นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

หมู่บ้านไร้แผ่นดินในวันที่ฝนตก (Landless in raining day)

จะปลูกบ้าน จะอาศัยอย่างไร ในเมื่อไม่มแผ่นดินให้อยู่

ยอดวิวรวม

5

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


5

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 ต.ค. 63 / 14:04 น.
นิยาย ҹ蹴Թѹ轹 (Landless in raining day)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 ต.ค. 63 / 14:04


หมู่บ้านไร้แผ่นดินในวันที่ฝนตก

มันก็เป็นวันปกติธรรมดาสามัญ ถ้าอยู่ ๆแม่ไม่เอ่ยปากแกล้งฉัน ก็ไม่รู้ด้วยปัจจัยอะไรแต่เอาเป็นว่าฉันไปจนกลับมาแล้ว

ฉันไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย ว่าเขาจะไปไหนกัน รู้แว่วมาว่า ไปทะเลกัน เอ่อ !แล้วรู้อีกอย่างว่าได้ลงเรือ มันเลยปลุกไฟที่ไม่อยากอยู่บ้านต้องการออกไปหาเรื่องราว ยิ่งเป็นสถานที่ใหม่หรือได้ทำอะไรใหม่ด้วย มีเหรอฉันจะไม่ไป 

แม่เป็นคนบอกแต่ไม่ได้เป็นคนไป และคนไปไม่รู้ว่าให้ฉันไปด้วยป่าว ยิ่งไปกว่านั้นต้องถามคนจัดอีก เวร(กรรม)

ฟ้าครึ้มทะมึนต่างจากเมื่อวานลิบลับ  เมื่อไปถึงก็พบกลุ่มคนมากหน้าหลายตาคุ้นหน้าไม่คุ้นหน้าบ้าง แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับฉันทั้งนั้น ฉันอยากไปหาไอเดียใหม่ ๆ เท่านั้น แค่เท่านั้น  

“ออกเดินทางได้ “ เสียงชายผู้เป็นตัวตั้งตัวตีของทริปนี้ออกเสียง 

รถทยอยออกไปทีละคัน บ้างก็รวมกัน บ้างก็ไปกันเอง อีกไม่นานฝนก็เริ่มโปรยปรอยลงมา จากเม็ดละเอียดห่างๆ ก็กลายเป็นเม็ดโตถี่ยิบ ถนนเต็มไปด้วยน้ำเอ่อนอง ขี่สวนกันไปมาคล้ายการเล่นสาดน้ำโดยใช้พาหนะเป็นตัวกลาง

“ไม่น่ามาเลือกวันนี้เลย น่าจะตรวจสภาพอากาศสักหน่อย” เสียงพ่อเชิงบ่นออกมา

“เขาจะไปที่ไหนกันนะ” ฉันเริ่มสอบถามเกี่ยวกับสถานที่ 

“บางชัน” เสียงคนขับรถตอบแข่งกับเสียงฝน

“อยุ่แถวไหนนะ บางชัน” ฉันถามไปทันควัน

“แถวขลุงนี่แหละ”เสียงตอบกลับมา

เส้นทางที่คุ้นเคย ขี่จักรยานไปครั้งเดียวจำได้แม่นขนาดนี้เชียวหรือเรา แต่มันผิดต่างออกไปตรงนี้วันนี้ทัศนียภาพการจราจรค่อนข้างยากลำบาก มีรถพลาดท่าเข้าไปลงในเกาะกลางก็มี เสียวจะเป็นคนในคารวานนี้เหลือเกิน

รถลดความเร็วลง แม้หน้าปัดจะไม่ได้โชว์ว่าความเร็วที่ใช้มันท่าไรก็ตาม มันพัง มันพังมานานแล้ว 

