมาเมื่อครู่นี้ให้กับอิมแจบอมซึ่งมีสถานะเป็นผู้ปกครองของตนเองในตอนนี้ฟัง ซึ่งคนโตกว่าก็พยักหน้ารับอย่างแกนๆก่อนจะถามกลับไปด้วยทีท่าที่ยังดูสงบกว่า


“แล้วนายจะเอายังไงต่อ”

“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น เพราะยังไงผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ไม่ได้ฆ่าคน แค่ขอเลือดนิดๆหน่อยๆ ไม่ถึงกับเป็นเหตุผลที่โดนเป่าหัวง่ายๆหรอก”

“แต่พวกนั้นเขาไม่คิดเหมือนนาย”

“ช่างมันสิ แต่ผมว่านะ” ดวงตาสีนิลของแวมไพร์หนุ่มทอประกายวูบเป็นสีเทาก่อนจะกลับเป็นสีเข้มเช่นเดิม

“ชักอยากอยู่เป็นเพื่อนเล่นคุณเอ็กโซซิสต์แล้วสิ”


ถึงจะอารมณ์เสียที่ถูกขัดจังหวะกินอาหารกลางคันก็จริง แต่พอนึกๆไปแล้วใบหน้าที่ดูดุดันเอาจริงเอาจังแบบนั้นมันทำให้รู้สึกอยากจะก่อกวนอีกเยอะๆ แม้ว่ามันอาจจะเป็นอันตรายกับตัวเองได้ก็เถอะ เพราะจอนจองกุกฝีมือก็ดูจะไม่ธรรมดา


ส่วนฝ่ายผู้ปกครองหรือคุณพี่เลี้ยงนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เขารู้นิสัยยูคยอมดีว่าเป็นคนอย่างไร และก็พอจะไว้ใจได้อยู่ว่าเด็กนี่จะไม่พลาดท่าง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องดีถ้าเกิดว่าทำเรื่องแล้วสุดท้ายคนที่โดนด่าก็คือเขา


แล้วยิ่งการที่เอ็กโซซิสต์คนนั้นมาเพื่อจะถามหาคนในตระกูลคิมอีก แล้วมาถามหาใครไม่ถาม มาถามถึงคนคนนั้น


เพราะงั้นการที่ยูคยอมออกตัวว่าจะคอยดูให้ก็อาจจะยังคงเป็นโชคดี


โชคดีที่เจ้าหนุ่มมือปราบคนนั้นจะมีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้นน่ะนะ




--------------------------




>>Talk

เอาล่ะค่ะ เอาล่ะค่ะ ในที่สุดภารกิจที่แท้จริงของจอนจกุกก็เฉลยแล้วนะคะ เฉลยพร้อมๆกับเพื่อนใหม่ที่ไม่ธรรมดา

อย่างที่บอกไว้แต่แรกค่ะว่าเนื้อหาจริงๆของเรื่องจะเกี่ยวข้องกับปีศาจชนิดหนึ่ง นั้นก็คือชนิดนี้นั่นเอง 5555555 ท้ายสุดคุณมือปราบจะได้ฝังกระสุนเงินไว้เป็นที่ระลึกในหัวของคุณแวมไพร์หรือไม----

และแน่นอนว่าอนาคตยังมีเรื่องตามมาเป็นพรวน จะหนักหน่วงขนาดไหนโปรดติดตามตอนต่อไปไอไอไอไอ


แล้วก็ขอโทษที่มาช้ามากๆเลยนะคะ จริงๆตอนแรกกะจะไปอัพอีกเรื่อง แต่พอเห็นวันที่อัพล่าสุดของเรื่องนี้ละก็... แฮ่ๆ อัพดีกว่า 5555 แต่ก็คงหายไปพักนึงเช่นเคยนะคะเพราะช่วงนี้ไรต์ติดสอบด้วยค่ะ ง่อก O]=[

ขอบคุณทุกวิวที่ยังอุตส่าห์เข้ามาดู ทุกเฟฟที่มาจิ้ม แล้วก็คอมเมนท์อื่นๆในอนาคตด้วยนะคะ 5555 เจอกันตอนหน้าค่ะ อาดิโอส

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 18:49
    โอ้ววว คิมยูคยอม
    แวมไพรส์ตัวนี้นี่ดื้อจริงๆ555555
    จองกุกต้องปราบเเวมไพรส์ตัวนี้ให้ได้นะ
    ซอกจินเป็นอะไรกับยูคยอมอ่ะ ญาติหรอ ?
    ยังไงก็ขอซีนพี่เลี้ยงแวมไพรส์ดื้อกับฟาเธอร์ของจองกุกหน่อยน้า เรือเรา55555555555
    สู้! เป็นกำลังใจให้คนสู้งาน!
    #7
    1
    • #7-1 (จากตอนที่ 3)
      4 พฤษภาคม 2560 / 09:56
      เป็นทีนเอจแวมไพร์ค่ะ 5555555 ไม่มีอิมเมจโหดขรึมกะเขา
      ส่วนพี่จินจะเป็นอะไรกับน้องคยอมเดี๋ยวจะได้เฉลยในอนาคตค่ะ แฮร่
      ส่วนคุณพี่เลี้ยงกับฟาเธอร์นั้น อิ_____อิ หึหึฮิฮิฮะฮุ-- #อะไร้
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะะะ เรื่องนี้คงอัพช้ามากค่ะโฮววว ใช้หลังเยอะมาก 5555555
      #7-1
  2. #5 コーラ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 17:57
    คุณพี่จินนี่เป็นตัวร้ายเหรอคะ 555555555555555 โอ้ย เจ้าหนูคิมยู ทำไมเป็นแวมไพร์ที่ดูซนเอามากๆขนาดนี้ 5555 แถมพี่แจบอมก็ดูจะไม่สนใจห้ามเลย คย๊อม นั่นเพื่อนนายไม่ใช่เหรอ ทำไมทำรุนแรงกับเพื่อนแบบนี้อะ 55555555 พ่อพระเอกของเรา ดผุเหมือนคัวร้ายมากเลยนะเนี้ย แต่ชอบคุณจอนจังเลยค่ะ แว ไม่รู้จะว่าไง แค่ชอบเค้า 5555555
    #5
    1
    • #5-1 (จากตอนที่ 3)
      4 พฤษภาคม 2560 / 09:36
      5555555555 ร้ายทุกคิมในเรื่องนี้ค่ะ //เอ๊ะะะะะ
      จบมบอกห้ามจนเบื่อละ(....)
      ความเท่นี้ขอยกให้คุณจอนจริงๆค่ะ 5555555555 โฮววว ดีใจที่ชอบนะคะะ
      #5-1