คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF Aldnoah zero] MOTHER [จบแล้ว]

การตายของสเลน ทรอยยาร์ดนำมาสู่ความสงบสุขระหว่างโลกและดาวอังคาร...นี่คือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ หากแต่ความจริงแล้วสเลน ทรอยยาร์ดยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านไคซึกะ พร้อมกับลูกแฝดอายุสี่ขวบอีกสองคน

ยอดวิวรวม

2,585

ยอดวิวเดือนนี้

32

ยอดวิวรวม


2,585

ความคิดเห็น


17

คนติดตาม


145
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  2 ส.ค. 62 / 23:30 น.
นิยาย [SF Aldnoah zero] MOTHER [] [SF Aldnoah zero] MOTHER [จบแล้ว] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


การตายของสเลน ทรอยยาร์ด
นำมาสู่ความสงบสุขระหว่างโลกและดาวอังคาร
...นี่คือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ



หากแต่ความจริงแล้ว
สเลน ทรอยยาร์ดยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านไคซึกะ
...พร้อมกับลูกแฝดวัยสี่ขวบอีกสองคน



ในตอนนี้บ้านไคซึกะมีสมาชิกถึงสี่คน
นั่นก็คืออินาโฮะ สเลน และลูกชายฝาแฝด
เป็นครอบครัวชายล้วนที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
จนทำให้หลายคนอิจฉา



...แต่มันกำลังจะหายไปในไม่ช้า
เมื่อความสัมพันธุ์ของโลกและดาวอังคาร
พัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ
ส่วนสองแฝดวัยอนุบาลก็เริ่มจะดื้อรั้นมากยิ่งขึ้น
จนนำมาสู่เหตุการณ์ครั้งใหญ่
ที่ทำให้ครอบครัวไคซึกะไม่มีวันลืม



แนะนำตัวละคร
*มีตัวละครใหม่ที่ต้องเข้ามาเพิ่มสีสันให้กับเรื่องนะคะ*



ไคซึกะ อินาโฮะ
               เป็นทหารสัญญาบัตรที่มียศเป็นถึงพันโท ไม่เคยพกพร่องทั้งเรื่องการงานและครอบครัว อารมณ์และสีหน้าเรียบนิ่งจนเข้าถึงยาก แต่เมื่ออยู่บ้านเขามักจะยิ้มให้ภรรยาสุดที่รักและลูกๆ เสมอ เพราะยุคสมัยที่เปิดกว้างทำให้เขากังวลเรื่องความปลอดภัยของสเลนมากยิ่งขึ้น





ไคซึกะ สเลน
               เดิมชื่อสเลน ทรอยยาร์ด แต่เปลี่ยนเป็นไคซึกะ สเลนเพื่อปกปิดฐานะอาชญากรของตัวเอง และเพื่อผลดีต่อประวัติของลูกแฝด ถึงจะเปลี่ยนนามสกุล แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ เขามักอยู่แต่ในบ้านแทบได้ไม่ออกไปไหน เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว





ไคซึกะ นาโอกิ
             แฝดคนพี่ที่ได้ดวงตาและนิสัยมาจากแม่ ร่าเริง ยิ้มเก่งและช่างถาม ผู้ใหญ่คนไหนพบเห็นต่างก็หลงรัก เป็นเด็กที่หลงใหลในธรรมชาติ ติดแม่มากและชอบขี่คอพ่อ





ไคซึกะ เซน
               แฝดคนน้องที่ได้ดวงตาและนิสัยมาจากพ่อ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกัน ชอบศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ชอบนอนหนุนตักแม่และชอบให้พ่อสอนหนังสือให้





คาร์ไลล์ เวิร์ส อัลลูเซีย
องค์ชายเพียงองค์เดียวของอาณาจักรเวิร์ส บุตรชายอายุสี่ขวบของจักรพรรดิครันไคร์ ครูเทโอ้และจักพรรดินีอัสเซลัม เวิร์ส อัลลูเซีย มาศึกษาที่โลกตั้งแต่ชั้นอนุบาล เพราะหลงใหลในธรรมชาติไม่แพ้ผู้เป็นแม่ และเป็นเพื่อนร่วมชั้นของสองแฝดไคซึกะ มีความสนใจในทฤษฎีทรอยยาร์ดและตัวตนของสเลน ทรอยยาร์ดมากเป็นพิเศษ





โจชัว คิดแมน
เป็นผู้ติดตามของเจ้าชายคาร์ไลล์ เวิร์ส อัลลูเซีย เป็นคนที่เคร่งครัด เงียบขรึมและจริงจัง
ชื่นชมเจ้าชายคาร์ไลล์มาก ทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของเจ้าชาย




=================================

จ๊ะเอ๋ กุ้งดำกลับมาแล้วจย้า
ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอโทษงามๆ ลงเลทไปตั้งเดือนนึง แฮ่ๆ
คิดไม่ถึงว่าเปิดเทอมได้แค่วันเดียววิชาเดียว ก็ได้การบ้านมาตั้งหกบท
ตาแหกสิครัช อาจารย์ช่างไร้ปราณีเสียจริง TT
ครั้งนี้เอาเรื่องสั้น 'Mother'' มาเสิร์ฟตามสัญญา อิอิ
หวังว่าจะชอบกันน๊าา



'Mother'
เป็นเรื่องหลังจากสงครามสงบมาหลายปีแล้ว
ส่วนอินาโฮะที่ไปจิ๊กตัวคุณภรรยามาประคบประหงมที่บ้าน
ก็เกิดอยากจะมีลูกขึ้นมา แล้วต้องเป็นลูกที่มีเชื้อสายของเขาและสเลนเท่านั้นด้วย!
อ้อนอยู่ตั้งหลายปี แล้วสุดท้ายก็สมหวัง!
ทีนี้เรามาดูกันว่าครอบครัวไคซึกะเขาอยู่กันแบบไหน
แล้วจะเกิดอะไรกับพวกเขาบ้าง
ไปอ่านกันเล้ยยย!!


...เนื้อเรื่องจะทยอยเอามาลงทีละนิดน๊า กุ้งดำไม่สะดวกลงรวดเดียวหมด
เพราะช่วงท้ายเรื่องยังติดขัดนิดนึง
กด Favorite ไว้ก็ได้ มันจะได้ขึ้นแจ้งเตือน...



ป.ล.หากอยากติชมอะไรใส่มาได้เต็มที่เลยเน้อ สัญญาว่าไม่โกรธแน่นอน

ป.ล.2 ใครอยากสูบภาพประกอบตามไปที่เพจ'กุ้งดำ'เลยเน้อ


+++ฝากเรื่องอื่นๆ ของกุ้งดำด้วยน๊า+++








cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 ส.ค. 62 / 23:30




                    เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังแว่วมากจากลานตากผ้าข้างบ้าน มือบางเปิดประตูกระจกบานเลื่อนแล้วเดินออกไปพร้อมตะกร้าผ้าใบใหญ่ ทยอยเก็บเสื้อผ้าของเด็กและผู้ใหญ่ที่ตากไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยงลงตะกร้า แล้วเดินเข้ามานั่งพับต่อในตัวบ้านด้วยความชำนาญ ไม่นานผ้ากองโตก็ถูกพับและเรียงเข้าตู้เสื้อเสื้อผ้าทั้งสองหลังอย่างเป็นระเบียบ นาฬิกาที่บอกเวลาห้าโมงเย็นสิบห้านาทีทำให้ร่างโปร่งบางตัดสินใจเดินเข้าไปในครัว แกะกล่องไดฟุกุที่เอาออกมาพักเย็นไว้ตั้งแต่ก่อนไปเก็บผ้า แล้วเรียงไดฟุกุไส้สตรอเบอร์รี่สีขาวนุ่มลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีดำอย่างสวยงาม

                    

                    ทันใดนั้นเองเสียงเครื่องยนต์รถก็ดังมาจากหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงเปิดประตูรั้ว มือเรียวเร่งจัดเรียงไดฟุกุ  ทั้งหมดลงในจาน จากนั้นก็รินน้ำใส่แก้วเปล่าอีกสี่ใบอย่างรวดเร็ว


                    “แม่ฮะ ผมกลับมาแล้ววว” เสียงเด็กชายวัยห้าขวบตะโกนมาจากประตูบ้าน จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าสองคู่ที่วิ่งเข้ามาในครัว เมื่อทั้งคู่พบเป้าหมายที่ยืนคลี่ยิ้มรออยู่ข้างโต๊ะกินข้าวก็กระโจนเข้าใส่ทันที


                    แรงกระโจนจากเด็กชายทั้งสองส่งผลให้คุณแม่เซถอยหลังไปหลายก้าว แต่เขาก็ไม่คิดถอยไปมากกว่านั้น สองมือรีบยกขึ้นโอบกอดร่างลูกแฝดอย่างรักใคร่ทันที


                    “อย่ากระโจนแรงนักสินาโอกิ เซน เดี๋ยวแม่ก็ล้มหรอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น ชายร่างสูงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มเดินเข้ามาในครัว แล้ววางถุงที่หิ้วมาด้วยลงบนโต๊ะกินข้าวอย่างเบามือ


                    “ขอโทษฮะ ก็ผมคิดถึงแม่นี่นา” นาโอกิพูดพร้อมช้อนตาสีเขียวทะเลสาบขึ้นมองคุณแม่ที่มีดวงตาสีเดียวกันอย่างรู้สึกผิด ส่วนเซนก็เอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่เกือบจะเหมือนพ่อว่า “ผมก็ขอโทษฮะ”


                    “ไม่เป็นไร” สเลนคลี่ยิ้ม ยกมือขึ้นลูบพวงแก้มยุ้ยๆ ของเด็กทั้งสองแล้วหันไปพูดกับอีกคนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ “นายกังวลเกินไปแล้วนะ ส้ม”


                    “นายตามใจลูกเกินไปต่างหาก ค้างคาว”


                    พูดจบคุณพ่อก็โน้มใบหน้าเข้าประชิดกับอีกฝ่าย แล้วกดจูบลงบนริมฝีปากนุ่มอย่างรวดเร็ว แค่แตะเบาๆ ไม่นานก็ผละออก แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอให้คุณแม่หน้าขึ้นสีแล้ว มือเรียวยกขึ้นฟาดแขนของเขาดังเพี๊ยะพร้อมทั้งแหวใส่ทันที


                    “นี่! ลูกอยู่ตรงนี้นะ!

                    “อืม ลูกก็ไม่ว่าอะไรนี่ ดูสิ”


                    อินาโฮะพูดพร้อมหันหน้าไปยังเด็กๆ ที่ยืนจ้องพวกเขาตาแป๋วอยู่ข้างๆ คนหนึ่งฉีกยิ้มจนแก้มปริ ส่วนอีกคนทำแค่คลี่ยิ้มบาง สเลนเห็นดังนั้นก็หน้าเหวอทันที


                    “เวลาเขิน แม่หน้าแดงแจ๋เลยฮะ” นาโอกิพูดพร้อมชี้นิ้วไปที่แก้มของตัวเอง


                    “เดี๋ยวเถอะนาโอกิ เป็นเด็กเป็นเล็ก” สเลนดุทั้งที่หน้าของตัวเองขึ้นสีหนักกว่าเดิม


                    “ตอนนี้แดงไปถึงคอแล้วฮะ” เซนแซวเสียงเรียบพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วเอื้อมมือหยิบไดฟุกุในจานไปทาน


                    อินาโฮะเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ แล้วโอบเอวสเลนที่ยืนทำอะไรไม่ถูกให้เดินไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะกินข้าวบ้าง ใช้นิ้วเกี่ยวถุงใบเล็กที่ตนหิ้วมาเมื่อครู่เข้ามาใกล้แล้วหยิบกล่องกระดาษลายน่ารักออกมา


                    “ผมซื้อเค้กไวท์ช็อคโกแลตร้านโปรดนายมาให้”


                    สเลนมองเค้กชิ้นเล็กสีขาวที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้าตัวเองด้วยความสนอกสนใจ ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ส่วนมือก็รับส้อมมาจากอินาโฮะแล้วตัดเค้กคำเล็กๆ ขึ้นมาชิม รสชาติหวานกำลังดีและเนื้อเค้กที่นุ่มละเอียดพาให้เขาฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะหันไปป้อนเค้กให้อินาโฮะที่นั่งอยู่ข้างๆ บ้าง


                    “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม?” สเลนถามลูกๆ


                    “เฉยๆ ฮะ” เซนตอบเสียงเรียบ ผิดกับนาโอกิที่ตอบพร้อมท่าทางตื่นเต้นว่า “สนุกมากเลยฮะ วันนี้ผมได้ออกไปตอบคำถามหน้าห้อง อาจารย์ชมผมว่าเก่งมากด้วยล่ะฮะ แล้วตอนพักกลางวันก็มีเพื่อนชมว่าข้าวกล่องของพวกเราน่ากินมาก พวกเขา...”


                    สองพ่อแม่นั่งฟังนาโอกิพูดจ้อพร้อมรอยยิ้มบาง ส่วนเซนก็คอยพูดขัดขึ้นมาบ้างเมื่อนาโอกิเรียงลำดับเหตุการณ์ผิด


                    ถึงจะเป็นฝาแฝด แต่ทั้งสองคนกลับมีนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง แฝดคนพี่ชื่อนาโอกิ มีดวงตาสีทะเลสาบเหมือนแม่ และได้ผมสีน้ำตาลเข้มเหมือนพ่อ นิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างคุย เป็นที่รักของผู้คนที่พบเห็น ส่วนแฝดคนน้องชื่อเซน มีดวงตาสีแดงเหมือนพ่อ และมีเรือนผมสีอ่อนเหมือนแม่ นิสัยนิ่งเงียบ มีความสุขุมมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งถอดแบบมาจากพ่อไม่มีผิด และด้วยเหตุนี้เองคนเป็นน้องอย่างเซนจึงมักจะเป็นฝ่ายดูแลคนเป็นพี่อย่างนาโอกิเสมอ


                    ดวงตาสีแดงข้างขวาของอินาโฮะเหลือบมองสเลนที่นั่งอมยิ้มให้กับลูกชายทั้งสองอยู่ข้างๆ ในตอนแรกสเลนยืนยันไม่ยอมมีลูกกับเขาท่าเดียว ไม่ได้กลัวการผ่าตัดหรือความเสี่ยงต่อร่างกายของตนเอง แต่เพราะกลัวว่าฐานะของตัวเองจะทำให้ลูกลำบากและเสียอนาคต และด้วยความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของเขา สุดท้ายสเลนก็ตอบตกลงจนได้ เขารู้สึกขอบคุณและรักสเลนเหลือเกินที่ยอมมีลูกให้กับเขา ทั้งที่รู้ว่าหลังจากนี้อาจมีเรื่องต่างๆ ตามมาอีกมากมาย


                    หลังจากให้กำเนิดลูกแฝด ร่างกายของสเลนก็ซูบผอมลงเล็กน้อย...มองเผินๆ อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่นั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ด้วยร่างกายของเพศชายแล้วแน่นอนว่าไม่มีทางให้กำเนิดลูกได้ ดังนั้นสเลนจึงต้องผ่าตัดปลูกถ่ายมดลูกของหญิงวัยกลางคนเข้ามาในร่างกายตัวเอง เมื่อถึงกำหนดคลอดก็ใช้วิธีผ่าตัดอีกครั้ง พร้อมทั้งถอนเอามดลูกที่ปลูกถ่ายไว้ออกไปด้วย ร่างกายของสเลนต้องรับภาระอย่างสาหัส ทั้งการคุมฮอร์โมนและข้อผิดพลาดหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปลูกถ่ายมดลูกและตั้งครรภ์ ส่งผลให้ร่างกายของสเลนอ่อนแอกว่าเดิม ภูมิคุ้มกันต่ำลงมาก เหนื่อยง่ายและถูกแสงแดดนานๆ ไม่ได้


                    จริงอยู่ที่ยังมีวิธีอื่นที่จะทำให้สเลนตั้งครรภ์ได้ นั่นก็คือการตั้งครรภ์นอกมดลูก วิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายมดลูก แต่จะต้องนำไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้วไปฝังในที่ๆ เหมาะสมในร่างกายอย่างเช่นขอบลำไส้ จากนั้นหากไม่มีอะไรผิดพลาดไข่ก็จะเริ่มเจริญเติบโตตามธรรมชาติ แต่รกของเด็กจะฝังตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายแทนที่จะเป็นมดลูก อย่างเช่นลำไส้ ตับ ไต เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นอินาโฮะจึงตัดวิธีนี้ออกโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว


                    กิ๊งก่อง


                    เสียงกริ่งบ้านดังขึ้น อินาโฮะอาสาลุกไปเปิดประตูบ้านแทนคุณแม่และลูกๆ ที่กำลังเพลิดเพลินกับขนมหวานบนโต๊ะอาหารอยู่


                    ผู้มาเยือนยามเย็นเช่นนี้คงเป็นใครไม่ได้นอกจากไคซึกะ ยูกิพี่สาวของเขานั่นเอง ทันทีที่เขาเปิดประตู เธอก็ก้าวพรวดเข้ามาในบ้านพร้อมกับถุงพะรุงพะรังมากมาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นอาหารและขนมหวานที่เธอชอบซื้อมาฝากหลานๆ เป็นประจำ


                    “ซื้อมาเยอะไปแล้ว” อินาโฮะบ่นเธอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


                    “สเลนจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำมื้อเย็นไง” ยูกิตอบอย่างไม่ยี่หระแล้วเดินตามแว่วเสียงเจื้อยแจ้วของหลานชายเข้าไปในห้องครัว


                    “สวัสดีครับ คุณอายูกิ”


                    สองแฝดกล่าวทักทายทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา สเลนเองก็กล่าวทักทายเธอบ้าง แล้วเดินไปรับถุงมากมายไปวางบนเคานท์เตอร์ทำอาหาร


                    “เด็กๆ หิวกันรึยัง อาซื้อกับข้าวมาฝากเยอะแยะเลย”


                    “ยังฮะ พวกผมเพิ่งจะกินขนมไปเมื่อกี้นี้เอง คุณอากินไหมฮะ?” นาโอกิตอบพร้อมยื่นไดฟุกุไปจ่อที่ปากของอาสาว


                    “ไหนๆ ให้อาชิมหน่อยซิ”


                    ไม่พูดเปล่า ยูกิยื่นหน้าเข้าไปงับไดฟุกุที่หลานชายช่างคุยป้อนให้ทันที


                    สเลนยิ้มแล้วหยิบแก้วน้ำไปวางให้ยูกิ จากนั้นก็หยิบกระเป๋าเป้ของสองแฝดที่วางแหมะไว้บนโซฟาไปเก็บในห้องนอนขนาดกลาง สองแฝดนอนห้องเดียวกันโดยแยกเป็นสองเตียงนอนและสองโต๊ะทำการบ้าน ส่วนตู้เสื้อผ้านั้นใช้ร่วมกัน


                    ก่อนที่สเลนจะหันหลังกลับออกจากห้อง หางตาก็สังเกตเห็นบางอย่างในกระเป๋าเป้ของนาโอกิที่เปิดทิ้งไว้เสียก่อน เขาเอื้อมมือไปหยิบซองกระดาษสีขาวขึ้นมาอ่านตัวหนังสือบนหน้าซองด้วยความสงสัย แล้วมันก็ทำให้เขานิ่งไป...


                    จดหมายเรียกประชุมผู้ปกครอง


--- มาต่อจ้ะ ---


                    เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากห้องนั่งเล่น หลังเสร็จจากมื้อเย็น สามอาหลานก็มานั่งเล่นกันอย่างสนุกสนานบนโซฟา อินาโฮะที่ช่วยสเลนล้างจานอยู่ในครัวต้องเดินไปดุทั้งสามคนให้ลดเสียงเป็นพักๆ เพราะกลัวบ้านข้างๆ จะตำหนิเอา เมื่อล้างจานเสร็จสเลนก็เดินไปสมทบในห้องนั่งเล่นบ้าง โดยไม่ลืมยกน้ำส้มที่คั้นเองกับมือไปให้ทุกคนด้วย


                    เมื่อเซนเห็นของโปรดตัวเองก็เดินมานั่งจุ้มปุ๊กข้างคุณแม่ทันที มือเล็กเอื้อมหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มเอาๆ อย่างกับคนหิวโซ


                    “ค่อยๆ ดื่มสิ เดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก” สเลนพูดพลางยกมือลูบผมของลูกน้อยอย่างรักใคร่


                    “ผมขออีกได้ไหม” ไม่ทันไรเซนเงยหน้าขึ้นถามพร้อมกับแก้วเปล่าในมือ


                    “ได้อยู่แล้ว” สเลนหัวเราะเบาๆ พร้อมก้มหน้าลงจูบบนกลุ่มผมสีอ่อนของเซน แล้วลุกไปที่ครัว


                    น้ำส้มคั้นคือของโปรดของเซน เมื่อได้ดื่มทีไรเป็นอันต้องขอแก้วที่สองตลอด แม้ว่าจะเพิ่งทานมื้อหนักไปหยกๆ ก็ตาม อย่างกับว่ากระเพาะของเซนแบ่งพื้นที่พิเศษไว้สำหรับน้ำส้มเสมอยังไงยังงั้น


                    สักพักเสียงของสองอาหลานที่นั่งเล่นบนโซฟาอีกฝั่งก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงโทรศัพท์ ยูกิหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมา เมื่อเห็นเบอร์ที่ขึ้นโชว์อยู่บนหน้าจอก็แยกตัวออกไปเพื่อคุยโทรศัพท์ทันที แต่ก่อนที่จะได้กดรับสาย น้ำเสียงเรียบนิ่งของน้องชายก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียก่อน


                    “ใครโทรมา”


                    “ก็...” ยูกิพยายามหาคำตอบที่ดูเข้าท่า แต่ดูเหมือนว่าเธอได้เผยพิรุธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


                    “จะรับสายนั้นหรือจะเล่นกับหลาน”


                    “โถ่! นาโอะคุงล่ะก็!


                    อินาโฮะไม่พูดอะไรต่อ รอดูพี่สาวเลือกคำตอบเงียบๆ ส่วนยูกิเมื่อเห็นสเลนเดินเข้ามาพอดีก็รีบหาตัวช่วย


                    “สเลนช่วยทีสิ!


                    “แหะๆ เรื่องนี้ผมขอเป็นกลางครับ”


                    สเลนหัวเราะแห้งๆ พร้อมยื่นแก้วน้ำส้มอีกใบให้เซน  เขารู้ดีว่าสองพี่น้องกำลังพูดถึงเรื่องอะไร คนที่โทรมาหาคุณยูกิคงเป็นชายหนุ่มที่กำลังตามจีบเธออยู่ตอนนี้ไม่ผิดแน่ อินาโฮะไม่พอใจชายคนนี้สักเท่าไหร่ และมักจะกำชับพี่สาวตลอดเวลาว่าอย่าไปไหนมาไหนกับชายคนนี้ตามลำพัง เพราะชายคนนี้เพิ่งออกจากงาน ฐานะการงานไม่มั่นคง อินาโฮะจึงไม่สนับสนุนให้ชายคนนี้มาเป็นพี่เขยตน


                    สุดท้ายยูกิก็ต้องจำใจตัดสายทิ้ง รับแก้วน้ำส้มที่สเลนยื่นมาให้แล้วถือโอกาสนี้บ่นน้องชายให้เขาฟัง


                    “นาโอะคุงน่ะขี้กังวลเกินไปแล้ว”


                    “ถ้าผมเป็นเขา ผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน ไม่มีน้องชายคนไหนยอมให้พี่สาวเพียงคนเดียวของตัวเองฝากชีวิตไว้กับคนที่มีฐานะการงานไม่มั่นคงหรอกครับ คุณยูกิ” สเลนพพูดแล้วหันมาคลี่ยิ้มให้เธอ


                    “สเลนก็อีกคน พอกันทั้งคู่เลย” ยูกิพูดพร้อมหันมาค้อนควับใส่สเลน เธอว่าจะหาพวกสักหน่อย แต่สเลนดันเข้าข้างน้องชายเธอเสียอย่างนั้น


                    สเลนหัวเราะรับคำบ่นของเธอ จากนั้นก็หันไปมองลูกแฝดทั้งสองที่กำลังนั่งต่อจิ๊กซอว์เล่นกับคุณพ่ออยู่บนโซฟาอย่างสนุกสนาน


                    “จะว่าไป ฉันล่ะอิจฉานายจริงๆ ที่มีลูกน่ารักอย่างสองคนนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซักนิดที่มีแม่เป็นผู้ชาย อีกทั้งยังภูมิใจเสียอีก นายกับอินาโฮะเลี้ยงพวกเขาดีจริงๆ”


                    “ครับ ผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก...แต่นั่นก็แค่เรื่องหนึ่ง” สีหน้าของสเลนสลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดต่อ “ยังมีอีกเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าการมีแม่เป็นผู้ชายรออยู่”


                    ยูกินิ่งเงียบ รอฟังสเลนพูดต่ออย่างใจจดใจจ่อ


                    “จนทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มพูดกับพวกเขายังไง...ว่าแม่อย่างผมเป็นอาชญากรที่ทำให้ผู้คนมากมายต้องล้มตาย”


                    “แต่นายไม่ได้เจตนาอย่างนั้น สเลน นายไม่ใช่อาชญากร!ยูกิพูดพร้อมดึงสเลนให้ออกไปนั่งคุยกันที่ชานระเบียงเมื่อรู้ตัวว่าเผลอขึ้นเสียงดังจนอินาโฮะหันมามอง ไม่สิ...เธอกลัวหลานๆ ได้ยินต่างหาก


                    “ครับ สำหรับคุณยูกิและอินาโฮะอาจใช่ แต่สำหรับคนอื่นๆ แล้ว มันไม่ใช่” สเลนทิ้งตัวลงนั่งบนชานระเบียงไม้ข้างยูกิ เงยหน้าขึ้นมองฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดแล้วพูดต่อ “ประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไปแล้วมันยากจะแก้ไข ใครๆ ก็รู้จักสเลน ทรอยยาร์ดในฐานะอาชญากรตัวฉกาจ แน่นอนว่าผมไม่สนใจเรื่องนี้ แต่สำหรับนาโอกิกับเซน...เรื่องนี้มันโหดร้ายเกินไป”


                    ได้ยินดังนั้นยูกิก็เงียบไปพักหนึ่ง ไม่นานก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังกว่าเดิม


                    “ก็จริงอย่างที่นายว่า เพราะงั้นนายต้องเป็นคนบอกเรื่องนี้กับลูกเอง ก่อนที่พวกเขาจะได้ยินจากปากคนอื่นในแบบผิดๆ เข้าใจไหม?”


                    “...ครับ”


                    สเลนตอบรับไม่เต็มปากนัก เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะทำอย่างที่คุณยูกิว่าได้จริงหรือเปล่า สมัยนี้โลกและดาวอังคารสนิทชิดเชื้อกันอย่างกับพี่น้อง ไปมาหาสู่กันอย่างกับไปต่างประเทศ ไหนจะสื่อต่างๆ ที่ทั้งมากมายและกว้างขวางเหล่านั้นอีก แค่ตอนนี้สองแฝดยังไม่เคยได้ยินชื่อคนก่อสงครามระหว่างดาวเมื่อสิบปีก่อนจากปากใครต่อใคร เขาก็ทึ่งมากแล้ว


                    “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ นอกจากอินาโฮะแล้ว นายยังมีฉัน มีนาวาเอกแม็กบาเร็จ หมอยางาไร ร้อยเอกมาริโตะ นาวาโทคาโอรุ พวกคาล์มและเหล่าเชื้อพระวงศ์แห่งเวิร์สอยู่นะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดพวกเราจะคอยช่วยเอง” ยูกิพูดแล้วตบบ่าให้กำลังใจอีกฝ่ายเบาๆ


                    สเลนฝืนยิ้มให้กับหญิงสาวเล็กน้อย


                    “ขอบคุณครับคุณยูกิ”


                    “ไม่เป็นไร เข้าไปในบ้านกันเถอะ เด็กๆ เรียกหานายกันแล้ว”


                    “ครับ”




                    หลังากยูกิกลับคอนโดของตัวเองไป ทุกคนก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่า จากนั้นสองแฝดก็ไปนั่งทำการบ้านโดยมีคุณพ่อและคุณแม่คอยนั่งสอนอยู่ข้างๆ กว่าการบ้านจะเสร็จสองแฝดก็ตาปรือกันพอดี เห็นดังนั้นสเลนและอินาโฮะจึงรีบพาทั้งคู่เข้านอน


                    สเลนอุ้มนาโอกิที่เข้ามากอดตนไม่ปล่อยขึ้นวางลงบนเตียงนุ่มอย่างถะนุถนอม เช่นเดียวกันกับอินาโฮะที่อุ้มเซนที่เดินมาเกาะแกะชายเสื้อของตนขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ สองแฝดมักเป็นแบบนี้เสมอ ถึงจะร่าเริงหรือนิ่งเงียบยังไง แต่เมื่อเริ่มง่วงก็จะไม่พูดไม่จากันทั้งคู่ แปะตัวติดกับพ่อแม่เพื่ออ้อนให้พาไปนอนท่าเดียว และหากพ่อกับแม่ยังทำเฉย สองแฝดก็จะหลับคาตักคาอกพ่อกับแม่ไปเลย


                    “พ่อจะปิดไฟแล้วนะ”


                    “ฮะ รักพ่อกับแม่นะฮะ” ทั้งสองประสานเสียงพูดอย่างงัวเงีย


                    “พ่อกับแม่ก็รักลูกเหมือนกัน” อินาโฮะและสเลนตอบพร้อมปิดไฟแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ


                    อินาโฮะเดินตรวจดูความเรียบร้อยในบ้านก่อนจะตามสเลนเข้าห้องนอนไป เมื่อเข้าไปในห้องก็พบว่าสเลนขึ้นไปนอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว อินาโฮะจึงปิดประตูปิดไฟแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ


                    “วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม?”


                    “ไม่เหนื่อย นายนั่นแหละเหนื่อยรึเปล่า ไม่ได้เอาแต่ทำงานบ้านทั้งวันใช่ไหม?”


                    สเลนส่ายหน้า


                    “วันนี้ผมแค่กวาดบ้านถูบ้าน แล้วก็ซักผ้าเท่านั้นเอง”


                    “อย่าให้มากไปกว่านี้ล่ะ หาเวลานอนพักตอนกลางวันซะบ้าง เสื้อผ้าให้ผมจ้างร้านซักรีดดีไหม นายจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”


                    “ส้ม นายขี้กังวลเกินไปแล้ว ซักผ้าแค่นี้เองไม่เหนื่อยหรอก”


                    “ดื้อ วันนั้นนายก็เป็นลมที่สนามหญ้า”


                    “เปล่าดื้อสักหน่อย วันนั้นแดดแรงเกินไปต่างหาก แล้วอีกอย่าง วิตามินและยาบำรุงที่นายซื้อมาตั้งเยอะตั้งแยะ ผมก็ทานตลอดนะ”


                    อินาโฮะเอื้อมมือไปขยี้ผมของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างจนใจ เขาห่วงสุขภาพของสเลนมาก แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะสนุกกับงานบ้านเหลือเกิน ดูแลทุกอย่างในบ้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสื้อผ้าที่มีรอยขาดหรือกระดุมหลุด เจ้าตัวก็เอามาซ่อมมาเย็บเองอย่างประณีต ทุกซอกทุกมุมของบ้านไม่เคยมีฝุ่นเกาะหนาติดนิ้วเลยสักครั้ง ในครัวก็ไม่เคยมีมดขึ้น แม้แต่รอยซอสหกบนเคานท์เตอร์หลังจากทำอาหารเสร็จก็ไม่เคยมีให้เห็น อีกทั้งยังไม่เคยมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนในบ้าน เพราะแบบนี้สองแฝดก็เลยติดแจชนิดที่ว่าหากไม่เจอหน้าแม่นานกว่าสิบชั่วโมงเป็นอันต้องโยเย


                    น่าขำ..ปากก็บอกว่าตัวเองไม่มีทางเป็นแม่คนได้ แต่ดูตอนนี้สิ...นี่มันสุดยอดคุณแม่ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?


                    “แล้วเมื่อเย็นมีเรื่องอะไรรึเปล่า ที่คุยกับพี่ยูกิน่ะ”


                    สีหน้าของสเลนสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนดวงตาสีทะเลสาบก็หลุบลงต่ำ


                    “วันนี้ผมเจอจดหมายประชุมผู้ปกครองในกระเป๋าเด็กๆ”


                    เมื่อได้ยินดังนั้นอินาโฮะก็เข้าใจทันที เขาเอื้อมมือไปลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ แล้วพูด


                    “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปเอง ผมลางานได้อยู่แล้ว” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของสเลนยังดูเคร่งเครียด อินาโฮะจึงถามต่อ “มีเรื่องอะไรยังกวนใจอยู่อีก?”


