คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 มิ.ย. 52

 โยธินนอนมองเพดานห้องด้วยความรู้สึกกังวลอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าขณะนี้เขาจะมีพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกคอยให้กำลังใจและพยาบาลเขาเป็นอย่างดีจนอาการบาดเจ็บต่างๆ ค่อยทุเลาและหายเกือบเป็นปกติ แต่แล้วอยู่ๆ เขากลับรู้สึกกังวลและเป็นห่วงพี่สาวขึ้นมาเสียเฉยๆ

 เมื่อแรกที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกตินั้น เป็นช่วงเวลาบ่ายจัดเขารู้สึกวิงเวียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบัน มันจู่โจมเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาแพรวาที่เดินเล่นเคียงข้างกันในสวนถึงกับออกปากว่าหน้าเขาซีดเหลือเกิน กระทั่งเขาถึงกับทรุดตัวลงนั่ง

 อาการที่เกิดขึ้นกับโยธินในครั้งนี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่พี่สาวของเขาได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจที่สูญเสียฌอนไม่มีผิด จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตรงที่ครั้งนี้เขาเพียงแต่หน้ามืดเท่านั้น ไม่ได้ถึงกับหมดสติไปเหมือนครั้งนั้น

 โยธินพยายามปิดบังสิ่งที่เขาคิดไว้ในใจไม่ให้แพรวารู้ จึงแสร้งทำเป็นว่าที่เขาหน้ามืดนั้นเกิดจากการที่เขายังไม่หายดีอยู่นั่นเอง โดยที่เขาได้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจเป็นออดอ้อนแฟนสาวเสียแทน และก็เป็นผลให้เขาได้รับฝ่ามือที่ไม่ได้จริงจังนัก แต่เขาก็แสร้งทำเป็นโอดโอยให้แพรวายิ่งเกิดความหมันไส้มากยิ่งขึ้น

 โยธินคิดผิดเสียถนัด แพรวาเองเป็นอีกคนหนึ่งที่สนิทสนมกับชยากรพี่น้องเป็นอย่างดีจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่ารู้จักรู้ใจกัน เพียงแต่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานธรรมดาสามัญมากๆ อาจจะทำให้เธอคิดไม่ถึง (เช่นเรื่องที่เข้าใจผิดโยธินในเรื่องผู้หญิง)

 ดังนั้นขณะที่โยธินนอนมองเพดานด้วยความรู้สึกวิตกกังวล แต่ยังไม่อยากปักใจเชื่อว่าพี่สาวของเขากำลังตกอยู่ในภาวะบีบคั้น แพรวากลับเป็นฝ่ายที่ติดต่อหาโยทะกาเสียเอง

 หลังจากที่แพรวาดูแลให้โยธินเข้านอนดังเช่นปกติทุกวันแล้ว เธอไม่รอช้าที่จะรีบกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อติดต่อหาเพื่อนสาวทันที

 โยทะกาเองก็ยังอยู่ในอาการของคนที่นอนไม่หลับเช่นกัน แม้ว่าเธอจะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้จิรภาฟังไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกค้างคาใจก็ยังคงหลอกหลอนเธออยู่เช่นเดิม

 ระหว่างที่กำลังใจลอยอยู่นั่นเอง เสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเรียกสติของเธอกลับคืนมา ด้วยความเคยชิน เธอมองดูเวลาแล้วก็ได้แต่ยิ้มเมื่อเห็นว่าปลายสายนั้นเป็นใคร

 “ว่าไงจ๊ะแพรว ไม่เที่ยงคืนนี่ไม่คิดจะโทรหาหรือไง”

 “ถ้าเป็นคนอื่น เวลาอย่างนี้เราก็ไม่โทรหาหรอก แต่เป็นตัวหรอกนะ เราถึงกล้าน่ะ”

 ทั้งสองฝ่ายต่างประสานเสียงหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ โยทะการับรู้ได้ถึงเสียงลมหายใจที่ติดขัด หนักหน่วงของเพื่อนสาวคล้ายกับเวลาที่เธอต้องการตัดสินใจอะไรบางอย่างทำให้เธออดที่จะถามเสียไม่ได้