ฟืด ฟืด เสียงน้ำกระเด็นเป็นแผงเวลาล้อรถเหยียบลงในแอ่งน้ำบริเวณที่ถนนยุบลงไป น้ำได้เคลือบถนนกลายเนฟิล์มขนาดหนา หน้ากระจกเพียงไม่กี่วิก็เต็มไปด้วยน้ำไม่สามารถมองเห็นการจราจรเบื้องหน้า ที่ปัดน้ำฝนรูดผ่านไปเพียงเสี้ยววิมันก็กลับมา วันไหนที่ฝนตกควรจะนอนฟังเสียงฝนหรือไม่ก็เดินตากฝนเล่นน่าจะดีกว่า 

ฝนเริ่มเบาลงจากเม็ดฝนขนาดใหญ่และถี่ยิบ กลายเป็นไอหมอกบาง ๆที่ลอยต่ำ ฉันคุ้นเคยตรอกซอกซอยแถวนี้เพราะการปั่นจักรยานวันนั้น แม้มันจะเป็นการหลงก็ตามที และก็มาถึงพวกเรามาถึงเกือบคันท้าย ๆ ไม่รุ้ว่าเราขับช้าหรือรถมันเก่า

คนก็เริ่มจับกลุ่มกันจีอกแจ๊กจอแจ แนะนำตัวพร้อมมือไหว้ตามมรยาทแบบไทย ฉันก็ไม่อยากแสดงตัวอะไรมากหรอก 

บางทีตอนนี้มันก็อยู่ในสถานนะเลือกได้ ว่าจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่หรือจะคงไว้ซึ่งความเป็นเด็กวัยรุ่น 

 

ฉันได้รู้จักพี่หนึ่งคน เป็นเชลล์ขายยาชื่อ พี่เชด (เชดอีกแล้วเหรอ) แกจบจากพี่โจ้  ฉันคุยกับพี่แกสักพักก่อนจะได้เวลาลงเรือ

ผู้คนต่างทยอยเดินการต้อย ๆ ประมาณเกือบสี่สิบคนได้ บริเวณรอบ ๆเต็มไปด้วยต้นโกงกางขนาดใหญ่และสูงหลายห้าถึงหกเมตรได้ ทุกคนต้องเปลี่ยนเสื้อชูชีพก่อนลงเรือ นกกระยางขางทะเลหลากหายตัว กำลังย่างเท้าออกหากิน บางตัวก็กำลังบิน ดูเป็นภาพที่สวยงามยิ่งมองผ่านกล้องดูนกที่พกติดตัวไปแล้วด้วย

เรือลำใหญ่เทียบท่า ผู้คนทยอยลงแต่ดุเหมือนจะไม่พอต่อจำนวนคนทั้งหมดแบ่งกันตั้งหมดสามชุด สองชุดเล็กไปกับเรือลำเล็กและอีกหนึ่งชุดใหญ่  ถ้าเปรียบว่านี่เป็นโรงเรียนสองกลุ่มเล็กคงเป็นพวกเด็กแสบประจำห้อง

แค่ลงเรือก็สัมผัสได้กลับความตื่นเต้น เครื่องยนต์ที่ติดเพื่อเป็นกำลังให้เรือมีลักษระเปลือยเปล่า เหมือนถอดของรถยนต์มาใส่เสียดื้อๆ  เมื่อเรือเริ่มออกตัว น้ำก็กระเด็นขนาบข้างเรือ ใบพัดตีน้ำควับด้วยความเร็ว เครื่องยนต์ตึกตักส่งกำลังตามความเร่งของคนขับ บรรยากาศคล้ายกับว่าเราเป็นนักผจญภัยแม้จะเป็นผู้ชม  ความกว้างของแม่น้ำสีครามดำ ต้นไม้ที่รายล้อม ขวดพลาสติกที่ถูกทำเป็นแพลอยตุ้มป่อง  ไม้ไผ่ถูกตั้งเรียงรายเพื่อเลี้ยงอะไรสักอย่าง ความเร็วของเรือเหมือนเรากำลังนั่งรถความเร็วสูง และเหมือนกำลังลอยเหนือผิวน้ำ ปล่อยตัว ปล่อยใจ  ปล่อยความคิดให้แล่นฉิวดั่งเรือ

นานทีจะเห็นบ้านเรือ บางครั้งก็มีเรือของชาวประมงท้องถิ่นสวนมา  เมื่อใกล้ถึงเรือสองลำก็เหมือนจะทำความเร็วแข่งกัน