                    สเลนสูดหายใจเข้าลึก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นเครือน้อยๆ


                    “อินาโฮะ เราควรจะบอกลูกตอนไหนว่าผมเป็นอาชญากร ผมกลัวว่าลูกจะได้ยินจากปากคนอื่นเอาเสียก่อน แล้วต่อให้ลูกจะได้ฟังจากปากเรา ผมก็กลัวว่าลูกจะรับไม่ได้...” สเลนหยุดพูดไปดื้อๆ ดวงตาสีทะเลสาบฉายแววเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด


                    อินาโฮะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดทันที เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกกลัว แล้วนับประสาอะไรกับสเลนกันล่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายไปประชุมผู้ปกครองตลอด ถึงแม้ว่าสองแฝดจะอยากให้สเลนไปด้วยแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ต้องเอาเรื่องสุขภาพของสเลนมาอ้างทุกครั้งไป ทำแบบนี้มันรู้สึกแย่...แต่ก็ต้องทำ เขาเข้าใจความรู้สึกของลูกๆ ดี ในสมัยที่เขายังเด็กก็อยากให้พ่อกับแม่ไปร่วมประชุมผู้ปกครองเหมือนกัน ถึงพี่ยูกิจะไปแทนเสมอหลังจากที่เสียพวกท่านไป แต่ความรู้สึกก็ต่างจากพ่อแม่ไปด้วยตัวเองอยู่ดี


                    แต่ไม่ว่าเขาจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ดีแค่ไหน ก็ยอมให้สเลนไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ไป...แต่เพราะอันตรายเกินไปต่างหาก


                    “ลูกต้องเข้าใจ ผมเชื่อแบบนั้น” อินาโฮะแนบหน้าผากเข้ากับอีกฝ่ายแล้วพูดต่อ “ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอยู่ข้างนายเสมอ”


                    คำพูดของอินาโฮะทำให้สเลนอุ่นใจขึ้น สเลนรู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำปลอบโยนที่พูดขึ้นลอยๆ เพื่อให้เขาสบายใจ อินาโฮะมักซื่อตรงต่อคำพูดตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหนเขาก็ทำตามปากว่าได้ตลอด เห็นได้จากตัวเขาที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ไงล่ะ


                    สเลนคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ เห็นดังนั้นอินาโฮะจึงพูดต่อ “นอนซะ พรุ่งนี้คุณแม่ค้างคาวต้องตื่นมาทำอาหารให้คุณพ่อและลูกๆ ทานแต่เช้านะ”


                    ได้ยินดังนั้นสเลนก็ตีไหล่อินาโฮะไปทีหนึ่ง


                    อินาโฮะหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าประชิดสเลน แล้วกดจูบลงบนริมฝีปากนุ่มเบาๆ เมื่อผละออกมาก็กระชับอ้อมกอดให้ร่างอีกฝ่ายแนบชิดกับตนยิ่งขึ้น มองดวงตาคู่สวยที่ค่อยๆ ปิดลง รอจนลมหายใจของสเลนสม่ำเสมอ จากนั้นค่อยซุกหน้าลงกับกลุ่มผมสีอ่อนและเข้าสู่นิทราตาม




                    กลางดึกสงัด ฝีเท้าเล็กๆสองคู่เหยียบย่ำลงบนพื้นไม้อย่างแผ่วเบา เดินลัดเลาะไปตามโถงทางเดินโล่ง ก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่งซึ่งห่างออกไปไม่ไกล เด็กน้อยคนแรกเอื้อมมือขึ้นสุดตัว จับลูกบิดสีเงินวาวแล้วหมุนเปิดเข้าไป โดยไม่ลืมจูงมือเด็กน้อยอีกคนที่กำลังขยี้ตาและสะอื้นน้อยๆ ให้เดินตามเข้าไปในห้องด้วย เด็กน้อยพยายามปิดประตูอย่างเงียบเชียบที่สุด แล้วย่ำเท้าอย่างระมัดระวังจนกระทั่งไปหยุดอยู่ข้างเตียงขนาดห้าฟุตที่สูงระดับอกของพวกเขา


                    ถึงทั้งคู่จะพยายามเบามือเบาเท้ามากแค่ไหน แต่ก็ไม่ผลหูคุณพ่อผู้มีความระวังตัวสูงอยู่ดี อินาโฮะลุกขึ้นนั่ง หันไปมองแขกยามวิกาลตัวน้อยทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างเตียงโดยไม่ต้องคิด แล้วโน้มตัวลงไปอุ้มนาโอกิที่อยู่ใกล้สุดขึ้นมาบนเตียง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สเลนตื่นขึ้นมาพอดี เขาจึงส่งแฝดคนพี่ให้คุณแม่รับช่วงต่อ ก่อนจะหันกลับไปยังเซนที่ชูแขนทั้งสองข้างรออยู่ก่อน แล้วอุ้มขึ้นมาบนเตียงบ้าง


                    เมื่อเด็กน้อยผมสีอ่อนได้เจอคุณแม่ก็ตะกายขึ้นนั่งบนตัก ซุกหน้าลงกับอกแบนราบ มือน้อยกำเสื้อยืดตัวบางของคนเป็นแม่แน่น น้ำตาร่วงเผลาะลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ พร้อมกับปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอีกครั้ง


                    “เป็นอะไรลูก หืม?” สเลนโอบกอดลูกน้อยอย่างอ่อนโยน ลูบศีรษะเล็กๆ และเกลี่ยน้ำตาเม็ดโตออกจากพวงแก้มอย่างเบามือ


                    “นาโอกิฝันร้ายฮะ” เป็นเซนที่ตอบขึ้นมา เขานั่งมองผู้เป็นพี่ชายแล้วช่วยเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้อย่างที่คุณแม่กำลังทำ


                    อินาโฮะฟังเงียบๆ ในขณะที่สองมือกำลังจัดที่นอนใหม่สำหรับลูกน้อยทั้งสอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเข้ามานอนแทรกกลางระหว่างตนและสเลนเหมือนทุกครั้ง เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สองแฝดมักจะย่องเข้ามานอนกับเขาและสเลนกลางดึกเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งฝันร้ายหรือนอนไม่หลับ


                    “ไหน นาโอกิฝันเห็นปีศาจอีกแล้วหรอ เดี๋ยวแม่ให้พ่อแปลงร่างเป็นฮีโร่ส้มไปจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ” สเลนยิ้มให้ลูกน้อยที่นั่งสะอื้นอยู่บนตัก ก่อนจะหันไปยังคุณพ่อ หยักยิ้มชอบใจแล้วสั่งการ “คุณพ่อ แปลงร่างเป็นฮีโร่ส้มซิ”


                    อินาโฮะหรี่ตาจ้องอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ สเลนมักใช้วิธีนี้เวลาที่ลูกฝันร้ายเป็นประจำ ซึ่งเขาไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยเลยสักนิด แต่เพราะมันดันได้ผลชะงัดนี่สิ เขาจึงต้องจำยอมทุกครั้งไป เขาเอื้อมมือหยิบหมอนรูปส้มใบใหญ่ขึ้นมาบังส่วนใบหน้าของตนเองไว้ ชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ร่วม


                    “ฮีโร่ส้มผู้ปัดเป่าฝันร้ายมาแล้ว ปีศาจที่หลอกหลอนเด็กดีคนนี้จงหายไปซะ"


                    นี่ก็เป็นบทพูดที่สเลนเขียนขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะอีกเช่นกัน แน่นอนว่านอกจากเพื่อปลอบขวัญลูกชายแล้ว มันยังถูกเขียนขึ้นมาเพื่อยั่วประสาทเขาอีกด้วย...นี่เขาจงใจตัดออกไปเกินครึ่งแล้วด้วยซ้ำ


                    สเลนกลั้นขำอย่างสุดฤทธิ์ แล้วหันกลับมายังลูกชายในอ้อมอกของตน ยกมือขึ้นทาบพวงแก้มยุ้ยทั้งสองข้างแล้วพูด “เอาล่ะนาโอกิ เด็กดี ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วนะ”


                    นาโอกิเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ ส่ายหน้าไปมา ปากเล็กๆ เริ่มเบะแล้วส่งเสียงสะอื้นอีกครั้ง พร้อมกับน้ำตาที่ร่วงเผลาะลงมาอีกระลอก พาให้คนเป็นแม่ใจหาย


                    “ผม..ฮึก...ผมไม่เห็นปีศาจ...ฮึก แต่ผม...หาแม่ไม่เจอ”


                    ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็พากันชะงักไป อินาโฮะและสเลนมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ลูกชายทั้งสองของพวกเขา...ไม่มีใครเคยฝันอย่างนี้มาก่อนเลย


                    “นายก็แค่ดูการ์ตูนแล้วเก็บมาฝัน แม่ไม่ได้หายไปไหนซักหน่อย” เซนพูด


                    “ฉันไม่ได้เก็บการ์ตูนมาฝันซักหน่อย...ฮึก...ก็แม่...อยู่ๆ ก็หายไป ฮือ...หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ” นาโอกิเริ่มร้องไห้หนักขึ้นอีกครั้ง สะอื้นจนตัวโยนและเริ่มพูดไม่เป็นศัพท์


                    “นาโอกิ” สเลนเรียกลูกน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมประคองใบหน้าเล็กๆ ขึ้นมาสบตาตนเอง กดจูบลงบนหน้าผากเบาๆ แล้วพูดต่อ “แม่อยู่นี่ไงลูก กอดลูกอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหนทั้งนั้น”


                    ราวกับเสียงของสเลนมีเวทย์มนต์ นาโอกิเริ่มสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตจ้องใบหน้าคนเป็นแม่ตาไม่กระพริบ สะอื้นเบาๆ แล้วค่อยๆ ซุกหน้าเข้ากับอกของแม่


                    “นาโอกิ” อินาโฮะเรียก ขยับเข้าไปใกล้แล้วลูบผมสีอ่อนของลูกน้อยเบาๆ “พ่อไม่ยอมให้แม่หายไปไหนหรอก”


                    เซนเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปลูบผมพี่ชายอย่างที่พ่อทำ ด้วยหวังว่าจะช่วยบรรเทาความกังวลของพี่ชายลงได้บ้าง


                    “ดึกแล้ว นอนซะ”


                    อินาโฮะพูดพร้อมจัดหมอนให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง พาเซนเอนตัวลงหนุนหมอนใบเดียวกันกับตน ถัดจากเซนคือนาโอกิที่กอดสเลนไม่ปล่อย เตียงขนาดห้าฟุตค่อนข้างเล็กสำหรับคนสี่คน แต่ไม่มีใครบ่นว่าอึดอัดเลยสักนิด กลับกันทุกคนนอนชิดกันเสียจนเหลือที่ว่างริมเตียงทั้งสองข้างด้วยซ้ำ เขาโน้มใบหน้าลงจูบหน้าผากลูกๆ ทั้งสองและคุณแม่ที่อยู่ริมสุดอย่างรักใคร่ ดึงผ้านวมผืนหนาที่ใช้ร่วมกันขึ้นห่ม แล้วโอบกอดลูกๆ และภรรยาไว้ด้วยความหวงแ




                    “นาโอกิ เซน หยิบกล่องข้าวไปรึยัง?” เสียงของสเลนตะโกนออกมาจากในครัว


                    “หยิบมาแล้วคร้าบ” สองแฝดตอบลากเสียงยาวพลางก้มลงใส่รองเท้าของตัวเอง


                    “แล้วกล่องข้าวของคุณพ่อล่ะ?” เสียงตะโกนจากห้องครัวดังขึ้นอีกครั้ง


                    “หยิบมาแล้ว” อินาโฮะตอบเสียงเรียบพร้อมเดินไปใส่รองเท้ากับลูกๆ บ้าง


                    ไม่นานสเลนก็เดินออกมาจากครัวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีส้ม ย่อตัวลงตรงหน้าสองแฝดแล้วจัดแจงเสื้อผ้าของทั้งคู่ให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นก็ดึงทั้งคู่เข้ามากอดแล้วกดจมูกลงบนพวงแก้มยุ้ยที่มีกลิ่นแป้งโชยมาอ่อนๆ ของเด็กน้อยทั้งสองอย่างหมั่นเขี้ยว


                    “ตั้งใจเรียนนะครับ”


                    “ครับแม่” ทั้งสองตอบแล้วหอมแก้มสเลนกันคนละข้าง “ไปนะฮะ”


                    สเลนยิ้มแล้วพยักหน้า ลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูงแล้วมองลูกทั้งสองที่เดินนำคุณพ่อออกจากบ้านไป อินาโฮะรวบเอวสเลนเข้ามาจนชิดร่างตัวเอง จากนั้นก็โน้มใบหน้าเข้าไปประกบจูบอย่างที่ทำเหมือนทุกเช้า สอดลิ้นร้อนเข้าไปหยอกเย้าร่างคนในอ้อมกอดให้หน้าขึ้นสีเล่น ไม่นานก็ค่อยๆ ผละออกมาพูดบ้าง


                    “ผมไปทำงานนะ อย่าโหมงานบ้านเยอะนักล่ะ”


                    “ร...รู้แล้วน่า เย็นนี้ผมทำไข่ม้วนนะ”


                    “อื้ม” อินาโฮะพยักหน้ารับ โน้มใบหน้าเข้าไปหอมแก้มอีกฝ่ายอีกครั้งแล้วเดินออกจากบ้านไปโดยไม่ลืมล็อคประตูให้สนิท เมื่อเดินมาถึงรถก็พบว่าเจ้าตัวน้อยทั้งสองนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว


                    “เมื่อกี้พ่อจูบกับแม่หรอฮะ?” นาโอกิถามขึ้นทันทีที่คุณพ่อขึ้นมาประจำที่นั่งคนขับ


                    “อื้ม” อินาโฮะตอบพลางเข้าเกียร์แล้วออกรถ นึกแปลกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆ ลูกก็ถามแบบนี้ขึ้นมา แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เด็กๆ มักขี้สงสัย โดยเฉพาะลูกๆ ของเขา


                    “ผมอยากจูบแม่อย่างที่พ่อทำบ้างจังฮะ”


                    อินาโฮะแทบจะเหยียบเบรก เขาหันไปมองนาโอกิที่พูดด้วยใบหน้าใสซื่อและเซนที่จ้องเขาด้วยความสนอกสนใจ ก็จริงที่ว่าพ่อแม่จูบกับลูกมันไม่มีปัญหา แต่หากได้จูบจริงๆ ล่ะก็ เด็กติดแม่อย่างสองคนนี้คงจูบยันตอนโตแน่ๆ ที่สำคัญ อย่างที่พ่อทำงั้นเหรอ เหอะๆ แทบจะไม่มีสักครั้งที่เขาจูบสเลนโดยไม่ใช้ลิ้นเลย ดูท่าเขาคงชะล่าใจไปที่จูบสเลนให้เด็กๆ เห็นบ่อยๆ เห็นทีต่อจากนี้คงต้องเข้าไปทำในห้องซะแล้ว


                    “ไม่ได้ การจูบอย่างพ่อน่ะ ผู้ใหญ่เขาทำกัน”


                    “งั้นถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พ่อสอนพวกผมจูบแม่บ้างนะฮะ”


                    นั่นไงล่ะ...อินาโฮะคิ้วกระตุกเล็กน้อย เหลือบมองใบหน้าใสซื่อของแฝดทั้งสองอีกครั้งแล้วอธิบาย “ไม่ได้ การจูบน่ะสำหรับคนรักทำกันเท่านั้น เราสองคนเป็นลูก แค่กอดและหอมแก้มแม่ก็ดีใจมากแล้ว”


                    “ง่ะ แต่พวกผมก็รักแม่นะฮะ แม่คือคนที่พวกผมรักม๊ากมาก แล้วทำไมทำไม่ได้ล่ะฮะ?” นาโอกิเอียงคอถามด้วยความใสซื่อ ส่วนเซนไม่ได้ปริปากถามอะไร แต่สีหน้าสงสัยและใคร่รู้นั่นบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวเองก็สนใจเรื่องนี้ไม่แพ้กัน


                    เห็นดังนั้นอินาโฮะก็ได้แต่ถอนหายใจ เอื้อมมือไปยีผมของลูกน้อยทั้งสองแล้วพูด “เอาไว้โตขึ้นพวกลูกจะเข้าใจเอง”


                    ไม่นานรถของพ่อลูกไคซึกะก็มาจอดที่หน้าโรงเรียนเอกชนชื่อดังประจำจังหวัด เด็กๆ ก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าเป้คนละใบ ภาพชายหนุ่มคาดผ้าปิดตาในเครื่องแบบสีน้ำเงินเดินจูงมือลูกแฝดเข้ารั้วโรงเรียนกลายเป็นภาพที่ชินตาเหล่าครูและยามรักษาการณ์หน้าประตูรั้วไปเสียแล้ว พวกเขากล่าวทักทายทั้งสามด้วยรอยยิ้ม ซึ่งนาโอกิก็กล่าวทักทายตอบอย่างร่างเริง ผิดกับเซนที่ทำแค่เพียงตอบรับเสียงเรียบสั้นๆ และอินาโฮะที่โค้งศรีษะให้ตามมารยาทด้วยสีหน้าเฉยชา


                    “พ่อจะไปทำงานแล้ว ตั้งใจเรียนนะ” อินาโฮะพูดพร้อมย่อตัวลงระดับเดียวกับลูกๆ ทั้งสอง


                    “ฮะ รักพ่อนะฮะ” ทั้งสองตอบพร้อมขยับเข้าไปหอมแก้มคุณพ่อทั้งสองข้างเหมือนที่ทำกับคุณแม่เมื่อเช้า คนรอบข้างที่หันมาพบก็พากันอมยิ้มด้วยความเอ็นดู


                    เมื่อคุณพ่อเดินพ้นประตูโรงเรียนออกไป สองแฝดก็เดินเข้าตัวอาคารเรียนสีสันสดใสทันที ห้องเรียนของนักเรียนอนุบาลสามอยู่ชั้นสอง ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงห้องเรียนของตัวเอง เซนแขวนกระเป๋าเป้ไว้ข้างโต๊ะแล้วหยิบหนังสือดาราศาสตร์สำหรับเด็กขึ้นมาอ่าน ส่วนนาโอกิก็วิ่งไปเล่นกับเพื่อนๆ ที่บริเวณหน้าชั้นเรียนเช่นทุกวัน


                    เสียงออดดังขึ้นเมื่อถึงเวลาแปดโมงตรง นักเรียนตัวน้อยทั้งหลายวิ่งกลับเข้าห้องเรียนแล้วนั่งประจำที่ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ เสียงพูดคุยราวกับนกกระจอกแตกรังเงียบลงเมื่อครูประจำชั้นก้าวเข้ามาในห้อง ทุกคนประสานเสียงกล่าวทำความเคารพพร้อมกันอย่างร่าเริง


                    “ยืนขึ้น ทำความเคารพ!


                    “อรุณสวัสดิ์ครับ/ค่ะคุณครู”


                    “สวัสดีจ้ะ วันนี้ก่อนที่เราจะเริ่มเรียน ครูจะแนะนำเพื่อนใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก” หญิงวัยกลางท่าทางใจดีพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอหันไปทางประตูห้องแล้วเรียกขึ้น “ทั้งสองคน เข้ามาได้เลยจ้ะ”


                    ทันทีที่ครูประจำชั้นพูดจบ เด็กชายสองคนก็ก้าวเข้ามาในห้อง ทุกคนมองเพื่อนใหม่ที่อาจารย์ว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วเริ่มส่งเสียงพูดคุยกันตามประสาเด็ก


                    “เงียบๆ กันหน่อยสิ” ครูประจำชั้นปรามนักเรียนด้วยน้ำเสียงที่เข้มกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแล้วหันไปพูดกับนักเรียนใหม่ทั้งสองว่า “เอาล่ะทั้งสองคน แนะนำตัวกับเพื่อนๆ สิจ้ะ”


                    “สวัสดีครับ ผมชื่อคาร์ไลล์ เวิร์ส อัลลูเซีย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” เด็กชายผมทองดวงตาสีฟ้าแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร


                    “สวัสดีครับ ผมชื่อโจชัว คิดแมน” เด็กชายผมสีดำสนิทดวงตาสีเขียวเข้มแนะนำตัวบ้าง แต่บรรยากาศของเขานั้นกลับแตกต่างจากเด็กคนแรกอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมภายใต้กรอบแว่นสีดำ ทรงผมข้างกลางที่ถูกหวีจนเรียบแปล้และน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจังเกินเหตุพาให้ทั้งห้องรู้สึกอึดอัดแปลกๆ


                    “คาร์ไลล์และโจชัวเป็นชาวดาวอังคาร ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเรา ดูแลพวกเขาดีๆ นะจ้ะ เข้าใจไหม?”


                    “เข้าใจค่า/คร้าบ”


                    “เอาล่ะ คาร์ไลล์และโจชัวไปนั่งตรงที่ว่างสองที่นั้นนะ” ครูประจำชั้นพูดพร้อมชี้นิ้วไปยังโต๊ะว่างสองตัวที่อยู่แถวเกือบหลังสุด


                    ทั้งสองคนพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งตามที่คุณครูสั่งอย่างว่าง่าย ในระหว่างที่คุณครูออกไปหยิบสมุดเช็คชื่อที่ห้องพักครู นักเรียนคนอื่นๆ ก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยกันเบาๆ ซึ่งประเด็นที่คุยก็ไม่พ้นเพื่อนใหม่ที่เพิ่งแนะนำตัวไปเมื่อครู่


                    “อย่างนี้ห้องเราก็มีคนผมทองสองคนแล้วน่ะสิ ฉันอยากมีสีผมเท่ๆ อย่างสองคนนั้นบ้างจัง”


                    “หมายถึงคาร์ไลล์กับเซนน่ะเหรอ?”


                    “ใช่แล้วๆ”


                    “แต่สีผมของเซนอ่อนกว่าคาร์ไลล์อีกนะ ฉันชอบแบบนั้นมากกว่า”


                    “แต่ฉันชอบแบบคาร์ไลล์มากกว่านะ ผมของเซนสีอ่อนจนแทบจะกลายเป็นสีขาว ถ้าไม่ใช่เซนล่ะก็ไม่มีทางดูเท่ห์ขึ้นมาหรอก”


                    “พวกเธอจะชอบผมของใครก็ช่างเถอะ แต่ฉันชอบตาของนาโอกิล่ะ”


                    “ฉันชอบตาของคาร์ไลล์ สีฟ้าสดใสเหมือนในการ์ตูนเลย”


                    “ตาเขียวๆ อย่างโจชัวก็เท่ดีนะ”


                    “ยังไงตาของนาโอกิสวยกว่า สีฟ้าๆ อมเขียวๆ อย่างกับลูกแก้วเลย”


                    “ฉันก็เห็นด้วยกับมิกะนะ นึกแล้วก็อยากเป็นลูกครึ่งอย่างเซนกับนาโอกิบ้างจัง เห็นว่าแม่เป็นคนยุโรปนี่นา”


                    บทสนทนาตามประสาเด็กยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ นาโอกิยิ้มแป้นเมื่อมีเพื่อนในห้องพูดถึงแม่ของตัวเอง ผิดกับเซนที่นั่งอ่านหนังสือต่อไปราวกับได้ตัดขาดจากโลกภายนอกไปเรียบร้อยแล้ว


                    “สวัสดี นายชื่ออะไรเหรอ?”


                    นาโอกิหันไปตามเสียงก็พบว่าคาร์ไลล์เดินมายืนข้างๆ ตนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใบหน้าของเพื่อนใหม่แย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร เห็นดังนั้นนาโอกิจึงยิ้มตอบแล้วแนะนำตัวทันที


                    “ฉันไคซึกะ นาโอกิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” นาโอกิลุกขึ้นพร้อมผายมือไปยังคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วแนะนำต่อ “ส่วนนี่คือไคซึกะ เซน ฝาแฝดคนน้องของฉันเอง”


                    เซนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกแนะนำตัวโดยพลการ แต่ก็ไม่แสดงท่าทีอะไรมากไปกว่านี้ เขาหันไปพยักหน้าให้คาร์ไลล์เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปอ่านหนังสือดังเดิม


                    “ไคซึกะ?” โจชัวที่เดินตามคาร์ไลล์มาด้วยก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย ชื่อนี้มันคุ้นหูเขาเหลือเกิน...ไม่สิ เขาเคยได้ยินออกจะบ่อย “พวกนายเป็นลูกของไคซึกะ อินาโฮะงั้นเหรอ?”


                    คราวนี้เซนวางหนังสือลงแล้วหันไปยังเพื่อนใหม่ทั้งสองคนเต็มตัว นาโอกิได้ยินดังนั้นก็ถามออกไปอย่างตื่นเต้น


                    “เอ๋? นายรู้จักพ่อพวกเราด้วยเหรอ?”


                    “อืม พ่อของพวกนายมีชื่อเสียงพอสมควรบนดาวอังคาร เขาเป็นทหารที่เก่งมาก”


                    ได้ยินดังนั้นนาโอกิก็เป็นต้องยิ้มหน้าบานอีกครั้ง วันนี้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ถูกเพื่อนๆ ชมกันทั้งคู่ เขาทั้งปลื้มและภูมิใจจริงๆ


                    เซนก้มหน้าลงอ่านหนังสืออีกครั้ง เขารู้ว่าพ่อของตัวเองเคยร่วมรบในสงครามครั้งที่สองและมีบทบาทในตอนนั้นมากพอสมควร แต่ทุกคนมักไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนพ่อกับแม่รวมถึงคุณอายูกิและเพื่อนๆ ของคุณพ่อจะมีเหตุผลบางอย่างอยู่ เขาจึงไม่ถามอะไรมากนัก แต่ลึกๆ แล้วเขาเองก็อยากให้พ่อกับแม่เล่าให้ฟังบ้างเหมือนกัน


                    “ฉันขอเรียกชื่อต้นของพวกนายเลยได้ไหม เพราะถ้าเรียกนามสกุลเดี๋ยวจะงงเอา” คาร์ไลล์ดึงทั้งสามกลับเข้าเรื่องเดิมด้วยท่าทีสงบนิ่ง


                    “อื้ม ได้สิ” นาโอกิตอบ ส่วนเซนก็พยักหน้ารับเบาๆ


                    “นี่คาร์ไลล์ บนดาวอังคารเป็นยังไงบ้างเหรอ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ” นาโอกิถามอย่างตื่นเต้น


                    เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ฟังดูสนิทสนมของนาโอกิแล้ว โจชัวก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วก้าวขึ้นมายืนขวางระหว่างคาร์ไลล์และนาโอกิทันที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง


                    “เมื่อกี้นายเรียกว่ายังไงนะ”


                    เซนละสายตาจากหนังสืออีกครั้ง ส่วนนาโอกินั้นเหวอไปไม่น้อยแล้วตอบออกไปอย่างหวั่นใจ


                    “ก...ก็คาร์ไลล์ไง”


                    “นายกล้าเรียกท่าน...” เสียงดังกึ่งตะคอกของโจชัวทำให้นาโอกิตกใจจนก้าวถอยหลัง แต่ไม่ทันที่โจชัวจะพูดจบ คาร์ไลล์ก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน


                    “โจชัว”


                    เสียงเรียกของคาร์ไลล์ทำให้โจชัวหยุดชะงักในทันที ไม่สิ...มันไม่ใช่การเรียก แต่เป็นการปรามต่างหาก คาร์ไลล์หันไปคลี่ยิ้มให้นาโอกิและเซนอีกครั้ง แล้วอธิบายให้ทั้งคู่ฟังว่า


                    “ขอโทษนะ โจชัวเป็นคนค่อนข้างจริงจังไปซะทุกเรื่องน่ะ อย่าไปถือสาเลย เรียกฉันว่าคาร์ไลล์นั่นแหละ ฉันอยากสนิทกับพวกนาย”


                    “อ...อืม” นาโอกิตอบอย่างงงๆ แล้วเม้มริมฝีปากสั่นๆ เมื่อครู่เข้าหากันอย่างคนทำอะไรไม่ถูก


                    เซนที่เห็นว่าไม่น่ามีอะไรแล้วก็เดินออกจากโต๊ะของนาโอกิและกลับไปนั่งที่ของตัวเอง การขึ้นเสียงของโจชัวเมื่อครู่ทำให้เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ หันมามอง แต่ไม่นานนักเสียงประตูเปิดก็เรียกความสนใจของทุกคนไปที่หน้าชั้นเรียน อาจารย์ประจำชั้นของพวกเขากลับมาแล้ว


                    “อาจารย์มาแล้ว งั้นฉันไปนั่งที่ก่อนนะ ยังไงเรื่องแนะนำโรงเรียนก็ฝากนายทั้งคู่ด้วยล่ะ” คาร์ไลล์พูดแล้วฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะกลับไปนั่งที่อย่างรวดเร็ว


                    “เอาล่ะ ครูจะเช็คชื่อแล้วนะ ทุกคนนั่งประจำที่”


                    “ครับ/ค่ะ”





                    “ไปทำอะไรมาถึงได้เหนื่อยขนาดนี้ หืม?” สเลนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางลูบผมสีอ่อนของฝาแฝดคนน้องที่นอนหนุนตักตนอยู่อย่างเบามือ ดีที่วันนี้เขาทำกับข้าวเสร็จเร็ว ไม่อย่างนั้นลูกน้อยคงได้งอแงกอดขาเขาไม่ปล่อยเพื่อขอนอนหนุนตักเหมือนเมื่อสัปดาห์ก่อนแน่ๆ


                    “วันนี้นาโอกิพาผมไปวิ่งเล่นตลอดช่วงพักกลางวันเลยฮะ ตอนเลิกเรียนก็ด้วย” เซนตอบด้วยน้ำเสียงยานคาง ยกมือน้อยๆ ขึ้นมาขยี้ตาตัวเองแล้วซุกใบหน้าเข้ากับตักของแม่อย่างเคยชิน


                    “เหรอ”


                    สเลนตอบรับเบาๆ แทนที่จะถามต่อ เขาลูบเส้นผมสีอ่อนที่เหมือนกับตัวเองไม่มีผิดไปเรื่อยๆ หวังกล่อมให้ลูกหลับสบาย ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบางออกมาโดยไม่รู้ตัว ช่างน่าแปลก เพียงแค่ได้มองลูกหลับอย่างสบายใจแบบนี้ เขาก็รู้สึกผ่อนคลายและอุ่นใจมากแล้ว ความรู้สึกของคนเป็นแม่...มันง่ายดายเพียงแค่นี่เองเหรอ เพียงแค่ได้เห็นลูกสนุก กินอิ่ม นอนหลับ ยิ้มแย้มได้ในทุกๆ วัน เพียงเท่านี้คนเป็นแม่ก็มีความสุขมากเหลือเกินแล้ว


                    “ตอนเย็นจะออกไปเล่นกับเพื่อนก็ได้ แต่ต้องบอกพ่อก่อน” เสียงเรียบนิ่งของอินาโฮะดังแว่วมาจากนอกห้อง ไม่นานเขาก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น พร้อมกับแฝดคนพี่ที่ขี่อยู่บนหลัง


                    “ไม่ล่ะฮะ ผมอยากเล่นกับพ่อกับแม่มากกว่า” นาโอกิตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้เพราะกำลังซุกหน้าเข้ากับแผ่นหลังของพ่อ


                    อินาโฮะทิ้งตัวนั่งลงข้างสเลนแล้วอุ้มนาโอกิมาไว้บนตัก


                    “ตามใจ แล้ววันนี้การบ้านเยอะไหม?” อินาโฮะถาม


                    นาโอกิส่ายหน้าแล้วซุกอกพ่อราวกับต้องการจะจบบทสนทนาเสียให้ได้


                    อินาโฮะเห็นดังนั้นก็เลิกถามแล้วปล่อยให้ลูกนอนต่อไป หันไปมองสเลนที่เอื้อมมือมาเกลี่ยพวงแก้มยุ้ยๆ ของนาโอกิเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปยังลูกชายอีกคนที่กำลังหลับคาตักของสเลนอยู่


                    “วันนี้คงเล่นกันเยอะกว่าทุกที หลับกันมาตั้งแต่บนรถแล้ว” อินาโฮะเอ่ยเสียงเรียบ


                    “นั่นสิ เห็นเซนบอกว่านาโอกิพาวิ่งเล่นทั้งวันเลย คงมีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้นที่โรงเรียนล่ะมั้ง”


                    “ฮะ วันนี้ที่ห้องเรียนมีเพื่อนใหม่ที่เป็นชาวดาวอังคาร ผมอยากรู้จักกับพวกเขา แล้วพวกเขาก็รู้จักพ่อด้วย บอกว่าพ่อเป็นทหารที่สุดยอดมากด้วยล่ะ” นาโอกิที่น่าจะหลับไปแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงงัวเงียในขณะที่ตายังปิดสนิทอยู่ เมื่อพูดจบก็ลุกจากตักของพ่อไปนั่งบนโซฟา แล้วเอนตัวลงนอนหนุนตักพ่อแทน


                    สองพ่อแม่ที่ได้ยินดังนั้นก็พากันเงียบสนิท มันเป็นเรื่องดีที่ลูกมีเพื่อนใหม่ เป็นเรื่องดีที่ลูกรู้จักเข้าสังคม แต่มันไม่ดีที่เพื่อนของลูกเป็นชาวดาวอังคาร การที่พวกเขาบอกว่ารู้จักอินาโฮะนั่นก็หมายความว่าพ่อแม่ของพวกเขาอาจเป็นทหารที่ร่วมรบในสงครามครั้งนั้น...มีหรือที่คนพวกนั้นจะไม่รู้จักสเลน ทรอยยาร์ด แถมยังรู้จักในฐานะกบฏเสียด้วย


                    คิ้วของสเลนขมวดมุ่นเข้าหากัน ไหล่ทั้งสองข้างเริ่มหนักขึ้นเหมือนมีคนเอาลูกตุ้มมาถ่วงไว้ ความร้อนรุ่มเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ในขณะที่สายตายังจ้องไปยังใบหน้าของลูกทั้งสองที่กำลังหลับพริ้ม


                    เขากลัวเหลือเกิน...ว่าจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีก


                    สัมผัสอุ่นบนหลังมือพาให้สเลนหันหน้าไปมองคนข้างๆ อินาโฮะกระชับมือของเขาเอาไว้แน่น บีบย้ำเบาๆ ราวกับต้องการปัดเป่าความรู้สึกที่ทั้งหนักหน่วงและหดหู่ออกไปให้หมด


                    “ไม่ต้องกังวลไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”


                    สเลนกุมมืออีกฝ่ายตอบแล้วคลี่ยิ้มบางรับคำปลอบโยนที่พาให้อุ่นใจ ก่อนจะเอนศีรษะไปพิงไหล่ของอินาโฮะ แล้วปิดตาลงช้าๆ เพื่อไล่ความรู้สึกหวาดกลัวเมื่อครู่ทิ้งไป


                    อินาโฮะยังคงกุมมืออีกฝ่ายแน่นและกดจูบลงบนกลุ่มผมสีอ่อนเบาๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ความจริงแล้วเขาเองก็กังวลเช่นกัน แต่เขาต้องเป็นเสาหลักของบ้าน เป็นที่ให้สเลนพึ่งพิง เพราะฉะนั้นจะแสดงท่าทีเหล่านั้นออกมาให้สเลนใจเสียไม่ได้ ค้างคาวของเขาบอบช้ำมามากพอแล้ว จากนี้ไปเขาจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับคนคนนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหนก็จะปกป้องเอาไว้ให้ได้...เขาสัญญากับตัวเองไว้แบบนั้น






                    เสียงออดดังขึ้น เรียกให้หญิงสาวที่กำลังชงกาแฟอยู่ในห้องครัววางแก้วกระเบื้องเคลือบใบเล็กลงบนเคานท์เตอร์ แล้วเดินไปที่ประตูห้องของตัวเอง เธอขมวดคิ้วมุ่นเมื่อมองลอดตาแมวบนบานประตูแล้วไม่พบใคร สัญชาตญาณทหารสั่งให้เธอคว้าไม้กวาดที่วางพิงฝาผนังขึ้นมาถือไว้ในท่าพร้อมหวดได้ทุกเมื่อ ในขณะที่มืออีกข้างก็ค่อยๆ ปลดล็อคกลอนทีละชั้นและแง้มประตูออก


                    “สวัสดีครับ”


                    เสียงทักทายเล็กๆ ของเด็กชายดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าตรงหน้า ไม่นานดวงตาสีน้ำตาลของหญิงสาวก็เหลือบลงต่ำไปตามที่มาของเสียงทักทาย ภาพเด็กชายผมสีทองดวงตาสีฟ้าสดใสที่กำลังยืนฉีกยิ้มกว้างทำให้เธอนิ่งไปชั่วครู่


                    ที่ชั้นนี้...ไม่มีเด็กไม่ใช่เหรอ?


