ยอดวิวรวม

64

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


64

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 ต.ค. 64 / 04:11 น.
นิยาย 24-8766-64


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 ต.ค. 64 / 04:11


                                                                                                    24-8766-64

 

   8766 โดยประมาณ คุณรู้มั้ยว่าตัวเลขนี้ต้องการจะสื่ออะไร 

ถ้ามันเป็นจำนวนเงินมันก็อาจจะดูน้อยมาก สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน-แค่ขั้นแรงขั้นต่ำก็มากกว่าเกือบเท่าตัวแล้ว

ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ดูว่ามันน้อยลง แต่ถ้าคุณเป็นเด็กประถมหรืออนุบาล คุณคงอาจจะมองว่ามันเยอะมาก หรือไม่คุณก็อาจไม่ได้สนใจตัวเลขพวกนี้เลยด้วยซ้ำ และถ้าเปลี่ยนจำนวนตัวเลขพวกนี้เป็นอายุวันของเราหละ!

ตัวเลขนี้เป็นวันที่ผมได้เกิดขึ้นบนโลกนี้ นับแบบคนทั่วไปคือเริ่มออกจากท้องแม่ด้วยวิธีไหนก็ตาม นับวันนั้นเป็นวันแรกตามปฏิทินอย่างเป็นทางการ จุดมุ่งหมายของการพิมพ์บทความนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตัวเองในวันครบรอบวันเกิด   24  ปี ในวันที่ 30 ตุลาคม  2540  

   0 - 1095    (อายุประมาณ 1-3 ขวบ)   

จำนวนหลักพันนี้แทบไม่มีค่าสำหรับผมเลย เพราะผมจำเรื่องราว ต่างๆ แทบไม่ได้เลย รู้ว่าผมคงเป็นเด็กที่มีความสุข ยังจำชื่อครูคนแรกสมัยเรียนอนุบาลบาล 3 ขวบได้ แต่ใบหน้าของครูได้เลือนราง และคงจะเปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน 

มีเพียงคำบอกเล่าของแม่ว่าผมเป็นเด็กขี้โรคตั้งแต่เกิด เงินที่หามาหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลผม

  1096-2191 (อายุประมาณ 3-6)     

จำนวนวันที่ผ่านไปในช่วงนี้ ความทรงจำของผมค่อนข้างใช้ได้ ผมยังจำเหตุการณ์ประทับใจได้และยังไม่ลืมเลือน ผมสนิทกับครูมากกว่าเพื่อนๆ ขนาดที่มาเมื่อครบรอบวันเกิดของผมเมื่อไรครูจะซื้อของขวัญให้ เป็นกล่องช็อคโกแลตมีลูกบอลหลากสีในกล่องพลาสติก เมื่อกินหมดก็ใช้เป็นกล่องดินสอได้ ผมยังจำเพื่อนๆหลายคนได้ โดยเฉพาะชื่อ แต่หน้าตาได้เลือนรางจางหายไปตามกาลเวลา ผมรู้ว่าผมค่อนข้างโดดเด่นกว่าเพื่อน อาจจะเพราะรูปร่างหน้าตา อ้วนดำ ช่างพูด 

  ฟันหน้าของผมร่วงตอนอนุบาล 2   

ตอนเด็กผมอ้วนมาก เพราะแม่ชอบซื้อข้าวเหนียวไก่ ให้กิน (แต่ข้าวกินหนัง แล้วก็บ่นบ่อยๆ ว่าผมอ้วน )

2192-4383 (อายุประมาณ 6-12)

จำนวนวันที่ผ่านมาล้วนเป็นส่วนสำคัญที่สร้างจิตสำนึกลึกๆภายในใจของผม ช่วงเวลาที่อยู่โรงเรียนผมได้ฝึกฝนความเป็นผู้นำและการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้น อย่างน้อย 6ปี ที่โรงเรียนวัดแสลง ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นที่ได้เพื่อนทุกคนก็ได้โดยที่ไม่รู้ตัว เช่น ต้องล้างห้องน้ำ ทำอาหาร ขายของ ทำความสะอาด ปฏิบัติธรรม เพียงแต่ผมโชคดีที่ได้เป็นหัวหน้าห้องและประธานนักเรียน  อีกอย่างโรงเรียนและวัดเป็นสถานที่เดียวกันทำให้ผมซึมซับเกี่ยวกับศาสนาพุทธ

ยิ่งได้บวชภาคฤดูร้อนทำให้อินเข้าไปอีก (เคยอยากจะบวชเรียน)  บวชฤดูร้อนทั้งหมด 3 ครั้ง 