 แพรวาเองก็มีอาการอึกอักไม่แพ้กัน เธอไม่อยากคิดมากและไม่อยากให้เพื่อนคิดว่าเธอเริ่มจะประสาทเสียอีกแล้วด้วยความเป็นห่วง

 “โยเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”

 น้ำเสียงร้อนรนของโยทะกาทำให้แพรวารีบละล่ำละลักตอบออกไปเช่นกัน

 “เปล่าเลย โยไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่ว่าวันนี้โยหน้ามืดในสวน”

 โยทะกาหัวเราะออกมาเบาๆ

 “อะไรกันแค่พ่อน้องชายฉันเป็นลมแค่นี้ก็ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย”

 แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับมาของแพรวากลับทำให้โยทะกาเกิดอาการชะงักงันไป

 “ตัวอาจไม่รู้นะ แต่ว่าเวลาที่โยธินเกิดหน้ามืดหรือเป็นลมส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากสภาพจิตใจของตัวนะ”

 “อะไรนะ”

 โยทะกาไม่เข้าใจในสิ่งที่แพรวากำลังจะบอกสักนิด เมื่อครั้งที่เธอสูญเสียฌอนไปนั้น เธอไม่อาจมองหน้าใครได้อย่างเต็มตาและไม่อาจรับรู้อะไรได้ด้วยสติอันสมบูรณ์ กระทั่งเมื่อเธอกลับคืนมาเป็นโยทะกาคนเดิมแล้วเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวก็ได้รับการถ่ายทอดอย่างไม่ปะติดปะต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาการเจ็บป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุของโยธิน โยทะกาไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อย

 เมื่อมาได้ยินอย่างนี้แล้วก็ทำให้เธอได้แต่งงงันก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ เพราะความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเริ่มหวนคืนมา ทั้งๆ ที่เธอลืมเลือนไปเสียนานแล้ว

 ครั้งนั้นโยทะกาเสียใจเรื่องลูกหมาที่บ้านคุณย่าตาย เธอเอาแต่ร้องไห้จนเป็นลม แต่เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมากลับได้รับรู้ว่า หลังจากที่เธอหมดสติไปไม่นานนัก โยธินที่ออกไปซื้อของกับคุณแม่ที่ตลาดก็เป็นลมเช่นเดียวกัน และยังมีเหตุการณ์อีกหลายต่อหลายครั้งที่สองพี่น้องมักจะเป็นพร้อมๆ กัน

 อารมณ์ความวิตกกังวลต่างๆ สองพี่น้องสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้อยู่เสมอ

 จนเมื่อโยทะกาแต่งงานไปแล้ว เธอได้รับการเอาอกเอาใจอย่างมากมายเสียจนไม่เคยมีอะไรมากระทบกระเทือนใจ กระทั่งมีเรื่องฌอนเกิดขึ้น แต่เธอก็ลืมเลือนไปแล้ว และเวลานี้คนที่ย้ำเตือนสายใยความสัมพันธ์ของคู่แฝดกลับไม่ใช่พ่อหรือแม่เหมือนอย่างเคย แต่กลับกลายมาเป็นแพรวา

 “แสดงว่าวันนี้โยเป็นแบบนั้นอีกแล้วหรือ?”

 “อื้อ ตอนบ่ายแก่ๆ น่ะ เดินเล่นอยู่ดีๆ ก็วูบไปเฉยๆ เรารู้ว่าเขากังวลแล้วก็พยายามปิดเรา แต่พอเห็นเขาเป็นแบบนี้เราก็พลอยเป็นห่วงตัวขึ้นมาน่ะ ถ้าตัวสบายดีเราก็หายห่วง แต่ถ้าไม่เราก็อยากให้ตัวรู้ไว้ว่าคนที่นี่เป็นห่วงตัวมาก”

 “ขอบใจนะเพื่อน คือความจริงวันนี้มีเรื่องให้เราตกใจน่ะ ตกใจมากจนเราเองก็วูบไปเหมือนกัน”

 “ตกใจ? ยังมีอะไรให้คนอย่างตัวตกใจได้อีกหรือเนี่ย”

 แม้น้ำเสียงนั้นจะเต็มไปด้วยอาการยั่วเย้าอย่างคนสนิทสนมคุ้นเคยกัน แต่โยทะกาก็รู้ว่าแพรวาแสร้งทำเพื่อปิดบังอาการห่วงใยที่มันชัดเจนเหลือเกิน

 “ก็ถ้าเธอมาพบคนที่เหมือนตัวเองมากๆ จะรู้สึกยังไงล่ะ?”