                    “คุณคือไคซึกะ ยูกิใช่ไหมครับ?” เด็กชายถามขึ้น และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังมีท่าทีงุนงงอยู่ จึงรีบแนะนำตัวทันที “ผมชื่อคาร์ไลล์ เวิร์ส อัลลูเซียครับ”


                    ได้ยินดังนั้นดวงตาของไคซึกะ ยูกิก็เบิกกว้างทันที เธอรีบวางไม้กวาดพิงกับผนังตามเดิม เปิดประตูออกให้กว้างขึ้นแล้วโค้งศีรษะให้เด็กชายตรงหน้า


                    “ขออภัยที่เสียมารยาทค่ะ...เอ้ย! พะย่ะค่ะ ดิฉัน...เอ้ย! หม่อมฉัน...”


                    ก่อนที่เธอจะร้องเอ้ย ไปมากกว่านี้ เด็กชายตรงหน้าก็หลุดหัวเราะออกมาเสียก่อน คาร์ไลล์โค้งศีรษะให้ยูกิตามธรรมเนียมญี่ปุ่นแล้วเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ


                    “ไม่ต้องใช้คำพูดหรูหราหรอกครับ พูดกับผมเหมือนที่พูดกับเซนและนาโอกิก็พอ”


                    “ค่ะ” ยูกิพยักหน้ารับคำในแทบจะทันที เธอไม่ชินเอาเสียเลยที่ต้องใช้คำศัพท์หรูหราเหล่านั้น แม้แต่กับจักรพรรดินี เธอยังพูดกับพระนางเหมือนเพื่อนเล่นเลย...แต่ต้องไม่ใช่ต่อหน้านายทหารและอัศวินดาวอังคารนะ ไม่อย่างนั้นหัวของเธอคงกระเด็นออกจากบ่าง่ายๆ เหมือนเปิดฝาเบียร์แน่ๆ


                    “เชิญเข้ามาดื่มอะไรข้างในก่อนค่ะ” ยูกิเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม


                    “ขอบคุณครับ”


                    ทันทีที่ก้าวเข้ามาด้านใน จมูกน้อยๆ ก็ได้กลิ่นของกาแฟอบอวลไปทั่วห้องกว้าง เจ้าชายคาร์ไลล์ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน แต่ก็พอจะรู้ฤทธิ์ของมันอยู่บ้าง พ่อของเขามักจะดื่มมันเวลาที่ต้องอยู่สะสางงานจนดึกดื่น...และดูท่าวันนี้คุณยูกิก็คงจะงานยุ่งพอสมควร


                    “ขอโทษนะครับที่มารบกวนเวลาทำงาน”


                    “ไม่หรอกค่ะ ตอนนี้อยู่ในช่วงพักสายตาพอดี” ยูกิตอบอย่างมีมารยาท พลางก้มหน้าก้มตาอุ่นนมสดให้แขกพิเศษต่อ อดนึกชมในใจไม่ได้ว่าองค์ชายคาร์ไลล์นี่ก็ฉลาดใช่ย่อย ไหวพริบดีและประเมินสถานการณ์เก่งเหมือนแม่ไม่มีผิด


                    ไม่นานเกินรอนมสดอุ่นๆ ก็มาเสิร์ฟตรงหน้าเจ้าชายน้อยที่กำลังหันซ้ายหันขวาสำรวจนู่นนี่ไปเรื่อยตามประสาเด็ก ยูกิยิ้มน้อยๆ กับภาพตรงหน้า แล้วทิ้งตัวลงนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม


                    “ถ้าจำไหมผิด องค์ชายมาเร็วกว่ากำหนดใช่ไหมคะ?”


                    “ใช่แล้วครับ ผมอยากจะลองมาแบบไม่มีใครต้อนรับ อยากลองสัมผัสชีวิตแบบคนธรรมดาดูบ้าง...ถึงเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะส่งพ่อบ้านและโจชัวมาด้วยก็เถอะ” คาร์ไลล์อธิบายและหัวเราะแห้งในประโยคท้าย


                    ยูกิได้ยินดังนั้นก็หัวเราะตาม เธอเข้าใจความรู้สึกของจักรพรรดินีดี ไม่แปลกที่เธอจะห่วงความปลอดภัยของลูกชายเพียงคนเดียวมากขนาดนี้ จากเหตุการณ์มากมายที่พระนางเคยเผชิญมา หากเป็นเธอล่ะก็ แน่นอนว่าไม่ยอมให้ลูกชายมากับผู้ดูแลเพียงลำพังสามคนเป็นแน่...ไม่สิ อาจจะไม่ยอมให้ลงมาเรียนที่โลกเลยด้วยซ้ำ


                    “อย่างนี้ก็แสดงว่า ดิฉันรู้เรื่องนี้เป็นคนแรกรึเปล่าคะ”


                    “ถ้านอกจากคณะครูที่โรงเรียนแล้วล่ะก็ ใช่ครับ”


                    “แล้วได้พบกับนาโอกิและเซนรึยังคะ? พวกเขาเป็นลูกชายฝาแฝดของไคซึกะ อินาโฮะและสเลน ทรอยยาร์ด”


                    “ครับ พวกเขาเหมือนพ่อกับแม่มาก” คาร์ไลล์ตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตสีฟ้าหยีลงและเป็นประกาย “เสด็จแม่บอกว่าสเลน ทรอยยาร์ดเป็นคนอ่อนโยน ใจดีและร่าเริง นาโอกิคงได้นิสัยและดวงตาของเขามาเต็มๆ เลยใช่ไหมครับ?”


                    ยูกิยิ้มแล้วพยักหน้ารับเบาๆ คาร์ไลล์ทำให้เธอทั้งดีใจและประหลาดใจ เด็กคนนี้สนใจครอบครัวไคซึกะขนาดนี้เลยเหรอ? เธอได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองแบบนั้น สงสัยที่จักรพรรดินีโทร.มาเล่าให้เธอฟังบ่อยๆ ว่าลูกชายของตัวเองหลงใหลในตัวสเลนมากดูท่าจะเป็นเรื่องจริง


                    “ไปหาพวกเขาที่บ้านไหมคะ”


                    องค์ชายน้อยพยักหน้าหงึกอย่างรวดเร็ว


                    “ต้องไปแน่นอนครับ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมอยากจะสนิทกับเซนและนาโอกิให้มากกว่านี้ก่อน จะได้ไปที่นั่นในฐานะเพื่อนของลูกชายอย่างเต็มตัวครับ”


                    ได้ยินดังนั้นยูกิก็ยิ้มและยกนิ้วขึ้นเกาแก้มตัวเอง พลางคิดในใจ ในฐานะเพื่อนของลูกชายอย่างเต็มตัว?...เด็กคนนี้ดูท่าจะมีความพยายามในเรื่องแปลกๆ แฮะ


                    “ถ้าอย่างนั้นตามใจองค์ชายก็แล้วกันค่ะ แต่ดิฉันของบอกเรื่องที่องค์ชายมาเข้าเรียนที่นี่กับอินาโฮะและสเลนก่อนได้ไหมคะ พวกเขาจะได้ไม่เป็นกังวลกัน”


                    “ตามสะดวกเลยครับ”


                    “แล้วที่โรงเรียน วันแรกเป็นยังไงบ้างคะ?”


                    คำถามนี้ทำให้คาร์ไลล์หัวเราะและฉีกยิ้มกว้างอีกครั้ง


                    “สนุกมากเลยครับ ผมขอให้นาโอกิและเซนพาผมกับโจชัวเดินชมรอบๆ โรงเรียน นาโอกิเหมือนมัคคุเทศก์น้อยเลยครับ แล้วเขาก็พาผมไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ อีกมากมาย ความจริงแล้วการมาที่นี่ก็ทำให้ผมกังวลใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง แต่ทั้งสองคนก็ทำให้ผมผ่อนคลายลงได้เยอะเลยครับ เซนดูเหมือนเป็นคนเงียบและเย็นชา แต่เขาก็คอยแนะนำเรื่องสำคัญให้ผมเสมอ”


                    “แฝดคู่นี้ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ นิสัยต่างกันคนละขั้วเหมือนพ่อกับแม่ไม่มีผิด แต่ถึงอย่างนั้นก็รักกันมากและเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยในทุกสถานการณ์สถานการณ์”


                    “ครับ ทั้งคู่ห่วงกันมาก ไม่ยอมห่างกันไปไหนเลย เพราะอย่างนั้นเซนที่ดูเหมือนจะไม่ชอบการเล่นรวมกลุ่มกันหลายๆ คนก็ต้องมาเล่นวิ่งไล่จับกับพวกผมตลอดช่วงบ่ายเลย ฮ่าๆ” คาร์ไลล์หัวเราะร่าตามประสาเด็กอารมณ์ดี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มที่เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ “คุณยูกิครับ เห็นนาโอกิบอกว่าคุณสเลนเป็นคนทำข้าวกล่องให้พวกเขา เรื่องจริงรึเปล่าครับ?”


                    ยูกิพยักหน้า วางแก้วกาแฟลงบนจานรองแก้วแล้วพูด


                    “จริงสิคะ ไม่ว่าจะจะข้าวกล่องของลูกๆ หรือของคุณพ่อ จะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อเย็น หรือแม้กระทั่งงานบ้านงานเรือนทั้งหมด สเลนก็ลงมือทำเองทั้งหมดเลยค่ะ”


                    “โอ้โห! คาร์ไลล์อุทานเสียงดังลั่นด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับยิ่งกว่าครั้งไหนๆ มาดเด็กชายที่ดูสุขุมและสูงส่งเมื่อครู่หายไปในพริบตา เหลือแค่เด็กน้อยธรรมดาที่กำลังอึ้งทึ่งไปกับเรื่องเล่าฮีโร่ในตำนานยังไงยังงั้น


                    ปฏิกิริยาของเจ้าชายน้อยตรงหน้าทำให้ยูกิต้องหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด เธอไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะหลงใหลในตัวสเลนมากถึงเพียงนี้ นี่แค่เธอเล่าให้ฟังยังทำท่าทางเหมือนได้เจอไอดอลระยะประชิด ถ้าเจอตัวจริงไม่ยิ่งกว่านี้หรอกเหรอ...คงจะกระโดดกอดคอสเลนหรือไม่ก็แขนขาอ่อนระทวยไหลไปกองกับพื้นอะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง


                    แล้วถ้าเกิดองค์ชายงอแงจะพาสเลนกลับดาวอังคารขึ้นมาจะทำยังไงล่ะเนี่ย ไม่สิ...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงองค์ชายต้องผ่านถึงสามศพเชียวนะ...ก็สามพ่อลูกนั่นหวงคุณแม่อย่างกับอะไรดี ปกติมีแต่พ่อแม่รักลูกเหมือนไข่ในหิน แต่ครอบครัวนี้มันพ่อลูกรักแม่เหมือนไข่ในหินชัดๆ





>>>>มาต่อละจย้าาา<<<<


                    “เอาล่ะ การบ้านก็มีเท่านี้ แค่ระบายสีคุณปลาทองและคุณแมลงปอเอง อย่าลืมไปทำมาล่ะ เข้าใจไหม?” คุณครูหนุ่มพูดพลางปิดหนังสือเรียนที่มีสีสันสดใสในมือลง


                    “เข้าใจค่ะ/ครับ”


                    “งั้นก็ไปพักเที่ยงได้”


                    “ขอบคุณค่ะ/ครับ คุณครู”


                    เมื่อครูหนุ่มประจำวิชาศิลปะเดินออกไปจากห้อง ครูพี่เลี้ยงหรือครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาพร้อมกับผ้ากันเปื้อนทันที เธอพานักเรียนทุกคนเดินต่อแถวไปล้างไม้ล้างมือให้สะอาด จากนั้นก็พากลับมานั่นทานข้าวกล่องของตัวเองที่ห้องเรียนตามเดิม


                    ทันทีที่ข้าวกล่องถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะ สงครามอวดข้าวกล่องก็เกิดขึ้นดังเช่นทุกวัน ทั้งห้องระงมไปด้วยซุ่มเสียงเล็กๆ ที่พูดคุยกันเจื้อยแจ้ว นักเรียนตัวน้อยแต่ละคนโชว์ข้าวกล่องให้เพื่อนดูอย่างภาคภูมิใจ จะมีก็แต่สองแฝดที่แยกไปนั่งทานเงียบๆ ที่หลังสุดของห้องด้วยเหตุผลบางอย่าง


                    คาร์ไลล์เห็นดังนั้นจึงปลีกตัวออกจากเพื่อนกลุ่มใหญ่แล้วไปนั่งกับสองแฝด ซึ่งโจชัวก็ต้องตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้


                    “วันนี้ข้าวกล่องของทั้งสองคนเป็นรูปกระต่ายงั้นเหรอ น่าทานจังเลย” คาร์ไลล์เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม พร้อมชะโงกหน้าไปมองข้าวกล่องหน้าตาน่าทานของสองแฝด


                    ทั้งที่มีกับข้าวมากมายหลายอย่างอัดกันในกล่องจนแน่นเอียด แต่ข้าวก็ยังไม่มีรอยเปรอะเปื้อนจากกับข้าวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยมันยังคงเป็นสีขาวสะอาดตา ถูกบีบอัดตามทรงของแม่พิมพ์จนเป็นรูปกระต่าย มีดวงตา หนวดและคิ้วเป็นสาหร่ายที่ถูกตัดอย่างประณีต ฟันหน้าทั้งสองซี่ของมันคือลูกชิ้นปลาแผ่นบาง ตัวของมันถูกห่มด้วยไข่เจียวสีเหลืองนวล ส่วนข้างๆ กระต่ายเป็นฝูงปลาหมึกสีแดงอมส้มมันวาวห้าตัว ซึ่งทำจากไส้กรอกชิ้นสั้นที่ถูกฝานส่วนล่างออกเป็นหนวดสี่เส้น แล้วยังมีผักสลัดรองอยู่ข้างใต้ ตกแต่งด้วยดอกซากุระสีชมพูระเรื่อที่ทำจากแฮม และดาวดวงน้อยๆ ที่ทำจากแครอต นอกจากนี้แล้วคนทำยังเสริมวิตามินด้วยแอปเปิลที่ถูกฝานเป็นรูปกระต่ายและส้มที่แกะเปลือกมาให้เรียบร้อยแล้วอีกด้วย


                    เซนยังคงนิ่งเงียบกับคำชมนั้น


                    นาโอกิก้มหน้าลงต่ำ มองข้าวกล่องที่ตนรอคอยมาตั้งแต่เช้าด้วยสายตาที่หมองลง จากนั้นก็คีบฟันของกระต่ายมาซี่หนึ่ง หรือก็คือลูกชิ้นปลาแผ่นบ้างที่เขาพิจารณาแล้วว่าเป็นชิ้นที่เล็กที่สุกในกล่อง เขาทำใจมองมันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากลา แล้วหันไปพูดกับเพื่อนใหม่ที่อยากสนิทสนมด้วยว่า


                    “ถ้าชอบฉันแบ่งให้คาร์ไลล์ชิ้นนึงก็ได้”


                    นาโอกิยื่นตะเกียบไปตรงหน้าอีกฝ่าย ส่วนดวงตาสีเขียวทะเลสาบนั่นก็จ้องลูกชิ้นปลาแผ่นบางที่ถูกหนีบอยู่ที่ปลายตะเกียบด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ราวกับว่าเด็กน้อยได้เห็นภาพคุณแม่ซ้อนทับขึ้นมาพร้อมกับน้ำเสียงอบอุ่นที่พูดว่า ทานให้หมดนะ คนดียังไงยังงั้น


                    คาร์ไลล์ชะงักค้าง ยอมรับว่าเขาอยากทานข้าวกล่องฝีมือสเลน ทรอยยาร์ดจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หวังว่าจะขอให้ทั้งสองแบ่งให้ หรือถ้าแบ่งให้จริงเขาก็จะดีใจมาก แต่ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกผิดแปลกๆ ชอบกล...


                    “อะ...เอ่อ ไม่ล่ะๆ ไม่เป็นไร นาโอกิกินไปเถอะ” คาร์ไลล์ปฏิเสธพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ยิ่งได้เห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ลูกชิ้นปลาของนาโอกิแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดเหมือนตนได้ไปพรากแม่ไปจากลูกเสียอย่างนั้น “ฉันก็มีข้าวกล่องมาเหมือนกัน ขอนั่งด้วยก็พอ”


                    “อื้ม” นาโอกิพยักหน้าตอบแทบจะทันที พร้อมคลี่ยิ้มจนตาหยี ทั้งยังรีบชักมือกลับแล้วยัดลูกชิ้นปลาแผ่นบางเข้าปากด้วย


                    ท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยแฮะ...คาร์ไลล์คิด


                    “นี่นาย! กล้าเมินต่อความต้อการของท่านคาร์ไลล์ได้ยังไงกันน่ะ!” โจชัวดุนาโอกิด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมใช้มือดันแว่นขึ้น เปลี่ยนท่าทีให้ดูสงบนิ่งแล้วหันไปยังคาร์ไลล์ “ท่านคาร์ไลล์ครับ ผมจะรีบศึกษาวิธีทำข้าวกล่องกระต่ายไว้ แล้วคราวหน้าจะทำให้ทานนะครับ”


                    คาร์ไลล์มุมปากกระตุก เมื่อครู่ก็รู้สึกผิด ตอนนี้ก็รู้สึกขนลุก ชีวิตบนโลกนี่มีสีสันจริงๆ เขาไม่รอช้ารีบตอบออกไปทันทีว่า “ไม่เป็นไร แบบนี้แหละดีแล้ว”


                    “ครับ” โจชัวตอบแล้วเริ่มแกะห่อผ้าออก จัดแจงหยิบข้าวกล่องออกมาวางเรียงรายให้ผู้เป็นนายอย่างเป็นระเบียบ


                    นาโอกิและเซนที่กำลังทานข้าวกล่องของตนอยู่พากันหยุดชะงัก แล้วจ้องไปยังกล่องข้าวใบใหญ่ที่แยกออกมาได้สามชั้น ชั้นแรกเป็นข้าวที่ถูกโรยด้านบนด้วยงาและสาหร่ายหั่นฝอย ชั้นที่สองเป็นไก่โคร็อกเกะและหมูทอดทงคัทสึชิ้นเล็กพอดีคำ ส่วนชั้นที่สามเป็นแกงกะหรี่ ดูจากควันที่ลอยฟุ้งออกมาจางๆ ผมสมกับกลิ่นหอมฉุย ทั้งสองก็รู้ได้ทันทีว่ากล่องข้าวสามชั้นนั้นมีคุณสมบัติเก็บความร้อนได้


                    ยังไม่ทันที่นาโอกิและเซนจะได้หยุดตะลึง กล่องข้าวใบเล็กอีกใบก็ถูกเลื่อนไปวางเพิ่ม เมื่อเปิดฝาออกไอเย็นก็ลอยเอื่อยออกมา ในนั้นคือเนื้อแซลมอนสีส้มสด ไข่ปลาคาเวียที่ประกายแวววาว ไข่หอยเม่นสีเหลืองทองและกุ้งหวานตัวใสเนื้อใสแจ๋ว


                    เซนและนาโอกิเข้าใจว่าคาร์ไลล์น่าจะเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล แต่ก็ไม่คิดว่าจะดูเป็นผู้ดีขนาดนี้ เป็นเพราะเมื่อวานคาร์ไลล์และโจชัวไม่รู้ จึงไม่ได้เตรียมกล่องข้าวมาด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่สองแฝดได้เห็นข้าวกล่องของคาร์ไลล์ ซึ่งสองแฝดไม่เคยคิดมาก่อนว่าแค่ข้าวกล่องมื้อกลางวันที่โรงเรียน ถึงกับต้องใส่กล่องเก็บความร้อนและความเย็นมากขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อเทียบกับข้าวกล่องของพวกเขาแล้ว...


                    ...นี่มันภัตราคารห้าดาวกับข้าวกล่องแม่บ้านชัดๆ


                    “ทานด้วยกันไหม ฉันกินไม่หมดหรอก” คาร์ไลล์ถามพร้อมคลี่ยิ้มให้ทั้งสอง


                    “ไม่หรอกน่า ถึงจะเยอะ แต่นายกับโจชัวลองกินดูก่อนสิ อาจจะหมดก็ได้นะ”


                    “ทั้งหมดนี่คือของท่านคาร์ไลล์” โจชัวพูดพร้อมหยิบข้าวกล่องใบเล็กที่ดูธรรมดาขึ้นมาวางตรงหน้าตัวเอง แล้วพูดกับสองแฝดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ห้ามพวกนายแตะต้องอาหารของท่านคาร์ไลล์เด็ดขาด!


                    นาโอกิทำอะไรไม่ถูกเป็นรอบที่ไม่รู้เท่าไหร่ของวัน เขาและเซนมักถูกโจชัวทำท่าทางแบบนี้ใส่เสมอ ซึ่งเขาไม่รู้ถึงสาเหตุที่แน่ชัด...อาจเพราะโจชัวกลัวว่าเขาและน้องชายจะไปแย่งเพื่อน หรือไม่โจชัวอาจเป็นคนเข้าสังคมยากก็ได้


                    ...หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง


                    นาโอกิคิดแล้วคลี่ยิ้มแข่งกับสีหน้าบึ้งตึงของเด็กชายตาเขียว


                    “ไม่ต้องห่วงน่า โจชัว แค่ข้าวกล่องที่แม่ทำให้ พวกเราก็อิ่มแปล้แล้วล่ะ”


                    เซนเลิกสนใจเพื่อนใหม่ทั้งสอง แล้วก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่งราวกับปลาตาย ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา เป็นอารมณ์คุกรุ่นที่บางเบาแต่สัมผัสได้


                    ...เขาไม่พอใจ  ไม่พอใจเด็กแว่นตรงหน้าชอบขึ้นเสียงใส่พี่ชายขี้ตกใจของตัวเอง ไม่ว่าโจชัวจะหวงและยกย่องเพื่อนสนิทของตัวเองมากแค่ไหนก็ตาม ยังไงเขาก็คิดว่าโจชัวไม่ควรใส่อารมณ์กับพี่ชายของตนอยู่ดี\


                    “นี่พวกนาย ทำไมไปนั่งตรงนั้นล่ะ” เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งวิ่งเข้ามาที่โต๊ะของทั้งสี่ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น แล้วก็ต้องร้องออกมาเสียงดัง “โอ้โห! ตรงนี้มีแต่ข้าวกล่องน่ากินทั้งนั้นเลย!


                    เป็นไปตามที่เซนคาด ถึงข้าวกล่องของเขาและนาโอกิจะน่าทานแค่ไหน แต่เมื่อพบกับข้าวกล่องรูปแบบใหม่ของคาร์ไลล์เข้า ข้าวกล่องของพวกเขาก็ชิดซ้ายในพริบตา เขาและนาโอกิถือโอกาสนี้รีบยัดข้าวกล่องทั้งหมดที่เหลือเข้าปาก ในขณะที่ข้าวกล่องของคาร์ไลล์กลายเป็นจุดสนใจ และถูกชิงไปทีละชิ้นสองชิ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวได้แต่นั่งหัวเราะแห้งๆ ส่วนโจชัวก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย...เพราะทุกคนสนแต่อาหารของคาร์ไลล์เท่านั้น


                    ไม่ถึงครึ่งกล่อง...


                    นั่นคือปริมาณมื้อกลางวันที่คาร์ไลล์ได้กิน ส่วนที่เหลืออีกเกินครึ่งนั้นไปอยู่ในปากเพื่อนตัวน้อยที่ยืนเคี้ยวกันตุ้ยๆ อยู่รอบโต๊ะ ดวงตาสีฟ้าสดมองไปยังข้าวกล่องของเซนและนาโอกิอย่างคาดหวัง ก่อนจะยิ้มค้างเมื่อกล่องข้าวของสองแฝดนั้นว่างเปล่าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเดาว่ากับข้าวหน้าตาน่าทานเหล่านั้นมันหายไปเพราะอะไร ดูจากรอยยิ้มที่ฉีกกว้างของนาโอกิแล้ว ทั้งคู่คงรีบจัดการอย่างรวดเร็วในช่วงที่ทุกคนกรูกันมาที่กล่องข้าวของเขา


                    หันไปมองข้าวกล่องของผู้ติดตามที่นั่งอยู่ข้างๆ


                    ...ว่างเปล่าเช่นกัน แต่ดูจากสีหน้าเจ้าของแล้วคงถูกแย่งไม่ผิดแน่


                    คาร์ไลล์ถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที แล้วพูด “พรุ่งนี้จะให้พ่อบ้านทำแค่ข้าวผัดกับไข่เจียว”


                    นาโอกิหัวเราะ ในขณะที่โจชัวหัวเสียมาก เขาพยายามหันไปต่อว่าเพื่อนๆ ที่มาฉกชิงข้าวกล่องของตนและคาร์ไลล์ไป ส่วนเซนก็เก็บกล่องข้าวเข้ากระเป๋าเงียบๆ ตามเคย


                    เสียงหัวเราะคิกคักชอบใจดังขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ท่าทีโมโหของโจชัวกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับเพื่อนร่วมห้อง ก่อนจะถูกมองข้ามไปในไม่กี่นาทีถัดมา


                    “ใครทำข้าวกล่องให้พวกนายเหรอ?” เพื่อนคนหนึ่งถาม


                    “พ่อบ้าน” โจชัวตอบเสียงเรียบพร้อมเก็บกล่องข้าวกลับเข้ากระเป๋า


                    “โอ้โห พวกนายมีพ่อบ้านด้วย!


                    “นี่ๆ ชาวดาวอังคารมีพ่อบ้านกันทุกคนเลยรึเปล่า?”


                    “ไม่ทุกคนหรอก เฉพาะคนที่สูงศักดิ์เท่านั้น...”


                    “โจชัว”


                    เสียงปรามต่ำๆ ของผู้เป็นนายทำให้โจชัวเงียบกริบในทันที คาร์ไลล์ไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องฐานะของตนมากนัก เพราะมันจะพาให้การใช้ชีวิตของเขายุ่งยากเปล่าๆ


                    หัวข้อสนทนาถูกเพื่อนร่วมห้องที่มายืนล้อมรอบโต๊ะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ราวกับที่ถามเมื่อครู่เป็นแค่คำถามลอยๆ ที่ไม่ต้องการคำตอบ


                    “อ้อใช่! แล้วพวกนายสองคนรู้จักกบฏทรอยยาร์ดกันรึเปล่า?” เด็กชายท่าทางซุกซนคนหนึ่งถามขึ้น


                    คำศัพท์แปลกใหม่พาให้ทุกคนเริ่มสนอกสนใจ ในขณะที่คาร์ไลล์ชะงักค้าง แล้วหันไปยังสองแฝดที่นั่งฟังเพื่อนร่วมชั้นพูดต่อด้วยความอยากรู้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ


                    “กบฏทรอยยาร์ดคืออะไรเหรอ?” นาโอกิถามด้วยความสงสัย


                    “ก็ปีศาจที่ทำลายล้างโลกไงล่ะ! พ่อของฉันเล่าให้ฟังว่า หมอนั่นวางแผนลอบฆ่าองค์ราชินีแห่งดาวอังคารและก่อสงครามครั้งที่สามขึ้นมาเพื่อยึดครองโลก มันคือสงครามเมื่อสิบปีก่อนที่คนตายกันเป็นเบือครั้งนั้นไง!


                    “คุณแม่บอกว่า...ค...คุณลุงของฉันเสียชีวิตในสงครามนั้น” เด็กหญิงคนหนึ่งพูดพร้อมสีหน้าเศร้าสลด พาให้ทุกคนที่ได้ยินต่างสะเทือนใจไปตามๆ กัน


                    “เอ๋! คุณลุงของมากิจังน่ะเหรอ?” นาโอกิโพล่งถามออกไปด้วยความตกใจ


                    เด็กหญิงพยักหน้ารับ


                    “ห...โหดร้าย”


                    “แม่ของฉันก็เคยพูดให้ฟังเรื่องสงครามเมื่อสิบปีก่อน บอกว่าท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง พื้นดินก็มีไฟลุกเต็มไปหมด เสียงระเบิดดังจนหูอื้อไปหมด”


                    “จะว่าไปเหมือนพ่อฉันก็เคยพูดเหมือนกัน กองทัพของปีศาจนั่นลงมาบนโลกปุ๊ป ทุกอย่างก็ดำมืดไปหมดเลย”


                    “ฉันได้ยินมาว่าหมอนั่นมีเขี้ยวที่แหลมมากเอาไว้เคี้ยวเนื้อเด็กอย่างพวกเรา แล้วก็มีกรงเล็บที่ยาวเฟื้อยเอาไว้จับคนที่คิดทรยศมาฆ่าด้วยล่ะ!


                    “น่ากลัวจัง!


                    “คืนนี้มันจะมากินพวกเราไหม ไม่เอานะ!


                    มาถึงตอนนี้ บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วแปรเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ มีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาเป็นพักๆ ความหวาดกลัวและความหดหูก่อตัวขึ้นตามโทนเรื่องจริงปนจิตนาการที่เด็กชายผู้เป็นเพื่อนร่วมห้องเล่าออกมา


                    เด็กชายเล่าเรื่องราวปีศาจที่คุณพ่อปลูกฝังอยู่ทุกวี่ทุกวันจบแล้ว แต่ความอยากรู้ของเพื่อนร่วมชั้นกลับกำลังพุ่งขึ้นจนเกือบถึงขีดสุด ทำให้เพื่อนร่วมชั้นอีกคนต้องหันไปถามเพื่อนใหม่จากดาวอังคารต่อ โดยหวังได้ยินวีรกรรมเลวทรามของปีศาจตนที่ว่าให้มากขึ้นอีก


                    “นี่ๆ นายสองคนน่ะรู้เรื่องปีศาจทรอยยาร์ดบนดาวอังคารบ้างรึเปล่า? รู้สึกจะชื่อว่าสเลน ทรอยยาร์ดใช่ไหม?”


                    “สเลน?” สองแฝดทวนชื่อออกมาเบาๆ แล้วหันไปมองหน้ากัน


                    โจชัวใช้ปลายนิ้วดันแว่นขึ้น พยักหน้าแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “รู้สิ แต่หมอนั่นน่ะตายไปนานแล้-


                    “ไม่มีหรอก” คาร์ล์พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระด้างกว่าที่เคย ใบหน้าของเขาก้มลงต่ำ ดวงตาสีฟ้าของเขาไม่ได้จ้องไปที่ใคร “ปีศาจที่ว่าน่ะ ไม่มีอยู่จริงหรอก”


                    “เอ๋? แต่เมื่อกี้โจชัวยังบอกว่ามีจริงอยู่เลย” เด็กชายที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมาท้วงขึ้นอย่างมีน้ำโหนิดๆ เพราะคำพูดของคาร์ไลล์ทำลายความน่าเชื่อถือของเขาไปมากพอตัว


                    คาร์ไลล์ส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาเบาๆ


                    “นั่นสิ! แล้วไงต่อ โจชัว เล่าต่อสิ”


                    คำพูดของคาร์ไลล์ถูกมองข้ามไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนร่วมห้องเลือกที่จะเชื่อเรื่องราวเกินจริงนั่นมากกว่าเรื่องจริงที่เขาอยากจะสื่อ


                    ส่วนโจชัวที่ถูกรบเร้าจากเพื่อนเกือบทั้งห้องก็ยกยิ้มแล้วทำท่าจะเล่าต่อ โดยจงใจมองข้ามประสงค์ของผู้เป็นนายเมื่อครู่ไปโดยไม่ต้องคิดหน้าหลัง เขาซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อองค์ชายคาร์ไลล์ แต่แค่เรื่องนี้เท่านั้น ที่เขามักขัดใจพระองค์...แค่เรื่องสเลน ทรอยยาร์ดเท่านั้น


                    “เอาล่ะ เด็กๆ จ้ะ ทานข้าวเสร็จแล้วก็มาแปรงฟันกันด้วยนะ เอ้า! เข้าแถวเร็วเข้า!


                    ยังไม่ทันที่โจชัวจะได้พูดอะไรออกไป ครูประจำชั้นก็เข้ามาเสียก่อน พร้อมก้าวเข้ามาต้อนทุกคนไปเข้าแถวอีกด้วย ทำให้เหล่านักเรียนตัวน้อยต้องสลายตัวกันอย่างรวดเร็ว


                    “สเลน ทรอยยาร์ดเหรอ? นายเคยได้ยินรึเปล่า เซน?” นาโอกิหันไปถามน้องชายผู้รอบรู้ด้วยความสงสัย


                    เซนหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า


                    “ตอนแรกก็ตกใจอยู่เหมือนกันที่ได้ยินว่าชื่อสเลน แต่แม่นามสกุลไคซึกะเหมือนกับพวกเรานะ”


                    “นั่นสิ ที่สำคัญ แม่ของเราไม่มีทางเป็นปีศาจไล่ฆ่าคนแบบนั้นไปได้หรอก แม่เป็นนางฟ้าต่างหาก!


                    นาโอกิพูดพร้อมฉีกยิ้มจนแก้มปริ พาให้น้องชายเผยยิ้มออกมาบ้าง


                    “อื้ม!






