ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 57 : ทุกสิ่งไม่สมดังปรารถนา เพียงหวังไม่ละอายแก่ใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    5 ม.ค. 60

  




         “นายน้อย ให้คนไปงมเอากำไลทั้งสองอันมาเรียบร้อยแล้วขอรับ”



         “ได้แล้วก็เอาไปเก็บเถอะ อย่าบอกให้ใครรู้ล่ะ”




            ยามสายของวันถัดมา เหล่าไท่ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกำไลสองอันที่แสนคุ้น หนึ่งกำไลสภาพสีฟ้าเข้มและอีกหนึ่งกำไลโลหิตสีเลือดนก ของล้ำค่าควรเมืองที่ถูกคนบ้าผู้หนึ่งโยนลงน้ำราวกับไม่แยแส ข้ามองสภาพกำไลทั้งสองวงที่ยังคงความงดงามเช่นเดิมแล้วยิ้มน้อยๆพยักหน้าบอกให้เหล่าไท่นำมันไปเก็บพลางกำชับเรื่องเก็บเป็นความลับไว้ด้วย หากทราบว่าถูกงมขึ้นมา ประเดี๋ยวหลินจวินเจ๋อจะได้อาละวาดอีกเป็นไร ส่วนเรื่องงมกำไลนี้ข้าเป็นคนสั่งการเอง เรื่องอะไรเล่าจะปล่อยให้ของแพงบัดซบเช่นนี้นอนนิ่งในก้นสระ ไม่นับว่าอาจถูกคนให้ถามไถ่ถึง มีมันไว้ยังดีกว่าไม่มี ส่วนใครจะบ้าทำตัวอย่างพระเอกนิยายขว้างปาของกำนัลมีค่าของผู้อื่นทิ้งก็ช่างเขาเถิด ข้าคนหนึ่งล่ะจะไม่ให้เป็นเช่นนั้น ภูเขาเงินทองมีเพิ่มจะอย่างไรก็ดีกว่าลด!



            คิดพลางวางพู่กันลงและพับกระดาษรายงานขอความดีความชอบที่เขียนมาหลายวันจนเรียบร้อยในที่สุด มองดูแสงอาทิตย์ที่เริ่มทอแสงร้อนแรงพลางคิดถึงสามีตัวดีซึ่งถูกตามตัวออกไปที่ค่ายทัพตั้งแต่เช้า ยกมือลูบคอตนเองซึ่งเป็นรอยเต่าแทะอย่างนึกคาดโทษ หลินจวินเจ๋อนี่ไม่ใช่ตัวดีอันใดจริงๆ โดนข้าไล่ไปนอนพื้นก็สงบเสงี่ยมได้แค่ครึ่งคืน พอรู้ตัวอีกทีข้าก็โดนเจ้าเต่าหื่นกามทั้งกอดทั้งซุกเสียแล้ว ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่ามันก็รู้สึกดี อะแฮ่ม..เพียงแต่ เมื่อตื่นเช้ามา ที่ลำคอก็มีรอยกัดเพิ่มอีกสองรอย คาดว่าหากอยู่กับเขาเช่นนี้ข้าคงไม่พ้นถูกเต่ากัดไปชั่วชีวิต



            นึกอยากลองปลดเจ้าเต่าออกจากหน้าที่สามีแต่ดันหาสาเหตุความบกพร่องร้ายแรกไม่พบข้าจึงพักไว้ก่อน เปลี่ยนมาเป็นจดจ่อกับประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือเรื่องของเหล่าไท่และจวิ้นอ๋อง ข้านิ่งมองข้ารับใช้คนสนิทของหวงเทียนหยางซึ่งกลับมาจากนำกำไลไปเก็บ เม้มปากแน่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี



            “นายน้อย..?”



           ข้าไม่พูดคนอื่นก็ใช่จะไม่พูด คิดไม่ถึงว่านิ่งเงียบไปพักใหญ่คนที่หันมาถามอย่างใส่ใจกลับเป็นเหล่าไท่นี่เอง ข้ากระพริบตาปริบๆ มองสบตาผู้ชราซึ่งมองมาด้วยแววตาห่วงใย ความห่วงที่แสนคุ้นตาและไม่อาจคิดได้ว่าแปลกปลอมของอีกฝ่ายทำให้หัวใจอุ่นวาบ นับแต่ลืมตามาในร่างนี้ คนแรกที่ข้ามองเห็นคือเสี่ยวเฉียว แต่คนแรกที่ข้าจำชื่อได้คือเหล่าไท่ เหล่าไท่ ชายชราวัยห้าสิบปีที่แม้สังขารจะร่วงโรยแต่คนยังคึกคักกระฉับกระเฉง ทั้งยังรอบคอบรอบรู้เป็นที่หนึ่ง เชื่อฟังคำสั่งและรู้จักสังเกตสังกา ห่วงใยจวิ้นอ๋องด้วยใจจริง เป็นบ่าวไพร่ที่ดีเสียจนไม่รู้จะเชยชมอย่างไร



          หากเขารู้ว่าจวิ้นอ๋องตายไปแล้ว เขาจะเสียใจเพียงไหน หรือต่อให้ตอนนี้เขาน่าจะทราบอยู่บ้างแล้วว่าจวิ้นอ๋องเปลี่ยนแปลงปราวกับคนละคน บ่าวรับใช้คนนี้จะรู้สึกเช่นไร..



          ข้าเอื้อมมือไปหา จับปลายนิ้วเหี่ยวย่นไปตามวัยเงียบๆและเพ่งพินิจพิจารณา มือของเหล่าไท่หยาบกร้านและด้านเล็กน้อยจากการหยิบจับสิ่งของ บ่งบอกให้ทราบว่าคนผู้นี้ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากแค่ไหน ที่ผ่านมาในชาติก่อนข้าเองก็มีความผูกพันกับผู้คนน้อยยิ่งกว่าน้อย ไร้ญาติขาดมิตร กับความห่วงใยของผู้สูงอายุแทบไม่ได้พบเจอ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอบอุ่นราวกับบิดาคนหนึ่งของเหล่าไท่เมื่อได้สัมผัสแล้วช่างน่าซาบซึ้งตรึงใจ



          “นายน้อย....”



          “ข้าไม่ใช่นายน้อยคนเดิมของท่าน” เงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตาผู้มากวัยกว่าที่ราวกับชะงักงันไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยิน แม้รู้ว่าคำพูดนี้อาจทำร้ายจิตใจของเขา ข้าก็ยังกล่าวออกไปตามตรง “ท่านรู้อยู่แล้ว..ใช่ไหม?”