โดนมีกองเชียร์เป็นคนที่นั่งอย่างสนุก ส่วนเรือใหญ่ที่ออกมาก่อนถูกเรือลำเล็กแซงมาสักพักแล้ว เข้าโค้งทีก็หวาดเสียวที 

ดูมันมีอะไรให้ตื่นเต้น ถ้านั่งเอื่อยรับรองได้ว่าต้องหลับคอพับกันบ้าง  และแล้วพวกเราก็มาถึงยังโฮมสเตย์ ชายน้ำจันท์ 

ดูเหมือนธุรกิจที่นี่จะเติบโตพอสมควร บ้านหลายหลังถูกพัฒนากลายเป็นโฮมสเตย์ ขนของเอาสัมภาระขึ้นไปวาง เดินสำรวจเล่นรอบ ๆ ปลาเสือพ่นน้ำใหญ่แหวกว่ายอย่างสบายใจ ปลาเหมก็ด้วย  เหมือนชาวบ้านที่นี่เขาจะไม่กินมัน

อีกสักพักเรือลำใหญ่ก็จอดเทียบท่า คนถยอยออกพร้อมกับสิ่งของที่เตรียมมา อีกสักพักก็มีการแบ่งห้องหลับนอน 

ฉันนอนห้องรวมนอนได้ทั้งหมดแปดคน เอาของไปไว้ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดิบพอดี 

อาหารมื้อแรก ห่อหมก ไข่เจียวทะเล ต้นปลา น้ำพริกปูไข่ ของหวานเป็นน้ำแข็งใส หลังจากกินเสร็จก็มีเวลาพักสามชั่วโมงก่อนจะไปล่องแพรชมทะเลแหวก บ้างก็นอน บ้างก็เล่นไพ่ ส่วนฉันก็ต้องเดินสำรวจเป็นธรรมดา 

 

เดินไปจนสุดซ้ายเห็นความแตกต่างระหว่างการแบ่งชนชั้น ของหมาผู้ดีกับหมาพเนจรไม่รู้เหมือนกันว่าหมู่บ้านไร้แผ่นดิน

หมาพนเจรมีมาตั้งแต่เมื่อไร หมาผู้ดีเขาพันธุ์ต่างประเทศตัวใหญ่จนฟูส่วนหมาไทยอยู่ด้านหลังผอมโซเป็นได้แค่หมาพเนจร อย่าหาว่าฉันใส่ร้ายอย่างน้อยหมาที่เห็นสามตัวหน้าบ้านไม่ใช่พันธุ์ไทยและอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี ยังไม่นับแมวอีก

ที่จะออกมาทางอีหรอบเดิม เดินไปเดินมาเห็นคนตั้งวงเล่นไพ่กันโจ่งแจ้งมาก ยากนักที่จะมีใครมาจับกับที่ห่างไกลขนาดนี้

ขากลับฉันเดินมาทำท่าทีมองดู “พี่ครับ พี่เป็นตำรวจหรือป่าวครับ” ชายคนหนึ่งเอ่ยปากจากกลางวง

“ป่าวครับ” ฉันตอบแบบยิ้มๆ การเป็นเพราะการแต่งตัวของฉันแหละ 

“ถามอย่างนั้น ถ้าเป็นใครเขาจะบอกมึง ฉลาดจริง” เสียงป้าในวงตะโกนออกมา 

ฉันรู้สึกอมยิ้มกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นก็เดินไปเปลี่ยนชุดเตรียมตัวไปล่องแพร เสื้อสีเขียวสะท้อนแสงด้านหลักสลักชื่อบริษัทสารเคมี ออกมาตั้งรอกันสักพัก

“ถ้ามากันทุกคนแล้ว เตรียมของให้พร้อม น้ำเปล่า น้ำอัดลมทางเรามีให้ แต่ถ้าเครื่องดื่ม เหล้า เบียร์ท่านต้อองเตรียมไปเอง