                    “ไปก่อนนะคาร์ไลล์! โจชัว!” เสียงใสของนาโอกิกล่าวขึ้นพร้อมกับกระชับสายเป้บนบ่า โบกมือลาเพื่อนทั้งสองแล้ววิ่งตามน้องชายที่เดินนำไปก่อนไปยังหน้าประตูโรงเรียน


                    คาร์ไลล์ทำเพียงแค่พยักหน้าและยิ้มรับ ไม่ได้กล่าวลาด้วยท่าทีร่าเริงอย่างที่เคย ดวงตาสีฟ้าสดจ้องมองไปยังนายทหารยศสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินที่สวมผ้าปิดตาซ้ายเอาไว้ ใบหน้าเรียบนิ่งนั่นเผยรอยยิ้มบางออกมาเมื่อลูกชายทั้งสองของตนวิ่งเข้าไปหา ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วรับทั้งคู่เข้ามาในอ้อมกอด เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วต้องพากันคลี่ยิ้ม


                    ทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้น...แต่ตอนนี้คาร์ไลล์กลับยิ้มไม่ออกเลยแม้แต่น้อย


                    ทั้งที่เป็นภาพที่เขาอยากเห็นแทบตาย แต่ตอนนี้มุมปากกลับหนักอึ้ง รอยยิ้มที่พยายามฝืนคลี่ออกมาเมื่อครู่หุบไปตั้งแต่ตอนไหนตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำ


                    “ลูซใกล้จะถึงแล้ว จะไปรอที่หน้ารั้วโรงเรียนเลยไหมครับ องค์ชาย” โจชัวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้นขณะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง ดวงตาสีเขียวทอดมองไปตามสายตาของผู้เป็นนาย แล้วเอ่ยต่อ “นั่นน่ะเหรอ ไคซึกะ อินาโฮะ ดูธรรมดากว่าที่ลือกันอีกนะครับ”


                    “เมื่อกลางวันทำไมนายถึงพูดออกไปแบบนั้น”


                    ได้ยินดังนั้นโจชัวก็ใช้ปลายนิ้วดันแว่นขึ้น มุมปากกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อย เพียงแค่เล็กน้อยท่านั้น ก่อนจะหุบลงอย่างรวดเร็วแล้วแสร้งถามออกไป “แบบไหนเหรอครับ”


                    “อย่ามาทำไขสือ โจชัว” คาร์ไลล์พูดด้วยน้ำเสียงกระด้างขึ้น เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับโจชัวซึ่งๆ หน้า เขาเริ่มมีน้ำโหแล้ว


                    “หมายถึงเรื่องสเลน ทรอยยาร์ดน่ะเหรอครับ”


                    “ใช่” คาร์ไลล์ขมวดคิ้วเข้าหากัน ยิ่งได้เห็นท่าทีสบายๆ ของอีกฝ่ายแล้ว ใจเขาก็ยิ่งร้อนรุ่ม “เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าห้ามเอ่ยถึงสเลน ทรอยยาร์ดต่อหน้าคนอื่น”


                    “ครับ องค์ชายเคยบอกเอาไว้อย่างนั้น” ดวงตาสีเขียวหลังกรอบแว่นเลื่อนขึ้นมาสบตาผู้เป็นนายตรงๆ “ผมครุ่นคิดดีแล้วว่าไม่มีอะไรน่าเสียหาย จึงได้พูดออกไปแบบนั้นครับ”


                    “ไม่มีอะไรน่าเสียหายงั้นเหรอ..”


                    ยังไม่ทันที่คาร์ไลล์จะพูดจบ โจชัวก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน


                    “ครับ ไม่มีอะไรเสียหาย ในเมื่อสเลน ทรอยยาร์ดเป็นกบฏจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนก็กล่าวถึงคนคนนั้นไว้แบบนั้น”


                    คำพูดของโจชัวทำให้คาร์ไลล์สะอึก เขาอยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ก็ทำไม่ได้ เบื้องหลังการก่อกบฏของสเลนทรอยยาร์ดไม่ได้รับอนุญาตให้ใครอื่นล่วงรู้ และหากว่าเป้าหมายที่แท้จริงของสเลน ทรอยยาร์ดจะถูกเปิดเผยออกไปว่าความจริงแล้วทำไปเพื่อจักรพรรดินีและความสงบสุขของโลกและดาวอังคาร แต่ความจริงที่ว่าสเลน ทรอยยาร์ดสังเวยชีวิตมากมายไปในสงครามนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี ความแค้นของผู้คนที่สูญเสียครอบครัวและคนสำคัญไม่มีทางถูกลบล้างไปได้ง่ายๆ แล้วพวกเขาก็จะไม่ปล่อยให้สเลน ทรอยยาร์ดได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายแน่นอน


                    ทั้งพ่อ แม่และตัวเขาเองต่างพากันปิดเรื่องนี้เป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของสเลน ทรอยยาร์ด    ป้องกันสเลน ทรอยยาร์ดจากเหล่าผู้สูญเสียที่พร้อมจะกลายร่างเป็นฆาตกรได้ทุกเมื่อ และมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก...เพราะดูเหมือนคนตรงหน้าเขาเองก็จะเป็นหนึ่งในฆาตกรแฝงเหล่านั้น


                    “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงห้ามพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ท่านควรจะเป็นคนที่โกรธแค้นคนคนนั้นยิ่งกว่าใคร แต่ดูเหมือนท่านกำลังพยายามปกป้องกบฏที่พยายามฆ่าพระมารดาของท่านครั้งแล้วครั้งเล่ายังไงยังงั้น”


                    ดวงตาสีฟ้าสดเบิกโพลง คาร์ไลล์ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะกล้าพูดได้ขนาดนี้ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของโจชัวในตอนนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปเลยสักนิด มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่มีแต่จะล้นทะลักออกมามากขึ้นทุกวันๆ ที่สำคัญดวงตาเฉียบคมคู่นั้นช่างน่าอึดอัด ราวกับมันต้องการค้นหาความจริงบางอย่างในตัวเขาอยู่ตลอดเวลา


                    ความจริงที่ว่า...สเลน ทรอยยาร์ดยังมีชีวิตอยู่


                    “มากไปหน่อยมั้ง โจชัว คิดแมน” คาร์ไลล์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สีหน้าขรึมลงถนัดตา และนั่นก็ทำให้โจชัวรู้สึกตัวว่าได้ทำอะไรลงไป “สงสัยผมคงต้องคุยกับเสร็จพ่อเรื่องผู้ติดตามที่เหมาะสมใหม่ซะแล้วล่ะ”


                    พูดจบคาร์ไลล์ก็หันหลังและก้าวเดินไปยังประตูรั้วโรงเรียนที่มีลูซยืนรออยู่ทันที


                    “ด...เดี๋ยวขอรับ องค์ชาย! กระผมผิดไปแล้ว ขอทรงอภัยพะย่ะค่ะ!” โจชัวรีบลุกลี้ลุกลนคุกเข่าลงกับพื้น


                    สองเท้าของคาร์ไลล์หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมายังโจชัวเพียงเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


                    “อย่าให้มีครั้งหน้า โจชัว คิดแมน”


                    ว่าจบสองเท้าก็ก้าวไปข้างหน้า ทิ้งให้ผู้ติดตามเดินทิ้งระยะห่างตามมาเงียบๆ เขาโล่งอกไม่น้อยที่การแสดงออกของเขาเมื่อครู่ดีพอที่จะทำให้โจชัวเกรงกลัว เพราะลึกๆ ความจริงแล้วตัวเขาเองก็กำลังกลัวอีกฝ่ายเช่นกัน ชีวิตของเชื้อพระวงศ์ไม่ได้สุขสบายอย่างที่ใครๆ คิดนัก มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ข้ารับใช้ทุกคนจะภักดีต่อเราจากใจจริง หากไม่ระวังให้ดีก็จะถูกอสรพิษข้างกายกัดเอาโดยไม่รู้ตัว นี่คือสิ่งที่พ่อและแม่ของเขาพร่ำสอนอยู่เสมอ


                    และเขาก็หวังว่าโจชัวจะไม่กลายเป็นอสรพิษข้างกายในวันข้างหน้า เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงเขาคงต้องเสียทั้งผู้ติดตามและเพื่อนคนแรกในชีวิตไปเป็นแน่



                                                                                     มาต่อจ้ะ


                    “เครื่องบินบรื้นๆ สูงอีกฮะ สูงอีก!” นาโอกิที่นอนคว่ำบนหน้าแข้งทั้งสองข้างของแม่ตะโกนขึ้นอย่างชอบใจ


                    “สูงได้เท่านี้แหละลูก ฮะๆ” สเลนที่นอนหงายอยู่บนโซฟาได้แต่หัวเราะแห้ง เหงื่อชื้นผุดขึ้นตามกรอบหน้าสวย เขาจะรวบรวมพละกำลังแล้วกลั้นใจยกขาทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นอีกครั้ง “นาโอกิตัวไม่เบาเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ น้ำหนักเท่าไหร่แล้วเนี่ย เอ้า ฮึบ!


                    ได้ยินดังนั้นนาโอกิก็หัวเราะร่า แล้วพูดอย่างภูมิอกภูมิใจ


                    “ผมหนักสิบห้ากิโลฮะ”


                    “หืม? สิบห้าเองเหรอ นั่นมันของสองเดือนที่แล้วนี่ แม่ว่าตอนนี้คงสิบเจ็ดแล้วมั้ง ฮึบ...แฮ่ก” ยกลูกชายได้อีกไม่กี่ครั้งสเลนก็หมดแรง สองขาเรียวเหยียดยาวลงบนโซฟา แล้วนอนหอบอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ๆ


                    นาโอกิเห็นดังนั้นก็ตะกายขึ้นไปนอนบนลำตัวของสเลน แล้วถูหน้าไปมากับอกที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงเพราะความเหนื่อยหอบจากการเล่นเมื่อครู่


                    “นาโอกิ แม่เหนื่อยอยู่ อย่าไปนอนทับแม่แบบนั้นสิ” อินาโฮะที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ข้างๆ เขาคือเซนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ


                    “คร้าบบ คุณพ่อ”


                    ว่าจบนาโอกิก็ค่อยๆ ปีนลงจากโซฟา เอื้อมมือเล็กๆ ไปเช็ดเหงื่อตามหน้าผากของผู้เป็นแม่อย่างตั้งอกตั้งใจ จนสเลนต้องคลี่ยิ้มกว้างแล้วดึงเจ้าตัวน้อยเข้ามาฟัดแก้มอย่างหมั่นเขี้ยว


                    “พ่อฮะ O-R-A-N-G-E สำเนียงอังกฤษอ่านยังไง ผมอ่านว่า โอ-เรน-จิ แต่คุณครูบอกว่าไม่ถูกต้อง” เซนที่นั่งเงียบอยู่นานเงยหน้าขึ้นถาม พร้อมชี้นิ้วเล็กๆ ไปยังตัวหนังสือที่ว่า ซึ่งมีรูปผลส้มเป็นภาพประกอบ


                    “Orange” อินาโฮะออกเสียงให้ลูกฟังช้าๆ ชัดๆ


                    เซนพยักหน้า แล้วออกเสียงตามจนกว่าพ่อจะบอกว่าถูกต้อง


                    สเลนที่นอนเล่นกับนาโอกิอยู่หยัดกายขึ้นมาถาม “Orange แปลว่าอะไรครับ คนเก่ง”


                    “แปลว่าส้มฮะ”


                    “แล้วส้มอยู่ไหนเอ่ย?” สเลนเผยรอยยิ้มซุกซน พาให้คุณพ่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหลือบตาขึ้นมามอง


                    “อยู่นี่ฮะ!!” สองแฝดประสานเสียงตอบพร้อมชี้นิ้วไปยังคุณพ่อที่กำลังเช็คงานของตนผ่านทางแทปเล็ตอยู่


                    อินาโฮะคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของสามแม่ลูก เขาเขี่ยปลายนิ้วไปมาบนหน้าจออีกสองสามครั้ง ก่อนจะล็อคหน้าจอแล้ววางมันลงบนโต๊ะ โน้มกายไปข้างหน้าแล้วถามขึ้นบ้าง “แล้ว Bat ล่ะ แปลว่าอะไร?”


                    “แปลว่าค้างคาววว” สองแฝดยกมือขึ้นตอบพร้อมกันราวกับอยู่ในห้องเรียน


                    “แล้วค้างคาวอยู่ไหน?”


                    “อยู่นั่นฮะ!!


                    ไม่ตอบเปล่า สองแฝดกระโจนเข้าไปหาสเลนที่ลุกขึ้นนั่งฉีกยิ้มกว้างบนโซฟาทันที อินาโฮะมองลูกน้อยแข่งกันอ้อนแม่อย่างเพลินตา หัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่นานเขาก็อดใจไม่ไหวจนต้องลุกไปนั่งด้วย...ใช่แค่นั่งลงข้างๆ สเลนเท่านั้น เขาไม่กระโจนเข้าไปรุมฟัดภรรยาอย่างลูกชายทั้งสองหรอก เด็กทำน่ะน่ารัก แต่ให้ผู้ใหญ่อย่างเขาทำดูท่าจะไม่เหมาะ หรือถ้าอยากทำจริงๆ ...เก็บไว้ไปทำในห้องกันสองคนสนุกกว่าเยอะ


                    “แม่ฮะ ทำไมเอวแม่เล็กกว่าพ่อ” เซนที่นั่งกอดเอวสเลนอยู่เงยหน้าขึ้นถาม


                    สเลนหัวเราะแล้วฉีกยิ้มซน ก่อนจะตอบไปว่า


                    “ก็พ่ออ้วนไง”


                    “ใช่ที่ไหน” อินาโฮะตอบกลับทันควัน ทั้งยังยื่นมือไปดึงแก้มภรรยาจนยืดออกมาอีกต่างหาก ส่วนตาก็มองไปยังลูกทั้งสองที่คละนั่งตักพ่อคนหนึ่งแม่คนหนึ่งด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่ผอมเกินไปต่างหาก โตขึ้นมาอย่าผอมอย่างแม่นะ เข้าใจไหม”


                    “เข้าใจฮะ” สองหนุ่มน้อยประสานเสียงตอบพร้อมกัน


                    “ไอ้ส้ม ผมเจ็บ” สเลนกระซิบ


                    มือที่หยิกแก้มนุ่มเปลี่ยนเป็นลูบเบาๆ อย่างรู้สึกผิด เมื่อเห็นว่าเริ่มเป็นรอยแดงจนน่ากลัว อินาโฮะเมินฝ่ามือที่ฟาดลงมาบนแขนตนดังเพี๊ยะ แล้วขยับเข้าไปหอมแก้มซ้ำราวกับต้องการปัดเป่าความเจ็บปวดให้หายไป ลูกๆ ทั้งสองเห็นพ่อทำอย่างนั้นก็ลุกขึ้นไปหอมแก้มแม่กันบ้าง พาให้คนเป็นแม่หัวเราะอออกมาเบาๆ


                    “สูงขึ้นกันรึเปล่า ชายเสื้อเริ่มเต่อแล้ว” อินาโฮะเปรยขึ้นพร้อมลองดึงชายเสื้อของนาโอกิที่นั่งอยู่บนตักดู


                    “นั่นสิ ขากางเกงก็ด้วย” สเลนพูดพลางจับเซนยืนขึ้น สำรวจเสื้อผ้าและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ดูจะสูงขึ้นมาอีกไม่น้อย “สงสัยต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ซะแล้ว”


                    “แม่จะไปซื้อเสื้อผ้าเหรอฮะ?! ไปๆๆ ผมอยากไปเที่ยวกับแม่ฮะ!” นาโอกิพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น แม้แต่เซนเองก็มองไปยังสเลนด้วยสายตาคาดหวัง นาโอกิพูดต่อ “ไปเที่ยวที่ไหนดีฮะ ไม่ไปสวนสาธารณะใกล้ๆ นี่แล้วได้ไหมง่ะ ผมอยากไปที่อื่นบ้าง เพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวสวนสนุกกับพ่อแม่กันด้วย พวกเขาบอกสนุกมากๆ เลย เราไปกันนะฮะ!


                    รอยยิ้มสดใสของสเลนกลายเป็นยิ้มฝืดไปทันตา พยายามฝืนยิ้มต่อไปเพราะไม่อยากดับฝันลูกชายทั้งสอง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบของตัวเองก็ให้ผลไม่ต่างไปจากการหุบยิ้มตอนนี้...ไม่สิ อาจส่งผลมากกว่าด้วยซ้ำ


                    “แม่ขอโท...”


                    ยังไม่ทันที่สเลนจะพูดจบประโยค อินาโฮะก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมทั้งเอื้อมมือไปลูบหัวลูกทั้งสอง


                    “แม่ร่างกายอ่อนแอมาก ออกไปไกลขนาดนั้นไม่ได้หรอก เกิดแม่หมดสติไปอีกจะแย่เอา”


                    “ง่ะ แต่ตอนนี้แม่ก็ดูแข็งแรงดีนี่ฮะ เมื่อกี้ยังพาผมเล่นเครื่องบินอยู่เลย” นาโอกิแย้งเสียงหงอย


                    “แม่ยกนาโอกิได้กี่ครั้ง” อินาโฮะไม่ตอบ แต่ถามกลับ


                    “เจ็ดครั้งฮะ”


                    “แล้วพ่อยกนาโอกิได้กี่ครั้ง”


                    “...สิบแปดฮะ”


                    “ทีนี้เข้าใจรึยัง แม่อ่อนแอกว่าคนทั่วไปมาก พละกำลังก็น้อย ภูมิต้านทานก็ต่ำ ตากแดดตากลมนานๆ ก็ไม่ได้ จำได้ไหม เมื่อเดือนก่อนที่เรากลับบ้านมาแล้วเจอแม่นอนสลบอยู่ที่สนามหญ้า ใครกันที่ร้องไห้ หืม?”


                    “...นาโอกิกับเซนฮะ”


                    นาโอกิตอบแล้วเริ่มเบะปากน้ำตาคลอ เด็กน้อยไม่ได้จะร้องไห้เพราะกลัวว่าคุณพ่อจะดุ แต่ร้องไห้เพราะนึกภาพคุณแม่ที่นอนสลบตัวซีดเผือดบนสนามหญ้าในวันนั้นต่างหาก ตอนนั้นทุกคนตกใจแทบแย่ ในขณะที่อินาโฮะรีบอุ้มสเลนไปที่โซฟา นาโอกิและเซนกลับทำอะไรไม่ถูก พยายามเรียกเท่าไหร่แม่ก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมา พาให้สองแฝดขวัญเสียจนร้องไห้ฟูมฟาย ใครจะปลอบยังไงก็ไม่เป็นผล อาจมีสงบลงบ้างเมื่ออินาโฮะกอดทั้งคู่ไว้ แต่ก็ไม่หยุดร้องไห้เสียทีเดียว จนกระทั่งสเลนจะฟื้นนั่นแหละ เด็กน้อยทั้งสองถึงหยุดร้องไห้


                    สเลนเห็นดังนั้นก็บีบมืออินาโฮะเบาๆ เพื่อเป็นการบอกว่าพอแค่นี้แหละแต่อินาโฮะบีบมือตอบแล้วส่ายหน้า


                    “พวกลูกเป็นห่วงแม่ไหม” อินาโฮะเอ่ยปากถามต่อ


                    สองหน่อพยักหน้าอย่างรวดเร็ว


                    “ถ้าอย่างนั้นเราสามคนก็ต้องช่วยกันดูแลแม่ดีๆ ส่วนเรื่องไปเที่ยว ลูกอยากไปที่ไหนก็บอกมา พ่อจะพาไปเอง พ่อรู้ว่ามันอาจจะไม่สนุกเท่าการที่มีแม่ไปด้วย แต่ระหว่างการกลับบ้านมาแล้วเจอแม่ กับการต้องพาแม่ไปหาลุงหมอยางาไร ลูกว่าอย่างไหนดีกว่ากันล่ะ”


                    “...อย่างแรกฮะ”


                    อินาโฮะก้มลงจูบหน้าผากลูกทั้งสองที่ทำหน้าสลดแล้วพูดต่อ “เรื่องไปเที่ยว พ่อสัญญาว่าสักวันต้องได้ไปด้วยกันอย่างพร้อมหน้าแน่นอน จนกว่าจะถึงวันนั้น เราไปปิกนิกที่สวนสาธารณะกันไปก่อน หรือถ้าอยากไปไหนเป็นพิเศษพ่อก็จะพาไป เข้าใจไหมคนเก่ง”


                    “เข้าใจฮะ”


                    ถึงจะตอบรับและพยักหน้ารับรู้ แต่น้ำเสียงกับสีหน้าของลูกชายทั้งสองกลับหม่นหมองลงอย่างชัดเจน


                    “อย่าทำหน้าอย่างนี้กันสิ” สเลนเอ่ยพร้อมดึงลูกทั้งสองเข้ามากอดอย่างรู้สึกผิด “ไปเที่ยวกับพ่อกันสามคนก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย พอกลับมาก็เล่าให้แม่ฟังว่าได้ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แค่นั้นแม่ก็รู้สึกเหมือนกำลังได้ไปเที่ยวพร้อมกับลูกทั้งสองแล้ว”


                    ทั้งสองไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้ารับ ในอ้อมกอดของสเลนเบาๆ






                    “นาโอกิ ลุกขึ้นมาทำไม” เซนที่ตื่นเพราะแสงไฟจากโต๊ะของพี่ชายผุดลุกขึ้นนั่ง มองอีกฝ่ายที่กำลงก้มเขียนอะไรสักอย่างบนโต๊ะด้วยความสงสัย


                    “วาดรูป” นาโอกิตอบโดยที่สายตาและมือยังไม่ละจากแผ่นกระดาษบนโต๊ะ


                    เซนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะลงจากเตียงแล้วเดินไปหาอีกฝ่ายที่โต๊ะ เขาจำได้ว่าตัวเองและพี่ชายฝาแฝดได้ส่งการบ้านวิชาศิลปะไปตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้ว...แล้วนี่นาโอกิกำลังทำอะไรอยู่? หรือตัวเขาจะลืมไปว่ามีการบ้าน?


                    “นี่...” ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ทันทีที่ดวงตากลมโตสีแดงกวาดมองภาพในกระดาษเอสี่สีขาว เซนก็ได้คำตอบด้วยตัวเอง พลันริมฝีบางก็เผลอคลี่ยิ้มบางออกมาโดยไม่รู้ตัว


                    ภาพในกระดาษแผ่นนั้น ถึงจะเป็นเพียงเส้นสีเทียนหยาบๆ แต่ก็มองออกว่าเป็นตัวเขากับเจ้าคนที่กำลังวาดเดินจูงมือกัน แล้วยังถูกขนาบข้างด้วยพ่อกับแม่อีกทีด้วย ส่วนพื้นหลังนั้นเป็นชิงช้าสวรรค์บิดๆ เบี้ยวๆ และป้ายสวนสนุกตัวเบ้อเร่อ


                    นี่แสดงว่า...พี่ชายของเขาเองก็ตั้งตารอวันไปเที่ยวด้วยกันพร้อมหน้าเหมือนกันสินะ


                    “ดูแล้วอย่าเงียบสิ เป็นไง สวยรึเปล่า?”


                    “สวย” เซนตอบจากใจจริง ไม่ได้แกล้งชมอะไรทั้งนั้น


                    “ถึงจะไปเที่ยวไม่ได้ แต่ก็ไปวันประชุมผู้ปกครองได้ใช่ไหมล่ะ ฉันได้คะแนนการบ้านวาดรูปเต็มสิบ แถมอาจารย์ชิโดริยังชมว่ามีพรสวรรค์ด้วย ก็เลยอยากวาดไปติดโชว์ผลงานวันประชุมผู้ปกครอง” นาโอกิพูดพร้อมฉีกยิ้มกว้าง พลางหยิบผลงานแผ่นอื่นๆ ขึ้นมาดู “อยากให้แม่มาเห็นจัง ฮิฮิ”


                    ดวงตาสีแดงของเซนไล่ดูทุกภาพที่นาโอกิเอามาโชว์ พลันปากก็คลี่ยิ้มอีกครั้ง ทุกภาพล้วนแต่มีแม่ของพวกเขาอยู่ด้วย ทั้งตอนที่แม่สอนปลูกต้นไม้ ไข่ม้วนที่แม่ทำ ข้าวกล่องของแม่ แม่ผูกผ้าปิดตาให้พ่อ และอีกมากมายที่มีแต่ครอบครัวไคซึกะสี่คน


                    เซนเอ่ยชมพี่ชายอีกครั้ง แล้วเดินไปที่โต๊ะของตัวเองบ้าง เปิดลิ้นชักแล้วหยิบกระดาษเรียงความที่ตนตั้งใจเขียนขึ้นมาดู เขาแอบเขียนมันอยู่ตั้งหลายวัน ทั้งยังคอยวิ่งไปให้อาจารย์ตรวจคำผิดตลอด จนกระทั่งมันออกมาสมบูรณ์แบบและรอถูกเขาอ่านในวันประชุมผู้ปกครอง...เรียงความในหัวข้อ คุณแม่ของผม


                    “นั่นน่ะ ที่ขออาจารย์อ่านในวันประชุมผู้ปกครองใช่ไหม”


                    “ใช่”


                    “แม่ได้ฟังต้องดีใจมากแน่ๆ”


                    “แอบอ่านแล้วเหรอ?”


                    “เปล่า” นาโอกิส่ายหน้า คลี่ยิ้มที่ถอดแบบมาจากแม่เป๊ะๆ ให้แล้วพูดต่อ “แค่มองหน้านายก็พอจะรู้แล้วล่ะ”


                    เซนหัวเราะเบาๆ สอดกระดาษลงในแฟ้มอย่างดีแล้วใส่กลับไปในกระเป๋าเป้ของตัวเอง จะเรียกว่าสายใยพิเศษของฝาแฝดก็ได้ล่ะมั้ง ที่ทำให้พวกเขามักเข้าใจความคิดและความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องเปิดปากพูดคุยอะไรกันให้ยุ่งยากเหมือนคนอื่นๆ


                    “ดึกมากแล้ว รีบนอนเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ ถ้าพรุ่งนี้ตื่นสายพ่อจะจับได้เอานะ”


                    “ก็ได้...”


                    นาโอกิตอบรับหน้างอ ก่อนจะค่อยๆ อุปกรณ์เข้าที่แล้วเดินไปยังเตียงของตัวเอง เซนยืนรอจนกว่านาโอกิจะหลับตาปี๋ ถึงจะปิดไฟแล้วเดินไปยังที่เตียงของตัวเองบ้าง แต่ทิ้งตัวลงนอนได้ไม่นาน เสียงกระซิบจากเตียงข้างๆ ก็ดังขึ้น


                    “นี่เซน”


                    “อะไร”


                    “แม่จะไปประชุมผู้ปกครองกับเราใช่ไหม”


                    “...ไม่รู้เหมือนกัน”


                    ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กทั้งสองดำดิ่งสู่ความคิดที่หลากหลายของตัวเองกันอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะพากันผล็อยหลับไปในเวลาต่อมา



+++มาต่อแล้ววว ยาวยันจบเลยยยย+++


                    ดวงตาสีฟ้าสดจ้องมองสองแฝดวิ่งตามอาจารย์ออกไปนอกห้องไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ของวัน คนหนึ่งหอบกระดาษวาดรูป ส่วนอีกคนเป็นกระดาษรายงานที่มีตัวอักษรเขียนอยู่เต็มแผ่น หายไปสักพักก็กลับมาทันก่อนอาจารย์อีกท่านจะเข้ามา เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนพักกลางวัน พาให้คาร์ไลล์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหงาขึ้นมาเพราะไม่มีคนคุยด้วย เมื่อสบโอกาสที่ทั้งสองกลับมานั่งร่วมโต๊ะม้าหินตอนเลิกเรียน องค์ชายน้อยก็เปิดปากถามทันที


                    “นี่ วันนี้มีเรื่องอะไรกันหรอ ทำไมดูยุ่งๆ กันล่ะ?”


                    “ก็นิดหน่อย ขอโทษนะที่อยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันแค่แปปเดียว” นาโอกิเอ่ยพร้อมยิ้มแหยๆ ให้คาร์ไลล์ ส่วนเซนยังนั่งก้มหน้าก้มตาดูแผ่นกระดาษในมือเช่นเดิม


                    “แล้วมีเรื่องอะไรกันเหรอ?”


                    “คืออย่างงี้นะคาร์ไลล์ พวกเราสองคนอยากเซอร์ไพร์สคุณแม่ในวันประชุมผู้ปกครองล่ะ!” นาโอกิตอบแล้วคลี่ยิ้มจนตาหยี


                    “เซอร์ไพร์ส...คุณแม่” คาร์ไลล์ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานดวงตาสีฟ้าก็เบิกโพลง ลุกพรวดขึ้นยืนแล้วโน้มตัวไปถามคนตรงหน้าด้วยท่าทีตื่นเต้นระคนดีใจ “แม่ของนาโอกิกับเซนจะมาด้วยเหรอ...ม...มาได้จริงๆ น่ะเหรอ?!!


                    “อื้ม ต้องได้สิ เพราะแม่ร่างกายไม่แข็งแรง พวกเราเลยไปปรึกษากับพวกคุณครูดู พวกเขาบอกว่าจะอนุญาตให้พ่อขับรถเข้ามาจอดหน้าอาคารได้เป็นกรณีพิเศษ คุณแม่จะได้ไม่ต้องเดินไกลและไม่ต้องตากแดด แล้วก็จัดที่นั่งพิเศษในห้องเรียนสำหรับคุณแม่ด้วยนะ แม่จะได้ไม่ต้องไปยืนเบียดกับผู้ปกครองคนอื่นๆ ที่หลังห้องไงล่ะ!


                    นาโอกิอธิบายอย่างตื่นเต้น ดวงตาคู่สวยประกายแวววาว


                    “ยังมีอีกนะๆ พวกเราขอคุณครูให้เอาผลงานและผลสอบขึ้นบอร์ดด้วยล่ะ แล้วเซนก็ขออ่านบทความถึงคุณแม่ในวันนั้นด้วย พวกเราจะทำให้แม่ภูมิใจให้ได้เลย แล้วทุกคนก็จะได้รู้ด้วยว่าคุณแม่ของเราสุดยอดขนาดไหน!


                    “เยี่ยมเลย!!


                    โจชัวที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นก็ถอนให้ใจพรืดแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง เขาเบื่อจะฟังคำว่าแม่ของสองแฝดเต็มทน ไม่มีวันไหนเลยที่พวกเขาจะไม่พูดถึงคุณแม่แสนดีของตัวเอง ในสายตาของเขา นาโอกิกับเซนก็เป็นแค่ลูกแหง่ที่เห่อแม่ตัวเองไปวันๆ ก็เท่านั้น


                    “เรื่องแค่นี้จะตื่นเต้นอะไรนักหนา” โจชัวเริ่มระบายความหงุดหงิดใส่สองแฝด


                    “เอ๋? ก็ต้องตื่นเต้นสิ แม่จะมาที่โรงเรียนทั้งทีนี่นา” นาโอกิตอบแล้วแกว่งขาเล่นอย่างสนุกสนาน “แม่จะได้มาเห็นความตั้งใจของเราที่โรงเรียน อยากรู้จังเลยว่าแม่จะทำหน้ายังไงตอนเห็นผลงานและได้ฟังบทความของเซน จะดีใจจนร้องไห้เหมือนตอนที่เราเอาดอกไม้ไปให้ในวันเกิดรึเปล่านะ ฮะๆ แม่น่ะใจดีมากๆ เลย ฉันมั่นใจว่านายต้องชอบแม่ของเราแน่ๆ ...”


                    “น่ารำคาญ!” โจชัวตวาดลั่น


                    ทุกคนนิ่งเงียบโดยปริยาย เซนละสายตาจากกระดาษในมือไปยังนาโอกิที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะเลื่อนไปยังเจ้าของเสียงตวาดเมื่อครู่อย่างไม่พอใจ


                    “ท...ทำให้นายโกรธเหรอ...ฉ...ฉันขอโท..”


                    นาโอกิพูดไม่ทันจบ โจชัวก็แทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด


                    “เงียบไปเลยไอ้ลูกแหง่! แล้วก็อย่าเอาตาคู่นั้นมาจ้องฉันนะ ฉันเกลียด!


                    นาโอกิใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ทั้งมือไม้และริมฝีปากสั่นอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ควรจะพูดอะไรออกไป ทั้งกลัว ทั้งสงสัย เขาทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ? แล้วทำไมถึงเกลียดตาคู่นี้ของเขาล่ะ...ทั้งที่มันคือความภาคภูมิใจของเขาแท้ๆ


                    “ตาของฉัน... ทำไมกัน...”


                    โจชัวเหยียดยิ้ม โน้มใบหน้าเข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วเค้นเสียงตอบ


                    “ไม่รู้เหรอ สีมันเหมือนกับตาของไอ้ปีศาจนั่น ปีศาจทรอยยาร์ดที่ทำให้แม่ของฉันป่วยจนไม่เคยเหลียวแลฉันมาถึงทุกวันนี้ยังไงล่ะ!!


                    เป็นคำพูดที่รุนแรงจนคนฟังหน้าถอดสี แต่คนที่ตกใจที่สุดเห็นจะเป็นองค์ชายน้อยที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี


                    ท่าทีของนาโอกิเปลี่ยนไป ก้มหน้านิ่ง สองมือกำแน่น ความกลัวเมื่อครู่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ แววตาของเซนเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน


                    “ฉันไม่สนหรอกว่าปีศาจนั่นจะมีตาสีไหน แต่ดวงตาของฉันน่ะ...ฉันได้มาจากแม่!...ฮึก...แม่ของฉันเป็นนางฟ้า ไม่ใช่ปีศาจซักหน่อย! ฮึก...”


                    นาโอกิตวาดเสียงดังปนสะอื้น พาให้เพื่อนตัวน้อยรอบข้างตกใจหันมามอง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินอาบพวงแก้มยุ้ยจนเปียกเป็นทาง แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดจะเช็ดมันออก


                    “ฮึก...แม่คอยปลอบเวลาฉันฝันร้าย คอยกอดเวลาที่ฉันกลัว คอยทำกับข้าวเวลาฉันหิว ส่งเข้านอนเวลาฉันง่วง พอรู้สึกเศร้าแม่ก็จะยิ้มแล้วเข้ามากอด แล้วความเศร้าของฉันก็จะหายไปจนหมด แม่น่ะ เป็นนางฟ้าจริงๆ...ฮึก” พูดได้เท่านั้นก็ถูกลูกสะอื้นกลืนเสียงไปจนหมด ดวงตากลมโตสีทะเลสาบที่ถูกเคลือบด้วยม่านน้ำตาหรี่ลงจนเกือบปิด ฝ่ามือทั้งสองข้างกำเสื้อนักเรียนบริเวณอกแน่นอย่างเจ็บปวด


                    ไม่ได้เจ็บที่กาย...แต่เจ็บที่ใจต่างหาก คุณแม่สุดที่รักของเขาไม่ควรถูกดึงไปเปรียบเทียบกับปีศาจพรรค์นั้นนะ!


                    เซนยกมือขึ้นแตะอกตัวเองบ้าง ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นเขาเองก็รับรู้เช่นกัน เขาลดมือลงแล้วเดินไปขวางระหว่างโจชัวและพี่ชาย พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยความโกรธขึง


                    “นายไม่มีสิทธิ์พูดถึงแม่ของฉัน แล้วก็อย่ามายุ่งกับพวกฉันอีก”


                    ว่าจบก็จูงมือนาโอกิไปยังประตูรั้วโรงเรียนทันที ไม่สนกลุ่มเพื่อนที่มามุงดู หรือแม้กระทั่งครูประจำชั้นที่เข้ามาถามไถ่เรื่องราวด้วยความตกใจ


                    ร่างของสองแฝดหายไปจนลับตา ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบด้วยความใคร่รู้ของเพื่อนตัวน้อย และคำถามคะยั้นคะยอมากมายจากคุณครูที่ไม่ทันเหตุการณ์ แต่นั่นก็ไม่สามรถกลบอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขององค์ชายได้ ดวงตาสีฟ้าสดของคาร์ไลล์ตวัดไปยังคนสนิทที่มีท่าทีหงุดหงิดและสับสน เขาตวาดออกไปอย่างหมดมาดเชื้อพระวงศ์


                    “โจชัว!!