 “เหมือนตัวเองมากๆ? ไม่เห็นเข้าใจ”

 มีเสียงหัวเราะดังมาจากโยทะกาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ต้องมีคำถามนี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะคนที่คุ้นเคยกับโยทะกาจะไม่เชื่อว่าเธอเป็นคนเดียวกับมาดามไลลา เช่นกัน คนที่คุ้นเคยกับมาดามไลลาก็จะไม่เชื่อว่าเป็นคนเดียวกับโยทะกา

 “มาดามไลลาตัวจริงน่ะสิ”

 “พูดอะไรน่ะไม่เห็นจะเข้าใจ แปรความให้เข้าใจหน่อยได้ไหม?”

 “ก็เธอว่าเราตอนนี้กับตอนที่เป็นมาดามไลลาน่ะ เหมือนกันไหม?”

 “ไม่เหมือน ต่างกันสุดขั้วเลย”

 “ก็นั่นล่ะ ที่เรากำลังจะบอก วันนี้เราเจอผู้หญิงคนนึง หน้าตาน่ะไม่เหมือนเราหรอก แต่บุคลิก ลักษณะ ท่าทางการเดินการพูดการจา เหมือนเราตอนเป็นมาดามไลลาเปี๊ยบเลย”

 “ฮ๊า! จริงสิ”

 “จริง เล่นเอาเราตกใจไปเลย ที่สำคัญเขาเป็นแม่ของเด็กที่เราหลงรักเสียด้วย”

 “อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อน เมื่อกี๊ว่าไงนะ”

 “เราบอกว่าเธอเป็นแม่ของเด็กที่เราหลงรัก”

 “นั่นล่ะ ตัวไปหลงเด็กที่ไหนเข้า”

 “ลูกชายเจ้าของโรงแรมน่ะ ชื่อมาลาไคท์ น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ถ้าลูกเรายังอยู่ก็คงจะไล่ๆ กับมาร์นี่ล่ะ”

 “นี่อย่าบอกนะว่าตัว หลงคิดไปว่าเด็กคนนั้นเป็น...”

 “เราไม่บ้าขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ว่าเราเอ็นดูแกก็เท่านั้น”

 “แล้วไป”

 ในที่สุดทั้งสองคนก็เลิกพูดเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้แล้วหันมาถามไถ่ถึงเรื่องต่างๆ ทั่วไป ก่อนจะวางสายนั้น โทรศัพท์ของโยทะกาก็มีสายเรียกเข้าอีกสายหนึ่งที่ทำให้เธอต้องเปิดรอยยิ้มกว้างขึ้น

 “ว่าไงพ่อน้องชาย วันนี้เป็นลมหรือเรา”

 “แพรวโทรมาฟ้องหรือฮะ?”

 “ไม่ได้โทรมาฟ้อง แต่โทรหาพี่เหมือนที่เธอโทร เพราะเป็นห่วงกลัวว่าพี่จะเป็นอะไรไปเหมือนคราวนั้น”

 “แล้วพี่”

 “พี่สบายดีทุกอย่าง เพียงแต่ว่าวันนี้เจอเรื่องน่าตกใจเท่านั้นเอง แล้วเราล่ะไม่เคยเล่าให้พี่ฟังเลยว่าตัวเองต้องมาเจ็บป่วยเพราะพี่เรื่องฌอน”

 “โอ๊ยพี่โย จะไปเท้าความกับเรื่องเก่าไปทำไม แค่พี่กลับมาเป็นพี่ของผมได้เหมือนเดิม แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว”

 “ใจดีเหลือเกินนะโย”

 “เฉพาะกับพี่สาวของผมคนนี้เท่านั้นล่ะครับ เราก็มีกันอยู่เท่านี้ ถ้าขาดใครไปเราก็คงแย่”