ป.5 ได้ไปเข้าค่ายที่น้ำตกสามหลั่น จังหวัดสระบุรี ได้เห็นโลกใหม่ที่ไม่เคยเห็น เจอพี่ๆ เพื่อนๆ จากทั่วประเทศ ในค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ปัจจุบันยังจำเพลงประจำค่ายได้อยู่เลย) 

       ตอนอยู่โรงเรียนเป็นเด็กดีใครก็ชื่นชม พออยู่บ้านหน้ามือเป็นหลัง.... มีหลักฐานจากสมุดพกที่ผู้ปกครองต้องเขียน-แต่ก็ยังมีข้อดีให้ชื่นชมบ้าง  ช่วงเวลานี้ไม่เคยคิดถึงอนาคตเลย ไปบ้านเพื่อนแทบทุกวันหยุด ปั่นจักรยานไปให้สุด ยังมีการแลกแผ่นซีดี เพื่อนบางคนเริ่มมีโทรศัพท์ ยิ่งมีลำโพงเยอะๆ ยิ่งเท่ เปิดเพลงดังๆ บางคนก็มีหนังผู้ใหญ่อยู่ในเครื่อง ดูกันทีเป็นสิบคน 

       ผมเป็นคนค่อนข้างเผด็จการ เพราะได้อำนาจมาจากคุณครูโดยตรง (อย่าดรามาหล่ะ) 

ได้รับหน้าที่เขียนชื่อเพื่อน (แต่ก็ไม่เคยส่ง (มั้ง) ) ตอนจบ ป.6 ผมค่อนข้างแน่ใจนะว่าผมไม่ได้เสียใจที่ต้องจากลาเพื่อน-ก็เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก (แก่แดดตั้งแต่เด็ก) 

เรียนมา 6ปี ผมไม่เคยหลุดเกินที่ 5 มีเทอมสุดท้ายได้ที่ 6 (เพราะเป็นลูกชังคุณครูประจำชั้น)

แต่อย่างว่าเกรดโรงเรียนวัด มีนักเรียนแค่ห้องเดียว นักเรียนแค่ 30 กว่าคน อย่าได้เทียบกับเด็กในเมือง  แม่ซื้อหนังสือมาให้อ่านเตรียมเข้า ม.1 ตอนนั้นคนนู่นคนนี่บอกให้เรียนพิเศษ แต่ด้วยความมั่นใจ (มั่นหน้า) ขอสอบเองดีกว่า เส้นก็ไม่เอา เงินก็ไม่ค่อยมี สุดท้ายก็ได้สมใจหวัง

       ช่วงระหว่างเตรียมตัวย้ายไปโรงเรียนใหม่ ช่วงนั้นก็ไปบวชสามเณรอีกครั้ง และต่อจากนี้ชีวิตของผมของเริ่มเปลี่ยนแปลง 

 

    4383 – 5478 (อายุประมาณ 12-15) 

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัว เป็นช่วงสำคัญของชีวิต ถ้าเกิดชีวิตช่วงนี้เริ่มต้นผิดทางคงไม่ได้มานั่งพิมพ์  เพราะมันเกี่ยวกับความเป็นความตาย ความปลอดภัยในชีวิตนักเรียน

   เปิดเรียนวันแรกก็โดนตั้งฉายา “นินจาเต่า” 

  โดนดูถูกว่ามาจากโรงเรียนวัด “มึงมาที่นี่ อยู่ที่โหล่แน่”

   ยิ่งเหตุการณ์สำคัญ คือ ไปอยู่กับเพื่อนที่เป็นนักเลง แล้วใจผมมันก็ยอมใครที่ไหน วิ่งขึ้นไปต่อยเด็กบนรถประจำของโรงเรียนอื่น และอีกวันเขาก็ยกพวกมาล้อมแล้วโดนต่อยไปตามระเบียบ (เป็นคนพิการมีแขนข้างเดียว ปัจจุบันเขาตายแล้ว อโหสิกรรม) เอาคืนกันไปกันมาหลายรอบ เอาปืนมาบีบีกันมายิง ไม้หน้าสามมาเต็มสองกระบะคันรถ เริ่มรับรู้ว่าถ้าอยู่กับพวกนี้ต่อไป ชีวิตอาจดับก่อนวัยอันควร 