                    “เกิดอะไรขึ้น อินาโฮะ!?” สเลนร้องเสียงหลงเมื่อเห็นอินาโฮะอุ้มลูกชายคนโตที่ร้องไห้น้ำตาอาบแก้มลงมาจากรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทันทีที่เห็นแม่นาโอกิก็ร้องไห้หนักขึ้น ทั้งยังรีบโผเข้าใส่ทั้งที่อยู่ในอ้อมอกพ่อ จนสเลนและอินาโฮะวิ่งเข้าหากันแทบจะไม่ทัน


                    อินาโฮะได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ อุ้มเซนขึ้นมาบ้าง แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางประตูบ้านเป็นเชิงว่า เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยว่ากัน สเลนจึงรีบพาลูกเข้าบ้านทันที


                    อินาโฮะเดินตามไปเงียบๆ กระชับลูกน้อยในอ้อมกอดแน่น ถึงเซนจะไม่ร้องไห้ แต่เขาก็จับคลื่นอารมณ์ของลูกได้อย่างชัดเจน เซนเองก็อาการหนักไม่แพ้นาโอกิ นึกย้อนไปเมื่อตอนเย็น เขาขับรถไปรับลูกๆ ที่โรงเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือสองแฝดออกมายืนรอหน้าโรงเรียน ไม่ได้รอให้เขาไปรับที่สนามเด็กเล่นด้านในเหมือนอย่างเคย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือนาโอกิกำลังยืนฟุบหน้าลงบนบ่าของเซนที่มีสีหน้าขรึมกว่าทุกวัน...ลูกชายของเขากำลังร้องไห้


                    เขาร้อนใจแทบแย่ ทันทีที่จอดเทียบทางเท้าก็รีบลงไปหาลูกทันที นาโอกิปล่อยโฮใส่เขาอย่างที่นานๆ จะเป็นสักครั้ง พอถามเป็นอะไรก็ไม่มีใครตอบ จึงได้แต่นั่งกอดลูกทั้งสองเงียบๆ อยู่บนรถ กว่าจะได้ออกรถก็กินเวลาไปพอสมควร


                    เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาติดกับสเลน มองมือของนาโอกิที่กอดรัดสเลนแน่นจนผิวขาวเริ่มเป็นรอยแดง หันกลับมาที่เซน ดวงตาสีแดงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด แขนเล็กกอดเขาไว้หลวมๆ แต่สองมือกลับกำเสื้อเขาแน่นไม่แพ้นาโอกิ


                    “เป็นไรไปคนเก่ง ไหนบอกมาซิ ใครแกล้งอะไรลูก” สเลนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางโยกตัวไปมาน้อยๆ หวังให้ลูกอารมณ์ดีขึ้น


                    “นิสัยไม่ดี” เป็นเซนที่เอ่ยขึ้น “ไอ้หมอนั่นนิสัยไม่ดี”


                    “ใคร? เขาแกล้งพวกลูกเหรอ?” อินาโฮะถาม


                    เซนส่ายหน้า “เขาพูด”


                    “พูด?” สเลนทวนคำอย่างสงสัย ในขณะเดียวกันสองแขนเล็กที่กอดอินาโฮะอยู่ก็กระชับแน่นขึ้น


                    เซนพยักหน้า


                    “เขาพูดอะไร?” สเลนและอินาโฮะถามออกไปแทบจะพร้อมกัน


                    “อยู่ๆ เขาก็โมโห แล้วก็พูดสียงดัง” นาโอกิเงยหน้าขึ้นสบตาสเลนทั้งน้ำตา “บอกว่าตาสวยๆ ของแม่มันน่ารังเกียจ บอกว่าตาของแม่เหมือนปีศาจ...ฮึก”


                    สเลนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อลูกน้อยเริ่มจะร้องไห้อีกระลอกก็รีบกระชับอ้อมกอดแล้วพูดปลอบประโลมสารพัดทันที


                    “ไหนเล่าให้พ่อฟังซิ”


                    “นาโอกิกำลังพูดถึงแม่ แล้วอยู่ๆ คนคนนั้นก็โมโหตะคอกใส่นาโอกิ บอกว่าเราเป็นลูกแหง่ บอกว่าตาของนาโอกิเหมือนปีศาจ...บอกว่าแม่เหมือนปิศาจ” เซนอธิบาย


                    “ฮึก... โจชัวนิสัยไม่ดี” นาโอกิพูดไปสะอื้นไป


                    อินาโฮะดึงสองแม่ลูกเข้ามากอดไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็กระชับเซนให้แน่นยิ่งขึ้น


                    “ฮึก...ผมบอกเขาว่าแม่ของผมใจดี แม่เป็นนางฟ้า ทั้งที่ไม่เคยเห็นแม่เลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็มาว่าแม่ว่าเป็นปีศาจ...นิสัยไม่ดี ฮึก..โจชัวนิสัยไม่ดี” นาโอกิสะอื้นซ้ำไปซ้ำมา จนพ่อกับแม่เห็นแล้วรู้สึกแย่จนจะขาดใจ


                    “แน่นอน แม่ของลูกไม่ใช่ปีศาจ แม่เป็นนางฟ้า ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะอิจฉา ที่บ้านเขาคงไม่มีนางฟ้าเหมือนกับบ้านเรา”


                    “ผมอยากให้โจชัวเห็น อยากให้เพื่อนๆ เห็นว่าแม่ของผมแสนดี” นาโอกิเงยหน้าขึ้นสบตาคนเป็นแม่ สองมือเลื่อนไปจับบ่าแล้วออกแรงเขย่าเบาๆ “แม่ไปวันประชุมผู้ปกครองนะฮะ ไปให้พวกเขาเห็นว่าแม่ของผมดีที่สุดในโลก ตาของแม่สวยและอ่อนโยน ไม่เหมือนปีศาจอย่างที่เจ้านั่นว่าเลยสักนิด”


                    สเลนหน้าชาในทันที หากเป็นแค่ชายธรรมดา เขาคงไม่เพียงไปร่วมงานประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียน แต่จะไปสั่งสอนเด็กโจชัวที่ทำให้ลูกเขาร้องไห้ด้วยตัวเองด้วย แต่นี่มันไม่ใช่...เขาเป็นอาชญากร เป็นปีศาจในสายตาของคนทั้งโลกอย่างที่เด็กนั่นว่าไว้จริงๆ


                    “นะฮะ แม่จะไปใช่ไหมฮะ”


                    แรงเขย่าจากนาโอกิและสายตาคาดหวังจากเซนเรียกสติสเลนกลับมาอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น มันยังทำให้สเลนรู้สึกแย่กว่าเดิมเสียด้วย


                    “นาโอกิ เซน อย่าลืมสิว่าแม่ไม่สบายอยู่นะ” อินาโฮะเอ่ยเตือน พาให้สเลนรู้สึกโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง แต่ก็โล่งใจได้ไม่นาน เมื่อนาโอกิเผยยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจแล้วเอ่ยต่อ


                    “ไม่ลืมฮะ เรื่องนั้นพวกเราเตรียมการเอาไว้แล้ว แม่จะไม่โดนแดดแน่นอน อาจารย์อนุญาตให้พ่อเอารถไปจอดใต้อาคารเรียนของพวกผมได้ พอแม่ลงจากรถปุ๊บก็ขึ้นบันไดได้ทันทีเลย แล้วก็จัดที่นั่งพิเศษให้ด้วย แม่จะได้ไม่ต้องไปนั่งเบียดกับคนอื่นๆ”


                    “ของว่างก็พิเศษกว่าของผู้ปกครองคนอื่นๆ ด้วยฮะ”


                    ทั้งสองอธิบายอย่างภูมิอกภูมิใจ แอบกั๊กเรื่องการอ่านเรียงความและผลงานวาดภาพเอาไว้ เพื่อเซอร์ไพร์สคุณแม่ในวันประชุมผู้ปกครอง


                    กลับกันสองพ่อแม่ได้แต่นิ่งเงียบ ความรู้สึกผิดค่อยๆ กัดกินหัวใจพวกเขาทีละนิด ไม่คาดคิดมาก่อนว่าลูกจะทุ่มเทขนาดนี้ ทั้งที่ควรจะดีใจ แต่ตอนนี้มันช่างเจ็บปวดใจเหลือเกิน...ที่พวกเขาไม่สามารถตอบรับความทุ่มเทเหล่านั้นได้


                    ไม่จบง่ายๆ แน่...


                    อินาโฮะและสเลนคิดในใจ ลูกๆ ของพวกเขาแทบจะไม่เคยดื้อรั้นใส่เลยสักนิด เว้นเสียแต่บางกรณีเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในกรณีเหล่านั้นก็คือสเลน


                    สเลน...เป็นคนที่ลูกๆ ไม่ยอมห่างเกินสิบชั่วโมง


                    สเลน...เป็นคนที่ลูกต้องโผเข้ากอดทุกวัน


                    สเลน...เป็นเหมือนยาวิเศษของเด็กๆ


                    และสเลน...เป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาว่าร้ายเด็ดขาด


                    “วันมะรืนอากาศอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เดี๋ยวร่างกายแม่ปรับตัวไม่ทันนะ”


                    เป็นข้ออ้างที่ฝืดที่สุดเท่าที่อินาโฮะเคยใช้


                    “ผมเช็คแล้วฮะ วันศุกร์นี้อุณหภูมิปกติ ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป แม่จะไม่เป็นอะไรแน่ๆ”


                    และก็เป็นครั้งแรกที่เซนใช้เหตุผลมางัดกับเขาจนชนะ


                    สองแฝดรีบหันไปยังสเลนทันทีทืทลายด่านอินาโฮะลงได้ แววตาของทั้งคู่แฝงไว้ด้วยความคาดหวังและดื้อรั้นกว่าครั้งไหนๆ


                    “นะฮะแม่ นะฮะ” นาโอกิเขย่าแขนสเลน “ไปพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าแม่เป็นนางฟ้าของพวกผม ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนปีศาจนั่นเลยสักนิด”


                    ดวงตาของสเลนที่สะท้อนใบหน้าลูกชายทั้งสองสั่นระริก น้ำเสียงและท่าทางคะยั้นคะยอของลูกเหมือนกับกำแพงหนาในห้องปิดตายที่ค่อยๆ ต้อนเขาให้จนตรอกเข้ามาทุกที เขาควรทำอย่างไรดี? จะต้องตอบไปว่าอะไรความรู้สึกของลูกที่มีต่อเขาถึงจะไม่สั่นคลอน? แล้วปีศาจที่ว่านั่นล่ะ...หมายถึงกบฏสเลน ทรอยยาร์ดผู้ก่อสงครามจนโลกพินาศเมื่อสิบปีก่อนรึเปล่า?


                    “แม่อย่าเงียบสิฮะ แม่จะไปใช่ไหมฮะ แม่จะไปใช่ไหม” นาโอกิเขย่าแขนสเลนอีกครั้งอย่างร้อนใจเมื่อเห็นว่าสเลนมีท่าทีลังเล


                    ดวงตาของสเลนไหววูบอย่างหวั่นใจ


                    สิ่งที่ลูกปรารถนามากที่สุดในยามที่รู้สึกแย่ที่มากสุด เขากลับทำให้ไม่ได้...ช่างเป็นแม่ที่แย่จริงๆ


                    “แม่...แม่ขอโทษ แม่คงไปไม่ได้...” สเลนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองลูกทั้งสองด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก หวังว่าลูกจะแค่ทำหน้าจ๋อยแล้วบอกก็ได้ฮะ เหมือนอย่างที่ผ่านมา


                    แต่สิ่งที่ได้รับในวันนี้กลับเป็นดวงตาที่เบิกกว้างเพราะช็อคกับคำตอบ ไม่นานแววตาของทั้งคู่ก็กลับมาสงบนิ่ง ทั้งยังเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างที่สเลนและอินาโฮะไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเอาสเลนอึ้งจนลืมหายใจไปชั่วขณะ


                    “ไม่งอแงสิ ไปกับพ่อนี่ไง ให้แม่พักผ่อนอยู่ที่บ้าน นะคนดีของพ่อ” อินาโฮะรีบใช้น้ำเย็นเข้าลูบเมื่อเห็นท่าไม่ดี แต่ก็ต้องใจหายบ้างเมื่อลูกทั้งสองแกะมือเขาออกจากตัว แล้วลงจากตักเขาและสเลนไป


                    สเลนเอื้อมมือออกไปหวังจะคว้าลูกเข้ามากอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ...ทั้งสองก้าวถอยหนี นาโอกิมองสเลนทั้งน้ำตา ดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและไม่เข้าใจ


                    ทำไมถึงยังไปไม่ได้ ทุกอย่างที่เขากับเซนเตรียมไว้ให้แม้แต่เหล่าคุณครูยังพากันเอ่ยปากชื่นชมว่าสมบูรณ์แบบ คุณแม่มาได้สบายๆ แน่นอน แต่แล้วทำไมแม่ถึงไม่ยอมไปอีกล่ะ ทั้งที่ตั้งใจทำขนาดนี้แท้ๆ แม่ไม่อยากไปงั้นเหรอ? ไม่สนใจจะเห็นว่าเราทำอะไรที่โรงเรียนบ้างอย่างงั้นเหรอ?


                    เซนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มองสเลนด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทิ้งไว้แต่คลื่นอารมณ์รอบกายที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าลูกคนเล็กก็ผิดหวังไม่แพ้กัน


                    “แม่น่ะ...ใจร้ายที่สุด!” นาโอกิว่าทั้งน้ำตา แล้ววิ่งออกจากห้องนั่งเล่นไปทันที


                    “น...นาโอกิ เดี๋ยว!


                    “ผมก็อยากให้แม่ไปนะฮะ” เซนพูดจบก็เดินตามนาโอกิไปเงียบๆ ไม่หันกลับมามองคนเป็นแม่เลยสักนิด


                    “ซ...เซน!” สเลนรีบลุกตามไปทันที


                    ปัง!


                    เสียงตอบรับมีเพียงเสียงกระแทกประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้มาก่อน


                    ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยน้ำตา ทั้งยังสั่นระริกเมื่อจ้องไปยังบานประตูตรงหน้า


                    อินาโฮะรั้งร่างสเลนให้หันกลับไปยังตนแล้วสวมกอด กระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเมื่อร่างของสเลนเริ่มสั่นเทา เสียงสะอื้นทำให้อินาโฮะต้องข่มตาหลับอย่างเชื่องช้า นึกโทษตัวเองที่ไม่รอบคอบพอ ถึงได้ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เขาน่าจะคิดให้มากกว่านี้ พยายามให้มากกว่านี้


                    “ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะดีขึ้น ผมสัญญา” อินาโฮะลูบผมสีอ่อนเบาๆ กดจูบหนักๆ ที่ขมับของสเลนแล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้ลูกกำลังงอแง รออีกสักพัก ให้ลูกใจเย็นกว่านี้หน่อย แล้วค่อยคุยกันใหม่”


                    สเลนไม่ตอบ เสียงสะอื้นยังคงเล็ดลอดออกมาเบาๆ ไม่หยุด


                    “เราอาจจะต้องบอกความจริงกับลูกในเร็วๆ นี้ นายต้องเข้มแข้งเอาไว้” อินาโฮะเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมาเช็ดน้ำตาด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนลงมาประคองแก้มทั้งสองข้าง แล้วก้มลงทาบหน้าผากตัวเองลงบนหน้าผากของสเลน “เราต้องผ่านมันไปได้แน่นอน เชื่อผมสิ”


                    สเลนหลับตาลงช้าๆ จับมือของอินาโฮะแน่น ก่อนจะถูกดึงเข้าไปกอดอีกครั้ง


                    เขาหวังมาตลอดว่าลูกจะเข้าใจ...แต่ลูกจะเข้าใจได้ยังไง ในเมื่อเขายังไม่เคยบอกเหตุผลที่แท้จริงให้ลูกๆ ฟังเลยสักครั้ง


                    กลัวว่าพูดออกไปแล้วลูกจะรับไม่ได้


                    กลัวว่าพูดไปแล้วสายตาที่มองมาแปรเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม


                    กลัวว่าพูดไปแล้วครอบครัวที่เขาและอินาโฮะวาดฝันไว้สลายหายไปกับตา


                    ในคืนนั้นการส่งลูกเข้านอนเหลือเพียงแค่กล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยน้ำเสียงเหือดแห้งหน้าบานประตูที่ล็อคสนิท นอกจากมื้อเย็นแล้วลูกๆ ก็ขังตัวเองกันอยู่แต่ในห้องตลอด ทำเหมือนสเลนไม่มีตัวตน ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่มอง ไม่อะไรทั้งนั้น อินาโฮะพยายามหว่านล้อมทุกวิถีทาง แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลว ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะให้เวลาลูกได้ใช้ความคิดกับตัวเองไปก่อน


                    อีกอย่างทางสเลนเองก็ค่อนข้างย่ำแย่ ความเฉยชาที่ลูกมอบให้เป็นครั้งแรกเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกทรมานด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูงหรือแส้หนังร้อยเท่าพันเท่า จิตใจกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อลูกเดินลับเข้าห้อง สเลนก็นั่งฟุบหน้าลงบนฝ่ามือทั้งสองข้าง ท่าทางคล้ายตอนอยู่ในสถานกักกันเข้าไปทุกที


                    อินาโฮะเข้าใจดีว่าลูกๆ กำลังงอนที่สเลนไม่ยอมไปงานประชุมผู้ปกครอง เป็นครั้งแรกที่ลูกโกรธสเลน แต่ในมุมมองผู้ใหญ่ เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่ไปร่วมงานในวันมะรืน แต่เกี่ยวโยงไปถึงความมั่นคงและความปลอดภัยของครอบครัว


                    หลังจากจัดการกับห้องครัวเรียบร้อย อินาโฮะตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปคุยกับลูกตามลำพัง พยายามตะล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คิดไม่ถึงว่าลูกของเขาจะดื้อดึงถึงเพียงนี้


                    ไม่สิ...เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแม่ต่างหาก ลูกถึงได้เป็นถึงขนาดนี้


                    เขาอยากจะบอกความจริงกับลูก ณ ตอนนี้เลย แต่สเลนยังไม่พร้อม ดังนั้นเขาจึงหาเหตุผลมางัดกับลูกไม่ได้ และต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


                    เขาไม่อยากโกหกลูก ไม่อยากให้สเลนแกล้งป่วยหรือกุเรื่องอื่นขึ้นมาให้ลูกเชื่อ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องบอกความจริงอันซับซ้อน เขาอยากให้คำพูดของตัวเองเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักที่สุดสำหรับลูก ไม่ว่าเรื่องเล่า คำกล่าวหาและคำสาปแช่งใดๆ ก็ไม่สามารถบิดเบือนความอ่อนโยนของสเลน ทรอยยาร์ดคนรักของเขาได้





                    “ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?” เสียงจากปลายสายถามด้วยความเป็นห่วง


                    “สองแฝดไม่พูดกับสเลน” อินาโฮะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ตรงกันข้ามกับในอกที่ร้อนรุ่มรวมกับมีคนมาสุมกองไฟเอาไว้


                    “เลวร้ายขั้นสุดเลยนะนั่น แล้วนาโอะคุงจะทำยังไงต่อ?”


                    “เร็วๆ นี้จะบอกความจริง แต่ต้องรอสเลนพร้อมก่อน อยากให้พี่ยูกิช่วยบอกทุกคนที เผื่อเกิดอะไรผิดพลาดคงต้องให้ทุกคนมาช่วยพูดด้วย”


                    “ไม่มีปัญหา ยิ่งบอกเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี พี่กลัวว่าจะเจ้าสองแสบจะถูกพวกไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเป่าหูเอาเสียก่อน”


                    “อืม ผมต้องไปแล้ว ขอบคุณมากพี่ยูกิ”


                    “ไม่เป็นไร ไว้เย็นนี้พี่จะเข้าไปหา”


                    ปลายสายว่าจบก็ตัดสายไป อินาโฮะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเสื้อ ทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วเลื่อนจานข้าวที่พร่องไปเพียงไม่กี่คำบนโต๊ะเข้ามาใกล้  


                    “ทานให้เยอะหน่อยสิ แล้วกลางวันนี้ก็ต้องนอนพักนะ เมื่อคืนนานายแทบไม่ได้นอนเลย” อินาโฮะว่าพลางตักข้าวคำเล็กไปจ่อที่ปากอีกฝ่าย “คำเดียว”


                    ดวงตาคู่สวยที่ดูหม่นหมองหรี่มายังอินาโฮะอย่างรู้ทัน คำว่า คำเดียวของอินาโฮะมักจะตามมาด้วยคำที่สอง คำที่สามเสมอ สเลนจำใจอ้างับข้าวช้อนนั้น เขารู้ว่าอินาโฮะเป็นห่วง ถึงได้กลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้านกับเขาหลังจากไม่ได้ทำแบบนี้มาเป็นเดือน


                    “เราต้องรีบบอกเรื่องนี้กับลูกใช่ไหม” สเลนถาม


                    “ใช่” อินาโฮะวางช้อนลงบนจานข้าว คว้ามืออีกฝ่ายมากุมไว้บนตัก “ผมรู้ว่ามันยากสำหรับนาย แต่ตอนนี้ผมคิดว่ายิ่งเราพูดเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ให้ลูกได้รู้จากปากของเรา”


                    สเลนพยักหน้าน้อยๆ หันไปสบตากับอินาโฮะด้วยแววตาที่เริ่มสงบนิ่งว่า “เย็นนี้ได้ไหม”


                    อินาโฮะเลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อย


                    สเลนอธิบายต่อ “ผมไม่อยากให้ลูกได้ยินจากปากคนอื่นก่อน”


                    “ได้สิ” อินาโฮะคลี่ยิ้มบางแล้วดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด “ทางพวกคาล์มกับนาวาเอกแม็กบาเร็จก็พร้อมเป็นกองหนุนให้เราแล้ว เดี๋ยวผมจะติดต่อคุณเซลัมด้วย ให้เธอช่วยยืนยันกับลูกๆ อีกแรง”


                    สเลนไม่ตอบอะไร นอกจากพยักหน้าน้อยๆ แล้วกอดอินาโฮะแน่นขึ้น





                    เวลาพักกลางวันหลังอาคารเรียน เด็กชายสองคนนั่งชันเข่าบนพื้นสนามหญ้า หลังพิงตัวอาคารเรียน เสียงเล่นเจี๊ยวจ๊าวจากสนามเด็กเล่นบริเวณหน้าอาคารดังมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ดังเท่าเสียงสะอื้นของนาโอกิ ในมือเล็กๆ ถือรูปถ่ายใบเล็กที่มักจะเหน็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอดเวลา ในภาพนั้นคือสามพ่อลูกไคซึกะกำลังเบียดเข้าหากันเพื่อแย่งกันกอดคุณแม่ที่ยิ้มแฉ่งจนตาหยี น้ำตาหยดลงทำให้รูปภาพเริ่มพล่าเลือน นาโอกิร้องไห้เป็นรอบที่สามของวันแล้ว


                    ครั้งแรกก่อนออกจากห้องนอนของตัวเองเมื่อเช้า เขาทำใจไม่ได้ที่จะออกไปเจอสีหน้าเจ็บปวดของแม่ แต่ทิฐิก็มีมากเกินกว่าจะเดินเข้าไปขอโทษ ครั้งที่สองตอนมาถึงโรงเรียน เขารู้สึกผิดที่ทำให้แม่เสียใจ แต่ก็มีความรู้สึกน้อยใจที่สวนทางขึ้นมาทุกครั้งที่ใจอ่อน และนี่ก็คือครั้งที่สาม นาโอกิสับสนเหลือเกิน


                    เซนดึงนาโอกิเข้าไปกอด ใจก็คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรดี เขาไม่อยากให้แม่เสียใจอย่างที่เป็นอยู่ แต่ก็อยากให้แม่มางานประชุมผู้ปกครองในวันพรุ่งนี้แหมือนกัน แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงมาไม่ได้ หรือว่าพ่อกับแม่มีเรื่องอะไรปิดบังพวกเขาอยู่


                    มุมอาคารเรียน ดวงตาสีเขียวมองเพื่อนร่วมห้องทั้งสองผ่านแว่นตากรอบดำ เขาถอนหายใจพรืด อยากจะเดินย้อนกลับไปยังห้องเรียน แต่เสียงกำชับของผู้เป็นนายกลับดังขึ้นทุกครั้งที่คิดแบบนั้น


                    ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องไปขอโทษนาโอกิกับเซน ถ้าทำไม่ได้ก็กลับดาวอังคารไปซะ


                    โจชัวไม่เข้าใจเลยว่าทำไมองค์ชายถึงได้เข้าข้างและเป็นห่วงเป็นใยลูกชายของไคซึกะ อินาโฮะขนาดนี้ เขายอมรับว่าตนผิดที่ไประบายอารมณ์ใส่สองแฝดที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทั้งยังพาดพิงไปถึงแม่ของพวกเขาอีก แต่ทำไมองค์ชายถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น เมื่อคืนเขาโดนต่อว่าไม่น้อยเลย


                    โจชัวเดินเข้าไปใกล้ทั้งสองอย่างเงียบเชียบ แต่เซนกลับประสาทสัมผัสไวเกินเด็ก หันมาจ้องโจชัวเขม็ง ทั้งยังกระชับนาโอกิให้แน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าเขาจะกระโดดเข้าไปทำร้ายพี่ชายยังไงยังงั้น


                    “มาทำไม” เซนถามเสียงแข็ง


                    นาโอกิเงยหน้ามองโจชัวด้วยอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาตั้งแต่ตอนไหน คิ้วของนาโอกิขมวดเข้าหากันแน่นอย่างไม่พอใจ  ทำท่าจะต่อว่าอีกฝ่าย แต่ลูกสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอทำเอาพูดอะไรไม่ออก


                    “ใจเย็นน่า” โจชัวสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดเสียงแผ่ว “ฉัน...มาขอโทษ”


                    สองแฝดประหลาดใจไม่น้อย หันไปมองหน้ากัน แล้วหันกลับไปยังโจชัวอย่างต้องการคำอธิบาย


                    “ฉันขอโทษที่เอาความหงุดหงิดไปลงกับพวกนาย” โจชัวเบือนหน้าหนี ทิ้งตัวลงนั่งข้างทั้งสองแล้วพูดต่อ “แต่มันก็น่าหงุดหงิดจริงๆ นี่ พวกนายเอาแต่พูดเรื่องแม่กันอยู่ได้ บางทีฉันก็รู้สึก...อิจฉา”


                    สองแฝดนึกถึงคำพูดของพ่อขึ้นมาทันที


                    ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะอิจฉา บ้านของเขาคงไม่มีนางฟ้าเหมือนกับเรา


                    “ฉันอิจฉาที่พวกนายมีแม่คอยดูแลอยู่ข้างๆ”


                    “แม่ของนายเสียแล้วเหรอ” เมื่อโจชัวหันขวับมา นาโอกิจึงรีบขยายความแล้วโบกมือเป็นพัลวัน “ป...เปล่านะ ฉันไม่ได้ต้องการพูดทำร้ายจิตใจนายอะไรอย่างนั้น ฉันแค่...”


                    โจชัวเห็นท่าทีร้อนรนของนาโอกิก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย


                    “แม่ของฉันยังอยู่ แต่ไม่ค่อยได้มาดูแลฉันอย่างแม่ของพวกนายสักเท่าไหร่” ความจริงต้องบอกว่าไม่ได้มาดูแลเลยต่างหาก “พ่อเล่าว่าในสงครามกบฏสเลน ทรอยยยาร์ด แม่ต้องจำใจลงสนามรบที่น่ากลัวภายใต้คำสั่งของไอ้ปีศาจนั่น โชคดีที่รอดชีวิตกลับมาได้ แต่ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นกับการสูญเสียเพื่อนพ้อง ทำให้แม่กลายเป็นโรคซึมเศร้า พ่อหวังว่าเมื่อมีฉันแล้วอาการของแม่จะดีขึ้น แต่ก็ไม่ แม่แทบจะไม่ออกจากห้อง เอาแต่นั่งเหม่ออยู่บนเตียง หลายครั้งที่แอบร้องไห้จนตาบวม ฉันกับพ่อเลยต้องเป็นฝ่ายดูแลแม่เสียเอง”


                    สองแฝดอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน ความรู้สึกผิดเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ไม่คิดมาก่อนว่าโจชัวจะมีปูมหลังเช่นนี้ ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าหากได้กลายเป็นโจชัวพวกเขาจะอยู่ได้ยังไง


                    “ไม่ต้องมาสงสาร ฉันไม่อยากให้ตัวเองดูน่าสมเพช” โจชัวว่าอย่างหงุดหงิด พลันตาก็ไปสะดุดกับสิ่งที่นาโอกิถืออยู่ในมือ “นั่นรูปครอบครัวพวกนายเหรอ”


                    “ใช่ ฉันกับเซนพกไว้ในกระเป๋าสตางค์คนละใบน่ะ” นาโอกิพูดพร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาบนรูปภาพอย่างถะนุถนอม


                    “แม่ของพวกนายคงสวยมากสินะ พันโทไคซึกะไม่เคยเปิดเผยเรื่องภรรยาของเขาเลยนี่” โจชัวว่า ภาพใบหน้าซูบตอบของแม่ตัวเองผุดขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้งในความคิด เรือนผมสีดำของเธอมักปล่อยสยายไม่เป็นทรง ใต้ตาหมองคล้ำ ขอบตาลึกโหลจนดูน่ากลัว ดวงตาเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั้งตอนที่จ้องมองมายังเขา


                    “อืมม” นาโอกิทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จะว่าสวยก็สวย จะว่าหล่อก็หล่อ ใช่ แม่เราทั้งสวยทั้งหล่อเลย!


                    โจชัวได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “อะไรของนาย แม่พวกนายเป็นทอมรึไง”


                    นาโอกิและเซนหลุดหัวเราะพรืด พาให้โจชัวงงหนักกว่าเดิม


                    “ไม่ใช่ทอม แม่ของเราเป็นผู้ชาย...”


                    “ห๊ะ?!


                    นาโอกิพูดไม่ทันจบดี โจชัวก็อุทานหน้าตื่นขึ้นมา สีหน้าตกใจจนตาเบิกกว้าง สะดุ้งหันขวับมายังพวกเขาทั้งสอง ดูไม่เหลือเค้าเด็กชายผู้เข็มงวดและมาดขรึมเอาเสียเลย


                    สองแฝดหัวเราะอย่างชอบใจ แม้แต่เซนเองก็ลืมโกรธไปชั่วขณะ กลับกันเริ่มรู้สึกสะใจนิดๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายมาดหลุดได้


                    “พวกนายโกหกกันใช่ไหม”


                    “ไม่ใช่ นายก็เคยเห็นตามข่าวไม่ใช่เหรอว่าสมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงขั้นทำให้ผู้ชายมีลูกได้แล้วน่ะ แถมพ่อยังบอกอีกว่าที่แรกที่ทำสำเร็จคือคณะแพทย์บนดาวอังคารนะ”


                    “อ...อืม มันก็ใช่” โจชัวตอบรับอย่างกระอักกระอ่วนใจ “ไม่คิดเลยว่าพันโทไคซึกะจะมีรสนิยมแบบนี้ แล้วพวกนายไม่รู้สึกแปลกบ้างเหรอ ที่มีแม่เป็นผู้ชาย”


                    “ไม่นะ เพราะตอนแรกเราไม่รู้ว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย”


                    นาโอกิตอบหน้าซื่อ ส่วนโจชัวได้แต่กระพริบตาปริบๆ


                    เซนถอนหายใจพรืดออกมาแรงๆ แล้วตัดสินใจอธิบายเอง “ตอนแรกก็มีสงสัยบ้าง  แต่ช่วงนั้นก็มีข่าวว่าครอบครัวคนอื่นเองก็เริ่มมีแม่เป็นผู้ชาย เลยคิดว่าก็ไม่ได้แปลกอะไรขนาดนั้น อีกอย่างถึงแม่จะเป็นผู้ชายแต่ก็ดูแลเราดีไม่ต่างจากแม่ผู้หญิงของคนอื่นๆ แถมเพื่อนร่วมห้องและผู้ใหญ่หลายคนก็ชมกันบ่อยๆ ว่าแม่เอาใจใส่พวกเราดีมากจนน่าอิจฉา ก็เลยคิดว่าแบบนี้แหละดีแล้ว”


                    โจชัวพยักหน้าตามช้าๆ แม่ของเขาเป็นผู้หญิง เธออุ้มท้อง คลอดและให้นมแก่เขา แต่หลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้ทำหน้าที่แม่อีกเลย แม้แต่อ้อมกอดก็ไม่เคยได้สัมผัส ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าอ้อมกอดของแม่ให้ความรู้สึกแบบไหน ครอบครัวของเจ้าสองแฝดนี่มีแม่เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่กลับได้รับความรักความเอาใจใส่มากกว่าครอบครัวไหนๆ


                    ...ช่างเป็นครอบครัวที่น่าอิจฉาเหลือเกิน


                    “ฉัน...อยากเจอแม่ของพวกนาย พรุ่งนี้จะมาใช่ไหม?”


                    สองแฝดชะงักเมื่อได้ยินคำถาม รอยยิ้มเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้กำลังร้องไห้เพราะเรื่องนี้อยู่


                    “มาไม่ได้งั้นเหรอ?”


                    เซนพยักหน้ารับ แล้วยกมือขึ้นลูบผมนาโอกิที่เริ่มน้ำตาคลออีกครั้งเบาๆ


                    โจชัวไม่ซักไซ้อะไรต่อ ปล่อยให้สองแฝดนั่งทำใจกันเงียบๆ เขาขยับเข้าไปใกล้ ชะเง้อหน้าดูรูปภาพครอบครัวในมือนาโอกิ อยากรู้จริงๆ ว่าแม่ของสองคนนี้เป็นคนยังไง แต่ในเมื่อเขามาไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอดูหน้าตาสักหน่อยก็แล้วกัน


                    วินาทีที่เห็นรูปภาพชัดๆ ดวงตาของโจชัวก็เบิกกว้าง สามคนในภาพเขารู้จักดี นั่นคือเซน นาโอกิและพันโทไคซึกะ ส่วนอีกคนที่อยู่ตรงกลางนั้นเขารู้จักดียิ่งกว่า โครงหน้าแบบนั้น เรือนผมสีอ่อนอย่างคนยุโรป และดวงตาสีน้ำทะเลสาบ เขาจำได้ไม่มีวันลืม


                    ...สเลน ทรอยยาร์ด


                    โจชัวผุดลุกขึ้น สองมือกำแน่นด้วยความโกรธ


                    “ไหนว่าแม่พวกนายเป็นนางฟ้าไง” โจชัวกระซิบเสียงสั่นด้วยความโกรธ สองแฝดเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง “ไหนล่ะนางฟ้าของพวกนาย! ในรูปนั่นมันปีศาจชัดๆ เลยไม่ใช่รึไง! ทำไมมันถึงยังไม่ตาย!


