นิมิตรักฟางฮวา (นิยายแปล)

ตอนที่ 12 : เข้าวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    6 พ.ค. 59

                

                เสียงเคาะประตูดังขึ้น

    ข้ารีบหมุนกายหันข้างให้ผู้มาใหม่ ยกชายแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้ารวกๆทีหนึ่ง

                หน่งหยู่ที่ยืนอยู่หน้าประตูมองมาที่ข้าแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นเบาๆ “รถม้าพร้อมแล้ว องค์รัชทายาททรงรออยู่ที่รถม้าเรียบร้อยแล้ว ท่านจะไปเมื่อใด”

                ฟางฮวาปรายตามองหน่งหยู่เพียงครู่ เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเก็บของครบแล้ว กำลังจะไป”

                “อาจารย์” ข้ารั้งชายแขนเสื้อเขาไว้อย่างอาวรณ์

                เขาเบี่ยงกายออก เดินไปหยิบห่อผ้าที่อยู่บนโต๊ะ เดินออกไปจากห้อง

                หานจึชวนที่นั่งรออยู่บนรถม้าอยู่แล้วกำลังเลิกผ้าม่านขึ้นดูอยู่พอดี สายตาที่มองส่งมาที่ข้าเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ละคนกับบางสิ่งที่ข้าดูไม่ออก

   “เจ้าจะต้องดูแลอาจารย์ข้าให้ดี เข้าใจหรือไม่” ข้าตะโกนสั่งเขา ในขณะที่เขาคลี่ยิ้มกริ่มรับ

   ข้ากวาดสายตามองไปยังฟางฮวา เห็นเขาชะงักลง หันกลับมามองเรือนไม้ไผ่เบื้องหลังอย่างอาวรณ์เพียงครู่ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถม้า ไม่แม้แต่จะมองมาที่ข้า

                “ลาก่อน” หน่งหยู่ที่อยู่บนหลังม้าเอ่ยขึ้น มองมาที่ข้าอย่างใช้ความคิด ก่อนจะฟาดแส้ในมือลงบนหลังม้า เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันฟุ้งกระจายเบื้องหลัง

                 ข้าสะกดกลั้นหยาดน้ำตาร้อนผ่าวตรงขอบตาไว้ ไม่ปล่อยให้มันไหลออกมา อยากจะรั้งอาจารย์ไว้ใจแทบขาด แต่กลับทำได้เพียงแค่เฝ้ามองรถม้าของเขาหายลิบลับไปไกลสุดสายตา

                ตั้งแต่ต้นจนจบ ฟางฮวาไม่มองมาที่ข้าเลยแม้แต่น้อย เงินก้อนสองก้อนยังไม่ทิ้งไว้ให้ข้า ข้าถอนหายใจยาวๆออกมา เดินคอตกกลับเข้าบ้าน ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ หยิบแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมารินน้ำให้ตนเอง ดื่มรวดเดียวหมดจอก

                ในใจเบื้องลึกรู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้ แต่รอยยิ้มกลับผุดขึ้นมา ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร โชคดีที่ข้าแอบเก็บเงินส่วนตัวไว้บ้าง คราวนี้สามารถเอาออกมาใช้ประโยชน์ได้เสียที

                ฟางฮวา ท่านคิดว่าข้าจะเชื่อฟังท่านรึ

                ช่างตลกสิ้นดี ช่างเป็นเรื่องตลกที่สุดตั้งแต่ข้าเคยได้ยินมา

 

                ข้าท้าวสะเอวหัวเราะขึ้น

                หัวเราะเสร็จก็เหลือเพียงความขมขื่นในใจเช่นเดิม

                ฟางฮวาจะต้องคิดไว้แล้วเป็นแน่ ว่าถ้าให้เงินข้าไว้ ข้าจะต้องแอบตามพวกเขาไป หานจึชวนจะต้องใช้วิธีอะไรบางอย่าง ทำให้เขายอมกลับเข้าวังไปด้วยง่ายๆถึงเพียงนี้

                ยามปกติเขาก็ทำให้คนอื่นเป็นห่วงมากพออยู่แล้ว ข้าจะยอมให้เขาเข้าวังไปคนเดียวได้อย่างไรกัน ถึงแม้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าในวังแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกันแน่ แต่เวลาไปเดินเล่นในตลาด ข้าก็เคยได้ยินพวกหวังสอบจองหงวนพูดถึงเรื่องราวในวังมาอยู่ไม่น้อย ทุกคนต่างร่ำลือว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ไร้ซึ่งความสามารถ กดขี่ข่มเหงเก็บภาษีราษฎร์จนลำบากยากเข็ญกันไปตามกัน ข้อนี้ข้าเข้าใจดี เพราะข้ายังจำความทุกข์ยากตอนที่ตนเองเป็นขอทานได้ แม้แต่คนกินคนก็ยังมีมาแล้ว

                ข้าเทน้ำเติมลงแก้ว ดื่มไปอีกหลายอึก เท้ามือไว้ตรงศีรษะ คิ้วงามขมวดมุ่น วนนิ้วมือไปมาอยู่ตรงขมับ

                แต่พูดไปพูดมา ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่ค่อยจะออกว่าราชการ งานราชการก็ยกให้พวกขุนนางผู้ใหญ่ดูแล ราษฎร์ก็เลยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอหน่งหยู่ เขาบอกว่าฮ่องเต้ทรงถูกพิษ ข้าก็คงจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้ทรงถูกคนวางยาพิษอยู่ และถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะฟังมาจากปากหน่งหยู่เพียงเท่านั้น แต่ก็น่าจะมีเค้าโครงความจริงอยู่ไม่น้อย

                จริงๆแล้วข้าคิดว่า ฮ่องเต้แก่นี่ตายไปได้ก็ดี เพราะไม่ตายก็คงจะมีคนอยากให้ตายอยู่ดี ไม่เช่นนั้นใครกันจะเอาชีวิตเก้าชั้นโคตรมาเสี่ยงวางยาพิษทำร้ายเขา เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในวังโดยที่จับตัวคนทำผิดไม่ได้ นั่นแสดงว่าคนที่ทำจะต้องเป็นคนที่มีอำนาจมากเดียว แล้วฟางฮวาไปช่วยคน ไม่ใช่ว่าเอาตนเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายหรอกหรือ

                อีกอย่างในวังหลังมีสาวงามตั่งมากมาย เขาเข้าวังไป คงจะสร้างความโกลาหลขึ้นไม่น้อย พวกสนมน้อยใหญ่เหล่านั้นไม่รู้จะกลั่นแกล้งเขาอย่างไรหรือเปล่า

                ฮึ่ม ในเมื่อไม่ให้ข้าไป โอกาสซักนิดก็ไม่เหลือไว้ให้ข้า

                เงินข้ามีตั่งเยอะ มีเงิน อะไรๆก็ง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปาก

                ข้าเก็บกักอารมณ์โกรธลงท้อง เริ่มขุดดิน เอาบัตรเงินและทองคำที่ฝังอยู่ขึ้นมา ยิ้มแก้มปริ

                ตอนนี้ มีเงินอะไรๆก็ง่ายขึ้น

                แต่

                ข้าพบว่าข้าคิดผิด

   ข้าใช้เวลาอยู่เกือบสิบวันกว่าจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง ด้วยความพยายาม ในที่สุดข้าก็มาถึงประตูวังจนได้

   ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสะอาด ใช้เงินในมือเป็นตัวเบิกทางสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนแรกข้าเพียงหวังแค่ได้แอบเข้าไปทำงานรับใช้อะไรก็ได้ในวัง สรุปเจ้าหัวหน้าขันทีนั่นพอเห็นเงินในมือข้าก็ตาวาว คว้าแผ่นทองจากข้าไปลูบๆคลำๆ อย่างมีความสุข ซักพักก็เงยหน้ามองมาที่ข้า จ้องมองอยู่นาน เดินวนดูรอบตัวข้า กวาดสายตาขึ้นลง สายตาวาววับเปล่งประกาย ก่อนเอ่ย

 “แม่นาง ข้าว่าเจ้ารออีกซักพักเถอะ อีกไม่นานก็จะมีการคัดเลือกถวายตัวแล้ว  ท่านจะต้องได้เป็นถึงกุ้ยเฟยแน่ๆ เชื่อข้า”

 ฮ่องเต้แก่ยังนอนนิ่งลุกไม่ขึ้นอยู่เลย

 ถวายอะไรล่ะ

 เข้าไปในวังได้ไม่นาน ฮ่องเต้เกิดม่องเท้งขึ้นมา ข้ามิต้องรักษาพรหมจรรย์ให้เขาไปตลอดชีวิตเหรอ

ที่แท้เจ้าฮ่องเต้แก่นั่นก็เป็นเหมือนอย่างคำร่ำลือ แม้แต่ขันทีเบื้องล่างยังมีสายตาลามเลียไร้มารยาทถึงเพียงนี้

ดังนั้น ข้าก็เลย

ข้าปรายสายตามองเขานิดหนึ่ง ยกมือขึ้นต่อยไปที่ร่างนั้นเต็มแรง เพียงทีเดียว เจ้านั่นก็สลบลงไปกองอยู่กับพื้น ข้าหยิบแผ่นทองในมือมันมาเก็บ แถมคลำหาเงินในร่างนั้นมาเก็บไว้ด้วย

ข้ากลับมาถึงโรงเตี๊ยม นั่งลงหน้ากระจก ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ความงามมักจะนำโทษมาให้เสมอ ใบหน้าในกระจกนี้  อาจจะทำให้คนเกลียด เข้าไปในวังอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจะนำความวุ่นวายอะไรมาให้ สู้ทำร้ายมันเสียจะดีกว่า

มือข้าหยิบผงยาขึ้นมาทาลงบนใบหน้านิดหนึ่ง  รู้สึกแสบๆร้อนๆ ล้มตัวลงบนเตียง พลิกกายไปมาจนในที่สุดก็เผลอหลับไป

ตื่นมาอีกวันต่อมา ข้าก็พบว่าหน้าตัวเองบวมตุ่ยสมใจไปหมด

ข้ากลับมาที่หน้าประตูวังอีกครั้ง ยังไม่ทันได้พบหัวหน้าขันที ข้าก็ถูกไล่ตะเพิดเสียก่อน ด้วยกลัวว่าใบหน้าข้าจะทำให้คนที่พบเห็นตกใจ

สวยเกินไปก็ไม่ได้

อัปลักษณ์ก็ไม่ได้อีก

ตกลงจะให้ข้าทำเช่นไร

ด้วยความโมโห ข้าก็เลยวางยาทหารยามเหล่านี้เสียเลย กำลังคิดจะขโมยเอาเงินเจ้าพวกนี้มาด้วยเสียหน่อย แต่ประตูวังที่เปิดออกพร้อมกับทหารองครักษ์ที่มาตรวจเวรยามเดินมาเสียก่อน ข้าจึงต้องรีบเผ่น

ข้ากลับมาที่ห้องอีกครั้ง เดินไปเดินมาในห้องอย่างร้อนใจ พูดตามตรงเรื่องวางยาข้าล่ะถนัดที่สุด เรื่องรักษาคนก็พอจะรู้อยู่บ้าง แต่ไอ้เรื่องแปลงโฉมเปลี่ยนหน้านิกลับไม่เคยทำมาก่อน

ข้าทรุดกายนั่งอย่างอารมณ์เสีย

นั่งมองร่างตัวเองในกระจกครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ กระพริบตาปริบปริบ เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ข้าหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆในอกเสื้อออกมาสองสามขวด เทสมุนไพรที่อยู่ในขวดนั้นออกมาผสมๆกัน ผสมอยู่นานถึงสามวัน ในที่สุด

ยาผงๆผสมน้ำจนกลายเป็นแผ่นเกาะอยู่บนใบหน้า ทำให้ใบหน้าข้ากลายเป็นคนปกติขึ้นมาได้นิดหนึ่ง

เพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติซักเท่าไหร่ก็เท่านั้น ยิ้มขึ้นมาทีไรรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างแข็งๆบนใบหน้า

แต่ก็พอถูไถเข้าไปในวังได้ก็แล้วกัน

จะว่าไปแล้ว คนในวังล้วนแต่รู้จักโลกใบนี้ดีกันทั้งนั้น เงินเล็กน้อยไม่สนใจหรอก จะเอากันเป็นปึกๆ ดังนั้นเพื่อสานความสัมพันธ์เหล่านี้ ข้าจึงใช้เงินที่หน่งหยู่ให้มาจนหมด