มีข้อแม้อยุ่อีกอย่าง ต้องใส่ชูชีพตลอดเวลาจนกว่าจะกลับเข้าฝั่ง “ เสียงคนเรือตะโกนผ่านไมโครโฟน 

แดดร้อนเปรี้ยงจนแทบละลายรู้สึกแสบระคายที่ผิว แพรได้แล่นเอื่อย ๆ พอให้ได้ชมวิวทิวทัศน์ หน้าตาลุกเรือแต่ละคนเหยเก เพราะอากาศที่ร้อนระอุ แทบจะเอาหน้าซุกเสื้อ ส่วนคนอื่นก็เอาร่มขึ้นมาคลุม ส่วนคนที่กำลังสนุกไม่รู้ว่าเพราะเพลงที่มันได้อารมณ์หรือเพราะฤทธิของเหล้าเบียร์กันแน่ ก่อนจะออกจากทางเข้าหมู่บ้านมีศาลเจ้าพ่อปากน้ำเวฬุ สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า เป็นวัดจีน ส่วนท้ายหมู่บ้านเป็นวัดไทยหลังจากสอบถามคุณลุงเจ้าของโฮมสเตย์ วัดถูกสร้างโดยการดูดโคนโดยรอบเพื่อทำเป็นแผ่นดิน ส่วนโรงเรียนและที่อื่นนั้นอยู่บนเสาปูนทั้งสิ้น  แพรลำใหญ่แล่นเอื่อยสวนทางกับเพลงที่เปิด คนเริ่มดิ้นพรวดพราด เมื่อสังเกตไปยังด้านท้ายเรือจะพบฝูงเหยี่ยวแดงจำนวนครึ่งร้อย บินตามมา ไม่ใช่ว่าเจ้าพวกนี้มันมาต้อนรับเรา แต่มันคงดีใจที่ได้อิ่มท้องแน่ เร่วหมู มันหมู ถูกให้เป็นชิ้นเล็กโยนลงสู่แม่น้ำเป็นระลอกๆ   เจ้าเหยี่ยวบินไปบินมา บินตัวเล็กน้อยแล้วก็ลงใช้อุ้มเท้าเกี่ยว เร่วหมู มันหมู  อย่างมีความสุข ฉันสังเกตถึงความผิดปกติของเหยี่ยวบางตัวว่ามันมีลักษณะการบินแปลกๆ แต่เมื่อดูดีเจ้านั่นไม่ใช่เหยี่ยวมันคือ อีกา ต้องยอมรับในความกลมกลืนของมัน 

ฉันสงสัยเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเข้ามาอยู่ในฝูงเหยี่ยวผู้ทะนงได้ มันสงสารอีกา อีกาเป็นลูกน้องมัน หรืออีกาจะเป็นหัวหน้าเหยี่ยว ?

แพรลำใหญ่ยังแล่นต่อไป ตอนนี้พวกเราเหมือนอยู่ใจกลางที่ถูกห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอันแสนสงบ มีต้นไม้มากมาย ภูเขาสีเขียว สีน้ำเงิน โอบเราไว้  แต่มันถูกทำลายโดยพวกเราเอง จากเสียงเพลงอันอึกกะทึกคึกโคม 

“ตรงที่หยุดนี้เป็นทะเลแหวก แต่วันนี้ไม่มีทะเลหวกนะครับ” เสียงลูกเรือประกาศก้องผ่านไมโครโฟน

เดี๋ยวเราจะจอดตรงนี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ใครอยากพายเรือคะยัก ใครอยากลงไปว่ายน้ำ  ถ่ายรูป ตามสบายครับ 

คนที่มีคู่ไปด้วยจะรีบจับจองเรือคะยักเพราะมีจำนวนจำกัด บางคนก็ชงเหล้าอยู่บนเรือ บ้างก็ลงไปดำผุดน้ำว่ายอยู่ข้างแพร