           “นายน้อยพูดอะไรอย่างนั้น” นิ่งไปค่อนวัน เหล่าไท่ก็หัวเราะออกมาเบาๆและมอบรอยยิ้มมาให้ “นายน้อยก็คือนายน้อย หัวจรดเท้าท่านยังคงเป็นคนเดิม..”



           ข้ามองชายเบื้องหน้า เขาพูด อ้าปากกล่าวย้ำความคิดว่านี่คือนายน้อยของตนเอง แต่ข้าทราบดีว่าเขากำลังหวั่นไหว แม้เอ่ยปากราวไม่ใส่ใจและกล่าวเรื่องรูปลักษณ์ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหาข้อผิดปกติได้ แต่ไหนเลยจะสามารถปกปิดระลอกคลื่นในแววตา ยิ่งคนบอกว่าไม่ ยิ่งเอ่ยปากยืนยันว่าข้าคือนายน้อยของตน มันยิ่งแสดงออกมาว่าเขาก็รู้ถึงความผิดปกติ เหล่าไท่เองก็คงทราบมานานแล้ว..เห็นแล้วข้าก็ได้ถอนหายใจ สังเวชในการแสดงอย่างห่วยของตนเอง



           “เมื่อวาน ที่รัชทายาทเรียกข้าไปดื่มชา..” เอ่ยปากช้าๆ ข้าเกริ่นขึ้นพลางลูบหลังมือหยาบกร้านเบาๆ “เขาเล่าหลายเรื่องให้ข้าฟัง ทั้งความสงสัย ความข้องใจ วิธีการเดินหมากของข้า นิสัยของข้า วิธีพูดจาของข้า ทำให้ข้าได้รู้ว่าตนเองเปลี่ยนไปมากมาย เปลี่ยนได้อย่างที่แม้คนเลอะเลือน เสียความจำก็ไม่น่าเป็นไปได้ขนาดนี้”



          “นายน้อย...”



          “เมื่อคืนข้าถามเขาดู..ที่จริงหลินจวินเจ๋อก็บอกข้ามาหลายครั้งแล้วว่าข้าเปลี่ยนไป” ข้าสบตาสีดำสนิทที่เริ่มฟ้าฟางตามวัย ขณะลูบหลังมืออีกฝ่ายต่อเงียบๆ “หลายคนพูด แต่ท่านไม่เคยพูดเลย ทั้งๆที่ท่านน่าจะทราบเป็นคนแรกด้วยซ้ำ..ข้าอยากรู้ว่าทำไม”



          สิ้นเสียงไถ่ถาม เหล่าไท่ได้ฟังข้อข้องใจของข้าแล้วนิ่งงันไป ข้าตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ ปล่อยให้ความเงียบลอยผ่านและให้เวลาอีกฝ่ายได้คิด ข้าทราบว่าคนผู้นี้หาได้เป็นแค่บ่าวไพร่ที่วันๆเอาแต่ก้มหน้ารับใช้เจ้านาย หากเขาเป็นเช่นนั้นมีหรือจะขึ้นมาถึงขั้นนี้ได้ เหล่าไท่ได้สั่งสอนข้าหลายอย่าง ทั้งให้ปล่อยวางเรื่องราวน่าปวดหัวไว้ก่อน บอกกล่าวให้ระแวดระวังตัวเรื่องคนของรัชทายาท และตักเตือนข้ายามทำตัวไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้หากไม่ใช่ข้ารับใช้ที่มีความคิดเป็นของตนเองจะไม่สามารถกล่าวออกมาได้เลย



           คำพูดของรัชทายาทกระตุ้นเตือนให้ข้าได้ครุ่นคิด ท่าทีของเหล่าไท่ยิ่งทำให้ข้าต้องเอ่ยปากถาม อยากทราบยิ่งนักว่าคนผู้นี้คิดเห็นเช่นไรจึงยอมปิดปากปิดหูปิดตาทำไม่รู้ไม่เห็น และรับใช้เจ้านายผู้เปลี่ยนไปของตนเองเช่นนี้ ข้าไม่แน่ชัดว่านิสัยของคนงามในความคิดเหล่าไท่จะเป็นเช่นไร แต่ก็แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งคือย่อมดีกว่านิสัยของข้าหลายเท่านัก หรือหากจะด้วยเหตุผลเพ้อพกว่าข้ามาอยู่ในร่างคนงามแล้วเข้มแข็งขึ้น สำหรับบ่าวไพร่ผู้หนึ่งที่มีความจงรักภักดีเป็นที่ตั้ง เพียงแค่นั้นจะสามารถสั่นคลอนหัวใจเขาได้หรือ ซ้ำตัวข้านี่ไม่ได้เรียกว่าดีกว่าจวิ้นอ๋องตรงไหน ก็แค่ถนัดก้าวร้าวถกเถียงกับชาวบ้านเท่านั้น หากเป็นตนเองคงยินยอมรับใช้เจ้านายคนเดิมยังจะดีกว่าคนใหม่ที่เป็นใครก็ไม่รู้



           “ข้าย่อมทราบ” เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของเหล่าไท่จึงดังขึ้น ทำให้ข้าละออกจากภวังค์ ดวงตาของชายเบื้องหน้าทอแววอ่อนโยนขณะจ้องมองมาเงียบๆ รอยยิ้มอ่อนบางประดับบนใบหน้าดูนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง “นายน้อยเป็นผู้ที่ข้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กๆ มีหรือจะไม่ทราบว่าเป็นคนเช่นไร นิสัยอย่างไร เรื่องที่ท่านเปลี่ยนไป ข้าย่อมทราบดี”



           “แต่ให้แปรเปลี่ยนเช่นไร ท่านก็ยังคงเป็นจวิ้นอ๋อง ร่างกายนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านอ๋องผู้ล่วงลับ แม้ข้าไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดนายน้อยจึงแปรเปลี่ยนนิสัยไปราวกับคนละคน แต่ตราบใดที่ท่านยังคิดอ่านและกระทำเพื่อวังจวิ้นอ๋อง ท่านก็ยังคงเป็นนายน้อยของข้า เป็นจวิ้นอ๋องหวงเทียนหยาง”



            ข้อความที่ได้ยินไม่ต่างไปจากที่คิด หากเหตุผลที่ทำให้บ่าวคนสนิทของหวงเทียนหยางยอมเงียบต่างหากทำให้ข้าชะงัก ทำเพื่อวังจวิ้นอ๋อง? ด้วยสาเหตุนั้นเขาจึงยังยอมรับข้าได้? “ข้าคิดว่า..คิดว่าหากรู้แล้ว ท่านน่าจะ..พยายามนำเอาคนเดิมกลับคืนมา”



           “แล้วคนเดิม อยู่ที่ไหนเล่าขอรับ?”