ข้ามองไปที่หัวหน้าขันทีที่กำลังก้มหน้าจดอะไรขยุกขยิกอยู่อย่างเครียดแค้น

รีบทำสีหน้าปกติ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามอง

“เจ้าบอกว่าเจ้าพอรู้เรื่องยาอยู่บ้างรึ”

“เจ้าค่ะ” ข้าพยักหน้ารับ

             เขาคลี่ยิ้ม “ดีจริง ช่วงนี้มีคนมารักษาอาการฮ่องเต้อยู่คนหนึ่ง ทางกรมแพทย์หลวงกำลังยุ่งขาดคนกันทีเดียวล่ะ ข้าจะให้เจ้าไปช่วยที่นั่นดีไหม

             อ่า กรมแพทย์หลวงรึ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้

*******************************

                 สามวันหลังจากนั้น

        “เอายาพวกนี้ไปต้มให้เรียบร้อยตามสูตรนี้ รีบไปแพทย์หลวงกำลังรออยู่” ขันทีอายุราวสิบสามสิบสี่คนหนึ่งโบกมือเรียกข้า

                 “เจ้าค่ะ”

                 ข้ารับกระดาษนั้นมา ปรายตามองตัวอักษรยึกยักที่เขียนอยู่บนนั้น โสมและสมุนไพรเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นของหายากแต่ก็มีสรรพคุณเพียงทั่วไปเท่านั้น

                 “เดี๋ยวๆ แล้วนั่นเจ้าจะไปไหนกัน” ขันทีน้อยรั้งข้าไว้

            ข้าหันกลับไปมองเขา “เจ้าไม่ได้ให้ข้าไปต้มยารึ”

                “ไม่ใช่ๆ” เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาเขกหัวข้าให้ทีหนึ่ง “แพทย์หลวงล้วนแต่แบ่งเวรยามมาเข้าวังกัน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เข้าใจไหม”

                 ข้ายังคงงงอยู่กับที่

                “ข้าเคยพูดกับเจ้าแล้วใช่ไหม” เขามองไปรอบข้าง ประชิดกายเข้าหาข้ากระซิบแผ่ว “แพทย์หลวงที่เข้าเวรวันนี้เข้าหน้ายากนัก ยาทุกอย่างที่เขาสั่งจะต้องไปต้มโดยใช้ไฟและเวลาตามที่เขากำหนดต่อหน้าเขาเท่านั้น ดังนั้นยานี่ เจ้าต้องไปต้มให้เขาดู ถึงจะยกไปให้นายทานได้”

        ต้องวุ่นวายขนาดนี้เชียวหรือ

                ไม่ใช่ต้มให้ฮ่องเต้ดื่มเสียหน่อย ทำไมต้องเรื่องมากขนาดนี้กัน

                “ยังไม่รีบไปอีก มัวแต่เหม่ออยู่นั่นแหละ” เขามองดุๆมาที่ข้า “ไอ้หย่า ช่างเถอะ เจ้าเพิ่งมาใหม่คงจะไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมปฏิบัติในวัง ไปไปไป ตามข้ามา ข้าจะนำทางเอง จำไว้ด้วยล่ะ กงกงอย่างข้ายุ่งมาก ข้าจะสอนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

                “ขอบคุณกงกง” ข้าก้มหัวให้เขา มืออุ้มสมุนไพรเอาไว้ ยืดกายหลังตรงเดินตามเขาไป

                เขาเดินนำข้าเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลายรอบ

                ชี้มือชี้ไม้แนะนำอย่างภาคภูมิใจ

                ใครก็ได้บอกข้าที

                ขันทีผู้นี้ ทำท่าทางโอ้อวดต่อหน้าข้าเพื่อ

                หรือหวังถ้าทำให้ข้าโมโหแล้ววางยา ไอ้นั้นก็จะได้งอกออกมา กลายเป็นผู้ชายเหมือนเดิม

                อ่า

                อยู่ๆเขาก็หยุดลง หันกายกลับมามองข้า “เจ้านินทาอะไรอยู่ข้างหลังข้ากัน”

                ข้าอึ้งไปครู่

                “ตอบกงกง ข้าพูดว่า” สมองข้าครุ่นคิดคำโกหก เงียบไปเพียงครู่ ได้กลิ่นหอมๆของอะไรบางอย่างลอยมากระทบจมูกแต่ไกล ข้าดมกลิ่นไปมา “ที่นี่ช่างหอมเหลือเกิน”

                “คนไม่เคยเจอก็อย่างนี้แหละ” เขาก้าวถอยหลัง ยกมือขึ้นชี้ไปยังซ้ายมือของข้า “เห็นรึยัง บัวแดงในสระบานแล้ว จะไม่หอมได้อย่างไร”

                “ตอนนี้เป็นฤดูที่บัวแดงบานรึ” ข้าถามขึ้นอย่างสงสัย ยกมือขึ้นนับ

                หรือว่าข้าจะจำวันผิด

                “ไม่ใช่” เขาตอบสั้นๆ ปรายหางตามองข้า เสริมต่อ “หลังจากองค์รัชทายาททรงนำสาวงามกลับมา วันที่สองดอกบัวในสระนี้ก็บาน”

                อ่าาาาาาา

                ที่แท้ก็เป็นเพราะฟางฮวาของข้า

                งดงาม งดงามมากจริงๆ

                ดอกเป็นดอก กลีบเป็นกลีบ

                ข้าวางสมุนไพรในมือลง เดินเข้าไปประชิดขอบสระ มองลงไปเบื้องล่าง มือรั้งก้านไม้ไผ่ที่ปักอยู่ข้างๆ

                ดอกบัวแดงที่บานอยู่เต็มสระกึ่งบานกึ่งหุบราวกับอายท่ามกลางหมอกบางๆที่ปกคลุมอยู่

                “เอ่ นั่นเจ้าจะทำอะไรน่ะ”

                ฟางฮวาชอบกินดอกบัว ปกติดอกบัวที่บ้านจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แต่ไหนแต่ไรข้าไม่เคยเห็นดอกบัวสีแดงสนิทเช่นนี้มาก่อน

                ข้าจะต้องเก็บไปดอกให้อาจารย์ชิม

                “กงกง ท่านไปก่อน” ข้าโน้มตัวไปคว้าก้านบัวที่อยู่ใกล้ที่สุด อีกมือยึดก้านไม่ไผ่ไว้ไม่ให้ตกลงไป “ข้าเก็บดอกหนึ่งแล้วจะขึ้นฝั่งตามไปหาท่าน”