 “ใช่แย่ แต่พี่ก็ต้องขอบใจนะโยที่เป็นห่วง แต่รับรองเลยว่าคราวนี้พี่จะดูแลตัวเองดีๆ แล้วก็จะทำหน้าที่แทนเธออย่างเต็มที่ พี่เองก็ห่วงเธอเหมือนกัน ดูแลตัวเองดีๆ นะ แล้วก็อย่าดื้อกับแพรว มีอะไรก็คุยกัน เธอกังวลอะไรก็คุยกับเขาอย่าเก็บไว้คนเดียว การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับความไว้วางใจ ได้ร่วมแชร์ความรู้สึกกับคนรักน่ะมีค่ามากนะ แล้วแพรวเองก็คงต้องการอย่างนั้นเหมือนกัน”

 “ขอบคุณครับพี่”

 “สบายใจแล้วนะ”

 “ฮะ”

 “ถ้าอย่างนั้นก็นอนหลับฝันดีนะจ๊ะ”

 “เหมือนกันนะฮะ”

 “จ๊ะ”

 
 โยทะกาคลายความกังวลใจไปได้มากเมื่อได้ฟังเสียงทุ้มนุ่มของน้องชาย แต่ระหว่างที่เธอกำลังเคลิ้มจวนแจจะหลับนั่นเอง เธอต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อขวดที่วางไว้กับลูกบิดประตูห้องเลื่อนลงมาตกแตกเสียงดังสนั่น

 เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้ตัวคนร้ายที่พยายามเปิดประตูสะดุ้งสุดตัวพร้อมๆ กับคนนอนห้องข้างๆ รีบทะลึ่งตัวเปิดประตูพรวดออกมาทันเห็นหลังไวไวของใครคนหนึ่งที่ผละออกจากประตูห้องแล้วออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว

 “เฮ่ย! ใคร”

 รชตมีเพียงกางเกงขายาวตัวเดียวเท่านั้นเมื่อวิ่งไล่กวดคนชุดดำในความมืดนั้น แต่เขาก็ไล่ตามไม่ทัน เมื่อกลับมาถึงห้องพักของโยทะกาก็พบว่ามีคนหลายคนยืนล้อมรอบตัวเธอและเสียงสอบถามเซ็งแซ่

 แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นทันที เพราะโยทะกาไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่กลับมีมือของเคกอบกุมมือเธอไว้ สีหน้ามีความเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง

 “ไม่เป็นไรนะโย”

 “ฮะ มันยังไม่ได้เข้าห้องผม”

 ทินกรเองก็เห็นเช่นกันว่าเคดูมีท่าทีอาทรต่อโยทะกามากเกินกว่าเพื่อนร่วมงานและกลัวเหลือเกินว่าอาจจะเผลอโอบโยทะกาเข้า ซึ่งเคก็จะจับได้ทันทีว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่โยธิน เขาจึงแสร้งทำเป็นเดินโอบไหล่โยทะกาอย่างแนบเนียนแล้วพาเธอกลับเข้าห้องพัก

 ทินกรบังคับให้โยทะกานั่งลงริมเตียงโดยเขาขนาบด้านหนึ่งและจิรภานั่งอีกด้านปิดกั้นไม่ให้เคมีโอกาสได้เข้าใกล้โยทะกาได้อีก

 รชตคลายความเครียดลงได้อย่างทันที เขาพยายามมองหาอาการตื่นตระหนกบนใบหน้าของโยทะกาก็พบว่ามันมีแต่ความครุ่นคิดเสียมากกว่าจะเป็นอาการเสียขวัญ

 เมื่อเธอมองดูคนที่รายล้อมรอบตัว สีหน้าทุกคนแสดงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง อีกทั้งยังมองดูเธอเป็นตาเดียวกัน ทำให้เธอต้องหัวเราะออกมา

 ทั้งทินกรที่ใส่ชุดนอนลายคุณหมีที่ขัดกับตัวเองสุดๆ ‘สงสัยเมียเลือกให้แหง’ โยทะกาได้คิดในใจ

 ทั้งรชตที่เธอสาบานได้เลยว่าโอกาสที่จะได้เห็นกล้ามอกสวยๆ กับไรขนบางแบบนี้คงไม่มีให้เห็นอีกเป็นครั้งที่สอง

