คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 650
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 มิ.ย. 52

 หลังจากที่โยทะกาได้พบกับคาเรนแล้ว เธอพบว่าเวลานี้เธอกำลังอยู่ท่ามกลางกองทัพผ้าอ้อมและเสียงสูงแหลมของผู้หญิงที่คอยห้ามปรามเด็กเล็กวัยกำลังซนที่กำลังสนใจในตัวเธอและพยายามปีนป่าย ซึ่งทำให้เธอเริ่มรู้สึกราวกับหลุดมาอีกโลกซึ่งทำให้สติกำลังจะหลุดลอยไป ถ้าไม่เป็นเพราะรชตได้พาเอาตัวเธอออกมาจากกลุ่มของครอบครัวลูวโค ที่ดูอย่างไรก็ยังคงมีความพิลึกมากอยู่ได้อย่างทันท่วงที

 ภายในรถตู้ด้านโยทะกานั้นจึงมีคนที่มีสภาพไม่ต่างจากคนป่วยถึงสองคน และทั้งสองคนนั้นคอยลอบมองหน้ากันเองอยู่บ่อยครั้งด้วยคำถามและความรู้สึกที่แตกต่างกัน

 ออลิเกลที่เพิ่งได้พบกับโยทะกาเป็นครั้งแรกอดไม่ได้ที่จะแสดงความเป็นห่วง ความรู้สึกหลังจากความประทับใจที่เกิดขึ้นนั้นกลับกลายเป็นความคลางแคลงในความอ่อนแอที่ปรากฏ แต่แล้วเธอกลับได้รับการแก้ไขจากเคที่อดไม่ได้ที่จะให้ใครเข้าใจผิดว่าโยธินเป็นพวกแหยแฟ่นไม่เอาไหน

 “โยเขาเหนื่อยน่ะครับ มีเรื่องตั้งมาก แล้วยังมาเจอกองทัพเด็กๆ เสียงดังอีกคงหมดแรง”

 สายตาที่ออลิเกลแสดงออกต่อโยทะกานั้นจึงแปรเปลี่ยนไป เธอพอใจที่โยทะกาใส่ใจตัวเธอถึงขนาดสืบว่าเธอชอบอะไร มีไม่บ่อยนักหรอกที่จะมีคนเอาใจใส่เธอกับเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ส่วนใหญ่จะตัดสินเธอจากรูปลักษณ์ภายนอกกันทั้งนั้น ดูอย่างพีทเพื่อนนายแบบของโยธินก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มองในสิ่งที่เธอแสดงไม่ใช่ที่เธอเป็น


 คาเรนเองก็มีคำถามอยากถามอเมทิสต์เช่นกัน เพราะทันทีที่เธอได้พบกับโยธินนายแบบหนุ่มที่ทำเอาเธอหัวใจหวั่นไหวไปกับรอยยิ้มเปิดเผยอ่อนโยนราวกับเทวดาน้อยๆ นั่นเข้าเต็มเปา ก็ทำให้เธอนึกถึงภาพของผู้หญิงอีกคนที่เธอเคยเห็น

 ความสงสัยยังคงสถิตอยู่บนใบหน้าคาเรนอยู่อย่างนั้นกระทั่งทั้งหมดกลับมาถึงที่พัก

 คาเรนไม่ทิ้งความสงสัย หลังจากที่พาเด็กๆ พักผ่อนแล้วเธอจึงรีบคว้ามืออเมทิสต์ไปคุยทันที

 สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เกิดขึ้นกับเคนแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าภรรยาของเขากับอเมทิสต์เป็นได้แค่เพียงเพื่อนกัน หรืออย่างมากก็เป็นคนที่รักมาลาไคท์อย่างที่สุดด้วยกันทั้งคู่เท่านั้น

 ดังนั้นเคนจึงใช้ช่วงเวลานั้นอยู่ดูแลเด็กๆ ที่เป็นทั้งลูกของเขากับคาเรนและพี่ชายใหญ่ของลูกๆ ที่กำลังนอนอหลับเรียงกันจนเต็มเตียงและในที่สุดเขาก็หลับไปด้วยอีกคนด้วยความเหนื่อยและเพลีย

 คาเรนมองหน้าอเมทิสต์ด้วยสายตาที่เขารู้ดีว่าต้องไม่มีคำว่าโกหกหรือปิดบัง เขาเคยเห็นสายตาแบบนี้ของคาเรนมาก่อนและเขาเองก็ไม่มีความคิดที่จะปิดบังแต่อย่างใด

 “โยธินคนนั้นเป็นใครกันคะ?”

 “เวลานี้ผมยังบอกความจริงกับคุณไม่ได้หรอกที่รัก”

 “แล้วเท่าที่บอกได้ล่ะคะ?”

 อเมทิสต์มองสายตาของคาเรนแล้วถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขาเดินผ่านอดีตภรรยาตรงไปที่แนวม่านหนาหนักที่ทอดตัวจากด้านบนกำแพงจรดพื้นพรมแล้วแหวกรอยม่านให้กว้างขึ้นอีกนิดเพื่อมองลงไปเบื้องล่าง

 “โยธินเป็นน้องชายของเธอ”

 “เธอ?”

 อเมทิสต์หันกลับมามองหน้าอดีตภรรยาก็พบว่าดวงตาที่โตอยู่แล้วของเธอพลันโตขึ้นอีกมากด้วยท่าทางตกใจจริงๆ เขาจึงพาเธอไปนั่งแล้วนั่งคุกเข่าราวกับอัศวินพลางบีบนวดมือให้เธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน

 “คุณทราบตั้งแต่เมื่อไรคะ?”

 “ก็ทันทีที่เห็นภาพเขานั่นล่ะ”

 “แต่ว่าเขาไม่เห็นเหมือนเธอที่ฉันเคยเห็นเลยนี่คะ”

 “ไม่เหมือนหรอก แต่ถ้าลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวล่ะก็จะเหมือนที่คุณเคยเห็น”

 “คุณพูดอย่างกับว่าโยธินที่อยู่ตรงหน้านี้ ถ้าแต่งตัวขึ้นมาแล้วล่ะก็จะสวยไม่แพ้พี่สาว”

 ดวงตาของอเมทิสต์พราวระยับขึ้นในทันที ความหมายของเขาคือ คนที่คาเรนเห็นนั่นเองที่เขาปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมด้วย ไม่ใช่ร่างเงาของน้องชายที่เขาไม่คุ้นเคย

 “เมื่อถึงเวลาผมรับรองว่าผมจะบอกคุณทั้งหมด”

 “แล้วมาร์ล่ะคะ?”

 อเมทิสต์นึกถึงลูกชาย มาลาไคท์ไม่ปฏิเสธเลยว่าโยธินที่เห็นนั้นคือคนเดียวกับหญิงสาวในภาพที่เขาบอกลูกชายไปว่าเธอชื่อลิลลี่ แต่เขาก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องนี้ให้คาเรนได้ล่วงรู้

 “ก็อย่างที่คุณเห็น เขารักพี่โยมาก”

 “เห็นอย่างนี้ก็เบาใจ แล้วถ้าได้พบตัวจริงก็คงจะดี เท่าที่เห็นคุณโยก็ดูท่าว่าจะเอ็นดูมาร์มากนะคะ”

 “ใช่”

 อเมทิสต์และคาเรนยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ ก่อนที่เธอจะขอตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง เธออดไม่ได้ที่จะกล่าวบางสิ่งออกไป

 “ฉันขอให้คุณโชคดีนะคะเมส”

 “ขอบใจ”

 อเมทิสต์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่างนั่นเอง ทั้งๆ ที่คาเรนจากไปนานแล้ว เขาเริ่มทบทวนถึงสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับหญิงสาวที่เขาหลงรัก

 เอซเป็นคนที่อเมทิสต์ไว้ใจที่สุด เขาเป็นการ์ดที่มีทั้งฝีมือประสบการณ์มาก ซึ่งจะช่วยป้องกันโยทะกาได้