                เขามองไปรอบด้านอย่างร้อนรน รีบถลาเข้ามารั้งชายเสื้อข้า “เด็ดไม่ได้นะ เด็ดไม่ได้ รีบขึ้นมา”

                อ่า

                เด็ดไม่ได้รึ

                แต่ว่าข้าเด็ดได้แล้วนิ แถมยังเด็ดได้ดอกใหญ่ที่สุดดอกหนึ่งมาด้วย

                “ดอกไม้ทั้งหมดในวังนี้ เจ้าจะมาเด็ดตามใจชอบไม่ได้หรอกนะ เจ้าทำแบบนี้อีก ระวังจะ” เขาประชิดเข้ามาใกล้ ทำท่าเชือดคอ เอ่ยเสียงกระซิบ เสร็จแล้วก็ถอยหลังออก จ้องมองอาการข้า

                “อะไรนะ แค่นี้ก็ต้องตัดหัวเลยรึ อ้าว กงกง ทำไมท่านไม่พูดให้เร็วกว่านี้เล่า” ข้าตกใจใหญ่

                “ชวู่!! เจ้าจะแหกปากทำไมล่ะ เบาเสียงหน่อย” ขันทีน้อยยกมือขึ้นปิดปากข้าไว้

       ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของคนจำนวนไม่น้อยก็ดังขึ้น

                ข้ามองไปที่ขันทีน้อย

                เขากระพริบตาปริบๆ ปล่อยมือจากข้า ในขณะที่ข้ารีบเอาดอกบัวในมือยัดเข้าไปในอกเสื้ออย่างว่องไว ความรู้สึกเปียกๆชื้น ทำให้อดขนลุกซู่ตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้

                ขันทีน้อยนี่ก็ไม่เลว เขารีบหยิบสมุนไพรที่ข้าวางไว้ตรงพื้นขึ้นมายัดใส่อ้อมแขนข้า ดึงชายแขนเสื้อรั้งข้าขึ้นมายืนเคียงข้างเอ่ยเสียงต่ำ “ระวังตัวหน่อย ทำตามข้า อย่ามีพิรุธล่ะ”

                ข้ามองเขา อึ้งไปครู่ สองสายตาประสานกัน ทันใด ข้าก็เข้าใจ

                ใบไม้ด้านหน้าถูกแหวกเปิดออก ข้าก้มศีรษะลง ไม่กล้ามอง เห็นเพียงร่างในชุดสีเหลืองที่เดินเข้ามา

                ร่างข้างๆดึงข้าให้ทรุดกายลงคารวะร่างผู้มาใหม่

                ประโยคว่า ข้าน้อยคารวะองค์รัชทายาททำเอาข้ารู้สึกราวกับถูกสวรรค์ลงทัณฑ์

                ไม่ใช่มั้ง แค่เด็ดดอกไม้ดอกเดียว คงไม่ได้ผิดขนาด คนใหญ่คนโตขนาดนี้ต้องมาด้วยตนเองกระมัง

                ข้าได้แต่กดศีรษะลงมองพื้น รู้สึกได้ถึงสายตาของเขาที่กราดมามองร่างข้า ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น

                ข้าเหลือบตาขึ้นแอบมอง

                หานจึชวนอยู่ในชุดรัชทายาทปักลายลายมังกรห้าตัวเต็มยศดูสูงศักดิ์สง่างาม ยอดหมวกด้านบนประดับด้วยไข่มุกเม็ดโต ข้างเอวมีหยกอันหนึ่งแขวนอยู่ ใบหน้าคมฉายแววองอาจแต่กลับดูเศร้าหมอง เขามองไปรอบด้าน ราวกับกำลังมองหาใครซักคน

                “องค์รัชทายาท ทำไมพระองค์ถึงทรงเสด็จเร็วถึงเพียงนี้ล่ะเพคะ” นางในนางหนึ่งวิ่งแหวกพุ่มไม้ออกมาพลางเช็ดเหงื่อที่ชุ่มโชกอยู่บนใบหน้า “พวกขุนนางยังรอเฝ้าพระองค์อยู่นะเพคะ”

                เสียงถอนหายใจดังขึ้น

   “บางทีข้าอาจจะหูฝาดไป คนคนนั้นจะมาอยู่ในวังได้เช่นไรกัน” แววตาเขาเศร้าหมองลง หันกายกลับ “ไปเถอะ”

       เกือบไปแล้ว

                ข้ามองร่างของเขาที่เดินห่างออกไป ค่อยๆชันกายจะลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ไหว

                “โชคดีที่ไม่ถูกจับได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าตายเรื่องเล็ก แต่ข้าเองก็จะพลอยโดนเฆี่ยนหลังลายไปด้วย” เขาบ่นงุบงิบ ช่วยประคองข้าขึ้นมา

                เจ้าผู้หญิงก็ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิงนี่ ทำไมถึงพูดจาขัดหูอย่างนี้นะ

                เขาเดินนำข้าอยู่เบื้องหน้าอย่างรังเกียจจนกระทั่งใกล้ถึงห้องห้องหนึ่ง ยังไม่ทันถึงกลิ่นฉุนของยาก็ลอยมากระทบจมูก

                ประตูถูกเปิดออก ไอร้อนๆลอยมากระทบหน้า หม้อต้มยาสองแถวเรียงรายกันอยู่ในห้อง คนรับใช้ประมาณสิบสี่คนย่อตัวอยู่ข้างเตาคอยพัดไฟดูแลแต่ละหม้ออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

                ภายในห้องไม่สว่างมากนัก มีเพียงแสงสว่างที่ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ร่างหนึ่งยืนหันหลังให้กับพวกเขา ในมือถือตำรายาไว้ นานๆก็พัดไปมา ดูน่าเกรงขาม

                ร่างนี้ทำไมถึงดูคุ้นตาอย่างนี้นะ

   ขันทีน้อยผลักข้าเข้ามาในห้อง ส่งสายตาปรามมายังข้า

                “ใต้เท้าหน่ง ยาที่ท่านต้องการ ข้าน้อยนำมาให้แล้ว” เจ้าขันทีนั่นหยิกข้าเข้าที่เอวทีหนึ่ง

                “โอ้ย!” ข้าทนไม่ไหวร้องออกมา

    รีบยกมือขึ้นปิดปาก เหลือเพียงตาที่ยังคงกระพริบปริบๆ

                ร่างนั้นหันกลับมา คิ้วขมวดปม มองมาที่ข้าราวกับค้นหาอะไรบางอย่างบนใบหน้า “เอายาไปใส่หม้อที่สิบห้า ใช้ไฟอุ่นๆก่อน”

                “เจ้าค่ะ” ข้าก้มตัวเดินไป

                กัดฟันแน่นทันทีที่หันกายให้เขา

    เฮ้อ

                ดูเหมือนปีนี้โชคข้าจะไม่ค่อยดี คนที่ไม่อยากเจอ กลับเจอเสียหมด

                เจ้าผีทะเลหน่งหยู่ เรื่องเยอะจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้มยารึ ต้องกำหนดด้วยว่าต้องเป็นหม้อใบที่สิบห้า

                ข้าเทยาทั้งหมดลงในหม้อ เติมน้ำลงไปนิด

                อี๋

                ทำไมน้ำนี่ถึงดูแปลกๆนะ ดูเหมือนไม่ใช่น้ำปกติ แต่ว่าผ่านการเติมอะไรบางอย่างลงไป

                ข้าแตะน้ำนั้นขึ้นมาดมนิดหนึ่ง คลี่ยิ้มขึ้น

                เจ้าหมอนี่ไม่เลวแหะ ถ้าเอาสมุนไพรพวกนี้มาต้มอย่างมากก็แค่ยาบำรุงร่างกาย แต่ถ้าเติมไป๋ฮวาชิงหวานหรู่ลงไปผสมก็จะมีฤทธิ์ในการขับพิษเพิ่มขึ้นมา

                ข้าก้มลงข้างหม้อ โบกพัดที่อยู่ในมือสองสามครั้ง ควบคุมแรงไฟในเตา ขยับตัวเข้าไปประชิดเตา แอบใช้ไออุ่นจากเตามาสู่ร่างกาย

                เมื่อครู่เอาดอกบัวยัดไปในอกเสื้อ ข้างในเปียกโซกไปหมด รู้สึกไม่สบายตัว

                ข้าล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หมายจะหยิบดอกบัวนั้นออกมาดู แต่หยิบได้เพียงครึ่งดอกบัวที่โดนอัดอยู่ในอกเสื้อก็ปริออกจนแตกเกือบหมด

                น่าเสียดาย

                จะเอาไปฝากอาจารย์เสียหน่อย

                “เจ้าทำอะไรน่ะ ตั้งใจหน่อยซิ” คนข้างๆผลักร่างข้านิดหนึ่งราวกับเตือน

                “เจ้าค่ะ”

                ข้าถอนหายใจออกมา ค่อยๆจับกลีบดอกบัวที่ร่วงอยู่เต็มมือเข้าไปในอกเสื้อ รู้สึกราวกับมีสายตาร้อนๆของใครซักคนจับจ้องอยู่ทางด้านหลัง ข้านิ่งไปครู่ มือขยับพัดไปมา ปรายตาแอบมอง

                น่าแปลก

                ทุกคนต่างคนต่างก็ทำงานของตนเอง

                หรือว่าข้าจะคิดไปเอง

                “ใช้ได้แล้ว ที่เหลือให้คนของข้าทำต่อก็ได้แล้ว” ห้องที่ร้อนอบอ้าว ในที่สุดก็มีเสียงเย็นฉ่ำดังขึ้น ทำเอาคนในห้องรู้สึกโล่งขึ้นมาทันควัน

                หน่งหยู่วางหนังสือในมือลง คลี่ยิ้มขึ้นยามโบกมือไล่

                บ่าวรับใช้พวกนั้นต่างพากันก้มศีรษะน้อมกายเดินออกไป

                ข้าเลียนแบบทำตามคนเหล่านั้น

                ยังไม่ทันจะถึงประตู

                เท้าคู่หนึ่งก็มาปรากฏอยู่ในสายตา ร่างนั้นเข้ามาขวางหน้าข้าไว้

                “เจ้า….

                หน่งหยู่ประชิดร่างเข้ามา ปลายหางตาโค้งขึ้น เอ่ยเสียงแผ่ว

   “…. อยู่ก่อน”

******************************************************

                ข้าก้มศีรษะ ตัวสั่นเทาไปหมด เห็นเขายืนขวางอยู่ตรงประตู เอ่ยเสียงแผ่ว “ช่วยข้ายกยานั่นหน่อยซิ”

                เขากำลังสั่งใครอยู่กันนะ

                ข้าปรายสายตามองไปรอบด้าน

                “มัวแต่มองอะไรอยู่ ที่นี่เหลือแค่ข้ากับเจ้าเท่านั้น ยานี่จะต้องเอาไปส่งที่ตำหนักกุ้ยเฟย หรือเจ้าจะให้ข้ายกไปด้วยตนเอง

                เฮ้อ ข้านึกว่าถูกเขาจับได้เสียแล้ว

                ที่แท้ก็เรียกข้าไว้เพื่อช่วยเขาส่งยานั่นเอง

                พูดมาตั้งแต่แรกก็จบ ทำเอาข้าตกใจไปหมด

                ข้าหมุนกาย เดินกลับไปเทยาในหม้อลงถ้วย

                เขาไม่เอ่ยอะไรแม้แต่น้อย เปิดประตูออก นำทางข้าไป

                ท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดแสงอ่อนละมุน ร่างสูงโปร่งเดินนำอยู่เบื้องหน้าข้า เขาเอียงหัวมามองด้านหลังนิดหนึ่ง คิ้วเรียวยกขึ้นราวกับแอบยิ้ม

                ข้าไม่ได้คิดมากไปใช่ไหม ทำไมถึงรู้สึกว่าเขาดูแปลกๆนะ

                เขาเลือกเลี้ยวไปยังทางเดินยาวๆทางหนึ่ง

                ทางเดินคดเคี้ยวสองข้างทางล้วนเป็นสระบัวที่มีน้ำปริ่มสระ

                สมแล้วที่เป็นพระราชวัง ทุกจุดล้วนแต่ประณีตงดงามราวกับภาพวาด ไม่น่าแปลกว่าทำไมฟางฮวาถึงรับปากเข้าวังมา ดอกไม้ที่นี่เยอะกว่าข้างนอกตั่งมากมาย อยากจะกินอะไรก็กินได้ กินเจ็ดชาติยังไม่หมด

                “เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน เจ้าน่าจะเพิ่งเข้ามาฝ่ายแพทย์หลวงล่ะซิ” เขาหยุดกายลง คลี่ยิ้มหันมาถามข้า