 จิรภาที่แม้จะคว้าเสื้อคลุมมาใส่แต่ผมของเธอกลับยุ่งเหยิงและใบหน้าที่ยังไม่ได้ตบแต่งนั้นมันเสียจนสะท้อนแสงได้

 และคนสุดท้ายที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ‘เค’ เธอไม่เคยเห็นเขาปล่อยผมมาก่อนเลย เพราะตลอดเวลาเขามักจะถักเปียยาวและเธอได้ค้นพบว่าชายตรงหน้านี้มีผมสวยเหลือเกินใบหน้าที่ยังไม่ได้โกนหนวดเคราก็ทำให้ใบหน้านั้นเข้มคมขึ้นออกจะเป็นไรเขียวน่ามอง ดวงตาของเขาไม่คลาดไปจากใบหน้าของเธอ และความเป็นห่วงใยก็ยังสถิตอยู่ในนั้น

 ในที่สุดโยทะกาจึงถอนหายใจอย่างหนัก เธอส่งยิ้มให้กับทุกคนแล้วจึงพูดในสิ่งที่รู้สึกออกไป

 “ทุกคน ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย หมอนั่นยังไม่ได้เข้าห้องเสียด้วยซ้ำไป”

 “ก็จริง แต่เราทุกคนก็เป็นห่วงนายนะ”

 โยทะกาหันมองทินกร เธอส่งยิ้มให้เขาด้วยความขอบคุณ พร้อมกับตบบนหลังมือเขาเบาๆ อย่างปลอบใจ

 “ขอบคุณฮะ ผมทราบดีว่าทุกคนเป็นห่วงผม แต่ก็อย่างที่เห็น ผมพยายามดูแลตัวเองในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆ มุกขวดแก้วของผมก็ช่วยให้ผมรอดตัวคราวนี้ได้”

 “ใช่”

 ทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่โยทะกากล่าวและออกจะคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไปว่า เธอไปเรียนรู้เรื่องแบบนี้มาจากที่ใดกัน แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคาดเดาความคิดของทุกคนออก จึงหัวเราะออกมาเบาๆ เธอเอนตัวไปด้านหลังโดยใช้สองมือค้ำยันตัวเองไว้

 “เมื่อก่อนผมเคยไปอยู่กับพี่ที่ต่างประเทศ พวกคุณคงไม่คิดว่าเรื่องการบุกรุกเข้าห้องพักจะมีแต่ที่บ้านเราหรอกนะ พี่เขยผมเป็นคนสอนเรื่องนี้เอง เราไม่รู้ว่าเราจะตกอยู่ในอันตรายเมื่อไร ต้องดูแลรักษาตัวเองได้ในระดับหนึ่งก่อน ถ้าปล่อยให้คนร้ายบุกเข้าถึงตัวก็เสร็จ”

 ทุกคนพาหันถอนหายใจแล้วในที่สุดการประชุมเครียดก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีเคเข้าร่วมขบวนการด้วย แม้ว่าหลายครั้งรชตจะมองเห็นร่อยรอยของความสับสนแกมกังวลใจในสายตาของเคบ้างก็ตาม

 กระทั่งคนทั้งหมดพากันออกจากห้องพักของโยทะกาไป จิรภาเป็นคนสุดท้ายที่ล่ำลาเธอและเดินออกมาบ้าง แม้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นห่วงจิรภาเช่นกันแต่ดูเหมือนว่าเวลานั้นจะมีพนักงานโรงแรมหลายคนเดินผ่านมา พวกเขาจึงไม่รู้สึกกังวลนักอีกทั้งห้องพักของเธออยู่ติดกับห้องทินกรนี่เอง

 แต่ระหว่างที่เธอใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้าห้องพักกลับมีใครคนหนึ่งยืนซ้อนหลังเธอ อาการเครียดเขม็งทำให้ร่างกายของเธอกระตุกโดยแรง แม้ว่าพยายามจะระงับสติไว้พอสมควรแล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังก็เห็น เธอจึงได้ยินเสียงหัวเราะในคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะทุ้มๆ ที่เธอไม่เคยได้ยิน แต่เสียงพูดของเขากลับทำให้เธอรีบหันมามองหน้าเขาเต็มตา พร้อมกับฝ่ามือที่เตรียมฟาดบนใบหน้าเขา แต่ก็ถูกรวบไว้อย่างง่ายดาย พร้อมๆ กับถูกผลักเข้าห้องพักไป

 “ไม่ต้องตกใจผมเอง”

 “คุณ”

 เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องจิรภาก็ต่อว่าเขาทันที

 “นี่คุณพล คุณไม่ควรโผล่มาเงียบๆ อย่างนี้เลย”

 “โอ๋ๆ ผมรู้ว่าคุณกำลังขวัญเสีย ให้ผมช่วยปลอบใจไหม”

 จิรภาชี้ใบหน้าทะเล้นของพลที่ลอยหน้าลอยตาพูดทำให้เธอเริ่มโมโหเดือด ถึงขนาดคว้าคอเสื้อเขาขึ้นมาตะโกนใส่อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อนเลยสักครั้ง

 “ไอ้บ้าเอ๊ย! เป็นตำรวจบ้าอะไรมาทำให้ประชาชนตกใจยังไม่พอ ยังมากวนประสาทอีก เดี๋ยวแม่ก็ซัดให้หรอก”

 ดวงตารุกเรืองกับริมฝีปากบางที่ตวาดแว๊ดๆ ของจิรภาไม่ได้ทำให้พลสะท้านสะเทือนสักนิด เพราะระดับสายตาของเขาเวลานี้กำลังสนใจสิ่งที่อยู่ต่ำลงไปเล็กน้อยที่บังเอิญลอยเด่นอยู่ตรงหน้ามากกว่า

 หาไม่ได้ง่ายๆ เลยที่ใครจะมีโอกาสได้เห็นเนินเนื้อใต้ร่มผ้าของจิรภาเพราะเธอเป็นคนแต่งตัวมิดชิดมาก ยิ่งเวลานี้มันมาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วพลเองก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหนมีหรือจะไม่สนใจมอง ออกจะชื่นชมอยู่ไม่น้อยเสียด้วยซ้ำ

 เมื่อจิรภารู้สึกว่าพลไม่ได้มองที่หน้าแต่กลับมองต่ำลงไป ทำให้รีบผละห่างออกจากเขาทันทีพร้อมกับใช้สองมือโอบไหล่ตัวเองด้วยอาการปกป้อง ดวงตากราดเกรี้ยวส่งให้เขาโดยเฉพาะ

 “ไอ้ตำรวจชีกอ”

 “อะไรกัน อยู่ๆ คุณก็เดินมาให้ผมมองเองนา แล้วอกสวยๆ แบบนั้นมาอยู่ตรงหน้าใครไม่มองก็ตุ๊ดแล้วล่ะคุณ”

 “ไอ้ๆๆ”

 “ใจเย็นๆ สิ ที่ผมมานี่ไม่ได้มาชวนทะเลาะนะขอรับ”

 จะอย่างไรก็แล้วแต่ พลก็ยังคงท่าทีกวนประสาทไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งทำให้จิรภาโกรธเขาเหลือเกิน แต่ก็พยายามสะกดกลั้นอาการนั้น พอๆ กับพยายามยืนอยู่ให้ห่างจากผู้ชายตัวโตและมองเขาด้วยสายตาราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรคร้ายที่ไม่ควรเข้าใกล้

 “ไม่ต้องมองผมอย่างนั้นหรอก ตอนนี้ผมยังไม่มีอารมณ์พิศวาสคุณหรอก ถึงแม้ว่าตัวคุณจะน่าพิศวาสมากๆ ก็ตามเถอะ”

 จิรภาค้อนคมให้พลเสียครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ได้แล้วจึงเดินไปทิ้งตัวที่ชุดรับแขกเล็กติดหน้าต่าง แล้วมองพลด้วยสายตาเอาเรื่อง

 “งั้นบอกเรื่องของคุณมา”

 “คุณนี่ไม่น่ารักเอาเสียเลย”

 “ฉันก็ไม่ได้อยากให้มารักเสียหน่อย อีกอย่างนะ อีกไม่กี่ชั่วโมงฉันต้องไปทำงาน ถ้าไม่ได้พักแล้วฉันจะเอาแรงที่ไหนไปวิ่งงาน”