                    “เป็นบ้าอะไรของนาย!” เซนขึ้นเสียงบ้าง มือก็ดึงนาโอกิให้ลุกขึ้นแล้วดันไปยืนด้านหลัง เพราะไม่รู้ว่าเวลาโจชัวโมโหจะทำอะไรบ้าง


                    “ทำไมมันถึงยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไอ้ปีศาจนั่นถึงยังมีชีวิตอยู่?!” โจชัวตะคอกแล้วเข้าไปกระชากคอเสื้อของเซนอย่างเกรี้ยวกราด ท่าทางเริ่มคุมสติเอาไว้ไม่อยู่


                    “นี่นายจะทำอะไรเซนน่ะ! ปล่อยเซนนะ!” นาโอกิว่าพร้อมกระโจนเข้ามาแกะมือของโจชัวออก แต่ช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะมือของโจชัวในตอนนี้กำแน่นมากจนแทบไม่กระดิก


                    “ทำไมมันถึงเป็นแม่ของพวกนายได้! ทำไมมันถึงอยู่ที่นี่! ทำไมมันยังมีชีวิตอยู่!


                    โจชัวยังคงถามซ้ำไปซ้ำมา แขนข้างหนึ่งผลักนาโอกิจนล้มลงกับพื้น นาโอกิที่ไม่ทันตั้งตัวเบ้หน้าอย่างเจ็บปวด


                    “นาโอกิ!


                    โดยไม่ทันรู้ตัวเซนซัดกำปั้นใส่โจชัวเต็มแรง แว่นตากรอบดำราคาแพงกระดอนลงพื้นไปไกล แต่เซนไม่สนใจ รีบวิ่งไปดูนาโอกิทันที


                    “เจ็บตรงไหนรึเปล่า ลุกไหวไหม”


                    นาโอกิส่ายหน้าน้ำตาคลอ จับมือเซนที่ยื่นมาประคองไว้แน่นแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก


                    เมื่อเห็นว่านาโอกิอาการไม่น่าเป็นห่วง เซนก็หันไปจ้องอีกคนด้วยท่าทีเอาเรื่อง “อยู่ๆ ก็เป็นบ้าอะไรขึ้นมา โจชัว”


                    โจชัวยิ้มยกยิ้มมุมปากอย่างไม่เกรงกลัว “ฉันน่ะเหรอบ้า? หึ ฉันต่างหากที่ต้องถามพวกนาย เป็นบ้าอะไรถึงได้มีความสุขที่มีแม่เป็นอาชญากร!


                    “อย่ามาว่าแม่นะ! แม่เป็นนางฟ้า ไม่ใช่อาชญากรสักหน่อย!” นาโอกิที่ยืนอยู่ข้างหลังเซนชะโงกหน้าออกมาเถียงอย่างไม่ชอบใจ


                         “นางฟ้า? ถามหน่อยเถอะ นางฟ้าที่ไหนเขาลอบปลงพระชนม์องค์ราชินีกัน? นางฟ้าที่ไหนเขาก่อกบฏ? นางฟ้าที่ไหนเขาไล่ฆ่าคน?” โจชัวแสยะยิ้มถามอย่างกับคนเสียสติ “พวกที่ทำแบบนั้นก็เป็นได้แค่ปีศาจเท่านั้นแหละ”


                         “พูดเรื่องอะไรของนาย บ้าไปแล้วจริงๆ รึไง” เซนพูดแล้วยกมือกันนาโอกิไม่ให้ขึ้นมายืนขนาบข้าง


                    “อย่ามาทำไขสือ ฝาแฝดไคซึกะ ทำไมแม่ของพวกแกถึงกลายเป็นสเลน ทรอยยาร์ดไปได้” โจชัวถามเสียงเย็น ดวงตาสีเขียวจ้องเขม็งไปยังสองแฝดอย่างต้องการคำตอบ


                    นาโอกิยังคงงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย ในขณะที่เซนเข้าใจความหมายนั้นเป็นอย่างดี ดวงตาสีแดงเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ


                    ถึงจะไม่ชอบขี้หน้า แต่ก็รู้ว่าโจชัวไม่ใช่คนพูดจาพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐาน  ที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่เมื่อตอนนั้นก็แค่เลือดขึ้นหน้า โวยวายแค่ว่าสีตาเหมือนกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่เมื่อครู่โจชัวสงบแล้ว ทั้งยังปรับความเข้าใจกันแล้วด้วย อยู่ๆ ก็กลับมาพูดจาแบบนี้ ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างแน่ๆ


                    “อย่ามาพูดมั่วซั่วนะ โจชัว คิดแมน”


                    “ทุกวันนี้ที่คอยพูดว่าแม่เป็นนางฟ้านั่นน่ะ กำลังปลอบใจตัวเองกันอยู่งั้นสิ หึ น่าสมเพช”


                    “แม่ของฉันเป็นนางฟ้าจริงๆ อย่ามาว่าแม่นะ!


                    “ยังจะปกป้องไอ้ปีศาจอีกงั้นเหรอ ทั้งที่มันฆ่าคนไปตั้งเยอะเนี่ยนะ”


                    “ปีศาจอะไรกัน ไม่ใช่สักหน่อย! แม่ฉันไม่มีทางฆ่าคนเด็ดขาด!


                    นาโอกิยังคงค้านหัวชนฝา


                    โจชัวเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “อะไร...อย่าบอกนะว่าพวกนายไม่รู้?”


                    “รู้อะไร?” เมื่อท่าทีน่ากลัวของโจชัวเริ่มลดลง นาโอกิจึงกล้าขึ้นมายืนขนาบข้างเซน


                    “ไม่รู้เลยเหรอว่าแม่ของพวกนายคือใคร?” เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของนาโอกิและเซน โจชัวก็เค้นหัวเราะในลำคอ “เหอะ หมอนั่นก็คือกบฏทรอยยาร์ดที่ก่อส่งครามเมื่อสิบปีก่อนไงเล่า!


                    “บ้า! ไม่มีทาง! ไม่ใช่สักหน่อย!” นาโอกิเถียงกลับทันควัน ใบหน้าเริ่มแดงเพราะความโกรธ


                    “อย่าพูดถึงแม่พวกเราพล่อยๆ นะ โจชัว” เซนขู่บ้าง


                    “ให้ตายเถอะ พวกนายไม่รู้นามสกุลแม่ตัวเองเลยรึไง”


                    “รู้สิ ก็ไคซึกะไง!


                    “นั่นมันนามสกุลพ่อพวกนาย ลืมไปรึเปล่าว่าหมอนั่นอาจเปลี่ยนนามสกุลตอนแต่งงานกับพ่อพวกนายน่ะ”


                    คราวนี้สองแฝดชะงัก พวกเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ความมั่นใจเริ่มถูกสั่นคลอนทีละนิด


                    “ถึงจะไม่ใช่ไคซึกะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทรอยยาร์ด” เซนว่า มือที่กำอยู่เริ่มสั่นน้อยๆ เหมือนกับว่าโจชัวได้ชี้ให้เขาได้เห็นบางอย่างที่มองข้ามมาตลอด เริ่มจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นมามากมายเสียจนเขาเริ่มกลัว


                    ทำไมแม่ไม่ออกจากบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านหรือแม้กระทั่งอาหาร พ่อก็เป็นคนซื้อเข้ามาให้ ไม่ก็ซื้อของผ่านทางอินเตอร์เน็ต แถมทุกครั้งยังล็อคอินด้วยบัญชีของพ่ออีกด้วย บาดแผลมากมายบนตัวแม่มาจากไหน นั่นไม่ใช่ร่องรอยที่เกิดจากการหกล้มหรืออุบัติเหตุทางรถยนต์แน่นอนแถมยังไม่มีใครพูดถึงชีวิตช่วงทำงานของแม่เลย คนรู้จักนอกจากคนในครอบครัวก็เป็นเพื่อนของพ่อและอายูกิ ไม่มีใครเกี่ยวพันกับแม่ตรงๆ สักคน ราวกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ของแม่ถูกลบหายไป


                    “พวกนายเคยเห็นหน้าตาของสเลน ทรอยยาร์ดไหม”


                    สองแฝดมองหน้ากัน ไม่พยักหน้า แต่ก็ไม่ส่ายหน้าปฏิเสธ


                    โจชัวรู้คำตอบทันที เขาถอนหายใจ หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาต่ออินเตอร์เน็ตแล้วโยนให้เซน “เซิร์สหาดูสิ ใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับส่งครามเมื่อสิบปีก่อน หรือจะพิมพ์ชื่อไปตรงๆ เลยก็ได้ ถ้านายใจกล้าพอ”


                    เซนจ้องโทรศัพท์ในมืออย่างลังเล


                    “รีบหาสิเซน เดี๋ยวหมอนั่นก็ว่าแม่เป็นปีศาจอีกหรอก!” นาโอกิเร่งพลางเขย่าแขนเซนเบาๆ


                    “อืม”


                    เซนมักกระตือรือร้นกับข้อมูลใหม่ๆ เสมอ แต่ครั้งนี้ปลายนิ้วกลับไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนอย่างเคย ทั้งสั่นเทาและเชื่องช้าราวกับไม่ต้องกับรับรู้เรื่องนี้ สัญญาณเครือข่ายไร้สายรวดเร็วจนน่าหงุดหงิด ผลการค้นหาภายใต้คีย์เวิร์ดกบฏ ทรอยยาร์ดปรากฏขึ้นมามากมายในเวลาไม่กี่วินาที เขาจงใจเลี่ยงที่จะค้นหาชื่อแม่ของตัวเอง แต่ผลกลับทำเอาเข่าแทบทรุด เมื่อคำว่ากบฏถูกแทนที่ด้วยคำว่าสเลน


                    เนื้อหามากมายบรรยายถึงการกระทำอันต่ำช้าไร้จิตใจของสเลน ทรอยยาร์ด แยกไม่ออกว่าไหนคือเรื่องจริงไหนคือเรื่องปรุงแต่ง แต่ทุกเรื่องล้วนแต่โหดร้ายไม่แพ้กันหมด สิ่งที่ตอกย้ำการกระทำเหล่านั้นคือภาพความเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนเป็นร้อยเป็นพันภาพ และสิ่งที่ตอกย้ำความเป็นจริงจนใจเขาแทบแหลกสลายนั้นคือภาพชายหนุ่มชาวยุโรปที่มีดวงตาเรียวคม นัยน์ตาสีเขียวทะเลสาบชวนมอง เส้นผมปลายหยักศกสีอ่อนจัด สวมใส่เครื่องแบบสีแดงเลือดนกของอัศวินดาวอังคาร


                    ถึงจะดูต่างไปจากตอนนี้ไม่น้อย แต่เขาก็จำได้ดี...นั่นคือคุณแม่สุดที่รักของเขาเอง


                    เซนแหงนหน้าขึ้นฟ้า สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเรียกสติตัวเองกลับมาให้มากที่สุด เมินเสียงเรียกอย่างร้อนรนของนาโอกิแล้วถือวิสาสะใช้โทรศัพท์ของโจชัวต่อสายหาที่พึ่งเดียวในตอนนี้


                    ไม่นานปลายสายก็รับสาย ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไร เซนก็รีบยิงคำถามออกไปก่อน


                    “พ่อฮะ ตอบผมตามความจริง อย่าโกหกผม”


                    “เซนเหรอ? เกิดอะไร...”


                    “แม่คือคนคนนั้นใช่ไหมฮะ”


                    ปลายสายเงียบไปในทันที พาให้เซนใจเสีย เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าที่พ่อเงียบไปอาจเป็นเพราะไม่เข้าใจคำถามก็ได้ จึงกลั้นใจถามออกไปอีกครั้ง


                    “แม่...คือเสน ทรอยยาร์ดที่เป็นกบฏก่อสงครามเมื่อสิบปีก่อนใช่ไหมฮะ”


                    นาโอกิเบิกตากว้าง มือที่เขย่าแขนเซนอยู่ร่วงลงข้างลำตัวทันที


                    เมื่อปลายสายเงียบนานเกินไป เซนจึงหลับตาข่มความเจ็บปวดที่แผ่ขยายในจิตใจอย่างรวดเร็ว เขาให้ความหวังกับตัวเองด้วยการถามออกไปอีกครั้ง


                    “นั่นไม่ใช่แม่...ใช่ไหมฮะ” เสียงที่ถามออกไปสั่นเครื่องจนตัวเขาเองยังตกใจ


                    “เซน นาโอกิ เย็นนี้กลับมาคุยกันที่บ้าน...”


                    “ผมถามว่าใช่หรือไหม่ใช่ไงฮะ!


                    คราวนี้เป็นเซนเองที่เริ่มเสียสติ เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ ร่างกายสั่นเทาเพราะความรู้สึกหลากหลายประดังประเดโจมตีเข้ามาพร้อมกันมั่วไปหมด ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำพูดเกลี้ยกล่อม ไม่ใช่อ้อมกอดอบอุ่น แต่เป็นคำตอบที่ชัดเจนจากปากของพ่อ


                    “พ่อฮะ!” เขาเร่งอีกครั้ง


                    อีกฟากหนึ่ง มือที่ถือปากกาจรดบนเอกสารงานหยุดชะงักมาพักหนึ่งแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะขยับต่อง่ายๆ อินาโฮะหายใจไม่ทั่วท้อง ทุกครั้งที่พยายามคิดหาคำตอบที่ดีที่สุด เสียงเร่งเร้าของลูกชายที่กำลังตื่นผิดวิสัยก็ปัดระบบความคิดเขากระเจิงเสียทุกที เขามักคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบ เลือกทางที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้หนทางเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่มีเลย เรื่องนี้อ่อนไหวเกินกว่าจะรับมือได้ด้วยสติปัญญาอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา


                    “พ่อ!” เสียงตวาดเสียขวัญของเซนดังลั่นขึ้นอีกครั้ง


                    “...ใช่” คนเป็นพ่อตอบเสียงเบา ก่อนจะเร่งอธิบายต่อ “เซน นาโอกิ เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกได้ยินมา แม่ไม่ได้อยากทำแบบนั้น แม่แค่ต้องการช่วยองค์ราชินี...”


                    เสียงอธิบายตามหลังไม่ได้เข้าหูใครเลย เด็กน้อยสติหลุดไปตั้งแต่ได้ยินคำว่าใช่แล้ว ปลายนิ้วกดตัดสายทิ้งอยากไม่ใยดี





                    บ้านไคซึกะเงียบกว่าปกติ เสียงหัวเราะหายไป เหลือไว้เพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ที่ดังมาจากห้องนั่งเล่น


                    สเลนประสานมือแน่นบนหน้าตัก น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ดวงตาที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักแดงก่ำจนน่ากลัว เขาเตรียมใจที่จะบอกความจริงทั้งหมดให้ลูกๆ รู้ในเย็นนี้ แต่สิ่งที่กลัวดันเกิดขึ้นเสียก่อน


                    ไม่รู้ว่าเด็กๆ ไปได้ยินจากปากใครมา แต่ที่รู้ๆ คือลูกปฏิเสธที่จะกลับบ้านกับอินาโฮะ โดยชิงแอบคุณครูที่โรงเรียนนั่งแท็กซี่ไปยังคอนโดของยูกิแทน ตอนที่อินาโฮะไปถึงโรงเรียนในตอนพักกลางวันแล้วไม่เจอสองแฝดก็กลายเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตกันไปหมด ทั้งทางโรงเรียนและอินาโฮะวิ่งวุ่นตามหา สุดท้ายยูกิติดต่อมาว่าเจอเจ้าสองแฝดนั่งตาลอยกอดเข่ากันอยู่ที่หน้าคอนโดตัวเอง แล้วยังงอแงไม่ยอมกลับมาที่บ้านอีกด้วย


                    หัวใจของสเลนแทบจะแหลกสลาย ความกลัวพุ่งเข้าใส่อย่างไม่สิ้นสุด เหมือนที่สองแฝดไม่เคยห่างสเลนเกินสิบชั่วโมง สเลนเองก็ไม่เคยห่างลูกเกินสิบชั่วโมงเหมือนกัน


                    อินาโฮะที่คุยโทรศัพท์อยู่หน้าห้องมองไปยังสเลนอย่างไม่วางตา เขาเองก็รู้สึกเสียใจไม่แพ้กัน แต่มากกว่าความรู้สึกเสียใจคือความโกรธ


                    โกรธที่ตัวเองปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ หากตอนนั้นเขาตั้งสติแล้วเลือกที่จะตอบอย่างอื่น เรื่องอาจไม่ลงเอยอย่างนี้


                    “ไม่ต้องห่วงทางนี้ คืนนี้พี่จะดูแลเด็กๆ เอง พรุ่งนี้จะไปประชุมผู้ปกครองแทนให้ พอถึงตอนเย็นนาโอะคุงค่อยมาคุยกับเด็กๆ อย่าเพิ่งพาสเลนมาล่ะ ถ้าทุกอย่างราบรื่นก็พาพวกเขากลับไปหาสเลนที่บ้านได้เลย” ปลายสายว่า


                    “อืม ขอบคุณนะพี่ยูกิ งั้นคืนนี้ฝากลูกผมด้วย”


                    พอวางสายอินาโฮะก็เดินไปยังโซฟา คุกเข่าลงตรงหน้าสเลนแล้วกุมมือที่สั่นเทาคู่นั้นไว้ ภาพเมื่อเย็นที่เขากลับบ้านมาคนเดียวยังคงติดตา ทันทีที่บอกเรื่องลูกเตลิดไปหาพี่ยูกิ สเลนก็ทรุดฮวบลงกับพื้นแล้วปล่อยโฮออกมาทันที เป็นภาพที่เห็นแล้วเจ็บใจตัวเองเหลือเกิน


                    อินาโฮะบีบมือสเลนเบาๆ “คืนนี้พี่ยูกิจะดูแลลูกเราเอง แล้วก็จะไปประชุมผู้ปกครองแทนเราพรุ่งนี้ด้วย”


                    “ผมอยากไปหาลูก” สเลนว่าพร้อมเงยหน้าขึ้นสบตาอินาโฮะด้วยสายตาเว้าวอน


                    อินาโฮะใจอ่อนยวบ เลื่อนมือไปเกลี่ยน้ำตาอีกฝ่ายออกอย่างเบามือ เขารู้ว่าสเลนในตอนนี้ร้อนรน หวาดกลัวและเสียขวัญแค่ไหน  แต่ยังไงก็ทำตามคำขอให้ไม่ได้ ลูกๆ กำลังสับสน หากพบสเลนในตอนนี้คงเตลิดไปกันใหญ่ แล้วที่สำคัญสิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือพยายามเกลี้ยกล่อมสเลนให้สงบ หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปต้องส่งผลถึงร่างกายแน่ๆ


                    “พรุ่งนี้ก็ได้เจอแล้ว”


                    “แต่...”


                    “สเลน” อินาโฮะใช้สองมือประคองใบหน้าสเลนให้มองมายังตน “ตอนนี้เราต้องรอให้ลูกใจเย็นลงก่อน ไม่อย่างนั้นลูกจะไม่ยอมฟังเรา”


                    คำพูดของอินาโฮะดึงสติของสเลนกลับมาทีละนิด


                    “พรุ่งนี้เย็นผมจะไปรับลูกกลับบ้าน หน้าที่ของนายคือพักผ่อนให้พอ แล้วรอต้อนรับลูกกลับมา เข้าใจที่พูดไหม ค้างคาวของผม” อินาโฮะขยับนิ้วโป้งลูบแก้มชื้นน้ำตาของสเลนเบาๆ


                    สเลนเริ่มนิ่งลง เมื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงหม่น ก็พบบางอย่างแอบซ่อนอยู่


                    ความรู้สึกเบาบางที่ถูกกดไว้จดแทบจะไม่เล็ดลอดออกมาทางสายตาและการกระทำใดๆ


                    แต่กับคนรักที่อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี มีหรือจะไม่เห็นมัน


                    ความเจ็บปวดที่อันแสนเบาบางที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของอินาโฮะ


                    สเลนโถมตัวเข้ากอดอินาโฮะแน่น น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง


                    คำพูดของอินาโฮะไม่ได้ทำให้หายเสียใจ แต่ทำให้ใจเย็นลง ความรู้สึกที่สะท้อนผ่านทางดวงตานั้นทำให้เริ่มตาสว่าง ก่อนหน้านี้สเลนเอาแต่คิดโทษตัวเอง คิดว่าตัวเองเท่านั้นที่เจ็บปวดที่สุด แต่ไม่เลย คนตรงหน้าเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน เพียงแต่ต้องฝืนตัวเองให้เข้มแข็งกว่าใครเพื่อคอยโอบอุ้มทั้งเขาและลูกเอาไว้


                    ให้ตายเถอะ...เขามองข้ามความรู้สึกของคนรักไปได้ยังไง


                    หลังจากกอดกันนานกว่าสิบนาที เมื่อเห็นว่าสเลนสงบลงมาก อินาโฮะก็ล็อคบ้าน ปิดไฟแล้วพาสเลนไปยังห้องนอน คืนนี้เขากอดสเลนแน่นกว่าทุกวัน เสียงสะอื้นเบาหวิวบอกว่าคนในอ้อมกอดยังไม่หลับ เขาเข้าใจดีว่าในเวลาแบบนี้ให้ตายยังไงก็หลับไม่ลง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็เช่นกัน


                    มือหนึ่งโอบรัดร่างบอบบางของคนรัก อีกมือหนึ่งคอยลูบเส้นผมนุ่มสลวย หวังกล่อมให้เข้าสู่นิทรา ดวงตาสีแดงข้างขวามองตรงไปยังความมืดที่โรยตัวปกคลุมทั้งห้องอย่างใช้ความคิด


                    เมื่อเจอหน้าลูกๆ พรุ่งนี้ เขาจะเริ่มพูดอะไรก่อนดี


                    จะต้องทำยังไงถึงจะได้กอดลูกอีกครั้ง


                    จะต้องทำยังไงลูกถึงจะยอมกลับบ้านพร้อมเขา


                    ระหว่างจมอยู่กับความคิด เสียงของสเลนก็กระซิบขึ้นมาเบาๆ “ส้ม เหนื่อยไหม”


                    อินาโฮะก้มลงมองคนในอ้อมกอด ลูบศีรษะทุยเบาๆ แล้วก้มลงจูบ จะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงจะดูเหมือนอวดเก่งเกินไป “ผมไม่เป็นไร”


                    สำหรับคนนอกแล้ว นี่อาจเป็นแค่ปัญหาครอบครัวธรรมดา แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร หากเกิดขึ้นในครอบครัวแล้ว ก็ล้วนบั่นทอนสภาพจิตใจพวกเขาไปไม่น้อยทั้งนั้น


                    สเลนยืดแขนออกจากผ้าห่มแล้วกอดเอวอินาโฮะเอาไว้ กระชับเข้ามาให้แน่นยิ่งขึ้น ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะอึดอัดหรือไม่ แล้วกดจูบลงบนอกกว้างผ่านเสื้อนอนตัวบาง


                    จูบที่แทนทั้งคำขอโทษ ปลอบประโลม ให้กำลังใจ และขอกำลังใจ


                    หากเป็นปกติอินาโฮะก็จะตกใจปนดีใจอยู่หรอก แต่ในตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึก แต่ที่สัมผัสได้มันต่างไปจากปกติต่างหาก


                    สิ่งที่จูบนั้นส่งมาคือความอบอุ่นและกำลังใจมหาศาลที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลง





                    อีกด้านหนึ่ง ฝาแฝดไคซึกะนอนกอดกันกลมบนเตียงหลังเดียวกัน ถึงจะร้องไห้อย่างหนัก แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อยจนผล็อยหลับ มื้อเย็นวันนี้เป็นอาหารสำเร็จรูปที่ทั้งคู่ไม่เคยแตะมาก่อน และไม่แน่ใจว่าเพราะไม่หิวหรือเพราะไม่ชินกันแน่ อาหารสำเร็จรูปที่ยูกิซื้อมาจึงพร่องไปแค่กล่องละคำเท่านั้น ต้องอาศัยนมอุ่นๆ ช่วยรองท้องไม่ให้กระเพาะเด็กน้อยถูกย่อยจนทะลุไปเสียก่อน


                    ก่อนเข้านอนยูกิกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วนั่งเฝ้าจนกว่าจะหลับ แต่สองแฝดกลับแกล้งหลับอย่างแนบเนียนจนอาสาวไม่สะกิดใจเลยแม้แต่น้อย หลังจากยูกิเข้าห้องของตัวเองไป นาโอกิก็ปล่อยน้ำตาออกมาอีกครั้งพร้อมเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นให้เบาที่สุด เซนโอบกอดพี่ชายไว้เงียบๆ


                    ผ่านไปหลายชั่วโมง สองแฝดยังคงลืมตา นาโอกิหยุดร้องไห้แล้ว ทั้งห้องมีเพียงความมืดและเสียงหายใจ เป็นครั้งแรกที่ร้องไห้จนเหนื่อย เวลาล่วงเลยจนเข้าวันใหม่แล้ว ที่นอนและอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศก็ไม่ได้แย่ แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้พวกเขานอนไม่หลับ


                    นี่พวกเขากำลังรออะไรอยู่?


                    ถามตัวเองไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจรู้คำตอบดี


                    คำกล่าวราตรีสวัสดิ์จากคุณแม่ไงล่ะ


                    ถึงเมื่อวานพวกเขาจะไม่ยอมให้แม่ส่งเข้านอน กระนั้นแม่ก็ยังกล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออยู่หน้าห้อง


                    แต่วันนี้ไม่มี


                    ไม่มีทั้งเสียงกล่าวราตรีสวัสดิ์ ไม่มีทั้งอ้อมกอดอุ่นๆ ไม่มีทั้งรอยยิ้มสดใส ไม่มีทั้งอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก ไม่มีแม้แต่เงาของแม่


                    ใช่สิ ก็พวกเขาเป็นฝ่ายวิ่งหนีออกมาเองนี่


                    ถึงจะเสียใจในสิ่งที่เพิ่งรับรู้มากแค่ไหน...แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคิดถึงใจจะขาด





                    ในชั้นเดียวกัน ห้องข้างๆ ถูกปกคลุมด้วยความเงียบ พ่อบ้านส่วนตัวจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเช้าอย่างไร้ซุ่มเสียง ก่อนจะเข้าห้องนอนไปด้วยความสงสัยที่สุมอยู่เต็มอก วันนี้องค์ชายคาร์ไลล์กลับจากโรงเรียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกที ส่วนผู้ติดตามตัวน้อยอย่างโจชัวก็ไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอกลับมาถึงห้อง องค์ชายก็ไปหาไคซึกะ ยูกิที่ห้องข้างๆ ด้วยท่าทีกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด แต่แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้ถูกปฏิเสธกลับมา ไม่พูดไม่จาและเข้าไปเก็บตัวอยู่ในห้องทันที ดูท่าจะติดต่อกับองค์จักรพรรดิและองค์ราชินีด้วย เพราะเขาได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆ ลอดออกมาเมื่อเดินผ่านหน้าห้อง


                    ส่วนทางโจชัวนั้นไม่ได้ขังตัวเอง ออกมาทานข้าวอย่างปกติ แต่ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลยสักคำ


                    นี่มันเกิดอะไรขึ้น?


                    พ่อบ้านผู้ถูกมองข้ามได้แต่ถามตัวเองในใจ ไม่นานก็เลือกที่จะสลัดความสงสัยเหล่านั้นทิ้งไปแล้วหลับตานอน ดึกป่านนี้เด็กๆ อย่างองค์ชายคาร์ไลล์และโจชัวคงหลับกันไปแล้ว


                    หารู้ไม่...แท้จริงแล้วเขาคือคนแรกที่เข้านอน


                    คาร์ไลล์เล่าเรื่องทุกอย่างให้พ่อกับแม่ฟังอย่างเคร่งเครียด ทั้งคู่บอกว่าได้คุยกับพี่น้องไคซึกะแล้วเหมือนกัน แล้วสรุปให้ฟังว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อช่วยไคซึกะ อินาโฮะพาสองแฝดกลับบ้าน


                    ในขณะเดียวกันที่ห้องนอนของโจชัว แม้จะปิดไฟมืด แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์พกพายังคงสว่างอยู่ ดวงตาสีเขียวมรกตใต้กรอบแว่นทอประกายความชิงชัง จ้องไปยังภาพผู้ติดต่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วเอ่ยเสียงเย็น


                    “พ่อครับ สเลน ทรอยยาร์ดยังมีชีวิตอยู่”





                    อินาโฮะออกไปทำงานได้สักพักแล้ว สเลนเก็บโต๊ะและล้างจานอย่างที่ทำเช่นทุกวัน ที่ต่างไปเห็นจะเป็นจำนวนจานชามที่ต้องล้างและอาหารที่ต้องทำ ซึ่งมีแค่ของเขากับอินาโฮะเท่านั้น คิดมาถึงตรงนี้ขอบตาก็พลันร้อนผ่าว เขาเงยหน้าขึ้นกลอกตาห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้อีก แค่นี้ตาก็บวมฉึ่งจนน่ากลัวแล้ว เขาอยากตอนรับลูกด้วยรอยยิ้มมากกว่าสภาพน่ากลัวๆ แบบนี้


                    เมื่อคืนเขาคิดทบทวนดูแล้วว่าจะมัวฟูมฟายต่อไปไม่ได้ วันนี้จะต้องบอกความจริงกับลูกด้วยตัวเอง ถึงจะมั่นใจว่าอินาโฮะและคนอื่นๆ จะต้องช่วยอธิบายกันก่อนแล้วแน่ๆ แต่ยังไงก็อยากให้ลูกได้ยินจากปากตัวเองด้วยอยู่ดี ให้ลูกรู้ว่าเขาไม่คิดหนี ไม่คิดโกหก และที่สำคัญเขาไม่คิดปฏิเสธตัวตนของตัวเอง


                    ได้แต่ภาวนาว่าลูกๆ จะรับตัวตนของเขาได้


                    สเลนไม่นอนกลางวัน เพราะเอาเวลามานั่งเรียบเรียงถ้อยคำจนบ่ายคล้อย เขาเหลือบมองนาฬิกา อีกหนึ่งชั่วโมงลูกๆ ก็จะเลิกเรียนแล้ว ทั้งคู่จะกลับไปที่คอนโดของยูกิ แล้วอินาโฮะจะตามไปที่นั่นเพื่อเกลี่ยกล่อมลูก จากนั้นก็ถึงตาเขาที่ต้องพูดกับลูกด้วยตัวเองบ้าง


                    อีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น ยิ่งใกล้ถึงเวลา เขาก็ยิ่งรนลาน ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วแท้ๆ เชียว


                    สเลนนั่งรวบรวมสติอยู่พักใหญ่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อินาโฮะโทรมาบอกว่าอยู่หน้าห้องของยูกิแล้ว กำลังจะเข้าไปหาลูก และเมื่อวางสาย เสียงกริ่งบ้านก็ดังขึ้น


                    อะไรกัน...ไหนว่าอยู่หน้าห้องคุณยูกิ


                    คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ลุกไปที่หน้าต่างแล้วเปิดม่านออก ดวงตาสีทะเลสาบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าหน้าประตูรั้ว...ไม่มีคน


                    ว่าจะออกไปดูหน้าบ้านว่าใครมาเล่นอะไร แต่เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมาในสมอง


                    ถ้ามีคนแปลกหน้ามากดกริ่ง อย่าออกมาเด็ดขาด


                    ไวเท่าความคิด สเลนรีบปิดม่านทันที ทั้งยังวิ่งไปปิดม่านที่หน้าต่างบานอื่นๆ และหน้าต่างประตูกระจกที่เชื่อมไปยังชานระเบียงข้างบ้าน พร้อมตรวจสอบประตูหน้าต่างทุกบานว่าลงกลอนดีแล้วหรือยัง ถึงจะไม่เห็นคนแปลกหน้าที่หน้าบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี แค่ลมพัดทำให้กริ่งดังไม่ได้หรอก


                    สเลนพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจจะมีเด็กมากดกริ่งเล่นแล้ววิ่งหนี แต่เสียงสวบสาบเหมือนมีคนเดินอยู่ในสวนนอกตัวบ้านก็พาให้เขาใจกกระตุกวูบ รีบย่อตัวลงต่ำแล้วย่องออกห่างจากบานหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ เขารู้ว่าต้องโทรตามคนมาช่วย ต้องโทรหาอินาโฮะ แต่โทรศัพท์บ้านอยู่ในห้องนั่งเล่น...ต้องผ่านอีกถึงสามห้อง


                    “ดูท่าจะไม่มีคนอยู่”


                    “แต่เจ้านายบอกว่าเป้าหมายอยู่ที่นี่ ไม่ผิดแน่”


                    “มันเงียบเกินไป”


                    “เมื่อกี้ไม่เห็นรึไงว่าม่านหน้าต่างมันเปิดอยู่”


                    เสียงกระซิบดังลอดเข้ามาขณะที่สเลนคลานผ่านใต้กรอบหน้าต่างบานหนึ่ง ที่น่ากลัวกว่านั้น แม้เสียงในบทสนทนาจะมีแค่สองคน แต่เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่รอบบ้านมันมากกว่านั้น ดูท่าจะถูกล้อมเอาไว้เสียแล้ว


                    สเลนระแวดระวังมากขึ้น เขาไม่ได้อยู่ใกล้ห้องครัวซึ่งอยู่ส่วนท้ายสุดของบ้าน จึงไม่มีอาวุธติดตัว จะให้กลับไปหยิบก็เสี่ยงเกินไป เพราะเงาที่ไหวผ่านหลังม่านบอกว่ามีคนเดินไปทางหลังบ้านสองสามคนแล้ว สิ่งที่เขาจะทำในตอนนี้คือไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อติดต่ออินาโฮะ และหาสิ่งที่ใช้แทนอาวุธเอาจากที่นั่น


                    ก่อนถึงห้องนั่งเล่นคือโถงทางเดินที่ต้องผ่านห้องนอนของตัวเองและห้องนอนลูกๆ บนผนังเต็มไปด้วยกรอบรูปมากมาย เมื่อเห็นรูปลูกแฝดอันเป็นแก้วตาดวงใจ สเลนก็รีบพุ่งเข้าไปปลดมันออกทันที ปลดทุกภาพที่มีลูกแฝดอย่างรวดเร็วและรนลานจนมือไม้สั่น


                    แกร๊ก


                    ลูกบิดประตูขยับเล็กน้อย ถูกหมุนไปมาจากด้านนอก แต่เข้ามาไม่ได้เพราะล็อคเอาไว้ สเลนใจหายเมื่อเสียงหมุนลูกบิดอย่างอารมณ์เสียนั้นกลายเป็นเพียงเสียงก๊อกแก๊กเบาๆ ลูกบิดขยับน้อยๆ บางจังหวะก็ถูกกระตุก


                    พวกนั้นกำลังสะเดาะกลอนประตูเข้ามา!