    จากคำดูถูกก็ผลักดันให้ตั้งใจเรียน นั่งหน้าแทบทุกคาบ แล้วมันก็สัมฤทธิ์ผล (ผลสอบทุกวิชาอยู่ในลำดับต้นของห้อง ยกเว้นแค่เพียง ภาษาอังกฤษ เท่านั้น)  หลังจากปรับตัวกับสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ บรรยากาศการเรียนใหม่ สังคมใหม่ ก็รู้สึกว่าสนุกกับชีวิต  โดยเฉพาะตอนเข้าไปอยู่วงโย ได้รู้จักสังคมที่แตกต่างไปอีกขึ้นในด้านระเบียบวินัย ร่างกาย ฝึกความรับผิดชอบต่อตนเอง และส่วนร่วม เป็นเด็กม.ต้นที่ชอบสาวแบบคนปกติแต่วิธีการแสดงออกผิดปกติ  แต่ก็ไม่ได้หมกมุ่นขนาดนั้น   

ถ้าใครถามช่วงชีวิตของผมในมัธยมต้นไวขนาดไหน  ผมพูดเสมอ “กระพริบตาสองครั้ง”

หลังจากเข้าวงโย ม.2 วันเสาร์ก็ไปโรงเรียน วันอาทิตย์ซักผ้า แทบไม่ได้อยู่บ้านในวันหยุด  (ผมไม่ชอบอยู่บ้านเป็นชีวิตจิตใจ) นอกจากจะมีเรื่องเศร้าไม่ทุเลาก็ขอหยุดบ้าง แต่แทบเคยเกิด 

(ในช่วงนี้)

 

 

 

 5479 – 6574 (อายุประมาณ 15-18)

ช่วงเวลาที่ Sad boy ที่สุดในชีวิต ถ้าเรียกตามประวัติศาสตร์คือ ยุคมืด ( Dark age) เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยกายและเหนื่อยใจไปพร้อมกัน จากม.ต้นที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าห้องเพราะไม่กล้า (เพราะอายที่มาจากโรงเรียนวัด) ผมอยู่ห้อง 14 (มีทั้งหมด 16ห้อง) แค่ชื่อชั้น3ลำดับหลังก็พอจะรับรู้ถึงวีรกรรมได้  เมื่อเข้าสู่ช่วงม.ปลาย ก็ต้องตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะต้องใช้ความรู้สอบเข้ามหาวิทยาลัย  ช่วงนั้นต้องเรียนรด.ไปพร้อมกัน ที่สำคัญคือต้องซ้อมวงโย เพราะต้องไปแสดงที่สิงคโปร์  และที่สำคัญที่สุด คือ อกหักรักคุด –ถ้ารักตุ๊ดคงไม่เป็นแบบนี้  (ไม่เข้าใจทำไมดึงดูด)

ช่วงนั้นการเรียนในเทอมแรกๆ เป็นไปอย่างสวยหรูแล้วก็ลดลงทุกเทอมๆ ทั้งหมด6 เทอม ตั้งแต่ 3.80-3.00  เนื่องจากมันรุนแรงเหลือเกินกับความรักครั้งนี้ ไม่คุยกับใครทั้งนั้น  เบื่อโลก มองไปทางไหนก็เบื่อ (ความจริงแค่ชอบ ไม่ได้เป็นอะไรกับเขา แค่เขามีแฟน และแฟนเขาคือเพื่อนสนิทเรา จบ.)  ไม่รู้ว่าทำใจได้ตอนไหน เพราะมัน 3 ครั้งซ้อน แต่ระหว่างนั้นก็มีเรื่องดีเกินขึ้นซึ่งเป็นนิสัยที่ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ คือ การเขียนไดอารี่  (ปัจจุบันเล่มที่ 39) 

     ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับใคร ปกติที่บ้านก็ไม่ค่อยได้คุยอยู่แล้ว สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก หลังจากจบมัธยมปลาย ก็อ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้ที่มีแทบเอาไปใช้ไม่ได้ ฝึกทำ 

GET PET ก็ทำไม่ได้ ขนาดแกตเชื่อมโยงที่เขาทำกันไม่กี่ครั้งก็ได้เต็มแล้ว ผมไม่เคยทำมันได้เลย

รอบแรกผิดหวังกับจุฬา เพราะคะแนนต่ำเตี่ยเรี่ยดินเกินไป ถึงขนาดไม่อยากเรียนต่อแล้ว 

แต่มีเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต  ผมตัดสินใจแข่งขันกรีฑาวิ่ง1500 เมตร ไม่ไปสอบ 9วิชาสามัญ ผมได้ที่ 3 ขณะวิ่งนั้นผมรับรู้ถึงพลังบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนมันบอกผมว่า 