 “ก็จริง งั้นตรงประเด็นเลย เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้น”

 “ก็แล้วทำไมไม่ไปถามเคเล่า มาถามฉันทำไม”

 “ก็อยากไปถามมันอยู่หรอก ถ้าไม่เป็นเพราะมันมัวแต่หงุดหงิดเสียสติแล้วทิ้งผมเอาดื้อๆ หันไปหันมาก็มาเจอคุณก็เลยตามคุณมา”

 จิรภาได้แต่มองคนตัวโตแต่นิสัยเด็กด้วยสายตาเกือบๆ จะกลายเป็นเอือมระอาแล้วจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง

 “แล้วคุณคิดว่าใครกันที่พยายามจะเข้าห้องคุณโย”

 “ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ถ้ารู้ก็คงไม่ต้องมาหน้ามืด หรือต้องมาให้ตำรวจอย่างคุณมาคอยคุ้มครองอยู่อย่างหนี้หรอก ว่าแต่คุณไปมุดหัวอยู่ไหนมาทำไมไม่มาเฝ้าหน้าห้องโยปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรกัน..”

 จิรภายังพูดไม่ทันจบเธอก็ถูกตัดบทเสียก่อน

 “ก็แล้วคุณรู้อยู่ตลอดเลยหรือไงกันว่าผมมาด้วย”
 
 “เปล่า”

 “นั่นไง คุณก็ไม่รู้ ความจริงผมก็มาพร้อมกับคุณนั่นล่ะ บนรถตู้ไปรับแม่นางแบบนั่นผมก็ไปด้วย แต่หนนี้ผมคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนร้ายคิดจะบุกเข้าห้องโย แล้วก็ปลีกตัวออกมาจากพวกพนักงานยากเหลือเกิน จากนี้ผมคงต้องระวังให้มากกว่านี้ ว่าแต่คุณพอจะรู้สึกผิดสังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า?”

 จิรภาพยายามคิด แม้ว่าจะมีเรื่องติดใจสงสัย แต่เธอก็นึกไม่ออก แล้วที่สำคัญเวลานี้เธอก็ง่วงนอนเหลือเกินแล้ว และไม่รู้ว่าคนตัวโตตรงหน้าเมื่อไรจะจากไปเสียที

 “เมื่อไรคุณจะกลับเสียที ฉันง่วง”

 “คุณก็นอนไปสิ ผมก็จะนอนเอาแรงเหมือนกัน”

 “เฮ่ย! ได้ไง นี่มันห้องฉัน คุณก็ไปนอนห้องคุณสิ”

 “นี่คุณไม่ได้ฟังผมเลยหรือไง ผมก็บอกคุณแล้วว่าผมเข้าห้องไม่ได้”

 “แต่”

 “ไม่แต่ล่ะครับ คุณง่วง ผมก็ง่วง แล้วผมก็สาบานเลยว่าจะไม่ลักหลับคุณแน่ๆ บอกตรงๆ วันนี้ผมเหนื่อย วิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน เอ้า! คุณก็ไปนอนที่เตียงโน่น เดี๋ยวผมนอนตรงนี้เอง”

 ‘ตรงนี้’ ที่พลว่าก็คือบนพื้นพรมข้างหน้าต่างหลังชุดรับแขกนั่นเอง ซึ่งเขาเองก็ทิ้งตัวลงนอนเอาดื้อๆ ทำเอาจิรภาต้องส่ายศีรษะด้วยความระอาปนเหนื่อยใจ

 ‘ซกมกจริง คนอะไร’

 แล้วจิรภาก็คว้าเอาหมอนกับผ้าห่มสำรอง รวมถึงผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำมาโยนให้พล

 “อะไรกันอีกล่ะเจ๊”

 “เอ๊า! ก็ดูนอน เห็นแล้วอนาจจริงๆ”

 ขณะที่จิรภาเดินหันหลังกลับไปนอนทั้งๆ ที่ไม่ได้ถอดเสื้อคลุมออกและไม่คิดจะปิดไฟ พลกลับยิ้มขึ้นมาแล้วจัดแจงปูผ้าแล้วนอนมองแผ่นหลังของจิรภากระทั่งหลับไป


******************************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น