                    สเลนรีบเก็บกรอบรูปทั้งหมดลงตู้ลิ้นชักที่โถงทางเดิน โดยไม่ลืมหยิบกรรไกรจากลิ้นชักเก็บอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยมาติดตัวไว้ แล้ววิ่งไปยังห้องลูกแฝด กดล็อคประตูจากด้านในแล้วดึงประตูปิด


                    เหตุผลเดียวที่คนพวกนั้นบุกมาคงไม่พ้นตัวเขา อย่างน้อยก็ขอให้คนที่เจอเรื่องแบบนี้มีแค่เขาคนเดียว อย่าได้เอาลูกๆ ของเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่าได้รู้ว่าจักรยานคันเล็กสองคันที่จอดอยู่ข้างบ้านเป็นของใคร อย่าได้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่กับอินาโฮะแค่สองคน อย่าได้รู้เด็ดขาดว่าเขามีลูก!


                    เมื่อจัดการเก็บกรอบรูปทั้งหมดและล็อคห้องลูกเสร็จ สเลนก็พุ่งพรวดไปที่ห้องนั่งเล่นทันที ซึ่งพอดีกับเสียงประตูที่ถูกกระแทกเข้ามาจนสำเร็จ ที่แย่ไปว่านั้น ประตูที่ถูกบุกเข้ามาไม่ได้มีแค่บานเดียว แต่มีถึงสองบาน! ทั้งประตูหน้าบ้านและหลังบ้าน สเลนที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าห้องนั้นเล่นก็เจอเข้ากับคนแปลกหน้าสองคนในชุดลำลองเหมือนคนทั่วไปที่เข้ามาทางประตูหน้าพอดี


                    “ให้ตายเถอะ เป็นหมอนั่นจริงๆ!


                    “จับมัน!


                    สิ้นเสียง สองคนตรงหน้าก็วิ่งเข้าหาสเลนทันที สเลนสับเท้าพุ่งเข้าห้องนั่งเล่นโดยไม่ต้องคิด หูได้ยินเสียงคนอีกจำนวนหนึ่งวิ่งมาสมทบจากทางหลังบ้าน แต่ก็ไม่คิดจะหันกลับไปดู สิ่งเดียวที่เขาต้องคว้าให้ได้ในตอนนี้คือโทรศัพท์บ้านเพื่อติดต่ออินาโฮะ ถึงจะไม่ทันรับสาย แต่แค่เพียงกริ๊งเดียวอินาโฮะจะต้องรู้ถึงความผิดปกติแน่นอน


                    อีกเพียงนิดเดียว...อีกแค่ปลายนิ้วก็จะถึงแล้ว


                    ปัง! ปัง!


                    เข่าสเลนทรุดลงกับพื้นพร้อมความเจ็บจากขาซ้ายและสีข้างที่แล่นพล่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว กระสุนตะกั่วนัดหนึ่งฝังลงที่ต้นขาของเขาจากด้านหลัง อีกนัดหนึ่งพุ่งเฉี่ยวสีข้าง แต่ถึงอย่างนั้นสเลนก็ยังพยามตะเกียกตะกายต่อ ดวงตาสีทะเลสาบไม่ละจากโทรศัพท์บนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย


                    “ยิงทำไม! เดี๋ยวคนก็แห่กันมาหรอก!


                    “รีบจับไว้แล้วพาออกไปเร็วเข้า บ้านข้างๆ เปิดประตูออกมาแล้ว”


                    ร่างของสเลนถูกกดกระแทกในท่าคว่ำหน้าลงพื้นอย่างแรง ตาพร่าไปชั่วขณะ แต่มือก็ยังไม่วายคว้ากรรไกรปลายแหลมออกมาจากกระเป๋ากางเกง กระชับด้ามจับแน่นแล้วแทงไปยังคนที่กำลังจะเข้ามาจับแขนเขาไว้ คนคนนั้นแหกปากร้องลั่น ก้มลงกุมฝ่ามือที่ถูกกรรไกรเสียบจนเกือบทะลุ สเลนชักกรรไกรออกมาอย่างรวดเร็วแล้ววาดแขนไปมามั่วซั่ว ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ แต่มันทำให้คนที่ช่วยกันกดร่างเขาอยู่เบี่ยงกายหลบเป็นพัลวัน


                    สเลนอาศัยช่องโหว่จากตรงนั้นหยัดกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บที่ดูเหมือนจะทวีขึ้นทุกทีกลับทำให้เขาทำได้เพียงพลิกตัวหงาย ประจันหน้ากับชายฉกรรจ์ห้าคน  ซึ่งหนึ่งในนั้นถอยออกไปคร่ำครวญกับแผลที่มือของตัวเอง อีกสี่คนที่เหลือกระโจนเข้ามาพร้อมกัน สเลนกวัดแกว่งแขนมั่วซั่วหวังให้พวกนั้นถอยห่างอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับถูกเหยียบเข้าที่ต้นขาซ้าย เลือดไหลทะลักออกมาจากปากแผลอย่างกับเขื่อนแตก น้ำตาเอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่ามั่ว เจ็บจนร้องไม่ออก สองมือเปลี่ยนทิศทางไปยังเท้าที่เหยียบเข้าที่แผลทันที ทั้งผลักทั้งดันและใช้กรรไกรทุบ แต่ก็ไร้ประโยชน์ ตัวเขาที่ขยับหนีไปไหนไม่ได้จึงถูกล็อคแขนขาที่เหลืออย่างรวดเร็ว


                    กรรไกรในมือถูกชิงไปแล้ว ความเจ็บแล่นพล่านอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ร่างกายขยับไม่ได้โดยสมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้นสเลนก็ยังไม่ตัดใจ กวาดตามองสิ่งรอบข้างเพื่อหาอาวุธและทางหนีทีไล่ แต่ด้วยความที่บ้านมีเด็ก เขาและอินาโฮะจึงมักเก็บของมีคมและของอันตรายอย่างมิดชิดเพื่อให้พ้นมือสองแฝด


                    “พวกแกเป็นใคร” สเลนถามออกไปเพื่อถ่วงเวลา เมื่อได้มองชัดๆ ก็รู้ว่าใบหน้าของทุกคนนั้นสวมหน้ากากซิลิโคนแบบเสมือนจริงเอาไว้


                    ให้ตายสิ อย่างนี้ถึงใครจะเห็นหน้าตาชัดเจนแค่ไหนก็จับไม่ถูกตัวอยู่ดี


                    “ไม่ต้องรู้” คนที่เหยียบแผลว่าพลางแสยะยิ้ม แต่หน้ากากซิลิโคนดูท่าจะหนาไปนิด จึงแทบจะไม่ยิ้มตาม พาให้ใบหน้าดูแข็งทื่อพิลึกพิลั่น “ หึ แต่เซอร์ไพรส์มากเลยล่ะที่แกยังมีชีวิตอยู่ สเลน ทรอยยาร์ด”


                    คิดไว้ไม่ผิด มาจัดการเขาจริงๆ ด้วย


                    สเลนยังหลอกถามไปเรื่อยอีกสองสามประโยค ระหว่างนั้นก็แกล้งทำเป็นอ่อนแรง พยายามเลื่อนมือไปกดปากแผลตัวเองเพื่อห้ามเลือด แล้วรอจังหวะขัดขืนอีกครั้ง อาจดูเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่า แต่ตอนนี้เขาต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น ยังไงเสียโอกาสตายก็มากกว่ารอดอยู่แล้ว พยายามสู้เสียหน่อย อย่างน้อยโอกาสที่จะรอดชีวิตกลับไปพบหน้าลูกและอินาโฮะก็อาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้...สักหนึ่งหรือสองเปอร์เซ็นต์ก็ยังดี


                    เสียงแว่วมาจากข้างบ้านเรียกความสนใจชายฉกรรจ์ทั้งห้าให้หันไปมอง ดูเหมือนคนข้างบ้านจะออกมาชะโงกหาต้นตอเสียงปืนเมื่อครู่แล้ว สเลนนอนสังเกตการณ์เงียบๆ ทั้งห้าถกเถียงกันไปมาอย่างร้อนรน ดูท่าจะไม่ใช่มืออาชีพอย่างที่เขาตีโพยตีพายไปเอง หนึ่งในนั้นโทรเรียกใครบางคน ไม่นานเสียงเครื่องยนต์รถก็ดังที่หน้าบ้าน สเลนจำได้ว่านั่นไม่ใช่เสียงรถของอินาโฮะ ร่างของเขาถูกกระชากให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดยังคงทะลักออกมาไม่หยุด หนึ่งในชายสวมหน้ากากเหล่านั้นจึงสบถคำหยาบใส่นับไม่ถ้วน แล้วลากเขาไปโดยไม่สนใจว่าเขาจะลุกไหวหรือไม่


                    สเลนกัดฟันแน่น เรี่ยวแรงที่สะสมไว้เมื่อครู่หายฮวบไปมากกว่าครึ่งเพราะความเจ็บปวด เขากำลังจะถูกพาตัวไปที่ไหนสักแห่ง แต่นั่นไม่ทำให้เขากังวลใจเท่าไหร่ ท่าทางไม่เด็ดขาดและความสะเพร่าของทั้งห้าทำให้สเลนคิดว่าตัวเองยังมีทางรอด เขาไม่ได้ถูกมัดมือ ถึงจะแผลถูกยิงที่ขาและสีข้าง แต่ทั้งร่างกายเขาก็ไม่ถูกสิ่งใดพันธนาการเอาไว้เลย ทั้งยังลากเขาให้เดินอยู่ตรงกลางเกือบรั้งท้ายอีก


                    คงคิดว่าเขาไม่มีทางสู้แรงทั้งห้าได้สินะ....ยอมรับว่าสู้ไม่ได้ แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งที่เขาจะทำในตอนนี้คือ...


                    พลั่ก!


                    สเลนกลั้นใจรวบรวมพละกำลังและอดกลั้นกับความเจ็บที่ขาซ้าย กระโดดถอยไปกระแทกคนที่เดินตามหลังจนอีกฝ่ายเสียหลักล้มหงาย ถึงตัวเองจะซวนเซอยู่ไม่น้อย แต่ก็กัดฟันฝืนวิ่งตรงไปยังประตูกระจกที่เชื่อมไปยังชานระเบียงข้างบ้าน ถ้าออกไปได้ก็จะตะโกนขอความช่วยเหลือ บ้านข้างๆ ต้องได้ยินแน่นอน เผลอๆ อาจจะออกมาด้อมๆ มองๆ รออยู่แล้วก็ได้


                    อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงประตูกระจก ชายเสื้อของสเลนถูกรั้งไปด้านหลังอย่างแรง แต่ก็ไม่ขัดขืน ปล่อยร่างปลิวไปตามแรงดึงแล้วเหวี่ยงศอกใส่คนที่ตามมาข้างหลังทันที จากนั้นก็เหวี่ยงกำปั้นใส่อีกสองคนที่เหลือ ถึงจะไม่แรงแต่ก็พอหลอกให้พวกมือใหม่เบี่ยงหนีกันมั่วไปหมดได้ บ้างก็ทำท่ายึกยักจะเข้ามา บ้างก็กระโดดถอยไปชนกับพวกเดียวกันจนล้ม


                    “ช่วยด้วย!” สเลนตัดสินใจร้องออกไปทั้งที่ยังไม่ถึงประตู เพราะตอนนี้เขากำลังจะยืนไม่อยู่แล้ว รู้ดีว่าคงไม่มีทางไปถึงประตูได้แน่ๆ


                    ชายถือปืนยืนอยู่รั้งท้าย ยกกระบอกปืนเล็งมายังสเลนอีกครั้ง เห็นดังนั้นสเลนก็ตัวชาหนึบ ขาเจ็บแบบนี้ในระยะคนละฟากห้องแค่นี้โอกาสหลบพ้นแทบจะเป็นศูนย์


                    ปัง!


                    เหมือนโชคเข้าข้าง ร่างของสเลนถูกชายอีกคนกระโจนเข้าใส่จนล้มลงกับพื้นพอดี ทำให้พ้นวิถีกระสุนไปได้อย่างฉิวเฉียด ที่น่ายินดีกว่านั้นคือกระสุนพุ่งไปที่ประตูกระจกจนแตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างนี้ไม่ต้องแหกปากขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านชาวช่องก็เห็นความผิดปกติได้อย่างเต็มตาแล้ว


                    “ยิงทำบ้าอะไรวะ!


                    “แล้วจะกระโดดมาขวางทำไม!


                    พวกมันเถียงกันเอง โทษกันไปกันมาอย่างร้อนรน สเลนใช้โอกาสนี้ตะโกนขอความช่วยเหลือซ้ำเพื่อความแน่ใจ แต่ได้แค่คำเดียวก็โดนปิดปาก ทั้งห้าเข้ามารุมกดร่างสเลนลงกับพื้นหนักกว่าครั้งก่อน เลือดในร่างกายถูกเค้นออกมาจากปากแผลด้วยน้ำหนักของคนหลายคน เจ็บสะท้านไปทั้งร่าง แทบจะหายใจไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายพยายามขัดขืนสุดชีวิต


                    ความช่วยเหลือกำลังมา ไม่แน่ว่าหากพยายามอีกนิด ความช่วยเหลืออาจมาถึงก่อนที่เขาจะถูกพาออกไปก็ได้


                    “จัดการมันเร็วๆ เข้า!


                    “แต่หัวหน้าสั่งให้พาไปแบบเป็นๆ ”


                    “อย่าดิ้นสิวะ!


                    “ถอย ฉันจะโปะยาสลบ”


                    ได้ยินดังนั้นดวงตาสีทะเลสาบก็เบิกกว้างทันที ร่างกายพลันดิ้นหนักกว่าเดิม ขอร้องกับร่างกายตัวเองให้อดทนอีกนิด อดกลั้นกับความเจ็บปวดรวดร้าวแล้วฝืนสู้ต่อ สองมือปัดป่ายไปทั่วพื้น เลือดเปื้อนเต็มไปหมด จนหัวกระแทกเข้ากับบางอย่างที่เป็นมุมแข็ง สเลนถึงได้รู้ตัวว่าได้ตะเกียกตะกายมาถึงโต๊ะวางโทรศัพท์อีกครั้ง เห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปยังโทรศัพท์บ้านอย่างไม่รีรอ


                    แตะถึงแล้ว...ครั้งนี้เขาจับโทรศัพท์ได้แล้ว


                    ปึก!


                    วัตถุแข็งกระแทกเข้าที่ศีรษะอย่างรุนแรง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือมือของตัวเองที่ร่วงลงจากโทรศัพท์บนโต๊ะ โลกของสเลนดับลงในทันที





                    “ทั้งหมดที่แม่ทำก็เพื่อองค์ราชินีแห่งดาวอังคาร? ทำไมล่ะฮะ ทำไมแม่ต้องทำแบบนั้นเพื่อคนคนเดียวด้วย?” นาโอกิถามอย่างสับสน น้ำตาไหลนองสองแก้มนวล


                    หลังจากที่อินาโฮะเล่าเรื่องทั้งหมดให้สองแฝดฟังแล้ว ทั้งคู่ก็เอาแต่ร้องไห้ ยิงคำถามไม่หยุดเพราะความรู้สึกในใจกำลังขัดแย้งกันเอง ถึงแม้คำถามเหล่านั้นจะมีแต่สิ่งที่อินาโฮะพูดไปแล้วก็ตาม


                    “เพราะตอนนั้นชีวิตแม่มีองค์ราชินีเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว เธอเคยช่วยชีวิตแม่เอาไว้ตอนเด็ก เมื่อโตขึ้นแม่จึงตอบแทนด้วยการช่วยชีวิตเธอบ้าง”


                    “แล้วทำไมแม่ต้องฆ่าคนมากมายแบบนั้นด้วย”


                    “เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยเธอ และนำพาความสงบสุขกลับมาให้โลกของเราได้”


                    “แล้วทำไม...ถ้าแม่เป็นคนพาความสุขมาให้โลก แล้วทำไมแม่ถึงถูกเรียกว่าปีศาจ...ฮึก”


                    “เพราะในตอนนั้น มีเพียงปีศาจเท่านั้นที่จะสยบทุกอย่างลงได้ แม่เป็นฮีโร่ที่สวมหน้ากากปีศาจเพื่อความสุขของทุกคน แม่ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นฮีโร่ที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นฮีโร่ผู้เสียสละไงล่ะ” อินาโฮะว่าพลางดึงลูกทั้งสองเข้ามาเช็ดน้ำตา


                    “ไม่เข้าใจ ฮึก...ผมไม่เข้าใจเลย”


                    นาโอกิว่าพลางเบะปากร้องห่มร้องไห้ สับสนกับสิ่งที่ได้ยิน ส่วนเซนนั้นเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว เขาได้แต่ยืนร้องไห้เงียบๆ ยิ่งได้ฟังสิ่งที่พ่อพูด ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังอมรสชาติขมของชีวิตแม่ในวัยเด็กไว้ใต้ลิ้น


                    แม่เคยมีความสุข แต่หลังจากคุณตาเสีย ชีวิตแม่ก็ดำมืดและขมปี๋เหมือนกาแฟดำ มีชีวิตอยู่โดยปล่อยให้การกระทำของคนรอบข้างกัดกร่อนความรู้สึกของตนไปเรื่อยๆ วางแผนให้ตัวเองหายไปพร้อมกับสงครามครั้งสุดท้าย แต่แล้วความดำมืดและรสชาติขมปี๋เหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไปทีละนิดเมื่อพ่อก้าวเข้ามา พ่อเปลี่ยนสีและรสชาติของกาแฟดำให้เป็นโกโก้ที่หอมหวาน ซึ่งนั่นก็คือช่วงเวลาที่พ่อกับแม่มีเขาและนาโอกิ


                    แล้วนี่มันอะไร แค่ฟังคำพูดจากปากคนอื่น ไม่ทันได้ถามให้แน่ใจด้วยซ้ำว่าจริงหรือหลอก พวกเขาก็ฟูมฟายแล้วหนีออกมา หยิบยื่นความเย็นชาให้กับแม่เสียอย่างนั้น


                    ไม่เคยรู้สึกผิดและคิดถึงแม่มากขนาดนี้มาก่อนเลย...


                    “รู้ไหมเซน นาโอกิ” คาร์ไลล์ที่ยืนฟังเงียบๆ มาตลอดเริ่มพูดบ้าง “ถ้าแม่ของพวกนายไม่ทำแบบนั้น...ถ้าวันนั้นแม่ของพวกนายเลือกที่จะหนีไปเงียบๆ ป่านนี้โลกคงตกอยู่ในอาณานิคมของดาวอังคาร ถูกปกครองโดยซาสบาม ราชวงศ์เวิร์สคงล่มสลาย แล้วฉันก็จะไม่ได้มายืนตรงหน้าพวกนายแบบนี้”


                    สองแฝดมองคาร์ไลล์อย่างอึ้งๆ หยุดร้องไห้ไปชั่วขณะ


                    คาร์ไลล์คลี่ยิ้มกว้าง “สำหรับฉันแล้ว แม่ของพวกนายเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม่ของพวกนายสร้างปาฏิหาริย์ ทำให้โลกและดาวอังคารเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ทั้งที่แม่ของฉันยังทำไม่ได้ ทำให้ตระกูลของฉันไม่ล่มสลาย ช่วยชีวิตแม่ของฉันไว้แล้วนำพาพ่อของฉันให้มาเจอกับแม่ เขาทำให้ฉันได้เกิดมาบนยุคสมัยที่สงบสุขนี้ เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้รักสเลน ทรอยยาร์ด ฮีโร่ที่สวมหน้ากากปีศาจมากยังไงล่ะ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง สำหรับฉันแล้วเขาคือฮีโร่ที่แท้จริง แล้วพวกนายล่ะ พวกนายไม่คิดแบบนี้เหมือนกันเหรอ?”


                    คาร์ไลล์ถามแล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้สองแฝดที่ตอนนี้น้ำตาร่วงเผลาะลงมาอีกระรอก


                    อินาโฮะและยูกิหันไปมองหน้ากันอย่างโล่งใจ องค์ชายน้อยช่วยได้มากกว่าที่คิด ขนาดที่ว่าพ่อแม่ของเขาที่คอยฟังผ่านเครื่องมือสื่อสารที่แอบเปิดไว้ไม่ต้องออกแรงช่วยเลยล่ะ


                    “เอาล่ะ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับหลานๆ แล้วนะ ว่าอยากกลับไปหาแม่ไหม”


                    สองแฝดไม่ตอบแต่พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปกอดอินาโฮะไว้แน่น อินาโฮะเผยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทั้งดีใจและโล่งใจ ที่เหลือก็แค่กลับลูกกลับบ้าน ดูท่าสองแฝดคงอยากซุกอกแม่จะแย่แล้ว


                    โทรศัพท์ของอินาโฮะสั่นเป็นจังหวะ คิ้วเรียวขมวดมุ่น นึกโมโหที่มีคนโทรมาขัดจังหวะโอ๋ลูก แต่ไม่แน่นั่นอาจเป็นสเลนที่กังวลใจจนโทรมาถามก็ได้ คิดได้ดังนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที ก่อนที่จะได้กดรับสายก็ต้องแปลกใจที่ตนเดาพลาด


                    คาล์ม?...โทรมาทำไมกัน หรือจะถามเรื่องสองแฝด?


                    อินาโฮะกดรับสายทันที


                    “อินาโฮะ รีบกลับบ้านเร็ว! สเลนถูกพาตัวไปแล้ว!


                    เหมือนโลกหยุดหมุน โทรศัพท์หล่นจากมือลงสู่พื้น คำถามจากยูกิและลูกๆ กลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึงไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นเก็บโทรศัพท์แล้วคว้ากุญแจรถทันที


                    “พี่ยูกิ ฝากดูลูกผมด้วย”


                    “เดี๋ยวสินาโอะคุง นั่นจะไปไหน!?” ยูกิรีบคว้าแขนน้องชายไว้ด้วยความตื่นตระหนก อยู่ๆ ก็หน้าซีดแล้วทำท่าจะพรวดพราดออกไปทั้งที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญแท้ๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สายนั้นใครโทรมา


                    “สเลน...หายไปแล้ว”


                    ทั้งห้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่จะได้ซักไซ้อะไรต่อ ยูกิก็รีบพูดขึ้นมา


                    “พี่จะไปด้วย”


                    “แต่...”


                    “แม่หายไปไหน!?” นาโอกิร้องขึ้นมาอย่างตกใจ


                    “ผมกับนาโอกิไปด้วย” เซนว่าแล้วจ้องตาพ่ออย่างจริงจัง


                    อินาโฮะไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เขาอุ้มนาโอกิด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็จับมือเซนแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว





                    เมื่อถึงบ้านเข่าก็แทบทรุด รถตำรวจเต็มบ้านไปหมด มีชาวบ้านไม่น้อยมายืนเป็นไทมุง เขาพาลูกฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขาเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูง ทั้งยังเป็นเจ้าของบ้าน จึงไม่ยากที่จะวิ่งผ่านเขตห้ามเข้าไปด้านใน คาล์มรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


                    “เกิดอะไรขึ้น สเลนล่ะ ได้เรื่องรึยัง?” อินาโฮะรัวคำถาม


                    “อินาโฮะ นายใจเย็นๆ นะ ตอนนี้กำลังตามรถตู้ที่ชาวบ้านให้การณ์ว่าเห็นสเลนถูกพาไปอยู่ คิดว่าอีกไม่นานคงเจอ”


                    คำตอบของคาล์มทำให้อินาโฮะยกมือกุมขมับ เส้นเลือดเต้นตุบๆ อย่างกับจะระเบิดออกมาให้ได้


                    “ฉันจะเข้าไปดูข้างใน”


                    เมื่อจะก้าวเข้าไป คาล์มกลับขยับตัวขึ้นมาขวางไว้  เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ คาล์มจึงเหลืบตาไปยังสองแฝด


                    “เซน นาโอกิอยู่กับอาคาล์มข้างนอกก่อนนะ”


                    “ผมอยากไปด้วย พวกเขาเข้ามาทำอะไรในบ้านเราตั้งเยอะแยะฮะ แล้วแม่ล่ะฮะ” นาโอกิเริ่มงอแง


                    “รออยู่ตรงนี้แปปเดียว เดี๋ยวพ่อออกมา” อินาโฮะก้มลงปลอบลูกอย่างรีบร้อน แล้วเดินเข้าไปในตัวบ้านทันที ปล่อยให้คาล์มรับหน้าที่กันลูกๆ เอาไว้ด้านนอก


                    ทันทีที่เข้าไปในบ้าน สองขาก็แทบทรุด เขาพอจะเดาได้ว่าสภาพบ้านไม่น่าเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ที่สำคัญ ตรงหน้าเขาคือคราบเลือด คราบเลือดที่ลากเป็นทางจากห้องนั่งเล่นออกมายันประตูบ้าน เผลอๆ ที่สนามหน้าบ้านเมื่อครู่ก็อาจมีเช่นกัน แต่เพราะมืดและรีบร้อนจึงไม่ทันสังเกต


                    เลือดมากขนาดนี้....ใครทำอะไรนาย สเลน


                    เขาได้แต่พร่ำถามในใจ ข่มใจก้าวเท้าไปตามรอยเลือดเข้าไปในห้องนั่งเล่น กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาเตะจมูกพาให้ใจสั่นสะท้าน เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เห็นเขาเข้ามาก็พากันออกไปข้างนอกอย่างรู้งาน อินาโฮะแทบจะหยุดหายใจ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วยกมือขึ้นลูบหน้า คราบเลือดที่โถงทางเดินว่าเยอะแล้ว ในห้องนั่งเล่นกลับเยอะยิ่งกว่า คราบเลือดปาดสะเปะสะปะกระจายอยู่เกือบจะทั่วพื้นห้อง คงปะทะกันในห้องนี้ไม่ผิดแน่ บางจุดเป็นเลือดแห้ง บางจุดยังสดๆ อยู่ ทั้งยังมีรอยกระเซ็นและปัดป่ายไปเปื้อนตามโซฟาและโต๊ะวางโทรศัพท์


                    อินาโฮะใช้ความพยายามอย่างมากในการก้าวเดินต่อ พยายามเลี่ยงไม่ให้เหยียบเลือดที่พื้น บนโทรศัพท์และโต๊ะโทรศัพท์มีคราบเลือดเป็นรอยนิ้วมืออยู่ เห็นแล้วใจแทบจะสลาย


                    ไม่อยากคิดเลยว่าสเลนจะพยายามแค่ไหนกว่ามือจะแตะถึงโทรศัพท์


                    จะหวาดกลัวแค่ไหนเมื่อต้องต่อสู้เพียงลำพัง


                    ร่างกายอ่อนแอขนาดนั้นแต่ถูกทำร้ายจนเลือดท่วมบ้าน


                    ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม...ที่รักของเขา


                    “พ่อฮะ!” สองแฝดวิ่งพรวดพราดเข้ามาในบ้าน พร้อมกับคาล์มที่วิ่งหน้าตั้งตามมาติดๆ สองแฝดรับมือยากกว่าที่คิดไว้มาก เผลอนิดเดียวก็กระโจนเข้ามาเสียแล้ว


                    “เดี๋ยวก่อน เซน นาโอกิ!


                    เพราะต้องการหนีจากลุงคาล์มเพื่อไปหาพ่อ ทั้งคู่จึงไม่ทันสังเกตว่าพื้นโถงทางเดินผิดแปลกไปจากเดิม เมื่อเลี้ยวเข้าห้องนั่งเล่น เด็กน้อยก็ยืนนิ่งเหมือนถูกสตัฟฟ์ไว้ ห้องนั่งเล่นแสนอบอุ่นของพวกเขาเกลื่อนไปด้วยเศษกระจกแตก ผ้าม่านขาดวิ่นปลิวไสวไปตามแรงลม ข้าวของและเฟอร์นิเจอร์ผิดแปลกไปจากตำแหน่งเดิม เกือบทั้งห้องถูกย้อมด้วยสีแดงเข้ม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว


                    และกลางห้องคือ...แผ่นหลังที่ดูอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของพ่อ


                    เซนก้มลงมองสองเท้าตัวเองที่เปื้อนเลือด ขาพลันสั่นโดยไม่รู้ตัว ไม่เคยเห็นเลือดมากขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งยังละเลงไปทั่วบ้าน นี่...ไม่ใช่เลือดของแม่ใช่ไหม


                    “พ่อ...” นาโอกิรียกเสียงแผ่ว ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาเบิกกว้างและมีน้ำตาเอ่อคลอ “พ่อฮะ...พ่อ แม่ล่ะฮะ แม่อยู่ไหน ฮึก...ผมจะหาแม่ ผมจะไม่ดื้อกับแม่อีกแล้ว ฮึก จะไม่ทำให้แม่เสียใจ...ผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี...”


                    อินาโฮะก้มมองลูกชายคนโตที่เดินมากอดเอว พวงแก้มยุ้ยอาบไปด้วยน้ำตา ร้องขอซ้ำไปซ้ำมาจะแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง อินาโฮะคุกเข่าลงกับพื้น เรียกเซนที่ยืนร้องไห้เงียบๆ เข้ามาหาด้วยสายตา แล้วดึงทั้งคู่เข้ามากอดไว้แน่น ซุกหน้าลงกับบ่าน้อยๆ ทั้งสอง พลันขอบตาก็ร้อนผ่าว


                    “แม่ปลอดภัยใช่ไหมฮะ ปลอดภัยใช่ไหม...” เสียงเซนขาดห้วงไป แทนที่ด้วยเสียงกระซิกเบาๆ


                    “ฮือ...ผมจะหาแม่ จะหาแม่ พ่อฮะผมจะหาแม่...ฮือ”


                    อินาโฮะหลับตาแน่น


                    “พ่อจะพาแม่กลับมาให้ได้”


                    ที่ประตูห้อง คาล์ม ไรเอย์ ริงโกะ นีน่า ยูกิและคาร์ไลล์ที่ขอตามมาด้วยยืนมองสามพ่อลูกเงียบๆ หัวใจแทบจะร่ำไห้ตามทั้งสาม ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจสอบโถงทางเดินก็พึมพำกับตัวเองเบาๆ จนไรเอย์ได้หันไปถาม


                    “มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ?”


                    “อ่า...เปล่าครับ ผมแค่สงสัยว่าทำไมพันโทไคซึกะถึงได้เรียงกรอบรูปแปลกๆ” เจ้าหน้าที่คนนั้นว่าพลางมองกรอบรูปบนผนังที่เว้นความห่างไม่เท่ากันสักภาพด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าพันโทยังเรียงไม่เสร็จหรือว่ามันร่วงลงมาระหว่างปะทะกันแน่ แต่ถ้ามันร่วงลงมาก็ต้องมีเศษกระจกแตกหรือกรอบรูปเสียหายอยู่ที่พื้นสิ...นี่ไม่เห็นมีเลย


                    “อ่ะ ห้องนี้ล็อค” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งว่า แล้วหันไปยังเจ้านายที่รู้ดีว่าสนิทสนมกับเจ้าของบ้าน “หัวหน้าครับ นี่ห้องอะไรเหรอครับ?”