ฉันก็เริ่มบรรเลงสุรา นั่งอยู่ที่ขอบแพร ไม่อยากเปียกเท่าไรเพราะไม่ได้เอาอะไรมาเปลี่ยนเลย   ถนอมเสื้อผ้าไว้ได้สักพัก ต้องเริ่มหลักหนีจากนักชงสุราแล้ว ทั้งแสวโสม ฟูมูน เริ่มเปิดศึกกันบนหัวสมอง ต้องลงน้ำไปให้คลื่นมันกระแทกตัวเสียหน่อย ยืมแว่นน้ำปลาพี่เขามาใส่ หวังจะได้เห็นอะไรใต้ผิวน้ำ แต่กับผมแต่แผนทรายโคน เปลือกหอย ว่ายไปว่ายมา

แล้วก็ขอเขาขึ้นเรือคะยัก นั่งเล่นสักพักก่อนจะกระโดดลงไปให้คลื่นมันกระแทกเบาๆ

อีกสักพักก็มีกลุ่มอื่นมาแจม ทั้งเรือขนาดเล็ก แพรขนาดใหญ่กว่าของเรา แพรที่คนมากกว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องเปิดเพลงทำลายบรรยากาศที่สงลร่มเย็นที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ความมันของมนุษย์ที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าเผ่าพันธุ์นี้อยากได้อะไร มันต้องได้ทุกย่างเลยเหรอ 

“ เดี่ยวเราจะต่อเวลาให้อีกหน่อย “ เสียงลูกเรือประกาศผ่านไมโครโฟน 

หลายคนสีหน้าแดงก่ำ แดดเริ่มอ่อนกำลังลง แต่เพลงยังคงเปิดต่อไปให้คนดิ้นพรวดพราด เรือคะยักถูกมัดไว้กับแพรหมดแล้ว “ขอให้ทุกท่านขึ้นมาบนแพร เราจะเดินทางกลับแล้ว” เสียงลูกเรือประกาศ

ตอนนี้ฉันเริ่มอาการไม่สู้ดี กระโดดจากแพรข้ามไปนอนเล่นที่เรือคะยัก นอนกับส้นตีนลากน้ำ นึกขึ้นมาได้ก็ไปหยิบโทรศัพท์โทรหาคนนู้นคนนี้ ฉันรู้ตัวว่าฉันพูดอะไรและคำพูดนั้นมันก็เป็นความรู้สึกจริง แค่ตอนปกติฉันไม่กล้าพอเท่านั้น 

แพรลำใหญ่ไปทางไหนกลับทางนั้น ค่อยๆจอดเทียบท่า คนอื่นทยอยขึ้นไปอาบน้ำ ฉันกำลังสนุกกับการเล่นน้ำ ขึ้นไป โดนลง สลับไปสลับมา อยู่ดี ๆคนที่เป็นตัวตั้งตัวดีก็เดินมาที่ขอบแพรและสายน้ำก็พุ่งออกมาจากเขา 

“พี่ ผมรู้ละว่าน้ำทำไมเค็ม” ฉันถามพี่คนข้างๆ

“บ้า น้ำมันเค็มของมันอยู่แล้ว” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

ฉันแทบจะเป็นหนึ่งกับสายน้ำ ตะวันเริ่มอับแสง เรี่ยวแรงของฉันก็หร่อยหลอลง มานั่งพักอยู่บนแพรสักพัก เอาไดอารี่ขึ้นมาจด ทั้งที่ตัวยังคงเปียกปอน ข้างบนเริ่มมีการตั้งวง หลายคนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสับ รอเวลาสำหรับมื้อเย็น 

บรรยากาศสลัวๆ แสงค่อยๆลับลงจนเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ามีดำสนิท ถึงเวลาที่ฉันต้องไปอาบน้ำแล้ว 

 

กว่าฉันจะออกมาจากห้องน้ำแต่งตัว ทุกคนก็นั่งกันพร้อมเพรียงและกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย อาหารมื้อนี้มีหลากหลาย ปูดำต้ม กุ้งแช่น้ำปลา ทอดมันปลา ต้มยำ ปลากะพงทอด กุ้งทอด หมึกนึ่งมะนาว ส่วนข้าวไม่แตะเลย

