นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

แค่เพียงนึกถึง (๋Just think of )

คุณเคยอยู่ดีๆก็นึกถึงใครไหม ทั้งๆที่เขาจากไปนานแล้ว

ยอดวิวรวม

9

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


9

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  23 ต.ค. 63 / 12:50 น.
นิยาย §֧֡ (Just think of )

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 ต.ค. 63 / 12:50


แค่เพียงนึกถึง

อยู่ดีๆฉันก็นึกถึงลุง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้วันเวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ตอนฉันเรียนอยู่มัธยมต้น อาจจะเป็นเพราะถนนเส้นที่ฉันขี่รถผ่าน เคยมีเรื่องราวที่ฉันและลุงเคยประสบด้วยกัน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นในความคิดของฉัน 

แม้กระทั่งการตายของลุง ฉันก็ไม่ทราบสาเหตุหรือเพราะฉันลืมไปแล้ว ไม่รู้ว่าแกป่วยเป็นโรคสุราเรื้อรัง ถุงลมโปร่งพอง

หรือนอนตายอย่างสงบ แต่ดูจากวิถีชีวิตแกแล้วยากยิ่งที่จะเป็นอย่างหลัง 

      ตั้งแต่เด็กเขาถูกเพื่อนๆ รังแกกลั่นแกล้งมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยโกรธเกลียดใครอย่างจริงจัง ด้วยความใจดี ตลกโปกฮา ทำให้คนที่ชอบแกล้งยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ บางเหตุการณ์ไม่น่าให้อถัวยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไรบอกว่าเพื่อนกันหยอกเหย้ากันเป็นเรื่องธรรมดา 

      เหตุการณ์เกิดขึ้นในตอนบ่ายของวันหยุด  ไม่รู้ว่าเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ รู้ว่าวันนั้นเด็ก ๆมาต้องไปโรงเรียน เด็กๆจะมารวมตัวกัน เพื่อหากิจกรรมเล่นสนุกกันตามภาษา และดูเหมือนว่าวันนี้จะเล่นพิเรนทร์กันกว่าปกติ เพื่อนๆจะเล่นซ่อนหากัน แต่คนที่หาต้องใส่ผ้าปิดตาและสถานที่ก็ไม่ใช่บ้านเรือน เป็นสระน้ำที่ขุดไว้ใช้ทำการเกษตร น้ำในสระขุ่นคัก นิ่งสนิท

มีความลึกหลายเมตร ความกว้างความยาวพอกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส แม้จะมีเพื่อนที่ร่วมเล่นพิเรนทร์นี้เกือบสิบคน แต่แน่นอนคนที่หามักจะเป็นเขาเสมอ เหมือนเพื่อนๆจะล็อคผลไว้แล้ว แม้เขาจโวยวายแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตามประสาตัวโดน ก็ต้องโดนตลอดไปจนกว่าจะมีการแตกหักกันไปข้างนึง 

         วันนั้นเองที่ทำให้เขาเกือบตาย หรือเขาตายไปแล้ว มีหลายคนบอกว่าคนที่โผล่มาตอนกลางคืนนั้นไม่ใช่เขาคนเดิม 

“ไหนเล่าสิ แกไปทำอะไรมา ไอ้จุก” แม่ของเขาตะวาดเสียงดังปนความสงสารในน้ำเสียง

“เล่นกับเพื่อนหนะแม่ ไม่มีเห็นมีอะไรเลย” เขาตอบเสียงเบาเหมือนไม่อยากให้ผู้ถามรู้

“ให้มันได้อย่างนี้สิ ต้องตายก่อนใช่ไหม ถึงจะบอก” เสียงคนพูดเดินจากไป

เขาจำไม่ได้ว่าเขากลับขึ้นมาได้อย่างไร หลังจากเพื่อนๆและเขาลงไปในสระ เขาถูกปิดตาและเริ่มคำหาเพื่อน ซ้ายทีขวาที 

เขาคว้าไม่เจอใครเลย ได้แต่น้ำเหลว เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เรี่ยวแรงอ่อนระโหยโรยริน เขาไม่สามารถพยุงตัวให้ลอยอยู่เหนือผิวน้ำได้อีกต่อไป เขาสำลักน้ำแล้วเรียกชื่อเพื่อน เรียกเรียงรายจนครบทุกคน วนไปวนมาหลายรอบ จนเสียงของคำแหบพล่าไม่สามารถเปล่งได้อีกต่อไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำที่ไหลเข้าปากหรือหมดเสียงไปกับเรียกเพื่อนกันแน่ 

“มึงไม่ไปดุไอ้จุกกันหน่อยเหรอ” เสียงเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ป่านนี้มันคงขึ้นมาแล้ว เล่นตั้งแต่บ่าย นี่ก็จะค่ำแล้วนะ” เสียงโต้กลับพร้อมความมั่นใจ

“กูก็ว่าอย่างนั้น ไม่มีใครโง่ปิดตาอยู่ถึงเย็นหรอกน่า เชื่อกู” เสียงเพื่อนอีกคนยืนยัน 

หลังจากวันหยุดผ่านไป เพื่อนสังเกตความผิดปกติกับไอ้จุก มันไม่ร่าเริงเหมือนเคยออกจะเหม่อลอยและเงียบขรึม

“วันนั้นมึงกลับขึ้นมากี่โมงวะ” เสียงเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่ไปเล่นที่สระเอ่ยถาม

“กูอยู่จนตาย ว่ายน้ำหาพวกมึง ผ้าก็ไม่เปิด จนกูจมน้ำตาย” 

“กูคิดว่ากูตาย กูจำได้อีกทีก็ตอนแม่ถามกูที่บ้าน”

“พวกมึงไม่ต้องห่วง กูบอกแม่ว่าเล่นกันขำๆ ไม่มีอะไร” หลังจากจุกพูดจบเขาก็นั่งเหม่อลอยต่อ

หลังจากคำพูดของไอ้จุกจบ สีหน้าค่าตาของกลุ่มเพื่อนก็ซีดเผือกกันเป็นแถวเป็นแนว ไม่รู้ว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำหรือจากการรอดตายพิศวงของไอ้จุก จากนั้นเป็นต้นมาเพื่อนๆพยายามทำดีกับไอ้จุก แต่เหมือนจะสายไปเสียแล้ว ไอ้จุกได้ตายไปจริง ๆ ตายไปจากความเป็นไอ้จุกคนเดิม ไม่มีอีกแล้วไอ้จุกคนที่เริงร่าในทุกสถานการณ์ 

   “กินข้าวได้แล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อน”เสียงแม่เปรยสีหน้าไม่อยากเล่าต่อ

“งั้นพรุ่งนี้เล่าต่อนะแม่” เสียงของฉันออนอ้อน

ฉันรู้สึกผิดตะงิดในใจชอบกล ฉันเคยเผลอไผลแกล้งลุงแกเหมือนกัน ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ชอบแกล้งแก ไม่ว่าด้วยความเอ็นดูหรือเพื่อความสนุกส่วนตน สำหรับฉันในวัยเด็กคงไม่ต้องถามว่าเพื่อจุดประสงค์ใด 

ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเท่ระเบิดเทิดเทิง ที่ได้แกล้งผู้ใหญ่ เห็นเขาทำกันแล้วสนุกเกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ

ทำไมโดยไม่คาดคิด ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันจะเตรียมดอกไม้ ธูปเทียนไปขอขมาแก ฉันพูดจริงนะ 

 

   หลังจากนั้นแม่ก็ส่งตัวเขาไปอยู่กับหลวงลุง ซึ่งเป็นพี่แท้ๆของแม่เขา หวังจะให้ธรรมมะช่วยป้องกันจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้าย ทุก ๆเช้ามืดเขาต้องตื่นมาตีระฆังเพื่อเป็นสัญญาณให้พระภิกษุตื่นจากการจำวัด เพื่อไปบิณฑบาต จากนั้นเขาก็ต้องรีบไปเตรียมบาตรให้หลวงลุงและเดินตามในฐานะเด็กวัด ไม่ใช่เขาไม่รู้สึกเบื่อ 

แต่เขาคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเขา วันไหนที่ได้ยินเสียงเพื่อนเล่นกันลอดผ่านรั้วเข้ามา เขาอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ความทรงจำของวันนั้นในยังหลอกหลอนเขา  

   ชีวิตของเขาไม่มีอะไรมาก ตื่นเช้าช่วยงานหลวงลุง เรียนก็ไม่ได้เรียน เพราะเขาเรียนไม่รู้เรื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้น แม้คุณครูจะช่วยเขาให้แก้เพิ่มคะแนน ก็ไม่อาจช่วยเขาได้ แม่เขาเห็นดังนั้นจึงตัดปัญหา

ทั้งสงสารลูกและเห็นใจคุณครู  นับวันเขายิ่งหนีห่างจากสังคม ไม่ใช่เฉพาะสังคมเพื่อน แต่เป็นสังคมโลกมนุษย์ที่เขาเผชิญอยู่  จนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเพื่อนๆกลุ่มนั้นเหมือนจะลืมเลือนเขาออกไปในความทรงจำ ไม่หลงเหลือวันวาน ก็ไม่ใช่เขาเองหรอกหรือที่ต้องการให้เป็นแบบนั้น แล้วตอนนี้เขาก็ได้มันมาแล้ว ความเปล่าเปลี่ยวและโดนเดี่ยวเดียวดาย ที่เขาต้องสัมผัสมัน เขารู้สึกอยากกลับไปมีเพื่อนอกครั้ง แม้จะโดนแกล้งจนตายเขาก็ยอม

แต่เมื่อพยายามกลับไป ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับแล้ว แล้วอะไรหละที่จะเป็นเพื่อนกับเขาได้ เพื่อนที่ไม่ทิ้งกัน

เพื่อที่ช่วยเหลือกัน เพื่อที่คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ แล้วเขาก็พบมันในงานทำบุญของผู้ใหญ่บ้าน

  แสงอาทิตย์ลับอัสดง ความมืดเข้าครอบงำ มีเพียงแสงไฟจากหลอดไฟสีส้มที่ให้แสงสว่างในคืนข้างแรม เขาเห็นผู้ใหญ่บ้านอารมณ์หน้าดีระรื่นชื่นมื่น พร้อมเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูงที่กำลังร่วมวง เหล้าขาว40ดีกรี ใส่แก้วเป๊ก ตอนนี้หมดไปแล้วสองขวดแต่ถ้าคนร่วมวงยังไหวผู้ใหญ่บ้านก็พร้อมสนับสนุน เขาเดินเข้าไปทำท่าเก้ๆกังๆ ใจนึงเขาก็อยากเข้าไป ส่วนอีกใจเขารู้ว่ามันไม่ดี

“อ้าว ไอ้จุกมึงอยากลองเรอะ เข้ามาๆ” เสียงผู้ใหญ่บ้านเรียก 

เขายังลังเลใจไม่กล้าเดินเข้าไป จนผู้ใหญ่บ้านต้องเดินมาตบไหล่แล้วพาเข้าไปนั่งร่วมวง นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้มานั่งร่วมวงเหล้า และอีกไม่นานนี่ก็จะเป็นครั้งแรกของเชาที่ได้ลิ้มลองมัน  เทให้มันลองสักหน่อย เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้น มองอะไรอยู่กระดกเลย เสียงใครอีกคนตะโกนขณะสีหน้าแดงก่ำพร้อมรอยยิ้มขณะพูด 

เขากระดกมันรวดเดียว ความร้อนแพร่ซ่านตั้งแต่คอลงไปยังหลอดอาหารจนถึงลำไส้ เขารู้สึกทุรนทุรายแล้วอยากจะวิ่งออกจากวงเสีย ใจเย็นๆ ลองอีกสักเป๊กแล้วจะหาย เขากระดกมันเข้าไปจนหมด ครั้งนี้มันดีขึ้นจริงๆ

“ผมขออีกเป๊กได้ไหมครับ” เสียงอ้อแอ้อู้อี้ดังขึ้น 

“ใครให้มันกินเยอะ พอแล้วๆ เผลอแป็ปเดียวพวกแกนี่” เสียงผู้ใหญ่บ้านไม่ค่อยพอใจ

“เอาน่าผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็นครั้งแรกก็อย่างนี้แหละ” พูดพร้อมกำลังรินสุราขาวลงเป๊ก

เขากระดกจนหมดรวดเดียวตามเคย  ผมไม่ได้เมา ผมไม่ได้เมา ทำไมไม่เชื่อผม เทมาอีกผมยังไหว ผมยังไหว

เขากระดกอีก2-3เป๊ก  จากนั้นคอก็เริ่มพับลง หัวโยกเหยกไปมา ลำตัวเอนเอียงคล้ายตุ๊กตาล้มลุก 

จากนั้นเขาก็ฟุบหลับไป พวกผู้ใหญ่ก็หัวเราะรื่น ไอ้นี่มันคออ่อนจริงเว้ย อย่าว่ามันอย่างนั้นก็ไม่ได้นี่เป็นครั้งแรกกินเข้าไปขนาดนั้นถือว่าแข็งแล้วแหละ จากนั้นคนในวงก็กินกันต่อ จนฟ้าใกล้สางจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน 

ไอ้จุกตื่นมาพร้อมกับความมึนงง ในหัวมันปวดตุบตับ แต่จำได้ว่าความรู้สึกของเมื่อคืนเป็นความรู้สึกอิสระแบบที่โหยหามานาน ความรู้สึกที่เมื่อวันวานได้สัมผัสกับเพื่อนสมัยที่เล่นสนุกด้วยกัน  โดยเฉพาะเสียงหัวเราะรอบตัวเขา ใช่แล้วเสียงหัวเราะของทุกคนในตอนฟ้าสาง ตอนที่เขาเริ่มได้สติจากการนอนพับหลับใหล เขาได้ค้นพบอะไรบางอย่าง เขารู้แล้วว่าอะไรคือความสุขของเขา ความสุขที่เขาโหยหามานาน 

     จากนั้นไม่ว่ามีงานใด ไอ้จุกจะขอพวกผู้ใหญ่ร่วมวงด้วยเสมอ จากที่เป็นคนตีระฆัง ช่วยหลวงลุงทุกวัน ไอ้จุกระเลยหน้าที่เด็กวัด ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวของเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แม้เขาจะไม่ได้เป็นเด็กวัด กลับมาอยู่บ้านกับแม่ ช่วยที่บ้านทำการเกษตร ที่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาหาได้ ก็เอาไปลงกับสุราขาว40ดีกรีจนหมด แม้ไอ้จุกจะได้อายุอานามบวชเรียนแล้ว ตัวมันเองก็อยากบวชเพื่อทดแทนคุณแม่ แต่ท่านเจ้าอาวาสก็บอกใหมันเลิกสุราให้ได้ก่อน ถ้าเลิกไม่ได้ก็บวชไม่ได้ เขาพยายามอยู่หลายวัน เก็บตัวอยู่ในห้องทั้งวันไม่ไปไหน เพื่อป้องกันสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะให้เขากลับไปหามันอยู่เสมอ เขาทนทุกข์ทรมานจากอาการอยากสุรา ในที่สุดเขาก็แพ้พ่ายแก่มัน เย็นวันนั้นแม้ไม่มีงานบุญ งานศพ หรืองานมหรสรรพที่ใด แต่เขาก็ไปหาซื้อมันเองตามร้านขายของชำ คืนนั้นเขากินมันคนเดียวหมดไป2ขวดใหญ่ สำหรับคนๆหนึ่งที่กินได้ขนาดนี้ต้องจัดว่าเป็นนักเลงสุราตัวยง  

เขากินคนเดียวยันฟ้าสาง ภาพหลอนในครั้งวันวานยังวนเวียนอยู่ในจิตสำนึก เสียงหัวเราะนั้น เสียงหัวเราะใน อตีด เสียงหัวเราะที่เขาต้องการ  เขายิ้มแล้วก็หลับพับลงไป 

   เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น  เสียงนกน้อยจ่อยแจ่ว แต่เขายังหลับอยู่ที่เดิมไม่มีเสียงอะไรผ่านโสตประสาท มีแต่ความเงียบงันที่เป็นเพื่อนเขาที่แท้จริง วันนั้นทั้งวันเขาหลับใหลจนกว่าจะรู้สึกตัวเวลาก็ล่วงเลย ดอกชบาหน้าบานก็ร่วงโรยไปหลายดอก  ยามเย็นสติยังไม่ทันได้กลับมาดี เขาเข้าไปอาบน้ำรีบแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วก็รีบเดินออกไปยังร้านขายของชำ  “ป้าขอสุราขาว2ขวดใหญ่” และก็ซ้ำรอยเดิมอีกตามเคย

   วันเวลาผ่านไปอีกหลายปี เพื่อนๆ ของเขาต่างมีลูกมีเต้ากันเกือบหมดทุกคน เขาถูกยกให้เป็นแบบอย่างของเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปโดยหลักฐานที่ต้องยอมจำนน ทั้งกลิ่นสุราที่ไม่เคยล้างราจากร่างกาย ใบหน้าที่แดงกร่ำอยู่ตลอดเวลา พร้อมเสียงหัวเราะรื่นไม่ว่าเรื่องนั้นจะน่าขำหรือแม้กระทั่งเรื่องเศร้าโศกโศกาที่คนอื่นต้องหลั่งน้ำตา

สวนเขาก็ยังหัวเราะกับมันได้โดยไม่เอะใจ จากเป็นคนที่น่าสงสาร กลายเป็นคนน่าสมเพช และเป็นคนบ้าอย่างที่ใครๆเขาก็เรียกกัน “ไอ้จุกบ้า ไอ้จุกบ้า” ชื่อนี้เรียกกันตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ยันลูกเด็กเล็กแดง  ไม่ว่าที่ไหนมีงานใด