            คำถามของเหล่าไท่ทำเอาข้าสะอึกนิ่งเงียบ มิอาจปริปากว่าเขาได้ตายจากไปแล้ว



           “ให้ป่าวร้องว่าท่านผู้นี้มิใช่นายข้า เขาเปลี่ยนไปราวกับมิใช่คนเดิม นี่ไยมิใช่น่าหัวร่อ หากกระทำเช่นนั้นเหล่าไท่ผู้นี้คงมิต่างจากบ่าวทรยศ” ผู้กล่าวคำนั้นถอนหายใจเบาๆคล้ายรำลึกถึงวันคืนแห่งความสับสน “เดิมทีบ่าวเองก็ตกใจอยู่ พินิจดูเช่นไรนี่ก็เป็นนายน้อย จะรอยไฝฝ้ารึตำหนิบนร่างกายก็ยังคงเป็นนายน้อยคนเดิม เช่นนี้จะทำอย่างไรได้นอกจากยอมรับ นายน้อยแปรเปลี่ยนไป ไม่ทราบนี่เป็นมติสวรรค์หรือความตั้งใจของผู้ใด แต่เมื่อข้าเห็นท่านคิดอ่านทำเพื่อวังจวิ้นอ๋อง เท่านี้ก็เบาใจได้แล้ว”



           “เหล่าไท่เป็นบ่าวรับใช้วังจวิ้นอ๋องมานับแต่รุ่นบิดาของท่าน ท่านอ๋องคนก่อนนั้นสิ้นบุญไปเร็วนัก นายน้อยจึงต้องเป็นเสาหลักของจวนตั้งแต่อายุยังเยาว์ ภาระที่แบกไว้หนักหนาเพียงใดข้าน้อยรู้ดี แต่น่าแค้นใจที่ทำอันใดไม่ได้นอกจากรอคอยอยู่เบื้องหลัง ถูกปกป้องครั้งแล้วครั้งเล่า ในฐานะบ่าวไพร่คนหนึ่ง หวังเพียงเป็นกำลังให้เจ้านายเท่านั้น ทุกสิ่งไม่สมปรารถนา เพียงหวังไม่ละอายแก่ใจ ท่านเองก็ไม่ปรารถนาสิ่งใดมากกว่าบรรลุปณิธาน รักษาเกียรติยศร้อยปีของวังจวิ้นอ๋อง ดังนั้นสำหรับตาเฒ่าผู้นี้ ไม่ว่านายน้อยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ว่าท่านจะอธิบายบอกให้ทราบหรือไม่ ตราบใดที่นายน้อยยังปกปักษ์รักษาวังจวิ้นอ๋อง นั่นคือจวิ้นอ๋องคนเดิม”



            ทุกสิ่งไม่สมปรารถนา เพียงหวังไม่ละอายแก่ใจ ข้านิ่งฟังและซึมซับถ้อยคำของเหล่าไท่ไว้เงียบๆ หรุบตาลงลูบหลังมืออีกฝ่ายไปพลาง ได้ยินถ้อยคำเรียบง่ายหากลึกซึ้งแล้วก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก บุคคลที่เอ่ยคำพูดเช่นนี้มีอันใดให้คลางแคลงใจ คนทำไม่รู้ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ทราบ เพียงแต่ยอมเงียบเพื่อรักษาเกียรติของท่าน และอาจเงียบเพื่อรอให้ท่านเป็นฝ่ายพูดก่อนเช่นคนผู้นี้ เหล่าไท่จงรักภักดีต่อจวิ้นอ๋องผู้ทำทุกสิ่งเพื่อรักษาเกียรติของบรรพบุรุษไว้ เขาแม้ทราบว่าคนเปลี่ยนไปก็ยังเงียบได้เพราะข้ายังทำเพื่อวังจวิ้นอ๋อง เฉกเช่นนายน้อยคนเดิมของตนทุกประการ จะกล่าวว่าเพราะนายตนเปลี่ยนไปแต่เปลี่ยนในทางที่ตนเองพอใจเขาจึงเงียบหรือ นี่ย่อมไม่ใช่ เหล่าไท่ไม่ได้ทรยศจวิ้นอ๋องคนเก่า แต่เขายอมรับข้าได้ เพราะสำหรับเขา นี่คือจวิ้นอ๋องคนเดิม ที่แปรเปลี่ยนแต่นิสัยแต่แก่นแท้ยังทำเพื่อรักษาเกียรติแห่งตน..



            “แล้ววันหนึ่งหากข้าเห็นแก่ตัว คิดอยากละทิ้งเกียรติยศและศักดิ์ฐานะทุกสิ่งไป..?” ถามไปแล้วข้าก็แทบอยากตบปากตัวเอง นี่เรียกว่าหาเรื่องแท้ๆ  



            “นั่นเป็นสิ่งที่ท่านอ๋องผู้ล่วงลับคิดมากตลอด” เหล่าไท่ได้ฟังนอกจากจะไม่มีโทสะแล้วยังหัวเราะแผ่วเบา ดวงตาคู่นั้นมีแววรำลึก “เพียงแต่ นายน้อยเองก็ทราบว่ายากนัก..”



             “ใช่” ข้าคิดตามแล้วลอบส่ายหน้า การจะทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปอย่างในนิยายนี่ช่างไม่ง่ายดายเลยในความเป็นจริง



              “แต่หากนายน้อยสามารถทำได้จริง เหล่าไท่ก็ยินดี”



             ข้ากระพริบตา มองเหล่าไท่กล่าวคำว่ายินดีแล้วหัวเราะเบาๆ คำพูดเหมือนไม่คิดอะไร แต่ถ้าบอกว่าจะทำไปจริงคนจะไม่เสียศรัทธาหรอกหรือ “ข้าเองก็ปรารถนาจะรักษาเกียรติยศร้อยปีของวังจวิ้นอ๋องไว้เช่นกัน หากสามารถเชิดชูนามจวิ้นอ๋องให้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ได้ ไยมิใช่เรื่องดี แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่มีแต่เกียรติและศักดิ์ศรี ข้าจะไม่ยอมให้ตนถูกจารึกนามเป็นอ๋องผู้ถูกล้มล้างในข้อหากบฏหรือขายชาติทรยศแผ่นดิน”



             เหล่าไท่ฟังแล้วยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและภาคภูมิเมื่อได้ยินคำพูดเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของข้า แน่นอนว่าข้าเองก็ต้องมั่นใจ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกับสิ่งที่เรียกว่าความมุ่งมั่นหรือความทะเยอทะยาน ในอนาคตมิใช่ว่าจวิ้นอ๋องถูกจารึกนามเป็นท่านอ๋องที่เก่งกาจผู้หนึ่งหรอกหรือ แม้ว่ามันจะแถมพกมาด้วยเรื่องแต่งงานกับบุรุษ..ข้อนั้นข้าไม่กล่าวถึงจะดีกว่า



            แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พูดคุยกันไปแล้ว เรื่องราวหนักอึ้งก็ถูกปลดไปได้เปลาะหนึ่ง เมื่อคิดว่าไม่ต้องระแวดระวังตัวต่อหน้าคนเหล่านี้มากนักและสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ก็น่ายินดี ต่อให้ข้ายังไม่กล้าจะบอกเหล่าไท่ว่าจวิ้นอ๋องคนเก่าตายไปแล้ว แต่หากสามารถจบเรื่องราววุ่นวายนี้ไปได้ ข้าอาจจะบอกเขา รวมทั้งบอกความจริงแก่หลินจวินเจ๋อ สามารถตั้งป้ายวิญญาณทำโต๊ะเซ่นไหว้ให้คนงามในสักวัน ..



           “เมื่อเหล่าไท่ทราบแล้ว ข้าเองก็สามารถ..เอ่อ ปล่อยตัวตามสบายได้บ้างสินะ?” เงยหน้าขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะขอเมื่ออีกฝ่ายสามารถยอมรับตัวตนที่เปลี่ยนไปได้เช่นนี้ ข้ากำลังคิดว่าอาจจะให้เขาหาลูกกวางน้อยน่ากินมาสักสองสามตัว ให้ข้าแทะคลายเครียดจากการรับมือกับรัชทายาทและฉู่เหวินได้บ้าง..แน่นอนว่าเป็นแบบที่สามารถหลบหูหลบตาเจ้าเต่าตัวนั้นได้ด้วย



           “แต่ต้องรักษากริยาเช่นเดิมขอรับ นายน้อย”



           คำพูดเหล่านั้นทำให้ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดายยิ่ง นี่ไม่ต้องพูดถึงกวางตัวน้อยตัวใหญ่ หากจะขอถีบสามีตัวดีให้เห็นก็คงถูกเขม่นอย่างเคย และคงตามมาด้วยประโยคทำนอง นายน้อยรักษากริยาด้วย เป็นแน่




            หลังกำจัดความกังวลเรื่องของเหล่าไท่ได้ไม่นานแล้วเส้าไป๋ก็มาขอพบ ข้ารู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ยังให้บุตรบุญธรรมมาพบที่ห้องหนังสือ ครุ่นคิดไปแล้วก็นึกได้ว่ายังค้างเรื่องเสี่ยวเจี๋ยกับบุตรชายไว้ เพราะครั้งก่อนข้าไม่อยู่ในสภาพอยากเสวนาเรื่องราว เจ้าตัวน้อยจึงยอมเงียบปากไปก่อนอย่างรู้ความ ครานี้เขาอาจจะมาด้วยธุระเรื่องนี้ก็ได้ ข้าเองก็อยากทราบเช่นเดียวกันว่าจากการคอยจับตาของเส้าไป๋ เสี่ยวเจี๋ยเด็กหนุ่มผู้นั้นแท้จริงแล้วเป็นคนของผู้ใด..



          “ท่านพ่อ” มองบุตรชายเดินเข้ามาในชุดฝึกยุทธ์สีน้ำตาลอ่อน ประสานมือเคารพ แก้มกลมเป็นสีแดงสดใสจากการออกกำลังกาย เป็นกวางน้อยน่าฟัดที่ได้แต่มองไม่สามารถกินได้เช่นเดิม ข้าเห็นเขาแล้วก็ยิ้มแย้มตอบรับอีกฝ่าย พลางชี้ชวนให้บุตรชายนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ส่วนเหล่าไท่ก็เข้ามาพร้อมกับวางขนมและน้ำชาก่อนออกไปให้พ่อลูกได้สนทนากัน



         “ไม่ได้พบกันหลายวัน เส้าไป๋เป็นอย่างไรบ้าง?” ข้าเลื่อนถ้วยขนมให้อีกฝ่ายขณะยกน้ำชาขึ้นจิบ



         “สบายดีขอรับ ท่านพ่อหายป่วยแล้วหรือไม่?”



          แค่กๆ ข้าแทบสำลักเมื่อได้ยินคนบอกว่าตนเองป่วย ไม่ทราบว่าบุตรชายเอ่ยถึงเรื่องอาการป่วยไข้เรื่องไหนกันแน่ หวังแต่ว่าจะไม่พูดถึงอาการป่วยเพราะโดนบิดาตัวดีของเขาฟาดก้นเป็นพอ ดังนั้นจึงรีบปั้นหน้ายิ้มสดใส กระทำตนไม่รู้เรื่องราวไปก่อนเพราะไม่อยากสะกิดแผลตนเอง



         “บิดาไม่เป็นอะไรแล้ว วันนี้มีเรื่องอะไรจะบอกกล่าวหรือ?”



        “เรื่องที่ท่านพ่อบอกให้ข้าช่วยตรวจสอบขอรับ” เป็นเรื่องเสี่ยวเจี๋ยจริงๆเสียด้วย ข้าฟังแล้วพยักหน้าช้าๆ และวางถ้วยชาลง



        “เส้าไป๋ตรวจสอบดูแล้ว เห็นว่าเป็นอย่างไร”



         “ไม่ใช่ขอรับ” บุตรชายยืนยันเต็มปากเต็มคำ



         “ไม่ใช่...?”



         “ขอรับ ไม่ใช่คนของใคร เป็นบุคคลธรรมดาที่มีความทะเยอทะยานมากเป็นพิเศษเท่านั้น”



           อืม..เรื่องราวเช่นนี้นอกจากผิดความคาดหมายแล้วยังน่าสนใจไม่น้อย ข้าหรี่ตามองแล้วยิ้มออกมา “เส้าไป๋ เล่าให้บิดาฟังอย่างละเอียด”



          เส้าไป๋เห็นข้ากล่าวดังนั้นจึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มสดใส อ้าปากเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา



           เสี่ยวเจี๋ย มีนามจริงๆคือ เฉายุ่นจื่อ  นามสกุลนี้ทำเอาข้าขมวดคิ้วแต่ก็บรรลุในเวลาต่อมาว่านี่คือญาติสายรองของนายอำเภอสือหลิน เฉายุ่นจื่อเป็นบุตรชายคนรองของน้องชายของเฉาฉินโม่ว เปรียบเทียบแล้วก็เป็นลูกคนรองของลูกคนรองอีกที เพราะไม่มีความสำคัญอะไรทั้งยังเป็นบ้านรอง ต่อให้ได้เรียนหนังสือ อย่างดีเฉายุ่นจื่อคงเป็นได้แค่เจ้าพนักงานเล็กๆโดยอาศัยเส้นสายของเฉาฉินโม่ว คนแซ่เฉาผู้นี้เพราะอยากก้าวหน้า เมื่อเห็นว่าข้ากับหลินจวินเจ๋อเดินทางมาถึงอำเภอสือหลิน ก็ขอร้องปนบังคับให้ท่านลุงพาตนเองไปฝากฝัง นายอำเภอแซ่เฉาผู้นั้นประจวบกับได้ล่วงเกินข้าไปจึงอาศัยเป็นข้ออ้าง เฉายุ่นจื่อจึงกลายเป็นเสี่ยวเจี๋ย และโดนข้าโยนไปให้เส้าไปกลั่นแกล้—เอ๊ย จับตาดูนับแต่นั้น



           “เรื่องนี้ลูกขอให้พี่น้องเราช่วยสืบข่าวด้วยขอรับท่านพ่อ” เด็กอายุแค่นี้ก็รู้จักใช้งานพี่น้องดั่งแขนขาแล้ว ข้ายิ้มมองเส้าไป๋ที่ยิ้มแก้มกลมแต่ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “ลองตรวจสอบดูแล้ว เป็นจริงทุกประการ ส่วนตอนแรกที่เขากล่าวว่าเป็นบ่าวในจวนนายอำเภอ เป็นเพราะกลัวมองว่าอาศัยเส้นสายของนายอำเภอเฉาขอรับ”



           “เป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ยังดีกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดางั้นหรือ?” ข้าเลิกคิ้วน้อยๆ ยิ้มหวานด้วยแปลกใจในแนวคิดของเสี่ยวเจี๋ย แต่จะกล่าวว่าเขาคิดผิดนี่กลับยังไม่อาจสรุปได้ เขามีนายเป็นถึงจวิ้นอ๋อง หากคิดอยากเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีพยัคฆ์ก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้..



            “ข้าว่าเขาหวังมากกว่านั้น” หืม..? ข้ารู้สึกว่ามีสิ่งน่าสนใจจึงยิ้มรออีกฝ่ายกล่าว เส้าไป๋หัวเราะเล็กน้อยแล้วเอนตัวมากระซิบกระซาบ “เห็นว่าอยากปีนขึ้นเตียงท่านพ่อขอรับ”



           ได้ฟังจบข้าก็หัวเราะ นี่ต่างหากเรียกว่าคิดถูก พอลองนึกตามที่เส้าไป๋บอกข้าก็เข้าใจเขาได้ไม่ยาก เฉายุ่นจื่อเป็นคนทะเยอทะยานเช่นที่บุตรชายผู้นี้กล่าว หากคิดตามมุมมองของเขา จวิ้นอ๋องที่มีข่าวรักชอบบุรุษ สามารถเกื้อหนุนแม่ทัพหลินให้ขึ้นมาเป็นจอมทัพได้ฉันใด หากสามารถปีนเตียงข้าได้ ย่อมทำให้ตนเองก้าวหน้าได้ฉันนั้น ยอมเป็นข้ารับใช้แค่เพียงครู่ หากทำตนเป็นที่ถูกใจกลับจะได้ยศศักดิ์เงินทองเกินคาดหวัง จุ๊ๆ..แนวคิดนี้ช่างแสนคุ้นเคยยิ่ง ผู้คนในยุคสองพันต่างแสวงหาทางลัดแบบนี้เต็มไปหมด ทำเอาจู่ๆก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาว่าข้าไม่ใช่วายร้ายจอมต้มตุ๋นคนเดียวในใต้หล้า



            “แล้วนี่..เส้าเอ๋อร์อยากแนะนำเขาให้บิดารู้จักทั้งๆที่ทราบจุดประสงค์?” ข้าก้มมองบุตรชายยิ้มๆ ไม่คิดว่าจะมีบุตรชายที่ไหนหาว่าที่เมียน้อยให้พ่อของตน และไม่ได้โง่พอจะไม่ทราบว่าคนต้องมีเจตนาแอบแฝง เจ้าหนูตัวน้อยจอมเจ้าเล่ห์นี่ยังห่างชั้นกับข้านัก



            “ข้าว่าท่านพ่อรับมือเขาได้” ดวงตาใสแจ๋วกระพริบปริบๆ ก่อนจะยิ้มตาหยี“อีกอย่าง แม้จะทะเยอทะยานมากเป็นพิเศษ แต่คนเช่นนี้ดูออกง่าย เขาชอบฟังเรื่องนินทา และชอบเอาเรื่องนินทามาเล่าให้ฟัง เขาชอบตีสนิทกับผู้คนไปทั่ว ดังนั้นจึงสามารถใช้สืบข่าวได้ เขาโลภในเงินทอง แต่เขารู้ดีว่าไม่มีผู้ใดร่ำรวยไปกว่าจวิ้นอ๋อง ข้าเห็นท่านพ่อไม่มีเด็กรับใช้ จึงมาช่วยแนะนำ ทำตามความปรารถนาของเสี่ยวเจี๋ยให้ประสบผลสำเร็จ”



            “บอกมานะว่าเขาไหว้วานเจ้าด้วยอะไร?” ข้าฟังแล้วหัวเราะขำ คิดอยากขยี้ผมบุตรชายด้วยความเอ็นดูและหมั่นเขี้ยว



            คนตะกุกตะกักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “หนังสือปกขาวเล่มหนึ่งขอรับ”



           “เด็กลามก” พ่อลูกนี่ไม่ผิดกันแท้ๆ ข้าไม่รู้ว่าเส้าไป๋เพิ่งมาออกลายแสบสันต์เอาตอนนี้ หรือเป็นจอมวายร้ายมาแต่แรก กระนั้นเห็นเขาน่ารักซุนซนแบบเด็กทั่วไปก็น่าเอ็นดูดี น่ารักกว่าเด็กน้อยจอมคร่ำเคร่งแก่เรียนเสียอีก “แต่บิดารู้ว่าเส้าไป๋ไม่ได้อยากได้แค่นั้น ใช่หรือไม่?”