                ข้ายกมือขึ้นน้อมกายลงทำท่าคารวะ

                แพทย์หลวงอย่างหน่งหยู่วันวันออกไปนอกวัง มีหรือจะจำคนรับใช้นางในในวังได้หมด

                “เจ้าค่ะ ข้าน้อยเพิ่งถูกย้ายมาเมื่อไม่กี่วันก่อน กงกงบอกว่าช่วงนี้ฝ่ายแพทย์หลวงกำลังขาดคน”

                เขาพยักหน้ารับ ก้มหน้าลงตบเบาๆไปที่ชุดคลุมของตนเบื้องล่าง เอ่ยถามอย่างไม่จริงจัง “ในบ้านมีกี่คนกัน”

                “มารดา น้องชาย แล้วก็คนแก่อีกคน”

                เขาเลิกคิ้ว อมยิ้มขึ้น ยังคงมองมาที่ข้าอย่างตั่งอกตั่งใจ ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ทำเอาคนถูกมองใจเสีย

                องครักษ์แถวยาวเดินเรียงแถวผ่านเขาไปทางด้านข้าง

                เขาสูดลมหายใจยาวๆ รอจนกระทั้งพวกองครักษ์เดินพ้นไปแล้ว ประชิดกายเข้ามาจับแขนข้า ในขณะที่ข้าตาโต พยายามจะดึงแขนออก เห็นเพียงมุมปากที่คลี่ยิ้มขึ้นของเขา มือเขาค่อยๆเคลื่อนมาตรงมือที่ข้าถือถ้วยยาอยู่ ผลักร่างข้าไปจนชิดกำแพงเย็นเยียบเบื้องหลัง

                “เจ้ายังคงชอบพูดจาโกหกเหมือนเดิมนะ” เขาประชิดกายตามเข้ามา เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลง “น้องเสา

                อ่าาาาาาาาาา

                เจ้าหมอผีทะเล ที่แท้ก็ดูออกตั่งนานแล้วว่าเป็นข้า ยังจะแกล้งทำเป็นไม่รู้

                ทำให้ข้าโง่เล่นละครอยู่ตั่งนาน

                เขายกมือขึ้นปิดปากข้า สายตาร้อนๆส่งมา เอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าเจ้าไม่โวยวาย ข้าจะปล่อยมือ ไม่อย่างนั้นถ้าเสียงเจ้าเรียกองครักษ์มาล่ะก็ แม้แต่ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”

                ข้าปรือตา พยักหน้ารับ

                เขาคลี่ยิ้ม แต่กลับไม่ยอมปล่อยมือ

                มิหนำซ้ำยังประชิดร่างเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น สายตาลามเลียส่งมาที่ข้า แพขนตากระพริบถี่ ลมหายใจอุ่นๆกระทบเข้าที่ใบหน้าข้าจนร้อนผ่าวไปหมด รู้สึกจั๊กจี้แต่ก็ใจเต้น

                เขาก้มศีรษะลง นิ้วมือสัมผัสอยู่ตรงใบหน้าข้า

                “อย่าดื้อ”  ถ้อยคำหวานเบื้องหลังถูกกลืนหายไปในอากาศ

                ตาข้าเบิกโพลง หายใจไม่ออกขึ้นมา เมื่อใบหน้าเขาประชิดเข้ามา ใกล้เพียงคืบ ดวงตาอ่อนโยนคลี่ยิ้มหวาน

                ใจข้าเต้นตูมตามราวกับกลอง เมื่อใบหน้าเขาเลื่อนต่ำลงมา แตะมือลงบนริมฝีปากบางของข้าแผ่วเบาอ่อนโยน

         ในขณะที่ข้าตัวแข็งไปหมด

          ทางเดินนี้เป็นเพียงทางแคบๆ ไม่มีทางหลบ สองข้างเป็นผนัง รอบด้านล้วนเป็นสระบัวบานสะพรั่ง อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม งดงามราวกับภาพวาด

         แต่ข้าในยามนี้กลับไม่มีอารมณ์ดื่มด่ำธรรมชาติ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่กับชายผู้นี้

        ข้าอ้าปากกว้างเผยฟันสีขาว

      “โอ๊ย นี่เจ้ากล้ากัดข้ารึ” เขารีบชักมือออกสำรวจ คลี่ยิ้มขึ้นยามปรายตาขึ้นมองข้า “รู้ไหม ว่าบนโลกนี้มีผู้หญิงมากมายขนาดไหนอยากจะได้ข้าไปครอง”

      ข้ากัดฟันแน่นจนหน้าแดง ยืดอกเล็กๆที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ของตนขึ้น สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่

      “ข้าไม่สนใจเรื่องของเจ้า ถ้ายังล่วงเกินข้าอีกล่ะก็” ข้าคลำไปทั่วร่าง มือล้วงเอาห่อสมุนไพรในอกเสื้อออกมา “ระวังข้าจะวางยาเจ้า เอาให้สูญพันธ์ไปเลย”

      สายตาเขากลับไม่ได้อยู่ตรงมือข้าที่ถือยาอยู่ แต่กลับกวาดอยู่ตรงหน้าอกของข้าอย่างสนใจ “ยัดตั่งหลายอย่าง แต่ก็ยังดูไม่ใหญ่ น่ากังวลใจแทนจริงๆ”

      อ่า ไอ้หมอผีทะเล

      หน่งหยู่ สุภาพบุรุษที่เจอกันครั้งแรกใช่เขาจริงๆหรือ

      แววขบขันในดวงตายังคงเหมือนเดิม ทว่ากลับเพิ่มอารมณ์ขันชอบยั่วโมโหคนเพิ่มขึ้นมา

      ข้าอยากจะทำให้เขาเป็นใบ้ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆ

      แต่ว่า พักเรื่องส่วนตัวเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้มีบางสิ่งที่ข้าอยากรู้ยิ่งกว่า

      “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า หรือว่าการแปลงโฉมครั้งนี้ของข้าล้มเหลว” ข้ายกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างสงสัย หนังปลอมที่ติดอยู่ก็ยังอยู่ดีไม่ได้หลุดออกมา ไม่น่าจะโดนจับได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

      “อยากรู้รึ จริงๆแล้วง่ายมาก” เขาคลี่ยิ้ม คิ้วเรียวสวยคลายออก ทำเอาคนมองรู้สึกผ่อนคลาย “ก็ข้าเป็นนักแปลงโฉมมือเอก”

      นักแปลงโฉมมือเอก

        เขาน่ะเหรอ

                 ข้าลอบเก็บอาการไม่เชื่อไว้

                 “ตามข้ามา” หน่งหยู่เอ่ยขึ้นเบาๆ หยิบถาดยาในมือข้าวางลงบนพื้น จูงมือข้าให้เดินตามเขาไป

                “แต่ยานั่น” ข้าชี้มือไปที่ยาถ้วยนั้น

                “เดี๋ยวก็มีคนมาหยิบไปเอง ไม่ต้องกังวล”

                เจ้าหมอผีทะเลนี่มีการค้อนใส่ข้าด้วย น่าโมโหจริงๆ

                ข้าแทบอยากจะอ้วก เมื่อเขาจูงมือข้าเดินวกไปวนมา เลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่นาน จนในที่สุดก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง

    เขาดันข้าเข้าไป ปิดประตูลงกลอน

                “ทำไมต้องปิดซะแน่นหนาขนาดนั้นด้วย”

                “แน่นอน ว่าต้องแน่นหนา” เขาก้มศีรษะลง ขยับกายเข้าหาข้า ทำหน้าคล้ายจะกดจูบลงมา คลี่ยิ้มเอ่ย “เพราะอีกพักเราสองคนจะทำเรื่องที่ไม่อยากให้คนนอกรู้”

                ข้าปรายตามองเขานิดหนึ่ง ไม่นึกใส่ใจ นั่งลงบนเก้าอี้ หยิบกระจกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาส่องดู

                ฝีมือข้าก็ไม่ได้แย่นี่

                แสดงว่าหน่งหยู่ต้องมีฝีมืออันดับหนึ่งจริงๆ ข้าแปลงโฉมซะขนาดนี้แล้วยังดูออก

                “เจ้านั่งบ่นอะไรอยู่รึ” มือข้างหนึ่งของเขาเท้าลงบนโต๊ะ โน้มกายลงมา มืออีกข้างแตะลงลากไปมาบนใบหน้าข้า คลี่ยิ้มกว้างขึ้น “น้องเสา”

                “เรียกทำไม ร่ายมนต์ดำเหรอ” ข้าผลักเขาออก

                “ด้านพิษเจ้าชำนาญกว่าข้า ด้านการแพทย์อีกไม่นานเราสองคนน่าจะสูสี แต่เรื่องแปลงโฉมรับรองว่าเจ้าไม่มีทางเทียบข้าติด”

                นี่เขากำลังดูถูกข้าอยู่ใช่ไหม

                ข้ายกกระจกในมือขึ้นส่องหันซ้ายหันขวาสำรวจดูอีกครั้ง

        ยอมรับก็ได้ ชิ

                “อาจารย์ปกติไม่เคยสอนวิชาแปลงโฉมให้ข้า”

                เขาหัวเราะขึ้นมานิดหนึ่ง ยกมือขึ้นดึงหนังปลอมบนใบหน้าข้าออกมานิดมาดม “ข้าหน่งหยู่เกิดมาวันนี้ก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกว่ามีคนเอายาพิษทาลงบนหน้าแล้วเรียกว่าเป็นการแปลงโฉม น้องเสา เจ้าช่างใจกล้านัก”

        “ข้าถูกฟางฮวาเลี้ยงมาจนโต จะกลัวทำไมกับแค่พิษ”

                “พูดมีเหตุผล” เขาหมุนตัวเดินไปเปิดลิ้นชักที่อยู่ตรงตู้ด้านข้าง หยิบขวดกระเบื้องเล็กๆขึ้นมาขวด เปิดจุกออกยกขึ้นดมนิดหนึ่ง เทลงมาในฝ่ามือ คลี่ยิ้ม เอ่ยอ่อนโยนขึ้น “หันหน้ามาทางนี้ อย่าดื้อ”

                “ข้าก็หันมาตั่งนานแล้วเนี่ย ชิ”

                มือหอมกรุ่นของเขาโป๊ะอะไรบางอย่างคล้ายน้ำมันลงบนหน้าข้า ค่อยๆไล้มือนวดเบาๆไปทั่ว ด้วยสัมผัสอ่อนนุ่ม ความรู้สึกร้อนๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า

   “สบายไหม” เสียงเขาเอ่ยถามขึ้น

                “พอได้”

                เขาคลี่ยิ้ม

                ข้าจับมือที่กำลังไต่ไล้ลงไปตรงลำคอของเขาเอาไว้ เอ่ยเสียงเข้ม “ตั้งแต่หน้าลงไปข้าไม่ได้แปลงโฉมนะท่านหน่งหยู่”

                “เสียมารยาทแล้ว” เขาผละกายออก มองมาที่ใบหน้าข้าราวกับค้นหาอะไรบางอย่างบนนั้น “ตรงนั้นมีน้ำอยู่ ไปล้างออกเสีย ใบหน้าแบบนี้ของเจ้าไม่ช้าคงถูกรัชทายาทกับอาจารย์เจ้าจับได้เป็นแน่”

                “ให้ทาอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ให้ไปล้าง ตกลงเจ้าจะทำอะไรกันแน่”

                “ง่ายมาก” เขาเลิกชายแขนเสื้อขึ้น เอ่ยเสียงจริงจัง 

                “ทำหน้าใหม่ให้เจ้าไง”

                ****************************************************

100% คร้า ^^

มาแบบง่วงๆ ห้าห้า

พรุ่งนี้วันหยุดดดด ดีจายยยย ถ้าแปลต่อเสร็จเย็นๆจะมาอัพเพิ่มนะคะ

เจอกันตอนหน้า กับชื่อตอน “นางในประจำตัว”

นางในใครกัน ฟางฮวา? หานจึชวน? หรือ หน่งหยู่?

