คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 716
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 มี.ค. 52

 ข่าวการประสบอุบัติเหตุของนายแบบหนุ่ม โยธิน ชยากรทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย

 เริ่มตั้งแต่แพรวาที่คอบหลบหน้าหลบตาโยธินตลอดเวลากลับปรากฏตัวด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเดือนเนื้อร้อนใจ ไม่จำเป็นต้องหาคำอธิบายก็สามารถบอกได้ว่าอาการบาดเจ็บของโยธินมีผลกระทบต่อความรู้สึกของเธอเพียงใด

 ในห้องพักที่ผู้ป่วยที่มีเพียงโยธินและโยทะกาอยู่นั้นถูกเปิดออกอย่างแรงตามอารมณ์ของผู้เป็นเจ้าของ แพรวาแทรกตัวผ่านบานประตูโดยที่ไม่สนใจต่อผลของมันนัก เธอตรงไปหาโยธินที่นอนมองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง

 ดวงตาของโยธินเริ่มจากความตกใจเพราะอยู่ๆ ประตูก็เปิดออกแล้วร่างของคนที่เขาคิดถึงที่สุดก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเมื่อสามารถประมวลทุกอย่างได้แล้วโยธินจึงเริ่มมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ได้พบกับแพรวาอีกครั้ง

 “โย... โธ่โย คุณเจ็บมากไหมคะ?”

 แพรวาที่ลืมไปเสียแล้วว่า ณ ที่ตรงนี้ยังมีโยทะกาแฝดผู้พี่และเป็นเพื่อนสนิทของเธอนั่งอยู่ที่นั่นอีกคน

 แพรวาจับตามเนื้อตัวโยธินแบบเดียวกับที่โยทะกาทำ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวมีน้ำตาล้นเอ่อ แต่เธอก็ไม่อาจพูดอะไรได้อีก เพราะโยธินที่เวลานี้นอนยิ้มที่แม้จะดูซีดเซียวแต่ก็ดูมีความสุข กำลังจับมือเธอไว้อย่างมั่นคง

 “แพรวผมไม่เป็นไร”

 “จริงนะคะ”

 “จริง ไม่เชื่อถามพี่ผมดูก็ได้ เจ็บเท่านี้ไม่ถึงตายหรอกครับ”

 แพรวาที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้อยู่ตามลำพังกับโยธินช้อนตาขึ้นมองโยทะกาที่พยายามเก็บกลั้นรอยยิ้มที่กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างเต็มที่ เธอจึงแหวเพื่อนสาวออกไป

 “ไม่ต้องมาหัวเราะกันเลยนะ ตัวน่ะใจร้าย โยเป็นถึงขนาดนี้ทำไมไม่บอกเรา”

 “เราก็เหมือนเธอนั่นล่ะแพรว แล้วตอนที่เรามาอาการเราก็สาหัสพอๆ กับโยเหมือนกันแล้วเราจะเอาเวลาที่ไหนไปบอกเธอกันล่ะ”

 “สาหัส? ตัวเป็นอะไร?”

 “ก็...”

 โยทะกาหน้าแดงเมื่อเหลือบมองดูน้องชายก็พบว่าเขากำลังหัวเราะเธออยู่เหมือนกับที่เธอทำใส่แพรวาเมื่อครู่ก็ทำให้เธอค้อนใส่พ่อน้องชาย

 “ตัวเป็นอะไร ทำไมอาการสาหัส?”

 แพรวาทวงถามอีกครั้งแล้วเธอก็ได้มีโอกาสเห็นดวงหน้าของโยทะกาในยามเขินอายอีกครั้งเช่นกัน

 “ก็พอดีงานมันเร่งแล้วก็ทำงานเพลินไปหน่อย แล้วโยก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เราก็เลยไม่ค่อยได้กินแล้วก็ไม่ค่อยได้นอน”

 “ยายบ้า!”

 แพรวาตวาดแหวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและครั้งนี้เสียงดังจนพยาบาลที่อยู่ด้านนอกพากันสะดุ้งโหยง เธอลืมตัวไปเสียแล้ว เธอเห็นสองพี่น้องชยากรเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ที่ไม่รู้จักระวังดูแลตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่เธอหายไปเสียนาน

 “นี่ตัวอย่าบอกว่าหลังจากที่มาช่วยงานเราแล้ว ตัวก็มัวแต่ทำงานจนโทรมงั้นสิ พอกันเลยทั้งพี่ทั้งน้อง ไม่มีล่ะที่จะไม่ทำให้ฉันต้องเป็นห่วง นี่ก็อีกคน”

 โยธินสะดุ้งสุดตัวที่อยู่ๆ แพรวาก็มาลงเอากับเขาดื้อๆ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังมีทีท่าว่าเป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างเหลือเกิน

 “ทำงานทำไมไม่ตรวจดูให้ดีเสียก่อนทำไมถึงได้ประมาทขนาดเหล็กทั้งอันหล่นมาทับเอาได้ รู้ไหมว่ามีคนเขาเป็นห่วง”

 แพรวาลืมตัวไปเสียสนิทว่าเธอเองนั่นล่ะที่พยายามหลบหน้าโยธินที่คอยตามงอนง้อเธอมาถึงสองปี และก็เธอเองอีกเช่นกันที่แสดงให้เห็นว่าเธอได้ตัดสัมพันธ์กับเขาไปแล้ว แต่มาตอนนี้เธอกลับกลายมาเป็นแพรวาจอมวีนคนเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็นแฟนกันอีกครั้ง

 “ก็ผมนึกว่าคุณไม่รักผมแล้ว ผมจะใช้ชีวิตอย่างไรคุณก็...”

 “ก็อะไร”

 แพรวาสวนกลับมาทันทีทั้งๆ ที่โยธินยังไม่ทันได้ชี้แจงด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้โยธินต้องมองหน้าพี่สาวเพื่อขอความช่วยเหลือด่วน แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นแถมยังโดนดุอีกต่างหาก

 “ไม่ต้องเลย คดีเก่าน่ะฉันยังไม่ลืมนะ ถึงจะเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้ว่าคุณไม่ผิดก็เถอะ แต่ที่ไม่ได้กลับมาหาก็เพราะว่ายังทำใจไม่ได้ พอตัดสินใจจะมาคุยกับคุณ คุณก็ดันมาเป็นเสียอย่างนี้อีก รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงแค่ไหน ที่แย่ไปกว่านั้น แทนที่ฉันจะได้รับข่าวจากตัวนะโย”

 แพรวาหันไปเล่นงานโยทะกาเข้าอีกคนที่กำลังพยายามเร้นกายอันใหญ่โตออกไปจากห้องแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 “ตัวก็รู้ว่าเราเป็นห่วงทั้งตัวทั้งโย แล้วทำไมไม่บอกเราต้องให้เรารู้จากคนอื่น แล้วนี่ถ้าพี่ในกองไม่โทรไปบอกเรา เราจะรู้ไหมว่าโยต้องเจ็บตัวขนาดนี้”

 “เอ่อ... ก็อย่างที่บอก พอดีว่าเราเองก็เป็นอย่างที่เห็น”

 “แล้วนั่นจะไปไหน”

 “พอดีนึกได้ว่าน้ำหมดจะไปเรียกพยาบาล”

 “ไม่ต้องเลย กลับมานั่งทีเดิมเลย ไม่ต้องมาหาข้ออ้าง”

 โยทะกาที่เหมือนโยธินภาคผมหยิกเดินคอตกลากเสาน้ำเกลือกลับมานั่งข้างเตียงน้องชายอย่างว่าง่ายทันที ถึงแม้ว่าเมื่อครั้งที่เธอเป็นมาดามไลลานั้นจะเหมือนกันหรือเป็นยิ่งกว่าแพรวา หากเมื่อแพรวาโมโหขึ้นมาเธอเองก็มีอาการไม่ต่างอะไรกับน้องชายนัก นั่นเป็นเพราะไม่รู้ทำไมพี่น้องชยากรถึงได้กลัวอาการวีนไม่เลือกของแพรวานักทั้งที่แพรวาก็ตัวเล็กนิดเดียว หรืออาจจะเป็นด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้นสูงขึ้นจนปรอทแทบแตกของเธอก็เป็นได้

 แล้วสองพี่น้องชยากรก็ต้องฟังคำพูดต่อว่าตักเตือนจากผู้หญิงที่ทั้งตัวเล็กกว่าบอบบางกว่า แต่เสียงดังมากอีกเป็นนานจนกระทั่งทั้งสองเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