โป๊กๆ โป๊กๆ ฉันเอาหยิบคีมที่วางบนโต๊ะมาเคาะ ที่ไหนได้ปล่อยไก่ไปหนึ่งตัว มันเอามาใช้หนีบก้ามปูให้แตกแต่ฉันกลับเอามันมาเคาะ เสียงหัวเราะดังบนโต๊ะอาหาร ใครใครร้องก็ร้อง ฉันจะกิน กิน กิน เอาให้อิ่ม เติมเท่าไรก็ได้แต่ถ้าเหลือเขาจะปรับเงิน หลังจากกินอิ่มของคาว ก็ได้เวลาของมึน แก้วสีเหลืองถูกชงมาไว้ข้างหน้า ฉันเพิ่งจะสร่างไปได้ไม่นาน แต่ก็ศึกครั้งใหม่มันมาเยือนข้างหน้าเสียแล้ว  ชนกับพี่บ้าง ตัวตั้งตัวตีงานนี้บ้าง ไอ้คนอย่างฉันเมาไม่เมาได้คุยเป็นต้องคุยเรื่องซีเรียส

เชลล์ก็เชลล์เถอะ ฉันก็จบทางด้านนี้ก็เลยแลกเปลี่ยนสักหน่อย ไม่ใช่ว่าฉันไม่เปิดใจฉันเปิดใจ แต่มองในฐานะคนที่อยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น ไม่ใช่แค่รายได้ที่เพิ่มมันต้องไปคู่กับความยั่งยืน เขาบอกว่ายากับผลไม้อื่นขายยาก แต่ที่ได้หลักๆ

ทุเรียน ยิ่งตอนนี้เป็นโรคบ้าปลุกให้ทั่ว เฝ้ารอวันเข้าวงโคจรยางพาราไปได้เลย อีกอย่างที่ฉันอยากลองดู เขาชวนฉันไปเป็นเชลล์ ฉันสนใจนะแต่จะให้ไป นั่งชง นั่งท นั่งพูด เรื่องเอาใจ ฉันทำได้แต่ไม่อยากทำ ฉันมันคนหัวดื้อ ฉันต้องการพิสูจน์สิ่งที่ฉันคิดก็เท่านั้น คุยไปคุยมา เขาก็เริ่มออกกอาการไม่อยากเสวนา อยากจะสนุกสนานลูกเดียว ซึ่งฉันไม่ค่อยซบอารมณ์

อาหารก็ไม่ค่อยสู้ดีนะ เริ่มมึนๆอึนๆ ไปหาที่โทรศัพท์สักพัก เข้าห้องได้ก็นอนเลยแม้มันจะแค่สามทุ่มก็ตามที นอนก้ไม่ได้หลับดีหรอก แต่ต้องนอนอยู่ต่อไปอ้วกแน่แต่ก็อยากภาพตัด ไม่อยากแฮง ข่มตาหลับขับตานอน จนแล้วจนรอดก็ตื่นมาตอนตีสองกว่า ออกไปนั่งเขียนไดอารี่ที่โต๊ะหินอ่อน ยังมีกุ้งตัวใหญ่หลายตัวที่เหลือทิ้งไว้ในจาน ขวดเบียร์ตั้งเกลื่อน ข้างหลังยังมีการรเล่นไพ่ ไม่รู้ว่าเล่นตั้งแต่กี่โมงไม่รู้จักหลับจักนอน พอประมาณตีสามฉันควรกลับเข้าไปนอนพรุ่งนี้อยากดูดวงอาทิตย์ขึ้น  นอนเท่าไรก็ไม่หลับยิ่งคนอื่นกลับมานอน ทั้งบ่นร้อน นอนกรน สารพัดสารเพ รู้ตัวอีกทีกก็ตื่นมากดนาฬิกาดู

...6โมงกว่าแล้ว ฉันตื่นไม่ทันแต่ดูจากสภาพอากาศแล้ว  ดวงอาทิตย์น่าจะถูกบดบังไปด้วยก้อนเมฆ ฉันไปนอนเล่นตรงท่าเรือ หยิบไดอารี่มาเขียน เหม่อมองไปรอบ ๆ พิจารณาสิ่งรอบตัว นกน้อยบนเกาะสายไฟ ขวดเบียร์ลอยตุ้มป่อง 