“ ต่อจากนี้จงเลือกทางเดินของตัวเอง”

จากนั้นก็สอบรอบสอง แต่ผลคะแนนไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไร ก็ใช้ผลสอบรอบแรกยื่นคะแนนแอดมิชชั่น สุดท้ายก็ได้ไปอยู่ มก. กว่าจะรู้ผลสอบ ทรมานกับคำพูดคนมากมาย กว่าจะรู้ผล วันประกาศยังไม่กล้าเปิดดูพร้อมคนอื่น ต้องรอผ่านไป 2 ชั่วโมงค่อยไปเปิดคอมดู 

สุดท้ายลั่นบ้าน “ กูมีที่เรียนแล้ว พอกันทีคำถาม”

ถ้าเทียบการเตรียมตัวกับเด็กทั่วไป คงน้อยกว่ามากทั้งการอ่านหนังสือ การติว การลงเรียนพิเศษ แต่ถ้าเทียบกับนักเรียนห้อง 14 แล้ว ผมคิดว่าน่าจะมากกว่าเพื่อนๆ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเหลือแนะนำ และครอบครัวที่ไม่กดดัน ทั้งการช่วยงาน ทั้งการเรียน ผมถือว่าผมโชคดีในด้านการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง เพราะได้เลือกเองแทบทุกอย่าง

 

3575-8035 (อายุประมาณ18-22) 

ช่วงเวลาแห่งการค้นพบตัวเองที่แท้จริง การที่ได้ไปอยู่ห่างไกลจากครอบครัวเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสียสำหรับผม ไปอยู่ที่ใหม่ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมายแตกต่างจากเพื่อนทั่วไป เพราะตอนเข้ามัธยมปรับตัวเผื่อไว้มาก เป็นชีวิตที่คุ้มค่าแก่การรอคอย สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าสุดในรุ่นคนหนึ่ง ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ห่ามๆ ไปบ้าง ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดทั้งทางกายละทางใจ 

ยกตัวเองอย่าง  ได้ต่อยมวย 2 ปี ไร้พ่ายต่อยแค่ 5ครั้ง (ช่วงเวลาที่อดอยากที่สุดในชีวิต น้ำลายไม่มีแห้งสนิทในวันก่อนช่างน้ำหนักสมัยปี1)  เรียน รด.ปี 5(ไม่รู้เรียนทำไม แค่อยากทำให้ชีวิตไม่ว่างเปล่า) 

มีแฟนครั้งแรก เขาดีกับผมมาก และผมได้เข้าใจคำว่า “คนที่ดีกับคนที่ใช่ไม่ใช่คนเดียวกัน”

เข้าไปอยู่ อบก. เป็นหัวหน้าค่ายครั้งแรกในชีวิต (เป็นความกล้าที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งที่จำได้) แถมลูกค่ายเป็นชาวต่างชาติ และตอนนั้นผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้  เรียนรู้การไม่ได้หลับไม่ได้นอน

เรียนรู้การติดนี้ก้อนใหญ่ (ที่นี่มีแต่งพวกปีศาจ) พอหลังจากนั้นก็ปลดล็อคขั้นสุด คือการได้ไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น ต้องขอบคุณความกล้าหน้าด้านไปสมัคร (มีแต่เด็กอินเตอร์ และเด็กนอกทั้งนั้น) จนสุดท้ายได้ไปแม้จะต้องเจออุปสรรคมากมายหลายระลอก  ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นก็แอบอดอยากแต่ไม่ได้บอกใคร เพราะผมไม่ได้ทุนเต็มแบบเพื่อน (แต่โอกาสมาแล้วต้องไปให้ได้) 

พอกลับมาเรียนต่อเทอมสุดท้าย รู้สึกว่าตัวเองเอาไม่อยู่ ลงเรียน25หน่วย แถมยังอยากได้     เกียรติยม สุดท้ายพังหมด ทั้งงานวิจัย ทั้งเกียรติยม ทั้งความสัมพันธ์ ต้องขอบคุณโควิดที่ได้กลับมาอยู่บ้าน และผมไม่อยากแบกรับความรู้สึกแย่ๆอีกต่อไป ผมตัดสินใจไม่ทำงานวิจัยต่อ

ทั้งด้วยความไม่พอใจ เหนื่อย  โกรธ ท้อ จนเวลาผ่านไปอาจารย์ก็ช่วยให้ผมจบ  นี่เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ในชีวิตผม แต่ผมก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง มันเป็นการยืนยันหลักในชีวติที่ว่า

