สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 117 : ภาค 2-บท 17 ทางเข้าสู่วิหารลอยฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,094
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 153 ครั้ง
    23 ก.พ. 63

 

“ฝาแฝดนั่น?” ริสาหันมองตามเตียงด้วยความแปลกใจ

 

หลังจากที่เตียงผู้ป่วยได้ถูกเข็นผ่านเธอไปก็มีผู้ชายอีกคนที่วิ่งตามเตียงผู้ป่วยมา

 

ชายคนนั้นคือชายที่สวมแว่นตามีชื่อว่าวิน ผู้ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมจู่โจมของริสา

 

เมื่อเขาเห็นหน้าริสาก็ทำความเคารพทันที

 

“สวัสดีครับ หัวหน้า” วินเอ่ยด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า

 

วินใช้เวลานานกว่าจะหาฝาแฝด 2 คนนี้พบ โดยการร่วมมือกับทีมสำรวจ

 

“ฝาแฝดนั่นอาการเป็นยังไง?” ริสาถาม

 

“มนต์อยู่ในอาการโคม่าครับ เขายังมีโอกาสรอดอยู่” วินพูดพลางปาดเหงื่อ

 

มนต์นั้นคือชื่อของฝาแฝดชายที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ

 

ริสาที่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาและนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล

 

“แต่…อีกคน…เสียชีวิตครับ…เขาถูกพิษของตะขาบโจมตีใส่บริเวณศีรษะ” วินกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสร้อย

 

ในขณะเดียวกันอาจารย์เด็มก็ได้เดินเข้ามาและหันมองไปรอบ ๆ

 

“อาจารย์เด็ม อาจารย์มาทำอะไรที่นี่ครับ” วินเอ่ยถาม

 

“อาจารย์แค่ได้รับคำสั่งจากท่านรองมาให้ดูแลผู้บาดเจ็บและติดต่อกับญาติของพวกเขา”

 

วินที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะยังไงมันก็เป็นหน้าที่อยู่แล้ว

 

หลังจากที่อาจารย์เด็มตอบกลับเสร็จแล้วเขาก็เดินจากไป โดยทางที่เขาไปนั้นก็เป็นทางที่เตียงผู้ป่วยกำลังมุ่งหน้าไป

 

“วิน ในตอนที่เข้าไปช่วยเหลือมนต์จนมาถึงที่นี่ อาจารย์เด็มได้อยู่กับพวกนายไหม?”

 

ริสาเอ่ยถามด้วยสายตาและน้ำเสียงที่เย็นชา

 

“ไม่ครับหัวหน้า ผมก็พึ่งจะเห็นอาจารย์เขาตอนนี้เอง มีอะไรเหรอครับ?” วินตอบไปตามตรง

 

“ฉันได้กลิ่น…ช่างมันเถอะ” 

 

ริสาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้และหันมองกลับเข้าไปหากันต์ผ่านกระจกอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินจากไป

 

กลับไปที่กันต์ในร่างของเวลโดร

 

ผมมองไปที่ใบหน้าของนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรมนุษย์ทางตอนกลางด้วยความลำบากใจ

 

เธอคนนี้มีหน้าตาที่คล้ายกับเรติน่า ทุกครั้งที่ได้มองเธอก็เหมือนกับได้เห็นภาพซ้อนของเรติน่า

 

ในตอนนี้ก้ไม่รู้ว่าเรติน่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าว่าง ๆ ผมอาจจะลองหาเวลาไปเยี่ยมเธอกับเรย์ดู

 

ผมตัดสินใจวางร่างของนักบุญลงกับพื้นและปล่อยให้เธอวนเวียนอยู่ในห้วงของภาพมายาต่อไป

 

ยังไงผมก็ไม่กังวลอยู่แล้ว พวกนักบุญส่วนใหญ่จะมีเลเวลอยู่ที่ประมาณ 80 ภาพหลอนคงทำให้เธอกลายเป็นบ้าไม่ได้

 

ผมจำได้ดีในจุดนี้ ตามภารกิจเนื้อเรื่องของเวลโดร

 

เมื่อเราเล่นตัวละครเวลโดรจนมาถึงจุดสุดท้ายของเนื้อเรื่องแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเวลโดรแพ้และถูกผนึก

 

จะด่าว่าผมรีบก็ได้ ผมรีบเล่นตามเนื้อเรื่องจนลืมเรื่องการฟาร์มเพิ่มเลเวลไป ในตอนสุดท้ายที่ผมได้เล่นจอมมารเวลโดร เขาก็มีเลเวลอยู่ที่ 90 แล้ว

 

ซึ่งมันก็ตรงกับเลเวลปัจจุบันของเวลโดร

 

ฉากสุดท้ายนั้นมันน่าจะมีฉากจบอยู่ 2 แบบด้วยกัน แบบแรกคือจอมมารเวลโดรชนะ

 