            แค่หนังสือปกขาวมีหรือจะล่อลวงบุตรชายข้าได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเท่ากับเลี้ยงลูกมาให้ไม่มีหัวคิด ข้ายิ้มมองเส้าไป๋ ไม่นานเด็กน้อยก็ยิ้มเจื่อน กล่าวเสียงเบา “ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องอยากขอ..”



            “อะไรหรือ?เป็นอย่างที่คาดจริงๆ ข้ายิ้มน้อยๆและลูบแก้มขาวบี้เล่นเบาๆ เห็นเด็กน้อยยิ้มอย่างปรีดา หัวใจก็ชุ่มชื้นขึ้นมาอีกหน่อย นึกอยากจับบุตรชายผู้นี้ฟัดเล่นเสียจริงๆ



            “ข้าอยาก..ประจำอยู่ที่ค่ายใหญ่อีกสักหนึ่งปี”



            “หมายถึงเจ้าจะมิกลับเมืองหลวงพร้อมบิดา?ข้าเอ่ยทวนถามช้าๆ แววตาเป็นประกายครุ่นคิดประการหนึ่งเมื่อได้ยินคำขอของเส้าไป๋  ทราบแล้วว่าเขาเอาเสี่ยวเจี๋ยมาฝากฝังข้าไว้ทำไม คนจะไม่อยู่แล้วนี่เอง แต่ด้วยฐานะเด็กคนนี้ไม่เหมือนคนอื่นเขาไม่ใช่แค่ลูกบุญธรรมแต่เป็นผู้สืบบรรดาศักดิ์ การทิ้งเขาเอาไว้ที่ค่ายทักษิณตามคำขอ จะเป็นเรื่องดีแน่หรือ



           “ท่านพ่อ ข้าอยากร่วมฝึกกับบรรดาพี่น้อง..” ข้าหยุดมือที่ลูบศีรษะเขา มองใบหน้าเล็กๆก้มต่ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาวาววับ “แม้ข้ารู้ว่าตนเองแตกต่าง เป็นที่คาดหวังของท่านพ่อ แต่ข้าก็อยากฝึกฝนฝีมือ ฝึกปรือวิทยายุทธ์ร่วมกับพี่น้องธงดำของพวกเรา”



         “ต่อให้บิดากล่าวว่าอันตราย เจ้าคงรั้นจะไปอยู่ดีกระมัง เช่นนั้นช่วยบอกได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงคิดอยากอยู่ต่อ” อยากเรียนรึอยากฝึกยุทธ์ ไม่จำเป็นอยู่ประจำค่ายทหารทักษิณ แค่จวนแม่ทัพแดนใต้ของหลินจวินเจ๋อก็มีที่ทางให้บุตรชายผู้นี้ขยับขยายมากมาย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาอยากอยู่ที่นี่ มิได้อยากฝึกฝนในจวนแม่ทัพแล้ว



           “เพราะข้าแพ้”เด็กน้อยกล่าวและเงยหน้ามองข้าด้วยแววตาเจิดจรัส “ท่านพ่อคงจำได้ เพราะข้าพลาดไปท่านพ่อจึงถูกพวกไห่เยี่ยนจับตัว ข้าอยากฝึกฝน อยากปกป้องท่านพ่อ ไม่อยากอ่อนแอเช่นนี้!”



           “ไหนเลยจะเป็นความผิดเจ้า..” ทราบถึงจิตใจของลูกชายแล้ว ดวงใจจึงอ่อนนุ่มลง ข้าเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆนั้นจนผมเผ้ายุ่งเหยิงพลางยิ้มหวาน “มู่เซินความสามารถอยู่ในระดับใด คนผู้นั้นเป็นถึงองครักษ์เงาขององค์ชายแห่งไห่เยี่ยน เจ้ามิอาจสู้เขาได้นับว่าเป็นเรื่องปกติ มิใช่เพราะเส้าไป๋หรอก อย่าได้กังวลเลย”



           “แต่ข้ายังอยากฝึกนะขอรับท่านพ่อ!” อา เด็กดีเวลาดื้อขึ้นมามันเป็นแบบนี้เอง ข้ามองดวงตาใสแจ๋วที่กำลังทวีความดื้อรั้นดึงดันแล้วส่ายหน้านิดๆ นึกถึงกำลังทหารค่ายทักษิณซึ่งเป็นทหารในสังกัดของหลินจวินเจ๋อ ข้ามองเด็กน้อยผู้ดื้อรั้นแล้วยิ้มอีกครา



           “เจ้าอยากเป็นทหารหรือ?



           “ท่านพ่อ....” เด็กน้อยคล้ายหน้าเสียไปครู่ที่ถูกรู้ทันแต่ก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้าอยากเป็นทหารร่วมรบกับพี่น้องของเรา ปกป้องท่านพ่อทั้งสอง”



           “ไปรอถามบิดาของเจ้าเถอะ”            



           นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ข้าก็ถอนหายใจเบาๆ โบกมือให้เด็กน้อยเบื้องหน้าไปอ้อนขอหลินจวินเจ๋อเอาเอง แค่นั้นเส้าไป๋ก็ลิงโลดยิ่งนักแล้ว ให้ไปขออีกคนที่เป็นนักรบเช่นกัน ร้อยทั้งร้อยหลินจวินเจ๋อก็ต้องอนุญาต เขามีความต้องการเช่นนี้ข้าเองก็สุดจะเอ่ยปาก บังคับคนอื่นให้ทำตามที่ตัวเองต้องการอย่างไรก็มิใช่เรื่องดี คนอยากจับหอกดาบมากกว่าเรียนหนังสือดีดลูกคิดใครจะห้ามได้ ยิ่งช่วงนี้ข่าวชนะศึกของหลินจวินเจ๋อยิ่งทำให้ผู้คนฮึกเหิม หากเส้าไป๋มองว่าบิดาเป็นนักรบผู้เก่งกาจอยากเอาอย่างบ้างกลับเป็นเรื่องปกติจนไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไร



          “เหล่าไท่” รอจนบุตรชายจากไปอย่างลิงโลด ข้าก็เรียกคนสนิทซึ่งรออยู่หน้าประตูเบาๆ ใบหน้าของข้ารับใช้วัยชราแฝงแววครุ่นคิด ขณะที่ข้ายิ้มน้อยๆ เอื้อมมือจับพู่กันหยกเตรียมเขียนจดหมาย



          “ขอรับ”



          “ไปหาตัวเสี่ยวเจี๋ยมาที่นี่สิ ข้าจะให้เขาคอยจับตาดูลู่ซุน”



         เหล่าไท่รับคำเบาๆขณะที่ข้าหยิบพู่กันเขียนจดหมาย กระดาษจดหมายเป็นสีแดงเข้มแปลกตาแต่ยังเห็นข้อความเด่นชัดเมื่อหมึกดำหยดลง นี่เป็นจดหมายที่ส่งถึงหน่วยธงดำในค่ายทหารทักษิณ เมื่อเส้าไป๋คิดอยากอยู่ที่นี่ต่อ ข้าเองก็ต้องทำให้ตัวเองมั่นใจว่าเขาจะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยมิใช่ถูกนักฆ่าจากที่ไหนมาเด็ดหัว บุตรผู้สืบทอดมิอาจบ่มเพาะและหาใหม่ได้ง่ายๆ หากเขาคิดฝึกฝีมือเพื่อล้างอายก็กระทำไป ที่บิดาอย่างข้าต้องทำคือการคอยระวังหลังให้เท่านั้น



          ส่วนเสี่ยวเจี๋ยและลู่ซุน ข้าคิดว่าเป็นการจับคู่ที่ดี ข้ารับใช้คนหนึ่งทะเยอทะยานแต่จัดการได้ง่าย กับเด็กหนุ่มอีกคนที่ดูเหมือนจะมีปมฝังใจ แม้ข้าเอ็นดูเขาก็ไม่อาจเลี้ยงดูใกล้ชิดตามใจตน ให้เด็กสองคนนี้คอยจับตาดูกันและกันไปก็ดี หากลู่ซุนไม่คิดฆ่าข้าถือว่าเป็นเรื่องประเสิรฐ แต่หากเขาคิด ก็ไม่อาจทำได้ง่ายด้วยมีเสี่ยวเจี๋ยคอยจับตาดู ส่วนเรื่องการอยากปีนเตียงข้านั้นไม่ใช่ปัญหา ดั่งที่เส้าไป๋กล่าวว่าข้าสามารถรับมือได้ อีกอย่างหน้าตาน่ากินแบบนั้น จะเอาไว้แทะเล่นก็ดีไม่หยอก..



           “เมื่อครู่เส้าไป๋มาหาเจ้าหรือ”



           บัดซบ ข้าสะดุ้งสุดตัวจนเผลอทำหยดหมึกสะบัดลงบนจดหมาย ตามองร่างใหญ่โตของหลินจวินเจ๋อก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วในจังหวพอดีราวกับรู้ว่าข้าคิดหาเศษหาเลย คนผู้นี้มีญาณรู้ล่วงหน้าหรืออย่างไร แม้บ่นเช่นนั้นข้าก็ได้แต่ส่งยิ้มหวานไปให้ “ท่านพี่”



           “ฟังวาจาเจ้า ดูคล้ายคิดเรื่องเหลวไหลอยู่ก็มิปาน” กล่าวไม่พอเจ้าลูกเต่ายังมาซ้อนหลังข้าพร้อมทำจมูกฟุดฟิดดุจดมหากลิ่นพิรุธ ข้าเคยบอกหรือยังว่าเกลียดสิ่งมีชีวิตที่ใช้สัญชาติญาณนำสมองเช่นนี้ยิ่งนัก



           “ท่านสิคิดเรื่องเหลวไหล” บ่นพลางส่ายหน้ากระทำตนเป็นคนไม่รู้เรื่องราวแล้วข้าจึงวางพู่กัน “จดหมายส่งไปหาลูกๆของเรา ฝากบอกเขาดูแลเส้าเอ๋อร์ด้วย”



            “เขามาบอกเจ้าเรื่องคิดอยู่ที่นี่ต่อแล้ว?” ปลายคางหนาเกยไหล่แล้วลอบจูบแก้ม หากใจความทำให้ข้าเลิกคิ้วสูง



            “เขาบอกท่านก่อนแล้วหรือ?”



            “ข้าบอกให้เขามาถามเจ้า”



            “ข้าก็บอกให้เขามาถามท่าน” สรุปว่าโยนกันไปกันมาเช่นนี้เพราะต่างฝ่ายก็ไม่อาจทำใจแข็ง เห็นเรื่องราวออกมาแล้วข้าก็หัวเราะ จัดการพับจดหมาบแล้วจึงหันกลับมายิ้มแย้มในอ้อมแขนหนาแล้วสอดจดหมายสีแดงครั่งที่พับอย่างเรียบร้อยลงในอกเสื้อสามีพลางตบลงไปเบาๆ “หากเราทั้งคู่ไม่ขัดข้อง เช่นนั้นก็ได้แต่ฝากเส้าไป๋ไว้กับที่นี่อีกปีแล้ว”



             “ไว้ปีหน้าเรามาเยี่ยมเส้าเอ๋อร์ที่นี่ดีหรือไม่?”



             “ดี”



             “หาน้องชายให้อีกสักคน”



              “นี่ก็ดี”



              “เจ้าคลอด”



              “คนสมองหมู ข้าคลอดได้ที่ไหน”



              ได้ยินถ้อยคำโง่งม แม้ทราบว่าคนกล่าวไปเช่นนั้นเองข้าก็เบิกบานใจจนต้องหัวเราะ เอื้อมมือไปบีบแก้มหนาของสามีอย่างหมั่นเขี้ยว อ้อมแขนแกร่งของหลินจวินเจ๋อกอดกระชับตัวข้าแน่นขึ้นแทนคำตอบ ข้าได้เห็นประกายระยิบระยับที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ของอีกฝ่ายเต็มตาแล้วรู้สึกแทบรับไว้ไม่ไหว ดังนั้นท่ามกลางบรรยากาศแสนหวานที่ทำให้หัวใจอ่อนแอ ข้าจึงยิ้มแย้ม แยกเขี้ยวเลียนแบบหวงไท่หยาง



              “เส้าไป๋จะไม่อยู่แล้ว ดังนั้นเลยมาฝากเสี่ยวเจี๋ยไว้กับข้า ข้าให้เขาคอยดูแลลู่ซุน เดี๋ยวจะให้เด็กพวกนั้นมาคอยรับใช้ข้าทั้งคู่”



              “ไยไม่เอาเด็กรับใช้ไปด้วยเล่า เส้าไป๋ เหลวไหลใหญ่แล้ว!