ขอเสียงหน่อยยยย แล้วเค้าจามาอย่างตรงเวลา  *____* 

ชอบอ่านคอมเม้น อ่านแล้วมีความสุข


แจ้งอีกครั้งสำหรับรีดเดอร์ที่เข้ามาใหม่ ผู้แปลทำงานประจำค่ะ ตื่นเช้าเลิกค่ำ ดังนั้นจะมีเวลาแปลได้แค่ตอนดึกๆ

หรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้น แต่ว่าจะพยายามมาอัพให้ได้อาทิตย์ละอย่างน้อยหนึ่งตอนนะจ๊ะ 

หรือบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับคอมเม้นตามของรีดเดอร์ ห้าห้า 

คอมเม้นเยอะ เค้าก็มีกำลังใจมาอัพเร็ว  ^^


แจ้งอีกครั้งว่านิยายเรื่องนี้ครึ่งเรื่องหลังจะเศร้ามากกก (แต่จบดีนะคะ แต่ระหว่างทางแบบว่าเศร้ามากจริงๆ) 

คือความเศร้าที่แท้จริงยังไม่มาถึง TOT

ใครไม่ชอบแนวเศร้ารันทด บีบคั้นหัวใจ ผู้แปลขอเตือนท่านไว้นะตรงนี้

 

สุ่ยจิง 4 May 2016 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,532 ความคิดเห็น

  1. #1451 BB oi (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 13:38
    ขอบคุณจ้าา
    #1,451
    0
  2. #993 Pep.mintz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 00:19
    หน่งหยูเจ้าเล่ห์ไปแล้วนะ
    #993
    0
  3. #951 jib-john (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 00:18
    อิจจจจ มีหลายตัวเลือกจีจร
    #951
    0
  4. #856 TiNa (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 14:51
    เอ๊ะ ทำไมรู้สึกฟิน อิอิ
    #856
    0
  5. #456 Penguin[G] (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 21:29
    ทำไมกลัวฟางฮวาถูกจับไปเป็นสนมนะฮืออออออออออ
    #456
    0
  6. #455 Penguin[G] (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 21:29
    ทำไมกลัวฟางฮวาถูกจับไปเป็นสนมนะฮืออออออออออ
    #455
    0
  7. #438 t_g_k (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 08:10
    หานจึชวนกับหนงหยู่ชอบเสาเอ่อแน่ไ
    #438
    0
  8. #435 9namfon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 04:42
    พี่หน่งช่วยเอ๋อน้อยด้วยนะ
    #435
    0
  9. #429 1964 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 01:42
    ไรท์ค่ะขอสำนวนจีนนิด ตรงคำว่า "บัตรเงิน" เป็น "ตั๋วเงิน" ได้ไหมค่ะ
    อ่านแล้วไม่ขัดกับยุคสมัยที่ดำเนินเรื่องอยู่อ่ะค่ะ
    #429
    1
    • #429-1 Shui Jing(จากตอนที่ 12)
      7 พฤษภาคม 2559 / 07:22
      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำคร้า คือคิดอยู่นานว่าคำนี้แปลเป็นไทยยังไงดี :) ไม่ค่อยได้อ่านนิยายจีนแปลไทยเลยคะ บางคำก็ยังใช้ไม่ถูกอยู่ ถ้ามีคำไหมแนะนำอีก บอกได้เลยนะคร้า ^____^
      #429-1
  10. #412 rasa0410 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 23:59
    ชอบมากกก ขอบคุณผู้แปล มากค่ะ ที่ สละเวลา
    #412
    0
  11. #405 เงารางเลือน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 22:00
    ทำไมตอนนี้มีคำลงท้ายด้วย 'นิ'อยู่มากมายเลยนิ-0-
    #405
    1
    • #405-1 Shui Jing(จากตอนที่ 12)
      5 พฤษภาคม 2559 / 22:21
      ห้าห้า มีเม้นก่อนหน้าเม้นเหมือนกันว่าเสาเอ่อเป็นคนใต้รึเปล่า เดี๋ยวจะลองปรับแก้ดูนะคะ ^^
      #405-1
  12. #402 mebleblue (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 20:40
    รอค่ะ อ่านรวดเดียวเลย
    #402
    0
  13. #400 จ้าวสมุทร (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 19:33
    ชอบหน่งหยูกับจึชวน แต่ทั้งสองไม่ใช่พระเอก ทำใจแปปToT
    #นางในของหน่งหยูมั้งงงง ทีมหน่งหยูกับจึชวน
    #400
    0
  14. วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 16:49
    ปลื้มอ่ะหน่งหยู
    #398
    0
  15. #397 -T-G (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 16:20
    ฟางฮวาเก็บไว้ก่อน คแนนี้อวยรัชทายาทกะหน่งหยู่
    #397
    0
  16. #396 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 14:13
    โอ้..อ่านมาตั้งนานเพิ่งรู้ว่าเสาเอ่อเป็นคนใต้นิ ที่แท้ก็คนบ้านเดียวกัน ดีใจแปลบนิ 555
    #396
    1
    • #396-1 Shui Jing(จากตอนที่ 12)
      5 พฤษภาคม 2559 / 22:22
      ห้าห้า เดี๋ยวจะปรับแก้นะคะ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เสาเอ่อเราจีนแท้ค่ะ
      #396-1
  17. #395 jinYoojin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 12:32
    หน่งหยูอาจจะแปลงโฉมก็ได้นะฮร้าาาา ทำไมอ่านตอนนี้แล้วชอบหน่งหยู อาเสาเก็บเข้าฮาเร็มให้หมดนะ
    ลูก
    #395
    0
  18. #394 งุงิ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 12:21
    เก็บเข้าฮาเรมให้หมดลูก
    #394
    0
  19. #393 Winwin Monbebe (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 12:20
    เปลี่ยนทีมจาก ทีมฟางฮวา เป็น ทีมหน่งหยู ได้มั้ยยย โอ้ยยยละลายยยยยย 55555 รอไรท์ค่าาา
    #393
    0
  20. #392 atym (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 10:24
    หน่งหยู -////- รุกน้องเสาแรงเนาะ 555555
    #392
    0
  21. #391 ซาลาสซา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 10:10
    โถ นี่ต้องขยี้ใจผู้ชายน่าฟัดเป็นทางผ่านหรือนี่
    #391
    0
  22. #390 gussda (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 08:18
    ขอบคุณนะคะไรท์ที่แปลให้ได้อ่านกัน เป็นกำลังใจให้นะค่ะ อยากบอกว่าเข้ามารอทุกวันเลยนะคะ ต่อไปจะเข้ามาเม้นทวงให้อัพทุกวันเลย555555
    #390
    0
  23. #389 gussda (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 07:18
    เปลี่ยนพระเอกเหอะไรท์555555
    #389
    0
  24. #388 yuiyee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 06:24
    ทำไมเราชอบหน่งหยู 555
    #388
    0
  25. #387 nine (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 01:11
    จงรักนางหลงนางกันให้หมดดดด
    #387
    0