 อเมทิสต์จึงฝากให้เอซคอยคุ้มครองโยทะกาอยู่ห่างๆ พร้อมทั้งรายงานเรื่องต่างๆ ให้เขาฟัง แต่สิ่งที่เขาไม่ได้บอกออกไปก็คือความเป็นผู้หญิงของเธอเท่านั้น


 เมื่อโยทะกาแยกตัวออกมาจากกลุ่มคน โดยปล่อยให้ออลิเกลได้มีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนจะเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น เธอได้หมุนโทรศัพท์หาจิรภาทันที

 จิรภาที่มีสภาพไม่แตกต่างกันนั้นกำลังเดินหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ภายในห้องพักของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอจึงแทบกระโดดเข้ารับโทรศัพท์

 “คะ คุณโย”

 จะเพราะความกังวลหรือหมกมุ่นก็เป็นได้ทำให้จิรภาค่อนข้างแน่ใจว่าคนที่โทรมาหาเธอนั้นเป็นโยทะกา และโยทะกาเองก็ดูเหมือนว่าจะรู้อยู่เหมือนกันว่าจิรภารอคอยโทรศัพท์จากเธอ ทั้งคู่จึงไม่มีการเกริ่นนำใดๆ ทั้งสิ้น

 “คุณมาหาผมที่ห้องได้ไหม?”

 “เดี๋ยวนี้เลยคะ”

 จิรภาใช้เวลาไม่นานเลยที่จะไปปรากฏตัวที่ห้องโยทะกา โดยที่รชตและทินกรไม่ทันได้เข้ามามีส่วนรับรู้ด้วย

 จิรภายังคงมีสีหน้าไม่ดีอยู่นั่นเองเมื่อเห็นโยทะกาที่ดูทีท่าว่ากำลังตกใจและขวัญเสียไม่น้อยเช่นกัน แต่ก็เป็นห่วงจิรภา พอๆ กับสงสัยในสิ่งที่เห็นในสนามบินจึงได้ถามออกไป ก่อนที่จิรภาจะมีโอกาสได้ถามเธอในสิ่งที่สงสัยเช่นกัน

 “คุณจีบอกได้ไหมว่าคุณเป็นอะไรที่สนามบิน”

 “คุณได้มองหน้าพีทหรือเปล่าคะ?”

 “พีท ทำไมหรือ?”

 จิรภามีสีหน้าแสดงความตื่นตกใจ ยิ่งเมื่อเธอนึกถึงใบหน้าของพีทเวลานั้น ตัวเธอก็พลันสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ โยทะกาจึงโอบกอดคล้ายกับจะปลอบใจ ซึ่งจิรภาก็ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วจึงค่อยเล่าได้สะดวกขึ้น

 “พีทน่ากลัวมากเชียวค่ะ ตอนที่คุณคุยเล่นกับคุณเค”

 “อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องระวังพีทแล้วสินะ”

 “ทำไมคุณโยพูดเหมือนคุณเองก็สงสัยพีทอยู่ล่ะคะ”

 ใบหน้าของจิรภาเต็มไปด้วยคำถาม เธอไม่เข้าใจสักนิดว่าเป็นเพราะเหตุใด โยทะกาจึงไม่ซักไซ้เธอให้ละเอียดกว่านี้ เหตุใดจึงเชื่อในสิ่งที่เธอเล่าทันที หรือเป็นเพราะโยทะกาเองก็เริ่มไม่ไว้ใจพีทเช่นเดียวกัน แต่คำตอบที่ได้รับนั้นยิ่งทำให้เธอต้องมองคนตรงหน้าอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 “ไม่หรอก แต่ตัวแปรเล็กๆ น้อยๆ เราก็ต้องเก็บรวบรวมไว้ไม่ใช่หรือ”

 “แต่ฉันอาจจะตาฝาดไปก็ได้นะคะ”