 หลังจากที่โยทะกาเพิ่งสูญเสียฌอนไปนั้นเธอกลายเป็นผู้หญิงที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์อย่างแท้จริง เธอไม่สนใจตัวเองได้แต่นั่งนิ่งเหม่อลอยจนเหมือนกับคนเสียสติเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นคุณป๋า คุณแม่ หรือน้องโยก็ไม่อาจช่วยเยียวยาได้ คนทั้งสามสามารถทำได้เพียงทำให้เธอรับรู้ได้ แต่บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่าสติเธอจะหลุดลอยไปไกลแสนไกล

 กระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เป็นเพื่อนกับโยทะกาเมื่อครั้งที่เรียนระดับมัธยมปลายปรากฏตัวขึ้น

 แพรวาผู้หญิงร่างเล็กปราดเปรียวแต่เสียงดัง เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักของเธอประสบชะตากรรมอย่างไรก็รีบบินไปหาทันที สภาพที่เธอเห็นทำให้เธอนึกภาพเพื่อนเมื่อครั้งยังเป็นสาวน้อยไม่ได้เอาเสียเลย

 โยทะกาที่เคยสดใสร่าเริงผมสั้นพองพูพลิ้วไหวไปกับการเคลื่อนไหวคนนั้นหายไปเสียแล้ว ตรงหน้ามีเพียงผู้หญิงที่ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริง

 สิ่งแรกที่แพรวาทำให้โยทะกาแสดงอาการดึงดันต่อต้านที่ถึงแม้ว่าจะเป็นทางลบแต่มันก็เป็นอาการตอบสนองที่ไม่มีใครเคยได้เห็นหลังจากที่เธอต้องเสียฌอนไป

 แพรวาจัดการจับโยทะกาตัดผมที่เคยยาวจนจรดเอวออกเหลือเพียงระดับคอเท่านั้น ซึ่งระหว่างการตัดผมนั้นโยทะกาก็เริ่มอาละวาดและร้องไห้

 “อย่านะ อย่าตัดผม ฌอนชอบผมยาว”

 “ดี... ถ้าอย่างนั้นยิ่งต้องตัด ตัวจะได้เลิกอาลัยอาวรณ์กับคนที่ไม่ได้อยู่อีก รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงตัวกันแค่ไหน”

 ถึงโยทะกาจะตัวสูงใหญ่กว่าแพรวามากแต่เวลานั้นเธอกลับไม่แรงจะต่อต้านขัดขืน ไม่ว่าแพรวาจะจัดการอย่างไรเธอทำได้เพียงร้องไห้เท่านั้น

 “โย... ตัวไม่เคยอ่อนแอขนาดนี้นะ ถ้าไม่พอใจก็ผลักเราสิ ไม่ใช่ร้องไห้อย่างนี้ ฌอนเองก็คงไม่ชอบใจนักหรอกที่เมียตัวเองอ่อนแอได้ขนาดนี้ เราเคยเห็นตอนตัวออกงานเป็นมาดามไลลาออกจะเปรี้ยวจี๊ดเอาแต่ใจ แล้วทำไมเวลานี้ทำมาคร่ำครวญ”

 ได้ผลคำพูดนั้นทำให้โยทะกาเริ่มมีสติเธอจับข้อมือเพื่อนสาวทั้งสองที่กำลังสระผมให้เธอหลังจากตัดเสียจนสั้นหวังจะผลักออกไป แต่สิ่งที่ได้เห็นนั้นทำให้เธอชะงัก

 ใบหน้าของแพรวาเต็มไปด้วยน้ำตาเช่นเดียวกับเธอ ใบหน้าของเพื่อนรักบิดเบี้ยวดูไม่ได้ แต่ในดวงตาทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความแน่วแน่จริงใจ

 “ผลักเราสิ เราไม่ยอมให้ตัวต้องกลายเป็นซากศพเดินได้หรอกนะ เพื่อนของเรามีชีวิตจิตใจ เขาจากไปไม่ได้หมายความว่าเธอจะจากเราไปอีกคน เข้าใจความหมายของเราไหม?”

 แพรวาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้าเท่าที่เธอสามารถพูดได้ทั้งๆ ที่ก้อนสะอื้นนั้นสกัดกั้นคำพูดของเธอ แต่เธอก็สามารถสื่อสานให้เพื่อนเข้าใจจนได้

 โยทะกาพยักหน้ารับทันที เธอเข้าใจดี เธอเองก็เคยทำเช่นนี้กับแพรวาเช่นกัน เวลานั้นแพรวาต้องสูญเสียพี่ชายที่เธอรักมากไป และมีสภาพไม่ต่างจากเธอในเวลานี้นัก แล้วโยทะกาจึงโผเข้ากอดเพื่อนสาวที่สูงเพียงไหล่แล้วทั้งสองต่างพากันร้องไห้เสียงดัง

 “ร้องไห้ให้พอนะโย แล้วพรุ่งนี้เราจะเริ่มกันใหม่”

 “จ๊ะ”

 หลังจากนั้นแพรวาที่เป็นเพียงเพื่อนของพี่สาวก็เริ่มเข้ามาชิดใกล้และสร้างความผูกพันให้กับชยากรคนน้องจนก่อเกิดเป็นความรัก

 
 ภาพข่าวที่ปรากฏตรงหน้าทำให้มาลาไคท์ที่นั่งเล่นอยู่หน้าโทรทัศน์หยุดนิ่งอยู่กับที่แล้วเอาแต่จ้องมองภาพตรงหน้าไม่วางตา

 “ปาป๊า พี่ลิลลี่อยู่ในทีวี”

 อเมทิสต์หยุดมือทันทีเช่นกัน เขามองภาพในจอตามที่ลูกชายบอก เพราะพี่ลิลลี่ของลูกชายก็คือมาดามไลลานั่นเอง

 มาลาไคท์ในวัยสี่ปีเศษเที่ยวออกเดินตามหาบิดาไปตามส่วนต่างๆ ของบ้าน แล้วมาหยุดลงตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่บิดามักจะพามานั่งเล่นเวลาทำงานด้วยเสมอ

 ประตูที่มักจะปิดอยู่ตลอดเวลานั้นกลับเปิดแง้มอยู่คล้ายกับเชิญชวนให้เด็กชายตัวน้อยเดินเข้าไป

 มาลาไคท์ไม่ได้หยุดคิดแม้แต่น้อย เขารีบเดินเข้าห้องที่แม้จะดูอับทึบและน่ากลัว แต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เพราะความคุ้นเคยที่บิดาสร้างให้ตั้งแต่จำความได้ เขาเดินเล่นไปเรื่อยๆ สายตาจับจ้องที่โต๊ะทำงานตัวโตของบิดาตาไม่กระพริบ ขณะเดียวกันมือน้อยๆ ก็ละไปตามสันหนังสือที่อยู่ในชั้นหนังสือที่ถูกสร้างขึ้นจากพื้นจรดเพดาน

 ระหว่างนั้นเองมือน้อยๆ ของมาลาไคท์ได้สัมผัสเข้ากับสมุดปกสีน้ำเงินเล่มหนึ่ง ซึ่งได้บุด้วยผ้าสักหลาดทำให้เกิดความแตกต่างจากหนังสือเล่มอื่น

 ความสนใจที่จะเดินมุ่งหน้าไปยังโต๊ะทำงานของบิดาถูกขัดจังหวะและดูเหมือนว่าสมุดเล่มนี้จะดึงดูดใจมากกว่าของเล่นบนโต๊ะทำงานบิดาเป็นไหนๆ

 มาลาไคล์ที่เพิ่งเรียนรู้ตัวอักษรไม่รู้ว่าบนปกนั้นเขียนว่าอะไรแต่ตัวอักษรนูนทองนั้นก็สร้างความตื่นตาให้เด็กน้อยได้ไม่ยาก เขาเปิดสมุดหน้าแรกก็พบเข้ากับใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งเข้าและทำให้เขาได้แต่จับจ้องภาพนั้นไม่วางตา

 ใบหน้าของผู้หญิงที่แม้จะดูเรียบๆ แต่กลับดึงดูดและชวนมองด้วยการตบแต่งใบหน้าอย่างประณีต เส้นผมหยิกเป็นลอนยาวพริ้วอยู่เบื้องหลังเปิดให้ใบหน้าดูสว่าง แต่สิ่งที่มาลาไคท์สนใจกลับอยู่ที่สีหน้าของหญิงสาวในภาพ สีหน้าที่แสดงออกถึงความสุขและมันถ่ายทอดมาจนถึงเขาที่ยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ เท่านั้น

 มาลาไคท์เปิดสมุดดูหน้าแล้วหน้าเล่าก็พบแต่ภาพของผู้หญิงคนเดิมในอิริยาบถต่างๆ กัน และทุกภาพก็ทำให้หัวใจของเด็กชายอิ่มล้นไปด้วยความสุขที่ถูกถ่ายทอดออกมา