“ไม่มีใครบังคับเราได้ ว่าจะทำไม่ทำ นอกจากตัวเราเท่านั้น” 

กราฟชีวิตในมหาวิทยาลัย ไต่ระดับมาตลอดของภาพรวม ทั้งการเรียน กิจกรรม มาพังเทอมสุดท้ายเพราะความฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองหมดใจ

 

(8036-8766) อายุประมาณ 22-24

ช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวเองโค้งสุดท้าย หลังจากตอนช่วงโควิดก็ได้ไถ่ถามความหมายของชีวิตตัวเองมากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ผมไม่ได้ต้องการไปทำงานตามเวลารับเงินเดือน หยุดเสาร์อาทิตย์ 

ผมสามารถเริ่มงานก่อนได้ ทำงานทั้งสัปดาห์โดยไม่หยุดได้ แต่ถ้าผมอยากหยุดผมก็หยุด 

การกลับมาอยู่บ้านบางครั้งก็คิดว่าเหมือนตัดโอกาสความก้าวหน้าในสังคม (ตามค่านิยม) แต่ผมต้องการพิสูจน์ว่าชีวิตที่เลือกเองนั้น จนท้ายที่สุดมันก็คงต้องสำเร็จ และถึงมันไม่สำเร็จใครมาสมน้ำหน้า ใครจะว่าอย่างไร ผมก็ได้เลือกด้วยตนเองไม่มีอะไรค้างคาใจ ถ้ามันสำเร็จผมก็ดีใจและก็คงมีคนมากมายยินดีกับผม กลับมาบ้านได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ชาวสวน พ่อค้าขายส้ม  คนเย็บรองเท้า งานหมู่บ้าน พ่อค้าออนไลน์ มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังทำเสมอเมื่อมีเวลา คือ การอ่านและการเขียนหนังสือ แม้มันยังไม่เกิดรายได้ แต่ผมว่าสักวันมันคงสัมฤทธิ์ผล 

   เป็นช่วงที่พบกับความผิดหวังในครั้งที่มั่นใจที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง ว่าตัวเองต้องได้รับคัดเลือกไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น ผลสุดท้ายก็พลาดทั้งจากตัวเอง เรื่องข้อมูล หลักฐาน และสถานการณ์ในตอนนี้

แต่ในเรื่องร้ายมันมีเรื่องที่ตัดสินใจได้ดี มีอยู่หนึ่งสิ่งที่ยังไม่ได้ทำและก็ไม่รู้ว่าถ้าวันเวลาผ่านไปจะได้ทำหรือไม่ เวลาก็เดินผ่านไป คนที่มีส่วนกับสิ่งนี้ก็แก่ลงทุกวัน ทั้ง ปู่ย่า พ่อแม่ ทำให้การตัดสินใจง่ายมากยิ่งขึ้น  ทำให้การฉลองครบรอบวันเกิดของผมในรอบ 2 รอบนักกษัตริย์อยู่ในสถานะพระภิกษุสงค์ การอยู่ที่วัดทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ และสิ่งเดิมที่เคยทำให้มันลึกซึ้งขึ้น ผมได้เรียนรู้ว่า เวลา ไม่ได้ทำให้ความคิดและความประพฤติเติบโตไปพร้อมกับเวลาที่ร่วงโรยไป  ตอนนี้ผมมีแผนการสำหรับอนาคตของตัวเอง ผมจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยที่ผมไปพร่ำบ่นตอนแก่ว่า “รู้งี้ น่าจะทำ” ในวัยจะ 24 (ในขณะที่กำลังพิมพ์) ผมไม่ได้กลัวความตาย เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ แต่ถ้าตายคงเสียดายยังไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แม้ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว.............

 

ถึง............นาย……ณัฐวุฒิ………จรัสพันธ์.....ในอนาคตผมจะพยายามทำให้คุณภูมิใจมากที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้....…

จาก.................ต๊ะ...ในสถานะ..........(พระณัฐวุฒิ ปัญญาธโร)...................................................

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Kitdipat (จากตอนที่ 1)
    16 พ.ย. 64 / 01:25 น.
    เขียนดีมากครับหลวงพี่
    #2
    1
    • #2-1 Tanattawut (จากตอนที่ 1)
      22 พ.ย. 64 / 12:26 น.
      ขอบคุณครับบบ
      #2-1
  2. #1 ไลท์คอร์ดิเนเตอร์
    30 ต.ค. 64 / 14:55 น.

    หลวงพี่ต๊ะ ติ๊งโหน่ง พยายามเข้านะครับ

    #1
    1