 “ไม่หรอก ขนาดคุณนึกย้อนกลับไป คุณก็ยังคงทำท่าทางหวาดกลัวเลย อย่างนี้รับรองได้ว่าคุณไม่ได้ตาฝาดหรอก”

 โยทะกาที่ลงนั่งขอบเตียงได้แต่พูดปลอบใจจิรภาที่มีสีหน้าไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเห็นเท่าไรนัก

 ในที่สุดจิรภาจึงทิ้งตัวลงนั่งข้างโยทะกาก่อนจะทอดตัวลงนอนตามแนวขวางของเตียง ด้วยเวลานี้เธอไม่จำเป็นต้องเก็บกิริยาอะไรในเมื่อทั้งเธอและโยทะกาต่างก็เป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่

 ขณะที่โยทะกา ซึ่งพูดปลุกปลอบจิรภากลับนั่งไหล่ห่อคอตกราวกับมีความรู้สึกกลัดกลุ้มเก็บอัดในใจ ในที่สุดเธอจึงถอนหายใจออกเสียงดังแล้วทอดกายลงนอนเคียงจิรภา สองมือประสานรองรับศีรษะ

 ทั้งคู่ทอดสายตาขึ้นมองโคมไฟแรงเทียนต่ำเป็นเวลานานกว่าโยทะกาจะตัดสินใจพูดบางสิ่งออกมา ซึ่งทำให้จิรภาตกใจจนผุดลุกขึ้นนั่งพับเพียบก้มตัวมองตาคนข้างๆ ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น

 “ฉันคิดว่าคุณลูวโครู้แล้วว่าฉันไม่ใช่โย”
 
 “อะไรนะคะ?”

 “อย่างที่ได้ยินนั่นล่ะ”

 “แล้วคุณทราบได้อย่างไรกัน”

 “ดอกลิลลี่”

 “อะไรนะคะ”

 “คุณเคยถามฉันใช่ไหมว่าคุณลูวโครู้ว่าตัวจริงของฉันเป็นใคร แต่ตอนนั้นฉันไม่เชื่อ”

 จิรภาพยักหน้ารับ แม้จะยังจนด้วยเหตุผลอยู่ก็ตาม

 “ตอนนั้นฉันไม่เคยคิดจะผูกเรื่องนี้ขึ้น เพราะเห็นว่ามันคงไม่บังเอิญขนาดนั้น แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจ เพราะฉันเพิ่งจะได้คิดวันนี้เองว่า AL ที่เคยมอบดอกไม้มาให้อย่างสม่ำเสมอนั้น อาจจะเป็นอเมทิสต์ ลูวโค แต่สิ่งที่ย้ำว่าสิ่งที่ฉันคิดนั้นไม่น่าพลาดก็คือคาเรน”

 “แล้วคาเรนมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะคะ”

 ทั้งสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยต่างๆ ของจิรภาทำให้โยทะกาหัวเราะออกมาในที่สุด เธอตะแคงตัวแล้วใช้มือรองรับศีรษะต่างหมอน แล้วคว้ามือจิรภามาจับเล่นอย่างที่ชอบทำเวลาใช้ความคิดเมื่ออยู่กับน้องชายหรือแพรวา

 “คุณยังไม่เคยเห็นฉันตอนเป็นมาดามไลลาใช่ไหม?”

 “ค่ะ”

 “แค่คุณมองคาเรน คุณจะพบเงาของฉันในนั้น”

 “อะไรนะคะ ฉันไม่เข้าใจ”

 ในดวงตาของจิรภาเต็มไปด้วยความสับสนอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งฟังโยทะกาพูดเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ

 “คาเรนมีอะไรหลายอย่างเหมือนฉันเวลาที่เป็นมาดามไลลามาก ทั้งเรื่องบุคลิก การแต่งตัว รวมถึงนิสัย”

 “แต่เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล”

 “ใช่ แต่ฉันถูกฝึกขึ้นมานะ จริงสิคุณไม่เคยรู้เรื่องของฉันนี่นา”

 โยทะกาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของจิรภา เธอลุกขึ้นนั่งแล้วเริ่มหาหมอนมาซ้อนแล้วนั่งพิงหัวเตียง จิรภาจึงคลานเข่าแล้วทำเช่นเดียวกับโยทะกา ทั้งคู่จึงนั่งเคียงคุยกัน

 โยทะกานึกย้อนไปเมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น กระทั่งมารู้จักกับฌอน ได้รับการฝึกฝนให้เข้าสังคม ให้สามารถต่อกรกับผู้คนที่เข้ารุมล้อมเธอเพื่อผลประโยชน์ รวมถึงวิธีการเอาชนะคนพวกนั้น

 “ภาพที่คุณเห็นเวลานี้คือตัวจริงของฉันค่ะคุณจี”

 “ตัวจริง”

 จิรภาย้อนคำพูดของโยทะกาอย่างใจลอย ขณะเดียวกันก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่โยทะกากำลังถ่ายทอด แม้ว่าจะยังมืดมนและไม่เข้าใจอะไรสักนิด อะไรคือตัวจริง อะไรคือการฝึกฝน เธอไม่เข้าใจสักอย่างเดียว เธอรู้จักแต่โยธิน กับโยทะกาเธอก็รู้จักเพียงผิวเผิน ซึ่งก็คล้ายโยธินมาก แล้วอย่างนี้ตัวจริงตัวปลอมที่โยทะกาพูดมันจะหมายถึงอะไรได้อีก

 “ตัวจริงของฉันจะมีบุคลิกไม่แตกต่างกับโยนัก เราสองคนคล้ายกันทุกอย่างรวมถึงอุปนิสัยใจคอ แต่เมื่อฉันแต่งงานและได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับสามี ฌอนไม่ต้องการให้ฉันเป็นอย่างที่เป็น เพราะฉันอาจจะถูกฝูงหมาป่าทั้งฝูงฉีกทึ้งไม่วันใดก็วันหนึ่ง เขาจึงฝึกฉันให้เข้มแข็ง ให้แข็งแกร่ง ซึ่งฉันเองก็ทำได้ดี ช่วงนั้นฉันเหมือนเด็กที่ถูกเอาใจจนเหลิง ไม่ว่าจะอยากได้อะไร ฌอนจะเสกสันมาให้ ไม่เคยมีคำว่าไม่ เขาชอบมองเวลาที่ฉันพึงพอใจกับสิ่งของต่างๆ บอกว่าเวลาฉันดีใจเมื่อถูกใจเหมือนเด็กเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดู ทั้งๆ ที่ฉันตัวโตออกขนาดนี้ และที่สำคัญเขาชอบที่จะคอยเอาอกเอาใจฉันมาก

 ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ฉันจะกลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง ใครขัดใจไม่ได้ ในเมื่อคนใกล้ตัวฉันที่สุดชอบที่จะให้ฉันตามใจตัวเองมากๆ อย่างนี้”

 โยทะกามองใบหน้าไม่เชื่อถือในสิ่งที่เธอพูดของจิรภาแล้วก็พาลหัวเราะออกมา

 “ก็คุณโยดูห่างจากสิ่งที่เล่าเหลือเกินนี่คะ”

 โยทะกาส่ายศีรษะช้าๆ

 “ตรงข้าม เวลานั้นฉันราวกับเป็นเจ้าหญิงเชียวนะคุณ ใช้ชีวิตหรูหรา ออกงานสังคมกับสามีเป็นว่าเล่น ในขณะที่พรสวรรค์ของฉันก็ทำให้ตัวเองเริ่มมีชื่อเสียง ภาพของมาดามไลลาไม่เคยวางแสดงได้เกินสัปดาห์จะมีบรรดาเศรษฐีจากทั่วโลกวิ่งเข้าประมูลกันมากมาย ไม่ต่างจากสามีของฉัน จนฉันได้ยืนในตำแหน่งใกล้เคียงกับสามี เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดทั้งของฉันและสามี แต่ฉันก็ต้องตกลงมาสวรรค์ด้วยฝีมือของพระเจ้า ฉันพบกับการทดสอบครั้งใหญ่”