 นอกจากนี้แล้วยังมีภาพถ่ายของงานเขียนอีกหลายชิ้นที่มาลาไคท์ไม่เข้าใจแต่บางชิ้นก็ทำให้เขาหัวเราะได้

 มาลาไคท์ไม่รู้สึกตัวว่ามานั่งดูภาพหญิงสาวอยู่นานเท่าใดแล้ว และเป็นครั้งแรกที่เขาลืมสิ่งที่ทำให้เขาเดินมาจนถึงห้องนี้

 เมื่อมาลาไคท์ดูจนจบเล่มเขาพลิกดูภาพแรกอีกครั้งและคงจะจดจ้องดูภาพหญิงสาวนานจนเผลอหลับไป

 อเมทิสต์เที่ยวเดินตามหาลูกชายจนมาพบมาลาไคท์นอนหลับอยู่บนพื้นหน้าชั้นหนังสือก็เกิดความประหลาดใจ เพราะมาลาไคท์ถึงจะยังเด็กแต่ก็ไม่เคยมาแอบนอนหลับกลางวันสักครั้งและยิ่งเมื่อเขาเดินเข้าใกล้ลูกมากขึ้นก็พบว่าลูกชายตัวน้อยของเขานั้นนอนทับอยู่บนสมุดที่เขารวบรวมภาพและผลงานของมาดามไลลานับตั้งแต่เธอปรากฏตัวให้เขาได้รู้จักก็ยิ่งประหลาดใจ

 อเมทิสต์คุกเข่าลงช้อนตัวลูกชายขึ้นอุ้มขณะเดียวกันก็หยิบสมุดติดมือเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวโต

 นานแล้วที่อเมทิสต์ไม่ได้หยิบสมุดเล่มนี้ขึ้นมาดู ยิ่งตอนที่มาลาไคท์ยังเล็กกว่านี้เขาก็ไม่มีเวลาให้กับตัวเองเท่าใดนัก เวลาทั้งหมดที่มีเขาทุ่มเทให้กับงานและลูกชายตัวน้อยจนเขาเกือบจะลืมเลือนหญิงสาวในภาพนี้ไป แต่เมื่อได้กลับมาเห็นอีกครั้ง เขาก็พบว่าเขายังคงรักเธออยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย รักทั้งๆ ที่ไม่รู้จักรู้ใจเธอเสียด้วยซ้ำ

 มาลาไคท์ที่เปลี่ยนที่นอนเป็นตักและอกอุ่นของบิดาลืมตาตื่นขึ้นก็พบเข้ากับสายตาที่ทอดอ่อนโยนของบิดาเข้าก็ยิ้มกว้างและกอดอเมทิสต์ไว้แน่น

 “ปาป๊า”

 “ไง ทำไมมาแอบนอนที่นี่”

 “ผมมาหาปาป๊า แต่เจอนี่”

 มาลาไคท์ชี้ไปที่สมุดเล่มโตตรงหน้าแล้วยิ้มกว้าง

 “พี่สาวสวย”

 “ใช่ สวยมาก”

 “พี่ชื่ออะไรฮะ”

 “นั่นสินะ”

 เวลานั้นอเมทิสต์คิดแต่เพียงว่าไม่อยากเรียก “เธอ” ว่ามาดามไลลา จึงบอกลูกชายไปว่าเธอในภาพนั้นชื่อลิลลี่และเขาก็จดจำชื่อนี้ได้อย่างแม่นยำ

 ดังนั้นเมื่อภาพข่าวตรงหน้าเผยให้เห็นใบหน้าที่เหมือนกับภาพที่เขาเห็นในสมุดของบิดาจึงรีบเรียกให้บิดาดูด้วยความตื่นเต้น

 ในขณะที่อเมทิสต์กลับเริ่มรู้สึกสับสนแต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะในภาพข่าวนั้นมีภาพของโยธินแทรกอยู่ด้วย ความหวังที่จะได้พบกับมาดามไลลากลับคืนมาอีกครั้ง เพียงแต่ว่าครั้งนี้เขาจำเป็นจะต้องแก้ไขปริศนาหนึ่งเรื่องเสียก่อน นั่นคือ โยธินเป็นใครและเกี่ยวข้องอย่างไรกับมาดามไลลา ที่เขาจำได้แม่นยำว่าก่อนที่เธอจะใช้ชื่อมาดามไลลานั้น เธอเคยส่งผลงานในนาม โยทะกา ชยากร ไลลา

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น