                    ไม่มีใครตอบทั้งสอง ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่เพราะรู้ดีต่างหาก


                    ยูกิเดินไปเปิดลิ้นชักที่ตู้ใกล้ๆ ...ในนั้นมีกรอบรูปทุกใบที่มีภาพสองแฝด





                    “นาโอะคุง”


                    “ได้เรื่องรึยัง พี่ยูกิ”


                    อินาโฮะรีบถามความคืบหน้าทันที ตอนนี้เขาพาลูกมาฝากที่บ้านของนาวาเอกแม็กบาเร็จ เพราะที่บ้านจำเป็นต้องคงสภาพไว้อย่างนั้นเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด อีกทั้งเพื่อไม่ให้สภาพจิตใจของลูกๆ ถูกกระทบกระเทือนมากไปกว่านี้ นาวาเอกแม็กบาเร็จจึงเสนอให้ไปอยู่ที่บ้านของเธอชั่วคราว มีระบบความปลอดภัยพร้อมเจ้าหน้าที่คุ้มกันที่ดีเยี่ยม ทั้งยังง่ายต่อการเรียกรวมตัว ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ที่นี่ไม่ได้มีแค่เจ้าของบ้าน อินาโฮะและลูกๆ แต่ยังรวมไปถึงยูกิ องค์ชายคาร์ไลล์ คาล์ม ไรเอย์ ริงโกะ นีน่า หมอยางาไร ร้อยเอกมาริโตะและนาวาโทคาโอรุด้วย


                    กว่าสองแฝดจะหลับสนิทก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า เพราะร่างกายเด็กฝืนอะไรได้ไม่มาก การร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันสองวันทำให้ทั้งคู่เหนื่อยจนหลับไป อินาโฮะจึงปลีกตัวออกมาหาทุกคนที่ห้องรับแขกได้


                    “ไม่มีใครเห็นคนที่หน้าตาเหมือนคนร้ายตามที่พยานบอกเลยสักคน ส่วนรถตู้ก็ถูกสับเปลี่ยนตอนเข้าอุโมงค์เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ประสานงานไปยังทุกหน่วยแล้ว มีการตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวด ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรายงานมาทันที ตอนนี้กำลังตามเรื่องที่องค์ชายคาร์ไลล์กำลังสงสัยอยู่ไปด้วย”


                    อินาโฮะพยักหน้ารับแล้วมองไปยังผนังห้องฝั่งหนึ่งที่ฉายภาพองค์ราชินีแห่งดาวอังคาร สีหน้าของเธอเคร่งเครียด ด้านข้างมีกรอบเล็กๆ ปรากฏขึ้นมากมาย แต่ละกรอบมีโค้ดรหัสที่ยากจะเข้าใจวิ่งผ่านอย่างรวดเร็วจนตามไม่ทัน แต่มีกรอบหนึ่งที่ต่างออกไป มันปรากฏภาพของเด็กชายวัยห้าขวบที่มีดวงตาสีเขียวและสวมแว่นกรอบดำ พร้อมประวัติโดยละเอียด ข้างกันคือชายวัยกลางคนที่มีดวงตาสีเขียวเช่นเดียวกัน เขาสวมเครื่องแบบอัศวินดาวอังคาร


                    ทั้งสองคือคาล์ก คิดแมนและบุตรชายโจชัว คิดแมน


                    ระหว่างรอความคืบหน้า อินาโฮะขอปลีกตัวไปยังห้องที่นาวาเอกแม็กบาเร็จจัดไว้ให้ ในกระเป๋าเป้ที่เขาถือติดมาจากบ้านนั้นมีแต่ของใช้ของสองแฝดเสียส่วนใหญ่ เพราะมั่นใจว่าคืนนี้เขาไม่ได้นอนแน่ๆ จึงหยิบของตัวเองมาไม่กี่อย่าง อินาโฮะมองไปในกระเป๋าที่เปิดอ้า แล้วหยิบกล้องบันทึกวิดิโอที่คาล์มและไรเอย์ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดขึ้นมา แล้วกดเล่นรายการแรกที่เขาบันทึก


                    ส้ม ทำอะไรของนายน่ะ มาช่วยผมแต่งตัวให้ลูกเดี๋ยวนี้เลยนะ


                    สเลนเท้าสะเอวว่าตัวเขาที่กำลังถือกล้องอัดวิดิโออยู่อีกฝั่งของเตียง กล้องแพลนไปยังสองแฝดที่สวมแต่ผ้าอ้อม คลานเล่นไปคนละทางอย่างหรรษา โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือขอบเตียง แถมยังเป็นขอบเตียงคนละฝั่งเสียด้วย สเลนรีบคว้าเซนเอาไว้แทบไม่ทัน อุ้มมานอนหงายกลางเตียงและหันไปตะครุบนาโอกิต่อ ชุดนอนสีส้มแปร๊ดสองตัวถูกหยิบขึ้นมา สเลนจับนาโอกิแต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว แต่ที่ทำให้เสร็จช้าคงจะเป็นเซนที่นอนอยู่ข้างๆ เดี๋ยวก็พลิกตัวคลานไปทางนู้นทีทางนี้ที เกือบตกเตียงไปหลายรอบ เดือดร้อนคุณแม่ต้องคอยคว้าเอาไว้สลับกับติดกระดุมให้พี่ชายเป็นระยะๆ พอถึงตาเซน นาโอกิก็แผลงฤทธิ์บ้าง เล่นเอาสเลนหัวหมุนเลยทีเดียว ทั้งสงสารและน่าตลกในเวลาเดียวกัน


                    เมื่อวิดิโอหยุดเล่น ขอบตาก็ร้อนผ่าว อินาโฮะเก็บกล้องเข้าที่เดิม ซบหน้าลงบนฝ่ามือของตัวเองอย่างไร้เรี่ยวแรง ทั้งเสียง ภาพและเหตุการณ์ต่างๆ ของสเลนผุดขึ้นมาในหัวเขาไม่หยุดหย่อน


                    การพบกันครั้งแรก พวกเขาหันปืนใส่กันผ่านสเลปนีร์และสกายแคริเออร์ เสียงขู่เจือสั่นเครือเล็กน้อยในตอนนั้นเขาจำได้ดี นั่นคือจุดเริ่มต้นของส้มกับค้างคาว


                    ทำไข่ม้วนให้สเลนกินครั้งแรก ตอนนั้นเจ้าตัวกินข้าวหมดกล่องโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แผนขุนค้างคาวของเขาจึงเดินหน้าอย่างราบรื่นตั้งแต่นั้น


                    ผ่าตัดมดลูกครั้งแรก เขากังวลยิ่งกว่าสเลนเสียอีก เกือบจะล้มเลิกทุกอย่างที่เตรียมมาแล้วด้วยซ้ำ พอการผ่าตัดผ่านไปด้วยดีเจ้าตัวก็พักฟื้นระยะยาว บ่นไม่หยุดว่ารู้สึกแปลกๆ ทั้งยังชอบเอามือลูบท้องตัวเองบ่อยๆ อย่างกับคนตั้งครรภ์


                    รับมือกับสเลนที่เป็นประจำเดือนครั้งแรก ตอนนั้นสเลนตกใจจนหน้าซีดเมื่อตื่นมาแล้วพบเลือดนองเต็มเตียง หลังจากนั้นก็ปวดท้องจนต้องนอนซมทั้งวัน ไหนจะความขี้หงุดหงิดที่เพิ่มขึ้นเป็นล้านเท่าจนเขาเอาใจแทบไม่ถูก มีหลายครั้งที่เขาแกล้งกวนประสาทอีกฝ่ายตอนกำลังหงุดหงิด แล้วก็จบที่ของใกล้มือสเลนบินมาที่เขาทุกครั้ง ซึ่งก็ดูน่ารักไปอีกแบบ


                    ตั้งครรภ์ครั้งแรก โดยเฉพาะตอนที่รู้ว่าได้ครรภ์แฝด เจ้าตัวร้องไห้เป็นเด็ก วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือคุณแม่มือใหม่อย่างตั้งอกตั้งใจ เขาซื้ออะไรให้ทานก็ไม่เคยเกี่ยง เว้นแต่ตอนแพ้ท้อง อาการน่าเป็นห่วงจนเขาต้องลางานบ่อยๆ เพื่อมาดูแล


                    หลังผ่าท้องคลอดและเอามดลูกออก สเลนหลับไปนานจนเขากลัว เมื่อตื่นขึ้นมาก็เรียกหาแต่ลูกท่าเดียว พอได้อุ้มลูกก็น้ำตาร่วงเผลาะจนหมอยางาไรและกลุ่มพยาบาลหัวเราะอย่างเอ็นดู


                    ทุกๆ วันสเลนจะยิ้มและสวมกอดเขากับลูกเสมอ เป็นแรงใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ในจักรวาลไคซึกะ


                    แต่ดูตอนนี้สิ...ดวงอาทิตย์ของเขาหายไปไหน


                    ...ครึ่งชีวิตของเขาหายไปไหน


                    “นาโอะคุง” ยูกิเรียกเสียงแผ่วแล้วเดินเข้าไปใกล้ เธอแค่จะเข้ามาดูให้แน่ใจว่าน้องชายไม่เป็นไร แต่เธอคิดง่ายไป ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน น้องชายยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มือที่ยกขึ้นปิดหน้ามีหยดน้ำใสๆ ซึมออกมาตามร่องนิ้ว เธอนั่งลงข้างๆ แล้วลูบหลังน้องชายเบาๆ “สเลนต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”


                    “ผมสัญญาว่าจะปกป้องสเลน...แต่ก็พลาด” อินาโฮะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


                    “เข้มแข็งไว้ สเลนกำลังรอนาโอะคุงอยู่นะ” พูดออกไปทั้งที่ลึกๆ อดคิดไม่ได้ว่าสเลนอาจจากไปแล้ว เพราะดูจากสภาพบ้าน ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยจะดีนักของสเลน...มันอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้นจริงๆ แต่ยังไงซะเธอก็พยายามสะกดจิตตัวเองให้เชื่อว่าสเลนยังไม่ตาย


                    ...อย่างน้อยสเลนก็รอดจากสงครามและเงื้อมือรัฐบาลมาได้ตั้งหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ก็ต้องรอดสิ!


                    “ทั้งสองคน” นาวาเอกแม็กบาเร็จที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูตั้งแต่แรกก้าวเข้ามา สะเทือนใจไม่น้อยที่เห็นคนอย่างพันโทไคซึกะร้องไห้ เขากำลังอ่อนแอถึงขีดสุด และสิ่งเดียวที่จะฉุดเขากลับมาได้ในตอนนี้คือเบาะแส “เราได้ตำแหน่งของคาล์ก คิดแมนแล้ว”





                    ทั้งเจ็บและหนาว นี่คือสิ่งแรกที่สเลนสัมผัสได้เมื่อรู้สึกตัว เมื่อร่างกายเริ่มตื่นเต็มที่ ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ทำงานดีขึ้นเป็นทวีคูณ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู เมื่อขยับตัว เสียงโลหะกระทบกันก็ดังก้องกังวาน


                    แกร๊ง


                    ความเย็นที่สำผัสได้ มาจากโซ่ที่ตรวนมือและเท้าเขาอยู่งั้นเหรอ...ไม่สิ มันมากกว่านั้น ร่างกายของเขาเปียกชุ่ม ทั้งยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ไม่รู้เลยว่ามันหยุดไหลรึยัง


                    คงหนาวเพราะเสียเลือดมากด้วย...ปล่อยไว้แบบนี้แย่แน่


                    ถึงจะคิดได้แบบนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้ร่างกายหนักอึ้ง ดูเหมือนผลจากการที่ฝืนอาละวาดขัดขืนเป็นบ้าเป็นหลังก่อนหน้านี้จะแผลงฤทธิ์ออกมาพร้อมกันในคราเดียว เจ็บปวดจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงขยับตัว ตาก็ยังพล่าเลือน พยายามกะพริบตามองไปเบื้องหน้า มีตรงที่เขานอนเท่านั้นที่มีแสงสว่างสาดส่องลงมา รอบกายนั้นเป็นความมืด มองไม่เห็นแม้แต่ผนัง ไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน


                    ไม่นานขาคู่หนึ่งก็ก้าวออกมาจากเงามืด ร่างนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าและส่งเสียงทักทาย


                    “ไง สเลน ทรอยยาร์ด ฉันดีใจมากเลยนะที่นายยังมีชีวิตอยู่”


                    เสียงนั้นไม่คุ้นหูสเลนเอาเสียเลย จะให้ดูว่าเป็นใคร เขาก็ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเงยหน้าขึ้นมอง จึงทำได้เพียงนอนฟังเงียบๆ แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจสักเท่าไหร่


                    “เงยหน้าขึ้นมา!” ชายวัยกลางคนตะคอก พร้อมกระชากผมสเลนอย่างแรงให้เงยหน้าขึ้นมามองตน


                    สเลนเบ้หน้า อาการปวดที่ศีรษะยังไม่ทันหายไปก็โดนซ้ำให้หนักกว่าเก่าเสียอย่างนั้น เขาลืมตามองคนตรงหน้าชัดๆ ใบหน้าดูมีอายุ ผมสั้นเกรียนสีดำ ดวงตาดุดันสีเขียวมรกต...ไม่คุ้นเอาเสียเลย คนคนนี้เป็นใครกัน


                    “ฉันจะไม่ถามว่าทำไมแกถึงยังมีชีวิตอยู่ เพราะหลังจากจัดการแกแล้ว ฉันจะไปจัดการกับไคซึกะ อินาโฮะทีหลัง” สเลนกัดฟันกรอด “สวมหน้ากากคนดี ที่แท้ก็ซุกปีศาจอย่างแกเอาไว้ รู้ใช่ไหมว่าโทษของการให้ที่พักพิงอาชญากรมันเป็นยังไง ยิ่งอาชญากรคนนั้นเป็นปีศาจอย่างแกด้วยแล้ว ไม่ถูกขังจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ก็ตายตามแกไปนั่นแหละ!


                    “อย่า...ยุ่งกับเขา”


                    ได้ยินดังนั้นชายตรงหน้าก็หัวเราะลั่นราวกับกำลังดูตลกฉากใหญ่


                    “ปกป้องเหรอ มันสำคัญกับแกมากสินะ หึ ดี! แบบนี้สิดี! จะได้สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย” ชายแปลกหน้าเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ดวงตาเบิกกว้างและแสยะยิ้มอย่างบันเทิงใจ “ฉันชื่อคาล์ก คิดแมน ท่องให้ขึ้นใจล่ะ นี่คือชื่อของคนที่จะปลิดชีวิตแก...เอาตัวมันไป!


                    ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก็ผลักศีรษะสเลนอย่างแรง เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากรอบข้าง ร่างของสเลนถูกฉุดกระชากด้วยแรงของชายฉกรรจ์สองคน ได้แต่กัดฟันรับความเจ็บปวดที่แล่นแปลบไปทั่วร่าง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืน สองขาครูดไปกับพื้นคอนกรีตจนแสบไปหมด คาล์กเดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนข้างหลังมีอีกราวๆ สามคนเดินตามมา


                    ประตูม้วนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเสียดหูยามเปิดขึ้น ข้างนอกเป็นลานกว้างที่มีตู้คอนเทนเนอร์ตั้งซ้อนกันเต็มไปหมด เพราะเป็นเวลากลางคืน จึงมองไม่ชัดว่าตู้ไหนเป็นสีอะไร มีสภาพเป็นยังไง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกตตู้คอนเทนเนอร์ที่ไร้ซึ่งทางออก เมื่อหันกลับไปถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่เขาอยู่ในโกดัง ด้านบนมีป้ายเก่าๆ สลักชื่อสถานที่เอาไว้ นาทีนั้นเขารู้ทันทีว่าตัวเองจะตายยังไง


                    ท่าเรือเก่าประจำจังหวัด...คงไม่พ้นยิงแล้วทิ้งลงน้ำแน่นอน


                    จะตะโกนขอความช่วยเหลือก็คงไม่มีหวัง ถึงท่าเรือนี้จะไม่ใหญ่เท่าท่าเรืออื่นๆ แต่ที่นี่ไม่ได้ถูกใช้งานมาหลายปีแล้ว กลายเป็นท่าเรือร้างโดยสมบูรณ์ ไม่มีใครมาเดินเตร่ให้เขาขอความช่วยเหลือแน่นอน ที่สำคัญ เขาไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงจะร้องขออะไรแล้ว


                    คาล์กลากสเลนมายังพื้นที่ส่วนหลังของท่าเรือ เป็นมุมอับที่ถูกบดบังด้วยโกดังและตู้คอนเทนเนอร์ เหมาะแก่การทำเรื่องไม่ดีเป็นที่สุด เบื้องหน้าของสเลนคือผืนน้ำสีดำสนิทเหมือนน้ำหมึก พาให้รู้สึกเย็นเยียบจับจิต


                    เสียงเปิดประตูดังขึ้น เรียกสเลนให้หันไปมองตู้เซฟขนาดใหญ่กว่าปกติที่ตั้งอยู่ข้างๆ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ร่างกายพยายามถอยร่นออกห่างอย่างทุลักทุเลทันที


                    “ฉลาดดีนี่ รู้แล้วสินะว่าจะตายยังไง รู้อะไรไหม...ฉันได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ฉันรัก วาดหวังไว้อย่างดีว่าจะมีครอบครัวที่สุขสันต์” คาล์กว่าแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ วาดขาเตะเข้าที่ซี่โครงจนสเลนล้มพับในคราเดียว แล้วยังไม่วายตามเข้ามากระทืบซ้ำอย่างหนำใจ “แต่มันพังไม่เป็นท่าเพราะแก! ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน เธอไม่เคยมองมาที่ฉันเลยแม้แต่นิดเดียว! แม้แต่ลูกของเราเธอก็ไม่เคยเรียกหา! พูดคุยกันแต่ละครั้งมันทั้งอึดอัด เจ็บปวด ทรมาน เหมือนกับอากาศที่ใช้ร่วมกันค่อยๆ หายไป ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำยังไงยังงั้นเลยล่ะ หึ แต่ในที่สุดพระเจ้าก็เมตตา ส่งแกมาให้ฉันเอาคืนอย่างยุติธรรม ฮ่าๆๆ”


                    คาล์กแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ในขณะที่สติของสเลนพล่าเลือนจนแทบไม่รับรู้อะไร ร่างกายแน่นิ่งและหายใจโรยริน


                    “อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง ลูกแฝดของแกก็น่าเอ็นดูดี แต่ฉันขอเก็บทิ้งนะ เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ร่างของสเลนถูกคาล์กกระชากขึ้น แล้วลากไปที่ตู้เซฟขนาดใหญ่ จับสเลนที่แทบไม่เหลือสติเข้าไปนั่งชันเข่าอยู่ในนั้น รวมถึงโซ่ที่พันธนาการแขนขาไว้ก็ไม่เอาออก คาล์กยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ แสยะยิ้มน่ากลัวแล้วพูด “แกจะได้รู้ซึ้งว่าความรู้สึกเหมือนจมน้ำที่ฉันต้องเผชิญมาเกือบสิบปีมันเป็นยังไง ราตรีสวัสดิ์ สเลน ทรอยยาร์ด”


                    ว่าจบก็กระแทกประตูปิดสนิท ตามด้วยเสียงกลไกล็อคที่แน่นหนา สเลนถูกขังอยู่ในตู้เซฟที่แคบและมืดมิด ก่อนที่สติจะดับวูบไป สิ่งสุดท้ายที่เห็นมีเพียงใบหน้าของลูกๆ และอินาโฮะเท่านั้น


                    ที่ด้านนอก คาล์กยืนยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตัวเอง


                    “โยนลงน้ำได้”


                    สิ้นคำสั่ง คาล์กก็ถอยห่างจากตู้เซฟสามสี่ก้าว ยัดกุญแจตู้เซฟลงกระเป๋ากางเกง เขาต้องการเก็บมันไว้เป็นสิ่งย้ำเตือนชัยชนะของตน


                    ลูกน้องคนหนึ่งที่นั่งรอคำสั่งอยู่บนรถเครนก็เริ่มลงมือทันที เตรียมเกี่ยวตู้เซฟขึ้นแล้วหย่อนลงน้ำ แต่ยังไม่ทันได้แตะปุ่มใดๆ ลูกดอกยาสลบดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกความเงียบปักเข้าที่คออย่างจัง ร่างกายอ่อนปวกเปียกและหมดสติไปในที่สุด


                    เพราะพื้นที่ส่วนหลังของท่าเรือค่อนข้างมืด ทำให้คาล์กไม่ทันสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหัวเสียและสั่งให้ลูกน้องอีกคนวิ่งไปดูเมื่อเครนยังไม่ทำงาน แต่คราวนี้ทุกคนเห็นเต็มสองตา อยู่ๆ ลูกดอกปริศนาก็พุ่งเข้าใส่ต้นคอของลูกน้องผู้โชคร้ายอย่างจัง ร่างกายซวนเซเล็กน้อย ก่อนล้มไปพิงรถเครนแล้วสลบไป


                    คาล์กและคนอื่นๆ รีบชักอาวุธปืนขึ้นมาทันที แต่ก็สายไปก้าวหนึ่ง เพราะลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาล้มไปอีกสองคนแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเขาและลูกน้องที่บาดเจ็บที่มือเท่านั้น


                    “นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ วางอาวุธลงซะ คาล์ก คิดแมน” เสียงประกาศดังก้องขึ้นจากข้างโกดัง


                    คาล์กตะลึงงัน ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้ ไม่สิ เขาไม่คิดว่าจะมีใครรู้เลยด้วยซ้ำ เขาเพิ่งลงมาที่นี่เมื่อคืนนี้เอง ข้อมูลการใช้ยานล้วนถูกเปลี่ยนแปลงอย่างแนบเนียน ที่ผิดแปลกก็มีแต่ตารางงานของเขาในวันนี้ที่ถูกเลื่อนออกไป ไม่มีทางที่พวกชาวโลกจะตรวจสอบข้อมูลยิบย่อยจากฝั่งดาวอังคารได้ เว้นเสียแต่เป็นคำสั่งของคนใหญ่คนโตในฝั่งดาวอังคารเอง


                    เดี๋ยวก่อน...คนใหญ่คนโตจากฝั่งดาวอังคารงั้นเหรอ?


                    ระบบความคิดของคาร์กย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ขบคิดใหม่อย่างถี่ถ้วน จึงได้ปรากฏความปกติที่ไม่ปกติมากมายเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของสเลน ทรอยยาร์ด


                    เป็นไปได้ยังไงที่ไคซึกะ อินาโฮะจะปกปิดเรื่องของสเลน ทรอยยาร์ดด้วยตัวคนเดียว


                    ที่สำคัญการที่ผู้ชายจะมีลูกได้นั้นต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าพอสมควร อีกทั้งต้องมีคณะแพทย์ที่เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นไปไม่ได้เลยที่สเลน ทรอยยาร์ดจะอยู่เงียบๆ ได้จนถึงทุกวันนี้


                    ถ้าจำไม่ผิด...เมื่อหลายปีก่อนเคยมีการส่งคณะแพทย์ส่วนพระองค์ลงมาที่โลกระยะหนึ่ง


                    หมายความว่าองค์จักพรรดิและองค์ราชินีรู้เรื่องนี้อยู่แล้วงั้นเหรอ


                    นี่มันอะไรกัน


                    ในระหว่างที่คาล์กกำลังคิด ลูกน้องที่ยืนตัวสั่นงันงกก็ทิ้งปืนแล้วยอมจำนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายใต้เงามืดที่ปกคลุม ไม่มีทางรู้เลยว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจซุ่มอยู่มากแค่ไหน อีกทั้งยังกลายเป็นเป้านิ่ง ถึงจะเป็นแค่ลูกน้องต่ำต้อย แต่ก็ไม่ได้โง่ขนาดไม่รู้ว่ากำลังเสียเปรียบชนิดไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้เลย ที่สำคัญหากขัดขืนไปมากกว่านี้ ผลลัพธ์อาจจะแย่ยิ่งกว่าที่ควรก็ได้


                    หากแต่ผู้เป็นนายไม่ยอมจำนนง่ายๆ


                    “ฉันรู้ว่านายอยู่ที่นี่ พันโทไคซึกะ อินาโฮะ เรามาต่อรองกันดีกว่า” คาล์กว่าพลางล้วงกุญแจในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา เพราะการมีอยู่ของสเลนเป็นเรื่องใหญ่ เขาจึงมั่นใจว่าอินาโฮะต้องพาคนมาไม่มากแน่ๆ เขาเตะไปที่ตู้เซฟหนึ่งที “ปิดเรื่องของฉันซะ อย่าให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแม้แต่นิดเดียว แล้วฉันจะปิดเรื่องของสเลน ทรอยยาร์ดพร้อมคืนกุญแจตู้เซฟให้ แต่ถ้านายลอบกัดฉันทีหลัง เรื่องของแกและสเลน ทรอยยาร์ดรู้ถึงคนทั่วโลกแน่”


                    คาล์กยิ้มอย่างมีชัยกับข้อแลกเปลี่ยนของตัวเอง ถึงจะดูเท่าเทียมกันเสียจนน่าหงุดหงิด แต่ก็ดีกว่ามาจบเห่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าสเลน ทรอยยาร์ดยังมีชีวิตอยู่ ไว้ค่อยคิดหาวิธีเก็บทีหลังก็ได้


                    “ว่าไงล่ะพันโท? หมอนี่ใกล้ตายเต็มทีแล้วนา...”


                    ปัง!


                    กระสุนตะกั่วฝังเข้าที่แขนของคาล์กข้างที่ถือกุญแจ พร้อมกับร่างของอินาโฮะที่สาวเท้าออกมาจากเงามืด ไร้ซึ่งชุดกันกระสุน ดวงตาสีแดงเย็นเยียบเยี่ยงตามัจจุราช ปืนในมือนั้นยังไม่ลดระดับลงแม้แต่น้อย


                    ปัง!


                    อินาโฮะยิงอีกนัดหนึ่ง ปืนในมืออีกข้างของคาล์กกระเด็นออกไปไกล เสียงร้องห้ามจากเพื่อนร่วมทีมเบื้องหลังไม่ทำให้อินาโฮะลังเลเลยแม้แต่น้อย


                    ปัง!


                    อีกนัดเข้าที่หัวเข่าเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว แม้จะดูเป็นการทำเกินกว่าเหตุ แต่เขาก็ไม่สน เมื่อเดินมาถึงตัวการก็ควงปืนในมือแล้วฟาดลงบนสันกรามของคาล์ก คิดแมนเข้าเต็มรัก


                    “อินาโฮะ!” ยูกิ คาล์ม ไรเอย์และร้อยเอกมาริโตะวิ่งพรวดพราดออกมาทันที ด้วยกลัวว่าอินาโฮะจะหน้ามืดฆ่าคาล์กตายไปเสียก่อน


                    แต่ยังไม่ทันที่พวกคาล์มจะวิ่งมาถึงตัว อินาโฮะก็ก้มลงเก็บกุญแจที่พื้นแล้ววิ่งไปที่ตู้เซฟ คุกเข่าลงไขกุญแจอย่างรนลาน ปล่อยให้พวกข้างหลังจัดการกับคาล์กและลูกน้องกันเอง


                    พวกเขามาถึงตอนที่คาล์กปิดประตูตู้เซฟพอดี ไม่ทันได้เห็นสเลน แต่ก็พอจะเดาได้จากรูปการณ์ว่าต้องอยู่ในนี้แน่ๆ


                    เมื่อประตูตู้เซฟเปิดออก อินาโฮะหน้าชาวาบ หยุดหายใจไปชั่วขณะ ข้างในคือสเลนที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำอยู่ในท่านั่งชันเข่า ชุดลำลองตัวเก่งอาบโชกไปด้วยเลือด แขนขาถูกตรวนด้วยโซ่ สองมือทิ้งลงข้างลำตัว ศีรษะเอนพิงผนังตู้เซฟ ใบหน้าฟกช้ำไม่แสดงสีหน้าใดๆ ดวงตาที่ปรือลงจนเกือบปิดไร้ซึ่งประกายชีวิต ราวกับตุ๊กตาเทพีเปื้อนเลือดที่ไร้วิญญาณ


                    “สเลน...”


                    อินาโฮะมือสั่น ค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย


                    “สเลน ได้ยินผมไหม”


                    อินาโฮะตบแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ แต่ร่างของสเลนนิ่งจนเขาใจเสีย ค่อยๆ ประคองร่างของสเลนออกมาอย่างถะนุถนอมที่สุด คนอื่นๆ เห็นก็รีบตามหน่วยแพทย์มาทันที เขาไม่รู้ว่าเสียงใครบ้างที่ดังอยู่รอบข้าง ไม่รู้ว่าใครเข้ามาเขย่าไหล่ ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งเดียวที่เห็นในตอนนี้คือสเลนที่นอนนิ่งเหมือนตุ๊กตา เขาเอื้อมมือไปแตะชีพจร


                    ...ช่างแผ่วเหลือเกิน





                    เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดินสีขาวสะอาดตา ชายในเครื่องแบบสีน้ำเงินยกมือขึ้นดูนาฬิกา กระชับตะกร้าที่เต็มไปด้วยอาหารและของใช้จำเป็นในมือแล้วเร่งฝีเท้า เมื่อถึงหน้าห้องคนป่วยพิเศษ ก็พบชายที่มีดวงตาและเรือนผมสีดำสนิทยืนอยู่หน้าห้อง เขาประหลาดใจไม่น้อยที่พบคนๆ นี้


                    มาปรากฏตัวที่นี่เวลานี้...งั้นก็แสดงว่าเป็นคนที่คุณเซลัมส่งมา


                    “เป็นคุณเองเหรอ ที่เธอส่งมา” พันโทกล่าวหน้าตาย


                    “ใช่” ชายตรงหน้าชักสีหน้าเล็กน้อย แล้วพูดต่อ “มีปัญญาดูแลแค่นี้รึไง”


                    “เชิญเลย ครั้งนี้ผมไม่ปฏิเสธ” ดวงตาสีแดงเรียบนิ่งจ้องลึกไปยังอีกฝ่าย “แต่มันจะไม่มีครั้งที่สองแน่นอน”


                    “เหอะ ครั้งที่แล้วก็พูดแบบนี้ แล้วเป็นไงล่ะ”


                    “อาการหนัก แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว ถ้าเป็นคุณคงทำไม่ได้” อินาโฮะว่าเสียงเรียบ ก่อนจะเข้าห้องยังไม่วายหันมายั่วโมโหอีกฝ่าย “ถ้าจำไม่ผิดคุณเซลัมบอกว่าส่งคุณมาช่วยดูแลความปลอดภัยของสเลน แต่หน้าที่หลักจริงๆ คือมาเลี้ยงเด็กใช่ไหม ถ้ามีปัญหาผมยินดีให้คำปรึกษา...คุณพ่อมือใหม่ฮาร์คไลท์”


                    ฮาร์คไลท์เกือบหลุดขึ้นเสียงใส่ แต่นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรส่งเสียงรบกวนคนไข้ด้านใน ประกอบกับศัตรูหัวใจเดินลิ่วเข้าไปในห้องคนไข้พิเศษเรียบร้อยแล้ว จึงได้แต่ยืนกัดฟันกรอดอยู่เพียงคนเดียว


                    อุปกรณ์การแพทย์ส่งเสียงทำงานเป็นระยะ ร่างบนเตียงสีขาวที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางยังคงแน่นิ่งอย่างเช่นตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้างๆ คือโซฟาตัวยาวที่มีเด็กน้อยสองคนหลับผล็อยอยู่ อินาโฮะวางตะกร้าลงบนโต๊ะข้างโซฟา หยิบผ้าห่มผืนเล็กออกมา คลี่ออกจนสุดแล้วคลุมร่างลูกน้อยทั้งสอง ก่อนตัวเองจะเดินไปนั่งข้างเตียงคนไข้ ประสานมือเข้ากับมือขาวซีดที่ไม่มีทีท่าจะขยับ แล้วฟุบหน้าลงไปอย่างเหนื่อยล้า


                    หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมาได้อาทิตย์กว่าแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากจักรพรรดิคลันไคล์ องค์ราชินีอัสเซลัมและเบื้องบนอีกคนสองคน ทำให้เหตุการณ์นั้นกลายเป็นเพียงคดีจับเอเยนต์ค้ายาที่ท่าเรือร้าง คาล์ก คิดแมนและลูกน้องถูกส่งกลับดาวอังคาร ไม่รู้ว่าทางนั้นตัดสินใจจัดการกันยังไง ส่วนโจชัว คิดแมนยังอยู่กับองค์ชายคาร์ไลล์ที่นี่ องค์ราชินีขอเรื่องของเด็กคนนั้นเอาไว้ ในตอนแรกเขาก็แปลกใจ แต่เมื่อได้รู้ปูมหลังของเด็กคนนั้นก็อดสงสารไม่ได้


                    ทั้งหมดเริ่มต้นที่เจนนี่ แม่ของโจชัว สิบกว่าปีก่อนเธอมีคนรักชื่อเอ็ด เธอตั้งท้องลูกของเอ็ดได้หนึ่งเดือนโดยไม่รู้ตัว แล้วสงครามครั้งที่สองก็พรากเอ็ดและลูกไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ เธอซึมเศร้าอยู่หลายปี จนกระทั่งตัดสินใจแต่งงานกับคาล์ก เพื่อนสนิทของเอ็ดที่คอยดูแลเธอเสมอตั้งแต่เอ็ดจากไป ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหนึ่งคน โดยหวังว่าทุกๆ อย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อโจชัวคลอดออกมา ทุกอย่างกลับผิดคาดไปหมด เจนนี่ดำดิ่งสู่อดีต โหยหาเอ็ดและลูกคนแรกของเธอมากกว่าเก่า ปล่อยความซึมเศร้าเข้ากัดกินจิตใจจนไม่แม้แต่จะเหลียวแลลูกและสามีคนปัจจุบัน คาล์กรักเจนนี่มาก จึงไม่โกรธเคืองเธอในเรื่องนี้ ส่วนสามีเก่าที่เป็นเพื่อนสนิทก็โทษไม่ลงเช่นกัน ดังนั้นความโกรธเคืองที่ต้องการที่ระบายจึงไปตกอยู่กับต้นเหตุของสงครามอย่างสเลน ทรอยยาร์ดแทน


                    เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นต่อจากนี้ แม้จะรู้ว่าสเลนจะตายไปแล้ว แต่คาล์คก็ยังคงเคียดแค้นสเลนอยู่ ทุกๆ วันจะปลอบใจโจชัวที่ถูกแม่มองข้ามด้วยคำว่าเป็นเพราะสเลน ทรอยยาร์ด แม่ของแกถึงได้ตกอยู่ในสภาพนี้ซึ่งไม่ต่างจากการยัดเยียดความเคียดแค้นให้เด็กน้อยไร้เดียงสาเลย คำพูดและทัศนคติอันบิดเบี้ยวของคาล์กส่งผลกระทบต่อจิตใจของโจชัวเป็นอย่างมาก จากเด็กที่อ่อนโยนกลายเป็นเด็กที่อารมณ์ฉุนเฉียว มีความคิดเป็นของตัวเองสูงและไม่ฟังใครง่ายๆ ดังนั้นนอกจากคาร์ไลล์แล้ว โจชัวจึงไม่มีเพื่อนคนอื่นเลย นาทีแรกที่เจ้าตัวรู้เรื่องแม่ตัวเองก็ช็อคไปหลายวัน


                    ดังนั้นองค์ราชินีจึงถือว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากโจชัวโดยตรง ปรารถนาให้โจชัวอยู่กับคาร์ไลล์ต่อไป เพื่อให้เขาได้มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าที่ผ่านมา อีกทั้งยังส่งคุณพ่อชั่วคราวมาให้โจชัวอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือฮาร์คไลท์


                    ในส่วนหลัง อินาโฮะไม่รู้จริงๆ ว่าองค์ราชินีคิดอะไรอยู่ จะส่งฮาร์คไลท์มาก่อกวนชีวิตครอบครัวเขาไปทำไมกัน


                    ในขณะที่นั่งจมไปกับความคิดจนเกือบเผลอหลับ มือที่อินาโฮะกุมอยู่ก็ขยับเล็กน้อย เขารีบเงยหน้าขึ้นมองให้แน่ใจทันที นิ้วเรียวกำลังขยับอีกครั้งสองครั้งในมือเขา ไม่กี่อึดใจถัดมาดวงตาสีทะเลสาบก็ค่อยๆ ปรือขึ้น ก่อนจะรีบหยีลงทันทีเมื่อต้องแสงไฟบนเพดาน


                    เหมือนยกภูเขาที่แบกไว้นานเป็นอาทิตย์ออกจากอก อินาโฮะลุกไปยืนที่หัวเตียงแล้วโน้มหน้าไปหาอีกฝ่าย


                    “สเลน ได้ยินผมไหม”


                    “อือ...” สเลนครางตอบรับอย่างยากลำบาก กระพริบตาช้าๆ อยู่พักหนึ่งแล้วพยายามส่งเสียงถามต่อ “ลูกล่ะ...ลูกอยู่ไหน”


                    อินาโฮะคลี่ยิ้มบาง ลูบผมสีอ่อนอย่างอ่อนโยนแล้วกระซิบตอบ “ลูกหลับอยู่ข้างๆ ไง”


                    สเลนหันไปตามสายตาอินาโฮะ พบสองแฝดนั่งพิงไหล่กันและกันหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาใกล้ๆ เตียง ริมฝีปากแห้งผากคลี่ยิ้มช้าๆ ขอบตาร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว