นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ไปเยี่ยมกทม.(Visit BKK)

กลับไปเมืองหลวงเพื่อทำภารกิจ และพบเจอเพื่อนสมัยเรียน

ยอดวิวรวม

4

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


4

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 ต.ค. 63 / 14:51 น.
นิยาย .(Visit BKK)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 ต.ค. 63 / 14:51


 ไปเยี่ยมกทม.

 

หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้สักพัก ก็มีเหตุให้ต้องกลับไปยังเมืองหลวงอีกครั้ง จะไปทั้งทีต้องคุ้มค่าแก่กการเมื่อยก้นสักหน่อย ลิสต์รายการได้คร่าวๆดังต่อไปนี้

เป้าหมายในการไปกทม.ในครั้งนี้

  1. ไปเปลี่ยนคำนำหน้าที่สวนเจ้าเชตุ
  2. ไปเอาชุดครุยที่สั่งจองไว้
  3. ไปสังสรรค์กับเพื่อน

หลังจากลิสต์รายการแล้วก็พับเก็บใส่ไว้ในไดอารี่ ไปซื้อตั๋วที่ขนส่งจังหวัดรถออกเวลาประมาณ10.30น. ตอนนี้การเดินทางข้ามไปยังต่างจังหวัดรถมินิบัส เริ่มเข้ามาแทนที่รถตู้มากขึ้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแทบทุกปี เนื่องด้วยการขับขี่ที่เร็วเกินมาตรฐานและไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ปัจจุบันรถขนส่งมีการใช้จีพีเอสตรวจจับความเร็ว การคาดเข็มขัดที่เคร่งครัดขึ้น และยิ่งช่วงนี้การใส่กากอนามัยก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ถูกบังคับใช้

นั่งรอสักพักรถตู้ก็มารับ (แอบสงสัยไหนบอกว่ารถมินิบัส) แต่ก็ขึ้นเพราะคนชายตั๋วบอกให้ขึ้น นั่งมองข้างทางไปเรื่อย ๆ 

ไปได้ไม่กิโลเมตร รถตู้ก็จอดแล้วคนขับก็ลงมาเปิดประตู “รออยู่แถวนี้แหละเดี๋ยวรถเขามารับ” เป็นอันเข้าใจว่าให้รอรถมินิบัสอีกคันมารับ ฉันและผู้โดยสารคนอื่นก็หาที่นั่ง ข้างหน้าเป็นร้านกาแฟแต่งสไตล์วินเทจด้วยไม้เก่าและแมกไม้สีเขียว 

ฉันทำทียืนเก้กังไม่กล้าเข้า แต่คนขายตะโกนออกเบาๆออกมาจากข้างใน “เข้ามานั่งได้นะคะ พร้อมส่งยิ้มเชิญชวน”

บรรยากาศชิว ๆ มีสายลมพัดโชยๆเบาแม้แสงแดดจะร้อนแรง ฉันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน (โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง) หนังสืออ่านไปอมยิ้มไปเพราะความน่ารักของตัวละครผสมผสานกับบรรยากาศดี ๆ เข้าสู้ห้วงอารมณ์สุนทรีได้สบาย ๆ ระหว่างนั่งคอยก้ได้ยินเสียงการสนทนาระหว่าง เจ้าของร้าน ป้าแม่บ้าน ลุงแต่งตัวคล้ายคนขับรถ ฉันไม่มั่นใจว่าเขาเป็นทั้งเจ้าของและคนขายหรือป่าว แต่ความอัธยาศัยดีไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะไปถึงจุดนั้น 

“ได้ข่าวว่าโดนหวยเยอะนี่” เสียงป้าแม่บ้านถามลุง

“ก็ได้ประมาณนึง”เสียงลุงตอบป้าแม่บ้าน

“ได้มาเท่าไรหล่ะ” ป้าแม่บ้านถามต่อ 

“ 600000 “ เสียงลุงตอบแบบขอไปที 

ไปได้เลขมาจากที่ไหนหละ แฟนเขาไปได้มาไม่รู้เหมือนกันฉันแทงตามแฟนพร้อมเสียงหัวร่อของลุง ทำไงจะถูกกับเขาบ้าง 

“ทำบุญ เยอะ ๆ ฉันทำบุญบ่อย เนี่ยเดี๋ยววันวันพระนี้ฉันก็ไปทำบุญอีก” เสียงลุงตอบพร้อมกับกินขนมจีนต่อ

“นี่ก็ทำบุญ ไม่เคยเห็นจะได้ว่าจะได้กับเขาบ้างเลย พร้อมกับเสียงหัวเราะ”เสียงป้าตอบ

“ ทำบุญไว้ดีแล้วป้า จะถูกเดี๋ยวมันก็ถูกเอง “ เสียงเจ้าของร้านเปยขึ้น หลังจากที่ฟังบทสนทนามาตลอด

“ ทำไปเถอะบุญ เชื่อฉัน เดี๋ยวมันต้องมีวันของเราบ้าง” เสียงลุงพูดพร้อมกินขนมจีนต่อ

 

ฉันได้ฟังบทสนทนานี้แล้ว รู้สึกหดหู่อย่างไรไม่รู้ หรือว่านี่เป็นวิถีที่ควรเป็นไป ฉันนั่งหลับตายื่นหน้าให้สายลมปะทะ และรถมินิบัสก็เคลื่อนเข้ามา ฉันขึ้นรถไปมองซ้ายมองขวาหาที่นั่ง

2

“เต่า” เสียงเรียกดังมาจากที่ไหนสักที ฉันพยายามจะหาต้นเสียงและก็หาเจอในที่สุด 

เขาไม่ใช่ใครที่ไหนอื่น เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมตั้งแต่ม.1-6 เรียนห้องเดียวกันมาโดยตลอด จากนั้นก้เอาข้าวของสำภาระวางให้เรียบร้อย แล้วก็ชวนมานั่งคุยข้างๆกัน เผอิญว่าจองที่นั่งข้างหน้าต่างแล้วข้างๆว่างพอดี 

ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามประสา  จะหนีเรื่องอื่นใดไปไม่ได้ก็คงต้องถามเกี่ยวกับการงาน

เพราะพวกเราเพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสดๆร้อนๆ  ไอ้เน็ตเรียนด้านวิทยาศาสตร์เคมี

วันนี้มันเดินทางเพื่อไปสัมภาษณ์งาน ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แลกเปลี่ยนกันเล่าเรื่องประสบการณืสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ชีวิตของมันไม่ค่อยหวือหวาสักเท่าไร มันบอกออกจากขี้เกียจด้วยซ้ำ บางวันมีเรียนบ่ายก็นอนยาว ก็ตามปกตินักศึกษาทั่วไป ฉันรู้ว่าเพื่อนคนนี้ขี้เกียจอย่างมีขอบเขตไม่ใช่

ไม่เอาอะไรเลยหรอก

“เอ่อ เน็ต กูดูข่าวในเพจกูชอบอธิการบดีมึงมากเลย กูว่าเก่งดีมีแนวคิดพัฒนา

“ เร้อะ ๆ มึงคิดอย่างนั้นอ่อ กูนี่ไม่ชอบเลย ในสื่อเม่งตต่างจากความจริงลิบลับ

“ ทำไมว่ะ กูนี่เป็นเอฟซีเลยนะเว้ย กดไลค์แทบทุกคลิปไม่เชื่อลองไปดูได้มีชื่อกูแน่นอน ไหนเล่าให้กูฟังสิ อยากจะรู้จริง

“เอาง่าย ๆ บ่อน้ำเสียในมอ.ยังไม่แก้ปัญหาเลย แล้วก็บอกประเทศไทยต้องไปอย่างนู้นอย่างนี้ 

แต่กูยอมรับนะเม่งเก่งจริง รับแทบทุกตำแหน่ง ดูเหมือนจะถูกทาบทามให้ไปเล่นการเมืองด้วย

เอาเป็นว่ากูไม่ชอบ ทำไมไม่ทำข้างในให้มันดีก่อน 

รถก็คลื่อนไป สายตาพวกเราบอกถึงความง่วงงันที่พลันเข้ามา แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดความอยากเสวนากันได้ ก็ไม่ได้เจอกันมานานมาก ดูเหมือนจะเงียบกันไม่สักพักแล้วก็หาเรื่องวันวานคุย

เนื่องจากเรียนด้วยกันมา 6ปี ก็มีเรื่องให้ต้องระลึกนึกกันหลายเรื่อง โดยพยายามเล่าตั้งแต่ใกล้ปัจจุบันสุดค่อยๆ ย้อนไปอตีด 

เรื่องนึงที่ไอ้เน็ตสร้างชื่อ มันมีแฟนเป็นเด็กห้องพิเศษหน้าตาน่ารักขาวหมวยและรวยมาก หลังจากใช้เวลาพยายามอยู่เป็นปี แต่ตอนนี้ได้เลกลากันไปตั้งแต่ก่อนจบมัธยมแล้ว 

แม้ความสัมพันธ์จะจบลง แต่มักทิ้งร่องรอบเอาไว้เตือนใจเสมอ อย่างน้อยก็สาขาที่มันเรียนจบ

เธอก็เป็นคนสมัครให้

เนื่องจากห้องของพวกเราเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน มีทั้งสภา วงโย และนักกีฬา เรียกได้ว่าเป็นห้องคุณภาพทางด้านกิจกรรม ส่วนเรื่องการเรียนก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ค่อยเอาไหน

ถ้าเกิดวงโย สภา หรือนักกีฬา มีเหตุทำให้ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้ คนอื่นก็ได้รับอานิสงค์ไปด้วยโดยปริยาย ไอ้เน็ตบอกจำได้ว่าอาจารย์ประกาศประชาสัมพัน์ให้ไปเข้าเรียนด้วย ลถึงกับมาตามที่สนามบอล แต่พวกเราก็วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง (ซึ่งน้อยครั้งนักที่ฉันจะเห็นด้วย)

 

เราคุยกันหลายเรื่อง แต่ก็มีเรื่องที่ฉาวโฉ่ออกโทรทัศน์ เพื่อนคนนี้เป็นหัวโจกตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ทั้งเป็นตัวตั้งตัวตีในการเล่นการพนัน รวบรวมเงินให้ได้มากแล้วไปแทงกับบ่อนนอก พนันออนไลน์ พนันบอล ไพ่ ไอ้หมอนี่เอาหมดขอให้เป็นการพนัน และตอนนี้มันก็กำลังติดคุกเพราะการพนัน ในข่าวที่เห็นน่าโกงเขาประมาณ30-40ล้านบาท พวกเราไม่รู้ว่าจะสมน้ำหน้าหรือสงสารมันดี เพราะบางทีแม้แต่เพื่อนมันก็โกงมานักต่อนักแล้ว 

 

ช่วงมัธยมต้น มีความสุขฉบับเด็กเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเสียมากกว่า แต่ความยั้งยังทำไม่ค่อยมีกันเท่าไร เช้า ๆหน้าระเบียงอาคาร 9 กระดาษหน้ากลางของใครบางคนจะถูกฉีกออก เพื่อมาทำบอลกระดาษเอาเทปใสฟันให้รอบ ก้ได้บอลแก้ขัดมาหนึ่งลูกพร้อมเตะ เพราะลูกบอลของจริงโดนยึดไปนักต่อนักแล้ว 

“ต่อยกับนักเลงห้อง” ช่วงนั้นตอนม.2 ไอ้เน็ตทนไม่ไหวกับการการถูกกระทำ ทั้งวาจาและกายา

ถึงกับท้าทายนักเลงประจำห้อง แล้วก็ขึ้นไปต่อยกันระหว่างทางเดินชั้น3ขึ้นชั้น 4 ฉากการต่อสู้เริ่มขึ้น ตอนแรกดูเหมือนไอ้เน็ตจะเสียเปรียบแม้ความสูงจะพอกัน แต่ขนาดน้ำหนักถือว่าห่างกันเกือบครึ่ง แต่ผ่านไม่ไม่กี่สิบวิ ไอ้เน็ตสาวหมัดโดนเบ้าตาเต็มและย้ำไปอีกหลายครั้ง 

จากนั้นก็มีอาจารย์ออกมา ห้ามปราม หยุด หยุด หยุด พริกหยุด แต่ตอนนั้นไอ้เน็ตกำลังได้เปรียบแต่กับต้องเป็นฝ่ายหยุดแทน ไอ้พริกได้ทีต่อยให้เน็ตคืนไปหลายหมัด

เพื่อน ๆ เจ็บใจแทนเพราะทุกคนไม่ค่อยชอบขี้หน้าไอ้พริกอยู่แล้ว แต่ยิ่งไปใหญ่เมื่อครูที่ออกมาห้ามเป็นยายของมันโยตรง..............ไม่งั้นนะเละไปแล้ว........

“เสี่ยถั่ว” ตอนนั้นอยู่กันม.1 ตามประสาเด็กต้องมีอะไรเข้าไปกินสักหน่อย มันเป็นการกินที่อร่อยเพราะต้องคอยหลบหลีกเพื่อไม่ให้โดนจับได้ ทั้งบ๊วย ขาไก่ ขนมอะไรก็ได้ที่พอจะแบ่งใส่ถุงขายและแอบใส่กระเป๋ากางเกงสะดวก และร้านที่ซื้อต้องเป็นร้านเถื่อนด้วย ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีหรือป่าวอาจจะถูกกวาดล้างไปหมดแล้วก็ได้  เรียนไปหยิบไป รอจังหวะเนียน ๆ ถ้าทำสำเร็จก็จะหันมายิ้ม ขำบ้างไรบ้าง แต่ถ้าพลาดหละก็   “กินอะไรหนะ นายหนะแหละ ไม่ต้องมาเนียน “

เพื่อนยังคงยิ้มและเคี้ยวอยู่ ดึงเก้าอี้ออกจากตูดแล้วเดินออกไป “กินอะไร ไหนเอาออกมาดู สิ๊”

“กินถั่วครับ” จากนั้นก็โดนอบรมเป็นชุดด้วยเจ้าของฉายา ป้าเก๊า แห่งหมวดวิทยาศาสตร์

ตอนแรกถึงว่าจะโนหวดด้วยอาวุธคู่ใจของแก น้องโหม่ง มันเป็นไม้ที่มีตุ่มที่ปลายไม้ โนทีปวดมาก แต่ฟ้ายังเป็นใจในวันนี้เพื่อไม่ได้โดนสำเร็จโนโทษด้วยอาวุธคู่ใจป้าเก๊า 

…วันนี้ฉันจะไม่ทำโทษแก แต่แกจะยอมรับข้อตกลงของฉันหรือป่าว “ยอมครับ” เสียงเพื่อนแอบลุ้นว่าจะเจอกับอะไร อาทิตย์หน้าแกต้องซื้อถั่วมาแจกเพื่อนทั้งห้อง กินคนเดียวได้ไง

เป็นเพื่อนกันต้องแบ่งกันสิ อาทิตย์หน้านะเดี๋ยวฉันจะมาตรวจ

ไม่รู้ว่าโดนตีด้วย น้องโม่งให้จบๆไปมันจะดีกว่าหรือป่าว แต่ถ้าคำนวณดูแล้วหมดไปหลายตังค์

และจากนั้นก็ได้รับฉายา เสี่ยถั่ว เรื่องนี้ต้องขอบคุณไอ้เน็ตที่ยังจำได้ เพราะเสี่ยถั่วเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุดและสนิทที่สุดในรั้วฟ้าเหลืองแล้ว

 

...หนังตาของเราเริ่มหย่อน หลังจากรถมินิบัสแวะให้กินข้าว เรื่องราวในอตีดจะถูกรื้อฟื้น 

ตรงข้ามกับรถที่กำลังมุ่งหน้าไปสู้อนาคต หลังจากนั้นเราก็งีบหลับกันไปสักพัก ตื่นมาก็คุยกันอีกนิดหน่อย จนถึงที่หมายปลายทางของไอ้เน็ต “ไว้เจอกันใหม่เพื่อน เดินทางปลอดภัย”

ขอบคุณการเดินทาง ที่ทำให้ฉันได้ย้อนวันวาน

ตึกระฟ้าสูงตระหง่าน ป้ายโฆษณาขนาดมหึมามีตัวเลขฮินดูอารบิกตัวใหญ่ในนั้น เป็นการบ่งบอกว่าอีกไม่นานจะถึงจุดหมายปลายทางของฉัน ตรวจสอบสัมภาระให้เรียบร้อย ว่าไม่ได้ทำอะไรขาดตกบกพร่องไป 

“ถ้าจะไปต่างจังหวัด รถตู้ทางขวาข้ามสะพานไป ถ้าจะขึ้นรถเมล์ไปทางซ้าย “ เสียงคนรขับรถมินิบัสตะโกนบอก และกล่าวขอบคุณในการใช้บริการคล้ายกับขึ้นเครื่องบินเลยแหะ 

3

134 มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  รถสีน้ำเงินตันโตติดแอร์ มีผู้โดยสารประมาณ 3-4 คน เพราะเป็นสถานีต้นทาง วัยรุ่นสองคนข้างหน้าผู้ชาย คุยกันอย่างออกรส แต่ที่หน้าแปลกคือ มีคนหนึ่งไม่สวมหน้ากาก อีกสักพักพนักงานเก็บตั๋วรถเมล์ก็เดินมาเก็บเงินตามปกติ 

“แมส ไปไหน ทำไมไม่ใส่ ถ้าไม่มีลงป้ายหน้าเลย ต้องใส่รู้ไหม งั้นขึ้นไม่ได้” เสียงป้าเก็บตั๋วเมล์

ดังลั่น จากนั้นก็มาเก็บเงินฉัน แล้วก้ไปเก็บพี่ผู้หญิงเยื้องข้าง พี่ผู้หญิงหยิบหน้ากากลายน่ารัก ๆส่งให้ป้ากระเป๋ารถเมล์ บอกว่าให้น้องเขา ป้าก็เดินกลับเอาไปให้พร้อมบอกที่มาของหน้ากากนั่น ผู้ชายคนนั้นหันมายิ้มแล้วยกมือไหว้ ฉันก็พลอยยิ้มให้พี่ผู้หญิง ภายใต้หน้ากากแต่สายตาของแต่ละคนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกดีที่มีต่อกันในรถเมล์  ฉันไม่รู้จะมีสักกี่คนที่สามารถสวมหน้ากากปิดคุมจมูกได้ตลอดเวลา แต่ฉันคนนนึงที่ไม่สามารถทำได้ต้องคอยแอบเอาจมูกออกมาจากหน้ากากเพื่อหายใจได้สะดวก  เริ่มสังเกตเห็นต้นไม้สีเขียว รั้วสีเขียวเป็นอันบอกว่าป้ายหน้าถึงเวลาลงแล้ว ...........ชี่.....กึก......เสียงประตูเปิดคนในออกคนนอกเข้ามาแทน

ฉันเดินลงจากรถเมล์ข้ามสะพานเพื่อไปยังข้างในมหาวิทยาลัย หวังจะหาที่เก็บของให้ได้ก่อน

ห่างหายไปได้ไม่นาน หลายสิ่งหลายอย่างแปรเปลี่ยน มีสะพานปูนข้ามไปยังสวน60ปี หลังจากของเก่าเป็นสะพานไม้สีขาว ที่ดูกลมกลืนกับสวนแห่งนี้มาก เกาะกึ่งกลางทางถูกประดับประดาไปด้วยต้นไม้ ในกระถางปูน ดูเหมือนมหาลัยอยากได้ลำดับที่ดีในการเป็น ···Green University ….ถึงกับยุบถนนเส้นหลักที่สามารถตัดผ่านได้หลายคณะ ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะได้มาคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ ฉันมุ่งหน้าไปยังตึก 5 สถานที่ฉันพักอาศัยอยู่ตลอดช่วงเวลา3 ปี

ฟาร์มไก่ของน้อง ดูเหมือนจะขยับขยายเติบโตไปในทางที่ดี มีบางสิ่งบางอย่างหายไป ต้นไม้ใหญ่หลังตักที่เด่นตระหง่าน ตอนนี้เหลือแต่ตอก็พอที่จะเข้าใจได้ถึงสาเหตุการโค่นมันลง เพราะว่าต้นไม้มันสู้กับการคตายมานานแล้ว ฟ้าผ่าไม่รู้กี่รอบ ปลวกก็ขึ้น มันยังพยายามแตกใบอ่อนอยู่หลายรุ่นเพื่อให้มนุษย์รู้ว่ามันยังมีชีวิต แต่บัดนนี้การต่อสู้ได้จบลงแล้ว นกน้อยใหญ่

คงคิดถึงเมื่อหวนบินกลับมา

ต้นไม้หลังหอ   เหลือแต่ตอไว้เชยชม

เคยชื่นและรื่นรมย์  เมื่อลมพัดสะบัดใบ

นกน้อยใหญ่ได้อาศัย จากนี้ไปไม่มีแล้ว

 

 

และก็ได้เจอผู้หญิงกำลังทำอะไรอย่างขะมักเขม้น แม่บ้านแห่งตึก5 ป้าใหม่  แกคงชินกับการที่ได้เห็นนิสิตเข้ามาแล้วก็จากไปทุกปี ๆ แต่ก็ยังพอได้เห็นป้าแกอยู่บ้างทางโลกออนไลน์ 

ฉันคุยกับป้าใหม่หลากหลายเรื่อง บางเรื่องยากที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ และก็ไม่ใช่จำเป็นที่ต้องสื่อสาร เพราะท่านอาจจะรู้มากกว่าฉันก็เป็นได้ เมื่อเดินผ่านห้องกลางออกไปข้างหน้าตึก

ถนนพื้นคอนกรีตถูกเทเป็นทางยาวสีขาว แสดงว่าเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานเท่าไร หวังว่าน้ำยังไม่ท่วม วันไหนที่ฝนตกหนักทางเข้าตึกกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ระดับถึงตาตุ่ม พอเห็นเปียกปอนก่อนเข้า  

“แล้วมาทำอะไรหละ”

“ก็ตามที่ฉันเขียนไว้นั่นแหละ “บลาๆๆๆ

ว่าแล้วมันต้องมากิน แน่ ๆ เสียงป้าใหม่พูดแล้วก็หัวร่อพร้อมรอยยิ้ม ก็นาน ๆ มาทีเจอเพื่อนก็ต้องกินสักหน่อย 

“แล้วนอนไหนหละ”

“ตอนแรกว่าจะนอนข้างในแหละป้า แต่โทรหาน้อง หาเพื่อนมันบอกห้องเต็มหมด เดี๋ยวลองโทรหาเพื่อนข้างนอกแล้วกัน เอาจริงฉันก็ไม่มั่นใจว่าจะมีที่ซุกหัวนอนไหม ก็เลยหาอะไรทำฆ่าเวลาไปก่อน หยิบไดอารี่ขึ้นมาเขียน เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน จนรู้สึกล้าสายตาเป็นต้องงีบหลับสักพัก

ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นครึ่มมืด ดวงอาทิตย์ถึงเวลาไปพักผ่อน ฉันรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำ 

เปิดกระเป๋าคอนเวิตสีน้ำเงิน รื้อเสื้อออกหยิบผ้าเช็ดตัวสีเขียวผืนบางขึ้นมา  โฟมล้างหน้าอีกหนึ่งหลอด มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำของตึก ห้องน้ำเปลี่ยนไปดูน่าใช้มากขึ้น มีฝักบัวด้วย เมื่อไม่กี่เดือนที่ฉันยังพักอาศัยที่นี่ ข้างในห้องน้ำมีเพียงถังใบใหญ่และขัน1ใบเท่านั้น เมื่อจบไปหนึ่งรุ่นแผ่นดินย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา (หรือป่าว) ฝักบัวน้ำไหลแรงและเย็นชื่นใจหลังจากหมักชื้นมาทั้งวัน   ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า น้ำนาสระผม ก็อันเดียวเดียวกันหมด เสร็จแล้วก็เช็ดตัวและกก็ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่กำลังใส่อยู่  เดินกลับไปที่เดิม ทำอะไรคล้ายๆเดิม เพิ่งนึกได้ที่ตึกมีไวไฟแรงมาก ก็เลยขอเชื่อมต่อสักหน่อย เชื่อมเท่าไรก็เชื่อมไม่ติดเพราะเราไม่ใช่นิสิตปัจจุบันอีกแล้ว

สิทธิทุกอย่างที่นิสิตพึงมี ได้หายไปแล้ว แม้ว่าเราจะยังไม่ได้รับปริญญาเลยก็ตาม 

 

….สถานการณ์เริ่มบีบบังคับให้เริ่มวางแผนเกี่ยวกับที่หลับนอน ฉันไม่อยากรบกวนใครเลย

ถ้ามันไม่มีจริง ๆ ฉันจะนั่งรถกลับไปหมอชิตแล้วไปนอนที่พักผู้โดยสาร อาจจะมีเรื่องให้เขียนด้วยก็ได้ ฉันไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรในชีวิตแค่มันเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว  ฉันลองส่งข้อความหาเพื่อนสนิทดู มันกำลังเรียนป.โทอยู่ตอนนี้ ที่ไม่กล้ารบกวนเพราะกลัวมันเรียนหนัก อยากพักผ่อน หรือ

อาจจะมีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ อีกไม่นานก็มีข้อความตอบกลับมา ว่ามานอนได้เลยจารย์

ปกติฉันและกริมเรียกกันมีคำนำหน้าอยู่แล้ว มันบอกไม่ถูกความรู้สึกหลังจากมีที่ซุกหัวนอนอย่างเป็นทางการ ในใจมีทั้งความรู้สึก ขอบคุณ เกรงใจ ขอโทษ และมีความสุข

ฉันนั่งรอจารกริมทำธุระจนใกล้ถึงเวลา นัดแนะไปเจอกันใต้คณะ ฉันเห็นหลังบาง ๆ รูปร่างค่อนข้างสูงกำลังเล่นกีร์ต้าอยู่ จากนั้นก็หันหน้ามา เห้ยจารย์ เหมือนเราไม่ได้เจอกันนานมาก

แต่มันแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง  

เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน งานวิ่งตอนปี1ของมหาลัย ที่ทำให้ได้เจอจารกริม และก็รู้จักกันผ่านกิจกรรมของคณะ โดยจารกริมนี่แหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเด็กคณะเกษตรรุ่น76

งานเกษตรแฟร์ทำให้เราสนิทสนมกันมากขึ้น เป็นงานที่ทรหดอดทนมาก 9วัน 9คืน ระยะเวลาการนอนแต่ละวัน มันรวมกันอาจจะได้กว่า 2 วันของโลกหมุนรอบตัวเองแบบปกติ และยิ่งได้ไปฝึกงานนอนข้างกันอีก กิจกรรมหลายอย่างที่ช่วยเหลือกัน นี่คือหนึ่งในเพื่อนทีดีที่สุดคนนึงในชีวิต  หอของจารกริมอยู่ตรงข้ามประตูพหลมหาลัย แต่ต้องเข้าไปอีกสักพักนึง บรรยากาศดูสงบเสงี่ยม ปกติแล้วกลางคืนในเมืองจะคึกคัก ฉันแซวๆว่าแถวนี้มันหมู่บ้านคนรวยปะเนี่ย เห็นมีแต่บ้านเดี่ยวๆ จารย์กริมบอกว่าน่าจะใช่ เพราะแถวนี้เป็นบ้านของทหารเก่าและข้าราชการหลายคน  จากนั้นก็เดินบันไดขึ้นไปชั้น4  แล้วจารกริมก็เปิดห้อง419  ภายในห้องไม่ได้มีการทำความสะอาดมาสักพักแต่ก็ไม่ได้ดูรกเกินไป ในห้องเต็มไปด้วยแมกไม้หลายสายพันธุ์ เหมือนสถานที่จัดแสดงไม้แปลกประหลาดขนาดย่อม ฉันเดินดูคร่าว ๆ พยายามพินิจคิดจารณาความสวยงาม

ได้สักพักก็มานั่งคุยกัน หยิบเบียร์ที่ซื้อไว้ออกจากกระเป๋าคอนเวิตสีน้ำเงิน  กินไปคุยไป เน้นอรรถรสของเนื้อความ มากกว่าบรรยากาศ สายลมนอกระเบียงพัดเข้ามา กางเกงที่ตากไว้แกว่งไปแกว่งมาตามสายลม ฉันได้สอบถามว่าเรียนเป็นไงบ้าง มีแต่พวกอัจฉริยะคุยกันแต่ภาษาวิทยาศาสตร์ ระดับจารกริมยังพูดขนาดนี้ และอีกอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่ามันก็มีความคิดแบบนี้เหมือนกัน จารกริมบอกเห็นเพื่อนทำงานมีเงินเริ่มสร้างตัว ดูกูสิยังเรียนอยู่เลย นอกจากนี้จารกริมยังกังวลและเบื่อหน่ายกับการเกณฑ์ทหาร ที่ตอนนี้ยังต้องผ่อนผันอยู่ แต่ฉันเชื่อว่าเรื่องหาเงินสำหรับจารกริมไม่ใช่เรื่องยาก ความสามารถ ความรู้ ทักษะมีครบถ้วนหาตัวจับยากยิ่ง

แต่เรื่องปัญหาบางอย่างอาจต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคบ้างก็เท่านั้น

 จากนั้นก็โทรหาเพื่อนอีกคน ดูเหมือนเพื่อนคนนี้จะมีเรื่องข้างหาใจมากกว่าฉันและจารกริม

ก็คุยกันทางแมสเซนเจอร์ชั่งโมงกว่า ตอนนั้นก็เกือบจี1แล้ว และพรุ่งนี้ทั้งจารกริมและเพื่อนที่โทรมาก็ต้องไปทำงานกันตามปกติ

 

 

จากนั้นจัดกระเป๋าให้เป็นดั่งหมอน แล้วก็นอนหงายนาบติดพื้น ฉันเลือกที่จะนอนแบบนี้เอง

แค่นี้ก็เกรงใจมากกพอแล้ว ฉันหลับๆตื่นๆ แทบจะทั้งคืนสังเกตเห็นท่านอนของจารกริมก็อดคิดถึงตัวเองเมื่อก่อนไม่ได้ นอนคว่ำแล้วก็นอนกินบ้านกินเมือง  นอนตรงไม่ได้ต้องนอนเฉียงให้กินพื้นที่มากที่สุด  ดีแล้วที่ไม่ขึ้นไปนอนเตียงมันเดี๋ยวอิสระในการนอนถูกปิดกั้น

แสงแรกเริ่มของวันใหม่ แล้วทักทายท้องฟ้า จารกริมยังคงหลับแน่นิ่งอยู่บนเตียง ตอนนี้เพิ่ง 6โมงกว่า ฉันหยิบไดอารี่ขึ้นมาเขียน ต้นชมพูพันทิพย์ข้างหน้าต่างพลิ้วไหวตามลมที่พัดเอื่อยๆ

                    ต้นชมพูพันทิพย์สูงชะลูดจากล่าง

                 จนถึงบานหน้าต่างชั้นสี่

                    ความจริงมันคงสูงผ่านเลยไปเกยชั้นห้า

                    ถ้าจารกริมมันไม่หักกิ่งเจริญปลายยอดออก

ฉันยังนั่งขีดเขียน วาดรูปต้นไม้ไปเรื่อย ๆ ตอนนี้จารกริมได้เปลี่ยนท่านอนแล้ว

                   โยกเหยก โอนเอน

                  ตามสายลมพัด

                  พลิ้วไสวเอื่อย ๆ

                  นั่งเขียนเรื่อย ๆ

                   ถ้าเมื่อยก็หยุด

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น แต่ไม่มีการโต้ตอบจากคนที่ตั้งมันไว้ อีกสักพักจารกริมก็เปลี่ยนท่าทางการนอน และก็นอนต่อ ฉันอดยิ้มไม่ได้เพราะนึกถึงนอนไปฝึกงานที่นาฬิกาของจารกริมปลุกฉันและเพื่อนให้ตื่นแต่ตัวจารกริมเหมือนไม่ได้รู้สึกใดๆเลย และแล้วร่างนั้นก็ลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนู

เข้าไปห้องน้ำ เสียงน้ำซาบซ่าในห้องน้ำ ดีนะที่ฉันอาบไปก่อนมานั่งเขียนแล้ว 

แต่งตัวเรียบร้อยออกจากหอจารกริม มุ่งหน้าไปยังบาร์ใหม่(ชื่อเรียกของโรงอาหารที่มก.)

จากนั้นเราก็แยกย้ายกัน “ขอบคุณมาก ถ้าไงไว้เจอกันใหม่” เข้าไปหาอะไรกินเพิ่มพลังงาน มื้อเช้าเป็นสิ่งสำคัญถ้ามีอะไรทำ โรงอาหารยังถูกจัดให้นั่งห่างกันเนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของโควิด19 แต่คนก็นั่งรวมกลุ่มคุยกันเสียงดัง เพียงแค่แยกโต๊ะให้มันดูดีในสถานการณ์แบบนี้ก็เท่านั้น มุ่งหน้าสู่ภารกิจที่1 

 ไปทำเรื่องขอเปลี่ยนคำนำหน้า

แม้จะมีเทคโนโลยีที่สามารถบอกเส้นทางในการไปไหนมาไหน แต่การถามคนรู้จริงมันสบายใจกว่าอย่างบอกไม่ถูก ตรวจสอบเอกสารในกระเป๋าอีกสักรอบ ก่อนจะขึ้นรถเมย์ไปยังสวนเจ้าเชตุ

รอรถเมย์สาย29 ไปลงสวนจตุจักร แล้วต่อรถหมายเลข3 เมื่อท่องขึ้นใจแล้วก็รอรถไปพลางๆ 

คอยอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่เห็นมีรถเมล์ที่ใช้เลขเดี่ยวมาสักที มีแต่สองหลักสามหลักผ่านไปคันแล้วคันเล่า จนต้องโทรถามเพื่อนว่ามันใช่จริงเหรอ แต่พอดูที่ป้ายแนะนำมันก็มีบอก ยังมีอีกเลขที่พาฉันไปยังจุดหมายได้ น่าจะ 504  สายตาก็มองไปยังตัวเลขสลับกับการอ่านหนังสือ 

จากนั้นก็มีรถเมล์เลข 77 มาเห็นเขียนว่าสนามหลวง ฉันตัดสินใจขึ้นไปแล้วสอบถาม “พี่ไปสวนเจ้าเชตไหมครับ” เสียงกระเป๋ารถเมล์ตอบกลับมา “ไม่ไป เพราะไม่รู้จัก” พร้อมเสียงหัวร่ออย่างสนุกสนาน แล้วรถเมย์คันดังกล่าวก็เคลื่อนไป What the F*CK

และแล้วเลขที่ฉันรอคอยก็มาถึง ไม่ต้องลุ้นเหมือนหวยออกว่าจะได้เลขนั้นไหม แค่ต้องลุ้นว่ามันจะมาตอนไหน 504 ฉันรีบขึ้นไปหาที่นั่ง สอบถามพี่กระเป๋ารถเมล์ ว่าไปสวนเจ้าเชตุไหม สุดสายเลยน้อง นั่งยาวๆ หลังจากยืนมานานก็ได้นั่งสักที ของีบสักหน่อยแล้วกัน ZZZ

เมื่อฉันเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง เห็นผู้คนต่างออกเดินทางไปยังจุดหมายของตน

บ้างก็หาเงินจากการรับจ้างขับมอเตอร์ไซด์วิน  บ้างก็ขับรถส่งของ บ้างก็ขับรถหรู แต่ทุกคนบนท้องถนนกำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสักที่ แม้จะไปอยากไปก็ตาม ป้ายเก่าที่ถูกแกะตัวหนังสือออก

แต่พอจะอ่านได้ โรงเรียนโยทินบูรณะ ภายในกำลังก่อสร้างฉันจำไม่ได้แล้วว่าเหตุใดโรงเรียนจึงถึงต้องย้ายหรือถูกยุบ แต่เป็นข่าวดังอยู่ช่วงหนึ่งเลย สองข้างทางดูเหมือนได้ย้อนไปในอตีด 

ชื่อถนนต่าง ๆ ดูจะเป็นชื่อของบุคคลสำคัญของประเทศ ดูจากภายนอกก็ดูสะอาดสะอ้านตา 

ของสถานที่ แต่พอมองดี ๆ มีความเหลื่อมล้ำมาก กำแพงที่สวยหรูของวังเห็นอยู่ในโสตประสาทไม่กี่วินาที พอกระพริบตาประมาณ2ที กลับกลายเป็นเห็นคนเร่ร่อนนอนอยู่บนถนน  

แม้ฉันจะรู้ว่าสุดสายของรถเมล์คันนี้ แต่ก็กลัวจะลงผิดอยู่ดี เลยเข้าไปบอกพี่กระเป๋า 

“พี่ครับ ถ้าถึงแล้วบอกผมด้วยนะครับ “  และแล้วก็ใกล้ถึงเพราะสังเกตเห็นสนามหลวง เมื่อมาครั้งแรกลงสนามหลวงแล้วเดินเท้าไปกัน ก็เตรียมทำท่าทำทีว่าจะลง พี่กระเป๋าบอกเดี๋ยวค่อยลงตรงรถจอดป้ายสุดท้ายใกล้กว่า รถเมล์504 จอดข้างสวนเจ้าเชตุเมื่อลงมาก็รับรู้ได้เลยว่า

“ที่นี่แหละสถานที่ทำภารกิจแรกของฉัน”  ขั้นตอนการทำไม่ได้ยากและวุ่นวายอย่างที่คิด แค่ไปรับเอกสารมากรอก เอาเอกสารที่ตระเตรียมมายื่นให้พี่เจ้าหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อย จากนั้นเขาก็ยื่นคืนมา 3แผ่น เขาบอกออันนี้เอาคืน เอกสารที่ต้องใช้จริง ๆ มีแต่ของฉันไม่มีของพ่อแม่เลย (สำเนาบัตรประชาชน ใบรับรองการจบนักศึกษาวิชาทหารปี5 ใบรับรองการจบการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน) แต่ก็ดีแล้วกันเหนียวไว้เพราะถ้าเกิดใช้มาจะยุ่งเอา  เดินทางมาร่วมชั่วโมง

ทำเสร็จภายในไม่กี่นาที รอตรวจสอบรายชื่อบน Facebook เพจนักศึกษาวิชาทหาร กว่าชื่อจะขึ้นต้องรอต้นเดือนพฤศจิกายนเลย  ฉันอยากเดินเที่ยวรอบ ๆ บริเวณนี้สักพักแต่ด้วยอากาศทีร้อนระอุ และต้องรีบไปทำภารกิจที่2 เลยตัดสินใจกลับเลยดีกว่า อย่างน้อยก็ขอวนรอบสวนเจ้าเชตุสักรอบจนมาหยุดใกล้ ๆที่ลงรถในตอนขามา  

504 มาแล้ว ฉันรีบขึ้นไปโดยเร็วภายในรถไม่มีผู้โดยสาร คนขับและกระเป๋าก็เดินออก จนรถว่างเปล่า ฉันรู้สึกชอบเวลาที่รถเมย์ไม่มีใคร อีกสักพักก็มีคนขับขึ้นมา กระเป๋ารถเมล์คนใหม่ก็ขึ้นมา

แต่รถยังไม่ถึงเวลาออก สองคนนั่งกินข้าวบนรถ เพราะตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว ถือโอกาสนั่งหลับรอเลยแล้วกัน มันเพลียอย่างบอกไม่ถูก อีกประมาณ15นาที รถก็ออก............................

นั่งมาแบบไหนก็ทำย้อนกลับแบบนั้น  

ระหว่างเดินกลับในหัวก็คิดวิธีว่าจะไปเอาชุดครุยยังดี ให้ทันเวลาขึ้นรถและในหัวก็วาปขึ้นมา

ลุงรอด ฉันเดินไปยังตึก 12 แล้วก็เป็นดั่งคาดการณ์ ลุงรอดเฝ้ายามอยู่พอดี ไม่รีรอที่จะขอความช่วยเหลือ “ลุงรอด ยืมรถไปประตูพหลหน่อยครับ” ลุงแกก็หยิบกุญแจให้เป็นระบบที่ใช้คลื่นในการปลดล็อคให้รถวิ่งได้ นับวันรถยิ่งทันสมัยขึ้น เรียกว่าใช้ง่ายหรือใช้ยากขึ้นไม่ทราบได้ชัด 

จากนั้นฉันขี่รถไปจอดที่ประตูพหล เดินข้ามสะพานลอยข้ามไปยังฝั่งอรมพันธุ์ เดินไปเรื่อย ๆ ช่วงเวลานี้ผู้คนยังไม่แออัด เดินยังสะดวกสบาย ฉันมาถึงแล้ว ร้านอลงกรณ์ มีผู้คนอยู่ในร้านพอสมควร บ้างก็มาจอง บ้างก็มารับชุด  นิสิตป.โทกำลังหันซ้ายทีขวาที เพื่อดูตัวเองในกระขระกำลังลองชุดครุย พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป 

ฉันยื่นบัตรรับชุด ป้าคนเก็บเงินตะโกน ชื่อของฉัน คณะ และหมายเลขในการรับ  ฉันก็ไปยืนหน้ากระจก เขาก็ใส่ชุดครุยให้ฉัน บอกจ้องไปรู้สึกแปลกตาดีเหมือนกัน จากนั้นก้ไปจ่ายเงินค่ามัดจำ ทังสูตรข้างในและครุยข้างนอก บ๊ายบาย 3100 บาทของเดี๋ยวจะมารับคืนนะจ๊ะ 

ขี่รถมอเตอร์ไซด์กลับไปคืนลุงรอด หาข้าวที่โรงอาหารก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง ฝากของทั้งหมดไปที่ลุงรอด เดินตัวปลิวไปกินข้าว กลับมาเอาของแล้วออกเดินทางเลยแล้วกัน 

ลุงรอดบอกให้ไปขึ้นรถตรงงามวงศ์วาน แกยังถามว่าไปส่งป่าว ฉันก็ตอบไป ถ้าได้ก็ดีครับ จากนั้นแกก็ไปส่งขึ้นคิวรถ เกษตรศาสตร์บางเขน-เกษตรศาสตร์กำแพงแสน

5 ไปกำแพงแสนครั้งแรก ไปแบบงงๆ 

 

ครืน.........เสียงเปิดประตูรถตู่ลากยาว เมียงมองเข้าไปด้านในผู้คนนั่งเต็มเหลือเฉพาะพื้นที่ข้างๆที่ว่างเว้น จะนั่งใกล้ผู้หญิงก็กะไรอยู่ เลยจำใจต้องไปนั่งท้ายสุด ข้าวของพะรุงพะรัง

ทั้งกระเป๋าคอนเวิตสีน้ำเงิน ถุงกระดาษ2ใบที่ข้างในมีชุดครุยและหมวก คนข้างในคงจะคิดว่ามึงจะหอบอะไรนักหนา และก็ได้ยินเสียงเรียกอีกแล้ว..............ต๊ะ...........เสียงภายใต้หน้ากาก

เขาไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนรู้จักมักคุ้น ทั้งเรียนคณะเดียวกัน เคยพักอาศัยหลับนอนที่ตึกเดียวกัน เขาคือพี่คณะของฉัน ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ป.โทพืชไร่นา นี่ฉันต้องนั่งเมามอยโดยไม่ได้งีบหลับสินะ ระหว่างทางก็ถามไถ่กันตามปกติ 

“พี่ไปกำแพงแสนทำไมเหรอ เก็บตัวอย่างเหรอพี่” 

“พี่ไปหาแฟนหนะ” เสียงเหน่อสไตล์หนุ่มสุพรรณ

“แฟนคนไหนเนี่ยพี่” ฉันถามแกมหยอกๆ

“ก็คนใหม่แหละ”

บทนทนาค่อนข้างเป๋นเกี่ยวกับบุคคลที่พักอาศัยอยู่ที่ตึกพักชายที่ 15 ปัจจุบันตัวเลขได้เปลี่ยนเป็นชื่อตึกพักหญิง ดารารัตน์  ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปเท่าไร ฉันก็คือนิสิตรุ่นสุดท้ายของตึกพักชายที่15 ตลอดกาล 

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคนที่นั่งข้างฝั่งขวาเป็นใคร แต่หลับซบอยู่หลายรอบหน้าตารูปร่างถือว่าเกณฑ์ดีเสียอย่างเดียว คนข้างขวาเป็นผู้ชายส่วนคนด้านซ้ายก็คือพี่ที่ฉันคุยด้วย

จากบางเขน-กำแพงแสน กินเวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ฉันส่งข้อความผ่านทางแมสเซนเจอร์

บอกเพื่อนว่าตอนนี้อยู่บางเลนแล้ว “ยังอีกสักพัก  ลงหน้ามอ.ถ้าไงโทรมาแล้วกัน”เสียงปลายสายพิมพ์ตอบกลับมา  ฉันยังได้งีบอีกหลายครั้งและแล้วก็ถึงสักที  ครืน...........ประตูรถเปิดออก หลายคนเริ่มทยอยลง ฉันขอลงคนสุดท้ายเพราะข้าวของมันจะเกะกะและรบกวนคนอื่นเขา เมื่อลงรถฉันได้ สวัสดีเชิงบอกลา ไว้เจอกันใหม่พี่ 

ฉันโทรหาเพื่อนทันที แต่สายปลายทางไม่ได้รับ หลังจากนั้นก็โทรกลับมาบอกว่า บอกว่าเดี๋ยวจะให้รุ่นน้องมารับแทน “ มึงรออยู่แถวนั้นแหละ กูให้เบอร์มันไปแล้ว” ตึ๊ด ๆๆๆๆ

ยืนรออยู่นานสองนาน ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครมารับ เลยเข้าไปหาที่นั่งที่ป้ายรอรถ ข้าวของก็นั่งข้างกันนั่นแหละ ชุดสีกรมท่าด้านหลังเขียนว่า เกษตร-เกษตร นั่นมันชุดฟิวส์ของคณะเกษตรแน่ ๆ ว่าแต่วันนี้มีงานอะไรหว่า เพราะจะใส่ขุดนี้ทั้งนี้มันต้องมีงานหรือกิจกรรม 

ฉันอั้งๆอึ้งๆ ไม่กล้าถามสักที อาจจะเป็นเพราะว่านั่นเป็นผู้หญิงด้วย ก็เลยมองบรรยากาศรอบๆไปพลางๆ ท้องฟ้าเริ่มครึ้มไม่อยากจะคิดว่าถ้าฝนตกจะวุ่นวายขนาดไหน ฉันภาวนาอย่างน้อยขอให้มีคนมารับก่อนฝนตก รถแล่นบนถนนผ่านไปคันแล้วคันเล่า ฉันเฝ้าโทรศัพท์เมื่อไรจะมีคนโทรมา ก็เลยถือโอกาสรอทักน้องผู้หญิงที่สวมเสื้อฟิวส์กรมท่าไป “น้องครับ มีงานอะไรเหรอครับ ทำไมใส่ชุดฟิวส์” เสียงฉันถามเป็นเชิงบอกว่าฉันคือรุ่นพี่คณะแม้จะคนละวิทยาเขตและเพิ่งจะหมดสภาพการเป็นนิสิตปัจจุบันไปแล้วก็ตาม  “วันนี้ฝึกงานค่ะ” น้องผู้หญิงตอบอย่างเรียบ ๆ “ปี 1เนี่ยนะฝึกงานแล้วเหรอ ไวจัง” ฉันทำท่าตกใจเพราะตอน ปี1 ฉันไม่เห็นได้ฝึกงานเลย  “อ๋อ มันเป็นวิชาเลือกเรียนนะค่ะ” ครับ ขอบคุณครับ แล้วบทสนทนาก็จบลงเพียงเท่านี้ 

ฉันยังเฝ้ารอโทรศัพท์อย่างใจจดใจจ่อ และก็มีสัญญาณโทรเข้าว่ามีคนโทรมา “มีครับ พี่ดุกให้มารับ พี่อยู่ไหน “ เสียงต้นสายที่ฉันไม่รู้จักมาก่อนแต่รู้ว่าเขาเป็นรุ่นน้องที่เพื่อนส่งมารับ 

“พี่อยู่ตรงป้ายรอรถ เราอยู่ไหนเดี๋ยวพี่เดินไปหาก็ได้” ฉันหอบข้าวของเดินไป “งั้นพี่รอผมตรงปากอุโมงค์ตอนนี้เราอยู่คนละฝั่ง” เสียงต้นสายพูดก่อนจะวาง 

และแล้วสิ่งที่ฉันกังวลมันก้เกิดขึ้น เสียงเปาะแปะจากท้องฟ้า เริ่มซอยถี่ขึ้นทุกที ๆ ถุงกระเป๋าที่ใส่ชุดครุยถ้าเจอหนักเข้ารับรองยุ่ยแน่ ฉันลุ้นให้ต้นสายที่วางไปมาหาฉันเร็วที่สุด

และรถก็มาจอดข้างหน้าฉัน “พี่ใช่เพื่อนพี่ดุกใช่ไหม” เสียงพูดของผู้ชายที่ใส่ชุดฟิวส์ ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยฝน ฉันรีบขึ้นซ้อนท้ายโดยไม่รู้ว่าจุดหมายนั้นคือที่ไหน ฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

“งั้นผมมาพี่ไปที่ล็อบปี้ก่อนแล้วกัน” เสียงผู้ชายกำลังขี่รถพูด “อ่า ได้หมด” ฉันตอบพร้อมกังวลให้ถึงที่หมายโดยเร็วงั้นยุ่งแน่ เพราะถุงกระดาษเริ่มเปลี่ยนสีไปทั่วแล้ว พระพิรุณต้อนรับฉันเสียแล้ว ก็ฉันมันเด็กเกษตรฝนไม่กลัว เปียกก็ไม่หวั่น แต่เมื่อมีของมาด้วย ฉันก็ได้แต่บอกว่าพ่อพระพิรุณ ไม่ต้องต้อนรับลูกมากก็ได้ และแล้วก็รถก็จอดสถานที่ใดสักแห่ง รู้แต่ว่าเป็นของภาควิชาพืชไร่น่า ฉันกำลังจะลงเข้าไปพักในกระต๊อบ แต่ก็ต้องเบรกเพราะมีผู้คนอยู่ในนั้น

เต็มอัตราความจุ เพราะฝนที่ตกอยู่นั่นเองผู้คนเลยติดแง็งอยู่ที่นี่ ฉันทำตัวไม่ถูก ก็เลยยืนตากฝนเล่นไปสักพัก ก่อนผู้ชายคนที่พามาจะเอื้อนเอ่ย “พี่เข้ามาข้างในก่อนได้นะพี่ “ 

“จะให้กูเข้าไปไงละ คนเม่งอย่างเยอะ กูเขิน” เสียงฉันบ่นพึมพรำในใจ

แต่ถุงกระดาษก็ทำให้ฉันต้องหาที่หลบฝน แม้จะเป็นข้างหลังที่ไม่มีผู้คนก็ตามที ฉันยืนได้ชายคา หยาดละอองฝนกระเด็นกระเซ็นกระส่านจากหลังคา ฉันต้องยกถุงกระดาษเพื่อหลบ

ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์กำลังมีลูก ลูกของมันคล้ายพริกหวานแต่สีเข้มและแข็ง  สายน้ำไหลเป็นทางชโลม กิ่งก้านใบและลูกไหลลงสู่พื้นดิน ฉันก็แอบมองเข้าไปในกระต็อบเห็นผู้คนมากมายกำลังเล่นเกมส์ใบ้คำจากโทรศัพท์ เสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ทำลายความโรแมนติกเสียหมด

ฉันนึกขึ้นได้ จะตากฝนให้เสียเวลาทำไม หยิบหนังสือที่ค้างคาไว้มาอ่านให้จบเสียที.....

หนังสือชื่อ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง   บรรยากาศเข้ากับเพลง ฝนตกที่หน้าต่าง 

ฉันยังอ่านต่อไป  แอบมองคนในกระต็อบบ้าง  ทอดอารมณ์กับธรรมชาติบ้าง ทำอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ผู้คนเริ่มทยอยออกจากระต็อบเพราว่าดวงอาทิตย์ใกล้ได้เวลาพัก

แม้พระพิรุณจะยังทำหน้าที่ แต่ก็ลดระดับความหนาแน่นก็เม็ดฝนลง “พี่เข้ามานั่งข้างในก่อน”

เสียงน้องคนที่พามาเชิญชวนอีกครั้ง คราวนี้นั่งได้สบายๆเพราะไม่มีคนเยอะแยะ เหลือเพียงน้องอีกคนที่นั่งคุยกับน้องที่พาฉันมา

ฝนก็ยังตกไม่ขาดสาย ตอนนี้ท้องฟ้ามืดมิดเหลืองแต่เพียงแสงไฟจากหลอดนีออน นั่งคุยกับน้องสองคน ถามไถ่ชื่อแซ่กันเรียบร้อย แต่ไม่ขอเปิดเผยแล้วกันเดี๋ยวตัวละครจะเพิ่มจดมึนงง

เฝ้าแต่รรอๆๆๆๆ และไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน เดินทางประมาณบ่าย 2 ครึ่ง จนถึงตอนนี้ก็ทุ่มไปแล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกปอนจนแห้งแต่ก็ยังชื้นอยู่   “ฉันมาที่นี่ทำไม ฉันมาทำไมนะ”

ฉันยังรอๆ จนตอนนี้ก็สองทุ่มแล้ว นอ้งที่พามายังอยู่เป็นเพื่อนฉัน หยิบงานขึ้นมาทำเพราะตอนนี้เข้าสู่ช่วงสอบกลางภาคแล้ว และในที่สุดฉันอ่านหนังสือจดจบแล่ม เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านแล้วจดจำชั่วชีวิต ทั้งเรื่องที่กินใจและสถานที่ในการอ่าน

รถกระบะขับเข้ามา มีคนสามคนลงมาจากรถหนุ่งในนั้นคือ ไอ้ดุก ฉันคิดว่ามันจะทิ้งฉันให้นอนที่นี่แล้ว “โทษที มาช้าไปหน่อย รอนานยัง ” เสียงไอ้ดุกขอโทษด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดจริง ๆ “

ฉันก็สารทยายเลยว่าอยู่ที่มานานแค่ไหน  และบอกว่าอยากกลับไปอาบน้ำแล้วคันมาก กลังสังคังจะถามหา  แต่บทสนทนาก็ยังยังดำเนินต่อไปโดยชายที่มาพร้อมกับไอ้ดุก ฉันรู้ทำเนียมของเด็กเกษตรดี เกี่ยวกับระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง โดยยิ่งคณะเกษตรแล้วด้วย มักจะมีพิธีรีตอง 

แต่ฉันมันเด็กนอกคอก ฉันไม่อินอะไรแบบนี้เท่าไรแต่ก็รักในระบบพี่น้องมาก ฉันสวัสดีไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าพวกพี่แกเห็นหรือป่าว ฉันอยากจะกลับไปอาบน้ำจะแย่ แต่บ้านที่จะไปอยู่

ก็มีเจ้าของเป็นสองคนที่มากับไอ้ดุกด้วย พี่หนุ่งในสองเอ่ย” ไหนๆเพื่อนมึงมาต้องไปฉลองแล้วแหละ ไอ้ดุกว่าไง” เสียงจากชายร่างอ้วน “แน่นอนอยู่แล้วพี่ แต่ขอพามันไปอาบน้ำก่อน” 

เสียงไอ้ดุกตอบรับ แต่ไอ้ดุกมากับพวกพี่เลยต้องยืมรถเพื่อนอีกคนไปส่ง ฉันไม่ได้กลัวการไปดื่มกินเท่าไร เพราะตั้งใจอยู่แล้วมาทั้งที แต่กลัวตัวเองทำเรื่องเพราะเวลาขาดสติมักจะห่ามออกมา 

ความจริงก็ห่ามแต่เวลามีสติมันควบคุมได้

ทางที่มืดมิด มีแสงไฟสลัวเป็นระยะ บทสนทนาก็เริ่มขึ้นกับผู้ขี่ ถามไถ่ไปมาโลกนี้มันช่างกลมยิ่งนัก เพื่อนไอ้ดุกคนที่ขี่ มาจากจังหวัด โรงเรียน เดียวกับแฟนเก่าคนเดียวของฉัน และที่สำคัญรู้จักกันด้วย ฉันได้แต่หัวร่อให้กับความกลมนี้ เสียงรถเริ่มเบาลง “รถมึงน้ำมันจะหมดไหมเนี่ย”

เสียงไอ้ดุกตะโกนมาจากด้านหลัง “ไม่หรอกมั้ง กูว่า” เสียงคนขี่ตะโกนตอบ อีกไม่กี่วินาทีรถนั้นก็สิ้นเสียงเครื่องยนต์เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าน้ำมันหมด เสียงขำขันของพวกเราดังคิกคัก ๆ 

(นี่มันวันอะไรของฉันเนี่ย.....WTF.......)

ต้องโทรหาพวกที่อยู่กระต็อบให้เอาน้ำมันมาส่ง และก็มุ่งหน้าสู่หอไอ้ดุก “ขอบคุณมากที่มาส่ง ไว้เจอกันเพื่อน” ฉันพูดพร้อมโบกมือให้กับคนขี่

ทางเดินมืดมน ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าต้องเจอกับอะไร ไอ้ดุกไขกุญแจและเปิดประตู ข้าวของกระจัดกระจายกองเป็นพะเนินเทินทึก ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ไอ้ดุกชี้ทางให้ขึ้นไปด้านบน แล้วก็เปิดห้องออกความเย็นของแอร์ได้ทักทายฉัน “กูว่าละพี่เม่งลืมปิดแก” เสียงไอ้ดุกบ่น ภายในห้องก็พอดูได้กว่าข้างล่าง แม้ข้าวของจะดูไม่เป็นที่เป็นทางเท่าไร

“อาบน้ำเสร็จ ไปกินข้าวก่อนไหม หรือจะไปเลย” เสียงไอ้ดุกถาม “ได้เอาดิ กูหิวอยู่พอดี” เสียงฉันตอบแล้วหยิบผ้าขนหนูสีเขียวออกมา เมื่อเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป ฉันไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าฉัน คาบสีน้ำตาลในชักโครก ตะไคร่เขียวหนา ขยะจากอุปกรณ์อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย กระจัดกระจายกินพื้นที่หนึ่งในสี่ของห้องน้ำ ฉันรู้เลยว่าไม่มีใครทำความสะอาดและไม่รู้ว่านานขนาดไหน อาจจะเป็นตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ก็เป็นได้ (บ้านที่ขาดผู้หญิงจะเป็นแบบนี้เลยเหรอ ไม่หรอกถึงยังไงผู้ชายก็ต้องทำได้ดิ) เอาหละฉันจะบ่นพร่ำไปทำซากอะไร ฉันมาแค่อาศัยเดี๋ยวก็จากไป อาบไปได้กลิ่นคาวของคาบต่าง ๆ ฉันไม่ใช่คนสะอาดอะไรแต่สภาพนี้ฉันไม่เคยไปถึงจริง ๆ อาบน้ำเสร็จเช็ดตัว เสื้อของฉันที่เตรียมมาก็หมดแล้วเหลือหนึ่งตัวจะเก็บไว้ใช้พรุ่งนี้ตอนเดินทางกลับ “กูมีเสื้อมึงน่าใส่ได้ อ่ะนี่” เสียงไอ้ดุกพูดพร้อมหยิบเสื้อมันมาให้ มันน่าใส่ไม่ได้แล้วแหละ เพราะน้ำหนักมันขึ้นมากว่า 30 กิโลกรัม 

ระหว่างทางที่ไปหาอะไรกิน “เต่า เต่า “ ไอ้ดุกพูด “อะไร มีอะไร” ไอ้ดุกหยุดรถแล้วชี้ไปที่ถนน

“อ๋อ กูก็นึกว่ามึงเรียกกู “ ตอนเรียกมัธยมน้อยคนที่จะเรียกชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้  จากนั้นแนก็ลงไปดู เป็นเต่าตัวใหญ่น่าจะ10 กิโลกรัมขึ้น  ท่อนหัวของมันมีรอบแตกร้าวยาวถึงเกือบลำตัว น่าจะโดนรถเยียบ ฉันยกมันขึ้นเลือดของมันไหลพล่านเห็นเป็นสีแดงฉาดแม้จะมืดก็ตาม 

ฉันรู้ว่ามันไม่ตายแต่คงทรมานน่าดู จากนั้นก็ขึ้นซ้อนท้ายไปหาอะไรกิน ฉันสั่งข้าวหมูแดง

แต่ไข่ต้มที่ให้มาด้วยเป็นไข่เป็ด คนขายบอกว่าไข่ไก่หมดนะน้อง  บริเวณที่ฉันกำลังกินอยู่

เรียกว่าด้านข้าง มอ. จากนั้นก็ได้เวลาสังสรรค์ ไอ้ดุกโทรถามพี่ว่าจองโต๊ะไปแถวไหน 

อีกสักพวกเราก็มาถึง ตั้งแต่เป็นนิสิตไม่เคยไปร้านเหล้าเลย ไม่ใช่ว่าคนดีอะไรขนาดนั้นหรอก

ก็เปลืองตังค์ และก็กลัวตัวเองทำเรื่องด้วย เลยตัดไฟเสียแต่ต้นลม (ส่วนใหญ่ก็จะแอบกินแถวหอแหละ) 

ชายสองคนนั่งรอยอู่ก่อนหน้า บนโต๊ะมีขวดสีเขียวที่ถูกเปิดไว้แล้วแต่ยังไม่หมด ฉันทักทายพี่สองคนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก็แอบหวั่น ๆ ว่าชื่อของพี่ ๆ คงไม่ได้อยู่ก้นแก้ว แก้วแล้วแก้วเล่าหรอกนะ ร้านยังเงียบ ๆเหมือนคนจะยังไม่มา แต่พอไปเข้าห้องน้ำกลับมาเท่านั้น ความกระชุ่มกระชวนก็บังเกิด สาวเสื้อขาวฝั่งตรงข้ามดูโดดเด่ดดุจดาวที่เปล่งประกาย แม้จะสวมเสื้อธรรมดาก็ตาม จมูกของเธอเป็นสันโด่งและงุ้มเรียว ฉันแพ้จมูกแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก จะพยายามเหล่ไปบ่อย ๆ จนไอ้ดุกเอ่ย จ้องขนาดนี้ไปชนเลยไหม 

แก้วที่ถูกเดิม ไม่ทันไรเป็นต้องหมด ไม่รู้ว่าเป็นปกติของกลุ่มนี้หรือแกล้งฉันกันแน่ เพลงโดน ๆ

บรรยากาศดี ๆ โดยเฉพาะสาวเสื้อขาว ฉันยอมรับว่าเริ่มมึน ๆ แต่ก็ยังจ้องอยู่อย่างนั้น เมื่อมีโอกาสว่างเว้นจากการชนแก้ว กับพี่ กับเพื่อน กับน้อง ที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้ และแล้วไอ้ดุกก็ทำเรื่อง

มันบอกอะไรผู้หญิงเสื้อขาวไม่รู้ แต่พอจับใจความได้ว่าต้องเกี่ยวกับฉัน “น้องบอกว่ามีคนคุยแล้ว” เสียงไอ้ดุกตะโกนแข่งกับเพลง พร้อมเสียงหัวเราะลั่น  จากนั้นก็ชน ๆ จนชั้นลุกไปเยี่ยวหลายรอบและถือโอกาสแอบพักไปในตัว ฉันรู้ว่าถ้าโดนไปอีกหน่อยต้องพุ่งแน่ๆ กลับเข้าไป

เบียร์หัวเขียวยังคงเทเรื่อย ๆ ฉันพยายามสู้กับมัน เพราะถ้าพุ่งขายขี้หน้าแน่ แต่โชคยังดีมีรุ่นน้องช่วยไว้ รู้สึกว่าการเทสองแก้วหลัง จะถูกช่วยไว้ ตอนนี้ก็ตีสองกว่าแล้วมีใครสักคนบอกเวลา

ฉันคิดว่านี่เพิ่งจะสี่ทุ่มไม่รู้เพราอะไร ฉันยังอยากอยู่ที่นี่ต่อ แต่สภาพฉันไม่ได้แล้ว และสาวเสื้อขาวก็กลับไปแล้วด้วย ฉันถูกพยุ่งโดยรุ่นน้องแล้วก็นั่งซ้อนท้ายไอ้ดุก กลับไปยังหอ 

เมื่อถึงห้องเท่านั้น สัญชาตญาณที่กดไว้ก็พุ่งพล่าน ฉันพยายามจะทำไรให้ดุก แม้หน้าตามันจะไม่ได้เลยก็ตามที ฉันยังคงแกล้งมันสักพัก ก่อนฉันจะหมดฤทธิลง ภาพของสาวเสื้อขาวยังติดตามฉันมา และหลับลงในที่สุด 

........................................................................................................................................

เช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ฉันตื่นมาประมาณเกือบ 7โมง ทั้งปวดเยี่ยวและหิวน้ำ ฉันสังเกตพวกสายแข็งมานานพวกนี้ไม่ชอบกินน้ำ เพราะกินเบียร์ต่างน้ำไปแล้ว ฉันไปเยี่ยวก่อนที่จะควานหาน้ำ สังเกตเห็นขวดน้ำว่างเปล่าจับมันยกขึ้นดู ยังมีน้ำเหลือที่ก้นขวดแล้วก็ยกซดจนหมดหยดสุดท้าย ฉันมีอาการมึนเล็กน้อยถือว่าพัฒนา ไม่อ้วก ไม่แฮงค์ เดี๋ยวนี้คอฉันทองแดงขึ้น 

แต่ก็ในแบบของฉันถ้าไปเทียบกับคนอื่นก็ยังอ่อนอยู่ดี ซึ่งฉันไม่ได้ขวักไขว่อะไรพวกนี้อยู่แล้ว

จากนั้นก็กลับไปนอนต่อข้างไอ้ดุก ตื่นมาอีกทีก็ไปอาบน้ำตอนนี้ก็ประมาณ 10โมงกว่าแล้ว

หลังจากอาบน้ำก็ไปเตรียมเก็บของให้พร้อม ไอ้ดุกยังคงหลับสบายไม่มีทีท่าขยับตัวแม้แต่น้อย 

พอเที่ยงแล้ว ฉันไปงัดให้ไอ้ดุกเปลี่ยนท่านอนแล้วบอกว่ากูไปบ่ายโมงนะ มันดูนาฬิกาแล้วก็เหยียดยืนร่างกายสักพัก แล้วก็รุกไปอาบน้ำ ฉันก็นอนเล่นรออยู่ที่นอนข้างล่าง อีกสักพักมันก็ออกมา  “กูลืมแปรงสีฟันมาหวะ ยังไม่ได้แปรงตั้งแต่เมื่อวานละ” ฉันพูดเปรย ๆ “เอาไหมหละ กูมียังไม่ได้ใช้” ไอ้ดุกเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้งค้นข้าวของที่กระจัดกระจายในห้องน้ำ “อ่ะมึง

กูยังไม่ได้ใช้เพิ่งแกะเนี่ย “ เสียงไอ้ดุกพูดย้ำกลัวฉันไม่เชื่อ ฉันเข้าไปแปรงฟันแล้วก้ออกมาไอ้ดุกเชดตัวเสร็จแต่ยังไม่ใส่เสื้อ ฉันเพิ่งสังเกตเห็น ใบหน้ากวางขนาดกลางอยู่ที่อกของไอ้ดุก 

“มึงไปสักมาตอนไหนเนี่ย “ เสียงฉันเอ่ยถาม “ ก็ สามสี่เดือนแล้ว”ไอ้ดุกตอบพร้อมทำท่าภูมิอกภูมิใจกับรอยสักนั้น “ทำไมต้องรูปกวางวะ ไหนบอกหน่อย” ฉันถามอยากจะรู้ที่มาที่ไป “ไม่มีไรมาก น้องสาวกูชื่อกวาง” ไอ้ดุกแถลงไข ตอนกูกลับบ้านมึงไม่เห็นเหรอ กูใส่เสื้อทับสองชั้นแขนยาว ที่บ้านกูยังไม่รู้ คนที่อยู่บ้านนี้สักกันหมดแหละพี่คนนั้นสักที่นั่น พี่คนนี้สักที่นี่ 

ตรวจสอบสิ่งของอีกสักรอบ จากนั้นก็จะเข้าไปในมอ.เพื่อหาอะไรกินก่อน ดูเหมือนไอ้ดุกจะอยากพาฉันชมบรรยากาศที่มอ. มันฉันขี่ไปทั่วเลย ถ้าอยู่ที่นี่ไร้ซึ่งรถมอเตอร์ไซด์แล้วคงใช้ชีวิตยากลำบากพอตัวเลย และแล้วก็มาถึง บาร์ส้ม เป็นโรงอาหารที่ใหญ่ที่สุดของวิทยาเขตกำแพงแสน ที่นี่ต้องแลกบัตรก่อนไปซื้อของ ฉันก็ไปซื้อร้านข้าวแกงตามปกติ อยากลองเปรียบเทียบรสชาติ ฉันสั่งสองอย่างและยื่นบัตรให้พ่อค้า “60บาทนะ” เสียงพ่อค้าบอกราคา

ฉันค่อนข้างตกใจว่าข้าวราดแกงสองอย่าง ราคาตั้งหกสิบ แต่พอมานั่งกินแล้วรสชาติอร่อย ปริมาณก็เยอะ แต่ก็แอบคิดว่ามันแพงไปหน่อยไม่ได้ ของไอ้ดุกยังไม่ได้ แต่ดูเหมือนมันจะมีความสุข มันบอกมึงเห็นเด็กที่กูชอบที่พี่เขาเปิดให้ดูเมื่อคืนยัง พร้อมชี้ไปยัง7นาฬิกาของฉัน

มันสารภาพว่าที่ขี่ไปห้องสมุด ไปนู่นนี่นั่น เพราะอยากรู้ว่าน้องคนนี้อยู่หรือป่าว ตอนแรกก็คิดว่ามันทำเพื่อเรา ฉันก็หัดไปดูบ่อย ๆ ไม่ใช่ว่าฉันพิศวาสหรอกนะแต่อยากเห็นชัด ๆ แต่ในรูปก็น่ารักดี  หลังจากกินเสร็จก็ต้องไปหาน้ำดื่มเพราะแสบคอเหลือเกิน ดูเหมือนจะยังแก้ไม่ได้เดินปาขนมหวานอีกรอบ จนแล้วจนรอดไอ้ดุกก็กินไม่หมด จนต้องยกไปให้เขาใส่ห่อกลับไปกินที่หอ 

คราวนี้ก่อนกลับ ไอ้ดุกพาฉันขี่ชมสถานที่ต่าง ๆ แล้วก็ถึงหน้ามอ. ไอ้ดุกบอกว่าขึ้นรถตรงนี้ 

จากนั้นฉันก็ลงรถ มันบอกว่าถามเขารถออกกี่โมง  ฉันก็เข้าไปถามได้คำตอบว่าจะออกแล้ว

ฉันตะโกนโบกไม้โบกมือ”ขอบคุณมากมึง ไว้เจอกันมึง”

รถจะออกแล้ว ใช่รถออกจริงๆ แต่ไปนั่งรออยู่อีกสถานที่ใกล้ๆสักพัก ก่อนจะโดนให้เปลี่ยนรถ 

ขากลับฉันก็หลับๆๆๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวอาจจะเป็นเพราะมึนอยู่ก็ได้ คนขับพูดอะไรไม่รู้ประตูสาม ฉันไม่ได้สนใจ แต่พอรูตัวอีกทีต้องลงประตู1 แล้วเดินย้อนกลับไปประตู 3 สงสัยอยากออกกำลังกายแหละฉัน

6 ฟอร์มทีมบาร์ล้าง เดินสายเมาต่อเนื่อง

“มึงลองชวนไอ้ก็อตอีกคนไหม เผื่อมันว่าง” เสียงของจารกริมแนะนำเชิงสั่ง 

“เอาดิ ไหนๆก็จะรวมตัวกันละ” เสียงของฉันตอบรับ

“แล้วพวกมึงจะมากี่โมงละ”เสียงไอ้ทัชดังมาจากโทรศัพท์

ตอนนี้พวกเราก็จบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ เหลือแค่รอรับปริญญาเท่านั้น เพื่อนทั้งสามอยู่กรุงเทพฯกันหมด มีเพียงฉันคนเดียวที่อยู่ต่างจังหวัด ไหนๆ ก็ขึ้นมาทั้งทีก็อยากคุยกับเพื่อนให้พร้อมหน้าพร้อมตาหน่อย  ตอนแรกบอกเวลาไว้สองทุ่มดูเหมือนจะช้าเกินไป “พวกมึงอยู่ไหนเนี่ย กูอยู่ใต้คณะแล้ว” เสียงไอ้ก็อตโทรบอกหลังจากชวนมันไปเมื่อไม่กี่นาที  “พวกกูอยู่ร้านอาหารอยู่เลย มึงจะมากินด้วยไหม กินไรมายัง” จารกริมเอ่ยชวน 

ใครจะไปคิดว่ามันจะมาเร็วขนาดนั้น เห็นมันบอกเพิ่งเลิกงาน  “ร้านอยู่ไกลไหม งั้นกูรอพวกมึงอยู่ใต้คณะแหละ” ไอ้ก็อตตอบมา ฉันและจารกริมรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ปล่อยให้เพื่อนรอ พวกเราพยายามเร่งสปีดในการกินขึ้น แต่ก็อดเกรงใจคนที่เลี้ยงอาหารมื้อนี้ไม่ได้ เพราะเขาก็รู้ว่าพวกเรารีบไปเจอเพื่อน เวลาผ่านไปหลายนาทีแต่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง “เอ้ย ก็อตเดี๋ยวพวกกูไป ใกลเสร็จแล้ว” ฉันโทรไปหาก็อตเผื่อบอกว่าไม่นาน  แยกย้ายสวัสดี ขอให้คนเลี้ยงโชคดีสำหรับอาหารมื้อนี้ ขอบคุณครับพี่ 

“เห้ย มึง ไม่ได้เจอกันนาน “ เสียงไอ้ก็อตเอ่ยทักทาย สีผิวของไอ้ก็อตไหม้เกรียมกลายเป็นสีแทน เหมือนคนญี่ปุ่นที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง “เดี๋ยวนี้ผิวเข้มเลยนะ” ฉันทักทาย ตอนนี้ไอ้ก็อตทำงานเป็นโฟว์แมนที่บริษัทใกล้บ้าน  พวกเราก็คุยถามไถ่กันไปสักพัก “มึงโทรหาไอ้ทัชดิ๊ ให้มันมานำทาง กูจำทางไม่ได้” เสียงจารกริมดังขึ้น “โอเค เดี๋ยวกูโทรหามันเลย” ฉันตอบรับ

ระหว่างรอไอ้ทัชเดินทางมา ฉันก็ยืมรถมอเตอร์ไซด์จารกริมเพื่อไปเอาถุงกระดาษสีน้ำตาล ที่ข้างในมีชุดครุยอยู่ พร้อมกับต้นไม้ที่จารกริมให้ไปตั้งแต่ตอนเย็น ไปไหนมาไหนข้าวของพะรุงพะรัง ความบ้านนอกจะไปไหนมาไหนต้องหิ้วเยอะไว้ก่อน เดี๋ยวเขาจะไม่รู้ 

มีรถมอเตอร์ไซด์สีดำขี่เขามา แม้จะใส่หมวกก็รู้ว่าคือใคร “ไอ้ทัชมาแล้ว” เสียงพวกเราตะโกน

ลงมาไม่ทันไร ไอ้ทัชก็เหมือนจะอยากเล่าระบายเรื่องของมันเต็มที่ ฉันต้องเบรกมันไว้บอกว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล “เราไปหาที่ซื้อเสบียงกันก่อนดีกว่า” เสียงจารกริมเอ่ย รถมอเตอร์ไซด์สามคันออกจากใต้คณะมุ่งหน้าไปยังคอนโดของไอ้ทัช  แค่ซื้อของก็วุ่นวายพอดู เดี๋ยวหากันไม่เจอบ้าง คนนั้นเลยซอยคนนี้หลงบ้าง และก็มาจบที่เซเว่นนึง ฉันดึงรถลากออกมาเป็นสัญญาณว่จะซื้อของกันเยอะพอสมควร เรามุ่งหน้าไปยังของที่จำเป็นสำหรับคืนนี้ก่อนอันดับแรก

เบียร์โลโก้เสือจากัวต์  ถูกหนิบใส่ตระกร้าประมาณ 7 ชวด และเบียร์กระป๋องของจารกริม 1กระป๋อง และของฉันอีก1กระป๋อง ขยมก็อปแก็บ ถั่ว ขนมปัง ฯลฯ ถูกยัดใส่จนเต็มตระกร้า

พวกเราไปยืนตรงที่คิดเงิน ของชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกสแกน ใส่ถุงพลาสติกที่ต้องจ่ายเงินซื้อมา

เพราะพวกเราไม่ได้มีถุงผ้า และกระเป๋าคอนเวิตสีน้ำเงินของฉันก็เต็มไปด้วยของที่ใช้สำหรับภารกิจและอาภรณ์ที่ต้องใช้4วัน ไอ้ทัชยื่นแบงค์เทาให้พนักงาน “มีออเมมเบ้อไหมค่ะ”

ไอ้ทัชกำลังพะงาบมาก ไม่.... เสียงของฉันดังแทรกขึ้นมา มี...ครับ “เอาให้แม่กูหน่อยแม่กูมี”

เสียงของฉันพูดปนหัวเราะร่า จากนั้นไอ้ทัชดูบิล “มึงเราซื้อของหมดกัน 800 กว่าเลยหวะ

แต่ค่าเบียร์ก็เกือบ 400ละ”  น้ำแข็งก็ยังไม่มีเดี๋ยวกูไปหาซื้อน้ำแข็งก่อนเสียงไอ้ทัชคนเดิม

คราวนี้ฉันอยากขี่บ้าง ให้ไอ้ก็อตนั่งซ้อนท้าย เมื่อถนนใหญ่ไม่มีอะไรผิดพลาด พอเข้าซอยเล็กเท่านั้น ฉันเปิดไฟเลี้ยวซ้ายแต่เลี้ยขวา พอเจอเดินลูกใหญ่ข้าวมันไก่ของไอ้ก็อตก็เลยลอยขว้างในอากาศ ฉันหัวเราะลั่น ไอ้ก็อตรีบลงไปกู้ชีพข้าวมันไก่ตรวจสอบดูยังกินได้อยู่  ฉันและไอ้ก็อตเหมือนจะตามสองคนนั้นไม่ทัน แต่พอขี่ไปก็เจอจารกริมและไอ้ทัชรอยู่พร้อมสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากได้ฟังทั้งสองก็หัวเราะลั่นเหมือนที่ฉันหัวเราะไปก่อนหน้า “ข้าวมันไก่กู” ไอ้ก็อตพูดเชิงอาลัยอาวรณ์

และแล้วเราก็มาถึงคอนโดไอ้ทัช ชั้น8ห้องริมสุด ฉันและจารกริมเคยมาที่นี่แล้วครั้งนึง เลยค่อนข้างมั่นใจว่าห้องไหน เพราะตอนนี้ไอ้ทัชต้องไปซื้อน้ำแข็ง พวกเราเปิดห้องของไอ้ทัช

วางข้าวของลง ฉันขอตัวอาบน้ำสักหน่อย เพราะเดินทางเหงื่อออกแทบทั้งวันเดี๋ยวคืนนี้จะไปไม่ได้อาบ คนที่หนักกว่าน่าจะเป็นไอ้ก็อตมันบอกว่าเสร็จงาน มันก็มุ่งหน้ามาเลย ดูจากสภาพมันแล้ว มันคงตากแดดตากลมมาทั้งวันและคืนนี้มันก็ไม่ได้เอาอะไรมาเปลี่ยนและมันก็ยังไม่ได้อาบน้ำ  อีกสักพักเจ้าของห้องก็มาถึง “พวกมึงเปิดประตูไมเนี่ย แอร์ออกหมด” เสียงไอ้ทัชบ่นอุบ   เอาข้าวของย้ายเข้าไปยังห้องนอนข้างใน จัดแจงขนมขบเคี้ยว ฝาเบียร์ขวดแรกถูกเปิดออก เริ่มการรวมตัวอย่างเป็นทางการ บาร์ล้างแก๊งค์ ชื่อนี้โคตรมีความหมาย ช่วงเกษตรแฟร์พวกเรารู้จักมักคุ้นกันมากขึ้นเพราะ การล้างจาน งาน9วัน9คืน ที่เหน็ดเหนื่อย ถามว่าได้อะไรนอกจากชั่วโมงกิจกรรม ก็มิตรภาพดีๆนี่แหละ ทั้งพี่ ทั้งน้อง และเพื่อนอย่างพวกมันก็มาจาก

ความเหน็ดเหนื่อย ที่เมื่อนึกถึงทีไร ก็ยังหาความคุ้มทุนไม่ได้

 

กินกันไปสักพัก พุดคุยกันไปหลายเรื่อง  ไอ้ทัชก็ไปหยิบไอ้เหล้าขวดสีทองออกมา แบล็คเลเบิ้ล โกล ตั้งแต่คราวที่แล้วสามคน ยังไม่หมดอีกเหรอ  (มันต้องหมดคืนนี้แหละ ฉันคิดในใจ)

ไอ้ทัชไปเอาแก้วกระเบื้อง ใช้แทนแก้วเป๊กแล้วกัน ฉันเทพอประมาณให้พอกระเดือกคนละนิด

หลังจากโดนไป ไอ้ทัชก็บอก 30 นาที ค่อยเริ่มใหม่กูว่ามันฉุนเกิน “โอเคได้”เสียงฉันตอบรับ

“เรามาเข้าสู่ช่วงระบายกันดีกว่า “ เสียงฉันคนเดิมชักชวน 

“กูโอเคกับงานนะ มีความสุขดี ได้คุยกับคนงาน ปั่นจักรยาน แม้มันจะเหนื่อยบางช่วง แต่โดยรวมแล้วกูมีความสุข งานก็ใกล้บ้านขี่รถไปประมาณ 10นาที “ ไอ้ก็อตเจ้าของประโยค

และคิวต่อไป ฉันจำลับดับไม่ได้หรอก แต่พอจำเนื้อหาได้คนต่อไปเป็นฉันแล้วกัน

“กูก็อยู่บ้าน ทำสวน อ่านสือ เขียนสือ ทำอะไรที่อยากทำ แต่ก็เหงา ๆหน่อยนี่แหละข้อเสีย”

“กูเห็นเพื่อน ๆมีงานทำ มีเงินแต่กูเหมือนยังไม่มีอะไร” คำพูดของจารกริม ฉันจำไม่ได้ว่ามันพูดที่นี่ด้วยหรือป่าว แต่ขอเดาว่าจะประมาณนี้ ระดับจารกริมทำไรก็ได้ แค่ตอนนี้มันเดินสายมั่นคง

รอกินเหยื่อใหญ่ เมื่อได้แล้วกินยาวแหละ และก็มาถึงคิวเจ้าของห้อง ถ้ายังจำกันได้ตอนเขียนถึงจารกริม จะรู้ว่ามีเพื่อนอีกคนโทรมา ก็มันนี่แหละ ไอ้ทัช มันเหมือนทำงานด้วยความทุกข์

ทั้งเรื่องภายในใจที่มันอยากจะทำแบบที่ตัวเองอยาก เรื่องระบบที่มันไม่ค่อยจะชอบ เรื่องอาจารย์ และเรื่องที่มันจะได้อะไรนอกจากเงินไหม เรื่องของมันของข้างเยอะ เอาเป็นว่ามันไม่พอใจกับงานแล้วกัน “เอา รอบต่อไปมาแล้ว คราวนี้ต้องหาอะไรเล่นสักหน่อย” ฉันโหลดแอพี่ใช้ในวงเหล้ามาเล่นสดๆร้อนๆ  เริ่มต้นที่จารรกริม หมุนได้ตัวเอง โดนไปถึงช็อตแต่ปรับหายอย่างให้เหมาะสมกับพวกคออ่อนอย่างพวกเรา เหล้าที เบียร์ที อาการของไอ้ก็อตเริ่มไปแล้ว  

จารกริมก็เริ่มพูดญี่ปุ่น โซะ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็กรึ๊ปเข้าไป ไอ้ทัชทำหน้าเหยเก ทำท่าไม่สู้ขอกินเบียร์แทน ช่วงหลังฉันโดนติดต่อคนเดียว 4ช็อต และก็เริ่มมีอาการเหมือนกัน ฉันไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม

ฉันคอแข็งขึ้น หรือว่าไอ้พวกเพื่อนมันคออ่อนกัน เบียร์หมดไป 5ขวด เหล้าคนละไม่เกิน 4ช็อต

ไอ้ก็อตแสดงอาหารซบไหล่ ออกไปห้องน้ำด้วยท่าทางตะกวดที่อยู่ประตูพหลฯ ความจริงในคืนนั้นยังมีเพื่อนคนอื่นอีกที่คลอมาคุยกัน ฉันอยากคุยกับเพื่อนตัวจริงมากกว่า แต่ถ้าถามจริง ๆ 

ฉันอยากให้คุยกันที่เห็นตรงหน้า 4คนมากกว่าอย่าหาว่างู้นงี้เลยเพื่อน ตอนแรกจารกริมบอกจะกลับประมาณเที่ยงคืน แต่ตอนนี้ก็เกือบตี 1แล้ว จารกริมเหมือนรอจังหวะอยู่ส่างเมา แล้วก้ขอตัวลา ไอ้ทัชเดินไปส่งจารกริม ฉันบอกว่าถึงหอแล้วให้โทรมาหาใครก็ได้  หมดแล้วหมดเสียที

ขวดสีทองโกลเลเบิ้ล (เป้าหมายสำเร็จไปหนึ่ง) จากนั้นเริ่มคุยกันน้อยลง หอเริ่มพับหัก 

ไอก็อตย้ายตัวเองขึ้นไปบนเตียง “กูเมาหวะ กุเมา” ฉันขำอากัปกิริยาของมันนอนคุดคู้และหลับไป ฉันย้ายตัวเองขึ้นไปนอนข้างๆไอ้ก็อตและก็หลับไป ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไร ไอ้ทัชอาจจะเก็บของ หรือถ่ายคลิป กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เช้าของอีกวัน ฉันก็ยังเป็นฉันไม่รู้เรียกว่าข้อดีหรืป่าว ตื่นมาประมาณ 7โมง เริ่มตัวก๊อกแก็กไปเข้าห้องน้ำ หาน้ำเปล่ากระแทกมากสักหน่อย 

สงสารตับที่วันมานี้ใช้งานมันหนักหน่อย และแล้วไอ้ทัชก็ตื่น ไอ้ก็อตก็ตื่น เพราะฉันนั่นแหละ

ตื่นมาก็นั่งจับเจ่าแต่ไม่กอดเข่า คุยกันอย่างกับว่าเมื่อคืนคุยกันไม่หนำใจ มีหลากหลายประเด็น

ทั้งความเชื่อ การเมือง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ฟันยังไม่แปรง ขนมเมื่อคืนยังอยู่ หอยสามรส ขนมก็อปแก็บที่มันอ่อนยวบไปแล้วแต่ก็ยังยัดเข้าปาก เริ่มสายก็เริ่มหิว เรายังคุยกันไปเรื่อย ๆ

ฉันตัดบทขอไปอาบน้ำก่อน (ป่านนี้ไอ้ก็อตยังไม่ได้อาบน้ำและแปรงฟัน) เมื่ออาบน้ำเสร็จศัพท์ตรวจสอบสัมภาระ มุ่งหน้าไปยังโรงอาหารในมหาวิทยาลัย ตรวจสอบข้าวของพะรุงพะรังครั้งสุดท้าย กระเป๋าคอนเวิต ต้นไม้สองต้น ถุงสีน้ำตาลที่ข้างในใส่ชุดคุรย เราแยกกันตรงที่จอดรถใกล้โรงอาหาร หวังว่าจะได้เจอกันใหม่ น่าจะวันรับปริญญาเลยหรือป่าว?

“ไว้เจอกันมึง” ประโยคปิดท้ายของพวกเรา

ไอ้ทัชไปส่งฉันที่ประตูวิภาวดี “ขอบคุณมาก ไว้เจอกันมึง” ฉันออกไปรอรถเลขเก่าเลขเดิม 134

มุ่งหน้าสู่หมอชิต ฉันเหม่อมองรถที่แล่นบนถนนผ่านไปผ่านมา ชำเลืองดูต้นไม้ที่ดันทุรังเอากลับมาระหว่างขา เห็นพื้นรถเมล์ยังเป็นไม้อยู่ ไม่รู้ว่าจะถูกปลดการใช้งานอีกนานแค่ไหน หรือจนกว่ามันจะหมดสภาพไปเอง น่าจะเป็นแบบหลังมากกว่า

ข้ามสะพานไปซื้อตั๋วที่อาคารสีส้มตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวที่สาม ขึ้นรถไม่ทันไรรถก็ออกถือว่าเร็วกว่าที่คิด ฉันแอบอิจฉาคนข้างหน้าไม่ได้ คู่หญิงชายวัยไม่น่าห่างจากฉันมากหรืออาจรุ่นเดียวกัน นอนหัวชนกันบรรจบกันเป็นผู้เขาเส้นผม คล้ายกับทั้งคู่รวมเป็นหนึ่ง....

ฉันพยายามข่มตาหลับไม่ใช่เพราะอิจฉาหรอก เพราะนั่งหลังสุดเดี๋ยวเมารถนะสิ

“แม่มารับหน่อย” พิมพ์ข้อความผ่านแมสเช็นเจอร์ไป 

“มอไชต์นะ”แม่พิมพ์กลับมา

“รถยนต์ เดี๋ยวต้นไม้พัง” ฉันพิมพ์เดี๋ยวหลากหลายอารมณ์

“รถยนต์รอแปป”แม่พิมพ์กลับมา

และแล้วรถก็มาถึงสถานนีขอส่งจันทบุรี ฉันนั่งคอยอยู่ที่รอรถ นั่งเขียนหัวข้อว่าจะเขียนเรื่องอะไรนัก และแม่ก็เข้ามา ช่วยหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีชุดครุยไปขึ้นรถยนต์ที่พ่อเป็นคนขับ

ระหว่างทางฉันใส่หูฟัง ทบทวนเรื่อราว ปล่อยความคิดให้ฟุ้งลอยล่องดุขก้อนเมฆสีขาวที่มองเห็น “ไว้เจอกันใหม่มึง”

ผลงานอื่นๆ ของ หนุ่มจันท์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น