แต่แบบที่สองคือจอมมารเวลโดรแพ้ และผมก็ได้ฉากจบแบบที่ 2 มา

 

พอเวลโดรพ่ายแพ้ในการต่อสู้เกมก็ได้จบลงตรงนั้น มันไม่ได้มีอธิบายถึงอะไรเพิ่มเติมอีกเลย

 

เกม Farness World มันเป็นเกมที่ไม่มีบันทึก(เซฟ)ความคืบหน้าเกมด้วยทำให้ผมย้อนกลับไปที่บันทึกเก่าไม่ได้

 

มันจะมีก็แค่บันทึกความคืบหน้าอัตโนมัติหลังจากที่เราออกเกมเท่านั้น

 

มันเป็นเกมที่ให้อีกชีวิตหนึ่งในโลกเสมือนจริงกับผมมา การหลบหนีจากโลกจริงไปสู่โลกเสมือนจริงก็เป็นหนทางคลายเครียดอีกทางหนึ่ง

 

ดังนั้นถ้าเล่นแพ้หรือตายก็ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมติดงอมแงมอยู่นานหลายปี

 

          “เจ้าทำใจฆ่านางไม่ได้เพราะรักหรือหลงหรือเพราะเหตุใด?” จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยถาม

 

          “เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมาย” ผมใช้ร่างของเวลโดรตอบคำถามของจิตใต้สำนึกของเวลโดร

 

          เวลโดรเดินหน้าต่อไปจนกระทั่งมาถึงหน้าทางเข้าวิหารลอยฟ้า

 

          ผมจำวิหารนี้ได้ดี มันเป็นแผนที่หนึ่งที่จำเป็นมากในการเล่นตัวละครคล็อด

 

          ส่วนวิธีเปิดนั้นผมก็รู้ดีเพราะวิหารนี้ก็มีคล็อดเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบูรณะ

 

          มันเป็นภารกิจคลายผนึกของเทพปีศาจ ผู้ที่จะคล้ายผนึกเทพปีศาจได้นั้นก็มีแต่ผู้ที่มีพลังเทียบเท่าเทพเท่านั้น

 

          ซึ่งคล็อดเองก็สามารถคลายผนึกได้ ดังนั้นเขาจึงได้รับวิหารแห่งนี้มา ผมจึงตัดสินใจใช้มันเป็นที่เก็บของคล้าย ๆ คลังเก็บของที่แยกกับช่องเก็บของตัวละคร

 

          แถมมันยังมีให้ตั้งรหัสได้อีกด้วย ผมเลยตั้งมันให้ยาวเป็นประโยคไปเลย

 

          “เมื่อความมืดเลือนหายไปแสงสว่างจักเข้ามาแทนที่เพื่อเผยความจริงให้ปรากฏ”

 

          เวลโดรเริ่มสาธยายประโยคนี้อย่างช้า ๆ ต่อหน้าประตูทางเข้าวิหาร

 

          ในแต่ละคำที่เอ่ยออกไปนั้นทำให้ตัวอักษรโบราณที่สลักอยู่บนบานประตูส่องแสงออกมา

 

          เมื่ออักษรโบราณสว่างจนครบแล้ว เสียงของกลไกบางอย่างก็ดังออกมา พร้อมกับบานประตูขนาดใหญ่กว่า 3 เมตรที่เปิดออกอย่างช้า ๆ

 

          เหล่านักรบพาลาดินจ้องมองผ่านหนามทมิฬไปยังเวลโดรด้วยสีหน้าที่แตกตื่น

 

          วิหารลอยฟ้าสมบัติแสงนั้นเป็นวิหารที่ไม่มีใครเคยเข้าไปได้มานับพันปีแล้ว เพราะหลังจากที่ผู้กล้าคล็อดได้ตายลงก็ไม่มีใครรู้ถึงรหัสลับเพื่อเปิดประตูอีกเลย

 

แถมผนังและประตูของวิหารก็ไม่ได้ถูกทำลายง่าย ๆ แม้เวลาจะผ่านไปนับพันปีมันก็ยังแข็งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

 

          วิธีเปิดวิหารนี้คือการเอ่ยประโยคที่ถูกต้อง ซึ่งคล็อดเองก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใคร

 

          แต่ทำไมจอมมารถึงสามารถเปิดประตูสู่วิหารลอยฟ้าสมบัติแสงได้กัน มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นและไม่น่าจะเป็นไปได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 153 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #249 Fikusa (จากตอนที่ 117)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:10
    เพราะคนที่อยู่ในร่างจอมมารเป็นคนตั้งรหัสไง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
    #249
    5
    • #249-4 SKYOriginal(จากตอนที่ 117)
      7 มีนาคม 2563 / 17:33
      ฮ่าๆๆๆ
      #249-4
    • #249-5 Funggier(จากตอนที่ 117)
      12 กันยายน 2563 / 16:54
      ฮา ๆ ๆ ๆๆๆๆๆ
      #249-5