ต้องเห็นเขาเสมอ บัตรเชิญไม่จำเป็นสำหรับเขา เขาไม่เคยใช้มันแม้ความรู้ของเขาที่เรียนตอนชั้นปฐมจะยังใช้ได้อยู่ก็ตาม 

    ในความทรงจำของฉันตอนแรกฉันคิดว่าเขาคือคนบ้า ที่เมาหยำเปตั้งแต่เย็นยันฟ้าสางของอีกวัน  ไม่ว่าใครจะจ้างเขาทำอะไร เขาทำได้หมด แต่ว่าดีหรือไม่ดีอีกเรื่องหนึ่ง เงินที่ได้มาส่วนใหญ่ก็เอามาลงกับขวดสุราขาว

คนที่จ้างเขาไปส่วนใหญ่ก็พยายามเลี้ยงเป็นข้าวเป็นขนมให้พอได้อิ่มท้องบ้าง ร่างกายของเขาผอมโซเต็มที โดยเฉพาะคนที่รู้สึกผิดที่สุดคนหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้าน คนที่ชักชวนเขาเข้าวงนักเลงสุราจากนั้นเป็นต้นมาเขาได้ผันตัวเองเป็นนักเลงสุราแนวหน้าที่ใครต่างก็รู้จัก

     ฉันอยากขอโทษเขา ขอโทษลุงจุก ที่ฉันเคยด่าเคยว่าแก เคยทำไม่ดีกับแก่ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี 

ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ฉันขอให้ลุงจุกอโหสิกรรมให้ โดยเฉพาะวันนั้น ฉันเคยเอาขวดเอ็มร้อยเทน้ำออกหมด

แล้วฉี่เข้าไปแทนที่ หลังจากนั้นเอาไปให้ลุงแกดื่ม ทันทีที่แกดื่มน้ำก็พุ่งพรวดออกมาเป็นสาย จากนั้นลุงแกก็โกรธบ่นกร่นด่า “ใครวะ ใครมันแกล้งกู เย็ดแม่ง”

     

    แม้เรื่องราวจะผ่านไปหลายปี คนที่ถูกล่าเรื่องได้ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว เช้าวันใหม่ ค่ำคืนวันเก่า จะผ่านพ้นไปอีกกี่วัน  ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ฉันนึกถึงลุง  ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้วันเวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ตอนฉันเรียนอยู่มัธยมต้น อาจจะเป็นเพราะถนนเส้นที่ฉันขี่รถผ่าน เคยมีเรื่องราวที่ฉันและลุงเคยประสบด้วยกัน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นในความคิดของฉัน หรือว่าวิญญาณของลุงจะยังไม่ไปเกิด ยังคงเดินวนเวียนไปมาบนถนนเส้นที่ทอดผ่านระหว่างบ้านและร้านขายของชำ จำได้ว่าหลังจากลุงเสียไปยายขายของชำก็ยังขายสุราให้ลุงอยู่ทุกวัน หลายคนบอกว่าลุงแกตายไปแล้ว แต่ยายก็ไม่เชื่อยังคงเถียงด้วยความมั่นอกมั่นใจ

 “ทำไมวันนี้มาแต่ฟ้าสาง” กินหมดแล้วเหรอ2ขวดใหญ่

“ยังหรอก ผมเบื่อแล้วยาย” สีหน้าเศร้ามอง

“แล้วแกมาทำอะไร” เสียงยายถามด้วยความสงสัย

“ผมจะมาลายาย ต่อไปไม่ได้มาซื้อแล้ว”เสียงกระเส่า 

“ไปดีมาดีหละ ไอ้จุก ไว้มาอุดหนุนยายใหม่นะ”ยายยิ้มแล้วก็ตื่นขึ้นจากฝัน

เสียงหัวเราะแห่งวันวานก็ดังขึ้น ในงานศพของเขา  เขายืนมองโรงศพที่เพิ่งยกมาวางในศาลา ฝั่งตรงข้ามกัน เมื่อเข้าเพ่งมองไปที่รูปศพนั้น เป็นรูปยายร้านขายของชำ  เมื่อเขามองไปด้านข้าง วิญญาณของเขาและยายยืนข้างกัน ยายยิ้มให้เขา เขายิ้มให้ยาย 

................................อโหสิกรรมให้ฉันนะลุง..............................

ผลงานอื่นๆ ของ หนุ่มจันท์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น