           ข้าหัวเราะมองหลินจวินเจ๋อที่ร้องขึ้นมาอย่างขบขัน คนราวกับทราบดีว่าเสี่ยวเจี๋ยคิดอย่างไรกับข้ากันแน่จึงร้องขู่ราวกับกระทิง เห็นแล้วบันเทิงใจยิ่งนัก นี่คงเป็นอีกประโยชน์หนึ่งนอกจากให้เด็กหน่มคนนั้นมาจับตาลู่ซุนและเป็นอาหารตา คือการมากลั่นแกล้งสามีเล็กๆน้อยๆนี่เอง..




++++



หมั่นไส้ทั่นพี่อ่ะค่ะ /แบะปาก(..)



ตอนนี้เคลียร์ในส่วนของเหล่าไท่และเสี่ยวเจี๋ย ส่วนตอนหน้าจะมุ่งหน้ากลับเมืองหลวงกันแล้ว ไว้เจอกันค่ะ



มาขายตรงต่อไปปป


เปิดจองนิยายแล้วค่ะ รายละเอียดอยู่ที่นี่


  https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

ทวิต @Secrate_Wind

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

 

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13761 Y knight (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 19:05
    จริงๆก็สงสารจื่อซิ่นนะ ต้องบังคับตัวให้เข้ากับโลกใหม่แบบนี้
    #13,761
    0
  2. #13659 DARA T. (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:14
    อยากเห็นเส้าไป๋ตอนโตเลยคร่ะแม่ น่าจะน่ากินไม่หยอก แค่กๆ
    #13,659
    0
  3. #13572 ununchuahong (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 16:34
    เข้าทางเลยนะเส้าไป๋
    #13,572
    0
  4. #13383 พญานก T^T (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:03
    แกล้งให้กระอักเลือดไปเลย
    #13,383
    0
  5. #13018 เมมฟิส (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 18:09
    สนุกมากมาย
    #13,018
    0
  6. #12914 มูตี้ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 09:53
    ^_____^
    #12,914
    0
  7. #12521 giftzaa911 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 09:30
    ชอบเวลาท่านอ๋องแก้เผ็ดสามีมากอ่ะ น่ารักที่สุดในสามโลกเลย
    #12,521
    0
  8. #12422 มัสกึ ฮึนจังแก วังศิลา (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 13:08
    เส้าไป๋นี่ทำให้นึกถึงจอนจองกุกอ่ะตัวเล็กๆแก้มขาวๆน่าฟัดแต่โคตรฉลาดเก่งทุกเรื่องบ้ากำลังชอบเอาชนะ5555น่าร๊ากกก
    #12,422
    0
  9. #9341 Piszerel (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 13:19
    หึๆๆๆๆ เจ๋ง!
    #9,341
    0
  10. #9335 TOEY_KCR (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 11:27
    เริดดดดดดดด
    #9,335
    0
  11. #9148 Daw Prdz KS (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 01:00
    โอ้ยยยยยยยยชอบบบบบบบบ555555555
    #9,148
    0
  12. #8921 KTsung (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 23:24
    เหล่าไท่นี่สมเป็นเหล่าไท่จริงๆ ในโลกมีเรื่องมากมายที่ไม่อาจเป็นดั่งใจจริงๆ
    ส่วนสามีภรรยาคู่นี้ หวานกันอีกแระ คริคริ ได้กลิ่นน้ำส้มมาอีก ว่าแต่เจ้าเต่าร้ายนะ ปีนขึ้นเตียงกลางดึกแบบนี้ อิอิ
    #8,921
    0
  13. #8798 Blue Min (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 12:24
    รู้ทันตัลหลอดดดดดด โอ้ยยยยชอบบบบ
    #8,798
    0
  14. #8711 Harm. (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 22:22
    มีความละมุนซ่อนอยู่ เอฟซีเหล่าไท่ !
    #8,711
    1
    • #8711-1 ROSALENE(จากตอนที่ 57)
      7 มกราคม 2560 / 08:55
      จับมือค่ะ! เรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์แล้ว55
      #fcเหล่าไท่
      #8711-1
  15. #8710 star19 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 21:51
    ชอบฉากเวลาสามีภรรยามุ้งมิ้งกัน คือท่านแม่ทัพนี่รักแรงเกลียดแรงงะชอบ มีเมียเสน่ห์แรงก็ต้องทำใจเนอะ ทนๆเอาหน่อยย
    #8,710
    0
  16. #8709 สูรย์ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 21:39
    ขอบคุณมากค่ะ
    #8,709
    0
  17. #8707 The.zmb (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 21:12
    น้ำส้มหกนะท่านแม่ทัพ 555555
    #8,707
    0
  18. #8705 Maithip Meeklai (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 19:35
    เมื่อไหร่อาซิ่นจะยมรับควาทรู้สึก รู้ใจตัวเองง้าาาาาาา
    #8,705
    0
  19. #8704 จอมเวทย์ที่ถูกลืม (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 19:03
    ก็แหย่เต่ามันสนุกดีนี่นะ
    #8,704
    0
  20. #8702 ศิริรัตน์ ไชยรัตน์ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 18:09
    รอออออออ
    #8,702
    0
  21. #8701 np42 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 17:14
    ท่านพี่ปวดหัวแน่ๆ มีศึกทางใจเพิ่มมาอีกหนึ่ง
    #8,701
    0
  22. #8698 mefufu69 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 12:40
    ทั่นพี่ นี่หวานมุ้งมิ้ง ขึ้นทุกวัน
    #8,698
    0
  23. #8697 ริปไทด์ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 12:35
    หวานกันซะ แหม่
    #8,697
    0
  24. #8695 E๐Ben (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 11:23
    หมั่นไส้ ทั้งคู่ค่ะ ความหวานอมชมพู นั้นคืออะไรคะ คนทางนี้แสบตาไปหมดแล้ว
    #8,695
    0
  25. #8694 zazoith (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 10:44
    รอ Ebook เช่นกันค่ะ เพราะที่บ้านไม่มีที่เก็บแล้ว แต่อยากได้เรื่องนี้มากเลย
    #8,694
    0