 ใบหน้าโยทะกาเริ่มบิดเบี้ยวเมื่อต้องนึกถึงวันที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในโลก วันที่เธอจะได้บอกกับฌอนว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ยังไม่ปรากฏเป็นรูปร่าง แต่เพราะความสะเทือนใจทำให้เธอต้องเสียทั้งสามีที่รักและลูกที่เธอยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเป็นหญิงหรือชายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งหัวใจและสมองปิดตายไม่รับรู้อะไรอีก เธอเลือกที่จะลืมเลือนว่าเคยเกือบจะเป็นแม่คน พอๆ กับเลือกที่จะอยู่กับอดีตที่เคยมีสามีคอยประคบประหงมเอาใจ จนเมื่อเธอค่อยกลับคืนสติ เธอก็ไม่อาจวาดภาพเหล่าทูตสวรรค์ได้อีก ภาพในนามโยทะกาจึงเป็นภาพทิวทัศน์ และภาพพอเตตท์

 แม้ฝีมือจะยังคงมีอยู่ แต่เมื่อเริ่มสร้างสรรค์งานในแนวไลลากลับมือสั่นอย่างไม่อาจควบคุม ภาพเงาที่ฌอนเคยจับมือสอนการใช้พู่กันวิ่งไล่จินตนาการเหล่าเทวดานางฟ้าเขียนเป็นภาพ เทคนิคต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดพรั่งพรูเข้ามาในสมองจนเจ็บปวดและเผลอกรีดร้องออกมาหลายครั้ง จนในที่สุดทั้งแพรวาและโยธินบอกให้เธอเปลี่ยนแนวในการวาดภาพ เธอจึงกลับมาวาดภาพได้ ซึ่งถ้าเธอต้องสูญเสียพรสวรรค์อันนี้ไปอีกคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน

 โยทะกาหลับตานึกย้อนกลับไปในวันคืนเก่าๆ ที่ไม่เคยเล่าให้ใครอื่นได้ฟังมาก่อน

 “เมื่อฉันต้องสูญเสียเขาไป ร่างกายฉันอ่อนแอเหลือเกิน เวลานั้นฉันท้องลูกคนแรกของเรา โดยที่ฉันเพิ่งจะรู้ในเช้าวันนั้น แต่ฉันไม่มีโอกาสได้บอกเขา และดูเหมือนว่าลูกได้ตัดสินใจที่จะไปพบพ่อของเขาบนสวรรค์ เมื่อต้องขาดฌอนไปอย่างกะทันหัน สองวันต่อมาฉันก็มาเสียลูกไปอีก

 เวลานั้นฉันไม่มีหลักให้ยึด ไม่แรงใจให้ต่อสู้ ฉันเหมือนตายทั้งเป็น กลายเป็นซากศพที่มีชีวิต สมองของฉันถูกปิดตาย ฉันจำใครไม่ได้ แม้แต่พ่อและแม่ที่รักฉันมากกว่าใครในโลกก็ไม่อยู่ในความทรงจำของฉัน ฉันฝังมาดามไลลาไว้ในปราสาทเก่าแก่ที่สามีทิ้งไว้ให้

 กว่าจะกลับคืนมาเป็นอย่างที่คุณเห็นนี่ก็ใช้เวลามากกว่า 6 ปีเข้าไปแล้ว แล้ววันนี้ฉันกลับมาได้พบคาเรน เธอเหมือนฉันเมื่อครั้งที่เป็นมาดามไลลามากเหลือเกิน เพียงแต่ว่าคาเรนต่างจากฉันตรงที่นั่นเป็นลักษณะนิสัยที่แท้จริงของเธอ เธอเข้มแข็งอย่างที่ไม่ต้องเสแสร้ง ผิดกับฉันที่ความเข้มแข็งนี้ต้องขึ้นอยู่กับคนรอบข้าง”