ใกล้ๆก็มีกระป๋องเบียร์แต่ลอยจังหวะถี่กว่า หยดน้ำดังแปะตกลงบนไดอารี่ มันไม่ใช่ฝนปรอย มันเหมือนน้ำถูกพ่นมาจาไหนสักแห่ง ฉันรอจังหวะแล้วโฉงกหน้าลงไปดู ปลาเสือ ปลาเสือพ่นน้ำสมกับชื่อ น้ำปะทะกับเสาดังแปะ มันคงคิดว่ามีเหยื่อ 

ฉันหยิบปากกาเอาออกให้เห็นแต่ปลายมันก็พ่นมาโดน ไม่ต้องคิดว่าถ้าแมลงตัวน้อยโดนเข้าต้องร่วงลงสู้พื้นน้ำแน่นอน

....อาหารเช้ามีขนมปังรองท้อง กาแฟ โอวันติน คล้ายกับที่โรงแรมทั่วไป ยังมีเวลาเหลือเฟือเพราะมีอีกหลายคนที่ยังไม่ตื่นนอน อาจจะเพราะนอนดึกบวกกับฤทธิของแอลกอฮอล์ ฉันมีเวลาพอที่จะเดินไปสักการะศาลเจ้าพ่อแม่น้ำเวฬุ  รูปเขียนเป็นรูปเกี่ยวกับไซอิ๋ว และนกกระเรียน ขาไปทำไมไม่เห็นขากลับเห็นเข้าอย่างจัง ต้นกัญชาต้นใหญ่ ถูกปลูกไว้ที่ถังสีน้ำเงินที่ถูกผ่าฝาออก ไม่เว้นแต่หมู่บ้านไร้แผ่นดินคงรอให้มันถูกกฎหมายอย่างที่นโยบายการเมืองว่าไว้

 

มื้อสุดท้ายก่อนกลับเป็นข้าวต้มทะเล มีกุ้ง มีหมึก มีปลา สมกับมาทะเล กินเสร็จก็ฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือที่พกติดตัวมา รอคนที่ยังไม่ตื้นและยังไม่ได้กินข้าว 

จากนั้นก้ได้เวลากลับ ใครมาเรือใหญ่ก็ลงไปก่อน ส่วนเรือเล็กออกทีหลัง เพราะลงทีหลังถึงก่อน ยกมือไหว้ขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างดี ของเจ้าของโฮมสเตย์ ได้เล่าประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านไร้แผ่นดินให้ฟัง ........

เรือลำเล็กแล่นด้วยความเร็ว น้ำกระเด็นกระเซนโดนตัวฉัน ปล่อยใจให้แล่นไปตามบรรยากาศ หวังว่าจะว่าเยือนดินแดนนี้ใหม่ ดินแดนไร้แผ่นดินในวันที่ฝนไม่ตก

ส่วนเพิ่มเติมจากลุงเจ้าของโฮมสเตย์

คนยุคแรกเป็นคนจีนส่วนมาก มาทางเรือเสื่อผืนหมอนใบ เรือลำนึงหลายบาทอย่างของลุง มีตั้งแต่แสนยันล้าน ไม่ได้ต่างจาการซื้อรถยนต์ดี ๆคันนึง  จากใช้เตียน ใช้ใต้ ใช้เครื่องปั่นไฟ จนเปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้า ฉันถามลงว่ามีโฉลดไหม

ลุงบอกว่าตอนนี้ไม่มี ไม่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่พอเขาเห็นเราได้เงิน เขาก็อยากเก็บ 

เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร มีผลประโยชน์เมื่อไร เมื่อนั้นต้องมีเอี่ยว น้ำของกรมเจ้าท่า ป่าของกรมป่าไม้

หมู่บ้านอยู่ระหว่างการดูแลของสองกรม หมู่บ้านไร้แผ่นดิน

ผลงานอื่นๆ ของ หนุ่มจันท์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น