 โยทะกาหันมองจิรภา แม้ดวงตาจะยังมีความขมขืน แต่ไม่สิ้นหวังอีกแล้ว เธอยิ้มให้กับจิรภาที่ดวงตาปริ่มไปด้วยน้ำตาและเริ่มร้องไห้ให้กับอดีตของโยทะกา

 จิรภาร้องไห้ไปพลางกอดโยทะกาไว้แน่นราวกับต้องการปลอดใจ ต้องการให้อ้อมกอดของเธอปัดเป่าความทุกข์ที่ผ่านมาแล้วเนิ่นนานนั้นให้จางหายไป

 ขณะที่โยทะกากลับเช็ดน้ำตาให้จิรภาอย่างอ่อนโยน เธอรู้ดีว่าเรื่องที่เล่านั้นมันหนักหนาสาหัส แต่เธอก็ผ่านมันมาแล้ว และเวลานี้เธอก็สามารถวางมันลงได้ เธอจึงส่งยิ้มอ่อนโยนให้จิรภาแล้วเริ่มพูดในสิ่งที่ไม่คิดจะเล่าให้ใครได้รับรู้ฟัง

 “เมื่อกลางวันฉันแอบไปหาคุณลูวโค แล้วฉันก็ได้รู้ความลับบางอย่างของเขา”

 “อะไรหรือคะ?”

 แม้จะยังตาแดงจมูกแดง แต่ก็ยังสนใจในสิ่งที่โยทะกาถ่ายทอดให้ฟัง ถึงจะลืมเลือนในสิ่งที่สงสัยไปแล้วก็ตาม

 “เขาไม่ได้แต่งงานกับคาเรนเพราะความรัก แต่เพราะอะไรเขาไม่ได้บอก แต่เวลานี้ถ้าฉันไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป ฉันพอจะบอกตัวเองได้แล้วว่า เขาแต่งงานกับคาเรนเพราะอะไร”

 “คุณโย แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป”

 “ทำอะไรไม่ได้เลยคุณจี คงต้องคอยดูกันต่อไป แต่ท่าเป็นอย่างที่ฉันคิดล่ะก็ คุณลูวโคจะไม่เปิดเผยความลับของฉันหรอก”

 “คุณมั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือคะ?”

 “อื่อ... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ต้องการเปิดเผยฐานะจริงๆ ของฉันเลย ไม่มีเจตนานั้นแม้แต่เล็กน้อย”

 “ถ้าอย่างนั้นคุณกลัวอะไรหรือคะ?”

 “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเคยได้รับลิลลี่มานานหลายปี ในทุกที่ที่ฉันไปปรากฏตัว จนฉันหายไป ไม่มีใครสืบหาฉันพบ ฉันก็ไม่เคยได้รับลิลลี่อีก แต่เมื่อฉันมาที่นี่และได้พบกัน ลิลลี่ที่เหมือนการ์ดแนะนำตัว ซึ่งฉันเลือกที่จะไม่เอามาผูกกันในทีแรกนั้น ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกกลัว คุณเข้าใจไหมคุณจี”

 จิรภาส่ายศีรษะไปมาด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่โยทะกาพยายามจะบอกแม้แต่น้อย

 “มันเหมือนความคลั่งไคล้ ฉันอาจจะคิดมากไปเอง หลงตัวเองมากไป แต่สิ่งที่เห็นทำให้ฉันคิดออกมาเป็นอย่างนั้น และมันทำให้ฉันกลัวเหลือเกิน หากความคลั่งไคล้นั้นมันรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่ได้”

 จิรภาตาโตด้วยความตื่นตกใจในความคิดของโยทะกา เธอมองตาโยทะกาแน่วนิ่ง และพบความหวั่นไหวในนั้น

 “แต่ว่าคุณลูวโคไม่น่า”

 “ค่ะ ไม่น่า แต่ฉันก็ไม่อาจไว้ใจอะไรใครได้เลยแม้แต่เขา”

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น